น.10 ๒ ครั้งนี้ว่า ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนา หรือจะบรรลุนิพพาน เอามาต่อกันเข้า ก็จะฟังง่ายทันทีว่า ชีวิตทุกฝีก้าว ต้องเดิน ตามกฎอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนา หรือจะ บรรลุนิพพาน. อาตมา แสดงธรรมทุกครั้งในทางวิทยุกระจายเสียงนี้ มีหัวข้อเดียวเท่านั้นคือ การกลับมาแห่งศีลธรรม ; แต่ว่า จะกลับมาได้ เป็นอย่างดีนั้น ต้องมีปรมัตถธรรมเป็นราก ฐาน . การแสดงในวันนี้ก็คือ มีอิทัปปัจจยตาในฐานะ เป็นปรมัตถธรรม นั่นแหละมาเป็นรากฐานแห่งศีลธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่เป็นชาวนา หรือว่าจะบรรลุพระนิพพานอัน เป็นโลกุตตรธรรม คำว่าชาวนานี้เป็นคำแทนตลอดสายว่า ถึงชาวสวน พ่อค้า ข้าราชการ เศรษฐีมหาศาลอะไรก็ตาม คือทุกระดับ กิจการงานของมนุษย์ในโลกเรา ใช้อิทัปปัจจยตาหรือปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐาน บางคนจะไม่เชื่อ ว่าโลกุตตรธรรมจะเอา มาใช้เป็นรากฐานของศีลธรรม ในระดับชาวนาได้อย่างไร นี่ ขอให้อดทนฟัง และทำความเข้าใจกันต่อไป.
น.11 ๓ ทำหน้าที่ของทุกคนให้สนุก และเป็นสุขขณะทำ. ความมุ่งหมายนั้นมีอยู่ว่า ทุกคนจะต้องทำให้งาน สนุก และมีความสุขเมื่อกำลังทำงาน ; นี่เป็นผลของ ศีลธรรมที่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่า เรามุ่งหมายจะให้ ทุกคนทำงานให้สนุก มีความสุขเมื่อ กำลังทำงาน. แต่ขอทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ความสนุก นี้มันมีอยู่ ๒ ชนิด : สนุกแบบกิเลส สนุกด้วยอำนาจของ กิเลส นี้ก็มี, สนุกด้วยแบบของธรรมะ มีโพธิปัญญาเป็น เครื่องทำให้สนุก นี้ก็มี. ถ้าสนุกอย่างกิเลส ก็ต้องเอาเหยื่อ ของกิเลสมา แล้วก็จะวินาสกันหมด เหมือนที่กำลังเป็น ปัญหาอยู่. ถ้าสนุกด้วยธรรมะ ก็ต้องเอาปัญญาในระดับ โพธิ คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มาใช้เป็นรากฐาน. คำว่าสนุกในที่นี้ อาตมาหมายถึงสนุกชนิดที่มี โพธิธรรมะปัญญาเป็นรากฐาน ทำงานนั้นให้สนุก, ทำงาน อยู่ตัวเป็นเกลียว ก็มีความสุขเมื่อกำลังทำงานนั้นเอง. นี้ก็ คือ มีความรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา มาเป็นรากฐาน. อิทัป- ปัจจยตาคือกฎของธรรมชาติ กฎของความจริงอันเด็ดขาด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้มี
น.12 ๔ สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นลำดับไป ๆ ทุกแขนง ของการเปลี่ยนแปลง. อิทัปปัจจยตา เป็นธรรมะสูงสุดที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ แล้วก็ท่านทรงเคารพเป็นสิ่งสูงสุด. ความรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ทำให้มองเห็นว่า อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็น อะไร, อะไรส่งเสริมกันอย่างไร แล้วเกิดผลอะไรขึ้นมา. นี้ก็ หมายความว่า เห็นว่า การทำงานด้วยโพธิปัญญานั้น ทำให้ เกิดความสุข. ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือทำให้เรา มีความเห็นชัดลง ไปว่า สิ่งที่เรียกว่างานหรือการงานนั้น มันเป็นหน้าที่ของ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องทำหน้าที่ ไม่อย่าง นั้นมันตาย : คนไม่ทำหน้าที่ก็ตาย, สัตว์เดรัจฉาน ไม่ทำ หน้าที่ก็ตาย, แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่ ถ้าไม่ทำหน้าที่ของมัน มัน ก็ต้องตาย. ฉะนั้นการงานคือหน้าที่ของชีวิต, หน้าที่ของ ชีวิตนั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ; ธรรมะคือ หน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, นี้เราไม่ค่อย มองกัน.
น.13 ๕ คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ก็ตาม นี่ แปลว่าหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิต มันต้องทำหน้าที่ตามเรื่องของมัน จึงจะ รอดชีวิตอยู่ได้. คนทำหน้าที่คน ก็เป็นคนอยู่ได้, สัตว์ ทำหน้าที่สัตว์ ก็เป็นสัตว์อยู่ได้, แม้แต่โจรก็ต้องทำหน้าที่ ของโจรมันจึงจะเป็นโจร บัณฑิตก็ทำหน้าที่ของบัณฑิตจึงจะ เป็นบัณฑิต. หน้าที่ของชีวิตคือธรรมะ. ถ้าเลวหรือชั่ว ก็เรียกว่าอกุศลธรรม ; ถ้าดีหรือถูกก็เรียกว่ากุศลธรรม, ธรรมะเป็นหน้าที่. รู้กฎอิทัปปัจจยตา จะทำงานได้สนุก. เราจะทำงานได้สนุก ก็เพราะรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา อย่างชัดแจ้ง ว่ามันมีกฎอันเด็ดขาด จะต้องเป็นไปอย่างนั้น จึงจะมีผลอย่างนั้น. ทำไมจึงรู้สึกสนุก ? ก็เพราะรู้สึกว่า มันเป็น หน้าที่ที่ถูกต้อง หรือเป็นการประพฤติธรรม ; จะแจวเรือจ้างอยู่ หรือจะกวาดถนนอยู่ นั้นก็เป็นการประพฤติ ธรรม, ทำหน้าที่เพื่อชีวิต. เราแน่ใจโดยกฎของอิทัป- ปัจจยตา ว่าจะทำอย่างไรทำให้สำเร็จได้อย่างไร ก็เป็นสุขใน การทำงาน. ความสำเร็จนี้เป็นแบบวิทยาศาสตร์ คือตาม
น.14 ๖ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยไสยศาสตร์, ไม่ต้อง อาศัยไสยศาสตร์ ซึ่งเชื่อเอาเองอย่างงมงาย, เพราะเห็นความ สำเร็จตามแบบของวิทยาศาสตร์ จึงทำงานได้สนุก รู้สึกพอใจ ; เมื่อพอใจก็เป็นสุข ขณะกำลังทำการงานนั่นเอง. ข้อนี้สำคัญ มาก ต้องดูให้ดีว่าเราอาจ จะเป็นสุขได้เมื่อกำลังทำงาน อยู่ นั่นเอง ถ้ารู้เรื่องปรมัตถธรรม คือ อิทัปปัจจยตา การทำงาน ชนิดนี้ มีธรรมะอิทัปปัจจยตาเป็นเครื่องกระตุ้น, ที่เขา เรียกกันว่าโมทีฟ (motive) เครื่องกระตุ้นจิตใจให้ทำอะไร อย่าง เข้มแข็งสนุกสนาน. เดี๋ยวนี้เรามีกฎของอิทัปปัจจยตาเป็นเครื่องกระตุ้น มันก็เท่ากับว่า เป็นความกระตุ้นในทางจิต เป็นความกระตุ้น ในทางธรรม มีพระเจ้าเป็นเครื่องกระตุ้น. พระเจ้าสูงสุด คือกฎอิทัปปัจจยตา มาเป็นเครื่องกระตุ้น, มี motive เป็นทาง ธรรม ไม่ใช่ทางกิเลส. กิเลสมันก็กระตุ้นได้เหมือนกัน แต่ มันกระตุ้นลงไปในนรก ; ธรรมะสูงสุดกระตุ้นไปในทางที่ เราปรารถนา หรือทางฝ่ายดีฝ่ายสูง. นี่ก็คือมีความแน่ใจ หรือ มีศรัทธา ในสิ่งที่กระทำ, มีความพอใจ หรือ ฉันทะ ในสิ่งที่กระทำ มีกำลังใจ พละในสิ่งที่กระทำ, มีความตั้งใจ
น.15 ๗ มัน คือ สมาธิ ในสิ่งที่กระทำ เพราะอำนาจของการที่มี อิทัปปัจจยตา เป็นเครื่องกระตุ้น ล้วนแต่ทำให้เกิดความสุข, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความพอใจ ฉันทะ พอใจในสิ่งที่ กำลังกระทำ นั่นแหละทำให้เกิดความสุข; แม้จะทำงาน อย่างเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่. เมื่อทำงานแล้วถ้าพลาดหรือสมหวังก็ตาม ก็หัวเราะ ได้ด้วยปัญญา : สมหวังก็หัวเราะว่าเอ้อ ... มันเช่นนั้นเอง ตามกฎ อิทัปปัจจยตา, ผิดหวังก็ว่าเอ้อ ... มันเช่นนั้น เองตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ; นี้คือไม่มีความทุกข์ ถ้าพลาดก็ทำเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ฝ่าย ที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มันไปเป็นฝ่ายที่ผิดพลาด มันก็ต้องผิด พลาด, ไม่เกิดยินดียินร้าย เมื่อผิดพลาดหรือสมหวัง. แต่อีก ทางหนึ่งก็ ไม่หัวเราะไม่ร้องไห้ ด้วยความโง่ ตามแบบของ คนทั่วไป ที่เมื่อสมหวังก็หัวเราะ เมื่อผิดหวังก็ร้องไห้. นี้มันเป็นการกระทำด้วยความโง่ ไม่รู้ว่าผิดพลาดหรือสมหวัง นี้มันก็เป็นของธรรมดา ; กำไรหรือขาดทุนมันก็เหมือนกัน ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง ได้มาหรือเสียไป มันก็เช่นนั้นเอง.
น.16 ๘ ถ้าจะพูดให้รุนแรงที่สุด ก็ต้องพูดว่า ขั่วหรือดี ล้วน แต่อัปรีย์เท่ากัน, ชั่วถ้าไปหลงกับมันก็อัปรีย์, ดีถ้าไปหลง กับมันก็อัปรีย์, อัปรีย์ คำนี้ตามตัวหนังสือ แปลว่าไม่น่ารัก, อะ แปลว่าไม่ ปรีย์ แปลว่า น่ารัก, อัปรีย์ แปลว่าไม่น่ารัก : ไปหลงกับมันแล้วมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าชั่ว หรือดี. อันธพาลในท้องถนนทั้งหลาย เขาก็หลงดีตามแบบ ของเขา เขาจึงทำอันธพาล. คนไม่อันธพาลลองไปหลงดี จะต้องนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่บ่อย ๆ ถึงกับฆ่าตัวตายก็มี ฉะนั้นอย่าไปหลงกับมันทั้งชั่วทั้งดี ให้เดินตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา , มองเห็นอยู่โดยอิทัปปัจจยตา แล้วจะไม่หลง ชั่วหรือไม่หลงดี. เมื่อทำได้อย่างนี้ การงานก็เป็นของที่ให้ผลอันน่า ปรารถนาหลายอย่าง : การทำงานเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ก็ตาม, จะเป็นการศึกษาให้รู้จักโลก ให้รู้จักชีวิต, จะเป็นการกีฬา มันก็เล่นสนุก เพราะพอใจ. จะเป็นศิลปะที่สอนให้เราทำงาน อันประณีต, จะเป็นอาชีพที่ทำให้เราดำรงอยู่ได้, เป็นเกียรติ ของมนุษย์ เกียรติสูงสุดของมนุษย์ก็อยู่ที่การงาน, จะเป็น อนามัยคือทำให้มีสุขภาพอนามัยดี เป็นตัวชีวิตนั่นเอง รู้อะไร
น.17 ๙ เกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น มันก็เป็นการเดินทางไปนิพพาน. ดูซิการทำงานนั่นแหละเป็นการเดินทางไปนิพพาน มันช่ำ ของชำนาญในเรื่องของชีวิต มันก็ก้าวหน้าสูง ๆ ขึ้นไป ; ถูกแล้วมันไม่ไปไหน มันก็ต้องไปนิพพาน. ทำงานสนุกและเป็นสุขแล้วชีวิตไม่มีปัญหา การเป็นสุขในการทำงานนี้ ป้องกันโรคทุก ชนิด, คือทำจิตให้ปรกติ , โรคทางกายเกิดมาจากจิตไม่ ปรกติเป็นส่วนใหญ่ โรคกระเพาะ โรคความดันสูง โรคเบา. หวานนั่น เพราะจิตไม่ปรกติอย่างรุนแรง ในแง่โลภ โกรธ หลง อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว, โลหิตมันก็สร้างสารทางเคมีที่ เป็นอันตรายแก่สุขภาพขึ้นมา, จิตผิดปรกติ กายก็ผิดปรกติ แล้วมันก็มีโอกาสที่จะเกิดโรค. เราทำงานให้สนุก เป็น สุขเสียเมื่อทำการงาน, มันป้องกันโรค. ถ้าทำสนุก ก็ทำได้ ๑๘ ชั่วโมงต่อวัน ; อาตมาเคย ลองมาแล้ว เขาทำงานกัน ๘ ชั่วโมง อาตมาทำ ๑๘ ชั่วโมง ต่อวัน ได้ผลงานมาก, ปรากฏอยู่เป็นหนังสือ ; หลายคนไปดู
น.18 ๑๐ แล้วไม่เชื่อว่านี้คนเดียวทำ, อาตมาว่านี้คนเดียวทำ แต่มัน ทำสนุกชนิดทำวันละ ๑๘ ชั่วโมง. ถ้าทุกคนทำงานสนุกเป็นสุขเมื่อทำการงานแล้ว เงินจะเหลือใช้, เพราะไม่ต้องเอาเงินไปซื้อหาความสุขที่ ไหนอีก, มันเป็นสุขเสียแล้วในการงาน, ไม่ต้องคอรัปชั่น ไม่ต้องทำอาชญากรรมใด ๆ เพราะหาเงินมาใช้สนองกิเลส ไม่ทัน. ดูให้ดีเถิดการกระทำอย่างนี้ มันทำได้ทั้งที่เป็นชาวนา ชาวสวน เป็นกรรมกร เป็นข้าราชการ เป็นศิลปิน, ทุกระดับ ชนิดของการงานที่มนุษย์เรากระทำกันอยู่. ถ้าอันธพาลวัยรุ่น อันธพาลวัยแก่ตามท้องถนน เมื่อถือหลักอย่างนี้แล้ว เขาจะ ไม่เกิดความรู้สึกว่าไปขโมยดีกว่า ไปขโมยดีกว่า, มัวทำงาน อยู่ไม่ทันแก่กิเลส ไม่ทันแก่ความต้องการ ไม่สนุกสนาน, มันเหงื่อไหลไคลย้อย. แต่ถ้าเขา มี อิทัปปัจจยตา ความรู้ ในข้อนี้ตามที่เป็นจริงหล่อเลี้ยงอยู่. เขาจะไม่รู้สึกเป็น ทุกข์เมื่อทำงาน เหงื่อออกมาก็ยิ่งเหมือนกับอาบน้ำเย็น เหมือนกับอาบน้ำมนต์.
น.19 ๑๑ ถ้าหากว่าประชาชนทุกคนถือหลักอันนี้ รัฐบาลจะ ไม่มีการขาดดุลการค้า จะไม่มีปัญหาใดๆ คือไม่มีปัญหา อันธพาล ไม่มีปัญหาขาดดุลการค้า ระส่ำระสายทางเศรษฐกิจ ทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุนั้น. นี่แลคือ ศีลธรรมอันสูงสุด ของสังคม, มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ขอให้เลิกใช้ อบายมุขทุกชนิด มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ กันเสียที, ขอให้เลิกใช้อบายมุขทุกชนิด มาแก้ปัญหาเศรษฐ- กิจของประเทศชาติกันเสียที. ขอให้แน่ใจในการที่จะเลิกใช้ อบายมุขทุกชนิด มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจกันเสียที. มิฉะนั้น เราจะทำตนเป็นพุทธบริษัทไม่ได้. การที่ จะทำงานให้สนุก เป็นต้นนี้ มัน ต้องปรับ ปรุงจิตใจกันเสียใหม่ คือการศึกษาให้เข้าใจเรื่อง อิทัป ปัจจยตา, ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีอยู่ตามกฎอิทัปปัจจยตา, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา, สิ่งทั้งหลายทั้ง ปวงดับไปตามกฎอิทัปปัจจยตา, มีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นหลัก เป็นประธานของธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ. ปฏิบัติโดยกฎอิทัปปัจจยตา นั้นสรุปความได้ ง่าย ๆ นิดเดียวว่า อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ, คนเรามีผัสสะ
น.20 ๑๒ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา, อย่าทำผิดเมื่อ ผัสสะ ทำผิดเมื่อผัสสะแล้วมันก็เกิดกิเลส เกิดกรรมชั่ว เกิด ทิฏฐิอันเลวร้าย. มีคำกลอนที่จะต้องจดจำ ไว้เป็นหลักว่า ;– ความทุกข์เกิดที่จิต. เพราะทำผิดเมื่อผัสสะ, ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ. ถ้าเราเข้าใจเรื่องผัสสะ เราก็ควบคุมจิตได้ทุก ขณะที่มีอะไรมากระทบ. อันธพาลทั้งหลายเขาบูชาเนื้อหนังเป็นพระเจ้า โดย อบายมุขนั่นเอง เอาอบายมุขมาบูชาความสุขสนุกสนานของ เนื้อหนัง จึงบูชาอบายมุขเหมือนกะเขาบูชาพระเจ้า, เรียกให้ ออกมาเสียจากความเป็นอันธพาลนั้น ไม่มา ไม่มา. ข้อนี้มีอุปมา เล่าไว้เป็นนิทาน เล่า ๆ กันสืบมา ขอ ให้ทนฟังสักนาทีหนึ่งเถิด คือว่า พ่อแม่ไปธุระนอกบ้าน กลับมาเห็นบ้านไฟไหม้ลุกอยู่บนหลังคา ; แต่ลูกเด็ก ๆ ยัง เล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน ที่พื้นบ้านชั้นล่าง เรียกให้ออกมา ไม่ออก เพราะเขากำลังเล่นอย่างสนุก กำลังเล่นกันอย่างสนุก
น.21 ๑๓ เรียกให้ออกไม่ออก. พ่อแม่ก็ใจหาย, ในที่สุดเกิดสติปัญญา คิดได้ขึ้นมาว่า โอ้ .... ลูกมาเร็ว มาเร็ว พ่อมีขนมที่อร่อย ที่สุด มีตุ๊กตาแปลกที่สุดมาให้เดี๋ยวนี้ ; พอพูดอย่างนี้ เด็ก ๆ ก็วิ่งออกมาจากบ้านที่เรือนกำลังไฟไหม้อยู่. นี่ขอให้ดูเถอะว่า คนเรานั้นมันอยู่ด้วยความสุขสนุก เพลิดเพลินอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ. การที่จะบอกให้ เลิกความสุขสนุกนั้นทำไม่ได้ ; ถ้ายกเลิกอันหนึ่ง ต้องเอา อันหนึ่งมาแทน. เดี๋ยวนี้เขา มัวเมาในกองทุกข์ เห็นกอง ทุกข์เป็นความสนุก ไม่อยากออก ชวนให้ไปนิพพานนี้ ไม่มีหวัง. จะต้องทำให้รู้สึกว่า มีอะไรดีกว่านั้น มีความสุข ที่ดีกว่านั้น. อย่างจะให้เขาเลิกเฮโรอีนนี่ เลิกเฉย ๆ ไม่ได้ ต้อง มีอะไรที่ดีกว่าเฮโรอีนมาให้แทน, มีผู้เสนอว่าความสุขที่เกิด จากการทำสมาธินั่นแหละ มอบให้คนที่เลิกเฮโรอีนได้เอาไป เสพเถิด เขาจะไม่กลับไปหาเฮโรอีนอีก. ดังนั้น สถานที่ บำบัดยาเสพติด จะต้องมีอะไรให้คนที่เคยติดยาเสพติด นั้นได้รับแทน. ควรจะเป็นสถานที่ฝึกสมาธิ ให้ได้รับ ความสุขจากสมาธิ เขาเป็นสุขอยู่กับสมาธิ ก็ไม่กลับไปหา
น.22 ๑๔ เฮโรอีน. นี้เราจะต้องใช้ทั้งพระเดช ต้องใช้ทั้งพระคุณ. การที่จะให้เลิกด้วยอำนาจบังคับนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมี พระคุณ คือเอาอะไรให้แทน เมื่อเขาเลิกแล้ว. เรามีนรกสวรรค์ : มีนรกไว้ขู่บังคับ มีสวรรค์ ไว้ล่อให้ตามมา ; ต้องทำให้เขารู้สึกในรสของนรก, ให้รู้สึก ในรสของสวรรค์ อย่างเป็นสันทิฏฐิโก. อย่าฝากไว้ชาติหน้า ต่อตายแล้ว หรือบางทีหลายชาติเกินไป, ต้องเดี๋ยวนี้และที่นี่ ให้รู้จักนรกสวรรค์. อย่าให้เพียงแต่ความเชื่องมงายในเรื่อง ของนรกหรือสวรรค์ต้องให้มาปรากฏแก่ใจจริง ๆ. มีคนเขาด่าอาตมา. คำมันหยาบคายสักหน่อยว่า ด่า ด่าอาตมา ว่าอาตมานี้ยกเลิกของเก่า ยกเลิกเรื่องนรก ยกเลิก เรื่องสวรรค์, ข้อนี้ไม่ใช่ดอก เพียงแต่ว่าทำให้เห็นชัด ที่นี่และเดี๋ยวนี้ นรกสวรรค์หรือนิพพานอะไรก็ตาม ต่อตาย แล้วนั้นไม่เป็นไร, อย่าทำผิดที่นี่ จะไม่ตกนรกที่ไหน หมด, ทำถูกที่นี่ก็จะมีสวรรค์ทั้งที่นี่และทั้งต่อตายแล้ว, จะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ ทั้งโดยภาษาคนและภาษาธรรม ; ภาษา คนนี้พูดกันไม่ต้องมีความรู้สึกที่เป็นสันทิฏฐิโก, แต่ ภาษาธรรมนั้นช่วยให้รู้สึกได้เป็นสันทิฏฐิโก ว่า เดือด
น.23 ๑๕ ร้อนเหมือนไฟ เผาอยู่ในจิตนั่นแหละคือนรก, สวรรค์ก็คือพอ ใจจนยกมือไหว้ตัวเองได้, ยกมือไหว้ตัวเองได้นั่นคือสวรรค์, รู้สึกอยู่ในใจได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เห็นนรกอย่างนี้มันเห็นจริง ๆ แล้วมันก็กลัว, เห็นสวรรค์อย่างนี้มันเห็นจริงๆ แล้วมัน ก็อยากจะได้. จึงอยากจะเลิกจากนรก เพื่อไปสู่สวรรค์ได้. อิทัปปัจจยตาเป็นทางดำเนินชีวิต. ข้อนี้จะต้องประพฤติกัน ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนา หรือไม่ว่าจะเพื่อการบรรลุนิพพาน. อิทัปปัจจยตาเป็นสติ ปัญญา ทำให้ทำงานสนุก ทำให้ควบคุมผัสสะได้ คือ ไม่เกิดกิเลส หรือเกิดกิเลสขึ้นมาก็ละได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจของ กิเลส, มีอารมณ์น่ารักน่าพอใจเข้ามา ก็ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของ อารมณ์นั้น. จิตไม่ตกอยู่ใต้อำนาจอารมณ์ จิตไม่ตกอยู่ใต้ อำนาจของกิเลส นั่นแหละคือโลกุตตระ. โลกุตตร- ธรรม คืออยู่เหนือโลก เหนืออำนาจของสิ่งยั่วยวนในโลกกัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มีโลกุตตระกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี้เรียกว่า นิพพานก็ได้. ไม่มีกิเลส ไม่มีความร้อนเข้าไปเผาอยู่ในจิตใจ, เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ; แม้จะเป็นนิพพานตัวอย่างชั่วขณะ
น.24 ๑๖ น้อย ๆ เราอาจจะขยายออกไป ให้เป็นนิพพานสมบูรณ์และ ถาวรได้เหมือนกัน. เราจะต้องจับตัวเอง, จับตัวเอง มาฝึกธรรมะ โดย หัวข้ออิทัปปัจจยตา ให้ควบคุมผัสสะได้ : อย่าเป็นทาส ของผัสสะ, อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ. ทุกคนทำให้ได้ นับ ตั้งแต่เทวดาลงมาจนถึงคนขอทาน, หรือนับตั้งแต่คนขอทาน ขึ้นไปจนถึงพวกเทวดา นี่ขอให้มันจริง ให้มันเด็ดขาดลงไป ใ นการที่จะ ใช้ธรรมะเป็นเครื่องดำเนินแห่งชีวิต จะต้องจริง ๆ ที่ สุด. เหมือนตัวอย่างที่ดี ที่ปรากฏเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในหน้า หนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ" ฉบับ ๒๐ มิถุนายน เล่าเรื่องคนจริง ขนาดเป็นนักบุญ เป็นผู้กล้าหาญเพื่อจริยธรรม ชื่อนางเยือน ศุภรัตน์ อายุ ๕๕ ปี บ้านเลขที่ ๕๓ หมู่ที่ ๑ ตำบลนาตะโหนด พัทลุง ตกลงกับลูกชายว่า การบวชคราวนี้นั้นไม่เลี้ยงเหล้า. ก่อนบวชหนึ่งวันที่เป็นวันทำขวัญนาคนั้น ต้องไม่เลี้ยงเหล้า ทีนี้ลูกชายก็เอาเหล้ามาเลี้ยง แม่ขึ้นมาเห็นเมามายกันหมด แม่ก็เสียใจ กลับไปในสวนหลังบ้าน กินยาฆ่าแมลงเข้าไปมาก ที่สุด, แล้วก็ไปตายกลางทาง เมื่อไปโรงพยาบาล. งานบวช
น.25 ๑๗ นาคเลยกลายเป็นงานศพ คุณยายอย่างนี้เพิ่งปรากฏเดี๋ยวนี้ เราจะเรียกว่าเป็นคุณยายนักบุญ เป็นผู้กล้าหาญเพื่อจริยธรรม ถ้ามันเป็นจริงตามนี้แล้ว ทำไมเราไม่ให้เกียรติแก่ คุณยาย รัฐบาลก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี ทำไมไม่จัดพิธีให้เกียรติแก่ คุณยายนักบุญ ทั้งที่เราประกวดขาอ่อน ประกวดอะไร ๆ ต่อ อะไรกันมากมาย ก็ทำกันได้ใหญ่โต แต่ไม่จัดพิธีให้เกียรติแก่ คุณยายนักบุญคนนี้. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนพิจารณาดูให้ ดี ให้เห็นความจริงอันเด็ดขาดของคุณยายนักบุญคนนี้ อาตมา เห็นว่า ถ้ามันเป็นจริงตามนี้แล้ว คนทั้งประเทศควรจะจัด พิธีให้เป็นเกียรติแก่คุณยายคนนี้ ในฐานะเป็นนักบุญผู้กล้า หาญ เสียสละชีวิตเพื่อจริยธรรม บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยชีวิต อย่างนี้จะหาได้ที่ไหนบ้าง ก็ลองคิดดู. หวังว่าท่านทั้งหลายจะเข้าใจเรื่อง อิทัปปัจจยตา ว่า เป็นทางดำเนินแห่งชีวิต ไม่ว่าเราจะอยู่เป็นชาวนาที่นี่ หรือว่าจะบรรลุพระนิพพาน ต้องมีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ให้บังคับผัสสะให้ได้, อย่าเป็นทาสของผัสสะ, อย่าอยู่ใต้ อำนาจของอารมณ์ที่มากระทบ, อย่าอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ที่เกิดขึ้น จะต้องทำลายล้างกิเลสนั้นเสียให้ได้.
น.26 ๑๘ ขอให้พยายามกันทุกผู้ทุกนาม เพื่อเข้าใจอิทัปปัจจย- ตา ธรรมะอันสูงสุดที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้แล้วทรงเคารพ ทันที ทรงเคารพในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ความรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ช่วยให้พระบรมศาสดาตรัสรู้เป็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา ; หมายความว่าแก้ปัญหาได้ทุก อย่าง. เราลูกศิษย์พระตถาคต เอามาแก้ปัญหากันทุกอย่าง, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาแห่งการตกเป็นทาสของกิเลส, ปัญหาแห่งการตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส เป็นอันธพาลเต็มไป ทั้งบ้านทั้งเมืองหรือทั้งโลก ทั้งโลกมันเป็นอันธพาล เพราะ ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส เพราะไม่รู้เรื่องอิทัปปัจจยตา. ดังนั้น เราจะต้องรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา, ชีวิตจะต้องดำเนิน ไปทุกฝีก้าว โดยกฎของอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็น ชาวนา หรือจะบรรลุพระนิพพาน. ขอให้เข้าใจและปฏิบัติ แล้วชวนกัน ทำงานให้ สนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน, เงินไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร เพราะเป็นสุขเสียแล้วเมื่อทำการงาน ก็ไม่ต้องคอรัปชั่น หรือ ไม่ต้องไปเป็นอันธพาลตามท้องถนน. ทุกคนจะมีทรัพย์ สมบัติพอตัว ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ขอให้ประพฤติโดย หลักอันนี้แล้ว มีความสุขสวัสดีกันทุกถ้วนหน้า อยู่ทุกทิพา ราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa