น.7 การรู้จักธรรม คือการรู้อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง คน ไม่หลงใหลในสิ่งใด แม้ในความเอร็ดอร่อย ที่กำลังรู้สึกอยู่ กับจิตใจอย่างยิ่งยวด. ไม่ว่าจะเป็นความสุขชนิดไหน ย่อม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล สำหรับผู้ที่รู้ธรรมอย่างแท้- จริง. ความเห็นแก่ตัว ย่อมเกิดไม่ได้เพราะเหตุนี้. ความรัก เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีได้โดยง่าย แม้ว่าจะมีความเหลื่อม ล้ำต่ำสูงกว่ากัน มากมายสักเพียงไร. ผู้ประพฤติธรรม ย่อม รู้สึกเป็นสุข เมื่อรู้สึกว่า ตนได้ประพฤติธรรม หรือเมื่อได้ทำ หน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง. ความเคารพตัวเอง ใน ข้อนี้ ทำให้รู้สึกเป็นสุข. ไม่หวังความสุขอันเป็นมายา คือ สุขเวทนา ทางเนื้อหนัง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจที่ตกเป็นทาสของเวทนาเหล่านั้น เสียแล้ว. ธรรมะ ช่วยให้เรารู้จักมีชีวิต อย่างถูกต้อง รู้จักมีสิ่ง แวดล้อมชีวิต และใช้มันอย่างถูกต้อง, มีหน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง มิตรสหาย ฯลฯ อย่าง ถูกต้อง คือเป็นไปเพื่อ สันติสุขส่วนบุคคล และ สันติภาพ ของส่วนรวม โดยส่วนเดียว, ไม่สร้างวิกฤตการณ์ใดๆ ขึ้นแก่ ใคร แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน และพฤกษาชาติทั้งปวง, ไม่เป็น คนทำลายโลก หรือหนักแผ่นดิน แม้แต่หน่อยเดียว. สิ่ง ที่เรียกว่า บาป, โชคร้าย, หรือ ซวยตลอดชาติ ย่อมไม่มี แก่ผู้ประพฤติธรรม. ข้อนี้ หมายความว่า นรก ไม่มีสำ- หรับบุคคลชนิดนี้, มีแต่ สวรรค์ นับตั้งแต่วินาทีที่ เขาประพฤติธรรม เป็นต้นไป ทีเดียว.
น.8 เรา มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับการศึกษา เพื่อให้ รู้จักสิ่งทั้งปวง อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง เพื่อมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสงบสุข มิใช่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับไว้เป็น สื่อ ให้เราตกเป็นทาสของกิเลส คนโงหัวไม่ขึ้น เหมือนที่ เป็นกันอยู่โดยมากในโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังขาด ธรรมะ. เราบังคับโลกนอกตัวเราไม่ได้ก็จริง แต่เราสามารถควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สัมผัสโลก แต่ในลักษณะที่ จะไม่เป็นพิษเป็นภัย แก่เราได้ โดยอาศัยธรรมะ นั่นเอง. ถ้า คนในโลก ทำได้เช่นนี้ โลกนี้ก็เป็นโลกที่งดงาม น่าอยู่อา- ศัย หรือเป็นโลกของพระศรีอาริยเมตไตรย ขึ้นมาทันทีทัน- ควัน เพราะเป็น โลก ที่อิ่มเอิบไปด้วยธรรม . ทางรอดของโลกปัจจุบันนี้ มีอยู่ทางเดียวนี้ เท่านั้น คือ เดินไปตามทางธรรม . การช่วยให้ทุกคนได้เดินไปตาม ทางธรรม ย่อมเป็นกุศลอันใหญ่หลวง และสูงสุด. ขอให้ การจัดการพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้นเผยแพร่นี้ จงสำเร็จประ- โยชน์เต็ม ตามความประสงค์ ทั้งแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยทุกแง่ทุกมุมเถิด. ข้าพเจ้าขออนุ- โมทนา มาในที่นี้ด้วย เป็นอย่างยิ่ง. พุทธทาส อินทฺปัญฺโญ โมกขพลาราม, ไชยา
น.9 ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๔ ครั้งที่ ๓๗ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๗ เวลา ๘.๐๐ - ๘.๓๐ น. [ปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๗๓] พวกที่เป็นธรรมทายาท ต้องมีนิพพานกันที่นี่และเดี๋ยวนี้. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคง กระทำไป ด้วยความหวังว่า ศีลธรรมกลับมา โดยมี ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน อย่างกับครั้งที่แล้ว ๆ มา. ครั้ง ก่อน บรรยายด้วยหัวข้อว่า เรามีสิ่งชักนำศาสนาให้คุ้มครอง ชาติ ; ครั้งนี้ว่า พวกที่เป็นธรรมทายาท ต้องมีนิพพาน กันที่นี่และเดี๋ยวนี้. แต่เนื่องจาก วันนี้ยังอยู่ในระยะแห่งอาสาฬหบูชา จึง ขอโอกาสกล่าวปรารภอาสาฬหบูชาบ้าง, และเป็นสิ่งที่เนื่องกัน
น.10 ๒ คือ วันอาสาฬหบูชานั้นเป็นวันพระธรรม, เป็นวันที่ ระลึกแก่พระธรรม ; นี้พวกธรรมทายาทก็คือพวกที่รับ มรดกธรรม, ธรรมทายาทมีหน้าที่ที่จะต้องทำตัวให้สมกับ เป็นผู้รับมรดกธรรม. อาตมาขอเสนอหลักเกณฑ์อันเกี่ยวกับ ข้อนี้ว่า พุทธบริษัททั้งหลาย ที่เป็นธรรมทายาทนั้น จะต้องแสดงตัวออกมา ในลักษณะที่เป็นผู้รับมรดก ธรรมโดยแท้จริงชัดเจน คือเป็นผู้มีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้, จะมีได้อย่างไรเท่าไรนั้น ก็จะได้พูดกันต่อไป. ลักษณะของผู้เป็นธรรมทายาท. ข้อแรก ที่สุดก็จะต้องพูดกันถึงคำว่า ธรรมทายาท, ธรรมทายาท-ผู้รับมรดกธรรม ต้องรับเอา ทั้งโดยปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ, คือเป็นทั้งผู้เล่าเรียนธรรม แล้วก็ ปฏิบัติธรรม แล้วก็ สอนผู้อื่นด้วย. ต้องเล่าเรียนธรรมใน ฐานะเป็นธรรมทายาท, เป็นธรรมทายาทโดยทางปริยัติ, แล้วก็ปฏิบัติธรรมในฐานะ เป็น ธรรมทายาทในทางปฏิบัติ ซึ่งย่อมจะได้รับผลโดยสมควรแก่การปฏิบัติเป็นธรรมดา ได้ รับผลเท่าไร ก็เป็นธรรมทายาทเท่านั้น, ได้รับผลเป็น
น.11 ๓ ปฏิเวธแล้ว ก็มีการเผยแผ่ประกาศออกไปตามพระพุทธ- ประสงค์ ซึ่งทรงประสงค์ให้สาวกของพระองค์ประกาศ พระศาสนา, เราก็มีการประกาศพระศาสนา ในฐานะที่เป็น ธรรมทายาท. ทีนี้ก็จะต้องนึกถึงพระองค์ ในข้อ ที่ว่ามีพระพุทธ- ประสงค์ จะให้ประพฤติประโยชน์แก่มหาชน ทั้งเทวดา และมนุษย์ นี่จึงจะสมบูรณ์ ; เป็นการกระทำของตน เองด้วย, เพื่อประโยชน์แก่มหาชนด้วย เป็นการสนอง พระพุทธประสงค์ด้วย สมกับที่ว่าเป็นธรรมทายาท, และเห็นได้ว่า เราต้องเป็นกันทุกคน ไม่ใช่เป็นกันแต่เพียง ๒ - ๓ คนไม่กี่คน ที่เรียกตัวเองว่าธรรมทายาท. อาตมาถือหลักว่า เป็นกันทุกคน เช่น เป็น พุทธทาส ก็เป็นกันทุกคน, ทุกคนรับใช้พระพุทธองค์อย่าง กับว่าเป็นทาส. เดี๋ยวนี้เพ่งเล็งไป ในแง่ของทายาท คือ ผู้รับมรดก ก็ต้องเป็นกันทุกคน ที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือว่าทุกคนที่รับเอาพระพุทธศาสนาเป็น หลักธรรมประจำชีวิตของตน จะต้องทำเพื่อตนเอง และทำ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นการสืบศาสนาไว้. นั่นแหละคือตัว
น.12 ๔ ทายาทแท้ และ ทายาทนั้นต้องทำตามความประสงค์ของ บรรพบุรุษ เราจึงต้องคำนึงเป็นอย่างมากว่า พระองค์ทรง ประสงค์อย่างไร แล้วก็ทำให้ตรงตามนั้น. ธรรมคือหน้าที่. ทีนี้คำว่า ธรรม ๆ ธรรมทายาทมีคำว่าธรรมรวมอยู่ ด้วยคำหนึ่ง ธรรมคำนั้นมีความหมายอย่างไร ? มัน ต้องมี ธรรม มีธรรม, ธรรมะนั่นแหละเป็นหลักสำคัญ. .. คำว่า ธรรม ๆ ในที่นี้ หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้อง ของสิ่งที่มีชีวิต ทุกชนิดจะต้องทำ, จะมีชีวิตอย่างคน หรืออย่างสัตว์ หรือ อย่างต้นไม้ มันก็ มีหน้าที่ที่จะต้องทำ หน้าที่นั้นเรียกว่า ธรรมทั้งนั้น เพราะช่วยให้อยู่รอด. เราเป็นคน ก็ต้องรับ ผิดชอบในหน้าที่อย่างเป็นคน ; แต่มันก็เหมือนกันตรงที่ว่า หน้าที่ แล้วมันก็ เพื่อความรอด รอดชีวิตเป็นข้อแรก, แล้ว ก็รอดจากปัญหาจากความทุกข์ ความบีบคั้นของความทุกข์ โดยประการทั้งปวง คำนี้เชื่อได้ว่ามีมาก่อนประวัติศาสตร์ ในความหมาย ที่ไม่ค่อยเอามาพูดกัน, คนก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ตั้งแต่
น.13 ๕ สมัยเป็นคนป่า พอสังเกตเห็นว่ามันมี สิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งละเว้น ไม่ได้ คือหน้าที่ที่ต้องกระทำ และกระทำ เพื่อความอยู่ รอด เขาก็เรียกสิ่งนั้นว่าหน้าที่ ๆ ; แต่เมื่อเป็นคำพูดใน ยุคดึกดำบรรพ์ ในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะนั้น มันก็คือ คำว่าธรรม ธรรมะ ๆ ในภาษาไทย เราก็ว่า หน้าที่ ๆ ๆ. ความรู้สึกต่อหน้าที่ขยายตัวออกไป ขยายตัวออกไป คือสูงขึ้นไป ไกลขึ้นไป กว้างออกไป ตามที่ความคิดของ มนุษย์นั้นจะมองเห็นกว้างออกไป. ฉะนั้นคำว่าธรรมหรือ หน้าที่จึงสูงขึ้นมา. สูงขึ้นมา ในทางจิตใจ จนกระทั่งมีหน้าที่ สำหรับจะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง, นี่คือธรรม. ธรรม ตัวนี้ แปลว่า ทรงไว้ ยกไว้ ชูไว้ ก็ชูผู้ปฏิบัติไว้ ไม่ให้ตกจมลงไป ในความทุกข์, ทุกชีวิตจะต้องทำหน้าที่. พุทธบริษัท ก็มีหน้าที่ สูงขึ้นมา ตามมาตรฐานของความเป็นพุทธบริษัท คือ ทำหน้าที่ให้พ้นจากความทุกข์. ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรม ; เมื่อใดทำ หน้าที่ เมื่อนั้นเรียกว่ามีธรรมะ, เมื่อใดไม่ทำหน้าที่นี้ ไม่ เรียกว่ามีธรรมะ ; แม้ในวัดวาอาราม แม้กระทั่งในโบสถ์ ถ้า
น.14 ๖ ไม่มีการทำหน้าที่เพื่อความดับทุกข์ ก็ไม่มีธรรมะ. โบสถ์ บางแห่งดูจะมีแต่เซียมซี, ดูแต่จะมีนั่งร้องขออ้อนวอน ; แม้ภิกษุจะเข้าไปสวดมนต์ ก็สวดในลักษณะอ้อนวอน กาเยนะ วาจา ฯลฯ บ้าง, อะไรบ้าง ซึ่งยังไม่ได้ทำหน้าที่, ต่อเมื่อทำ หน้าที่จึงจะเรียกว่ามีธรรมะ. ฉะนั้นระวังให้ดี ในโบสถ์จะ ไม่มีธรรมะก็ได้; ถ้ากลางทุ่งนาเขามีการทำหน้าที่อย่าง ขยันขันแข็ง ก็มีธรรมะ, แม้ว่าจะในระดับต่ำ ก็ยังเป็นธรรมะ อยู่นั่นเอง. หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่, การทำ หน้าที่คือ การปฏิบัติธรรมะ, การปฏิบัติธรรมะคือ หน้าที่. พระเจ้าคือธรรมะ. อยากจะขอร้องให้มองกันในอีกแง่หนึ่ง ว่า หน้าที่ นั่นแหละ คือพระเจ้า, พระเจ้า ในความหมายที่จะช่วยให้ รอด ก็เพ่งเล็งในชั้นต้นไปที่หน้าที่, ทำหน้าที่แล้วก็มีความ รอด, ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หน้าที่แปลว่า ธรรมะ ก็สูงสุด อยู่แล้ว มีธรรมะเป็นพระเจ้านั่นแหละถูกต้องที่สุด, พอเข้า มาในห้องทำงานยกมือพนมขึ้น เป็นการเคารพแก่หน้าที่ ;
น.15 ๗ แม้แต่จะไหว้โต๊ะทำงาน, ไหว้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน เสียก่อน จึงลงมือทำงาน ก็มีความหมายอย่างยิ่ง ; แต่คน โง่คงจะหัวเราะ คนโบราณจะทำอะไรก็พนมมือ ตั้งนโมเสียก่อน แล้วจึงทำ เพื่อ สำรวมสติสัมปชัญญะ ให้ดีที่สุดแล้วก็ทำ, ความผิดพลาดมันก็ไม่มี เพราะทำด้วยสติปัญญา, แสดง ความเคารพอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่อย่างนี้แล้ว มันก็ ยากที่จะผิดพลาด. ฉะนั้นขอให้ธรรมทายาททั้งหลาย ระลึก นึกถึงข้อนี้ สมมติว่าลงไปที่นา จะไถนา พนมมือเคารพ หน้าที่ : แม้แต่จะไหว้ควาย, ไหว้คันไถ, ไหว้เครื่องใช้ อุปกรณ์อะไรเสียสักแวบหนึ่ง, เป็นการสำรวมสติสัมปชัญญะ, เชื่อว่ามันจะทำได้ดีกว่าที่ไม่ทำอย่างนั้น. ฉะนั้นใครจะทำ อะไร ทำหน้าที่ของตนที่ไหน พนมมือให้แก่สิ่งเหล่านั้น อุปกรณ์เหล่านั้นเสียก่อน, แล้วทำในใจถึงหน้าที่อย่างละเอียด ลออ มีสติสัมปชัญญะแล้วทำงาน, นี่ความหมายของคำว่า ธรรมหรือหน้าที่ มีค่าอย่างนี้, เราจะต้องทำให้ถูกต้องให้ สมบูรณ์. คนที่ยากจน ก็เพราะ ไม่เคารพหน้าที่ กลาย เป็นคนโชคร้าย, คนเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เพราะว่า ไม่ทำ
น.16 ๘ หน้าที่ให้ถูกต้อง ในการป้องกันความเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บไข้ ได้ป่วย, แล้ว ก็ไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องในการเยียวยารักษา มันจึงได้รับอันตราย, นี้เรียกว่าธรรม เราเป็นธรรมทายาทสืบมรดกธรรมจากพระ- พุทธองค์ ด้วยการกระทำให้ทุกคนมีธรรมะ : ตัวเอง มีธรรม, ผู้อื่นก็มีธรรม, ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีธรรม, ช่วย เหลือผู้อื่นได้ประพฤติธรรม, แล้วก็อยู่กันอย่างมีธรรม, เป็น บุคคลที่มีธรรมทุกคน, เป็นครอบครัวที่มีธรรมทุกคน, เป็น หมู่บ้านที่มีธรรมทุกคน, เป็นบ้านเมืองที่มีธรรมทุกคน, เป็น ประเทศชาติที่มีธรรมทุกประเทศ, แล้วในโลกนี้จะเป็นอย่างไร มันก็ เป็นโลกที่มีธรรม แล้วก็มีสันติสุข. นี้จึงขอกล่าวสรุปว่า ถ้าทุกคนเป็นธรรมทายาท แล้ว ปัญหาทุกชนิดจะไม่มี, ปัญหาทุกชนิดจะไม่มีแก่ มนุษย์ : โดยส่วนตัวก็มีความสงบสุข โดยส่วนรวมก็มีความ สงบสุข, อาจจะพูดได้ถึงกับว่า ในเมืองไทยเรา ถ้าทุกคน เป็นธรรมทายาทแล้ว รัฐบาลก็จะไม่ขาดดุลการค้าแม้แต่สัก สตางค์เดียว, รัฐบาลจะไม่ต้องขาดดุลการค้าแม้แต่สตางค์ เดียว เพราะว่าทุกคนประพฤติธรรม ประพฤติถูกต้องตาม
น.17 ๙ ธรรม. ประชาชนไม่ยอมซื้อสินค้าที่ฟุ่มเฟือย ที่เกินกว่าจำ เป็น แล้วมีธรรม ก็ขยันขันแข็งในการทำหน้าที่ของตน ก็ ไม่มีใครยากจน เพราะว่าบูชาธรรม เอาธรรมะเป็นพระเจ้า กันโดยลักษณะอย่างนี้. นี่แหละคือ จะเย็น, เย็น เย็นอก เย็นใจ เป็นนิพพาน เพราะไม่มีปัญหา เพราะ ไม่มีความ ทุกข์. นิพพานมี ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ขอให้เข้าใจคำว่านิพพาน ในฐานะที่เป็นความ เย็น, เป็นความเย็น : ถูกต้องทางกายก็เย็นทางกาย, ถูก ต้องทางจิตก็เย็นทางจิต, ถูกต้องทางสติปัญญาก็เย็นทางสติ ปัญญา, เย็นได้หลาย ๆ ระดับ แล้วก็ยังเย็นกว้างออกไปถึงว่า เราก็เย็น เพื่อนมนุษย์ของเราก็เย็น เพราะไม่มีไฟเผา ไฟคือกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ นั้นเป็นไฟ เกิดขึ้นมา เมื่อไรก็เผาให้ร้อน ; เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มีมันก็เย็น เพราะ มันไม่มีไฟ. อย่าเข้าใจผิด ๆ ว่า คนเรามีกิเลสอยู่ตลอดเวลา, กิเลสเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อเราโง่ทำผิดต่อสิ่งที่เข้ามา กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. เรา
น.18 ๑๒ กินเสร็จแล้วก็ถูกต้องแล้ว ก็พอใจ, แต่งตัวถูกต้องพอใจ ลงเรือนไปทำงานถูกต้องพอใจ, ขึ้นรถหรืออะไรก็ถูกต้องและ พอใจ, ถึงที่ทำงานก็ถูกต้องแล้วและพอใจ พนมมือไหว้ โต๊ะทำงานด้วยความพอใจอย่างยิ่งเสียทีหนึ่ง, ทำงานถูกต้อง แล้วพอใจ. ถ้าจะต้องพักงีบระหว่างงาน ก็ถูกต้อง และพอใจ, ทำสมาธิถูกต้องและพอใจก็พอแล้ว, ก็ไม่ ต้องเต้นรำ กลับบ้านก็ถูกต้องและพอใจ ถึงบ้านจะรับประ ทานอาหาร จะอาบน้ำ ก็พอใจ ๆ ๆ. พอจะนอน ก่อนแต่ จะนอนนี่นึกคิดความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง ตลอดวัน โอ, มีแต่ความถูกต้อง ก็ยกมือไหว้ตัวเอง เป็น สวรรค์ขึ้นมาทันที. สวรรค์ที่แท้จริงนั้น อยู่ด้วยความรู้สึก ชนิดที่ไหว้ตัวเองได้, ยกมือไหว้ตัวเองได้ นี้คือสวรรค์ แล้ว ก็หลับ, หลับก็พอใจ ถูกต้องและพอใจ หลับอย่างนี้ไม่มี ฝันร้ายเลย มีแต่ความถูกต้องและพอใจ, ขึ้นรอบใหม่วัน ใหม่ ก็ทำอย่างเดียวกันอีก นี่แหละคือมีเย็นหรือนิพพาน หรือ ความหมายของนิพพานอยู่กับเนื้อกับตัว. ถ้าใครชอบหนอก็ใส่หนอก็ได้ ถูกต้องหนอ ถูก ต้องแล้วหนอ พอใจหนอ พอใจหนอ, มีสติสัมปชัญญะอยู่
น.19 ๑๓ กับการกระทำ และความถูกต้องของการกระทำ, ไม่ว่า จะอยู่ในอิริยาบถนั่งนอนยืนเดินอย่างไร เรียกว่า ทุกครั้ง ที่หายใจออกเข้า. คำว่า “ถูกต้อง ๆ" นี้มีความหมายเฉพาะ คือถูก ต้องตามแบบของธรรมะของวิญญูชน, คำว่าถูกต้องในความ หมายอื่น หลักวิชาอื่น เอาแน่ไม่ได้ เถียงกันไม่รู้จักจบว่า ถูกต้องอย่างไร แต่ถ้า ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนา แล้ว คือไม่ทำอันตรายแก่ฝ่ายใด มีแต่ให้คุณประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย. ถ้าการกระทำหรือการพูดจาอะไรก็ตาม ไม่ทำ อันตรายใคร มีประโยชน์แก่ทุกฝ่ายแล้ว นี้ก็เรียกว่าถูกต้อง, ไม่ใช่ถูกต้องของพวกอันธพาล. อันธพาลเขาจะว่าเขามีสิทธิ ชอบธรรมที่จะไปขโมยไปปล้นไปจี้ นั้นมันถูกต้องของ อันธพาล, แล้วมันไม่ได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์, แล้วมัน ก็ทำอันตรายแก่ทุกฝ่าย แล้วในที่สุด ตัวเองก็จะไปจบอยู่ ในคุกในตะรางอย่างนี้เป็นต้น ไม่เรียกว่าความถูกต้อง. ตาม หลักพุทธศาสนา มีความถูกต้องเมื่อมีประโยชน์แก่ทุก ฝ่าย และไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด.
น.20 ๑๔ ครั้น มีความถูกต้องอย่างนี้แล้ว ก็มีความพอใจ, ความพอใจ เป็นธรรมปีติ ไม่ใช่พอใจอย่างที่เรียกว่ายินดีใน เรื่องของโลกธรรม : ยินดียินร้าย, ยินดีนั้นก็มีลักษณะพอใจ เหมือนกันแต่มันกิเลสยินดี, ยินดีได้เหยื่อกิเลส. เดี๋ยวนี้ ยินดีเพราะมีธรรมะ ยินดีในธรรมะ เรียกว่าธรรมปีติ, เป็น คนละอย่างกับความยินดีที่หัวเราะร่าเหมือนคนบ้า ; นั้น มันเป็นโลกธรรมคู่กันอยู่กับยินร้าย, แล้วเป็นโลกธรรมทำ อันตรายบุคคลผู้เข้าไปยึดถือ ; แต่ ธรรมปีตินี้มีสติปัญญา ควบคุมอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด. ทีนี้คำว่า ทุก ๆ อิริยาบถ, ทุก ๆ อิริยาบถนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนก็ทำได้ ถูกต้องและพอใจทุกวินาที, ทุก วินาทีรู้สึกแต่ความถูกต้องและพอใจ กระทั่งว่าทุกครั้งที่หาย ใจออกหายใจเข้า หายใจเข้าก็ถูกต้องแล้วพอใจ, หายใจออกก็ ถูกต้องแล้วพอใจ, นี่เรียกว่าทุกเวลา. ทีนี้ ทุกสถานการณ์ ทุกหนทุกแห่ง ถูกต้องทุก สถานการณ์, ถ้าสถานการณ์ตามปกติ เราบังคับเรากระทำ ให้มันถูกต้อง มันก็ถูกต้องแล้วก็พอใจ. ทีนี้ ในกรณีที่ไม่ อยู่ในการบังคับ, เช่น คนเขากลั่นแกล้งหรืออุบัติเหตุเกิด
น.21 ๑๕ ขึ้น หรือว่าธรรมชาติดุร้ายเกิดขึ้น เราป้องกันไม่ได้ ก็ไม่ ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องเสียใจ ; จะรู้สึกว่ามันถูกต้องแล้ว ที่เกิดมาในโลกนี้, เกิดมาในโลกนี้ ในวัฏฏสงสารนี้ มันต้องมีอย่างนี้, มันถูกต้องแล้ว ที่จะต้องมีเหตุร้ายตาม ธรรมชาติอย่างนี้ ก็ถูกต้องตามธรรมชาติแล้ว ; แล้วก็พอ ใจที่จะแก้ไข, ก็แก้ไขไปด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ, พอใจที่มันมาเป็นบทเรียน ให้เราศึกษา ให้เราแก้ไข, เราก็เก่งขึ้นกว่าเดิม. เช่น ความเจ็บไข้มันมีมา ก็ต้อนรับเอาว่ามัน เป็นครู มาบอกให้เรามีความฉลาด มีความรู้ ในการที่จะ ต่อสู้และแก้ไข. อันตรายเลวร้ายใด ๆ ที่มันมีอยู่ในโลก เผอิญมาถึงเข้า ก็ทำจิตใจชนิดที่รู้สึกว่ามันถูกต้องแล้ว, ถูก ต้องแล้ว, อยู่ในโลกมันต้องเป็นอย่างนี้, มันอยู่ใน วัฏฏสงสารมันต้องเป็นอย่างนี้, มันถูกต้องแล้วไม่เป็นทุกข์ กับมัน แล้ว แก้ไขไปด้วยความพอใจ ด้วยความสนุก นี่ถูกต้องแล้วและพอใจได้ในทุกกรณี ทุกสถานการณ์ ทุกหน ทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่.
น.22 ๑๖ นี้คือธรรมทายาทที่แท้จริง, ธรรมทายาทของพระ พุทธเจ้าที่แท้จริง, ธรรมทายาทรับมรดกธรรม : รับทุก อย่าง รับทั้งความรู้ รับทั้ง การปฏิบัติ รับทั้ง ผลของการ ปฏิบัติ รับทั้ง หน้าที่ที่จะเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป ขอให้ธรรมทายาททั้งหลาย มีคุณสมบัติกันอย่างนี้ และเป็นกันทุกคนอย่างนี้ แล้วจะมีปัญหาอะไรเหลืออยู่ ? ประเทศชาติก็จะหมดปัญหา ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการ เมือง, ปัญหาอะไรก็ตาม มันหมดไปเพราะความเป็น ธรรมทายาทของคนทุกคน, เป็นบุคคลธรรมทายาททุกคน, เป็นครอบครัวธรรมทายาททุกคน, เป็นหมู่บ้านธรรมทายาท ทุกหมู่บ้าน, เป็นบ้านเมืองธรรมทายาททุกบ้านเมือง, เป็น ธรรมทายาททั้งโลก เพราะเป็นกันทุกประเทศทุกประเทศ. ถ้าทุก ๆ โลกเป็นธรรมทายาท มันก็เป็นจักรวาลธรรมทายาท ธรรมทายาทในสากลจักรวาล ; นี่มันน่าพอใจสักเท่าไร ขอให้ คิดดูเอง. นี่ธรรมะในคำว่า ธรรมทายาท มีอานิสงส์พิเศษ สูงสุดดังที่กล่าวมานี้ ถ้ามีขึ้นในที่ไหน ก็มีแต่ความสงบ
น.23 ๑๗ สุขที่นั่น. ประเทศไทยเราแก้ปัญหาได้ทั้งหมดทุกอย่าง ถ้า พลเมืองเป็นธรรมทายาท. โอกาสแห่ง อาสาฬหบูชา คือวันของพระธรรม วัน ที่ระลึกแก่พระธรรม ก็ ขอจงตอบสนองการเวียนมาแห่งวันนั้น ด้วยการเป็นธรรมทายาทด้วยกันทุก ๆ คนเถิด : ปฏิบัติตนโดย นัยที่กล่าวมา มีความถูกต้องและพอใจ, ยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อไรก็ได้ หรือจะสรุปรวมไว้ แล้วยกมือไหว้ตัวเองเมื่อ เวลาจะนอนก็ได้ ไหว้พระพุทธครั้งหนึ่ง ไหว้พระธรรมครั้ง หนึ่ง ไหว้พระสงฆ์ครั้งหนึ่ง, แล้วไหว้ความถูกต้องของตัว เอง หรือไหว้ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจะนอน. อย่างนี้ เรียกว่า มีความถูกต้องถึงที่สุดทุก ๆ ประการ ในยามปกติ ก็ทำอย่างนี้, ในโอกาสพิเศษ ก็ยิ่งทำอย่างนี้ให้ยิ่งขึ้นไป ให้ถึงระดับสูงสุด, เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องตามความหมาย แล้วมีความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa