Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๑๑ — ๗๑. ภาวะที่เรียกว่าความอุบาทว์ ล้วนเกิดมาจากความไร้ศีลธรรม

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.174 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคง กล่าวด้วยความมุ่งหมาย ให้ศีลธรรมกลับมา โดยมีปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐาน ต่อไป ตามเดิม ตามหัวข้อที่กล่าวมาตาม ลำดับ. เมื่อครั้งสุดท้ายนี้อาตมาได้กล่าวโดยหัวข้อว่า คน เดินทางเปลี่ยวคือผู้อยู่ด้วยความประมาท, ส่วนในครั้งนี้ว่า ภาวะที่เรียกกันว่าความอุบาทว์ ล้วนเกิดมาจากความไร้ ศีลธรรม หรือจะกล่าวว่า เป็นภาวะแห่งความไร้ศีลธรรม ๑๖๖

น.175 ๑๖๗ ก็ได้, และเนื่องจาก วันนี้ยังเนื่องอยู่ในคาบสมัยวิสาขบูชา ซึ่งล่วงไปยังไม่ทันถึงสัปดาห์ อาตมาก็จะ ขอกล่าวปรารภ วิสาขบูชานั้นด้วยบ้างตามสมควร. ศึกษาคำว่าอุบาทว์. สิ่งแรกที่จะวินิจฉัยก็คือคำว่า อุบาทว์ เป็นคำไม่ เสนาะหู, เป็นคำที่กล่าวด้วยความรู้สึกขยะแขยง แต่ก็เป็น สิ่งที่ต้องนำมาศึกษาให้รู้จัก และช่วยกันขจัดให้หมดไป. คำ ๆ นี้ทั้งความหมาย โดยภาษาบาลีและภาษาไทย ล้วนหมาย ถึงสิ่งที่เรียกว่าความขัดแย้ง, มีความหมายมาจากการขัดแย้ง, ขัดแย้งต่อความถูกต้อง, หรือถ้าจะกล่าวอย่างลึกซึ้งก็ว่า ขัดแย้งต่อกฎของอิทัปปัจจยตา หรือมัชฌิมาปฏิปทา, แล้วก็มีผลออกมาเป็นความไร้ศีลธรรม ก็เลยขัดแย้ง ต่อทุก ๆ สิ่ง. เราจะต้องพิจารณากันดูให้ดี ว่ามันมีอะไร อย่างไร เกี่ยวกับสิ่ง ๆ นี้. ต่อไปนี้ก็จะดูกันถึง ภาวะแห่งความขัดแย้ง ; เรา อาจจะจำแนกแจกแจงออกไปได้หลายประการ คือภาวะขัดแย้ง ระหว่างคนกับคน, ระหว่าง คนกับสังคม, ระหว่าง คน

น.176 ๑๖๘ กับวัตถุ, ระหว่าง คนกับธรรม ระหว่าง คนกับธรรมชาติ, ระหว่าง คนกับพระเจ้า หรือกฎของธรรมชาติ และอาจจะ กล่าวได้ถึงกับว่า ความขัดแย้ง ระหว่างพระเจ้ากับพระเจ้า เอาเสียทีเดียว. ดูกันโดยรายละเอียด คนกับคนขัดแย้งกัน นี่ก็ เห็นกันอยู่ทั่วไป, แล้วก็มีอยู่ทั่วไป กระทั่งในรัฐสภา ใน วัดวาอาราม ไม่ต้องพูดกันให้มาก. ภาวะขัดแย้งระหว่าง คนกับสังคม; คนบางคน เข้าสังคมไม่ได้ สังคมไม่คบหา เพราะว่าบุคคลคนนี้มัน มีอะไรที่ขัดแย้งกับอุดมคติของสังคมนั่นเอง. ทีนี้ขัดแย้งระหว่าง คนกับวัตถุ วัตถุสิ่งของที่เขา มีอยู่ในบ้านเรือนนั่นแหละ ดูให้ดี บางทีมันก็มีความขัดแย้ง ขัดแย้งต่อความเป็นอยู่, ขัดแย้งต่อเศรษฐกิจ คือมีสิ่งที่ไม่ ควรจะมี แล้วก็ไม่มีสิ่งที่ควรจะมี. และถ้าคำว่าวัตถุนี้ มันหมายเลย ไปถึงร่างกาย ก็มีความขัดแย้งกับร่างกาย ของตนเองแต่ละคน ๆ คือมันไม่สมคล้อยกัน มันไม่อนุโลม กัน, เรียกว่ามีร่างกายที่ไม่ถูกต้อง.

น.177 ๑๖๙ ทีนี้ดูต่อไป ความขัดแย้งระหว่าง คนกับธรรม หรือธรรมะ หรือพระธรรม ; เราจะเห็นได้โดยง่ายว่า คนอันธพาล หรือคนที่ไม่เคารพธรรมะ มันก็ มีการกระทำ ที่ขัดแย้งต่อธรรมะ ทั้งกาย ทั้งวาจาและทั้งใจ. นี้ความขัดแย้งระหว่าง คนกับธรรมชาติ, คน เข้าใจธรรมชาติไม่ได้ เข้าใจไม่ลึกซึ้ง ได้ตั้งหน้าตั้งตา ทำลายธรรมชาติ หรือดัดแปลงธรรมชาติอย่างโง่เขลา จน เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ระหว่างคนกับธรรมชาติ ที่เห็น ๆ กัน อยู่ เป็นปัญหาของสังคมในปัจจุบันนี้เป็นอย่างยิ่ง. ทีนี้ความขัดแย้งระหว่าง คนกับพระเจ้า จะหมาย ถึงพระเจ้าอย่างที่เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เป็นบุคคลมีความ รู้สึกก็ตาม, จะหมายถึงพระเจ้าที่เป็นตัวกฎของธรรมชาติ เช่นกฎอิทัปปัจจยตาก็ตาม. คนก็มีความ ขัดแย้งกับพระเจ้า ต่อพระเจ้า เพราะว่าคนไม่รู้ว่า มันเกิดมาจากอะไร, หรือ ไม่รู้ว่ามัน เกิดมาทำไม มันจึงทำตนไม่สมกับการที่คนเกิด มาจากพระเจ้า หรือจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎ เกณฑ์ของพระเจ้า.

น.178 ๑๗๐ ทีนี้ข้อสุดท้าย ซึ่งฟังแล้วก็อาจจะน่าหัวหรือน่าขัน ไปบ้าง คือ พระเจ้ากับพระเจ้าก็มีความขัดแย้งกัน. อาตมาขอโอกาสแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้โดยอิสระ คือ พระเจ้านั้นมีสองความหมาย : พระเจ้าโดยทั่วไปหมายถึง บุคคล หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรก็เรียกยาก แต่ มีความรู้สึกอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล รักชอบ โกรธ เกลียด กลัว ได้อย่างบุคคล, นี่พระเจ้าชนิดบุคคล. ทีนี้ยังมี พระเจ้า อีกชนิดหนึ่ง คือกฎของธรรมชาติ เช่น กฎของอิทัปปัจจยตา กฎของกรรมเป็นต้น, เป็นกฎของ ธรรมชาติ ก็เป็นพระเจ้า ก็ทำหน้าที่สร้างโลก, ควบคุมโลก, ทำลายโลก, ดูแลโลกอยู่ในที่ทุกแห่ง ด้วยกันทั้งนั้น. พระเจ้าในสองความหมายนี้ ย่อมมีความขัด แย้งกันอยู่โดยความหมาย อันหนึ่งเป็นสิ่งที่มีความรู้สึก อย่างบุคคล, อันหนึ่งไม่ต้องมีความรู้สึกอย่างบุคคล เป็น กฎของธรรมชาติอันเฉียบขาด, นี้พระเจ้าสององค์นี้มี ความขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ โดยความรู้หรือความเข้าใจ ของบุคคลที่ถือพระเจ้า นั่นเอง.

น.179 ๑๗๑ พวกที่ถือพระเจ้าอย่างบุคคล ก็มีอยู่พวกหนึ่ง, พวก ที่ถือพระเจ้าอย่างกฎของธรรมะหรือธรรมชาติ ก็มีอยู่พวก หนึ่ง ; ความมุ่งหมายหรือคำอธิบายหลักการประพฤติปฏิบัติ มันก็ต้องขัดแย้งกันเป็นธรรมดา. นี้เรียกว่าความขัดแย้ง ระหว่างพระเจ้ากับพระเจ้า. ถ้าเรายังไม่รู้ความจริงข้อนี้ ทำให้กลมกลืนกันไม่ได้, มนุษย์จะเป็นผู้รับบาป เกิดมา จากการขัดแย้งระหว่างพระเจ้า, ขออภัยพูดตรง ๆ อย่างนี้. นี่แหละลองใคร่ครวญดูเถิดว่า ถ้ามีความขัดแย้ง มากมายหลายประการดังนี้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ? มันก็ คือวิกฤตการณ์ระส่ำระสายในบุคคล ในบ้านในเมือง ในประเทศ ในโลก หรือระหว่างโลกทุกๆ โลก นั่นเอง, เป็นสิ่งที่ควรนำมา พิจารณาศึกษาให้รู้จัก แล้วประพฤติ ปฏิบัติเพื่อ กำจัดความขัดแย้งเหล่านี้เสีย. หลักการกำจัดความขัดแย้ง. ทีนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เราจะต้องรู้จัก เพื่อกำจัดความ ขัดแย้งเหล่านั้น อาศัยหลักธรรมในพระพุทธภาษิต ที่ตรัส ไว้เป็นหลักทั่วไปว่า จะรู้จักอะไรต้องรู้จักโดยหลักต่าง ๆ ดังที่

น.180 ๑๗๒ จะได้กล่าวต่อไป : อันแรกก็ จะต้องรู้จักลักษณะของสิ่งนั้น ว่ามันมีลักษณะอย่างไร, รู้จักสมุทัยคือเหตุให้เกิดสิ่งนั้น ว่ามันมีอยู่อย่างไร, รู้จักอัสสาทะคือความเอร็ดอร่อยเสน่ห์ หลอกลวงของมัน ว่ามีอยู่อย่างไร ? แล้วก็รู้จักอาทีนวะคือ โทษอันเลวทรามร้ายกาจของมันนั้นมีอยู่อย่างไร ? แล้วก็ รู้จัก นิสสรณะคือหนทางที่จะออกไปเสียได้ จากเหตุการณ์เลวร้ายนี้. ลักษณะของความขัดแย้ง ก็คือการที่ยอมกัน ไม่ได้, ต่างฝ่ายต่างมีอัสมิมานะ มีความยึดมั่นถือมั่นว่า กูมี กูเป็น กูอยู่ อย่างนี้เป็นต้น. ในพระบาลีท่านเรียกเสีย ยืดยาวว่า อหังการมมังการมานานฺสัย แปลว่า ความเคยชิน แห่งความสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นตัวกูเป็นของกู, คือเป็น อหังการมมังการ มันมีลักษณะแสดงออกของอาการอย่างนี้ มี รูปร่างคือความยอมไม่ได้ กูก็กู มึงก็มึง นี่มันจะมีความรู้สึก ที่เป็นความหมายหยาบคายเช่นนี้เสมอ ถ้ามันถึงกับเกิด การขัดแย้งแล้ว แม้ปากมันจะใช้คำเป็นอย่างอื่น แต่ในใจ มันจะรู้สึกอย่างนั้น ขออภัยที่ต้องใช้คำหยาบคายว่า มันเป็น ความรู้สึกว่ากู ว่ามึง.

น.181 ๑๗๓ ทีนี้ สมุทัย เหตุให้เกิดความขัดแย้งนั้นมาจาก อุปาทาน. ความหมายมั่นเป็นตัวตนหรือเป็นของตน. ถ้า เดือดจัดก็เป็นตัวกูเป็นของกู, มีสัจจาภินิเวสเป็นสมบัติ. สัจจาภินิเวสคือความจริงที่คนนั้นมีเฉพาะตน จนเขารู้สึกว่า อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นไม่จริง เป็นเท็จทั้งนั้น. คนแต่ ละคนมีสัจจาภินิเวสของตนตามมากตามน้อย, ที่มาก ที่รุนแรง ก็เรียกว่ามันดุร้าย มันอาละวาด มันก็ แสดงออก มาเป็นความขัดแย้ง ดังที่กล่าวมาแล้ว ; นี้คือสมุทัยหรือ มูลเหตุของความขัดแย้ง. ทีนี้ อัสสาทะ - เสน่ห์ อันเอร็ดอร่อยยั่วยวนที่สุด ของความขัดแย้ง ก็คือรสอร่อยที่ผู้ขัดแย้งได้รับมาจากตัณหา มานะทิฏฐิของตน ; ก็ดูคนที่เขาขัดแย้งกันก็แล้วกัน ขัดแย้ง ต่ำ ๆ ตามถนนหนทาง ขัดแย้งอย่างสูงในรัฐสภา, หรือว่า ในวัดวาอาราม ที่ขัดแย้งกันอย่างสูง. ผู้ขัดแย้งรู้สึกอร่อย ด้วยกิเลสตัณหามานะทิฏฐิของตนของตน ; ดังนั้นความ ขัดแย้งซึ่งไม่น่าจะมี มันก็มีขึ้นมาได้ นี้เรียกว่าอัสสาทะหรือ เสน่ห์ของความขัดแย้ง.

น.182 ๑๗๔ ทีนี้ก็มาถึง อาทีนวะ, อาทีนวะ - คือโทษอันเลว ทรามของความขัดแย้ง ก็ได้แก่ การประหัตประหารกันโดย วิธีต่างๆ ; แม้แต่ประหัตประหารกันด้วยหอก คือปากของ ผู้พูดนั้นเอง, ประหัตประหารกันอย่างบ้าเลือด เพราะว่ามัน มีเสน่ห์อย่างที่กล่าวแล้ว, ทำให้เกิดการติดขัดในสังคมของ มนุษย์ ที่ต้องการความสมัครสมานสามัคคี. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไป ถึงสิ่งที่เรียกว่า นิสสรณะ, นิสสรณะ - หนทางออกไปเสียจากสิ่งเลวร้ายนี้ ก็ได้แก่มัช- ฌิมาปฏิปทา คือความถูกต้องของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีอยู่ใน ท่ามกลาง. เรียกว่าการประพฤติการปฏิบัติที่มีอยู่ในระหว่าง กลาง ทุกฝ่ายหันเข้าหาความถูกต้องที่ศูนย์กลาง, เป็นศูนย์ กลางของความถูกต้องของสิ่งทั้งปวง ไม่มากไม่น้อย ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่สั้น ไม่ยาว ไม่อะไรต่าง ๆ. อย่าลืมว่า มัชฌิมา- ปฏิปทานั้น เป็นสิ่งแรกที่พระพุทธองค์ได้ตรัสในพระ ปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, พระพุทธองค์ ได้ตรัสถึงมัชฌิมาปฏิปทาก่อน แล้วจึงค่อยตรัสเรื่องอริยสัจจ์ ๔ มันเป็นเรื่องแรกของปฐมเทศนา. เราจะต้องหยิบขึ้นมา พิจารณาดูกันให้ดี ๆ; นี่แหละคือข้อที่เราจะต้องหันไปหาการ

น.183 ๑๗๕ ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อขจัดความขัดแย้งเสีย โดยประการทั้งปวง. ข้อต่อไปอยากจะพูดว่า พุทธบริษัทต้องไม่มี ความขัดแย้ง เพราะพุทธบริษัทเป็นบริษัทของพระพุทธเจ้า ผู้มีความรู้ มีความตื่น มีความเบิกบาน, เพราะได้อาศัยการ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว พุทธ- บริษัทก็จะไม่มีความขัดแย้ง ; ถ้ามีความขัดแย้งก็ไม่ใช่ พุทธบริษัท, กล่าวได้เลยว่า ถ้ามีความขัดแย้งก็ไม่ใช่พุทธ- บริษัท. ดังนั้นเราจะต้องระวังให้ดี. .... .... .... ต่อไปนี้ก็จะขอปรารภ วิสาขบูชา ซึ่งเพิ่งจะผ่านไป ไม่ทันถึงสัปดาห์ เราฉลองสมโภชกัน เป็นการใหญ่ทั่ว ประเทศ หรือทั่วโลกที่มีพุทธบริษัทอยู่ที่ไหน ก็มีการฉลอง กันที่นั่น ในฐานะเป็นวันชัยชนะของมนุษยชาติ, ชนะ ต่อมารร้ายคือกิเลสและความทุกข์, มีชัยชนะเป็นครั้ง แรกโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในนามของมนุษยชาติ. ก่อนนี้มนุษยชาติพ่ายแพ้แก่ความทุกข์ ; วันนั้นเป็นวันที่

น.184 ๑๗๖ ชนะพญามาร โดยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นครั้งแรก, เรียกว่าเป็นวันแรกแห่งชัยชนะของมนุษย์ เราควรจะฉลองกันให้ถึงที่สุดแห่งความปีติยินดี. อย่างในประเทศไทยนี้ ถ้าจะฉลองกันให้จริง ๆ ก็ต้องมีการแสดงเรื่องการประสูติ ตรัสรู้ นิพพานของ พระพุทธเจ้า ก้องไปในอากาศ, ทั่วทุกสถานีวิทยุใน ประเทศไทยทุก ๆ สถานี, โรงหนังทุกโรงจะต้องฉายเรื่องพุทธ- ประวัติ จะทำได้หรือไม่ได้. เมื่อพูดไปอย่างนี้บางคนเขาก็ หาว่าบ้าแล้ว เพราะว่า เขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะกิเลสต่อต้านหรือขัดแย้งของมนุษย์นั้นมันมีมาก เกินไป, มันขัดแย้งได้ แม้ต่อการที่จะฉลองชัยชนะของ พระพุทธเจ้าให้ถึงขนาด. เอาละ เป็นอันว่า เราจะปรารภสิ่งที่เรียกว่าวิสาข- บูชา คือการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระศาสดา แต่ ว่า มีความหมายหลายอย่างที่จะต้องคิดนึก รู้สึก รู้แจ้ง และ นำมาใช้ ให้ครบถ้วน. ความหมายที่หนึ่งของวิสาขบูชา เป็นความหมาย ทางภาษาคน เป็นเรื่องทางร่างกาย ของพระสิทธัตถะ,

น.185 ๑๗๗ พระสิทธัตถะประสูติ พระสิทธัตถะตรัสรู้ พระสิทธัตถะ ปรินิพพาน หมายถึงทางกาย ทางร่างกายของพระสิทธัตถะ ; ดังนั้น เหตุการณ์ทั้งสามนี้ จึงเป็นคนละอย่าง ห่างกันเป็น เวลาสิบ ๆ ปี : พระสิทธัตถะประสูติ, แล้วต่อมา ๓๕ ปี จึงจะตรัสรู้ แล้วต่อมาอีก ๔๕ ปี จึงจะปรินิพพาน. นี่ความ หมายที่หนึ่งโดยภาษาคน เป็นเรื่องทางกายของพระสิทธัตถะ นี้ ความหมายที่สองโดยภาษาธรรม ภาษาธรรม มิใช่ภาษาคน นี้เป็นเรื่องทางจิต เกี่ยวกับองค์พระพุทธ- เจ้าโดยตรง. เหตุการณ์ทั้งสามอย่างนั้นเป็นอย่างเดียว กัน, มีในขณะเดียวกัน วินาทีเดียวกันด้วยซ้ำไป, ไม่ได้ห่าง กันเป็นสิบ ๆ ปี เหมือนอย่างเรื่องทางร่างกาย พิจารณาดูที่ ละอย่างคือ :- พระพุทธเจ้าไม่ได้ประสูติ พระพุทธเจ้าประสูติ ไม่ได้ ; เพราะประสูตินั้นต้องประสูติทางครรภ์มารดา, แล้ว เติบโตขึ้นมาเป็นทารก, ค่อยๆ โต, สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้, พระสิทธัตถะเท่านั้นแหละเป็นได้ ที่จะ เป็นอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าท่านเกิดผลุงขึ้น มาเป็น พระพุทธเจ้า ในลักษณะที่เรียกว่าอุปปาติกะกำเนิด, ไม่ต้อง

น.186 ๑๗๘ เข้าอยู่ในครรภ์ ไม่ต้องเป็นเด็ก. เราจะใช้คำว่าประสูติ ๆ กับพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นคำพูดที่ประหลาดที่สุดแหละ ; การเกิดของพระพุทธเจ้าเราเรียกว่าอุบัติ, อุบัตติในภาษา บาลี หรืออุบัติในภาษาไทย เกิดแล้ว ก็เรียกว่า อุปันโน เกิด ขึ้นแล้ว, อุปัตติหรืออุปันโนนี้ไม่ได้เกิดอย่างประสูติจากท้อง แม่ คือ เกิดผลุงขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าโดยลักษณะโอป- ปาติกะ คือการเกิดทางจิตใจ. ทีนี้ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือการอุบัติ ของพระพุทธเจ้า นั่นเอง ; เราเข้าใจผิดต่อคำว่าโอปปาติกะ เอาไปปนกับคำว่าสัมภเวสี เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเที่ยวล่องลอยอยู่ ในอากาศไม่เห็นตัว เชื้อเชิญมาทำนั่นทำนี่ก็ได้ ; อย่างนั้น ไม่ใช่โอปปาติกะในความหมายที่ท่านมุ่งหมายในเรื่องโยนิ ๔ ประการ. คำว่า อุปปาติกะในโยนิ ๔ ประการนั้น หมายถึง เกิดทางจิตใจ ไม่เกี่ยวกับร่างกาย ; ไม่ต้องเข้าอยู่ในครรภ์, ไม่ต้องออกมาจากครรภ์, ไม่ต้องเป็นเด็ก แล้วค่อยๆ เติบ โตออกมา, ขอให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องเกิดทางจิตใจ. ทีนี้การปรินิพพาน, การปรินิพพานนั้นพระ- พุทธเจ้าปรินิพพาน ไม่ได้. ขอกล่าวยืนยันในที่นี้ว่า

น.187 ๑๗๙ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่ได้, หรือพูดภาษาเด็ก ๆ ก็ว่า พระ พุทธเจ้าตายไม่ได้, พระพุทธเจ้าต้องไม่ตาย พระพุทธเจ้า ต้องไม่ปรินิพพาน ต้องอยู่กับเราตลอดเวลามาจนถึงที่นี่ วันนี้ เดี๋ยวนี้, พระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่ได้. ขออย่าได้ฆ่า พระพุทธเจ้าเสีย โดยการพูดว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ หรือตายได้ จะเป็นการทำอนันตริยกรรม ยิ่งกว่าการฆ่าพระ อรหันต์ทั่วไป. ขอทุกคน อย่าได้ฆ่าพระพุทธเจ้า เสียเลย พระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่ได้ ตายไม่ได้, เป็นคุณธรรมที่ ปรินิพพานไม่ได้ ตายไม่ได้, จะต้องอยู่เป็นคู่กันกับ พุทธบริษัททั่วไป. ปรินิพพานหมายถึงการดับสนิท แห่งกิเลสและความทุกข์, ดับสนิทแห่งความยึดถือว่า ตัวกู - ของกู, ดับสนิทแห่งการเวียนว่ายไปตามกรรม, นั่นแหละคือการปรินิพพาน หมายถึงดับสิ้นสุดแห่งกิเลส และความทุกข์, ไม่ใช่ดับร่างกาย. ถ้าเป็นเรื่องดับร่างกาย ก็ร่างกายของพระสิทธัตถะ นั้นเป็นเรื่องภาษาคน, เดี๋ยวนี้ เราพูดอย่างภาษาธรรม การตรัสรู้ นั่นแหละ ทำให้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มา ในโลก แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดกาล, การตรัสรู้

น.188 ๑๘๐ ขณะนั้นแหละ ทำให้เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมา ในโลก, แล้ว มีการปรินิพพานดับสนิทแห่งกิเลสและความทุกข์ โดย ประการทั้งปวง. ดังนั้น การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มี เป็นสองความหมาย ถ้าความหมายอย่างภาษาคน ก็เป็นของ พระสิทธัตถะ, ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า. ถ้าเป็นความหมาย อย่างภาษาธรรม อย่างที่กล่าวนี้ จึงจะเป็นเรื่องของพระ- พุทธเจ้า. เราทุกคนสามารถที่จะเกิดอย่างโอปปาติกะได้ ; เราศึกษาธรรมะปฏิบัติธรรมะถึงที่สุดแล้ว จะมีการเกิดทาง จิตใจ, เกิดเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างเดียว กันกับพระพุทธเจ้า, เป็นการเกิดทางจิตใจ เป็นการเกิดทาง จิตใจไม่ต้องเกิดจากท้องแม่. เราจะเกิดโดยโอปปาติกะกำเนิด กันได้ทุกคน, เกิดคือตายเสียจากความไม่รู้ มาเป็นผู้รู้, เกิดโดยทางจิตใจ รู้แจ้งตามที่เป็นจริงในสิ่งทั้งปวง ทำ นองเดียวกันกับพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นเราปฏิบัติตน จนมีการเกิดโดยทางจิตใจอย่าง นี้แล้ว ก็เกิดเสียใหม่สิ, เกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความขัดแย้ง อีกต่อไป. มนุษย์ที่มีความขัดแย้งตายไปเสียให้หมด,

น.189 ๑๘๑ แล้วเกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความขัดแย้ง, แล้วก็อยู่กันใน โลกนี้โดยความสุขสามัคคี ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนาเสนียดจัญไร ที่เราเรียกกันว่าความอุบาทว์. เพียง แต่เอ่ยชื่อเท่านั้นก็ขยะแขยงปากเต็มทีแล้ว, เรา จงละสิ่ง เหล่านั้นเสียด้วยการเกิดใหม่ โดยวิธีที่พระพุทธองค์ได้ ทรงสั่งสอนไว้อย่างไร : ตัดกิเลสตัณหาอุปาทาน ละอัสมิมานะว่าตัวกูว่าของกูเสียให้หมดสิ้น, แล้ว เป็น มนุษย์ที่มีความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบ , อยู่ อย่างถูกต้อง ตามความหมายของพุทธบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ถือเอา โอกาสแห่ง วิสาขบูชานี้ ศึกษาเรื่องการเกิดใหม่, แล้วเกิดใหม่โดย วิธีโอปปาติกะกันให้ได้ทุกคน มาเป็นคนที่ไม่มีความขัด แย้งในระหว่างกันและกัน , แม้ในครอบครัว ในบ้านใน เมือง หรือว่าในโลก. หวังว่าพุทธบริษัททั้งหลาย จะได้ รู้จักใช้ประโยชน์ หรือความหมายแห่งวิสาขบูชาของตน บูชา พระพุทธองค์โดยการเกิดใหม่ ไม่เป็นคนขัดแย้ง, แล้วมีความ สุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต