Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 ตอนที่ ๘ — ๖๘. กิจกรรมทางเพศ เป็นความรู้สึกเพียงวูบเดียว

ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา ตอนที่ 3 (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.127 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมของอาตมา ก็ยังคงเป็น ไปในหลักที่ว่า ปรมัตถธรรมกลับมา เป็นรากฐานของ ศีลธรรม, ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐานของศีลธรรม ศีลธรรมนั้นก็ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่มั่นคง คืออย่างน้อยก็ ไม่มีเหตุผล สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติในศีลธรรมนั้น ศีลธรรมก็ไม่ มั่นคง หรือเป็นไปได้โดยยาก และไม่กลับมา. เมื่อศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาก็วินาศ, ดังที่เราเคยพูดกันมาแล้วนับครั้ง ไม่ถ้วน ศีลธรรมจะต้องกลับมา โดยมีปรมัตถธรรมเป็น รากฐาน. ๑๑๙

น.128 ๑๒๐ ในครั้งที่แล้วมา อาตมาได้บรรยายโดยหัวข้อว่า คนส่วนมากแสวงหาปัจจัยเพื่อกิเลส, ครั้งนี้ว่า กิจกรรมทาง เพศเป็นความรู้สึกเพียงวูบเดียว ; นี่แหละจงดูให้เห็นว่า มันเป็นปรมัตถธรรมอย่างไร, เป็นความรู้ชั้นลึกที่จะรู้สึกว่า ความรู้สึกทางเพศนั้นเป็นเพียงความรู้สึกวูบเดียว. ถ้ารู้ข้อนี้ ก็จะไม่หลงใหลในกิจกรรมทางเพศหรือ กามารมณ์กันนัก ; เมื่อไม่รู้, ความรู้สึกวูบเดียว ก็นำ ไปสู่การกระทำที่เป็นอาชญากรรม ได้โดยง่ายและเต็มไป หมด, เป็นเรื่องละเอียดในทางใจนิดเดียว แต่ มีผลมหาศาล จนถึงกับทำลายบุคคลหรือสังคมได้. และในทางตรงกัน ข้าม ถ้าควบคุมได้ ก็จะเป็นผลมหาศาลในทางฝ่ายดี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ เป็นอันตรายสำหรับคนวัยรุ่น. ยุวชนวัยรุ่น ของเรา กำลังตกเป็นทาสของความรู้สึก เพียงวูบเดียว, มันเป็นปีศาจในร่างของเทพเจ้า, เขาก็ หลงใหลมันว่าเป็นเทพเจ้า. คำกล่าวมันมีอยู่ว่า กามารมณ์ นี้เป็นเทพเจ้าหรือเป็นปีศาจร้าย, ขอให้ดูให้รู้จักอย่างแท้จริง. วัยรุ่นมักจะมองเห็นเป็นเทพเจ้า อย่างที่เขา ชอบเรียกกันว่า กามเทพ แล้วก็บูชากันอย่างที่สุด.

น.129 ๑๒๑ ความบ้าวูบเดียวส่งผลร้ายแรง. ทีนี้ก็จะได้ดูกันต่อไปว่า ปัญหานี้เกี่ยวกับวัยรุ่น อย่างไร วัยรุ่นทั้งหลายไม่รู้เรื่องกามารมณ์ เป็นเพียง ความบ้าวูบเดียว. ขออภัยถ้าถ้อยคำมันโสกโดกหยาบคาย ก็มันจำเป็นที่จะต้องบอกกันตรง ๆ อย่างนี้ ว่า ความรู้สึกทาง กามารมณ์นั้น เป็นความบ้าวูบเดียว, วูบเดียวเมื่อไร ? วูบเดียวในเมื่อจะหุนหันกระทำลงไป ด้วยอารมณ์วูบเดียว, แล้วก็วูบเดียวในการที่มันให้ผลครั้งสุดท้าย ก็เป็นความบ้าวูบ เดียวอีกนั่นเอง. มัน ก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ อย่างที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เหลือที่จะกล่าวได้, และ ยัง มีผลซับซ้อน ผลข้างเคียงอีกมากมาย ; เช่นอาชญากรรม ลัก ขโมย ปล้น จี้ คนเหล่านั้นทำไปเพื่อไปซื้อหากามารมณ์. วูบเดียวของความรู้สึกชนิดนี้ เป็นความรู้สึกทาง กามารมณ์ เป็นมูลเหตุ, เป็นอารมณ์หุนหันพลันแล่นที่ สุดของวัยรุ่น เสมอเหมือนเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง, จึงขอ ใช้คำว่า กามารมณ์เป็นความบ้าวูบเดียว, เป็นอวิชชาของ วัยรุ่น มืดมิดปิดบังอย่างที่ไม่มีอะไรเหมือน. สร้างปัญหาให้ แม้ในครอบครัว แก่บิดามารดา, สร้างปัญหาให้ในโรงเรียน

น.130 ๑๒๒ แก่ครูบาอาจารย์ ในชั้นเรียนก็ยังมีปัญหาชนิดนี้, และ สร้าง ปัญหาให้แก่ตัวเอง คือเรียนอะไรได้ไม่ดี จนต้องคดโกง จนต้องประกอบอาชญากรรม. ดูเหมือนวัยรุ่นจะถือเป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งสูงสุด ของวัยรุ่น มีค่าเหนือสิ่งใด สำหรับวัยรุ่น ; เขาจะขยันก็ ขยันไปด้วยกำลังของกามารมณ์, เขาจะเหลวไหลก็เหลว ไหลไปเพราะอำนาจของกามารมณ์ ซึ่งเป็นความรู้สึกวูบ เดียว. เขาบูชาเหมือนกับบูชาพระเจ้า จนยอมเสียสละอย่าง อื่น จนเสียสละแม้บิดามารดา, เสียสละความเคารพนับถือ ในครูบาอาจารย์, กระทั่งเสียสละชีวิตของตนเองอย่างนี้ก็ยังมี, ไม่เคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ ธรรมะ หรือศาสนา ก็เพราะเหตุนี้. แม้จะมีการสอนสหศึกษา สอนสรีรศาสตร์ สอน แพทย์ศาสตร์, สอนกันอย่างมากมายสักเท่าไร ; ที่เหลือ ติดอยู่ในจิตใจของวัยรุ่นนั้น ก็คือเป็นเรื่องกามารมณ์ ทั้งนั้น. ส่วนเรื่องทางวิชาการนั้นหายไปหมด, มันเหลือ อยู่แต่ความหมาย หรือความรู้สึกในทางกามารมณ์ ; ถึงแม้ ว่าวัยรุ่นบางคน จะได้รับการอบรมเรื่องนี้บ้าง คือรู้สึกหรือ

น.131 ๑๒๓ รู้จักได้บ้างว่า มันเป็นความบ้าวูบเดียว แต่ก็ เหลือวิสัย ที่เขา จะบังคับจิตใจที่มีความเคยชินเช่นนั้นได้. ธรรมเนียม โบราณจึงจัดให้วัยรุ่นทั้งหลาย ได้เข้ามาอยู่ในขอบเขตของการ อบรม เช่นอยู่วัด เป็นต้น. ในอินเดีย ในเรื่องทางโบราณ เราได้ยินข่าวว่า เขา จัดอาศรมไว้อาศรมหนึ่ง สำหรับคนวัยรุ่นเข้าไปอยู่ฝึกฝนจิตใจ ของตนเอง จนกว่าจะพ้นเขต จึงจะออกจากอาศรมนี้ ซึ่ง เรียกว่าอาศรมพรหมจารี, แล้วก็เข้า ไปสู่อาศรมคฤหัสถ์ จึง เป็นฆราวาสที่ดี, สามารถดำเนินกิจกรรมทางครอบครัวได้ดี. นี่เดี๋ยวนี้เราไม่มีหลักการอย่างนี้ แม้จะอยู่ในโรงเรียน ก็ ไม่มีหลักการสอนให้ควบคุมความรู้สึกอันนี้, วัดวา อารามซึ่งเคยเป็นที่พักของวัยรุ่น ก็มิได้อบรมความรู้เรื่องนี้ แล้ววัยรุ่นทั้งหลาย ก็จะไม่เข้าวัดกันเสียแล้ว, การได้รับการ อบรมในเรื่องนี้แต่วัยรุ่นจึงไม่มี ก็มา เป็นวัยรุ่นอิสระ ที่จะ ไปเป็นทาสของปีศาจร้ายตัวนั้น. อำนาจกามารมณ์ครอบงำได้แก่คนทุกวัย. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไปอีกว่า ความรู้สึกอันนี้ ไม่ได้ ครอบงำเฉพาะวัยรุ่น แม้ผู้ใหญ่สูงอายุแล้ว ก็ยังมีปัญหาไม่น้อย

น.132 ๑๒๔ กว่ากัน, ดังมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในลักษณะที่เห็นว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย, น่าอัศจรรย์ว่า มันไม่น่าจะเป็นไป ได้เลย, ทำไมมันจึงเกิดการกระทำอย่างนี้ แม้แก่ผู้ใหญ่ที่พ้น วัยรุ่นไปแล้ว : ฆ่ากันตายโดยตรงเพราะกาม ก็มี, เพราะ ปัจจัยของกามก็มี, มีผลสืบต่อ เช่น ความหึงความหวง แล้วก็ฆ่ากันตายอย่างเหมือนกับตบยุง อย่างนี้ก็มี. โลกปัจจุบันก้าวหน้าไปในการผลิตปัจจัยแห่ง กามารมณ์ จนถือเป็นวัฒนธรรม, วัฒนธรรมแลกเปลี่ยน เช่น วัฒนธรรมเต้นรำบัลเล่ย์ นั้น ดูเถิด มันเป็นปัจจัยส่งเสริม ความรู้สึกทางกามารมณ์ เป็นเรื่องบ้าวูบเดียว เหมือนกับท่า ทางของระบำบัลเล่ย์, ขอได้พิจารณาดูบ้างเถิด. สมัยหนึ่ง คนโบราณเขาเคยโง่ ถึงกับจัดกามารมณ์ไว้ เป็นนิพพาน ชนิดหนึ่งก็มี ดังปรากฏอยู่ในพระบาลีพรหมชาล- สูตรทีฆนิกาย เป็นต้น เพราะเขา ไม่รู้สึกอะไรที่ดีไปกว่านั้น สูงไปกว่านั้น. เอากามารมณ์เป็นนิพพานกันเสียนาน จนกว่าจะมาพบว่า สมาธิหรือฌานเป็นนิพพาน, จนกว่า พระพุทธเจ้าจะพบว่า ความสิ้นกิเลสต่างหากเป็นพระนิพพาน.

น.133 ๑๒๕ เขาเคยเอากามารมณ์เป็นนิพพาน ในฐานะสิ่งสูง สุด สิ่งที่เรียกว่า สวรรค์ ๆ มีค่าก็เพราะว่าสมบูรณ์ด้วย กามารมณ์. คนที่อยากไปสวรรค์ก็เพราะได้ยินได้ฟังว่า ใน สวรรค์นั้นมีกามารมณ์สมบูรณ์เหลือที่จะกล่าว. เขาจึงอยาก ไปสวรรค์ และลงทุนทำบุญเพื่อไปสวรรค์, บางคนหลง ว่านิพพานสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ ยิ่งไปกว่าสวรรค์. อาตมา เคยซักถามยายแก่ชอบรำวงคนหนึ่งว่า อยากไปนิพพานไหม ? แกตอบทันทียืนยันว่า อยากไปนิพพาน. แต่พอบอกว่า ในนิพพานไม่มีรำวงเหมือนในสวรรค์นะ, แกปฏิเสธทันทีว่า ขอคืน บอกคืนไม่เอา ไม่อยากไปนิพพาน. ขอให้คิดดูเถอะว่า มีคนเข้าใจว่า ในพระนิพพานนั้นมีกามารมณ์สูงสุดยิ่งกว่า สวรรค์ไปเสียอีก. ขอให้พิจารณาดูว่า ความรู้สึกบ้าวูบเดียว ชนิดนี้ มันมีอำนาจมันมีอิทธิพลร้ายแรงเท่าไร. โทษของกามารมณ์. ทีนี้ก็จะได้ดูกันต่อไปถึง โทษของกามารมณ์ ดังที่ ท่านได้บันทึกกันไว้ ในรูปของพระคัมภีร์ หรือนิทานหรือ อะไรก็ตาม ทำกันเป็นเรื่องบ้าวูบเดียว แล้วก็มีผลร้ายอย่างไร.

น.134 ๑๒๖ คือ บรรพชิตก็สูญเสียพรหมจรรย์เพราะกามารมณ์, ฤๅษีทั้ง- หลายก็สูญเสียตบะเพราะกามารมณ์, พระราชาก็เคยสูญเสีย ราชันยะหรือราชสมบัติเพราะกามารมณ์, เทวดากล้าทำสิ่ง สกปรกในเรื่องนี้ มีมากมาย แม้จะเป็นนิทานเทพนิยาย มันก็แสดงให้เห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มีได้จริง, เทวดามาทำ สกปรกในเมืองมนุษย์ จำแลงกายมา. คนชราข่มขืนทารก กระทั่งเป็นลูกหลานของตนก็มี, พ่อแม่ถึงกับสมสู่กับลูกหลาน ของตนเอง ก็มี ซึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีอยู่บ่อย ๆ, พญา นาคขึ้นมาจากนครพญานาค มาสมสู่กับงูดิน บนพื้นดินนี้, พญาหงส์ก็หลงไปสมสู่อยู่ในฝูงกา, คนสมสู่กับสัตว์เดรัจฉาน. คนซื่อตรงกลายเป็นคนคดเป็นคนอคติ ทำคอร์รัปชั่น มีอยู่ ทั่วไป, ไม่รู้ว่าจะเอาไปไหนหวาดไหว. ครูตั้งช่องโสเภณี ด้วยนักเรียนของตน ดังที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ; เมื่อ ครูเป็นอย่างนี้แล้ว อะไรเล่าที่จะมาหยุดยั้งวัยรุ่นในด้านของ กามารมณ์, เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ว่า ความเลวร้ายต่ำทราม ที่เกิดมาจากกามารมณ์ของบุคคลผู้ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ไม่มีสติสัมปชัญญะควบคุมมันนั้น มากมายสักเท่าไร.

น.135 ๑๒๗ ทีนี้ก็จะดูกันต่อไปในข้อที่ว่า ทำไมฤทธิ์เดชของ มันจึงได้มากถึงขนาดนี้ ? ข้อนี้มัน เป็นความลับสูงสุด ของธรรมชาติ ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ, ความลับนั้นคืออะไร ? คือ ธรรมชาติมีความลับ โดยการ ใช้ความรู้สึกทางกามารมณ์ เป็นเครื่องหลอกลวงสัตว์ ให้สืบพันธุ์ เป็นค่าจ้างสัตว์ให้ทำกิจกรรมสืบพันธุ์ด้วย ค่าจ้างที่สวยงามคือกามารมณ์. การสืบพันธุ์นั้นใคร ๆ ก็พอ จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า มันยุ่งยาก มันลำบาก มันเหน็ดเหนื่อย และมันแสนจะสกปรก ก็ไม่อยากจะทำ ; แต่เดี๋ยวนี้ธรรม- ชาติฉลาดกว่าเหนือกว่า จึงเอากามารมณ์มาปะหน้า ปะไว้ข้าง หน้าการสืบพันธุ์. เมื่อคนไปหลงในกามารมณ์นั้นก็ทำไป มี ผลเป็นการสืบพันธุ์ ทั้งที่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากลำบากและ สกปรกสักเท่าไร, ในที่สุดธรรมชาติก็ชนะ, ชนะสัตว์ทั้งหลาย มาจนเดี๋ยวนี้. สัตว์ไม่รู้สึกตัว ก็ทำการรับจ้าง รับจ้าง ธรรมชาติสืบพันธุ์ สัตว์ก็ไม่สูญพันธุ์ สมตามความต้อง การของธรรมชาติ. น่าหัวที่ว่ารับจ้างเพื่อตัวเอง รับจ้างเพื่อความพ่าย แพ้ของตัวเอง เป็นการสูญเสียอิสรภาพอย่างยิ่ง ไม่มีการสูญ

น.136 ๑๒๘ เสียอิสรภาพไหน จะเป็นการสูญเสียเท่านี้ ; แต่สัตว์ก็สมัคร ใจที่จะสูญเสียอิสรภาพ, บังคับจิตไม่ได้ ยอมสูญเสียอิสระ ภาพ ให้กิเลสขึ้นขี่คอ ขึ้นไสหัวไปประกอบกิจทาง กามารมณ์, เป็นการยอมรับความทุกข์ทรมาน ด้วยความ สมัครใจของสัตว์ทั้งหลาย และเป็นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นระยะกาลอันยืดยาว และจะเป็นไปอย่างนี้อีกสัก เท่าไร ก็ยังไม่มีใครรู้ได้. มนุษย์ ทั้งหลายทั้งปวงส่วนใหญ่ จึงถูกจัดไว้ใน พวกกามาวจรภูมิ, แม้แต่ เทวดา บนสวรรค์ ก็ต้องถูก จัด ไว้ในจำพวกกามาวจรภูมิ คือมีความรู้สึกทางกามารมณ์ เป็นที่พอใจ เป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งพึงปรารถนา. สัตว์เหล่านี้ ทั้งหมดจะเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา ก็ถูกจัดไว้ใน กามาวจร- ภูมิ – บูชากาม, พูดตรง ๆ ก็ว่าอย่างนั้น. ดูให้ดี แม้ ในโลกปัจจุบันนี้ คนในโลกก็ยังมี กามารมณ์เป็นสิ่งสูงสุดเป็นจุดหมาย ทำอะไร ๆ ก็เพื่อ กามารมณ์, และเพื่อกามารมณ์อันเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำ ; เช่นว่าอุตส่าห์เล่าเรียนให้มากมาย ทำงานให้มากมาย หาเงิน

น.137 ๑๒๙ มาให้มากมาย เพื่อการสมรสอันมีเกียรติสักครั้งหนึ่งเท่านั้น, จริงไม่จริงก็ลองคิดดู, ไม่จริงก็ด่าอาตมาก็แล้วกัน. อาตมายังยืนยันว่ามันยังมีอยู่อย่างนี้ คือกล่าวได้ว่า คนที่มีกามารมณ์เป็นนิพพานนั้น ก็ยังหาดูได้แม้ใน บัดนี้, บางทีจะเอาสักเท่าไรก็ได้ด้วยซ้ำไป คือพวกที่ถือว่า กามารมณ์เป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต ; อย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึกว่า กามารมณ์นี้เป็นเทพเจ้า, ไม่ใช่เป็นปีศาจอันเลวร้าย ไม่ใช่ ปีศาจอันร้ายกาจ. ดูให้ดีความหมายมีอยู่เป็น ๒ ชั้น ว่า กามา- รมณ์นี้จะเป็นกามเทพก็ได้, เป็นปีศาจร้ายก็ได้, คือคน ที่ไม่รู้จัก ก็บูชากันเป็นพระเจ้าชนิดหนึ่งทีเดียว, มีลัทธิ นิกายที่บูชากามารมณ์ จนถึงกับจัดเป็นศาสนา หรือมีธรรมะ ประเภทหนึ่ง เป็นธรรมะหลอกลวงให้คนบูชากามารมณ์. นี่แหละฤทธิเดชของกามารมณ์ มันมีมากถึงขนาดนี้. กามารมณ์เป็นแรงดันให้ขันแข็งทำงาน. ทีนี้จะดูกันต่อไปในแง่ที่ว่า ถ้าเราจะมองกลับกันใน อีกแง่หนึ่ง ก็ยังมีทางที่จะพอมองได้ ; แต่ก็ยังเป็นความลับ อย่างยิ่งของธรรมชาติอยู่นั่นเอง คือความรู้สึกทาง กามารมณ์

น.138 ๑๓๐ นี้ เป็นกำลังผลักดัน หรือที่เรียกกันว่า motive เป็นกำลัง มหาศาลที่ให้ทำงานหรืออะไรอย่างแข็งขัน ในการหาทรัพย์ ในการหาเกียรติ. คนบูชากามารมณ์ ก็หาทรัพย์หาเกียรติ อย่างทิ้งตัว, เพื่อจะเอาทรัพย์หรืออำนาจนั้น มาซื้อหาปัจจัย ทางกามารมณ์. ถ้าว่าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับว่า สิ่งเลว ร้ายนี้ มันก็มีส่วนที่ดี ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง คือเป็นเหตุ ให้ขยันขันแข็ง ; ดังนั้น เราควรจะเปลี่ยนร้ายให้กลาย เป็นดี อย่างที่เรียกว่า sublimate มันมาร้ายแต่ทำให้กลาย เป็นดี. เขาพูดกันว่า ช้างสาร ที่ตกมันอันตรายที่สุด แต่มัน ก็ มีแรงมาก, เขาก็ใช้ช้างสารที่ตกมันนั้น ให้ทำงานได้มาก กว่าช้างธรรมดาตั้งหลายเท่า. นี่แหละมันจะรู้จักกันหรือไม่, จะรู้จักวิธีกระทำกันหรือไม่ ? แต่มันน่าสงสารที่ว่า มันจะมี กำลังมหาศาลอย่างไร มันก็ใช้ไป เพื่อซื้อหาปัจจัยแห่ง กามารมณ์อีกนั่นเอง, มันแยกออกจากกันไม่ได้, มันแยกออก จากกันไม่ได้เพราะหลงในอัสสาทะ หรือเสน่ห์ของมันเสีย" แล้ว. กามเป็นเหตุให้มีกำลังทำอะไรได้มากมาย, กระทั่งมีผู้มองไปว่า อะไร ๆ ก็มีมูลมาจากความรู้สึกทางเพศ

น.139 ๑๓๑ หรือทางกาม ; อย่าง นักจิตวิทยาที่ชื่อ ซิกมันฟรอยด์ ก็เป็น อีกผู้หนึ่งซึ่งมีความคิดอย่างนี้ ว่าอะไร ๆ มีมูลเหตุมาจากความ รู้สึกทางกาม. ที่เราเห็นอยู่จริง ๆ ความก้าวหน้าทางวัตถุ เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นน่าอัศจรรย์ของโลก มีมูลมา ทางกามารมณ์ก็มี ; แต่อย่าไปออกชื่อเขาเลยว่าใครที่ไหน มันจะเป็นการดูถูกเขา. ถ้าหักลบกันดูแล้ว มันมีผลเป็นที่ น่าสงสารถึงกับว่าให้มนุษย์ต้องละอายแก่สัตว์เดรัจฉาน ให้ สัตว์เดรัจฉานมันหัวเราะ ; เพราะว่า คนทำงานเพื่อ กามารมณ์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ทีนี้ดูกันต่อไปว่า โลกในสภาพปัจจุบันนี้กำลังเป็น อย่างไร ? ทุกแง่ทุกมุมมีกามารมณ์เป็นนายจ้างทางวิญญาณ มีกามารมณ์เป็นนายเหนือหัวทางวิญญาณของปุถุชนหรือเปล่า ? คิดดูเถิด ความวุ่นวายในโลก เกิดมาจากการเป็นทาสของ กามารมณ์หรือเปล่า ? โลกวุ่นวายไปด้วยความขวนขวาย หา ปัจจัยทางกามารมณ์ อย่างไม่ละอายสัตว์เดรัจฉานนี้หรือเปล่า ? เรากำลังลุ่มหลงกันอย่างไร ? ชีวิตทั้งหมด มีจุดหมายปลาย ทางเป็นกามารมณ์สูงสุด โลกปัจจุบันอยู่ในสภาพอย่างนี้ จริง หรือไม่ ? ท่านทั้งหลายจะต้องทราบดีกว่า อาตมาซึ่งไม่ค่อย จะมีโอกาสไปเกี่ยวข้องร่วมวงกับเขา.

น.140 ๑๓๒ มีสติปัญญาเท่านั้นจะจัดการกับความบ้านี้ ได้. ข้อสุดท้ายที่เราจะต้องดูกันต่อไป ก็คือว่า เราจะ จัดการกับสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์นี้อย่างไร ? ความบ้าวูบเดียวนี้ เราจะต้องจัดการกับมันอย่างไร ? จึงจะสมกับความหมายของ คำว่ามนุษย์ ๆ ๆ. มนุษย์แปลว่าสัตว์มีใจสูง ถ้าจมอยู่ใน เปลือก ตม ปลัก หนอง ของกามารมณ์แล้ว จะสูงไปได้ อย่างไร ? ใครจะเป็นอย่างพระสิทธัตถะ ผู้บริโภคกามเพื่อรู้ จักวิธีการเอาชนะกาม ? ใครบ้างที่บริโภคกาม เพื่อรู้จักวิธี เอาชนะกาม ? ขอให้เป็นอย่างนั้นกันเถิด ว่าถ้าจะต้องบริโภค กาม ก็ขอให้บริโภคเพื่อรู้จักวิธีหรือเคล็ดลับ ในการที่จะเอา ชนะกาม, ไม่บริโภคกามเพื่อสนองกิเลส แต่รู้เรื่องของ กิเลสเพื่อฆ่ากิเลสนั้นเสีย. เรารู้เรื่องของโจร ก็เพื่อจะฆ่า โจร ; ไม่ใช่จะไปเป็นโจร. เรารู้เรื่องของกามารมณ์ ความบ้าวูบเดียว ก็เพื่อจะทำลายล้างฤทธิ์เดชของกามา- รมณ์นั้นเสีย, นี่แหละจึงจะเอาตัวรอดได้. เราจะต้องมี การศึกษาหรือจัดการศึกษา ให้วัยรุ่นของเรา หลุดพ้นจาก ปีศาจร้าย – ความบ้าวูบเดียวเหล่านี้เสีย.

น.141 ๑๓๓ อาตมาเห็นว่า การฝึกฝนจิตให้มีสติและปัญญา เท่านั้น ที่จะเอาชนะข้อนี้ได้ แต่ก็ถูกหาว่าเป็นเรื่องล้าสมัย ไปเสียแล้ว, กรรมฐานหนอ ... หนอ ... หนอ นั่นแหละจะ สามารถเอาชนะมารร้ายตัวนี้ได้. แต่คนก็เห็นเป็นเรื่องครึคระ งมงาย เอาไปเป็นเรื่องล้อเรียนกันเสียแลว, กรรมฐาน หนอ ๆ นั่นแหละ จะเป็นวิธีการเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี หรือที่เรียกว่า sublimate มันมีอำนาจเท่าไร ไม่ยอมให้ใช้ไป ในทางเลวร้าย แต่หมุนมาใช้ในทางที่ดี. การฝึกกรรมฐานหนอ ๆ นั้น มีมูลมาจากพระบาลี อานาปานสติภาวนา มีใจความสั้น ๆ ว่า : “เราจะต้องมีความ รู้สึกตัวเสียก่อนแต่ที่จะทำอะไรลงไป ; เป็นบทเรียนละเอียด ปราณีตสูงสุด เพื่อฝึกให้รู้สึกตัวเสียก่อนว่า จะทำอะไรลงไป ในอิริยาบถใด, เช่นจะเดินก็รู้สึกตัวตั้งแต่ว่ายกเท้า รู้สึกตัว ว่ายื่นเท้าไป รู้สึกตัวว่าหย่อนเท้าลง ถี่ยิบละเอียดอย่างนี้ จนกระทั่งเป็นนิสัยว่า รู้สึกตัวเสียก่อนแต่จะเคลื่อนไหว ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ, ไม่เคลื่อนไหวอะไรไป โดย ปราศจากความรู้สึก. แม้แต่จะนั่งจะนอนจะยืนหรือจะกิน อาหาร จะถ่ายอุจจาระ จะถ่ายปัสสาวะ จะล้างจาน จะถูบ้าน

น.142 ๑๓๔ จะถูเรือน, ก็ฝึกฝนทำความรู้สึกในสิ่งนั้น ว่าเป็น อย่างไรเสียก่อน แล้วก็บอกตัวเองว่าเช่นนั้นหนอ, เช่นว่ายกเท้าขึ้นมาแล้วหนอ เสือกเท้าไปแล้วหนอ วางเท้า แล้วหนอ ทำความรู้สึกสิ่งนั้นให้ชัดแจ้ง แล้วก็บอกตัว เองว่า มันเป็นอย่างนั้นเท่านั้นหนอ, แต่มักจะหนอ กันผิด ๆ คือเน้นความหมายให้เป็นตัวเป็นตนในการกระทำ นั้น นั้นหนอที่ผิด. หนอที่ถูกต้องนั้น คือบอกให้รู้สึกตัวเสียว่า มันจะทำอย่างนั้น แล้วการกระทำนั้นเป็นเพียงการ เคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ; ไม่ใช่ของกู ไม่ใช่ตัวกู กระทำ, ไม่ใช่กระทำเป็นของตัวกู. หนออย่างนี้จึงจะถูกต้อง ; มิฉะนั้นแล้วหนอ ๆ นั่นแหละ มันจะเน้นให้หนักเข้าเป็นตัวกู – ของกู ผู้กระทำอย่างนั้นอย่างนี้, มันก็ได้เปรียบแก่กิเลส ก็ทำไปตามอำนาจของกิเลส. หวังว่า เราจะได้มีการฝึกฝนหลักพระศาสนา ใน หัวข้อที่ว่า ฝึกให้รู้สึกตัวเสียก่อนแต่จะเคลื่อนไหว อิริยาบถใด ๆ ; ถ้าทำได้อย่างนี้ ความคิดวูบเดียวก็เกิด ขึ้นไม่ได้ หรือทำหน้าที่ของมันไม่ได้, มัน จะมีความรู้สึก

น.143 ๑๓๕ สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ตั้งแต่เมื่อจะทำ กำลังทำ และ ทำเสร็จแล้ว, ก็จะปลอดภัยจากโทษร้ายของกามารมณ์ ซึ่งเป็นเพียงความบ้าวูบเดียว. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้สนใจในการที่จะฝึกฝน ลูกหลาน ศิษย์หา หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้รู้จักควบคุม หรือต่อต้าน อำนาจของความบ้าวูบเดียวนี้ด้วยกัน, แล้วมี ความผาสุก เจริญงอกงามตามทางธรรม ของพระศาสนา อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต