น.110 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็กล่าว โดยความมุ่งหมาย เพื่อ การกลับมาแห่งศีลธรรม โดยมีปรมัตถ- ธรรมเป็นรากฐาน ต่อไปตามเดิม และ มีหัวข้อเฉพาะใน วันนี้ว่า คนทั้งหลายส่วนมากแสวงหาปัจจัยเพื่อกิเลส. ขอทบทวนหัวข้อในครั้งที่แล้วมาว่า ถ้าสมัครเป็นกันแต่เพียง คน ธรรมะก็เป็นโมฆะเสียมากมาย, วันนี้ว่า คนทั้งหลาย ส่วนมากแสวงหาปัจจัยเพื่อกิเลส หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า คนทั้งหลายส่วนมากยังสมัครเป็นทาสของกิเลส, คนทั้งหลาย ๑๐๒
น.111 ๑๐๓ ยังไม่สนใจ ที่จะเลื่อนจากความเป็นคนขึ้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ นั่นเอง. อาตมาถูกกล่าวหาว่า พูดซ้ำซาก ๆ แต่เรื่องศีลธรรม กลับมา ธรรมะกลับมา ข้อนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพูดเรื่อง นี้เช่นนี้; เพราะว่า ถ้าธรรมะกลับมา แล้วปัญหามันก็ หมดทุก ๆ ปัญหา ปัญหาใหญ่ปัญหาน้อย, แม้แต่ปัญหา ขี้ปะติ๋วของพุทธบริษัท ก็มาเป็น ปัญหาใหญ่ของโลก ; เช่น ปัญหาเลี้ยงดูคนชรา ที่กำลังถกเถียงกันอยู่เดี๋ยวนี้ ที่จริงเป็น ปัญหาขี้ปะติ๋วของพุทธบริษัท เพราะว่า เมื่อมีความเป็นพุทธ- บริษัทแล้ว ไม่มีใครทอดทิ้งคนชรา เป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี เป็นวัฒนธรรมสืบมาอย่างนี้ . เดี๋ยวนี้ทำไมเกิดเป็น ปัญหาของโลก ; เพราะคนไม่มีธรรมะ. คนแก่ ได้ยินว่า ๔-๕ ล้านคน ถูกทอดทิ้งอยู่หรืออย่างไร. เรา พุทธบริษัทมี ลูกหลานซึ่งมีธรรมะ คือมีความกตัญญู ไม่มีใครทอด- ทิ้งบิดามารดาผู้แก่ชรา ปัญหาเลยไม่มี ; แต่กลับมาเป็น ปัญหาของโลกในปัจจุบันนี้ ดูมันอย่างไรกันอยู่. ถ้าธรรมะกลับมาปัญหานี้จะหมดไป ; ดังนั้นขอพูด เรื่องธรรมะกลับมา ให้เป็นที่แจ่มแจ้งต่อไป อีกสักเล็กน้อย.
น.112 ๑๐๔ ธรรมะต้องกลับมา คือธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์ ; มนุษย์มีความหมายว่า เป็นผู้ที่มีจิตใจสูง สูงกว่าคน ซึ่งเพียง เกิดมาก็เป็นคนยังไม่เป็นมนุษย์, ต่อเมื่อได้ ทำให้จิตใจสูง จึงจะเป็นมนุษย์ และมีความผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์ ; มิฉะนั้นแล้วก็เสมอกันกับสัตว์ อย่างที่ คำโบราณ กล่าวว่า การหาอาหาร การนอนหลับ การขี้ขลาดหนีภัย การประกอบ กิจกรรมระหว่างเพศ นี้มีเท่ากันระหว่างคนกับสัตว์ คือทำให้ คนกับสัตว์เสมอกัน. แต่ ถ้าคนมีธรรมะแล้ว คนก็จะ แปลกกว่าสัตว์, ธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์ สำหรับมี จิตใจสูงกว่าคน. ถ้าเรา เป็นกันแต่เพียงคน ธรรมะก็เป็น โมฆะเสียมากมาย. ธรรมะคือหน้าที่ของทุกชีวิต. ธรรมะ, ธรรมะคำนี้ โดยแท้จริงแปลว่าหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด, ชีวิตทุกชนิดตั้งแต่คนลงไปถึงสัตว์ สัตว์ลงไปถึงต้นไม้คือพฤกษชาติขึ้นมาถึงสัตว์เดรัจฉานและมา ถึงคน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีชีวิต. สิ่งที่มีชีวิต ทุกชนิดทุก ประเภทนี้ ต้องมีหน้าที่ ถ้าไม่มีหน้าที่หรือไม่ทำหน้าที่ มันก็
น.113 ๑๐๕ ต้องตาย, จึงมีหน้าที่เพื่อความรอด ; ความรอดมีอยู่ ๒ สถาน คือ รอดตาย อย่างหนึ่ง, รอดจากปัญหาที่กลุ้มรุม จิตใจให้เป็นทุกข์เศร้าหมอง หรือกิเลส นี้อย่างหนึ่ง คือ รอดทางกายและรอดทางใจ ทั้งสองทาง. ทุกศาสนามุ่ง- หมายความรอด และกล่าวถึงความรอดด้วยกันทั้งนั้น, ก็คือกล่าวถึง หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต จะต้องประพฤติกระทำ นั่นเอง. ดังนั้น ที่ใดมีการทำหน้าที่ ที่นั้นก็มีธรรมะ, ถ้าไม่มีการทำหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตอย่างถูกต้อง ก็ไม่มีธรรมะ; แม้ในวัดวาอารามถ้าไม่มีการทำหน้าที่ที่ถูกต้องของสิ่งที่มีชีวิต มีแต่พิธีรีตอง สั่นเซียมซี พิธีอ้อนวอนไปเสีย หมดอย่างนี้ มันก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ มีแต่พิธีรีตอง หรืออะไรบาง อย่างซึ่งไม่ใช่ธรรมะ. ดังนั้นบรรดา สิ่งที่มีชีวิตจะมีธรรมะ ก็ต่อเมื่อทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีชีวิต หรือคนชนิดไหน ก็ตาม, แม้แต่ว่าเป็นเทวดา จอมเทวดาลงมาถึงจักรพรรดิ์ ถึงคนตามลำดับชั้น เป็นข้าราชการ เป็นพ่อค้าประชาชน เป็นกรรมกร กระทั่งเป็นคนขอทาน ก็ต้องมีหน้าที่ มีหน้าที่ ที่ตนจะต้องทำตามหน้าที่. : ง ง ; า ป 2 ห ะ ◌ี ม 6
น.114 ๑๐๖ ชาวนาทำนาก็มี ธรรมะของชาวนา, ชาวสวนทำ สวนก็มี ธรรมะของชาวสวน, คนค้าขายทำการค้าขายอย่าง สุจริต ก็มี ธรรมะของคนค้าขาย, ข้าราชการทำราชการ อย่างสุจริต ก็มี ธรรมะของราชการ, กระทั่งเป็นกรรมกร แม้เขาจะถีบสามล้ออยู่ จะกวาดถนนอยู่ จะแจวเรือจ้างอยู่ เขาก็มี ธรรมะของกรรมกร, แม้ที่สุดแต่นั่งขอทานอยู่อย่าง ถูกต้องของคนขอทาน ก็มี ธรรมะของคนขอทาน ไม่เท่าไร ก็จะพ้นสภาพขอทาน เพราะว่าธรรมะนั้นจะช่วยให้พ้นจาก สภาพนั้น ๆ, เรียกว่า ธรรมะย่อมทรงผู้ปฏิบัติไว้ ให้หลุด พ้นไปจากปัญหาทั้งปวง. ขอให้ทุกคนมองเห็น ธรรมะ ว่า หน้าที่ของสิ่ง ที่มีชีวิต; อย่าให้ละอายแก่สุนัขและแมวเป็นต้น ซึ่งไม่ บกพร่องในการทำหน้าที่สำหรับชีวิตของตน ไม่เป็นภาระแก่ ใคร, แม้ต้นไม้มันก็ทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ดูดน้ำ ดูดแร่ธาตุ เอาแสงแดดมาปรุงอาหาร แล้วก็หล่อเลี้ยงต้นเจริญงอกงาม เต็มไปหมด, ต้นไม้มีชีวิต แล้วก็ทำหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ก็พูดได้ว่ามีธรรมะของต้นไม้ แต่เราไม่พูด เพราะเราไม่มอง เพราะเราดูถูกดูหมิ่นสิ่งเหล่านี้เกินไป. ม ธ อ เ ง P เ
น.115 ๑๐๗ ในที่นี้ขอให้ถือเป็นหลักใหญ่ว่า สิ่งที่มีชีวิต ต้อง มีหน้าที่สำหรับดำรงชีวิต และเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ธรรมะจึงได้แก่หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต; ถ้ามีความรู้สึก อย่างนี้ แล้วก็จะทำหน้าที่อย่างสนุกสนาน เพราะเห็นว่า เป็นสิ่งสูงสุด เป็นเกียรติยศทั้งหมดของสิ่งที่มีชีวิต ก็ทำการ งานสนุก, แล้วก็มีความสุขเมื่อกำลังทำการงานนั่นเอง มีทั้ง ความสนุกมีทั้งความสุข แล้วก็พอใจในการงานในชีวิต เรียกว่ามีสวรรค์อยู่ที่นี่ คือเขาพอใจในการทำหน้าที่ไม่มี บกพร่อง ชื่นใจตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้. การยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นแหละ คือสวรรค์ อันแท้จริงที่นี่และเดี๋ยวนี้, ถ้ารังเกียจ เกลียดชังตัวเอง เมื่อไร ก็เป็นนรก ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; สวรรค์จริงนรกจริง มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้, และข้อสำคัญมันมีอยู่ว่า ถ้าได้สวรรค์ ชนิดนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว ตายไปก็ได้สวรรค์ทุกชนิด ถ้า มันจะมีสักกี่ชนิด. ขอให้ลองได้สวรรค์ ชนิดที่ยกมือไหว้ ตัวเองได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้กันเสียก่อนเถิด, เรื่องนรกก็เหมือน กัน ถ้าไม่ตกนรกชนิดที่นี่และเดี๋ยวนี้ อย่างนี้แล้ว ตายไปก็ ไม่ตกนรกชนิดไหนหมด. นี่คือ อานิสงส์อย่างสูงสุดของ
น.116 ๑๐๘ ธรรมะ เป็นไปอย่างสันทิฏฐิโก คือผู้นั้น รู้สึกได้ รู้จัก ได้ด้วยตนเอง, เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดเวลา ทำไปเมื่อไร ก็มีผลทันที และทำได้ทุกเวลาไม่เลือกเวลา, เป็นสันทิฏฐิโก เป็นอกาลิโกอย่างนี้. ขอให้เข้าใจกันไว้ว่า ถ้าสิ่งใดไม่เป็น สันทิฏฐิโก ไม่เป็นอกาลิโก นั้นไม่ใช่ธรรมะในพุทธ- ศาสนา หรือ ไม่ใช่หลักพระพุทธศาสนา. ถ้ามีธรรมะกันอย่างนี้แล้ว ไม่มีอะไรบกพร่อง ทุก คนทำหน้าที่ของตนโดยสุจริต ; คำว่าสุจริตนั้นสำคัญ มาก เพราะว่าหน้าที่นี้สุจริต ไม่ใช่หน้าที่คดโกง, ไม่ใช่ ว่ามีหน้าที่ลัก ขโมย ปล้น จี้ หรือไม่ใช่มีหน้าที่ขโมยเหมือน ลิงขโมยตุ้งขโมยแตงในไร่ของคน, นั้นไม่ใช่หน้าที่อันสุจริต แต่นั่นเป็นของลิง ไม่เป็นไร ; แต่ถ้าเป็นของคน มันมี อย่างนั้นไม่ได้. หน้าที่นั้นต้องสุจริต เพราะหน้าที่ทุจริต มันไม่หล่อเลี้ยงชีวิต มันมีแต่ทำลายชีวิต, คำว่าหน้าที่ ๆ พูด คำเดียวก็เป็นที่รู้กันได้ว่า ถูกต้องตามที่ธรรมชาติต้องการ เราก็จะไม่มีปัญหายุ่งยากใดๆ. ถ้ามีธรรมะ กันอย่างนี้แล้ว การเมือง ก็ไม่มีปัญหา เศรษฐกิจ ก็ไม่มีปัญหา การปก ครอง การอะไรก็ตาม ล้วนแต่จะถูกต้องไปหมด ไม่มี ปัญหาและเป็นที่น่าชื่นใจ
น.117 ๑๐๙ คนไม่ประพฤติตามหน้าที่ เพราะเข้าใจผิดหลงตามกิเลส. เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้ประพฤติธรรมะ ที่เรียกว่าหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิตให้เต็ม เพราะมีความเข้าใจผิดบางอย่าง, เพราะว่ามีกิเลสเข้ามาหุ้มห่อจิตใจ จนไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร, ไม่รู้ธรรมะคือหน้าที่ อย่างนี้เป็นต้น. กิเลสนี้ตรงกันข้ามจากโพธิ ; โพธิกับกิเลส กิเลสกับโพธิ นี้เป็นของตรงกันข้ามจากกันและกัน. เราจะ ต้องรู้อะไรเป็นกิเลส อะไรเป็นโพธิ อย่างถูกต้อง อย่าให้ ปนกัน. คนเป็นอันมากแสวงหาปัจจัยเพื่อกิเลส ก็ หมายความว่า เดี๋ยวนี้ปัจจัยแห่งโพธินั้นมันถูกละเลย ; ปัจจัยแห่งกิเลส ความสุขสนุกสนานก้าวหน้าไปในทางเนื้อ หนัง นั้นถูกส่งเสริม, แล้วบางทีก็เอาไปปนกันยุ่ง เข้าใจ ผิดเอาปัจจัยแห่งกิเลสไป เป็นปัจจัยแห่งโพธิไปเสียก็มี โดย คิดว่า ถ้าทำไปด้วยความฉลาดแล้วเป็นโพธิไปทั้งหมด. คนเราอาจจะฉลาดในการทำลายตัวเองก็ได้ โดยไม่รู้ตัว, ฉลาดในการฆ่าตัวเอง ลงไปทุกวัน วันละน้อย ๆ ก็ได้ โดย ไม่ต้องรู้ตัว, นี่อย่างนี้ก็เป็นกิเลสไม่ใช่โพธิ.
น.118 ๑๑๐ ในการปฏิบัติธรรม ในบางกรณีก็มีการหลง ตัวเอง : เอากิเลสเป็นโพธิ, เอาโพธิเป็นกิเลสเสียก็มี, การปฏิบัติธรรมในที่นั้น ๆ จึงไม่ประสบผลสำเร็จมันเกิด กิเลสประเภทตัวกูประเภทของกู ทำอะไรได้ทุกอย่าง. ใน สถานที่ปฏิบัติธรรมหรือสำนักวิปัสสนา บางทีก็มีการจับ คู่กัน กลายเป็นเรื่องของกิเลสไป. ผู้มีหน้าที่ที่จะทำการพัฒนาเสียอีก ยังเข้าใจไปว่า ต้องเอากิเลสมาพัฒนา. ขอให้ช่วยฟังดูให้ดี ๆ ผู้มีหน้าที่พัฒนา นั้น ของเอกชนก็มี ของรัฐบาลก็มี ยังพูดกันอยู่ว่า ต้อง เอากิเลสมาด้วยในการพัฒนา, ไม่อย่างนั้นมันไม่พัฒนา. ถ้า ไม่ได้อาศัยกิเลสมันไม่พัฒนา ; อย่างนี้มันผิดเกินผิด เพราะ ว่าการพัฒนานั้น ต้องเพื่อกำจัดเสียซึ่งกิเลส อันเป็น ต้นเหตุแห่งความเสื่อมเสียทุก ๆ ประการ. นี่แหละขอให้สนใจในข้อที่ว่า ถ้าสมัครเป็นกันแต่ เพียงคน แล้วธรรมะก็เป็นโมฆะเสียมากมาย ; เพราะว่า ธรรมะนั้นจะช่วยให้เป็นได้ถึงที่สุด เป็นมนุษย์ หรือเป็น ยอดมนุษย์ เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ก็ยังได้ ; แต่แล้ว คนสมัครใจจะเป็นกันเสียแต่เพียงคน ธรรมะ ห P ร ข เ โ 6 ใ 3 V ข
น.119 ๑๑๑ ที่สูงไปกว่านั้นก็ เป็นโมฆะ หรือไม่ได้นำมาใช้สอย ประพฤติปฏิบัติอะไร. ในพระบาลีมีคำแปลก อยู่คำหนึ่ง เรียกว่า ชีวิต- โวหาร. คำว่า โวหารในที่นี้ ไม่ใช่สำนวนคำพูด แต่ หมายถึงกิริยาลงทุนไปเพื่อได้ผลกำไร, กิริยาที่ลงทุนไปเพื่อ ผลกำไรนี้เรียกว่าโวหาร ; เช่น มีสิกขาบทในพระวินัยว่า รูปิยสํโวหาร - ภิกษุทำไม่ได้ คือการลงทุนค้าด้วยรูปิยะหรือ เงินตรา. โวหาร แปลว่า ลงทุนเพื่อค้ากำไร, ชีวิต. โวหาร หมายถึงการลงทุนค้าด้วยชีวิต, มีชีวิตมาแล้วใช้ ลงทุนไป เพื่อได้รับประโยชน์สูงสุด เป็นยอดมนุษย์ เป็น พระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตในการลงทุนกันถึงขนาดนั้น, ลงทุนกันแต่เพียงเพื่อได้มาซึ่งเหยื่อของกิเลส, สมบูรณ์ ไปด้วยเหยื่อของกิเลส จนเกิดปัญหานานาประการ. ธรรม- ชาติให้ธรรมะมามากมาย เราใช้นิดเดียว; เหมือน อย่างว่าเรามีที่ดินล้านไร่ แล้วเราใช้ประโยชน์เพียงร้อยไร่ จะ เป็นอย่างไร ? เรามีทุนล้านบาท แต่เราทำการค้าลงทุนเพียง ร้อยบาท มันจะเป็นอย่างไร ? แต่ในทางกิเลสเรากลับทำมาก
น.120 ๑๑๒ กว่านั้น, ในทางกิเลสเราทำตรงกันข้าม; เราทำเกินล้าน ไร่ เราลงทุนเกินล้านบาทเพื่อกิเลส เราจึงไม่ประสบความ สำเร็จ ตามความประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อ ก้าวหน้าสูงยิ่งขึ้นไป จนถึงยอดสูงสุดของมนุษย์, ทั้งที่เรา อาจจะมีสวรรค์ที่นี่ หรือมีนิพพาน คือชีวิตที่เย็น ๆ กันที่นี่ เราก็ไม่เอา. เราหลงกันแต่เรื่องของร้อนหรือชีวิตร้อน และร้อนยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยหาอะไรมากลบเกลื่อนเสียไม่ให้รู้ว่า มันร้อน ; ฉะนั้นเราจึงไม่ประสบความสำเร็จ ตามความ มุ่งหมายที่ธรรมชาติให้ธรรมะมามากมาย สำหรับเป็นมนุษย์ และเป็นยอดสุดของมนุษย์ เราเป็นกันแต่เพียงคน. ในวาระปีใหม่ต้องคิดให้มีสุข, มิใช่เพิ่มทุกข์. ในที่สุดก็อยากจะพูดถึง ความสุขปีใหม่ เพราะยังอยู่ ในระยะของปีใหม่ เราคำนึงถึงความสุขปีใหม่กันในข้อที่ว่า, ถ้าไม่มีอะไรใหม่มันก็ไม่ใหม่. ความสุขปีใหม่จะต้องมีอะไร ใหม่กว่าปีเก่า, ดูอะไรมีเป็นความสุขปีใหม่ที่ยิ่งไปกว่าปีเก่า ? ถ้าจะดูกันโดยทั่วๆ ไป เราส่งบัตร ส.ค.ส. กัน สิ้นกระดาษไป
น.121 ๑๑๓ เท่าไร ? สิ้นแสตมป์ไปเท่าไร ? สิ้นแรงงานไปเท่าไร ? มัน เป็นจำนวนล้าน ๆ ๆ ด้วยเหมือนกัน แต่แล้วก็ไม่มีความสุข ปีใหม่อะไรเกิดขึ้น มันก็เป็นโมฆะ.เรามีความสุขใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นสักนิดหนึ่งหรือหาไม่ หรือว่ามันมีแต่ทุกข์ใหม่, ความ ทุกข์ใหม่, แทนที่จะมีความสุขใหม่ มันกลับมีความทุกข์ใหม่ คือปัญหาต่าง ๆ ที่เพิ่งระดมกันเข้ามา. ขอให้มองดูความบกพร่องในทางธรรม, ธรรมะ ที่ควรจะกลับมาคุ้มครองมนุษย์ นั่นแหละ มันยังไม่มีมา. ถ้าเราจะพิจารณากันให้ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก เราจะพบว่า รัฐบาลในโลกส่วนมาก ลืมว่าประเทศเป็นของประชาชน, เผลอไปคิดว่าประเทศของตนอยู่บ่อย ๆ กระทำไปอย่างกะว่า เป็นของตน. สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกส่วนมากก็มักจะ ลืมไปว่า ประเทศนั้นเป็นของประชาชน, โดยเผลอไปว่า ประเทศชาติเป็นของพรรคของตน กันเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้ว แต่ว่าจะเป็นพรรคอะไร.ประชาชนส่วนมาก ก็เหมือนกัน ลืมคำว่าเพื่อประเทศชาติ, จะรู้สึกว่าประเทศชาติเป็นของตน ก็ต่อเมื่อได้รับประโยชน์จากประเทศชาติ, พอถูกขอร้องให้ ช่วยเหลืออะไรบ้าง ก็มักจะลืมไปว่าประเทศชาติเป็นของตน.
น.122 ๑๑๔ ประชาชนยิ่งมีธรรมะน้อยเท่าไร ก็ยิ่งลืมว่า ประเทศชาติเป็นของตนมากเข้าเท่านั้น ; ทุกคนเสีย ดายภาษี ที่ตนได้เสียไปมากเกินไป จนอะไร ๆ ก็ต้องร้องให้ รัฐบาลเอาภาษีมา เอาภาษีมาจัดให้ประชาชน ประชาชนไม่ ต้องทำอะไร, อย่างนี้มันก็มากเกินไป. ถ้ามีธรรมะแล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ของตน ขยันขันแข็งในหน้าที่ของตน ก็จะ มีผลตรงกันข้าม คือไม่มีอะไรที่ขาดแคลน. ขอให้พิจารณาดูเถิด ว่าตนของตนมีอยู่ในตน ก็ไม่ รู้จักเสียแล้ว, แล้วจะไปรู้จักตนของผู้อื่น, ของผู้อื่นได้ อย่างไรกัน ; ตนของตนมีอยู่ในตนก็ไม่รู้จักเสียแล้ว จะ ไปรู้จักตนของผู้อื่นได้อย่างไรกัน. ขอให้ดูให้ดี ให้ดีอย่างยิ่งว่า ความรักผู้อื่นนั้น มันต้องแบ่งออกมาจากความรักตน ถ้าไม่แบ่งเอามาจาก ความรักตน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปเอามาจากไหน. ความรัก ผู้อื่นนั้น ต้องแบ่งมาจากความรักตน มิใช่มีความรักที่เอา ไปรักตนเสียหมด จนไม่มีการรักผู้อื่น ; ดังนั้นความรักผู้อื่น ก็ต้องแบ่งมาจากความรักตน มิฉะนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปเอามา จากไหน.
น.123 ๑๑๕ ความเห็นแก่ผู้อื่น นี้ก็เหมือนกัน ต้องแบ่งเอา มาจากความเห็นแก่ตน ; เมื่อเห็นแก่ตนเสียหมดแล้ว จะไปเห็นแก่ผู้อื่นได้อย่างไร. ขอให้แบ่งความเห็นแก่ตน นั่นแหละ ไปเห็นแก่ผู้อื่นบ้าง ; ถ้าไม่ยอมทำอย่างนี้แล้ว ความเห็นแก่ผู้อื่นหรือความรักผู้อื่น ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ เลย. ถ้าธรรมะกลับมาปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ทุกคน รู้หน้าที่ของตน ยินดีในการทำหน้าที่ของตน คือมีธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกระดับ จะ ต้องทำเพื่อความรอดแห่งชีวิตทั้งหมด ; ธรรมะเข้ามา แล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ของตนแล้ว ปัญหาก็จะหมดไป ความสุขปีใหม่ก็จะพรั่งพรูกันเข้ามา โดยไม่ต้องเสียค่าบัตรส่ง ส.ค.ส., ไม่ต้องมีใครส่ง ส.ค.ส. ให้ใคร ความสุขก็เต็มไปหมด, เพราะธรรมะกลับมา. ดังนั้นขอให้ธรรมะกลับมา โดยมี ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในสิ่งที่มีชีวิต นั่นแหละ คือปรมัตถธรรม, โดยเฉพาะอย่าง ว่าธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต. ชีวิตทุกชนิดทุกระดับ นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาถึงสัตว์ จนถึงคน ถึงมนุษย์ ถึงเทวดา
น.124 ๑๑๖ จอมเทวดาอะไรที่ไหนก็ตาม ล้วนแต่มีหน้าที่ ที่จะต้อง ประพฤติปฏิบัติ เพื่อความมีชีวิตของตนด้วยกันทั้งนั้น. ในที่สุดนี้พอจะสรุปความได้ว่า ธรรมะกลับมาแล้ว คนก็เป็นมนุษย์ กันหมด, เป็นมนุษย์กันหมดแล้ว ไม่มี ปัญหาใด ๆ เหลืออยู่ เพราะว่ามนุษย์คือสัตว์ที่มีจิตใจสูงจนรู้ หน้าที่ของตน. ธรรมะคือหน้าที่ ธรรมะคือเกียรติยศ ธรรมะคือสิ่งสูงสุดของมนุษย์. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ยิ่งกว่าคู่ชีวิตชนิดไหนหมด, คนมีคู่ชีวิตชนิดที่ทะเลาะกันหัวเดือนท้ายเดือน ไม่เท่าไรก็ หย่ากันแล้วก็แต่งงานใหม่, นี่คู่ชีวิตของคน. แต่ว่าธรรมะ เป็นคู่ชีวิตยิ่ง ไม่มีอาการเช่นนั้นเลย มีแต่การทะนุถนอมชีวิต ให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป, จนเป็นยอดสุดของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ต้นจนปลาย ธรรมะคือคู่ชีวิตของมนุษย์ในลักษณะ เช่นนี้. จะพูดว่า ธรรมะคือพระเป็นเจ้าก็ได้, ธรรมะคือ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ; เมื่อทำหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตแล้ว มันก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ จะเป็นผู้สร้าง มนุษย์ก็ได้, เป็นผู้ควบคุม
น.125 ๑๑๗ มนุษย์ก็ได้, เป็นผู้ทำลาย มนุษย์ตามยุคตามคราวก็ได้, โดย กฎเกณฑ์แห่งธรรมะนั้น. เราจะต้องตอบสนองต่อธรรมะให้ถูกต้อง อย่าได้ ดำเนินชีวิตชนิดที่มัวแต่แสวงหาปัจจัยให้แก่กิเลสเลย ถ้าเรา เป็นกันแต่เพียงคน ธรรมะก็เป็นโมฆะเสียมากมาย ; เดี๋ยวนี้ คนทั้งหลายส่วนมากแสวงหาปัจจัยเพื่อกิเลส มันก็ไม่ส่ง เสริมแก่ธรรมะ แต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม. เราจะต้องนึกถึงข้อนี้ ว่า จะต้องใช้ธรรมะให้หมด ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ธรรมะมีให้เรา จากต่ำสุดไปถึงสูงสุด, แล้วก็แสวงหาปัจจัยเพื่อประโยชน์แก่ธรรมะ, หรือว่า แสวงหาปัจจัย เพื่อประโยชน์แก่โพธิ ที่ทำให้รู้จักธรรมะ, แล้วมีความเป็นมนุษย์ในขั้นสูงสุดอยู่ด้วยกัน จะไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นโมฆะแม้แต่นิดเดียว. เราจะใช้ธรรมะให้เป็น ประโยชน์ครบถ้วนทุกประการ, ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นโมฆะ แม้แต่นิดเดียว. นี่คือ ข้อที่จะต้องคิดกันในวาระปีใหม่ โอกาสแห่งปีใหม่จะต้องมีความสุขใหม่ ๆ, อย่าได้มีความ ทุกข์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกเลย.
น.126 ๑๑๘ หวังว่า ท่านทั้งหลายจะรู้จักธรรมะ ในฐานะเป็นสิ่ง ที่เป็นหน้าที่ หรือการทำหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิต, ทุกชนิดทุก ระดับ, แล้วดำรงตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรมของธรรมะ, มีความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa