Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๑๒ — ๗๒. เรามีสิ่งชักนำ ให้ศาสนาคุ้มครองชาติ

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.190 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคง กระทำไปด้วยความหวังว่า ศีลธรรมจะกลับมา โดยมีปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐาน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ว่า หมายความว่าอะไร ศีลธรรมเป็นตัวบทบัญญัติ, ปรมัตถ- ธรรมเป็นเหตุผลของบทบัญญัติที่บัญญัติออกไป. ถ้า มีเหตุผลดีเป็นที่พอใจ คนเขาก็รับเอาระบบศีลธรรมนั้น ๆ ได้โดยง่าย เราจึงมีหลักเกณฑ์ที่ว่า ปรมัตถธรรมจะกลับ มาเป็นรากฐานของศีลธรรม; เหมือนอย่างสมัยโบราณ ๑๘๒

น.191 ๑๘๓ ประชาชนมีความรู้เรื่องปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ศีลธรรม จึงมั่นคงเป็นที่น่าพอใจ. การบรรยายในครั้งก่อนกล่าวโดยหัวข้อว่า ทุกสิ่งที่ เรียกกันว่าความอุบาทว์ ล้วนเกิดมาจากความไร้ศีลธรรม, ครั้งนี้ว่า เรามีสิ่งชักนำ ให้ศาสนาคุ้มครองชาติ ; ถ้า มองดูแล้วจะเห็นได้ว่า เรารอด รุ่งเรืองกันมาได้ ก็เพราะ มีศาสนาคุ้มครองชาติ. ทุกประเทศในโลกจะต้องมีศาสนา คุ้มครองชาติ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาชนิดที่มีพระเจ้าเป็น บุคคล, หรือมีพระเจ้าเป็นกฎของธรรมชาติ ก็ล้วนแต่ สามารถทำให้ประชาชนมีศีลธรรม ; ดังนั้นโลกเราจึง มีศีลธรรมพอคุ้มครองได้. ในประเทศไทย เรา เราถือกันว่า เรามีสถาบัน สามสถาบัน คือสถาบัน ชาติ ศาสนา และ พระมหา- กษัตริย์ ทำหน้าที่สัมพันธ์กัน จนทำให้เรามองเห็นภาพ เปรียบได้ว่า ชาติ หรือประเทศชาตินี้ คือร่างกาย, ศาสนา คือจิตใจ, พระมหากษัตริย์คือระบบประสาท ที่ทำให้ เกิดความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นระหว่างกายกับจิตใจ. ประชาชนเราพิทักษ์สถาบันทั้ง ๓ นี้ อย่างทะนุถนอม เป็น

น.192 ๑๘๔ หลักแห่งชีวิต, เรารอดอยู่ได้ตลอดเวลาที่ยังมีสถาบัน ทั้ง ๓ นี้อย่างมั่นคง. สถาบันหมายถึงความรู้สึกในจิต. ทีนี้ก็จะได้พูดถึง สิ่งที่เรียกว่า สถาบัน นั้นโดย เฉพาะกันบ้างว่า ได้แก่อะไร ; สิ่งที่เรียกว่าสถาบัน ๆ นั้น คืออะไรกันแน่, เราจะรักษาไว้ได้อย่างไร. สิ่งที่เรียกว่า สถาบัน ๆ นั้น คือสิ่งที่ตั้งอยู่อย่าง แน่นแฟ้นมั่นคง ในหัวใจของคน. ขอให้มองดูสิ่งที่ เรียกว่า สถาบัน กันใหม่ ว่า มิใช่วัตถุ มิใช่สถานที่ มิใช่ บุคคล ตามที่มักจะพูดกันเข้าใจกัน เหมือนเด็ก ๆ เขาก็จะคิด ว่าชาตินั้นอยู่ที่ธงชาติหรือเพลงชาติ. แต่ที่จริงสิ่งที่เรียกว่า สถาบันนั้น อยู่ที่ความรู้สึกของจิต ต่อคุณค่าของสิ่ง นั้น ๆ เป็นที่พอใจ, แล้วฝั่ง อยู่ในส่วนลึกของจิต. สถาบันชาติ จึงได้แก่ ความรู้สึกต่อชาติ ในชาติ เป็นความ รู้สึกที่ ฝังลงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ, ไม่ใช่ตัววัตถุ ไม่ใช่ ตัวสถานที่ หรือแม้แต่บุคคล. สถาบันศาสนา ก็คือ ความประทับใจในศาสนาของคน ที่ฝังแน่นอยู่ในใจ

น.193 ๑๘๕ ของบุคคล. สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็คือ ความ สวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์ ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของ ประชาชน. ที่ตั้งของสถาบัน นั้นไม่ใช่แผ่นดิน ที่ตั้งของ สถาบันนั้น คือจิตใจ จิตใจของประชาชน, สถาบันนั้นคือ สิ่งที่ตั้งอยู่ในจิตใจของประชาชน หรือของคนที่มีความรู้สึก, ได้แก่ คุณค่าที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนเรา. ดูกันละเอียดสักหน่อย เช่นว่า สถาบันชาติ สถาบัน ชาติตามปกติก็หมายถึงชาติ ; แต่คำว่า ชาติมีความหมาย หลายความหมาย จนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่ก็ได้ ; เชื้อ ชาติ - nativity นั้นมันก็คือเชื้อชาติ ก็เป็นชาติ, สัญชาติ nationality นั้นก็เป็นชาติ, แม้ที่สุดแต่ ประเทศชาติ คือ nation นี้มัน ก็ชาติ, แล้วจะเอาชาติที่ตรงไหนกันแน่ ? ถ้าเอาตาม ตัวหนังสือหรือคำพูด เหล่านี้ มันก็อยู่ข้างนอก, อยู่ข้าง นอก คือ นอกจิตใจของคน. แต่ ชาติที่จะเป็นตัว สถาบันแท้จริงนั้น หมายถึงความรู้สึกในคุณค่าของ ชาติ, ความรู้สึกนั้นปักแน่นลงไป ฝังแน่นลงไป ประดิษฐาน อยู่อย่างมั่นคง, ในส่วนลึกของจิต ตามความหมายของคำว่า

น.194 ๑๘๖ สถาบัน ๆ ซึ่งแปลว่าตั้งอยู่อย่างมั่นคง. ลองคิดดูว่า ตั้งอยู่ อย่างมั่นคงนี้จะตั้งอยู่ที่ไหนดี, ตั้งอยู่ตามพื้นดินดี หรือ ว่าจะตั้งอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ของสิ่งที่มีความรู้สึกดี ? เด็ก ๆ สนใจชาติที่ธงชาติและเพลงชาติ ตามองเห็น ธงชาติ ปากก็ร้องเพลงชาติ; นี่จะถือเอาสถาบันชาติที่ ตรงไหน ถ้าไม่ถือเอาที่ความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ. มีธงชาติ หรือ เพลงชาติเป็นสัญญลักษณ์เป็นเครื่องชี้ชวน ให้ เกิดความรู้สึกที่ฝังแน่นลงไปในจิตใจ; เราควรจะบอก ลูกเด็ก ๆ ของเรา ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชาติ สถาบันชาติ ให้ลึกซึ้งถึงที่สุด จนเกิดความมั่นคงได้ ดังที่กล่าวแล้ว. คำว่า "รักชาติ ๆ" นี้ คือ การทำให้ชาติตั้งมั่น เจริญรุ่งเรือง จึงจะเรียกว่ารักชาติ, มันก็ทำด้วยกำลังใจที่ มีอยู่ทั้งหมดในหัวใจ. แต่แม้จะกระทำอย่างไร ก็ยังไม่ถึง กับเป็นการหลงชาติ : ถ้าเกินไปก็เป็นการหลงชาติ แทนที่จะรักชาติ, อาจจะสร้างปัญหาขึ้นมาได้มากมาย เนื่อง ด้วยการหลงชาติ ทีนี้คำว่าขายชาติ, ขายชาติ นั่นก็คือการเชือด คอตนเองของผู้ขาย นั่นเอง, มันเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สั่นหัว,

น.195 ๑๘๗ แต่แล้วคำว่าชาติ มีความหมายหลายความหมายดังที่กล่าว แล้ว. การที่จะรักชาติมันก็ทำจากจิตใจด้วยจิตใจ, คำว่า ขายชาติมันก็ทำโดยจิตใจ ด้วยความรู้สึกในจิตใจ แล้วจึงค่อย กระทำออกมาทางภายนอก ทางกาย ทางวาจา ก็แล้วแต่ กรณี นี้คือ คำว่าชาติ จะต้องพิจารณาให้เห็นอย่าง แจ่มแจ้ง ว่า ตั้งอยู่เป็นสถาบันอันหนึ่งนั้นเป็นอย่างไรกัน. ทีนี้ก็มาถึง คำว่าศาสนา ศาสนา ตามธรรมดา ในภาษาพูดจากัน ก็หมายถึงกิจกรรม ทางศาสนาที่วัดวา อาราม มีโบสถ์มีวิหาร มีต้นโพธิ์ มีอะไรที่เรียกว่าเป็นที่ สังเกต, แล้วก็เป็นที่สนใจ แล้วก็เป็นที่ยึดหน่วง นี้ก็เรียกว่า ศาสนาโดยรูปแบบในภายนอก ส่วนที่จะเป็นสถาบัน สถาบันศาสนา นั้นมันลึก ไปกว่านั้น คือ ความศรัทธาจงรักแน่นหนาต่อศาสนา ที่ฝังอยู่ในจิต, สถาบันศาสนานั้นอยู่ในหัวใจของคน, แม้ ว่าตัวศาสนาจะอยู่ที่พื้นดินภายนอกตามที่ทั่วๆไป ; แต่ขอ ให้มองเห็นว่าตัวสถาบัน, สถาบัน ความตั้งอยู่อย่างมั่นคง ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น ตั้งอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

น.196 ๑๘๘ ที่เราเรียกกันว่า ศรัทธาหรือความภักดี แล้วแต่จะมีกันใน ลักษณะอย่างไร, ถ้าฝังแน่นลงไปในจิตใจเมื่อใด ก็เรียก ว่าสถาบันของศาสนาตั้งอยู่แล้ว. สถาบันศาสนาช่วยให้คนในชาติดำเนินชีวิต ไปอย่างถูกต้อง รู้จักสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง ; โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็ต้องรู้จักสิ่งที่เรียกกันว่า ประโยชน์ ๆ ๆ, ประโยชน์ นั่นแหละระวังให้ดี. ประโยชน์นี้ทำให้เรารักสามัคคีกันก็ได้ เพราะ เห็นแก่ประโยชน์, แต่ประโยชน์นั้น ทำให้แตกสามัคคีกัน อย่างแหลกราญก็ได้ เพราะเห็นแก่ประโยชน์. ถ้าเห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวม เช่น ของชาติ เป็นต้น เราก็สามัคคี กัน, ถ้าเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว เราก็แตกกัน ; แล้วคนโดยมากเห็นแก่ประโยชน์อะไร ขอให้พิจารณาดูให้ จงดี. ถ้าเรามีหลักศาสนาเป็นเครื่องยึดถือแล้ว กา ร ยึดถือเอาประโยชน์นั้นจะเป็นความถูกต้อง เป็นไปเพื่อ ความปลอดภัย เจริญรุ่งเรืองได้จริง , เราได้อาศัยศาสนา เป็นเครื่องชี้แนะประโยชน์ที่แท้จริง, เราจึงประพฤติอย่าง ถูกต้องและรอดกันมาได้

น.197 ๑๘๙ การศึกษาในโลกโดยทั่วๆไปนี้ ปราศจากหลัก พระพุทธศาสนา เป็นการศึกษาที่วางรากฐานแห่งความ เห็นแก่ตัว , ยิ่งเรียนยิ่งรู้จักหนทางที่จะกอบโกยประโยชน์ของ ตัว ยิ่งเห็นแก่ตัว, เพราะว่าไม่เจือด้วยศาสนา , ไม่เจือ ด้วยหลักเกณฑ์ทางศาสนา. บางประเทศถือว่าศาสนาเป็น เรื่องบุคคล, เป็นของบุคคล ไปหาเอาเอง ไม่นำมาใส่ไว้ใน หลักการศึกษาส่วนรวมของชาติ ; อย่างนี้มันก็เรียกว่า สร้าง รากฐานของความเห็นแก่ตัว ไปตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ ใน โรงเรียน. ศาสนาทุกศาสนามีหลักเกณฑ์ ในข้อแรก พื้น- ฐาน ก็คือรักผู้อื่น -รักผู้อื่น - รักผู้อื่น จะเป็นคนในครอบ- ครัว หรือนอกครอบครัว เป็นเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนร่วม ประเทศชาติ เพื่อนร่วมโลก ต้องรักผู้อื่น ; เพราะว่า เมื่อรัก ผู้อื่นปัญหามันก็หมด ไม่มีการฆ่า ไม่มีการขโมย ไม่มีการ ล่วงละเมิดในกาม ไม่มีการโกหกหลอกลวง ไม่มีการดื่มน้ำ เมาให้ใครรำคาญอย่างนี้ ; มีความรักผู้อื่นอย่างเดียว ศีลก็ ครบหมด แหละทั้ง ๕ ข้อ, โลกก็มีสันติภาพได้ เพราะ

น.198 ๑๙๐ ความรักผู้อื่นเป็นตัวศาสนา ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของ ประชาชน. ทีนี้ก็มาถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ , คำว่าพระ- มหากษัตริย์ ตามธรรมดาเราหมายถึงพระองค์ท่าน รวมทั้ง พระราชวงศ์ เป็นสถาบัน ; แต่ที่จะเป็น ตัวสถาบันอัน แท้จริงนั้น คือความสวามิภักดิ์ที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจ ของคน. สถาบันของพระมหากษัตริย์ ต้องตั้งอยู่ใน หัวใจของบุคคล ที่รวมกันเป็นประเทศชาติ , ความรู้สึก ชนิดนี้มั่นคงเท่าไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็มั่นคงเท่านั้น. เราถือกันว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครอุป- ถัมภก คือพิทักษ์พระศาสนาไว้คุ้มครองชาติ, เป็นผู้นำประ- ชาชนในการทำให้ศาสนาสัมพันธ์กันกับชาติอย่างแน่นแฟ้น เมื่อรวมกันทั้งสามสถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้ว ก็จะเกิดภาพพจน์ขึ้นมาในจิตใจ ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ประเทศชาตินี้เหมือนร่างกาย, พระศาสนานั้นเหมือน จิตใจ, พระมหากษัตริย์ นั้นเป็นระบบประสาทสัมพันธ์ ระหว่างร่างกายกับจิตใจ; นั่นแหละคือชีวิต. ถ้าขาด ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้แล้ว มันก็คือความตาย ;

น.199 ๑๙๑ เพราะว่าเราถือว่า มีสามสถาบันเช่นนี้รวมกันอยู่ เราจึงมี ธงไตรรงค์คือธง ๓ สี, เด็ก ๆ ก็อธิบายได้ว่า สีไหนหมายถึง สถาบันอะไร เป็นที่รู้กันดี เรามี ๓ สถาบัน เรามีธง ๓ สี เป็นธงประจำชาติ สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องมั่นคงสืบไป. ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเราก็รู้กัน ดีแล้วว่าหมายถึงอะไร ? เราเกิดมีสถาบันที่ ๔ หรือสิ่งที่ ๔ คือ รัฐธรรมนูญเพิ่มเข้ามา เป็นหลักดำเนินกิจกรรมของ สถาบันทั้ง ๓ ที่เคยมีมาแต่ก่อน, โดยเฉพาะมีระบบว่า พระ- มหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้อนี้จะต้องพิจารณาดูว่า จะกระทบกระเทือน ต่อการที่สถาบันกษัตริย์จะทำหน้าที่ สัมพันธ์ชาติกับศาสนาหรือหาไม่ ? รัฐธรรมนูญแน่นแฟ้น ถึงกับเป็นสถาบันแล้วหรือยัง ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นสถาบัน แล้วทำไมจึงมีการแก้ไขแล้วแก้ไขเล่ากันจนนับครั้งไม่ถ้วน. นี่เรามีสถาบันที่ ๔ คือรัฐธรรมนูญนี้อย่างมั่นคง เหมือน สถาบันทั้ง ๓ ที่เคยมีมาแล้วอย่างมั่นคงนั้นหรือไม่.

น.200 ๑๙๒ เป็นที่น่าสะดุดใจว่า หลัก ๖ ประการ เสา ๖ ต้น ของคณะราษฎร ที่เป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญนั้น ในเสา ทั้ง ๖ นั้น ไม่มีหลักศีลธรรมหรือหลักศาสนา คล้าย ๆ กับจะ ฝากไว้ในการศึกษา, ไปพูดถึงเรื่องภราดรภาพ เสรีภาพ เศรษฐกิจ "อะไรกันยุ่งไปหมด จนลืมสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม หรือศาสนา. นี้แสดงว่า นักการเมืองไม่ให้ความสำคัญแก่ ศาสนา อย่างถูกต้องหรือเพียงพอ เป็นที่น่าวิตก ; ควรจะให้ ความสำคัญแก่รัฐธรรมนูญเป็นสถาบันเต็มที่ เป็นสถาบันที่ ๔ แล้วควรจะมีธงจตุรงค์แทนธงไตรรงค์กันหรือยัง ธง ๓ สี กับธง ๔ สี มีความหมายไม่เหมือนกัน จะต้องพิจารณาดู ให้ดี ว่าเรามีสถาบัน ๔ มีธง ๔ สี กันได้หรือยัง ? จะมีอะไรก็ตามเถิด ขอแต่ให้ พระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ยังคงสามารถทำหน้าที่ของ พระองค์ ในการชักนำศาสนามาคุ้มครองชาติ, ยังคงเป็นองค์อุปถัมภ์สมบูรณ์แบบอย่างแต่ก่อนมา. เราจะต้องมีธรรมะในพระพุทธศาสนาอยู่คู่ชาติ อย่างพัฒนาสถาพร ; เพราะเหตุผลดังนี้ เราจึง ต้องมี ธรรมะในพระพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องชักนำชาติ

น.201 ๑๙๓ ให้ชาติตั้งอยู่อย่างพัฒนาสถาพร, แล้วประเทศไทยจักมีพระ- พุทธศาสนาเป็นเครื่องอุ้มชูอยู่ต่อไปอีก เป็นพัน ๆ ปี หรือ สุดแท้แต่ว่าจะยืนนานได้เท่าไร ; จะเป็นเช่นนี้ได้ ก็เพราะว่า เรามีสิ่งที่ชักนำศาสนาให้คุ้มครองชาติ นั่นเอง ไม่ว่าเรา จะมีระบบการเมืองอย่างไร, ไม่ว่าจะปรับปรุงระบบการเมืองให้ ทันสมัยอย่างไร จนหายใจเป็นเศรษฐกิจหรืออะไรแล้วก็ตาม, ก็ขอให้ยังคงความสำคัญอยู่ในข้อที่ว่า มีศาสนาเป็นเครื่อง คุ้มครองชาติ, มีสถาบันกี่สถาบันก็ตาม แต่ให้สำเร็จผล เป็นการมีศาสนาเป็นเครื่องคุ้มครองชาตินั่นเอง. ขอให้เราทั้งหลายสำนึกในข้อที่ว่า เราจะต้องมีสิ่ง ที่ชักนำให้ศาสนาคุ้มครองชาติ, เราจะต้องมีระบบการ ปกครองประเทศชาติ ที่จะเรียกว่ารัฐธรรมนูญ หรือจะเรียก ว่าอะไรก็ตาม ที่มีลักษณะเป็นการเปิดโอกาสหรือส่งเสริม ให้เรามีศาสนาเป็นเครื่องคุ้มครองชาติ, เราจะต้องนึก ถึงสิ่งนี้ ในฐานะเป็นหนทางแห่งความรอด. ขอให้พิจารณาดูเถิด ว่า ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมา จากสภาพที่ไร้ศีลธรรม, สภาพเลวร้ายซึ่งเป็นคำหยาบคาย ไม่น่าจะเอามาพูดถึง. แต่ก็ต้องเอามาพูดถึง คือ สภาพที่

น.202 ๑๙๔ เรียกกันว่าความอุบาทว์, ในบาลีเรียกว่าอุปัททวะ ในภาษา ไทยเรียกว่าความอุบาทว์ , นี้ล้วนแต่มาจากสภาพที่ปราศ- จากศีลธรรม; ถ้ายังคงมีศีลธรรมอยู่แล้ว สภาพอย่างนี้ เกิดขึ้นไม่ได้. เรา พิจารณาดู ข้อเท็จจริงอันนี้กันให้ดีๆ ก็จะยิ่ง เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมหรือพระ ศาสนา, จะพอใจในพระศาสนา จนมีพระศาสนาตั้งมั่น ลงไปในหัวใจของเรา ที่ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศชาติ ก็เป็นประเทศชาติที่มีหัวใจเป็นพระศาสนา มีพระ- มหากษัตริย์เป็นเครื่องชักโยงชักจูง สัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ ให้ยังคงมีกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น โดยมีรัฐธรรมนูญเป็น หลักสำหรับระบบงานอันนี้. ว่าที่แท้ หลักรัฐธรรมนูญก็คือส่วนหนึ่งของ พระศาสนา, หรือหลักเกณฑ์อุดมคติที่จะทำให้มีศีล- ธรรมนั้นเอง; แต่เมื่อเราพูดถึงศาสนา ๆ ก็ไม่มีใครให้ ความหมายไกลออกไปถึงรัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญก็กลาย เป็นเพียงวัตถุที่วางอยู่เหนือพานแว่นฟ้า, ไม่มาอยู่ในหัวใจ ของบุคคลอย่างแน่นแฟ้น, รัฐธรรมนูญจึงถูกแก้แล้วแก้เล่า

น.203 ๑๙๕ และจะแก้กันอีกต่อไปสักเท่าไร ก็ยังไม่มีใครทราบ ; ขอให้ยุติ เป็นสถาบันที่มั่นคง อย่างเดียวกับสถาบันชาติ สถาบัน ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์. แล้วเรา ชาวไทย ก็จะมี ความเป็นไทย ที่ยั่งยืนมั่นคง เป็นอนันตกาลเป็นนิรันดรได้ โดยความหมายของคำว่าไทย ๆ คือความเป็นอิสระ เป็น อิสระ ในภายใน คือ เป็นอิสระจากกิเลส ไม่มีกิเลสย่ำยี หัวใจ, และ มีความเป็นอิสระจากภายนอก มีเอกราช เสรีภาพที่สมบูรณ์ , แล้วจะเอาอะไรกันอีก. หวังว่าพวกเราทั้งหลาย จะมีความเข้าใจอย่าง เพียงพอ ในการที่ จะมีสิ่งซึ่งชักนำศาสนาให้คุ้มครองชาติ ปฏิบัติโดยหลักการอันนี้อย่างถูกต้อง แล้วเป็นผู้มีความ ผาสุกสวัสดี อยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ. -------------------------

น.204 ใหญ่กว่าภูเขา รูปกิ่งใบไม้ ทำอย่างไร จึงจะใหญ่ กว่าภูเขา ? อ๋อ! เพราะเรา ฟาดพื้น ตัวตัณหา มันเป็นเรื่อง ของจิต หรือปัญญา ? อ๋อ! ต้องมา ด้วยกัน นั้นแน่นอน. เรื่องของจิต นั้นมี หน้าที่อะไร ? อ๋อ!ใช้พลัง หนักใหญ่ กว่าสิงขร เ รื่องปัญญา มีหน้าที่ ที่ไหน ? ตอน - มันตัดขอน คมเฉียบ เปรียบสายฟ้า. มันร่วมแรง กันอย่างไร? ไฉนเล่า ? อ๋อ! มันเข้า เค้าของอาวุธ ทั้งคมกล้า ทั้งน้ำหนัก ตัดฟัน เหลือพรรณนา ฆ่าตัณหา หมดพิษ "จิตอนันต์” ฯ สัญญลักษณ์ "โคมูตร" พ. อินฺทปัฺญโญฺ

น.205 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๙ ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๒. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๓. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๒ ๔. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๕. พูดกับเณร ๑ ๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๗. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๘. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๙. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๐. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๑. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๒. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๓. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๔. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๑๖. ค่าของครู ๒ ๑๗. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๑๘. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๑๙. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๐. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๒๑. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๒. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๒๓. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๒๔. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๒๕. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๒๖. ความมั่นคงภายใน ๑ ๒๗. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๘. การทำงานเพื่องาน ๑ ๒๙. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๓๐. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๑. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๒. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๓๓. ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา แห่งยุคปรมาณู ๑ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, อุบาสก และบรรพชิต ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ พัฒนา ๑ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๗๒. หาสุขได้จากทุกข์ ๑ ๗๓. ทานบริจาค ๑ ๗๔. ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ ๑ ๗๕. การช่วยผู้อื่นให้มีธรรมะ ๑ ๗๖. การทำความเข้าใจระหว่าง ศาสนา ๑ ๗๗. จิตตภาวนาทุกรูปแบบ ๑ ๗๘. ความถูกต้องของอิทัปปัจจยตา ๑ ๗๙. ชีวิตใหม่และมรรคหรือหนทาง ที่จะมีชีวิตใหม่ ๑ ๘๐. แก่นพระพุทธศาสนา ๑ ๘๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๑ ๘๒. การดับทุกข์ที่มีอยู่ในตัวการดำรงชีวิต ๑ ๘๓. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๘๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ ๔ ๑

น.206 ยามจะพูด พูดเพราะ ๆ. ๏ เมื่อต้องพูด ไยมิพูด ให้ไพเราะ ไยมิเหยาะ แยมสักนิด ปิดหน้าขนม เมื่อยามเผย ความดำริ หรือติชม ชวนประหงม ยามบัญชา หรือว่านำ. ๏ จงเลือกวิธี เลือกคำ อย่าทำหยาบ คลำผิดที่ หรือจะทาบ ที่งามขำ ใช้สำเนียง มิตรภาพ มิลาบล้ำ ถูกเงื่อนงำ จับใจไว้ ได้กลมกลืน. ๏ ที่บางคน ชอบทึ่ม ๆ ทำมักง่าย ก็ต้องได้ ทุกข์ที่ไหม้ ; ควรจะผืน เสียแยมนิด กลืนง่าย สบายยืน ไยมิพูด คำชุ่มชื่น เมื่อพูดจา ฯ ๛ พุทฺธทาส อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต