Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๙ — ๖๙. ทุกคนเป็นนักรบ

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.144 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมา จะบรรยาย โดยข้อความที่แปลกออกไป จากการบรรยายครั้งก่อน ๆ แต่ ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีประโยชน์ ในการที่จะ เป็นปรมัตถธรรม เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม อยู่ดี คืออาตมาจะบรรยายโดยใจ ความว่า ทุกคนเป็นนักรบ. ท่านทั้งหลายคอยฟังดูเองว่า จะเป็นปรมัตถธรรม ที่จะเป็นรากฐานของศีลธรรมได้อย่างไร. อาตมาได้รับการขอร้องจากทางการ ให้กล่าวธรรมะ ที่เหมาะแก่วันข้าราชการพลเรือน ซึ่งจะมาถึงใน ๒ - ๓ วันนี้ ๑๓๖

น.145 ๑๓๗ เราจะต้องพูดกันด้วยคำว่า พลเรือนเป็นส่วนใหญ่. คำว่า พลเรือนมีความหมายที่ควรพิจารณา ทั้งโดยพยัญชนะคือตัว หนังสือ และโดยอรรถคือเนื้อความ. เช่นหน้าที่การงาน เป็นต้น ขอให้ทำความเข้าใจในคำว่าพลเรือน ให้สมกับคำที่ วันนี้เป็นวันข้าราชการพลเรือน. ดูที่ทหารก่อน ทหารนั้นเป็นทหารเฉพาะเมื่อประจำ การ เท่านั้น ; แม้เมื่อประจำการนั่นแหละ ก็ยังหาโอกาส มาช่วยหน้าที่ของพลเรือน ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ ; ครั้นปลด ประจำการก็เป็นพลเรือน เป็นพลเรือนเต็มตัว, พลเรือนเต็ม ขั้น ที่สามารถที่สุด เพราะมีความรู้ในการรบ ทั้งด้วยอาวุธ และมิใช่ด้วยอาวุธ. ดังนั้นเราควรจะกล่าวว่า พวกเราทุกคนเป็น ข้าราชการพลเรือน ; หากแต่บางพวกรับเงินเดือน บาง พวกไม่รับเงินเดือน. ประชาชนมีหน้าที่สร้างชาติ มี หน้าที่สร้างชาติ โดยไม่รับเงินเดือน แถมยังเสียภาษีให้ อีก. แต่อย่าลืมว่า เขาก็ ทำหน้าที่สร้างชาติ เหมือน ข้าราชการพลเรือน และก็ ทำหน้าที่เป็นนักรบอยู่โดยอ้อม , แต่อ้อมในที่นี้สำคัญมาก ดูกันต่อไป.

น.146 ๑๓๘ นักรบต้องรบได้ทั้งภายในภายนอก. นักรบต้องรบข้าศึกในภายใน ซึ่งมีความสำคัญ อย่างยิ่งเสียก่อน ; ถ้ายังมีข้าศึกภายในรบกวน ภายนอกก็รบ ไม่ได้ ไม่ชนะข้าศึกในใจแล้วทหารก็รบไม่ได้. ขอให้ดู ต่อไปถึงว่า พระสงฆ์องค์เจ้าก็เป็นนักรบในภายใน ช่วยให้ทุก คนชนะกิเลส คือความไม่เห็นแก่ตัว มันจึงจะทำการรบภาย นอกได้ ชาวนาก็เป็นนักรบ รบต่อข้าศึกคือเศรษฐกิจ, รบข้าศึกเศรษฐกิจให้ชนะ ทหารจึงจะมีกำลังรบ. คนทำบุญ อุบาสกอุบาสิกาก็รบกิเลส ชนะก่อนแล้วจึงทำบุญ ; แม้ที่ สุดแต่ เด็กวัยรุ่น ก็ต้องรบกับกิเลส ของเขา เพื่อเป็นเด็ก ที่ดีเป็นกำลังของประเทศชาติ. ดังนั้นกล่าวได้ว่า ทุกคน ต้องรบ, รบข้าศึกในภายในของตนเอง แล้วจึงจะดำรงตน อยู่ได้เป็นปกติ. สรุปความว่า ทุกคนหรือทุกชีวิต ล้วน แต่เป็นนักรบที่เรียกว่าทหาร. ดูต่อไปอีกว่า ทหารก็เป็นผู้รบ, พลเรือนก็เป็น ผู้รบ, นักการเมืองก็เป็นผู้รบ, แม้จะเป็นการรบด้วยลิ้น ก็ยังเป็นนักรบอยู่นั่นแหละ. ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะว่า เรามี ข้าศึกต่างกัน มีปัญหาต่างกัน ; แต่ก็ ยังต้องรบ เคียงคู่

น.147 ๑๓๙ กันไป. ดูให้ดีว่าข้าศึกที่ต้องรบด้วยอาวุธปืน นั้นเป็นอย่าง หนึ่ง, ข้าศึกที่ต้องรบด้วยปัญญาวุธ อาวุธคือปัญญา นั้นก็อีก อย่างหนึ่ง ถึงจะรบด้วยปืน ก็ยังต้องใช้อาวุธคือปัญญาอยู่นั่น แหละ. การชนะเด็ดขาดนั้น ชนะได้ด้วยการรบด้วย ปัญญาวุธ, อาวุธคือปัญญา ปัญญาวุธ. ทุกฝ่ายต้องมี ปัญญาในหน้าที่ของตน และในการประสานงานกับ ฝ่ายอื่น, นี่มันเป็นปัญญาวุธ. ดูทหารรบข้าศึก ที่จะเข้ามาจากภายนอก คือมีการ เคลื่อนไหว ; ถ้ากองทัพเดินได้ด้วยท้องแล้ว พลเรือนนั่น แหละคือท้องของทหาร แล้วจะแยกกันได้อย่างไร, ท้องกับ ตัวมันแยกกันได้อย่างไร. ข้อนี้ขอร้องว่า อย่าพูดว่าสามัคคี คือพลัง, แต่ต้องพูดว่า สามัคคีคือชีวิต. ดูได้ที่ร่างกาย ของเราแต่ละคน ๆ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก เอ็น เนื้อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องรวมกัน, สามัคคีเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ชีวิตจึงจะรอดอยู่ได้. พอมันแยกออกไปสัก อย่างหนึ่งเท่านั้นแหละ มันก็ตาย ; นี่ สามัคคีคือชีวิต มากกว่า ที่จะพูดกันแต่เพียงว่า สามัคคีมีพลัง.

น.148 ๑๔๐ ดูต่อไปอีกว่า พลเรือนก็รบ พลเรือนรบขาศึกที่ เกิดอยู่ในภายใน ในประเทศ ; ถ้าการปกครองไม่เรียบร้อย เศรษฐกิจก็ไม่ดี วิถีทางการเมืองก็ไม่ดี แล้วทหารจะรบได้ อย่างไร จะรบได้อย่างไร. ดูมันจะเป็นแขนซ้ายแขนขวาแก่ กันและกันเสียแล้ว, ไม่มีทางที่จะหันหลังให้กัน และแย่ง ความสำคัญกัน. ทหารมีหน้าที่รบอย่างหนึ่ง, พลเรือน ก็มีหน้าที่รบอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็ รบร่วมกัน, แล้วจะไม่ ให้พูดว่า ทุกคนเป็นนักรบอย่างไรกันเล่า. ทุกคนเป็นข้าราชการและเป็นนักรบ. วันที่จะปรารภนี้เป็นวันข้าราชการพลเรือน เป็น วันที่ต้องบอกให้ทราบกันทุกคนว่า ทุกคนเป็นนักรบ ทุกคน เป็นนักรบ, พลเรือนก็มีเทคนิคในการรบอย่างของพลเรือน, ทหารก็มีเทคนิคในการรบอย่างของทหาร, แล้วก็ร่วมกันรบ โดยเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน โดยเท่าเทียมกัน. เมื่อกระทำ ได้ดังนี้แล้ว ก็เป็นปัจจัยแห่งชัยชนะของประเทศชาติ ; ถ้า ไม่มีพลเรือนที่ดีแล้ว กองทัพก็ไม่มีท้อง กองทัพไม่มีท้อง,

น.149 ๑๔๑ พลเรือนต้องรับผิดชอบให้กองทัพเดินได้, ทุกคนจึงเป็น ข้าราชการด้วยกัน เท่ากัน ร่วมมือกัน. ยิ่งกว่านั้น ถ้าจะถือกัน ตามลัทธิโบราณ ที่มีกล่าวอยู่ ในพระคัมภีร์แล้ว ผู้มีหน้าที่ปกครองทุกคน จะถูกสงเคราะห์ ลงในวรรณะกษัตริย์ทั้งนั้น ไม่เฉพาะผู้ถืออาวุธ ; แม้ผู้ถือ ปัญญาวุธ ก็ต้องถูกสงเคราะห์ลงในวรรณะกษัตริย์ เพราะมี หน้าที่ทำการปกครอง. พลเรือนเป็นผู้สร้างกองทัพให้ ทหารสามารถรบ, ทุกฝ่ายต้องไม่บกพร่องในหน้าที่ของ ตน จึงจะยืนอยู่ได้; เหมือนขาสองขาที่ไม่พิการ ขาเดียว ยืนไม่ได้ นี้เด็กๆก็รู้ ; แต่ถ้าพิการมันก็ยังยืนไม่ได้. ทีนี้ก็จะมาพูดถึงคำว่า ข้าราชการ ข้าราชการ, คำว่า ข้าราชการ เป็นคำที่ไพเราะที่สุด ไพเราะมาก มีความหมาย ในนั้นมาก มีเกียรติมาก. ข้าราชการ แปลว่า ผู้ทำงานของ พระราชา ; พระราชาไม่สามารถทำแต่ผู้เดียวได้, ต้องมี ข้าราชการผู้ทำงานของพระราชา. ดูตามเรื่องราวในพระคัมภีร์ มีเรื่องกล่าวไว้เป็นใจความชัดเจนว่า พระราชาคือผู้ที่ทำให้ ประชาชนร้องออกมาว่าพอใจ ๆ ๆ; เพราะคำว่าราชา ๆ นี้ แปลว่าพอใจ ๆ, พอใจอย่างหนักอย่างมากถึงกับกำหนัดยินดี,

น.150 ๑๔๒ แต่ก็มีความหมายว่าพอใจ ๆ ๆ อยู่นั่นเอง. พระราชามี หน้าที่ทำให้ประชาชนได้ร้องออกมาว่าพอใจ ๆ, ผู้ที่ทำ งานของพระราชาคือข้าราชการ ก็มีหน้าที่อย่างเดียวกัน คือร่วมกันทำหน้าที่ ที่ทำให้ประชาชนร้องออกมาได้ว่าพอ ใจ ๆๆ. เรื่องราวในพระคัมภีร์บาลี ทีฆนิกาย กล่าวถึงพระเจ้า สมมติราช คือพระราชาองค์แรกในโลก ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อโลกสมัยคนป่าโน่น จนกระทั่งรู้จัก ทำมาหากิน รู้จักทำเรือกสวนไร่นา. ครั้นรู้จักทำสวนทำนา แล้ว มีปัญหาเกิดขึ้น คือ มีขโมย มีคนคดโกง มีคนเอา เปรียบ เดือดร้อนกันอย่างยิ่ง. ประชาชนชั้นแรกนั้นคิดออก คิดได้ว่า จะต้องสมมติคนสักคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่ในการแก้ ปัญหาอันนี้ แล้ว เขาก็เลือกคนที่มีสติปัญญา, มีกำลังกาย มีบุคลิกภาพ มีอะไรต่าง ๆ ที่เหมาะสม, สมมติให้เป็นผู้ ทำหน้าที่อันนี้ โดยมอบอำนาจให้ว่า ท่านจงลงโทษ แก่ผู้ควรลงโทษ, ให้รางวัลแก่ผู้ควรให้รางวัล. บุคคล นั้นก็ทำหน้าที่นั้น ป้องกันไม่ให้เกิดการลักการขโมยการ เบียดเบียนอะไรอีกต่อไป, ไม่เท่าไรก็อยู่กันเป็นผาสุก.

น.151 ๑๔๓ ประชาชนก็ร้องออกมาว่า ราชา-ราชา-ราชา ซึ่งแปลว่า พอใจ ๆ ๆ นี่พระราชาเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ ผู้ที่ช่วยพระราชา ในหน้าที่อันนั้น ก็มีตาม ขึ้นมา จึง เรียกว่า ผู้ทำงานร่วมกับพระราชา ของพระ ราชา เพื่อพระราชาก็ได้, โดยทำให้ประชาชนได้มีโอกาส ร้องออกมาว่า พอใจ ๆ. นี่ดูให้ดีเถิดว่า ข้าราชการทั้งหมด ทำงานของพระราชา เพื่อพระราชา ให้ได้ร้องออกมาว่า พอใจ ๆ ๆ, ทหารก็ข้าราชการ, พลเรือนก็เป็นข้าราชการ ทำงานเพื่อพระราชาได้ร้องออกมาว่าพอใจๆ ; แม้จะเป็นผู้ร้อง เสียเอง แต่ก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้กลมกลืนกันไป ในการที่จะทำให้เกิดสภาพ ที่ทำให้ร้องออกมาได้ว่าพอใจ ๆ, ทหารก็เป็นข้าราชการ, พลเรือนทุกคนก็เป็นข้าราชการ, ประชาชนทุกคนแม้เป็นชาวไร่ชาวนา ก็เป็นข้าราชการ หาก แต่ไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ต้องรับเงินเดือน เพราะมีหน้าที่ แสวงหาเงินเดือนมาให้ ; เช่นเสียภาษีเป็นต้น. เขาเป็น ข้าราชการชนิดที่หาเงินเดือนมาให้อีกพวกหนึ่งใช้, ก็เป็น ข้าราชการรวมอยู่ในการงานที่จะทำให้เรามีโอกาสร้องออกมา ได้ว่าพอใจ ๆ เช่นเดียวกัน.

น.152 ๑๔๔ พระสงฆ์องค์เจ้าก็เป็นข้าราชการ ฟังให้ดี ๆ อย่าเพ่อหาว่าอาตมาพูดจาเพ้อเจ้อเอาเปรียบ. พระสงฆ์ก็ เป็นข้าราชการ มีหน้าที่ทำงานให้ประชาชนร้องออกมาว่า พอใจ ๆ คือไม่ถูกกิเลสเบียดเบียนหนักแล้ว ก็ร้องออกมาว่า พอใจ ; แม้ พระสงฆ์ ที่เรียกตัวเองว่า เป็นพระราชาคณะ เป็นคณะของพระราชา ก็มีความหมายว่าทำงานร่วมกัน กับพระราชา ในการกำจัดอลัชชีในพระพุทธศาสนา, และช่วยกำจัดปัดเป่าความเดือดร้อนอื่น ๆใด ๆ ทุกอย่างทุก ประการที่พอจะทำได้. ดังนั้น พระสงฆ์ก็เป็นข้าราชการ แต่ควรจะกล่าวว่า มี สังกัดขึ้นอยู่ในพระพุทธองค์ องค์ พระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็น ธรรมราชา. ทุกคนเป็นข้าราชการ ทุกฝ่ายเป็นข้าราชการ, ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตน. การพูดว่าทุก คนเป็นข้าราชการ ทุกคนเป็นนักรบดังนี้ เพ้อเจ้อหรือไม่, ท่านช่วยคิดกันดู ว่ามันเพ้อเจ้อหรือไม่ ? ขอให้นำมาวิจารณ์ กันในวันข้าราชการพลเรือนนี้เถิด จะรู้จริงเห็นจริง ว่ามัน เป็นอย่างไร ? รู้จริงเห็นจริง แล้วก็ให้จริงต่อไป ถึงการ

น.153 อันแท้จริงของตน ๆ ทำได้ดังนี้ปัญหาก็หมด, สันติ- ภาพก็มา ปัญหาก็หมด, สันติภาพก็มา สันติสุขก็มา. นี่มัน สำคัญอยู่ที่หน้าที่ ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็ไม่มี ความหมายอะไร, ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตน, ทุกคน เป็นข้าราชการร่วมมือกันกับพระราชา ทำหน้าที่ให้เกิดโอกาส ขึ้นมา จนทุกคนร้องได้ว่าพอใจ ๆ. ทุกคนเป็นนักรบ มีหน้าที่จะต้องรบข้าศึกตามสถานะของตน ตามชั้นเชิงของ ตน หรือตามหน้าที่ของตน, ไม่เป็นนักรบมันก็ตาย ก็ตาย ทันที. การรบในภายในนี้ต้องรบกับความผิดพลาด อย่า ให้มีเหลือจึงจะรอดชีวิตอยู่ได้, ในบ้านในเมืองก็ต้องมีการ กำจัดสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ก็เป็นการรบด้วยเหมือนกัน. ทุกคนเป็นนักรบอย่างนี้ เพ้อเจ้อหรือไม่ ขอให้พิจารณาดูให้ดี ให้เห็นจริง, และทำหน้าที่อันแท้จริงของตนจริง ๆ. การทำหน้าที่ของตนคือการประพฤติธรรม. ทีนี้ขอพูดในแง่ที่เป็นปรมัตถธรรมว่า การทำ หน้าที่ของตนนั้นคือการประพฤติธรรม, การทำหน้าที่ของ ตนให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง นั้นคือการประพฤติธรรม.

น.154 ๑๔๖ ธรรมะแปลว่าหน้าที่, ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต. ครูมักจะสอนลูกเด็ก ๆ แต่เพียงว่า ธรรมะคือคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า ถ้าเผอิญลูกเด็ก ๆ บางคนไปศึกษาประวัติ ศาสตร์รู้มาว่า คำว่า ธรรมะ ๆ นี้ มนุษย์รู้จักพูดรู้จักใช้ กันก่อนแต่พระพุทธเจ้าเกิด. นี่หมายความว่า พอประชาชนในยุคนั้นมองเห็น หรือรู้จักสิ่งซึ่งเป็นหน้าที่ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เขาก็ เรียกสิ่งนั้นซึ่ง เราในบัดนี้ เรียกว่าหน้าที่นั้น, เขาเรียกว่า ธรรมะ ๆ ตามภาษาของเขา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาษา อินเดียโบราณ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งวัฒนธรรมของชนชาติไทย เรารับเอาคำว่าธรรมะ ๆ มาใช้ โดยไม่สำนึกว่าเป็นภาษา อินเดีย และไม่สำนึกว่าธรรมะ ๆ คำนั้นแปลว่าหน้าที่ ใช้กัน มาตั้งแต่มนุษย์คนแรกเริ่มสำนึกในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ ; ดังนั้นธรรมะจึงแปลว่าหน้าที่. ครั้นมาถึง ครั้งพุทธกาลนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงขยายความของหน้าที่ ที่สูงขึ้นไป จนเป็นหน้าที่ทางจิตทางวิญญาณ ประหารกิเลสให้หมด สิ้น แล้วบรรลุมรรค ผล นิพพาน, นี้ก็เป็นหน้าที่. ทุก ศาสนามีหน้าที่ทำความรอด, ธรรมะก็คือหน้าที่ที่จะทำ ความรอด นั่นเอง.

น.155 ๑๔๗ ที่ใดมีการทำหน้าที่แท้จริง ที่นั่นแหละมี ธรรมะ; ระวังให้ดีนะ ในวัดในโบสถ์อาจจะไม่มีธรรมะ ก็ได้ ถ้ามัวแต่สั่นเซียมซีหรือร้องขออ้อนวอน. การร้อง ขออ้อนวอนนั้นมันเป็นสิทธิ ไม่ใช่หน้าที่, อย่าเอามา ปนกัน มัวแต่สั่นเซียมซีร้องขออ้อนวอน มันก็มีแต่เรียก ร้องสิทธิเพ้อเจ้อ, ไม่มีอำนาจหรือยุติธรรมที่จะร้องเรียก สิทธิ ก็ร้องเรียกเอาสิทธิ เอาอย่างข่มเหง. ที่ใดไม่มีการ ทำหน้าที่แท้จริง ที่นั้นไม่มีธรรมะ; แม้ในวัดในโบสถ์ อาจจะไม่มีธรรมะก็ได้ แต่ไปมีอยู่กลางทุ่งนา ที่ชาวนาไถนา อยู่อย่างเหงื่อไหลไคลย้อยทำหน้าที่ของมนุษย์อันแท้จริง. ไปดูเอาเอง ถ้าให้อาตมาอธิบายมากไป เดี๋ยวจะเข้าใจผิด, เกิดเรื่อง. ธรรมะคือหน้าที่, ขอให้มองหาธรรมะ ที่บุคคล กำลังทำหน้าที่ ที่นั่นแหละมีธรรมะ. แต่ธรรมะมันมี หลายขั้นตอน หลายชั้นหลายระดับ : ดูมาตั้งแต่เทวดาบน สวรรค์ก็ต้องทำหน้าที่, มหาจักรพรรดิ ราชามหากษัตริย์ ก็ต้องทำหน้าที่, ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีก็ต้องทำ หน้าที่, ข้าราชการกรรมกรก็ต้องทำหน้าที่, กระทั่งคนนั่ง ขอทานอยู่ก็ทำหน้าที่, ดังนั้นคนขอทานก็มีธรรมะ เพราะ

น.156 ของตนอย่างถูกต้อง ไม่เท่าไรก็จะพ้นสภาพคนขอ- ทาน. คนขอทานจะมีธรรมะมากกว่าข้าราชการที่ทำการ คอร์รัปชั่น, คอร์รัปชั่นไม่ใช่หน้าที่ ไปทำเข้าก็ไม่มีธรรมะ. คนขอทานทำหน้าที่เพื่อพ้นจากภาวะยากจน มันเป็น ธรรมะ, คนขอทานก็เลยมีธรรมะมากกว่าข้าราชการที่คอร์- รัปชั่น. เมื่อพูดถึงคนหมดแล้ว ก็อยากจะพูดถึงสัตว์ เดรัจฉานบ้าง, สัตว์เดรัจฉานทุกตัวกำลังทำหน้าที่ ไม่อย่าง นั้นมันตาย, ไม่อย่างนั้นมันตาย สัตว์เดรัจฉานจึงต้องทำหน้า ที่, บางทีจะขยันกว่าคนเสียอีก เพราะมันซื่อตรงต่อหน้าที่ มากกว่าคน. ระวังให้ดี, เดี๋ยวจะละอายไก่ที่เขี่ยได้ทั้งวัน ; คนไม่ค่อยจะทำงานมากเหมือนกับไก่. ดูให้ดีลงไปถึงต้นไม้ ต้นไล่ ; ต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต สิ่งที่มีชีวิตย่อมมีหน้าที่ พิทักษ์ชีวิต ทำหน้าที่นั้นเรียกว่าธรรมะ. ต้นไม้ ต้นไล่นี้ดูจะ ทำงานทั้งวันทั้งคืน : กลางวันได้แสงแดดก็ทำหน้าที่ตลอด เวลา, กลางคืนก็ทำหน้าที่ดูดน้ำดูดแร่ธาตุ หรือการ เปลี่ยนแปลงทางเคมี จนเชื่อกันว่า ต้นไม้นี้มันถ่ายแก๊สคาร์- บอนไดออกไซด์ตลอดคืน ; ถ้ามันไม่ทำหน้าที่ตลอดคืน

น.157 ๑๔๙ แล้วมันจะถ่ายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืนได้อย่างไร. เมื่อว่า ต้นไม้ทำหน้าที่ทั้งกลางวันกลางคืนแล้ว มันก็ดี กว่ามนุษย์เป็นไหน ๆ ซึ่งทำหน้าที่อย่างเอาเปรียบ มาทำ งานช้า แล้วก็กลับเร็ว กลับก่อนเวลา. นี่เราคิดดูให้ดีว่า เรามีอะไรบ้างไหม ที่จะเป็นที่น่าละอายแก่สัตว์เดรัจฉาน แก่ต้นไม้ต้นไล่, เผลอนิดเดียวคนก็ต้องละอายแก่สิ่งเหล่านี้ เพราะมันไม่บกพร่องในหน้าที่. ขอบอกในที่นี้เสียเลยว่า สวรรค์ที่แท้จริงนั้นคือ การพอใจในการทำหน้าที่, แล้วทำหน้าที่จนยกมือไหว้ตัว เองได้ด้วยความพอใจ, นี่คือสวรรค์ที่แท้จริง ได้สวรรค์ ชนิดนี้แล้วจะต้องได้สวรรค์ทุกชนิด ทุกชนิด ไม่ว่าสวรรค์ที่ ไหน เมื่อไร ตายแล้วก็ได้. จงได้สวรรค์ที่แท้จริง คือความ พอใจในการทำหน้าที่ จนยกมือไหว้ตัวเองได้, นี้คือสวรรค์. หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะนี้ประพฤติแล้วควรจะพอใจ, พอใจมากเข้าก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง, เป็นคน ที่รู้จักตัวเอง เชื่อตัวเอง เคารพนับถือตัวเอง พอใจในตัว เองอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้เรียกว่าสวรรค์ที่แท้จริงได้อย่างไร.

น.158 ๑๕๐ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ขอให้ก้องอยู่ ในจิตในใจเสมอ ; เมื่อทุกคนทำหน้าที่ ก็ไม่เป็นผู้บก พร่อง แต่ประการใด ทุกคนเป็นพลเรือน ทุกคนเป็นนักรบ จงอย่า บกพร่องในหน้าที่ของตน, ให้กล่าวได้ว่า ทุกคนเป็น นักรบ เป็นคำที่ต้องพูดกันในวันข้าราชการพลเรือน ว่าทุก คนเป็นนักรบ แล้วปัญหาก็จะหมดไป. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ทุกคน ๆ ถืออาวุธหรือ ไม่ถืออาวุธ แม้จะมีอาวุธคือปากก็ตามใจ จงไม่บกพร่องใน หน้าที่ของตน ๆ, ทำหน้าที่ของตน ๆ, ทำหน้าที่ของตน ๆ ให้สมกับคำที่ว่าหน้าที่นั้นคือธรรมะ. ธรรมะคือหน้าที่ของ สิ่งที่มีชีวิต และเป็นหน้าที่ที่แท้จริงและไม่คดโกง. ดังนี้แล้ว ขอให้ประสบความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีทุกคนและทุกท่าน เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต