น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ว่า ด้วยเรื่องคู่มืออันจำเป็น สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ เป็นตอนที่ ๑๓ ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา, มารู้จัก พระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา. ข้อนี้ก็เป็นการสมควร อย่างยิ่ง ที่ว่าเราจะต้องรู้สิ่งที่ควรรู้ให้ยิ่ง ๆ ๆ ๆ ขึ้นไป ตาม โอกาส, สำหรับบุคคลที่เรียกว่า พระพุทธเจ้านั้น เราก็ได้ บรรยายกันมาแล้วตามสมควร สำหรับให้รู้ยิ่งขึ้นไป, บัดนี้ ชุดคู่มือที่จำเป็น ฯ ตอนที่ ๑๓, ๔ มิถุนายน ๒๕๓๑
น.10 ๒ ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธศาสนา อันเราควรจะรู้ ให้ยิ่ง ๆ ๆ ขึ้นไปอีก จึงขอบรรยายตามลำดับ เมื่อท่านทั้งหลาย รู้จักลักษณะ, ความมุ่งหมาย หรือวิถีทางหรืออะไรต่าง ๆ ของสิ่งใด ก็จะสามารถปฏิบัติ และใช้สิ่งนั้น ๆ ให้เป็นประโยชน์ได้, เดี๋ยวนี้เราก็เป็น พุทธบริษัท มีพระพุทธศาสนาเป็นหลักประจำตัว ควรจะได้ มีความรู้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สำหรับจะใช้ให้สำเร็จประโยชน์. อาตมาจะได้กล่าวไปทีละอย่าง หรือทีละลักษณะ, ขอให้ตั้งใจ กำหนดจดจำไว้ให้ดี. ข้อแรก ข้อที่ ๑. ก็คือว่า พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งวิวัฒนาการ, มิได้มีผู้ใดสร้างหรือเนรมิต. ใจความก็ว่า พุทธศาสนานี้กล่าวถึงสิ่งทั้งปวง โลก ทั้งหมดโดยความเป็นวิวัฒนาการของธรรมชาติ ไม่ใช่มีใคร สร้าง. นี้ก็เพื่อให้รู้ว่า เดี๋ยวนี้บรรดาศาสนาทั้งหลายที่มีอยู่ มากมายนี้ พอจะมาจัดเป็นพวกได้เป็น ๒ พวกด้วยกัน :- พ วกหนึ่ง หรือโดยมาก ถือว่า สิ่งทั้งปวง หรือมนุษย์ นี้ พระเจ้าสร้างขึ้นมา เขาก็มีระเบียบปฏิบัติไปตามแบบนั้น,
น.11 ๓ ส่วน พุทธศาสนา ถือว่าไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่มีพระเจ้า อะไรที่ไหนสร้างขึ้นมา, แต่เป็นวิวัฒนาการของธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตามวิถีทางของธรรมชาติ. ครั้น รู้อย่างนี้แล้ว ก็ เกิดการแบ่งกันว่า พวกหนึ่งปฏิบัติตาม คำสั่ง หรือที่ถือว่าเป็นคำสั่งของพระเจ้า, อีกพวกหนึ่งก็ ปฏิบัติให้ถูกกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยไม่ต้องถือว่า เป็นคำสั่งของพระเจ้า, เว้นเสียแต่ว่าจะทำเสมือนหนึ่งว่ากฎ เกณฑ์ของธรรมชาตินั้นศักดิ์สิทธิ์ เหมือนคำสั่งของพระเจ้า เพราะเขาเชื่อในพระเจ้าเข้ากระดูกเสียแล้ว. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามัน ต่างกันมาก ที่ พวกหนึ่งจะนั่งอ้อนวอนพระเจ้า บูชายัญเพื่อพระเจ้า ทำ อะไร ๆ ให้ถูกใจพระเจ้า แล้วจะได้ความสุข นี่มันเป็น อย่างนี้ ; อีกพวกหนึ่ง ว่าไม่ ๆๆ ๆ ไม่ได้ทำเพื่อให้ถูกใจ พระเจ้าแล้วพระเจ้าจะประทานความสุข แต่ว่า จะทำให้ถูก ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ว่าความสุขจะมีขึ้นมาได้ อย่างไร หรือว่า ความทุกข์นี้จะดับลงไปได้อย่างไร เราจะ ต้องมีสติปัญญา รู้แล้วก็ปฏิบัติ, ในเมื่อพวกแรกนั้น เขามี
น.12 ๔ แต่ศรัทธา เชื่อตามที่บอกให้ปฏิบัติ, สั่งให้ปฏิบัติด้วย ความเชื่อในสิ่งที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์สูงสุดไปตามแบบนั้น พุทธบริษัทจะต้องเป็นพุทธบริษัท, พุทธบริษัท จะต้องเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้อง ตามหลักการของ บุคคลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราไม่ต้องเชื่อตามที่เขาบอก แต่เราจะเชื่อตามที่เราได้ปฏิบัติลงไปแล้ว ได้ผลอย่างไร, เราปฏิบัติลงไปแล้วได้ผลอย่างไร, แล้วก็ เชื่อตามที่มันปรากฏ อยู่จริงๆ, นี่ก็เพื่อให้เราเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้อง ตามวิถี ทางของพุทธบริษัท โดยที่ถือว่า มนุษย์หรือโลกหรือ ทุกสิ่ง นี้เป็นไปตามกฎของวิวัฒนาการ ไม่ใช่มีพระเจ้าสร้างขึ้นมา แล้วควบคุมบังคับอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แล้วก็น่าหัว ที่ว่า พุทธบริษัท เรานี้ ไม่ได้ ปฏิบัติตรงตามแนว นี้หรือตามหลักนี้ เพราะเหตุว่าพุทธ- บริษัทเหล่านี้ ได้รับนับถือศาสนาที่ถือว่ามีพระเจ้าผู้ สร้างมาก่อน, คือว่าชาวอินเดียที่ถือศาสนาที่มีพระเจ้าผู้สร้าง นั้น เขาได้มาถึงแผ่นดินนี้ก่อน แล้วก็สอนไว้ก่อน สอนไว้ อย่างมั่นคง ให้ประชาชนที่นี่ถือว่า มีพระเจ้าสร้าง อย่างนี้
น.13 ๕ มาก่อน แล้วต่อมาพระพุทธศาสนาจึงมาถึง, หมายความว่า ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูเขามาก่อน พุทธ- ศาสนามาทีหลัง. เขามาสอนไว้ก่อน ว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง แล้วมาทีหลังนี่ก็มาสอนเรื่องกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เรื่อง อริยสัจจ์เรื่องอะไรเหล่านี้ มันก็ เลยปนกัน ของเก่า ที่ได้ รับไว้ก่อนก็ สละออกไปไม่ได้, ของใหม่ก็รับเข้ามา อีก ส่วนหนึ่ง ก็เลยปนกัน ถือทั้งสองอย่างพร้อมกัน เป็นสิ่งที่ น่าคิดน่านึก. ปรากฏว่าวัดแต่ละ วัดสมัยโบราณโน้น ก็มี ๒ โบสถ์ : ตอนหน้าวัดมีโบสถ์ของฝ่ายพราหมณ์ มีพระเจ้า มีพระอิศวร มีพระนารายณ์ หรือพระอะไรก็แล้วแต่จะถือนิกายอะไร, แล้ว ข้างในวัดเข้ามาก็มีโบสถ์พุทธศาสนา คือ มีพระพุทธรูป มี พระพุทธเจ้า เป็น ๒ ศาสนาซ้อนกันอยู่ทุกแห่ง ; ได้ยินมาว่า แม้ที่อื่นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันในประเทศลังกาหรือประเทศ อื่น ๆ ก็มีลักษณะอย่างนี้. นี่จะเรียกว่าจำเป็นก็ได้ คือว่ามัน เป็นมาเอง ศาสนาหนึ่งมาก่อนมาสอนไว้อย่างหนึ่ง, ศาสนา ใหม่เข้ามาแล้วก็สอนไว้ดีกว่าเหนือกว่าลึกกว่า แต่ว่ามันก็ถือ ยาก ถือไม่ได้.
น.14 ๖ ทีนี้ ผู้ครองบ้านครองเมือง จึงถือเอาไว้ทั้งสอง อย่างเลย ; อย่างแรกก็สำหรับคนที่ไม่มีปัญญา หรือ ลูกเด็ก ๆ หรือผู้ที่ไม่มีสติปัญญาลึกซึ้ง เอาถืออย่างนี้มันง่ายดี, แล้ว ผู้ที่มีปัญญาลึกซึ้งก็ถืออย่างข้างใน เข้ามา ถืออย่าง กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เช่นเรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น. หลับตา นึกก็จะเห็นคล้าย ๆ กับเห็นว่า พาลูกเด็ก ๆ มาเข้าโบสถ์ข้างหน้า รดน้ำมนต์ ทำพิธีต่าง ๆ นานาตามแบบนั้น. เสร็จแล้วก็เข้า มาโบสถ์ใน. ผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาก็ทำตามแบบที่ไม่ต้อง มีพระเจ้า ไม่ต้องรดน้ำมนต์ ไม่ต้องทำอะไร, อย่างนี้มันก็ ดีเหมือนกัน ว่าที่จริง คือทั้งคนที่มีปัญญาและคนที่ไม่มี ปัญญา จะได้รับการกระทำทั้งสองพวก ถ้ามีแต่อย่างเดียว ก็ได้ทำแต่อย่างเดียว. ฉะนั้นขอให้เรา รู้ไว้ว่า เนื้อแท้ตัวแท้ของพระ- พุทธศาสนานั้น ถือหลักวิวัฒนาการตามธรรมชาติ คือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ : ถ้าทำไปอย่างนี้ทุกข์จะเกิดขึ้น, ถ้าทำไปอย่างนี้ทุกข์จะดับลง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่ถ้าฝ่ายอื่นก็บูชาพิธีบวงสรวงอ้อนวอนขอร้องทำพิธีรีตอง ต่าง ๆ นานา, แล้วก็เหลือมาจนกระทั่งบัดนี้ ที่ยังถือฝ่ายข้าง
น.15 ๗ พระเจ้าผู้สร้างก็ยังมีอยู่มาก ; ได้ยินเขาบอกว่าที่กรุงเทพฯ มีคนไปศาลพระภูมิเอราวัณมากกว่าไป โบสถ์พระแก้ว, ใครเป็น ชาวกรุงเทพฯ ก็รู้เอาเองก็แล้วกัน. นี่ก็ชอบง่าย ๆ ไป พระภูมิเอราวัณบวงสรวงอ้อนวอนเต็มไปหมดขอให้ช่วยอย่าง นั้นอย่างนี้, ที่ไปโบสถ์พระแก้วนั้นมีจำนวนน้อย แต่ถึง อย่างนั้นก็ยังไปทำพระแก้วให้กลายเป็นพระเจ้า รับการบูชา บวงสรวงอ้อนวอนคล้าย ๆ กับไสยศาสตร์ไปเสียอีก. นี่ความ เป็นจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เราไม่มีปัญหาอย่างนั้น, เดี๋ยวนี้พวกเรา ที่นี่ ไม่มีปัญหาอย่างนั้น, มีแต่เพียงว่า อะไรทำลงไปแล้ว เกิดทุกข์ก็ไม่ทำ, อะไรทำลงไปแล้ว ทุกข์ไม่เกิดแล้วก็ทำ, ฉลาด ฉลาดที่ว่าทำให้ทุกข์ไม่เกิด ไม่ต้องไปดับทุกข์ ไม่ต้องไปต่อสู้กับทุกข์, เหมือนกับเอาไม้สั้นไปรันขี้ นี้ไม่ ต้องทำ, ไม่ต้องทำ, ทำให้ลึกกว่านั้น คือทำให้ทุกข์มัน ไม่เกิด ทำให้ความทุกข์มันไม่เกิด , มันก็ไม่ต้องดับ ก็มี ค่าเท่ากับดับเหมือนกัน ทำให้มันไม่เกิด ดีกว่าให้มันเกิดแล้ว จึงดับ.
น.16 ๘ นี่ข้อแรกที่ว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งวิวัฒ- นาการ คือสอนว่าคนหรือโลกหรืออะไรก็ตาม มันเป็นไป ตามกฎวิวัฒนาการของธรรมชาติ ไม่ใช่พระเจ้าสร้างขึ้น นี้ ข้อที่หนึ่ง. ทีนี้ ข้อที่ ๒ .ก็อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่มีวิถีทางอย่างวิทยาศาสตร์. เหมือนที่เราเรียนวิทยาศาสตร์กันเดี๋ยวนี้, ไม่ต้อง สมมุติ นั่นสมมุตินี่ เอาของจริงมาศึกษา พิสูจน์ ค้นคว้า ทดลอง, ทดลองแล้วทดลองอีกจนแน่นอนว่า สิ่งนี้ทำลงไป มีผลอย่างนี้ มีผลอย่างนี้ ใช้วิธีอย่างนั้น, แล้วยัง มีอุบายวิธี เรียกเป็นภาษาบาลีหน่อยว่า อุปายวิธี เทียบภาษาใหม่ สมัยนี้ ก็ว่า มีเทคนิค, แล้วก็มี การใช้เทคนิคให้ได้ เรียกว่าเทคโนโลยี, นั่นยังเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น พุทธศาสนาจึง ไม่ต้องมีพิธีรีตอง อ้อนวอนบวงสรวง, ไม่ต้องมีศาลนั้น ศาลนี้, มีแต่การกระทำลงไปให้ถูกต้องกับเรื่องกับราวที่มัน เข้ามาเกี่ยวข้อง. สิ่งที่เข้ามาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่อย่างไร ต้อนรับมันให้ถูกต้อง อย่างวิถีทางของ
น.17 ๙ วิทยาศาสตร์ คือ รู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้มันเกิดปัญหา, ไม่ให้มันเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ นั่นเอง. ข้อที่ ๓. ดูต่อไปอีก ก็จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งธรรมชาติ. ศาสนาแห่งธรรมชาติคำเดียวเท่านั้นแหละมีความ หมาย ๔ ความหมาย ว่าเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับธรรมชาติ นี้ อย่างหนึ่ง, เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับกฎของธรรมชาติ นี้ อย่างหนึ่ง, เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วเป็นเรื่อง เกี่ยวกับผลที่ได้รับ อันเกิด มาจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง นี้อย่างหนึ่ง, เป็น ๔ ความหมายด้วยกัน ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ดังนั้นเรา จึงกล่าวได้ว่า เป็นศาสนาแห่งธรรมชาติ ศาสนาแห่ง ธรรมชาติ, เป็นเรื่องเดียวกับธรรมชาติ. จงพยายามรู้จัก ธรรมชาติในทุก ๆ ความหมาย แล้วก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธศาสนา, นี่จึงเรียกว่าศาสนาแห่งธรรมชาติ ข้อที่ ๔ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เห็นโลก ทั้งปวง เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา.
น.18 ๑๐ ที่ว่าศาสนานี้เป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ, แล้วพูดให้รวบรัดให้สั้นเข้ามา ก็เรียกว่ากระแสแห่งอิทัป- ปัจจยตา หรือ กฎแห่งอิทัปปัจจยตาควบคุมอยู่ คือมันมีแต่ สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะมีเหตุปัจจัยจึงมีขึ้นมา, เพราะมีเหตุปัจจัยอย่างนี้จึง เกิดขึ้นมาอย่างนี้, เพราะมีเหตุปัจจัยอย่างนั้นจึงเกิดขึ้นอย่าง นั้น. ขอให้มองเห็นทุกสิ่งว่ากำลังเปลี่ยนไปตามกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา จนกลายเป็นกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. เช่นว่า ต้นไม้ ต้นนี้ มันเป็นมาตามกฎเกณฑ์ แห่งอิทัปปัจจยตา, นับตั้งแต่มันมีเมล็ดตกอยู่ที่ดิน ได้รับ ความชื้นพอ เมล็ดก็แตกหน่อเป็นต้นขึ้นมา, แล้วก็ใหญ่โต เป็นต้นเป็นลำอย่างนี้ ใหญ่ออกไปเป็นลูกเป็นดอก แล้วก็ เป็นเรื่อยไป, นี้เป็นเหมือนกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงไป ตามกฎอิทัปปัจจยตา. ที่เป็นสัตว์ก็เหมือนกัน, ที่เป็นคนก็ เหมือนกัน ล้วนแต่เป็นไปตามกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. แม้แต่ก้อนหินที่ไม่มีชีวิตนี้ ก็กำลังเป็นไปตาม กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, แต่ก่อนโน้นมันไม่ได้มาเป็น
น.19 ๑๑ ก้อนหินนอนอยู่ที่นี่ มันเป็นตัวภูเขาอะไรก็ได้, แล้วมันค่อย แตกออก แล้วมันค่อยกลิ้งมา แล้วมันก็ค่อยร่อยหรอ มัน ค่อยเปลี่ยนรูป, มันเคลื่อนที่ ด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ จนในที่สุด มันมานอนอยู่ที่ตรงนี้ แล้วมันก็ยังจะร่อยหรอต่อไป, มันจะ หมดสิ้นลงสักวันหนึ่ง หรือมันจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่อื่นก็ได้ มันก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างละเอียดลึกซึ้งอยู่ในภายใน. ดูให้เห็นชัด อย่างนี้ว่า ไม่มีอะไรที่หยุดนึ่ง มีแต่เปลี่ยนไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา. พุทธศาสนา เห็นสิ่งทั้งปวง หรือ สอนให้เห็นสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นกระแส อิทัปปัจจยตา, เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ไม่หยุดหย่อน จนกว่าจะสูญสิ้นไป, แม้แต่มันสูญสิ้นไป มันก็ยังเป็นเหตุ ปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่นขึ้นมาได้อีกนะ ไม่มีที่สิ้นสุดดอก, นี่หลับตา เห็นว่าโอ้ ! มันเป็นเพียงกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงตาม กฎอิทัปปัจจยตา. ข้อที่ ๕. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการอยู่ เหนือพระเจ้าผู้สร้าง. เหนือพระเจ้าผู้สร้าง นี้มีหลายความหมาย ว่าเรา ไม่ต้องอาศัยพระเจ้าผู้สร้าง อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน, เราสามารถ
น.20 ๑๒ จะช่วยตัวเอง หรือว่าเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า, เรา ไม่ต้องพึ่งพาพระเจ้า, แล้วเรายังจะต้องการอยู่เหนืออำนาจ การสร้างของพระเจ้า คือไม่ให้พระเจ้ามาสร้างหรือมาควบคุม หรือมาเกี่ยวข้องอะไรกับเราได้, ต้องการจะอยู่นอกเหนืออำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า. ฟังดูแล้วก็อวดดีโอหังอยู่มาก เหมือนกัน, แต่ว่าเป็นความจริง ที่เราจะต้องมีความรู้ ความ เข้าใจ ความถูกต้อง ที่ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า ซึ่ง อะไรก็ไม่รู้ ได้แต่บอก ๆ กันมา เชื่อ ๆ กันมา, แล้วก็กลัว กลัวแล้วก็ทำไปตามความกลัว นี่ไม่ไหว. เราจะมีความแน่ใจ มีศรัทธาแน่นแฟ้น แน่ใจ ถูกต้องว่า ทำอย่างนี้เป็นทุกข์, ทำอย่างนี้ไม่เป็นทุกข์ ; แม้พระเจ้าจะมาแทรกแซงอย่างไร ก็ไม่ผิดไปจากกฎเกณฑ์ อันนี้ได้, อย่างนี้เรียกว่าอยู่เหนือพระเจ้าผู้สร้าง เราก็จะ ดิ้นรนออกไปอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของพระเจ้าผู้สร้าง. พอพูดอย่างนี้แล้ว บางคนบางพวกเขาว่านี่มันอวดดีมันโอหัง, ไม่อวดดี ไม่โอหังอะไรดอก เป็นความจริงอย่างนั้น ที่เราจะ ต้องทำให้ได้อย่างนั้น จึงจะได้ชื่อว่ามีพุทธศาสนาที่ถูกต้อง หรือ เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง.
น.21 ๑๓ ข้อที่ ๖ . ที่นี้มองดูต่อไปอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าจะมีพระ เจ้ากันบ้าง พุทธศาสนาก็เป็นศาสนาที่มีพระเจ้า อย่างมิใช่บุคคล. ถ้าจะให้มีพระเจ้ากันบ้างก็ได้ แต่ต้องรู้กันว่า เป็น พระเจ้าชนิดที่มิใช่บุคคล เป็นพระเจ้าที่ไม่มีความรู้สึกอย่าง บุคคล. พระเจ้าที่เขาถือ ๆ กันอยู่ มีความรู้สึกอย่าง บุคคล. โกรธก็ได้ รักก็ได้ ชอบใจก็ได้ จึงถึงกับมีการ บูชาบวงสรวงอ้อนวอนให้ถูกใจพระเจ้า, อย่างนั้นเป็นพระเจ้า อย่างบุคคล เป็นพระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, เราไม่ ต้องการอย่างนั้น. เราจะมีสิ่งสูงสุดที่สมควรเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ แต่ไม่ใช่บุคคล, ไม่ใช่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, แต่ว่า เป็น กฎเกณฑ์ กฎของธรรมชาติ ซึ่งเฉียบขาดที่สุดเลย เพราะไม่รับสินบน บวงสรวงก็ไม่รับ, เ ป็นกฎของธรรมชาติ เข้าไปควบคุมได้ในที่ทั้งปวง ทุกหนทุกแห่ง, ในก้อนหิน ก็ได้ กระทั่งพูดให้หยาบคายหน่อยก็ในกองขี้หมาก็ได้. พระเจ้า ก็แทรกเข้าไปอยู่ ได้ในทุก ๆ อณูทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งทุกสิ่ง,
น.22 ๑๔ ควบคุมสิ่งทุกสิ่งได้จริง. ถ้าเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล แล้วมี ความรู้สึกอย่างบุคคล จะทำอย่างนั้นได้หรือ, จะเข้าไปอยู่ใน กองขี้หมาได้อย่างไร ถ้าเป็นพระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, ถ้าเป็นพระเจ้าที่เป็นเพียงกฎ กฎของธรรมชาติ เข้าไปอยู่ใน อะไรก็ได้ ในทุกปรมาณูเลย. นี่ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการมีพระเจ้า ชนิดที่ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, นี่ก็ควรจะรู้กันไว้. ถ้า ผู้ใดอยากจะมีพระเจ้า ก็ขอให้มีพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล, ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล ก็ได้เหมือนกัน. ข้อที่ ๗. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งธรรมนิยม. ธรรมนิยม นิยม นี่แปลว่า กฎเกณฑ์, กฎเกณฑ์ มีกฎเกณฑ์นิยมธรรมะเป็นหลัก ไม่ได้นิยมวัตถุหรือ นิยมจิตล้วน ๆ เป็นหลัก, นี่ก็ต้องเข้าใจไว้ให้ดี. เดี๋ยวนี้ มันเป็นปัญหา ว่าเราจะเป็นอะไรกันแน่, ถ้าเป็นวัตถุนิยมก็ นิยมวัตถุ เอากฎเกณฑ์ทางวัตถุ รู้จักแต่ทางวัตถุ นิยมวัตถุ นี้บางพวกไม่เอาวัตถุ, นิยมจิตใจ เอาแต่เรื่องของจิตใจ เอา
น.23 ๑๕ แต่เรื่องทางจิตใจ นี้ก็อีกพวกหนึ่ง, เป็นสองพวกตรงกันข้าม กันอยู่. แต่ พุทธศาสนา ไม่เอาอย่างนั้น คือเอาทั้งสองอย่าง รวมกันเรียกว่าธรรมะ ธรรมนิยม, ธรรมก็คือธรรมชาติ นั่นเอง, เอาทั้งวัตถุและทั้งจิตมารวมกันเข้า มีกฎเกณฑ์ อย่างไร มีความจริงอย่างไร มีอะไรอย่างไรก็เอาอย่างนี้เป็น หลักเป็นเกณฑ์ เลยเรียกว่าธรรมนิยม พุทธศาสนาเป็นธรรมนิยม ไม่ถือหลักวัตถุ ล้วน ๆ เป็นอย่างที่เรียกว่า materialism dialectic ที่เกลียดกลัว กันนัก คือ คอมมิวนิสต์, นี่เป็นวัตถุล้วน ๆ ; หรือที่เอา เป็นจิตตนิยม ผีสางเทวดา อะไรก็ไม่รู้ งมงายกันไป อีกแบบ หนึ่ง, ไม่เอาทั้งสองอย่างแหละ. ฉะนั้นจะไปเกี่ยวกับทางวัตถุ ก็ เอาความถูกต้องทางวัตถุ ที่ไปเกี่ยวกับทางจิตก็ เอาความ ถูกต้องทางจิตมารวมกันเข้าเป็น ทางธรรมชาติที่ถูกต้อง ทั้งทางวัตถุและทั้งทางจิต, เราเป็นธรรมนิยม ถ้ามีคนพวกอื่นถามว่าท่านเป็นพวกไหน ? เราบอก เป็นธรรมนิยม, ทั้งนี้เพราะว่า มนุษย์ คนหนึ่ง ๆ นั้น มีทั้ง กายและจิต จะมีแต่กายล้วน ๆ ก็ไม่ได้, จะมีแต่จิตล้วน ๆ
น.24 ๑๖ ก็ไม่ได้, มันต้องมีทั้งกายและจิตสัมพันธ์กันอยู่อย่างถูกต้อง, ความถูกต้องระหว่างทั้งสอง คือระหว่างกายกับจิตนั้นเรียกว่า ธรรมะแหละ คือถูกต้องทั้งสองฝ่าย, เราจึงเป็นธรรมนิยม เราจะมีความถูกต้องทั้งทางฝ่ายกายและทั้งทางฝ่ายจิต ข้อที่ ๘. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ เห็นว่า ทุกสิ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติ. ทุกสิ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติ : คน ๆ หนึ่งประกอบ ไปด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ, แม้วิญญาณก็เป็นสักว่าธาตุ ไม่ได้เป็นผีสาง อาตมัน เจตภูต อะไร. ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุ : ธาตุดินก็สักว่าธาตุ, ธาตุน้ำ ก็สักว่าธาตุ, ธาตุไฟก็สักว่าธาตุ, ธาตุลมก็สักว่าธาตุ, ที่ว่าง ที่ว่างนี้ก็เป็นสักว่าธาตุ, ที่เป็นจิตเป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่อง ของความรู้สึกทางจิตก็เป็นธาตุ, จิตเองก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ, วิญญาณก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ, เรียกว่าวิญญาณธาตุ เพื่อ จะไม่ให้เห็นว่าเป็นตัวเป็นตน ที่จะยึดถือขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน อย่างที่สำคัญเอาด้วยความเข้าใจผิดว่ามีตัวกู. พอมีตัวกูแล้ว ก็เห็นแก่ตัวกู ก็ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง,
น.25 ๑๗ เห็นแต่ความต้องการของตัวกู เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่ดีที่สุด สูงสุด ก็คือกูได้ตามใจกู นี้ถือศาสนาอย่างนี้, อย่างนี้มันมี ตัวกู มันไม่ใช่ธาตุตามธรรมชาติ. ตัวอย่างเช่นว่า ถ้ามีดบาดนิ้วมือ เขาก็รู้ว่ามีดบาด นิ้วมือ มิใช่บาดกู ถ้ามีดบาดกูนั้นมันไม่ถูก มันไม่มีตัวกูนี่, ถ้ามีดบาดนิ้วมือ มันเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วนิ้วมือนี้ก็ มิใช่ของกู เป็นของทางธรรมชาติ เนื่องอยู่กันกับทางร่าง กาย เป็นนิ้วของร่างกายเป็นส่วนของร่างกาย. อย่าเอาตัว กูเข้ามา, พอตัวกูเข้ามา มันก็เปลี่ยน เปลี่ยนความหมาย ให้เป็นทุกข์ เดือดร้อนวุ่นวาย มีตัวกู มีของกู, อย่าต้อง มีของกู, อย่าต้องมีของกูให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็น ธาตุตามธรรมชาติ. ข้อที่ ๙. พุทธศาสนานี้เป็นศาสนา แห่งการ ควบคุมวิวัฒนาการ ของสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณคืออะไรก็พูดกันมามากแล้ว แต่บางคน ยังไม่เคยฟัง, สัญชาตญาณ คือความรู้สึกที่มันรู้สึกได้เอง ตามธรรมชาติตามธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิต, จำกันง่ายๆ ก็ว่า
น.26 ๑๘ บรรดาสิ่งที่มีชีวิตแล้วมันจะมีความรู้สึกของมันได้เอง โดย ไม่ต้องมีใครมาทำให้มันรู้สึก ความรู้สึกส่วนนี้แหละ เรียกว่า สัญชาตญาณ. ต้นไม้ ก็มีความรู้สึกของมันตามสัญชาตญาณ, สัตว์ เดรัจฉาน ก็มี, คนมนุษย์ เรานี้ก็มี ความรู้สึกใดๆ ที่เกิด ขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องสอนกันนั้น เรียกว่าสัญชาต- ญาณ, ไม่ใช่ของลึกลับอะไร แต่ว่าไม่มอง เมื่อไม่มองก็ไม่ เห็น. การที่ว่า สิ่งที่มีชีวิตมันทำอะไรได้เองโดยไม่ต้องมี ใครสอน ; เช่นว่าเด็กทารกก็รู้จักหิว รู้จักอะไร รู้จักดิ้นรน รู้จักต่อสู้ รู้จักอร่อย รู้จักไม่อร่อย รู้จักคิด รู้จักนึก รู้จัก เติบโต รู้จักทำการสืบพันธุ์อะไรนี้ มันรู้จักได้เอง ที่เป็นไป ตามสัญชาตญาณ. สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกับมนุษย์. ต้นไม้ต้นไล่ก็มีความรู้สึกของมัน ต้องการอาหาร ก็ดูดน้ำดูดแร่ธาตุขึ้นไปปรุงแต่งที่ใบ เมื่อได้แสงแดดแล้วก็ หล่อเลี้ยงลำต้น มีความรู้สึกกลัวตายเหมือนกัน แต่มันไม่ ปรากฏชัดเหมือนมนุษย์, มนุษย์บางพวกจึงถือว่าต้นไม้นี้ ไม่มี จิตไม่มีความรู้สึก นี้ไม่ถูก, มันรู้สึกแต่ว่ามันน้อย ตามแบบ
น.27 ๑๙ ของต้นไม้ มันไม่อยากตาย มันต่อสู้เพื่อไม่ต้องตาย มันหนี อันตรายเท่าที่มันจะหนี ได้ มันเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่มันก็ทำ ไปอย่างอื่น เรียกว่ามันมีความรู้สึกก็แล้วกัน, ความรู้สึก เหล่านี้ถ้า เป็นไปเอง โดยไม่ต้องมีใครมาแนะมาสอน ก็เรียกว่าสัญชาตญาณ. อย่าง คนเรา เด็กทารก มีความรู้สึกตามสัญชาตญาณ ตามลำดับ นับตั้งแต่ว่าอยู่ในท้องก็รู้สึกดิ้นบ้าง, ออกมาจาก ท้องแล้วก็รู้สึกได้เอง เช่น หิว มันจะหิว มันจะดูดนมได้เอง แล้วมันจะเคลื่อนไหว จะดิ้นรน จะอะไรได้ จนเกิดความ รู้สึกได้เอง. เมื่อมีอะไรมากระทบตา เมื่ออะไรมากระทบหู กระทบจมูก กระทบลิ้น กระทบผิวหนัง กระทบจิตใจ มัน ก็ค่อยรู้สึกได้เอง จนรู้สึกแบ่งว่านี้น่ารัก นี้ไม่น่ารัก นี้กูชอบ นี้กูไม่ชอบ นี้ดี นี้ชั่ว, ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณ รู้สึกได้เอง เกิดได้เอง. ทีนี้ ถ้าว่าปล่อยไป ตามเรื่องตามราวแท้ ๆ นั้น มัน เตลิดเปิดเปิง ไปไม่ถูกทิศทาง มันยุ่ง มันฟั่นเฝือกัน แล้วมันก็จะมีปัญหา, ฉะนั้น จึงมาสอนให้รู้จักควบคุม ว่า
น.28 ๒๐ ควรทำอย่างไร. เด็ก ๆ ทารกนั้นมันไม่รู้ ก็จริง แต่บิดามารดา ผู้เลี้ยงผู้รักษา ก็ค่อยๆ สอนให้รู้ ให้ทำอย่างนั้นให้ทำ อย่างนี้, อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้, ค่อย ๆ รู้ขึ้นมา ; แต่ก็น่าสงสารที่ว่ามันจะรู้ถึงที่สุดไม่ได้ มันก็คล้ายๆ กับค่อย ๆ รู้, แล้วมันก็ ค่อยรู้มาในทางที่จะติดในฝ่ายดี ฝ่ายน่ารัก น่าพอใจ, แล้วก็ เกลียดฝ่ายที่ตรงกันข้าม, แล้วมีปัญหา เรื่องน่ารัก น่าพอใจ สวยงาม เอร็ดอร่อย บูชากันไป กระทั่ง ถึงเรื่องเพศเรื่องการสืบพันธุ์อะไรนี้ จนกระทั่งได้มีความ ทุกข์, จึงค่อยรู้จักความทุกข์, แล้วจึงค่อยคิดว่า จะดับทุกข์, นี่มันต้องผ่านมาอย่างนี้ มันช่วยไม่ได้ คือว่าต้องให้มันชิม ความทุกข์เสียก่อน. แต่เราก็ มีหลักการที่จะแนะนำสั่งสอนควบคุม ให้มันมีความถูกต้องพอสมควร, อย่าให้มันผิดจนตาย หรือได้ รับทุกข์เจียนตาย หรือน่าทุเรศ หรือเป็นบ้าเป็นอะไรไปเสีย, ควบคุมพอให้มันอยู่ได้, อยู่มาได้ด้วย ความถูกต้อง -ถูกต้อง-ถูกต้องขึ้นมา พอดีกับว่าอายุมันมากเป็นผู้หลักเป็น ผู้ใหญ่แล้ว ก็รู้จักทำให้ถูกต้องเต็มที่ อย่าได้เกิดความทุกข์เลย.
น.29 ๒๑ พอได้มารับหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ก็ทำได้ถึงที่สุด, ควบคุมได้ถึงที่สุดไม่มีความทุกข์เลย ได้เป็นพระอรหันต์ โดย ไม่มีใครตั้ง, ทำได้ถึงที่สุดไม่มีความทุกข์เลย ก็เป็นพระอรหันต์ เองแหละ ไม่ต้องมีใครมาตั้งให้. พุทธศาสนามีแนวแห่งการควบคุมสัญชาตญาณ นับตั้งแต่ออกมาจากท้องมารดาเรื่อยๆ มา, หรือจะพูดเอา เปรียบสักหน่อยก็ได้ ควบคุมมาตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา ก็ได้เพราะว่าเขามีกฎเกณฑ์ให้มารดาถือศีล หรือประพฤติวัตร ปฏิบัติ,หรือทำพิธีคุ้มครองอะไรต่าง ๆ ให้ทารกในครรภ์ ปลอดภัย อย่างนี้ ก็เรียกว่าคุ้มครองมาตั้งแต่อยู่ในท้องก็ได้ พอออกมาจากท้องมารดา ก็ได้รับการดูแลแวดล้อมให้มัน ดำเนินมาอย่างถูกต้อง อย่าให้เอาตามประสาเด็กซึ่งมันไม่รู้อะไร. อย่างลูกทารกเพิ่งเกิดมาใหม่ ๆ มันไม่รู้จักอุจจาระ มันขยำ อุจจาระก็ได้, มันจะกินเข้าไปก็ได้ มันไม่รู้นี่, อย่างนี้ก็ต้อง เรียกว่าไปตามสัญชาตญาณที่ไม่มีการควบคุม นี่ก็ สอนอบรมทุกอย่างเป็นมาตามลำดับ ควบคุม สัญชาตญาณที่มันจะให้เกิดกิเลส ฝ่ายกิเลสควบคุมไว้, แล้ว
น.30 ๒๒ ปล่อยให้มา เจริญในฝ่ายโพธิ, โพธิปัญญานี้เจริญ ๆ ให้ฝ่าย กิเลสมันถูกระงับไป, ให้ฝ่ายโพธิปัญญาเจริญ ๆ, เราจึงค่อย เป็นเนื้อเป็นตัวเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องขึ้นมาตามลำดับ. พระ- พุทธศาสนามีกฎเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์ เพียงพอที่จะใช้ใน การควบคุมพัฒนาการแห่งสัญชาตญาณ ของแต่ละคน ให้ดำเนินมาอย่างถูกต้อง, นี่เรียกว่าศาสนาแห่งการควบคุม วิวัฒนาการของสัญชาตญาณ. ข้อที่ ๑๐. ที่นี้มาดูอีกก็จะพบว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการยอมรับว่า มีนิพพานเป็นสิ่งหล่อ เลี้ยงชีวิตเป็นประจำวัน. ข้อนี้ไม่มีใครเชื่อกี่คน แล้วยังด่าเอาด้วย ถ้าพูด อย่างนี้ เพราะว่าเขาเอานิพพานไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้, ไว้อีก กี่กัปป์กี่กัลป์ก็ไม่รู้ ไว้ที่คนใดคนหนึ่งเมื่อไรก็ไม่รู้. เราจะ บอกให้ทราบกันว่า โดยหลักของพระพุทธศาสนานั้น ถือเป็นหลักว่า เมื่อใดกิเลสไม่แสดงบทบาท หรือไม่เกิด กิเลสไม่ได้เกิด ความว่างจากกิเลสนั้นแหละเป็นนิพพาน คือมันเย็น.
น.31 ๒๓ นิพพานแปลว่าเย็น ไม่ได้แปลว่าตาย, ถ้าจะแปล นิพพานว่าตาย ก็ต้องให้ตายของกิเลส ไม่ใช่ตายของคน นิพพานคือความเย็นที่เกิดมาจากการไม่มีไฟคือกิเลส, กิเลสเป็นของร้อนเหมือนกับไฟ เมื่อใดไม่มีกิเลสมันก็เป็น ความเย็น, ความเย็นอย่างนี้เรียกว่านิพพาน มีอยู่เมื่อไม่เกิด กิเลส ซึ่ง เราก็ไม่ได้เกิดกิเลสทุกนาทีทุกชั่วโมง ก็มี ความเย็นอยู่ในระหว่างนั้น เป็นนิพพาน ชนิดนี้ แม้จะ เป็นนิพพานน้อย ๆ, เป็นนิพพานชั่วคราว เป็นนิพพาน เป็นเอง อย่างนี้ ก็เรียกว่านิพพานอยู่นั่นแหละ เป็นตทังค- นิพพาน, ที่จะเป็นวิกขัมภนนิพพาน บังคับไว้ด้วยฌานสมาบัติ หรือนิพพานเพราะสิ้นกิเลสโดยตรงนั้น ยังไม่ถึง ยังไม่ถึง เป็นตทังคนิพพานที่เป็นไปตามธรรมชาติเอง. ประจวบ เหมาะกิเลสไม่เกิด ก็ไม่มีไฟลุก ไม่มีไฟลุกก็เย็น นี่คือสงบ เย็นอยู่ได้. เวลาที่เราสงบเย็นเป็นปกติอยู่ได้นี้มีมากพอ ที่จะทำ ให้เราไม่ตาย ทำให้เราไม่ปวดหัว ไม่เป็นโรคประสาท ไม่ เป็นบ้า. นี่นิพพานหล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันของเราอย่างนี้ หลักพระพุทธศาสนามีอย่างนี้ คือมีว่า เมื่อไม่มีกิเลสก็มี
น.32 ๒๔ นิพพาน, มีนิพพานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลา จึงรอดชีวิตมาได้, มีกิเลสเกิดขึ้นเป็นคราวๆไม่เป็นไร เดี๋ยวมัน ก็ดับไป ร้อนพักเดียว เดี๋ยวก็ดับไป แต่ว่าส่วนมากเราไม่มี กิเลส เรามีความว่างจากกิเลสแม้ชั่วคราวนี้เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยงชีวิต. นี้เป็นความจริงที่พุทธศาสนายอมรับ หรือมีอยู่ใน หลักพระพุทธศาสนา ที่ว่า เมื่อใดไม่มีกิเลส เมื่อนั้นมี ตทังคนิพพาน ยอมรับ เลยกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่มีนิพพานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตประจำวัน ประจำวัน แต่ละวัน ๆ มีเวลาที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ สดชื่นให้ปกติ. ข้อที่ ๑๑. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ปราศจาก ไสยศาสตร์. คำนี้ก็ยากเหมือนกันที่จะอธิบายว่าไสยศาสตร์คืออะไร เพราะเราถูกทำให้ชอบไสยศาสตร์ ให้ถือไสยศาสตร์มาโดย ไม่รู้สึกตัว, แล้ว ไสยศาสตร์ก็เป็นศาสตร์ที่มีอยู่ก่อน พุทธศาสนา.
น.33 ๒๕ เมื่อมนุษย์เป็นป่าเถื่อนไม่มีศาสนาอะไร ก็เรียกว่า ไม่มีศาสนา พอมนุษย์ป่าเถื่อนเหล่านั้น คนป่านะไม่ใช่ ป่าเถื่อนเดี๋ยวนี้, คนป่าสมัยโน้นค่อย ๆ รู้สึกอะไรขึ้นมาบ้าง คิดนึกอะไรขึ้นมาบ้าง คิดนึกอะไรได้เป็นความรู้ ใหม่ขึ้นมา, แต่ว่า ความรู้ที่คิดนึกได้นั้นมันเป็นไปอย่างไม่ใช่ถูกต้อง, มันนึกเอาเอง, นึกไปตามปรากฏการณ์ สิ่งที่น่ากลัว ก็ประจบสิ่งที่น่ากลัวให้หายกลัว. ความรู้สึกชนิดนี้มัน ดีกว่าที่จะไม่มีความรู้สึกอะไรเสียเลย เพราะมันยังทำให้หาย กลัว ให้สบายใจได้บ้าง, นี่เขาก็เรียกว่า ไสยะ-ไสยะ ซึ่ง แปลว่าดีกว่า คือดีกว่าที่ไม่มีอะไรเสียเลย, พูดตรง ๆ ก็ว่า รู้จักไหว้ผี ไหว้เทวดา ไหว้จอมปลวก ไห้วภูเขา บ้าง ก็ยัง ดีกว่าที่ไม่รู้จักทำเสียเลย เพราะมันยังสบายใจได้บ้าง จึงว่า ดีกว่าที่ ไม่มีอะไรเสียเลย. แต่พร้อมกันนั้น ไสยะ ไสยะแปลว่าความหลับยัง หลับอยู่ แม้จะทำได้อย่างนั้น ก็ยังเป็นพวกที่ยังหลับ อยู่ จนกว่าจะมีพุทธศาสตร์คือตื่นขึ้นมา รู้จักเหตุผล รู้จักความจริง ไม่ต้องยึดถือสิ่งที่เป็นไสยศาสตร์, มายึดถือ ความจริงที่ว่า ทุกข์เกิดเพราะเหตุนี้ ดับไปเพราะเหตุนี้
น.34 ๒๖ มีกฎเกณฑ์อย่างนี้อยู่ในตัวเอง หวังพึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่ง ภูตผีปีศาจ อะไรข้างนอก กลายมาเป็นพึ่งตัวเองข้างใน, นี่ก็ เกิดเป็นพุทธศาสตร์ ขึ้นมา ปราศจากไสยศาสตร์ คือไม่พึ่ง สิ่งนอกตัวพึ่งสิ่งในตัว, แล้วก็มี วิธีกระทำให้ถูกต้อง ให้ เกิดผลเช่นนั้น ไม่มีพิธี พิธีที่ทำพอระงับความกลัว. นี้ก็จะเรียกว่าพูดเอาเองก็ได้ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า พิธี กับ วิธี พิธีกับวิธีนี้ เป็นคำเดียวกัน, เป็นภาษาบาลี เดิม ๆ มีคำเดียวเท่านั้น พอมาเป็นภาษาไทย วิธีเป็นวิธี, พิธีก็เป็นพิธี. วิธี เป็นการกระทำตามเหตุผลเหมือนกับ วิทยาศาสตร์, พิธี ก็ทำตามความเชื่อ ความงมงาย เหมือนกับไสยศาสตร์ ; เพราะฉะนั้น วิธีนี้เป็นวิทยา- ศาสตร์, พิธีนั้นเป็นไสยศาสตร์, วิธีนี้ทำเอาเองช่วยตัวเอง พึ่งตัวเอง, พิธีนั้นให้ผู้อื่นช่วย พึ่งผู้อื่น ระวังให้ดีพิธี พิธีนั้นมันไม่ค่อยจะเป็นพุทธ- ศาสนา อย่าชอบนัก, แต่มันพูดผิด ๆ กัน ทำพิธีนั่นทำ พิธีนี่ ทำมากเกินไปจนรีตองแล้ว, พิธีรีตองนี้เตลิด เปิดเปิงออกไปหมด, เพียงแค่มีพิธีก็จะเป็นไสยศาสตร์
น.35 ๒๗ เสียแล้ว. ขอให้เป็นเพียงวิธี, วิธี ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ความจริง นี่เป็นวิธี. เช่น รักษาศีล อย่างนี้ ขอให้เป็นวิธี, รักษาศีลถูกต้อง ได้รับผลของศีล อย่ารักษาศีลเป็นพิธี มันจะงมงาย มันจะกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสบ้าง เป็น สีลัพพัตตุปาทานบ้าง อะไรไปทำนองโน้น วิธี กับ พิธี นี้จะเป็นเครื่องแยกกัน ระหว่าง พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์, ถ้าเป็นไสยศาสตร์ก็เป็นพิธี, แล้วก็เลยเป็นรีตองไป เพราะเขาใช้ใบตองมากในพิธี. ถ้าวิธี ไม่ต้องใช้รีตอง ไม่ต้องใช้ ใบตอง, ประพฤติปฏิบัติที่กาย วาจา ใจ ให้ถูกต้องก็แล้วกัน, ไม่ต้องใช้ ใบตอง อย่างนี้ก็เรียกว่า วิธี. ขอให้ทุกคนยึดหลักวิธี ให้มันถูกต้อง จึงจะเป็นพุทธ- ศาสตร์, ถ้าเป็นพิธีแล้วระวังให้ดี เป็นไสยศาสตร์ไม่ ทันรู้. นี่พุทธศาสนาไม่มีความเป็นไสยศาสตร์, ปราศจาก ไสยศาสตร์ โดยสิ้นเชิง มีหลักแยกกันง่ายๆ ว่า: ถ้าเป็น พุทธก็พึ่งตัวเองภายใน, ถ้าเป็นไสยก็พึ่งสิ่งอื่นภายนอก,
น.36 ๒๘ ถ้าเป็นพุทธก็ทำอย่างวิธี ถ้าเป็นไสยก็ทำอย่างพิธี เราแยก กันได้อย่างนี้ ไม่ต้องปนกัน. ข้อที่ ๑๒. ทีนี้ก็มาอีกอย่างหนึ่งอีกทางหนึ่ง พุ ทธ- ศาสนาถือว่า จิตมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ กันมาแล้วทุกคน. ต้องการจะบอกให้รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น มันมี สิทธิ หรือมีคุณค่า หรือมีธรรมชาติ มีเมล็ดพืช มีเชื้อแห่ง ความเป็นพุทธะกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ, ขึ้นชื่อว่าจิตแล้วเป็น อย่างนั้น. จิตมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะมา คือมันรู้ อะไรได้นั่นเอง, มันรู้อะไรได้นั่นเอง. ถ้าว่ามันรู้เดินไปทาง ผิดก็หมดหวัง, ถ้าความรู้เดินไปทางถูกนั้นจะมีหวัง จะไปจน ถึงความเป็นพุทธะ. คนบางพวกบางนิกาย เช่น นิกายเซ็นเป็นต้น เขาถือ ว่าเดิมมีแต่จิต, จิตอย่างเดียวเท่านั้น จิตอย่างเดียวชนิดเดียว, ทีนี้มีสิ่งแวดล้อมเข้ามาแวดล้อมปรุงแต่ง ปรุงแต่งไปทางหนึ่ง มันถูกต้องไปทางหนึ่ง จนกลายเป็นพระพุทธเจ้า, จิตที่ได้
น.37 ๒๙ รับการแวดล้อมอภิวัฒนาการไปอย่างถูกต้อง ไปเกิดพระ- พุทธเจ้าขึ้นมา. ทีนี้อีกทางหนึ่งได้รับการแวดล้อมไม่มาก ไม่พอไม่ดีถึงขนาดนั้น มาได้เพียงสามัญสัตว์, เป็นสามัญ สัตว์กันโดยมาก แต่มันก็ยังเป็นจิตที่มีพุทธะอยู่นั้น. พุทธะ อย่างสามัญสัตว์ ถ้ามันผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ไปทางอื่นเลย แปลว่าความเป็นพุทธะหรือเชื้อของความเป็นพุทธะ ถูกทำ ลายหมด ถูกใส่เข้ามาด้วยสิ่งรู้ผิดตรงกันข้าม รู้ผิดเป็นความรู้ ที่ผิด. สรุปความว่า ถ้ารู้อย่างสูงสุดก็เป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า, ถ้ารู้อย่างธรรมดาก็เป็นสามัญสัตว์. ทีนี้มัน กลับหลัง รู้ผิดก็ไปหาความมืด ความบอดอะไร ก็เป็น อันธพาล เป็นอันธพาล เป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่สามัญสัตว์ เป็นอันธพาลเป็นอันตราย เป็นภูตผีปีศาจเป็นอะไรก็ตาม นี่ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่น่าคิด ที่บอกให้รู้ว่า ทุก คนมีเชื้อสำหรับจะเป็นพุทธะมาด้วยกันทั้งนั้น แต่มา โชคดีหรือโชคไม่ดีก็แล้วแต่จะใช้คำไหน, ได้รับการแวดล้อม ดี เพาะปลูกดี อบรมดี อะไรดีจากสิ่งที่เข้ามาแวดล้อม ทางตา
น.38 ๓๐ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะค่อยฉลาด จนถึงไปเป็นพระ- พุทธเจ้า, แสดงว่าธรรมชาติจิตแท้ ๆ นั้น สามารถที่จะเป็น พระพุทธเจ้าได้ ถ้าได้รับการแวดล้อมอย่างนั้น, ถ้าไม่ได้รับ การแวดล้อมอย่างนั้น เป็นอย่างธรรมดา ก็เป็นสามัญ สัตว์, หรือถ้าดีกว่านั้นหน่อยก็เป็นระหว่างพระพุทธเจ้ากับ สามัญสัตว์ เป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่ง, แปลว่า จิตนี้จะ ให้เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งแวดล้อม. เรามารู้อย่างนี้แล้ว ก็พยายามปรุงแต่งแวดล้อม จิตนี้ให้ไปในทางของพุทธะ หรือความถูกต้องให้มาก เข้าไว้, อย่างเลวที่สุดก็เป็นสามัญสัตว์ธรรมดาสามัญ ให้ดี กว่านั้นหน่อย ก็เป็นสามัญสัตว์ชนิดที่ดี, ให้เป็นสามัญสัตว์ ที่สูงขึ้นไปเป็นอริยชนอริยเจ้า. อย่าไปคิดเป็นพระพุทธเจ้าเลย ไม่ได้ดอก, เป็นพระพุทธเจ้าคราวเดียว ๒ องค์ไม่ได้, เอา แต่เพียงว่าเป็นอริยชนหรือเป็นอริยเจ้า แล้วลงมาเป็นสามัญ สัตว์ที่ดี ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้นมีมาให้ครบถ้วน พร้อมแล้วสำหรับจะเป็นได้. เชื้อสำหรับจะเป็นพุทธะนั้นมี มาให้ ในสิ่งที่เรียกว่าจิตตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติของจิต,
น.39 ๓๑ คือมีความสามารถที่จะรู้ ถ้าได้รับการเพาะปลูกดีก็รู้มาก ไม่ดี ก็รู้น้อย หรือเลวก็รู้ผิดไปเลย. ฉะนั้น จิตทีแรกเป็นจิตอย่างเดียว แล้วก็ได้รับ การปรุงแต่งแวดล้อม ให้เป็นจิตต่าง ๆ ต่าง ๆ ๆ ๆ ต่างกัน หลายชนิด หลายชั้น หลายระดับ, เป็นความจริงที่หลัก พุทธศาสนายอมรับรอง ว่าเป็นไปตามสิ่งแวดล้อมหรือเหตุ ปัจจัย หรือกฎอิทัปปัจจยตา. ข้อที่ ๑๓. พุทธศาสนามีหลักเกณฑ์หลักการ คำสอน วิถีทางปฏิบัติ ชนิดที่เป็นวิทยาศาสตร์, พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับนักวิทยาศาสตร์แห่งโลก ปัจจุบัน. สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ๆ อยู่นี่ มันมี มากในโลกยุคปัจจุบัน โบราณนั้นไม่ค่อยมี ; แล้วเดี๋ยวนี้ มนุษย์ก็เจริญทางวิทยาศาสตร์, ชอบวิทยาศาสตร์, นับถือ วิทยาศาสตร์, คิดอย่างวิทยาศาสตร์, ทำอย่างวิทยาศาสตร์. ทีนี้เรามายืนยันว่า พุทธศาสนานี่จะเผชิญหน้ากับพวก
น.40 ๓๒ วิทยาศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์, หรือวิชาความรู้อย่าง วิทยาศาสตร์. ศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ที่มีพระเจ้า เป็นต้นนั้น ไม่อาจจะต่อสู้หรือเผชิญหน้ากับวิทยาศาสตร์, พุทธศาสนาเท่านั้นที่สามารถจะต่อสู้ หรือเผชิญหน้ากับนัก วิทยาศาสตร์. ขอให้เข้ามาเถอะ เข้ามาในท่าไหน แง่ไหน มุมไหนก็ตาม, เรามีหลักการตามหลักพุทธศาสนาที่จะ เผชิญหน้า, ที่จะต่อสู้ ในการพูดจาก็ดี, ในการปฏิบัติก็ดี ในการสร้างสรรค์พัฒนาก็ดี, ในทุก ๆ แง่ทุก ๆ มุม พุทธ- ศาสนามีครบมีพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับนักวิทยาศาสตร์, จะเผชิญหน้ากับความต้องการความประสงค์ของนักวิทยาศาสตร์ นี่เรายืนยันอย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ที่รู้จักกัน ทั่วโลก คือ ไอนสไตน์ ไอนสไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของ โลกเขาก็พูดอย่างนี้ แล้วความจริงมันก็เป็นอย่างนี้ คอยดู ต่อไป. เราควรจะรู้จักตัวเองไว้ รู้จักตัวเองไว้ ว่ามันเป็น ได้ถึงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มันเสียที, อย่างมงายเป็น
น.41 ๓๓ ไสยศาสตร์อยู่เลย มันไม่สามารถเผชิญหน้ากับนักวิทยาศาสตร์, มันกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์. เรื่อง ทางไสยศาสตร์มันก็ค่อย ๆ หมดไป มันมีอิทธิพลเล็กน้อยแก่ ความกลัวชั่วคราว, มันเป็นไปไม่รอดถ้ามันเป็นไสยศาสตร์. ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ มัน แก้ปัญหาถึงรกถึงราก ถึงต้นเหตุ แล้วมันก็ทำได้ดี โดยเฉพาะเรื่องทางวัตถุ โรคภัยไข้เจ็บทางวัตถุอะไรนี้ ทางวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาได้ดี, ทางไสยศาสตร์มันแก้ไม่ได้, แม้เรื่องทางจิต ก็เถอะ ใช้ ไสยศาสตร์แก้มันก็ได้เพียงเล็กน้อย ชั่วสบายใจไปพักหนึ่ง พักหนึ่ง ให้หายกลัวไปพักหนึ่ง พักหนึ่ง, พอหมดแรง ไสยศาสตร์ก็เท่าเดิม มีปัญหาอย่างเดิม. เราจะต้องทำอะไรให้มีเหตุผล ที่จะเผชิญหน้ากับผู้ มีเหตุผล คือนักวิทยาศาสตร์, แล้วพุทธศาสนาก็สามารถที่ จะทำได้อย่างนั้น. ฉะนั้น เราเตรียมตัวสำหรับที่จะอยู่ ร่วมโลกกับนักวิทยาศาสตร์, พุทธบริษัทนี้มีความเหมาะสม พร้อมที่จะอยู่ร่วมโลกกับนักวิทยาศาสตร์ แล้วทำอะไรก็ได้ ด้วยกัน, มีหลักสูงถึงที่สุด ไม่เหลือค้างไว้แต่สักสิ่งเดียว
น.42 ๓๔ สำหรับจะเป็นปัญหา นั้นไม่มีดอก มันจะแก้ปัญหาได้หมด ทุกอย่างทุกขั้นตอน. ข้อที่ ๑๔. ดูอีกทีก็เห็นได้ว่า เป็นศาสนาสำหรับ สากลจักรวาล. พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาสำหรับสากล จักรวาล, ไม่ใช่สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่สำหรับประเทศ อินเดีย ไม่ใช่สำหรับทวีปเอเซีย แต่สำหรับทุกทวีป ทุกโลก ทั้งโลกและทุกโลก จะมีโลกที่ไหนอีกก็เอา, กระทั่งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ถ้ามันมีอย่างที่เขาว่า ทุกโลก ทุกโลก ก็เรียกว่าทั้งสากลจักรวาล. หลักพระธรรมคำสอนใน พระพุทธศาสนานี้ ใช้ได้ตลอดสากลจักรวาล, จะมี กี่หมื่นโลกธาตุก็ตามใจ หลักธรรมนี้ใช้ได้ จะดับทุกข์ต้อง อย่างนี้ ดับทุกข์ต้องอย่างนี้ ไม่มีอย่างอื่นดอก. แม้แต่ว่า สัตว์เดรัจฉาน, แม้แต่ว่าต้นไม้ต้นไล่ ถ้ามัน จะดับทุกข์มัน ต้องทำอย่างนี้, อย่างอื่นไม่ดับทุกข์ดอก คือหยุดความ อยากอย่างโง่เขลาเสีย หลุดกิเลสเสีย ก็ไม่เป็นทุกข์.
น.43 ๓๕ เราจึงกล้าพูดคล้ายกับอวดดี คล้ายกับอวดอ้างว่า เป็นศาสนาสำหรับสากลจักรวาลโว้ย, เราพูดอย่างนี้เลย, ขอให้ รู้จักกันไว้ว่าพระพุทธศาสนานี้มีความพิเศษถึงขนาดนี้ทีเดียว. ข้อที่ ๑๕ พุทธศาสนาเป็น Religion. คำว่าศาสนานี้ เป็นภาษาไทย, ภาษาต่างประเทศ ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ เขาเรียกว่า religion, religion ถ้า จะเป็นภาษาอื่นก็ได้ ก็มีความหมายอย่าง religion นั่นแหละ. ทีนี้พวกฝรั่งเขาว่า religlion religlion นี้ต้องมีพระเจ้าอย่าง ของเขา จึงจะจัดเป็น religlion หรือศาสนา. เขาไม่จัดให้ พุทธศาสนาเป็น religlion เพราะไม่มีพระเจ้า. แต่ตัวคำว่า religion นั้นเอง มันบอกอยู่ในตัว ว่าพุทธศาสนาก็เป็น religion เพราะคำว่า religion นั้น มันแปลว่า ปฏิบัติเพื่อถึงกันกับสิ่งสูงสุด มีเท่านี้ มีคำ เท่านี้. การปฏิบัติที่ทำให้ผูกพันถึงกันระหว่างมนุษย์กับ สิ่งสูงสุด, การประพฤติกระทำอย่างใดก็ตาม ที่ทำให้เกิดถึง กันเข้า ผูกพันกันได้ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด, ถืออันนี้ เป็นหลักซิ พุทธศาสนาจะเป็นหรือไม่เป็น. ไม่ต้องอาศัย
น.44 ต้องมีพระเจ้า, แต่ พุทธศาสนานี้จะทำให้มนุษย์ ผูกพันกับสิ่งสูงสุด คือพระนิพพาน คือความดับทุกข์ สิ้นเชิง, สิ่งสูงสุด เราไม่ต้องอาศัยพระเจ้า แต่ถ้าถือ เอาความหมายว่า ทำให้เกิดความผูกพันกับสิ่งสูงสุด. พุทธศาสนาก็เป็น religion ยิ่งกว่าพวกนั้นเสียอีก, ยิ่งกว่า พวกที่มีพระเจ้าเสียอีก. พูดอย่างนี้ไม่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ ของพวกที่เขาถือพระเจ้า, แต่ว่าความจริงมันเป็นอย่างนี้. ฉะนั้นเรา จึงยืนยันว่าพุทธศาสนานี้เป็น religion โดยแท้จริง คือเป็นสิ่งที่ผูกพันมนุษย์กับสิ่งสูงสุดโดย แท้จริง, ถ้าเรียกว่าศาสนา ศาสนาเป็นเพียงคำสั่งสอน มันมี ความหมายน้อยนัก, ถ้าเรียกว่าเป็นคำสั่งสอน เป็นกันทุก ศาสนาไม่ว่าศาสนาไหน, แต่ความหมายลึกซึ้งที่สุดว่า ทำให้ผูกพันกันกับสิ่งสูงสุด แล้วเราก็จะยืนยันขึ้นมา ทันทีว่า พุทธศาสนานี้จะทำมนุษย์ให้ได้ผูกพันกับสิ่ง สูงสุด คือภาวะที่ปราศจากทุกข์ โดยประการทั้งปวง หรือ พระนิพพาน.
น.45 ๓๗ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาก็เป็น religion โดยไม่ ต้องมีพระเจ้า, หรือจะพูดว่า มีพระเจ้าก็มิใช่อย่างบุคคล มีพระเจ้าอย่างที่เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ไม่ใช่เป็นบุคคล ก็ควรถือว่าเป็นพระเจ้าได้ด้วยเหมือนกัน. อย่ามาพูดเขลา ๆ ว่าถ้าไม่มีพระเจ้าอย่างพระเจ้าบุคคลนั้นแล้ว ไม่เป็น religion อย่างนี้มันไม่ถูก, เพราะ ถือเอาหลักสำคัญว่า มันให้เกิด ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุดก็พอแล้ว, นี่ พุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า religion, religion อยู่ในโลก แล้วก็เป็น ยิ่งกว่าศาสนาใด เสียอีก. ข้อที่ ๑๖. พุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่มีสัจจธรรม ใช้ได้สำหรับสิ่งที่มีชีวิตตลอดนิรันดร. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จะใช้ได้กับสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์นี่ ตลอดนิรันดร, นิรันดรหมายความว่า ไม่มีที่สิ้นสุด นานไปเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่มีที่สิ้นสุด. นิรันดร, พุทธศาสนาเราไม่ต้องเปลี่ยน, พุทธศาสนานี้ไม่ต้องเปลี่ยน จะถูกต้องและใช้ได้กับมนุษย์จนถึงกาลนิรันดร กี่ ล้าน ๆ ๆ ๆ ปีก็ตามใจเถอะ จนนับไม่ถูกก็ตามใจ นิรันดร,
น.46 นี้ ไม่ต้องเปลี่ยน หลักเกณฑ์อันนี้จะใช้ได้กับ มนุษย์จนกระทั่งนิรันดร จนกระทั่งไม่มีมนุษย์ ก็เลิกกัน แหละ. นี่ขอให้ภาคภูมิใจว่า กฎเกณฑ์อันนี้ดีที่สุด เป็น สัจจะแท้จริงประเสริฐที่สุด ไม่จำกัดกาลไม่จำกัดเวลา, จะใช้ได้ตลอดกาลนิรันดร สำหรับมนุษย์. ข้อที่ ๑๗. ทีนี้ก็มาดูความสำคัญ ว่ามันอยู่ที่ตรงไหน ที่มันเป็นเช่นนั้นก็จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนา ที่มีความรู้เรื่องวิวัฒนาการของธรรมชาติ โดยอิทัป. ปัจจยตา. แล้วทำให้เราสามารถอยู่เหนืออำนาจของสิ่งนั้น ซึ่งศาสนาอื่นดูจะไม่มี เพราะเขาไม่พูดถึง, เขาไม่พูดถึงเรื่อง กระทำกันที่นี่ให้ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา, รู้ความจริง ของสิ่งทั้งปวง ไม่หลงอยู่ในเรื่องของปรุงแต่ง ก็อยู่เหนือ กรรม เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ซึ่งศาสนาอื่นไม่มี นี่เรียกว่ามันประเสริฐที่ตรงนี้นะ ช่วยให้อยู่เหนือ อำนาจ หรือเหนืออิทธิพลของสิ่งที่จะมาปรุงแต่งให้เป็น
น.47 ๓๙ ทุกข์ ; เพราะยินดีหรือยินร้ายนี้ ให้เป็นเรื่องที่จะต้องต่อสู้ เป็นคู่ ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจ, เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์, เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว, เดี๋ยวมั่งมี เดี๋ยวยากจน เดี๋ยวแพ้เดี๋ยวชนะ, เดี๋ยวได้เปรียบเดี๋ยวเสียเปรียบ คือ จะไม่มี ปัญหาชนิดนี้ เพราะว่าเราสามารถมีจิตใจอยู่เหนือ อำนาจของวิวัฒนาการ, ไม่มีศาสนาอื่นจะเป็นไปได้. ข้อที่ ๑๘. ทีนี้ดูอีกนิดว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้, ก็เพราะ พระพุทธศาสนา สอนให้เห็นความเปลี่ยน แปลงเรื่อย. เปลี่ยนแปลงเรื่อย ของวิวัฒนาการของสากล จักรวาล นอกจากพระนิพพาน มีแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย. ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเรื่อย เราเห็นแล้ว เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เราก็ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่เปลี่ยน แปลงเรื่อย, ความดีความชั่วก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย, ความสุข ความทุกข์ก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย, กุศลอกุศลก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย วิเศษจากไหนมาก็ยังเปลี่ยนแปลงเรื่อย ถ้ามันยังเป็นโลก หรือเป็นภพ หรือเป็นอะไรอย่างนี้อยู่.
น.48 ๔๐ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยอย่างนี้ เราไม่ ยึดมั่นติดพันในความเป็นอย่างใด ในภพชนิดไหน เราจึงสามารถที่จะอยู่เหนือ เหนือทุกคู่ที่มันหลอกลวงให้ยินดี ยินร้าย, เราจะไม่ยินดียินร้าย เราจะอยู่เหนือความยินดียินร้าย, เราไม่ต้องหัวเราะและร้องไห้อีกต่อไป. เราจะไม่ดีใจเสียใจอีก ต่อไป แต่เราจะคงที่ เยือกเย็น คงที่ ไม่ดีใจไม่เสียใจ. แต่ ดู ๆ ไม่ค่อยมีใครต้องการนัก, เขาอยากหัวเราะ เขาอยากดีใจ ที่จริงมันไม่ใช่ความสงบสุข, ดีใจก็วุ่นไปตามแบบดีใจ หัวเราะ ก็ยุ่งไปตามแบบหัวเราะ, ร้องไห้ก็ไม่ไหว. อย่าหัวเราะอย่า ร้องไห้นั่นแหละดี, อย่าดีใจอย่าเสียใจนั่นแหละดี สงบ, พุทธศาสนาช่วยได้ถึงขนาดนี้. ข้อที่ ๑๙. พระพุทธศาสนานี้มีมนุษย์ธรรมดา, มนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ๆ นี่แหละเป็นพระศาสดา เป็นตัวศาสนา สอนโดยมนุษย์ธรรมดา. ศาสนาอื่นเขามาจากพระเจ้า พระคัมภีร์ คำสอนมา จากพระเจ้า แล้วตัวผู้สอนนั้นเป็นลูกพระเจ้า, เป็นผู้แทน
น.49 ใช่มนุษย์ธรรมดา เขาเอากันอย่างนั้น. นี่เราไม่, เราไม่เอาอย่างนั้น เราว่าคนธรรมดานี้เป็นพระพุทธเจ้า มันก็น่าจะไว้ใจได้ เออมันคนธรรมดาด้วยกัน มันก็ต้องสอน เหมาะสำหรับคนธรรมดาด้วยกัน, เราได้แน่ใจอย่างนี้. ถ้าเขา มาจากพระเจ้า เป็นผู้แทนพระเจ้า เราก็คงจะทำกับเขาไม่ไหว มันดีเกินไป, พระพุทธศาสนานี้ตั้งขึ้นมาโดยมนุษย์ธรรมดา เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ มันมีหวังว่า เราก็จะปฏิบัติได้ รับเอาได้ ปฏิบัติได้. นี่รู้จักพระพุทธศาสนาไว้ว่า กำเนิดโดย บุคคลธรรมดา ไม่ใช่พระเจ้าส่งมา หรือไม่ใช่ผู้แทนพระเจ้า หรือว่าเป็นสิ่งที่ต้องส่งมาจากสวรรค์. พระเจ้าตรัสรู้เอง พระพุทธเจ้าเป็นคนธรรมดา ตรัสรู้ความจริง แล้วก็สอน อย่างที่เป็นคนธรรมดาจะปฏิบัติได้. นี้รู้กันไว้ซิ อย่าท้อใจ อย่าคิดว่าเหลือวิสัย. ข้อที่ ๒๐. พูดอีกข้อหนึ่งว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประหลาดมหัศจรรย์. ประหลาดที่ว่าผู้มีสติปัญญาที่ไม่ได้เคยเกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา, ไม่ได้ถือพุทธศาสนาว่าอย่างนั้นเถอะ, แต่
น.50 ๔๒ ถ้าเขามีปัญญาจริง มีปัญญาจริงคิดอะไรออกมา แล้ว มันจะมาตรงกับพุทธศาสนา, มันจะมาตรงกับพุทธศาสนา อย่างน่าอัศจรรย์. นี่มันต้องเปิดกว้างอย่างนี้ ไม่ผูกขาดแต่ ผู้เดียว. พระพุทธเจ้าไม่ผูกขาดแต่ผู้เดียว ความจริงอย่างนี้ หรือเท่านี้ คนอื่นก็รู้ได้, หรือว่าจะมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ ก็ได้ แต่ไม่ใช่พร้อมกัน ไม่ใช่พร้อมกัน, หรือว่าไม่เป็น พระพุทธเจ้า แต่เขาจะคิดเรื่องอย่างนี้ได้ มาตรงกันได้ เช่นเรื่องอนิจจัง อนิจจังนี้ คนอื่นก็คิดได้ โดยไม่ได้ฟัง มาจากพระพุทธเจ้า แต่ มาตรงกันได้. นี่แหละความประหลาดของพระพุทธศาสนามีอยู่ว่า ผู้มีปัญญาแท้จริงไม่เคยศึกษาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพุทธ- ศาสนา ก็อาจจะพูดตรงกันได้, บัญญัติตรงกันได้อย่าง น่าอัศจรรย์ เช่นเรื่องอนิจจังเป็นต้น, มีหลักฐานพิสูจน์ ว่าพวกกรีกในฝ่ายตะวันตกก็มีความรู้เรื่องอนิจจัง, คน ๆ หนึ่ง ชื่อว่า อิรักคิตัส สอนว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเรื่อยไหลเรื่อย เหมือนพระพุทธเจ้าแหละ แต่ประชาชนว่ามันบ้า เลยไม่มี ใครเอาด้วย ไม่มีใครยอมรับ, ไม่มีใครยอมรับอาจารย์ อิรักดิตัส ที่สอนว่าทุกสิ่งไหลเรื่อย ถูกหาว่าเป็นบ้า อย่างนี้
น.51 ๔๓ เป็นต้น, ก็แปลว่าถ้ามันมีปัญญาจริง รู้จริง เป็นนักปราชญ์ จริง ก็มาสอนตรงกับพระพุทธเจ้า. มีนักปราชญ์กรีก พ้องสมัยกันนี้ มา มาสอนว่า ทุก อย่างที่ เราเห็นที่เรารู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ ไม่ใช่ ของจริงนะ เท่าที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้สึกนี่ ไม่ใช่ของ จริง ไม่ใช่ตัวจริง ไม่ใช่ความจริง, ของจริงมันอยู่ลึกกว่านั้น. นี้ก็ ยิ่งเห็นได้ชัดว่า มาเข้ากับหลักพระพุทธศาสนา ที่เรา รู้สึกด้วยตา ว่าสวยจริงโว้ย, รู้สึกด้วยหูว่าไพเราะจริงโว้ย, รู้สึกด้วยจมูกว่าหอมจริงโว้ย, มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่ ของจริง, ที่เรารู้สึกทางอายตนะนี้ไม่ใช่ของจริง, ของ จริงอยู่ลึกกว่านั้น มันเป็นเพียงว่า มีมิติอย่างนั้นจึงรู้สึกว่า สวย เรียกว่าไพเราะหรือว่าหอม หรือว่าอะไรเท่านั้นเอง, ไม่ใช่ของจริง. นี่ก็มีคนคิดมีคนพูด ที่มาตรงกับพระพุทธศาสนา. เหล่านี้พอจะเชื่อได้ว่า ไม่เคยเรียนพุทธศาสนา แต่เขา พูดไว้อย่างหนึ่ง ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด คือไม่ใช่ทีเดียวทั้งหมด แต่ว่าอย่างเดียว, แม้เพียงอย่างเดียว ก็มาตรงกับหลัก
น.52 ที่รู้สึกทางตาว่าสวย, รู้สึกทางหูว่าไพเราะ, รู้สึกทางจมูกว่าหอม, รู้จากทางลิ้นว่าอร่อย, รู้จากทางผิวหนัง ว่านิ่มนวลชวนสัมผัส, รู้จากทางจิตว่าสบายนั้น มันเป็น ความรู้สึกที่ไม่จริง, ของจริงไม่ใช่อย่างนั้น ของจริงนั้น ไม่อาจจะพูดได้ว่าสวยไม่สวย, ว่าหอมหรือเหม็น, ไพเราะ หรือไม่ไพเราะ, มันแล้วแต่ธรรมชาติ แล้วแต่มิติของมัน. นี่ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีปัญญารู้จริงไม่ได้เคย ศึกษา, ไม่ได้เคยเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ก็สามารถจะพูด ให้ตรงกันได้กับพุทธศาสนา, แต่แล้วที่มันวิเศษกว่านั้นก็คือว่า ไม่มีใครมาพูดให้มากกว้างไกลกว่าพุทธศาสนาได้, แม้ บางเรื่องจะพูดได้ก็อยู่ในวงจำกัด เรื่องเดียว ๒ เรื่อง, พูดทั้ง หมดไม่มี พุทธศาสนาจึงรวบหมด เหนือหมด, เหนือ ทั้งหมดเลย. นี่ความน่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์ที่สุดของ พระพุทธศาสนา, ใครจะคิด จะคิด ดูไปเถอะ พบความ จริงอย่างไร เท่าไร มันก็ไม่นอกออกไปจากพุทธศาสนา, แต่ว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา เรียกว่าเรามี โชคดี ที่มีพระศาสนาที่สมบูรณ์ที่สุด สมบูรณ์ที่สุด.
น.53 ๔๕ เอาละพอกันสำหรับวันนี้ ๒๐ หัวข้อ พุทธศาสนา เป็นอะไร ๆ ๒๐ หัวข้อ ที่พูดมาแล้ว ยังไม่จบนะ ยังไม่ หมดนะ ยังมีอีกนะ ยังไว้พูดวันหลังอีก. วันนี้ ๒๐ หัวข้อแล้ว เหนื่อยแล้ว เหนื่อยแล้ว ก็ต้องยุติการบรรยาย สำหรับวันนี้. ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทบาลีคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ผู้จะประพฤติปฏิบัติพระพุทธศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สืบต่อไป ณ กาลบัดนี้ .
น.54 หลงความบ้าว่าศีลธรรม โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย เพราะเห็นกง- จักรร้าย เป็นดอกบัว. กิเลสไส- หัวส่ง ลงปลักกิเลส มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ. มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ เกียรติ กาม กิน บินบ้า ยิ่งกว่าเกิน แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa