น.24 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคง กระทำไปด้วยความมุ่งหมายว่า ศีลธรรมจะกลับมา โดยมี ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ต่อไปตามเดิม. ครั้งที่แล้ว มา มีหัวข้อว่า พวกธรรมทายาท จะต้องมีนิพพานกันที่นี่และเดี๋ยวนี้. ในวันนี้ว่า ธรรมะที่ใช้เฉพาะกรณี มีชื่อว่าธรรมสัจจะ. คำนี้อาจจะแปลกหูท่านบางคน, ท่านเคยได้ยินแต่ คำว่าสัจจธรรม. ขอบอกกล่าวโดยเค้าทั่วๆไปว่า ธรรมะทั้ง ปวงเรียกว่าสัจจธรรม, เรียกว่าสัจจธรรม มีเท่าไรก็สุดแท้ ๑๘
น.25 ๑๙ เรียกว่าสัจจธรรม. แต่ ธรรมะเฉพาะข้อ เฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณี ที่จะนำมาแก้ปัญหาของตนโดยตรงนั้น เรียกว่า ธรรมสัจจะ. สัจจธรรมคือทั้งหมด, ธรรม- สัจจะคือเฉพาะข้อที่จะเอามาแก้ปัญหาของตน. เปรียบเหมือนว่า ยาทั้งตู้หรือทั้งห้องที่เก็บยา มาก มายนับไม่ไหว; แต่ที่จะกินกันจริงๆ นั้น ก็มีเพียงยา อย่างเดียว. หรือว่าหนังสือทั้งตู้ทั้งห้องสมุดมีมากมาย หลาย หมื่นหลายพันเล่ม ; แต่ที่จะศึกษากันโดยตรงนั้นมีแต่เพียง เล่มเดียว. นั่นแหละเปรียบเหมือนสัจจธรรมกับธรรมสัจจะ, เมื่อรวมกันทั้งหมดเป็นสัจจธรรม, ถ้าเอามาใช้เฉพาะกรณีก็ เรียกว่าธรรมสัจจะ. ธรรมสัจจะจึงแก้ปัญหาเฉพาะกรณี ; สัจจธรรมมีทั่วๆ ไป แปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ก็ได้ แต่พอ เอามาใช้แก้ปัญหาหรือดับทุกข์ในกรณีใด ก็มีชื่อว่าธรรม- สัจจะ. เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับว่า ต้นไม้ในโลกมี นับชนิดไม่ถ้วน นับชื่อไม่ถ้วน; แต่ถ้าต้นไม้ต้นใดเป็นที่นั่ง ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดแล้ว ต้นไม้ต้นนั้นก็มีชื่อว่า ต้นโพธิ์หรือโพธิไปทันที.
น.26 ๒๐ ทีนี้ก็จะได้พิจารณาดูกันต่อไป เพื่อจะให้เห็นว่า ธรรมะมี ๒ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว; ธรรมสัจจะก็เป็น ตัวการที่จะใช้แก้ปัญหา, ธรรมะที่เหลือนอกนั้นอาจจะเป็น เครื่องมือหรือเป็นอุปกรณ์. ตัวอย่างเช่น เราต้องการจะมีสติ มีปัญญา มีมรรค มีองค์แปด มีปหานะ หรือมีภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรม ชื่อนั้นเป็นตัวการที่จะใช้แก้ปัญหา, เครื่องมือที่จะช่วย ให้ธรรมะตัวการแก้ปัญหาได้นั้น ก็เรียกว่าธรรมอุปกรณ์, เช่น ฆราวาสธรรมทั้งสี่ หรืออิทธิบาททั้งสี่ และอื่น ๆ อีก ซึ่งก็แล้วแต่กรณีด้วยเหมือนกัน. ตัวอย่างใช้ธรรมสัจจะในฆราวาสธรรม. ในการปฏิบัตินั้น จะต้องมีธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง เป็นที่แน่นอนลงไปว่า เราจะปฏิบัติเพื่อใช้กำจัดกิเลส หรือดับความทุกข์ข้อนั้นข้อนั้น , ธรรมะข้อนั้นเอามาทำเป็น สัจจะหรือธรรมสัจจะ แล้วก็เป็นข้อแรกของฆราวาสธรรม ทั้งสี่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ. เอาธรรมะที่ต้องการโดยตรงมาเป็นตัวธรรมสัจจะ ข้อที่
น.27 ๒๑ หนึ่งในหมวดฆราวาสธรรม, แล้วก็เอา ธรรมะที่เหลือ : ทมะ ขันตี จาคะ เป็นเครื่องช่วย อย่างนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์. ยกตัวอย่างเหมือนว่าจะเลิกบุหรี่ จะเลิกเหล้า ต้อง มีธรรมสัจจะที่เป็นตัวปหานะเพื่อจะเลิก, มีความตั้งใจ ที่จะ เลิกอย่างแน่วแน่ ก็เกิด เป็นตัวสัจจะ หรือธรรมสัจจะขึ้นมา เป็นตัวแรก. ครั้นแล้วก็ มีทมะ คือการบังคับตนเองให้ทำ เช่นนั้น อย่างเคร่งครัด. ในการบังคับจิตนั้น ต้องกระทำ กันอย่างกับว่า บังคับช้างสารที่ตกมัน ; ถ้าทำไม่ดีควาญช้าง ก็จะตาย, ควาญช้างต้องฉลาดเพียงพอจึงจะทำได้ จึงเหมือน กับการบังคับช้างที่ตกมัน. และเมื่อมีการบังคับเช่นนั้น มันก็ต้องมีการเจ็บปวด เป็นธรรมดา, มีความยากมีความลำบากอย่างยิ่ง จึง ต้องมี ธรรมอุปกรณ์ ต่อไป คือ ขันตี - อดกลั้นอดทน รอได้ คอยได้ จนกว่าจะสำเร็จประโยชน์. ในกรณีอย่างนี้ มัน เป็นการอดกลั้นอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นความ เจ็บปวดอย่างยิ่ง , แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องอดทนให้ได้.
น.28 ๒๒ ทีนี้เพื่อไม่ให้ต้องอดกลั้นอดทนมากเกินไป ก็ มี จาคะ คือคอยสละออก, สละออก สำหรับสิ่งที่ไม่ควร จะมีอยู่ในใจ คือสิ่งที่เป็นอุปกรณ์ของปัญหาหรือความทุกข์ นั่นเอง, เหมือนกับรูรั่วคอยระบายสิ่งในนั้นออกไปทีละน้อย ๆ อยู่เป็นประจำ ในที่สุดก็สำเร็จประโยชน์ สรุปสั้น ๆ ว่า มีธรรมสัจจะข้อแรก ในการที่จะละ การทิ้งเหล้าหรือทิ้งบุหรี่ก็ตามใจ, แล้วก็มี ข้อถัดมา คือ ทมะ บังคับให้ทำอย่างนั้น, แล้วเมื่อบังคับ มันก็มีเจ็บปวด ก็ ต้องมีธรรมข้อถัดมาคือขันตี ซึ่งอดทนอย่างยิ่ง เพื่อให้ อดทนได้ ไม่ต้องล้มละลาย, แล้วก็มี การไขรูรั่วให้มันระบาย ออกไป คือทำทุกอย่างทุกประการ แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเป็นการช่วยให้การละนั้นง่ายเข้า. นี่แหละขอท่านทั้งหลายได้สนใจว่า เราตกอยู่ภายใต้ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติในลักษณะอย่างนี้. ธรรมะทั้งหลาย มีไว้ให้เลือกพอ สำหรับจะ เป็นตัวธรรมสัจจะ ข้อใดข้อ หนึ่ง แล้วก็ยังมีให้เลือกพอ สำหรับจะเอามา เป็นธรรม- อุปกรณ์ หรือธรรมะเครื่องมือ
น.29 ๒๓ ธรรมสูงสุดสำหรับฆราวาส. ทีนี้ก็จะกล่าวระบุเฉพาะ ฆราวาสธรรม ฆราวาส- ธรรมเป็น ธรรมอันจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับฆราวาส จึง ได้นามว่าฆราวาสธรรม, แต่ว่ามีความกว้างหรือมีความลึก กันอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างน้อยสัก ๓ ขั้น, ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี: - ฆราวาสธรรมสำหรับทำความเจริญ ในความ เป็นฆราวาส นี้เป็น ข้อแรก ฆราวาสธรรมเป็นธรรมจำ เป็นสำหรับความเจริญของฆราวาสในทุกกรณี : จะทำนาทำ สวน จะทำกิจการใด ๆ ก็ใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้ คือ มีสัจจะ - อธิษฐานจิตลงไปว่าจะทำอะไร, ครั้นแล้วก็ มี ทมะ - บังคับ ตนให้ทำสุดความสามารถ, และ มีขันตี - อดกลั้นอดทนได้ ต่อความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นมา หรือรอได้คอยได้กว่าผลจะ เกิดขึ้น, แล้วก็ มีจาคะ - ระบายสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อสิ่งนั้น ออกไปจากจิตใจอยู่เป็นประจำ. ธรรมะ ๔ ประการนี้ จำเป็นสำหรับฆราวาส ยิ่งกว่าสิ่งใด จึงมีพระบาลีกล่าวไว้อีกข้อหนึ่งว่า อิงฺฆ อญฺเฌปีิ ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชตี-ติ
น.30 ๒๔ มีใจความว่า ไม่เชื่อก็ไปถามพวกสมณพราหมณ์ เหล่าอื่นดูทีว่า ยังมีธรรมะอะไรสำหรับฆราวาสที่ดียิ่งไปกว่า สัจจะ ทมะ ขันตี และจาคะ. นี่พระพุทธเจ้าท่านทรงท้า ว่า ธรรมะสำหรับฆราวาส ก็มีธรรมะ ๔ ประการนี้เป็น ธรรมะสูงสุด. ฆราวาสที่ต้องการจะละอบายมุข ก็ใช้ธรรมะ หมวดนี้เป็นหลักเป็นประธาน, ในการที่ จะปิดกั้นทิศทั้ง หกไม่ให้เกิดเป็นโทษขึ้นมา ก็ใช้ธรรมะนี้ เป็นหลักเป็น ประธาน, แม้ที่สุดแต่ การสร้างเนื้อสร้างตัว ก็จะใช้ธรรมะ นี้, แม้ที่สุดแต่ว่าเรา จะแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำของชาติ ก็ต้องใช้ธรรมะข้อนี้ คือ มีความจริงใจ ที่จะทำเช่นนั้น, ก็ มีการบังคับ ให้ทำเช่นนั้น, มีการอดทน รอได้คอยได้กว่า จะสำเร็จ, แล้วก็ ระบายสิ่งที่เป็นข้าศึกออกไป เรื่อย ๆ ทีละเล็กทีละน้อยอยู่เรื่อยไป ก็สามารถที่จะทำกิจการอันใหญ่ หลวงนั้นได้. ขอให้พิจารณาดูให้ดี, นี้เรียกว่าฆราวาสธรรม สำหรับทำความเจริญให้แก่ฆราวาสโดยตรง.
น.31 ๒๕ ทีนี้ ข้อที่สอง ฆราวาสธรรม สำหรับฆราวาส จะทำตนให้พ้นจากความเป็นฆราวาส. ฟังดู ก็แปลว่า ฆราวาสมีหน้าที่ที่จะทำตน ให้พ้นจากความเป็นฆราวาส คือไปสู่ภูมิของอริยชน ก็ยังจะต้องใช้ธรรมะ ๔ นี้ ปฏิบัติ ตนในธรรมะทั้งสี่นี้ เป็นฆราวาสที่มีความเจริญยิ่งขึ้น ๆ ๆ จนเต็มสุดของความเป็นฆราวาส แล้วก็จะเลื่อนขึ้นไปสู่ภูมิชั้น ของอริยชน. สรุปว่า มัน เป็นธรรมสำหรับฆราวาสจะ พ้นจากความเป็นฆราวาส แล้วจะไม่ให้เรียกชื่อว่าฆราวาส- ธรรมอย่างไรกัน. นี้ดูต่อไป ข้อที่ ๓. ธรรมะ ๔ ประการนี้ สำหรับ ก้าวหน้าต่อไปอีก เพื่อบรรลุมรรค ผลและนิพพานใน ที่สุด. การปฏิบัติทุกอย่างทุกขั้นตอนเพื่อพระนิพพาน ก็อาศัยสัจจะ - ความจริงใจ, ทมะ - บังคับตนให้กระทำ เช่นนั้น, ขันตี - อดกลั้นอดทนเมื่อต้องกระทำเช่นนั้น จาคะ - ระบายสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่กันออกไปเสียให้หมดสิ้น. ในการที่ปฏิบัติธรรมะขึ้นมา ถึงขั้นเป็นพระโสดาบัน ก็ยัง จะต้องใช้ธรรมะนี้ อีกต่อไป : กว่าจะเป็นพระโสดาบันก็ ใช้ธรรมะนี้, ครั้นเป็นแล้วก็ยังคงใช้ธรรมะนี้ เป็นพระ
น.32 ๒๖ สกิทาคา แล้วก็ยังใช้ธรรมะนี้, เป็น พระอนาคา แล้วก็ยัง ใช้ธรรมะนี้ จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์. เพราะว่า การบรรลุธรรมะตามลำดับนี้ ก็คือการ พิจารณาสามัญญลักษณะ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องเดียว เท่านั้น, เรื่องเดียวเท่านั้น เพียงแต่ เพิ่มให้การเห็นนั้น มากเข้า, หนักเข้า, ลึกเข้า แล้วก็บรรลุธรรมสูงขึ้นมา ตามลำดับ. ธรรมะ ที่เป็นตัวการ คือการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยิ่งเจริญงอกงามขึ้นด้วยการใช้ธรรมะสี่ประการ นี้ คือ มี สัจจะ ในการที่จะทำเช่นนั้น, มีทมะ บังคับให้ทำ เช่นนั้น, มีขันตีอดกลั้นอดทน ในการทำเช่นนั้น, แล้วก็ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความเจริญนั้น ๆ ออกไปเสียทุก อย่างทุกประการ. นี้เรียกว่า ฆราวาสธรรม เป็นธรรมะ ในฐานะเป็นเครื่องมือ, เป็นเครื่องมือโดยตรงอย่างที่กล่าว มาแล้ว. มีธรรมะอื่น เช่น อิทธิบาททั้งสี่ประการ เป็นต้น ก็มีหน้าที่ใน ฐานะเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเครื่องทุ่นแรง หรือเป็นอุปกรณ์ในหน้าที่อื่น ๆ. ธรรมะตัวการที่จะทำ หน้าที่โดยตรง กับธรรมอุปกรณ์หรือธรรมะเครื่องมือ จะ
น.33 ๒๗ ต้องไปด้วยกันอย่างกลมเกลียวกันเช่นนี้; เหมือนอย่าง กองทัพ จะต้องมีทั้งกองรบและกองช่วยรบ. ตัวธรรม- สัจจะเป็นกองรบ, ธรรมะอื่น ๆ ประกอบกันนั้นเป็น กองช่วยรบ. ถ้าไม่มีทั้งกองรบและกองช่วยรบอย่างครบ ถ้วนทุกประการแล้ว การรบก็เป็นไปไม่ได้ ; ส่วนการรบ กิเลสนั้นก็เป็นอย่างเดียวกันนี้ แต่ว่าต้องลึกซึ้ง ต้องละเอียด ประณีตสุขุมมากกว่านั้น, จะลดกิเลสตัวไหน ก็มีธรรม- สัจจะซึ่งเป็นคู่ปรับกับกิเลสตัวนั้น, ต้องมีธรรมสัจจะ ตัวนั้นเป็นคู่ปรับเฉพาะหน้า, แล้วก็มีธรรมะเป็นอุปกรณ์ ต่าง ๆ อีกมากมาย ตามที่ควรจะมี แล้วก็รบกิเลสนั้นได้ สรุปความสั้น ๆ ว่า มีธรรมะสัจจะข้อแรก เป็น ตัวการ, แล้ว มีธรรมะที่เหลือ อีกสาม คือ ทมะ ขันตี จาคะ เป็นองค์ ประกอบ เป็นอุปกรณ์, มีอิทธิบาททั้งสี่เป็น เครื่องทุ่นแรง ก็จะประสบความสำเร็จ. ทุกชีวิตต้องมีธรรมสัจจะเป็นเครื่องแก้ปัญหา. ชีวิตของคนแต่ละคน จะต้องมีปัญหา ชนิดที่จะ ต้องมีธรรมสัจจะข้อใดข้อหนึ่งเป็นเครื่องแก้ปัญหา เป็นคู่
น.34 ๒๘ ปรับกันกับปัญหานั้นโดยตรง, แล้วก็มีธรรมอุปกรณ์ โดย เฉพาะคือฆราวาสธรรมทั้งสี่ หรืออิทธิบาท ๔ แล้วแต่กรณี มาร่วมมือกันกระทำปัญหานั้นให้หมดไป. เรารอดได้เพราะ มี ธรรมสัจจะนี้เป็นเครื่องเจาะแทงข้าศึกโดยตรง, และ มีธรรมะหมู่หนึ่งเป็นอุปกรณ์ ในการทำให้ได้ง่ายขึ้น, และ มีธรรมะหมู่หนึ่งเป็นเครื่องทุ่นแรง ให้ทำได้โดยไม่เหลือ วิสัย, รวมกำลังกันแล้วก็จะขจัดปัญหานั้นได้. เราแต่ละคนก็มีเรื่องเฉพาะตน ดังนั้น จึงมี อิทัปปัจจยตาเฉพาะตน เป็นคน ๆ ไป หรือเฉพาะกรณีเป็น กรณีไป. ในกรณีนี้ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะทำผิดในกฎ อิทัปปัจจยตาข้อไหน ก็ต้องแก้ไขเฉพาะอิทัปปัจจยตาข้อนั้น ให้ถูก, คือประพฤติปฏิบัติให้ถูกตามกฎอิทัปปัจจยตาข้อนั้น แล้วก็จะแก้ปัญหาได้. นี่มันเป็นเรื่องเฉพาะคนเฉพาะราย, บุคคลคนนั้นในกรณีนั้น จะต้องมีธรรมสัจจะเฉพาะปัญหา ของตนเป็นกรณี ๆ ไป. อาตมาเห็นว่า แม้ลูกเด็ก ๆ ก็ควรได้รับคำสั่งสอน ชี้แจง ให้รู้จักวิธีการอันนี้ ถ้าได้รับการอบรมสั่งสอนมา แต่เล็ก ๆ ให้รู้จักใช้ธรรมะตัวการแก้ปัญหา, ใช้ธรรมอุปกรณ์
น.35 ๒๙ และทุ่นแรงเป็นเครื่องประกอบ, เขาจะแก้ปัญหาทุกอย่าง ได้. เขาจะมีการเล่าเรียนที่สะดวกดาย ก้าวหน้าได้ง่าย, แล้วก็จะดำเนินชีวิตหลังจากการศึกษาเล่าเรียน ให้ลุล่วงไป ได้ด้วยดี, สามารถจะบรรลุนิพพานได้ทันในชาตินี้ เพราะมี การใช้ธรรมะอย่างถูกต้อง ตามกฎอันแท้จริงของธรรมะ ; โดยเฉพาะ มีความแตกฉานในเรื่องอิทัปปัจจยตา, รู้จัก อิทัปปัจจยตาเฉพาะกรณีของตนของตน แล้วก็แก้ไขได้ โดยง่าย. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เรามียาทั้งตู้หรือทั้งห้องเต็ม ไปด้วยยา แต่เราก็กินขวดเดียว ยาอย่างเดียว นี่เป็นตัว ธรรมสัจจะ. เรามีหนังสือทั้งตู้และเต็มห้อง แต่เราก็อ่าน เล่มเดียว เล่มนั้นก็เป็นธรรมสัจจะ : ยานอกนั้นหรือหนังสือ นอกนั้นก็เป็นธรรมอุปกรณ์, หรือจะเรียกว่าเครื่องทุ่นแรง ก็ได้ คือเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ตัวการโดยตรง. ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็ควรจะทราบว่า ตัวธรรมะที่จะ เป็นธรรมะตัวการ หรือเป็นธรรมอุปกรณ์นั้นสับ เปลี่ยนกันได้; เช่น คำว่าสัจจะเป็นอุปกรณ์ในการละ หรือในการเจริญธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง, หรือจะเป็นตัวการ
น.36 ๓๐ ในเมื่อต้องการจะมีสัจจะ ก็ต้องเจริญธรรมะเพื่อให้มีสัจจะ โดยมีธรรมะชื่ออื่นเป็นอุปกรณ์. ธรรมะชื่อเดียวกันนี้ ใน บางกรณีเอามาเป็นธรรมสัจจะหรือเป็นตัวการ, ในบางกรณี ก็ใช้อย่างเป็นอุปกรณ์หรือเป็นเครื่องทุ่นแรง. สัจจธรรม, สัจจธรรมมีมากมายเต็มไปในพระ ไตรปิฎก แต่ในนั้นก็มีธรรมสัจจะให้เลือก, เลือกเอา มาเป็นตัวธรรมสัจจะ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะ ปฏิบัติเพื่อ ดับทุกข์เฉพาะกรณี. นี้เรียกว่าในพระไตรปิฎกทั้งหมดซึ่ง เป็นสัจจธรรมทั้งหมดนั้น ก็มีธรรมสัจจะไว้ ให้เลือกเอาข้อใด ข้อหนึ่งมา เป็นธรรมะหลักหรือเป็นตัวการที่จะแก้ปัญหา, แล้วก็เลือกธรรมะชื่ออื่นมาเป็นธรรมอุปกรณ์ ให้แก้ปัญหา ได้โดยสะดวก ไม่ยากจนเหลือวิสัย, และมีความสุขได้พร้อม กันไป แม้ในขณะที่ทำการปฏิบัติธรรมเพื่อแก้ปัญหา ในที่สุดนี้หวังว่า ท่านทั้งหลายจะรู้จักใช้ธรรมสัจจะ และธรรมอุปกรณ์ ให้ถูกต้องตามควรแก่กรณี เมื่อจะละ อะไร แม้ที่สุดแต่ว่า จะละบุหรี่ ก็ต้องมี ธรรมสัจจะใน การละ.
น.37 ๓๑ แล้วก็ มีทมะ บังคับให้ทำให้ได้ อย่างเคร่งครัด, บังคับเหมือนอย่างควาญช้าง ฉลาดบังคับช้างที่ตกน้ำมัน เพราะจิตนี้มันกลับกลอกยิ่งกว่าสิ่งใด. แล้วก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีความเจ็บปวด เพราะ ความบีบคั้นของกิเลส ก็อดทนได้. การอดทนอย่างอื่นก็ ต้องอดทน, แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การอดทนต่อการบีบ คั้นของกิเลส. การอดทนต่อความเจ็บไข้ ต่ออากาศ หนาวร้อน ต่อคำด่านินทา เป็นต้น ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการ อดทนต่อการบีบบังคับของกิเลส, หรือถ้าจะกล่าวอีกทางหนึ่ง ก็ว่า ความอดทนใด ๆ ไปสรุปรวมอยู่ที่ อดทนต่อการบีบ บังคับของกิเลส ; เช่น อดทนการทำงาน ก็เพื่อขจัด ความขี้เกียจให้หมดไป, อดทนต่อความเจ็บปวด ก็อดทนต่อ ความรู้สึกเจ็บปวดเพราะเห็นแก่ตน, อดทนต่อคำด่าคำนินทา ก็เพราะว่ากิเลสมันเป็นผู้ออกรับสำหรับจะเจ็บปวด ; ถ้า อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลสได้แล้ว ก็ย่อมจะอดทนได้ต่อ สิ่งทุกสิ่ง. ทีนี้จาคะ, จาคะ มีการกระทำชนิดที่เป็นการ ระบาย หรือเป็นรูรั่ว ที่จะให้สิ่งไม่พึงปรารถนารั่วออกไป
น.38 ๓๒ จากจิตใจ เป็นลำดับ ๆ. เช่นการสวดมนต์ภาวนา เจริญ สมาธิเป็นประจำวัน ; แม้ที่สุดแต่การทำบุญให้ทาน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ทุกอย่างที่เป็นกิจวัตรประจำวันที่ควรจะทำได้ เหล่านี้ ก็เป็นเสมือนรูรั่ว ที่ระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ให้ออก ไปจากจิตใจอยู่ทีละน้อย, ทีละน้อยตลอดไป. ดังนั้นสิ่งที่ จะต้องอดกลั้นอดทนมันก็มีน้อยเข้า, ไม่มีการบังคับจิตใจมาก เกินไป จนทนไม่ไหว, เป็นอุบายถ่ายเทกันอยู่อย่างนี้ สัจจะทำให้ตั้งใจทำจริง, ทมะบังคับให้ทำจริง, ขันตีอดกลั้นเมื่อมันมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น, จาคะคอย ระบาย ด้วยรูรั่ว ไขออกอยู่เสมอ, ไม่ให้สิ่งที่เป็นกิเลสหรือ เป็นเชื้อของกิเลส บีบคั้นหรืออัดแน่นอยู่ในจิตใจมากเกินไป. ทำอย่างนี้ได้ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในการที่จะอยู่เป็นฆราวาส เต็มตามความหมายของความเป็นฆราวาส, เป็นยอดของ ฆราวาส. ครั้นแล้วก็ จะก้าวต่อไป จนถึงความพ้นจาก ความเป็นฆราวาส; ฆราวาสอาศัยฆราวาสธรรม ๔ นี้ เพื่อความพ้นจากความเป็นฆราวาส ตามกฎแห่งวิวัฒนาการ, แล้วก็ยังจะใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้ เพิ่มความก้าวหน้าแก่การ
น.39 ๓๓ เห็นธรรมะ ในขั้นบรรลุมรรคผล คือการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพิ่มขึ้น ๆ ทุกขั้นทุกตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอน จะต้อง ใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้เป็นธรรมอุปกรณ์ ใช้อิทธิบาททั้งสี่ เป็นธรรมะเครื่องทุ่นแรง. ผู้ใดสนใจที่จะถอนตนออกจากความทุกข์ ก็จง รู้จักปัญหาของตน เลือกธรรมสัจจะข้อใดข้อหนึ่ง มา เป็นเครื่องฟาดฟันปัญหานั้น, แล้วมีธรรมะที่เป็น อุปกรณ์หรือเป็นเครื่องทุ่นแรง อย่างครบถ้วนพอตัว ก็จะได้รับประโยชน์ สมตามที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ พระพุทธศาสนา. หวังว่าท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย จะมีความเข้าใจ ในการที่จะมีธรรมะที่เป็นธรรมสัจจะ, และมีสัจจธรรมอื่น ๆ เป็นอุปกรณ์ แล้วทำความก้าวหน้าให้แก่ตน มีความสุขอยู่ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa