Buddhadasa.org

หัวใจปรมัตถธรรม ตอนที่ ๕ — สมาทานด้วยปัญญา : สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย

หัวใจปรมัตถธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หัวใจปรมัตถธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.26 ๑๘ หรือชอบคำว่าเคร่ง ก็ระมัดระวังทำแต่พอดีอย่างที่เรียกว่า สมาทาน อย่าให้เคร่งเครียดจนเป็นบ้าเพื่ออวดคน เพราะ หลงใหลในข้อปฏิบัติซึ่งตนหลง จนกระทำพรหมจรรย์ของ ตน ให้กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส ไปเสีย. แม้ในสิ่งที่เรียกกันว่า ระเบียบ ก็ไม่ต้องยึดมั่น ถือมั่นในระเบียบจนมันกลายเป็นคีมหนีบให้เจ็บปวด หรือ อึดอัดไปเสีย เอาแต่ความมีระเบียบเรียบร้อยก็พอ ไม่ต้องถึง กับยึดมั่นถือมั่น ก็ยังจะเกิดความเรียบร้อยขึ้นมาได้. อย่า ยึดถือระเบียบจนกลายเป็นคีมหนีบตัวเอง ให้ตกนรกทั้งเป็น อยู่ตลอดเวลา. ทีนี้ มาถึงเรื่อง ความเป็นผู้ดี ก็อย่ายึดมั่นถือมั่น จนเลยเถิด มันจะกลายเป็นคนบ้าดี แล้วมันก็จะหมดดีเพราะ อวดดี คืออวดดีจนหมดดี. แม้สิ่งที่เรียกว่าโลกก็เหมือน กัน ต้องไม่หลงโลกทั้งหลาย ไม่ยึดมั่นทั้งโลกหรือแต่บาง ส่วนของโลกว่าเป็นของตน เพราะมันจะขึ้นมาท่วมทับตน แล้วกัดเอาอย่างเจ็บปวด. สรุปความว่า ทุกคนต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่ง ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ จะต้องประพฤติกระทำหรือเกี่ยวข้องใน

น.27 ๑๙ ลักษณะที่เรียกว่าสมาทาน ถือเอาอย่างดีด้วยสติปัญญา, อย่า ถือเอาด้วยอุปาทานโดยการชักจูงของอวิชชา แม้แต่ความดี ความงามตามที่นิยมกันนั้น ก็อย่าลูบคลำมันด้วยกิเลสตัณหา มันจะกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส หรือสัจจาภินิเวสไปเสีย ทั้งหมดทั้งสิ้น ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นรากฐานของศีลธรรมได้อย่างไร. ทีนี้ ก็จะดูกันต่อไป ในเวลาอันเหลืออยู่เล็กน้อยนี้ ว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ จะเป็นรากฐานของศีลธรรม ได้อย่างไร ? ขั้นต้นที่สุด ใคร ๆ ก็อาจจะมองเห็นได้ว่า เมื่อไม่ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็จะไม่มีความเห็นแก่ตัว. ความเสีย หายทางศีลธรรมนั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ทำให้ตนเองเกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง, แล้วทำให้ ประทุษร้าย ผู้อื่นได้ต่าง ๆ นานา เพราะความเห็นแก่ตัวนั้น. เมื่อ ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เกิดกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้ทำ กรรมอันเป็นบาปนานาชนิด. ไม่เห็นแก่ตัวแล้วก็จะเห็นแก่

น.28 ๒๐ ผู้อื่นหรือสัตว์อื่น แล้วมันก็จะเกิดความเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นโดยง่ายในที่ทุกสถาน ตนเองก็ไม่เกิดปัญหาเป็น ความทุกข์ความเดือดร้อนขึ้นในใจ สังคมก็ไม่มีปัญหาเพราะ ไม่มีความเบียดเบียน มันเป็นรากฐานของศีลธรรมได้อย่างนี้. การสมาทานด้วยปัญญา ไม่ต้องอุปาทานด้วย กิเลสตัณหา ก็มีอานุภาพให้ประพฤติกระทำในสิ่งที่ถูกที่ดี ได้ถึงขนาดอย่างเอาชีวิตเข้าแลกได้เหมือนกัน การกระทำ อย่างเอาชีวิตเข้าแลกนั้น ทำได้ด้วยอำนาจของสติปัญญา ไม่ ต้องอาศัยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสตัณหา ก็ทำ ได้. เมื่ออำนาจสติปัญญาถึงระดับสูงสุดเหมือนพระโพธิ- สัตว์แล้วก็ทำอะไรชนิดเอาชีวิตเข้าแลกได้ โดยไม่ยากลำบาก และได้ผลเต็มที่อย่างคุ้มค่าหรือเกินค่า. แต่ถ้า ทำไปด้วย ความยึดมั่นถือมั่น มันตายเปล่า มันสูญเปล่า เสียเปล่า เพราะมันเป็นคนตายไปเสียตั้งแต่ต้นแล้ว. ถ้าทำด้วยสติ ปัญญา คนผู้ทำไม่ต้องตาย ได้ผลคุ้มค่า เกินค่า โดยแน่นอน. จะเป็นพุทธบริษัททั้งที ก็ต้องมีมัชฌิมาปฏิปทาคือมีความ ถูกต้อง มีความพอดี อยู่ตรงกลาง ไม่หย่อนไม่ตึงเพราะ

น.29 ๒๑ ความยึดมั่นถือมั่น ทำประโยชน์ตนเอง ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่ายที่เนื่องกัน ได้สำเร็จ. เอาละ, เดี๋ยวนี้ถ้าใครยังอยากจะยึดมั่นถือมั่นอยู่อีก ไม่อยากปล่อยวาง ก็ขอบอกแก่ท่านผู้นั้นว่า " จงยึดมั่น ถือมั่น ในความไม่ยึดมั่นถือมั่นเถิด" ฟังดูให้ดี ! ขอ บอกสั้น ๆ ว่า ถ้าใครยังอยากจะยึดมั่นถือมั่นอยู่ละก็ ขอให้ ยึดมั่นถือมั่นในความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ ด้วยอุปาทาน ว่า ตัวตน - ของตนเถิด. เห็นความว่างเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. พระพุทธเจ้า ตรัสแก่โมฆราชมาณพ ว่า "เธอจง เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่ทุกเมื่อเถิด" ดังพระบาลี ที่ว่า สฺุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ฯลฯ ดังนี้ เป็นหลักสูงสุดใน พระพุทธศาสนา. คำว่า "ว่าง” ในที่นี้ คือว่างจากความ หมายแห่งตัวตน - ของตน, ว่างจากความหมายที่ควร ยึดถือว่าตัวตน - ของตน จนไม่มีอะไรในวิสัยโลกที่ควรยึดถือ เช่นนั้น. ส่วนเรื่องในวิสัยธรรมหรือเหนือวิสัยโลก ก็ตรัส ไว้โดยพระบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา, หรือว่า สพฺเพ

น.30 ๒๒ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ดังนี้ แปลว่า ธรรมหรือสิ่งทั้งปวง เป็นอนัตตา, ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ไม่ควรที่ใคร ๆ จะฝังตัวเข้าไป คือยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน-ของตน ดังนี้. เมื่อเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นของไม่ควรยึดมั่น ก็สามารถดำรงตนอยู่ในความมีสติสัมปชัญญะ หรือสติปัญญา ที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงโดยไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, จึงมี การสมาทานต่อสิ่งทั้งปวงได้โดยปราศจากอุปาทาน ไม่เกิด กิเลสสำหรับเป็นทุกข์ส่วนตน และไม่มีการกระทำตามอำนาจ ของกิเลส ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อน ดังนั้น ความคิดนึก ก็ดี การกระทำก็ดี ผลของการกระทำก็ดี มีความถูกต้อง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ไม่สร้างปัญหาหรือความทุกข์ขึ้นแก่ ฝ่ายใด. สรุปความ. สรุปความในที่สุดว่า จงมีชีวิต ชนิดที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ทั้งภายนอกและภายใน หรือสิ่งใด ๆ ขึ้นมาเป็นตัวตน - ของตน. จะเป็นการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดก็ตาม, ส่วนที่ เป็นความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ มันจะกัดผู้ยึดมั่นถือมั่น หรือจิตที่ยึดมั่นถือมั่น.

น.31 ๒๓ ตามพระบาลีมูลปริยายสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิม- นิกาย นั้น ทรงแสดงสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัว ตน - ของตน ไว้ถึง ๒๔ อย่าง นับตั้งแต่ฝุ่นของธาตุดินสัก อนุภาคหนึ่ง ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้, แล้วทรงแสดงสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปผ่านสวรรค์ ผ่านพรหมโลก จนกระทั่งถึงนิพพาน ในฐานะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. ทุกสิ่งเหล่านั้น เป็นธรรมชาติของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ. เพียงแต่ผู้ประสงค์จะรับผลใดๆ จะต้องทำให้ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ได้รับผลมาเป็นความดับ ทุกข์ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นอะไร แม้ในความดับทุกข์นั่น เอง. ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด มันก็กลายเป็นของหนักขึ้น มาทันที และยังจะกลาย เป็นอคติรู้จักแต่ตัวเอง ก็เดินผิด ทางไปหมด เพราะเห็นแก่ตัวเองว่าถูกแต่ตัวเอง ว่าดีแต่ตัว เอง ก็ยกตนข่มผู้อื่น เพราะความเดินไปผิดแห่งจิตนั้น ด้วย อำนาจของอุปาทาน. ถ้าปราศจากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะทำอะไร ลงไป ก็จะ ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ได้รับ ผลตรงตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ของพระพุทธองค์ซึ่ง

น.32 ๒๔ ทรงเป็นผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน : รู้สิ่งทั้งปวงที่ควรรู้, ตื่น จากหลับ คือกิเลส, เบิกบานคือไม่มีความหม่นหมองหรือ ความทุกข์เลย ดำเนินประโยชน์กิจแห่งชีวิตด้วยสติปัญญา ไม่มีอุปาทานใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง. ปัญญานำหน้ามาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว สีลก็ถูกต้อง ไม่เข้ารกเข้าพง, สมาธิก็ถูกต้อง ไม่เข้ารกเข้าพง, รวมกัน เป็นสีล - สมาธิ - ปัญญา ที่ถูกต้อง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ทั้งนี้ก็เพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังนั้นจึงถือว่า หัวใจของ ปรมัตถธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือประโยคที่ว่า "สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น", สามารถใช้ เป็นรากฐานของศีลธรรม และควรจะกลับมาเป็นรากฐาน ของศีลธรรม ให้ทันแก่เวลาที่โลกกำลังประกอบอยู่ด้วย วิกฤตการณ์เช่นนี้. หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลายจะรู้จักความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และเป็นรากฐานของศีล- ธรรม อย่างที่จะขาดเสียมิได้ แล้วทุกคนดำเนินตนอยู่ใน ทางสายกลาง ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วเป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

น.33 หลงความบ้าว่าศีลธรรม โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย เพราะเห็นกง- จักรร้าย เป็นดอกบัว. กิเลสไส- หัวส่ง ลงปลักกิเลส มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ. มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ๛ _พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ_

น.34 กับ คน ศีลธรรมเลว คนก็ได้ กลายเป็นผี หาความดี ไม่ประจักษ์ สักเส้นขน ศีลธรรมดี ผีก็ได้ กลายเป็นคน ที่เลิศล้น ภูมิใจ ไหว้ตัวเอง. ศีลธรรมต่ำ เปลี่ยนคน จนคล้ายสัตว์ จะกินกัด โกงกัน ขมันเขม็ง ศีลธรรมสูง คนสดใส ไม่อลเวง ล้วนยำเกรง กันและกัน ฉันเพื่อนตาย. ศีลธรรมนี้ ทุกวัน มันตายซาก คนมีปาก ก็ไม่พล่าม ให้ศีลธรรมหาย ศีลธรรมกลับ มาเมื่อไร ทั้งใจกาย คงจะหาย จากทุกข์ เป็นสุขเอย ๛ พ. อินฺทปัญฺโญ

น.35 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๙ ๒. ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๒ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๖. พูดกับเณร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๘. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา แห่งยุคปรมาณู ๑ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, อุบาสก และบรรพชิต ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ พัฒนา ๑ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖

น.36 ลับมาเถิด กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! กำลังเกิด ภัยร้าย อันใหญ่หลวง แก่สัตว์โลก ทั่วถิ่นจักร- วาลปวง น่าเป็นห่วง ความพินาศ ฉกาจเกิน. กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! ในโลกเกิด กลียุค อย่างฉุกเฉิน หลงวัตถุ บ้าคลั่ง เกินบังเอิญ มัวเพลิดเพลิน สิ่งกาลี มีกำลัง. กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด! ความเลวร้าย ลามเตลิด จวนหมดหวัง รีบกลับมา ทันเวลา พาพลัง มายั้งยั้ง โลกไว้ ให้ทันการ ๛ พ. อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต