Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๑๐ — ๗๐. คนเดินทางเปลี่ยว คือผู้อยู่ด้วยความประมาท

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.159 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคง กล่าวด้วยความมุ่งหมาย การกลับมาแห่งศีลธรรม มีปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐาน ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อเฉพาะในการ บรรยายครั้งนี้ว่า คนเดินทางเปลี่ยว คือผู้อยู่ด้วยความ ประมาท. ท่านผู้ฟังบางคนอาจจะรู้สึกว่า มันมีอะไรขัดกันอยู่ ในข้อที่ว่า การอยู่นั้นเป็นการเดินทาง ; ข้อนี้ขอให้ ทราบว่า การเดินทางมีทั้งทางกายและทางจิต. จิต เสีย ๑๕๑

น.160 ๑๕๒ อีกที่ เดินทางตลอดเวลา, ขอให้สังเกตให้เห็นข้อที่ว่า จิต นี้เดินทางอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกว่าทางกายหรือเท้าที่เดินได้ไป เสียอีก. ชีวิตเป็นการเดินทาง ก็เพราะว่าจิตมันเดินอยู่ ด้วยการเคลื่อนไหว หรือด้วยการวิวัฒนา อยู่ตามเหตุตาม ปัจจัยราวกับว่าไหล วิ่งไปทีเดียว ; แม้ว่าเราจะมองกันใน วงกว้าง ก็ยังกล่าวได้ว่า จิตนี้ค่อยพัฒนา ๆ ขึ้นมา จาก ความเป็นปุถุชน เป็นปุถุชนชั้นดี เป็นกัลยาณชน เป็นพระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ แล้วก็เป็นพระอรหันต์ในที่สุด, ชีวิตเป็นการเดินทางอย่างนี้. แต่ คนธรรมดาสามัญ ทั่ว ไปนั้น เป็นคนเดินทางเปลี่ยว เต็มไปด้วยอันตราย, และมักจะตายเสียกลางทาง จึงนำมาพูด เพื่อให้เป็น ข้อคิดสำหรับท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัท. ใจความสำคัญ ที่จะกล่าวนี้มีอยู่ว่า อยู่ด้วยความ ประมาทนั่นแหละคือการเดินทางเปลี่ยว, ใจความสั้น ๆ ก็มีว่า ผู้ที่มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยความประมาท, แล้วชีวิตของ ผู้นั้นก็เป็นการเดินทางเปลี่ยว เต็มไปด้วยอันตราย และมัก จะตายเสียในกลางทาง.

น.161 ๑๕๓ เปรียบความประมาทกับไม่ประมาท. ทีนี้เราจะได้ พิจารณา กันถึงคำว่า ความประมาท, คำว่า ความประมาทในภาษาไทยกับในภาษาบาลี นั้น สังเกต เห็นว่า มีความหมายต่างกัน เหลือประมาณ, คือกว้างแคบ กว่ากันเหลือประมาณ. ในภาษาไทย เราหมายความกันแต่ ว่า เป็นความเลินเล่อเป็นความอวดดี เท่านี้ก็พอแล้ว ; แต่ ในภาษาบาลี หรือ ภาษาพระธรรม ในการปฏิบัติธรรม นั้น มีความหมายมาก ดูจะครบไปเสียทุกอย่างในทางที่ ไม่ดี : นับตั้งแต่ ความไร้สติสัมปชัญญะ ความโง่ ความขี้เกียจ ความไม่อดทน ความเห็นแก่ตัว ความ งมงายหลงใหลในไสยศาสตร์ ความไม่จริงจังในหน้าที่ ไม่เข้มแข็ง เหล่านี้เป็นต้น, ล้วนรวมอยู่ในคำว่าประมาท. ผู้ใดเป็นอยู่ด้วยความประมาทในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ ก็ไม่ มีทางที่จะก้าวหน้าในทางธรรม, ไม่มีทางที่จะเดินไปสู่พระ นิพพาน หรือลุถึงพระนิพพานได้, มีแต่การเสื่อมลง เสื่อม ลง แล้วก็วินาศเสียก่อน โดยเฉพาะก่อนตาย. ในข้อนี้ควรระลึกนึกถึงพระบาลีกันเพื่อจะเป็นหลัก ตามพระบาลี นั้นกล่าวไว้ว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ -ความไม่

น.162 ๑๕๔ ประมาทเป็นทางที่ไม่ตาย, ปมาโท มจฺจุโน ปทํ -ความ ประมาทเป็นทางแห่งความตาย, อปฺปมตฺตา น มียนฺติ -ผู้ไม่ ประมาทย่อมไม่ตาย, เย ปมตฺตา ยถา มตา -ผู้ประมาท ก็เหมือนกับตายแล้ว. ขอให้นึกถึงความหมายที่ต่างกัน อย่างตรงกันข้ามของสิ่งทั้งสองนี้ คือความไม่ประมาท กับ ความประมาท. ความไม่ประมาท ที่บุคคลดำเนินอยู่นั้น เป็นทางแห่งความไม่ตาย มีความหมายว่า จะไปสู่สภาพ ที่ไม่ตาย โดยตรงอย่างนี้ก็ได้, หรือจะพูดกันอย่างธรรมดา ๆ สามัญว่า ผู้เดินในทางนี้ จะไม่พบกับการตายในระหว่าง ทาง. ส่วน ความประมาทนั้นเป็นทางแห่งความตาย, จะต้องตายในระหว่างเดินทาง หรือจะไปพบจุดจบเป็นความ ตายในทางจิตใจ ไม่มีชีวิตหรือความเป็นอยู่ที่น่าปรารถนา แต่ประการใด. ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย นี้เป็นการยืนยันว่า ผู้ที่ไม่ประมาทแล้วจะไม่พบกับความตายทั้งทางกายและ ทางจิต ; บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าไม่ประมาทแล้วจะไม่ต้อง เข้าโลงหรืออย่างไร มันไม่ได้หมายความอย่างนั้น, ถึงจะเข้า โลงก็เข้าโลงอย่างคนไม่ตาย มันเป็นเรื่องของร่างกาย ที่ไม่

น.163 ๑๕๕ ได้มีความยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน มันไม่มีผู้ตาย มัน ไม่มีใครตาย แม้ว่าจะจับใส่โลง. ส่วน การเดินทางของ ชีวิตประจำวันนั้น ก็ไม่ประสบกับความเสียหายหรือ ความวินาศ หรือความทุกข์ ทรมานแต่ประการใด, จึง กล่าวได้ว่า ผู้ไม่ประมาทเป็นคนไม่ตาย. ส่วน คนประมาทนั้นเหมือนกับตายแล้ว ตั้งแต่ เมื่อมีความประมาทนั้นเอง, ประมาทเมื่อใดก็เท่ากับตาย แล้ว; เพราะมันเป็นความไม่ก้าวหน้า มันเป็นความชะงัก งัน เป็นความตายอย่างที่เรียกว่า ตายด้านทั้งเป็น ๆ. ตาย ตั้งแต่ยังเป็น ๆ คำนี้น่ากลัวมาก ขอให้สนใจกันสักหน่อย ว่า ตายตั้งแต่ยังเป็น ๆ เป็นการตายที่เดินได้ หัวเราะได้ อะไรได้. พิจารณากันสักหน่อย ในข้อที่ว่า ตายตั้งแต่ ยังเป็น ๆ คำนี้เป็นภาษาธรรมะของผู้รู้ธรรมหรือเห็นธรรม สำหรับผู้ที่รู้จักแต่เรื่องทางวัตถุนั้นไม่เข้าใจได้. ต้องมองเห็น ธรรมะ ความหมายของธรรมะมันลึกกว่านั้น จึงเป็นถ้อย คำที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี ๆ โดยการเปรียบเทียบกันว่า อยู่ด้วยความประมาท ย่อมสูญเสียทุกอย่าง ไม่มีอะไร เหลือ : เสียประโยชน์ทางชีวิต เสียประโยชน์ทางกาย เสีย

น.164 ๑๕๖ ประโยชน์ทางจิต กระทั่งชีวิตหมดค่า ชีวิตหมดค่าชีวิตหมด ความหมายจนไม่เป็นชีวิต, อย่างนี้แล้วจะไม่เรียกว่า เสียหมด ทุกอย่างอย่างไรเล่า. อยู่ด้วยความประมาทจะเป็นการสูญเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งค่าของชีวิต; เมื่อชีวิตมันไม่มีค่า แล้วก็เท่ากับ ว่าไม่มีชีวิตนั่นเอง, เป็นการตายด้านอย่างที่กล่าวมาแล้ว : ทางกาย ก็ตายด้าน คือเป็นการที่ทำแต่ความผิดพลาด เป็น ทุกข์เป็นโทษ เกิดขึ้นทางกายอยู่เป็นประจำ, ในทางจิตก็ ไม่มีความปกติแห่งจิต มีแต่ความวิปริตแห่งจิต หาความ สงบเย็นไม่ได้, ในทาง ฝ่ายวิญญาณ นั้นเล่า ก็สูญเสียสติ- ปัญญาวิชชา ไปจนหมดสิ้น, ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องใด ๆ เหลือ อยู่ในบุคคลชนิดนี้. ดังนั้นต้องใช้คำว่าหมดตัว หมดตัว หมดตัวอย่างบุคคลผู้ล้มละลาย, ยิ่งกว่าหมดตัว ; นี้คือความ หมายของคำว่าตายตั้งแต่ยังเป็น ๆ. ทีนี้ เราก็พิจารณาเรื่องความเปลี่ยวกันสักหน่อย, ความเปลี่ยว หรือ ทางเปลี่ยวหมายความว่า ไม่มีความ ปลอดภัยโดยรอบด้าน. ชีวิตเปลี่ยวก็ว้าเหว่แสนที่จะว้าเหว่ เมื่อพูดภาษาคนธรรมดา เดินทางเปลี่ยวในป่าในดงนี้ ก็ดูจะ

น.165 ๑๕๗ เคยประสบกันมาบ้างแล้ว, หรือเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่แต่ ผู้เดียวในลักษณะที่เปลี่ยว ก็เคยได้รับรสของความเปลี่ยวมา แล้ว อยู่ด้วยความเปลี่ยว ก็ไม่มีใครรู้สึกอบอุ่นใจ. เมื่อ ต้องเดินไปในทางเปลี่ยว ก็หวาดกลัวหวาดเสียว หาความ สุขมิได้อยู่ตลอดเวลา, ต้องหวาดผวาระแวงภัยจนถึงที่สุด แห่งจิตใจดังนี้ ไม่มีความอบอุ่นเลย. ชีวิตนี้เดินทางอบอุ่นหรือเดินทางเปลี่ยว. ทีนี้ก็มาดูถึงความอบอุ่นหรือ หนทางที่อบอุ่น เดิน ปลอดภัย เดินปลอดภัย เดินโดยมีธรรมะ, โดยเฉพาะที่ เรียกว่า มีพระรัตนตรัยอยู่เป็นสรณะ, เป็นทีปะ เป็นสรณะ คือเป็นที่อุ่นใจ, เป็นที่ระลึกถึงแล้วอุ่นใจ ตามความหมาย ของคำว่าสรณะ , และ มีทีปะคือแสงสว่างและที่เกาะยึด, แสง- สว่างส่องให้เห็นทางเดิน ที่เกาะยึดก็มีที่พึ่งพาอาศัยคุ้มครอง ป้องกัน ; เหมือนคนตกน้ำมีที่เกาะที่ยึด แล้วมันก็ไม่ตาย. ทางเดินที่อบอุ่นย่อมมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ, ชีวิตที่ เป็นอยู่อย่างมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เรียกว่า ชีวิตที่เดิน ทางอย่างอบอุ่น.

น.166 ๑๕๘ แต่ปัญหายังมีอยู่เหมือนกัน ในข้อที่ว่า เรากำลังมี พระรัตนตรัยกันอย่างไร ขอให้สนใจฟังในข้อนี้เป็นพิเศษมาก สักหน่อย. เรามีพระรัตนตรัยสำหรับแต่เพียงรู้เรื่อง หรือ ว่ามีพระรัตนตรัย สำหรับรู้จัก หรือว่า เรามี พระรัตนตรัย อยู่ในเนื้อในตัวของเรา โดยแท้จริง, หรือ เนื้อตัวเป็น พระรัตนตรัย ตามส่วนอยู่อย่างนี้ก็ได้. พระรัตนตรัย สำหรับรู้เรื่องนั้น เราก็อ่านหนังสือเอาได้, แต่พระ- รัตนตรัย สำหรับรู้จักนั้น ต้องรู้จัก. การที่พระรัตนตรัย กำจัดทุกข์กำจัดกิเลสได้อย่างไร เห็นชัดอยู่กับใจ, นี้เรียก ว่ารู้จัก และเรา มีภาวะเช่นนั้นอยู่ในเนื้อในตัวเรา เรียกว่า มีพระรัตนตรัยที่อยู่กับเรา. ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า สำหรับ รู้เรื่อง ก็อ่านพุทธประวัติเอาได้ ; แต่พระพุทธเจ้า สำหรับ รู้จักนี้ ต้องรู้จักจิตที่เอาชนะกิเลสดับทุกข์ได้ รู้จักจิตชนิด นั้นด้วยจิตของตน, นี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าที่เรารู้จัก ; แล้ว เราก็ มองเห็นว่าภาวะเช่นนั้นมีอยู่ในตน คือในเรา ก็เรา มีพระพุทธเจ้าอยู่ในเรา. พระพุทธเจ้าสำหรับรู้เรื่อง กับ พระพุทธเจ้าสำหรับรู้จัก และพระพุทธเจ้าสำหรับมีในตน

น.167 ๑๕๙ นั้นต่างกันลิบลับ ต่างกันมาก, มากเหลือประมาณทีเดียว ; ไปคิดดูเองเถิด ไปใคร่ครวญดูเองเถิดว่าต่างกันมากสัก เท่าไร ? ถ้าเรามีพระพุทธเจ้าในตน ก็เป็นความอบอุ่น อย่างยิ่ง, ชีวิตนั้นเป็นความอบอุ่นอย่างยิ่ง ชีวิตนั้นไม่มีความ เปลี่ยว คือไม่เป็นที่หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ. ขอให้ใคร่ ครวญกันให้เป็นอย่างดี ในที่นี้จะระบุว่า พุทธบริษัท หรือ พุทธมามกะนี้ ไม่ใช่ผู้เดินทางเปลี่ยว ; แต่เป็นผู้เดิน อย่างมีเครื่องอุ่นใจ. เป็นพุทธบริษัท หมายความว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน ตามแบบของพระพุทธเจ้า. สอบสวนตัวเอง ดูด้วยกันทุกคนว่า เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามรอยพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง ? อย่า ให้กลายเป็นว่า เดินทางเปลี่ยวแล้วมิหนำซ้ำเป็นคนตาบอด ด้วย, ตาบอดเดินทางเปลี่ยว ; คิดดูให้ดี มันเหลือประมาณ ตาบอดแล้วยังเดินทางเปลี่ยวด้วย. ทั้งโลกเดินทางเปลี่ยวเพียงไร ? ทีนี้ก็จะดูให้กว้างออกไป ถึงการเดินทางเปลี่ยวใน ความหมายอื่น ๆ คือดูออกไปถึงประเทศชาติของเรา, ประ-

น.168 ๑๖๐ เทศชาติของเรากำลังเดินทางเปลี่ยวหรือเปล่า ? เดินทาง เปลี่ยวในทางการเมือง การเศรษฐกิจ การบริหาร แม้แต่ กิจการทหารเป็นต้น ก็เป็นการเดินทางเปลี่ยวหรือหาไม่ ? ท่านทั้งหลายคงจะพอจะมองออกได้ หรือมองได้ดียิ่งกว่าอาตมา ประเทศชาติของเรากำลังเดินทางเปลี่ยวในทางศีลธรรม หรือไม่, หรือไปมีวัฒนธรรมที่ยืนอยู่ปากเหว ? เดินตาม ประเทศที่ไร้วัฒนธรรม นานาประเทศนิยมประกวดนาง หน้าด้าน เราก็ไปนิยมตามเขาด้วย และเรียกกันว่าประกวด ความงาม, วัฒนธรรมอย่างนี้เป็นวัฒนธรรมที่ยืนอยู่ปากเหว เป็นความเปลี่ยวทางศีลธรรม เปลี่ยวมาก, เปลี่ยวขนาดที่จะ ตกลงไปในเหว, ยุวชนของเราจะมีจิตตกต่ำลงไป. ทีนี้ ความเปลี่ยวทางวัตถุธรรม เรามีการผลิตและ การขาย ที่ไม่ปลอดภัยแก่ประเทศชาติ, เรากินดีอยู่ดีเกิน ไป ไม่คำนึงถึงการกินอยู่แต่พอดี. มีความเปลี่ยวทาง นามธรรม นามธรรมคือจิตใจ, ไม่เดินในทางของอริย- มรรค ไปเดินนอกทางของอริยมรรค เรียกว่ากุมมรรค กุมมรรค ที่ต่ำทราม ที่เลวทราม ที่นำไปสู่ความหายนะ

น.169 ๑๖๑ นี้จะต้องพิจารณาดูให้ดีว่า ประเทศชาติของเรา กำลังเดินในทางเปลี่ยวหรือเปล่า ? ไปดูให้ทั่วถึงว่า ประเทศที่เราถือกันว่าเต็มพัฒนานั้น มันเดินทางเปลี่ยวกัน หรือเปล่า ? มันจะเดินไปสู่ความวินาศ หรือจะพาโลกทั้งโลก ให้วินาศหรือเปล่า ? นี่ประเทศเต็มพัฒนา แล้วประเทศด้อย พัฒนาอย่างเรา จะไปเดินตามเขา ด้วยความมุ่งหมายอะไร ด้วยเหตุผลอะไร, นอกจากไปเดินตามคนที่เดินตามทางเปลี่ยว. ประเทศที่เต็มพัฒนานั้นเดินทางเปลี่ยวอย่างลึก ซึ้ง, เปลี่ยวอย่างมาก เปลี่ยวอย่างวินาศกันทั้งโลกทีเดียว. ประเทศด้อยพัฒนา ทั้งหลายต้องระวังดูให้ดี ๆ เพียงแต่ว่า ไปเอาอย่าง เข้าเท่านั้นแหละ มันก็ตายเสร็จก่อนตาย, ตายเสร็จแล้วก่อนตาย, แล้วก็ ตายอย่างน่าเกลียดน่าชัง ซึ่ง ต้องใช้คำหยาบมาพูดว่า ตายโหงตายห่า เพราะว่ามันเดินทาง เปลี่ยว, เปลี่ยวจนถึงกับว่าตาบอด แล้วก็ว่าตกลงไปในเหว, ทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อความวินาศของมนุษยชาติ ในนามของ ความถูกต้องหรือความเจริญ. สรุปความว่าโลกทั้งโลก มันกำลังเดินทางเปลี่ยว หรือหาไม่ ? ท่านทั้งหลายก็มีอิสระที่จะคิดนึกดู. ขอให้ดูว่า

น.170 ๑๖๒ ประเทศ เดินทางเปลี่ยวด้วยกัน ทั้งพวกเต็มพัฒนาและ ด้อยพัฒนา แล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไร? โลกนี้ก็คือโลก ที่หลับตาเดินไป, เดินไปในทางเปลี่ยว แล้วก็มีเหวใหญ่รอ อยู่ข้างหน้า สำหรับจะตกลงไปในนั้น เป็นมิคสัญญี ของจักรวาลเลย ก็ว่าได้. ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย จะต้องระวังว่า อย่าไปเดินทางเปลี่ยว ตามหลังประเทศเต็ม พัฒนา ; พอสักว่าคิดจะเดิน มันก็จะตายเสียแล้ว, ไป เอาเป็นตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น มันก็ตายสิ้นเชิง. ขอให้ดูให้ดี ๆ ว่า ประเทศไหนในโลกนี้ มีการ พัฒนาอย่างถูกต้องเพื่อสันติสุขโดยแท้จริง, เรียกว่าเดินถึงจุด- หมายปลายทางแล้ว หรือว่าหยุดการเดินได้แล้ว เพราะว่าถึง ที่สุดจุดหมายปลายทางแล้ว มีแต่การเสวยบรมสุข ซึ่งเป็น ผลของการเดินทางโดยแท้จริง ? ขอให้เราทั้งหลายใคร่ครวญดูกันในบัดนี้ว่า ใครบ้าง หยุดการเดินทาง, ใครบ้างกำลังหลงทางอยู่ และเดินทาง เปลี่ยวใกล้เหวทั้งนั้น, หรือว่าสังคมใดบ้าง หยุดการเดินทาง เพราะถึงแล้ว.สังคมใดกำลังหลงทาง เดินทางอยู่ใน

น.171 ๑๖๓ ทางเปลี่ยวเต็มไปด้วยเหวทั้งนั้น, ประเทศใดบ้างถึงที่สุดของ การเดินทาง และประเทศใดบ้างกำลังหลงทางอยู่ ? สรุปความแล้วก็ว่า โลก ของเรา ในปัจจุบันนี้ ซึ่ง คุยกันนักหนาว่า เจริญด้วย วิชาความรู้ การประดิษฐ์การ ผลิตต่าง ๆ นา ๆ นี้ ประเทศไหนบ้าง ที่หยุดการเดินทาง เพราะประสบความสำเร็จแล้ว, หรือว่ากำลังหลงทางอยู่, หลงทางชนิดที่สร้างปัญหาขึ้นมาให้มากมาย ทั้งเพื่อตัวเองทั้ง เพื่อผู้อื่น ทำให้เกิดปัญหาแก่คนทั้งโลกนั่นเอง ; ไม่ใช่เกิด ปัญหาแต่เฉพาะตัวเอง แต่ได้ ทำปัญหาให้เกิดเนื่องกันไป ทั้งโลก. นี่คือผลของการเดินทางเปลี่ยว แล้วเดินอย่าง หลับหูหลับตา ในทิศทางที่เต็มไปด้วยเหวลึก, พลาดนิดเดียว ก็ลงไปในเหวลึก. ขอให้ทำมโนภาพดูให้ดี ๆ ว่า มันน่าหวาด เสียวสักเท่าไร. การถึงจุดปลายทาง. ทีนี้ก็จะกล่าวถึงสิ่งสุดท้าย คือการถึงปลายทาง การ บรรลุมรรคผล นั่นแหละ คือการถึงแล้วซึ่งปลายทาง หรือเลิกการเดินทาง หยุด - เลิกการเดินทาง ไม่ต้องเดินให้

น.172 ๑๖๔ เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป การบรรลุมรรคผลในพระพุทธ- ศาสนา คือความเจริญถึงที่สุด ทั้งทางกาย และทาง วัตถุ ทั้งทาง จิต และ ทั้งทางวิญญาณคือสติปัญญา. ทางกาย ก็สมบูรณ์ไปด้วยร่างกายและวัตถุที่พึงมี, ทางจิตก็สงบเย็น, ทางสติปัญญาก็แจ่มแจ้ง แทงตลอดปัญหาทั้งปวง, ไม่มี ปัญหาใด ๆ รอหน้าต่อชีวิตชนิดนั้น. นี่เรียกว่าถึงแล้ว ถึง แล้วซึ่งจุดหมายปลายทาง จะเรียกว่าบรรลุพระนิพพานหรือ บรรลุอะไรก็ตามใจ มันเรียกได้ ; แต่ขอให้มองเอาความ หมายว่า มันถึงแล้วซึ่งปลายทาง ที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องไป ให้ถึง, ถึงแล้วก็หยุดการเดินทางได้ นั่งพักสบาย ตากลม เย็นๆ ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไร. พุทธบริษัทเรา ต้องเดินทางอันประเสริฐเน้อ, ขอ ใช้คำว่าเน้อสักหน่อย ซึ่งหมายความว่า; ถ้ามิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่พุทธบริษัทเน้อ. พุทธบริษัทต้องเดินทางอัน ประเสริฐเน้อ, ขอให้พุทธบริษัทเรา เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, เป็น ผู้ตื่นจากหลับคือกิเลส แล้วก็ รู้อะไรทุกอย่าง แล้วก็อยู่ด้วยความเบิกบาน, เหมือนดอกไม้ที่บานอย่างสวยสดงดงาม. พุทธบริษัทมีความ

น.173 ๑๖๕ หมายว่า ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รวมกันเป็น พุทธบริษัท คือ เป็นบริษัทแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, แล้วก็ทำโลกนี้ ให้แจ่มใสงดงาม เต็มไปด้วยสันติภาพและสันติสุขอัน ถาวร. ขอให้เราเดินถูกทางนี้, ขอให้เราไม่หลงทาง, ขอให้ เราเดินอย่างอบอุ่น, ขอให้เราถึงที่หมายปลายทางด้วยกันทุก คน, แล้วมีความเป็นอยู่ที่สงบเย็น, สมตามความเป็นพุทธ- บริษัทของตนอยู่ทุก ๆ ประการ และทุก ๆ คน เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต