Buddhadasa.org

มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ตอนที่ ๑๔ — ชุดที่สอง

มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา — ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๓๒ ชุด "คู่มือที่จำเป็น" (ตอนที่ ๑๓–๑๖) ณ สวนโมกขพลาราม — ชุดลอยปทุม อันดับ ๙๙

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.55 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา ซึ่งได้ บรรยายมาในชุด คู่มือจำเป็นแห่งการศึกษาและการปฏิบัติ มาถึงตอนที่ ๑๔ ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า มารู้จัก พระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ต่อไปอีก, แม้ว่าจะ ได้บรรยายมาครั้งหนึ่งแล้ว ๒๐ หัวข้อ ก็ยังไม่จบ, อยากจะ บรรยายอีกต่อไปในวันนี้ จะได้บรรยายอีก ๒๐ หัวข้อ เพื่อ ชุดคู่มือที่จำเป็น ๆ ตอนที่ ๑๔, ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๑ ๔๗

น.56 ๔๘ ว่าจะได้รู้จักพระพุทธศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังที่ตั้งใจไว้นั่นเอง ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี ๆ จะเป็นการรู้จักพระพุทธ- ศาสนาในทุกแง่มุม แล้วก็อย่างละเอียดลออที่สุดด้วย. ข้อที่ ๑ . ที่จะกล่าวในวันนี้ก็คือ พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว. ศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ดูเหมือนจะกล่าวได้ว่า บางศาสนามีตัวและสอนให้เห็นแก่ตัว, หรือให้เอาเปรียบผู้อื่นก็ได้. สำหรับ พุทธศาสนานี้ มุ่งหมาย ทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นศัตรูของสันติภาพ, แต่ถ้ามอง ให้ลึกไปกว่านั้นจะเห็นว่า พุทธศาสนาสอน เรื่องความไม่มีตัว, เมื่อไม่มีตัวแล้วจะเห็นแก่ตัวได้อย่างไร. นั่นแหละเป็นความลึกซึ้งถึงที่สุด ของความที่พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว. โดยศีลธรรมทั่วไป ก็ต้องการความไม่เห็นแก่ ตัว เพราะว่าความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง แห่งการเบียด เบียน, และการไม่รักษาไม่นิยมกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง เอาแต่

น.57 ๔๙ ประโยชน์ของตนเป็นใหญ่. ความเห็นแก่ตัวทำให้ตัวเอง เดือดร้อน, แม้อยู่คนเดียวก็เดือดร้อน เพราะว่ามันหวาดกลัว มันผวา มันหิว. ถ้าไปแตะต้องผู้อื่นเข้าอีก ผู้อื่นก็พลอย เดือดร้อนเข้าไปอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ นอกจากผู้เห็นแก่ตัว, ผู้เห็นแก่ตัวจึงจะต้องการศาสนาที่สอน ความเห็นแก่ตัว ขอสังเกตดูให้ดี ๆ. เรา พุทธบริษัท นับว่า มีโชคดี ที่ได้รับนับถือ พระศาสนาที่สอนว่าไม่มีตัว, ขอให้เข้าถึงความจริง อันนี้เถิด มันก็ จะรู้สึกไม่เห็นแก่ตัวขึ้นมาเอง เพราะว่า มันไม่มีตัวที่จะมาเห็นแก่ หรือมาเข้าข้าง หรืออะไรทำนองนั้น, จะต้องศึกษาหลักเรื่องอนัตตา ให้ดีๆ จะเห็นความไม่ มีตัว, ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ให้ดีๆ จะเห็นว่ามีแต่ กระแสแห่งการปรุงแต่งอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีตัวตนที่ แท้จริง. นี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่จะกำหนดไว้ในใจว่า พุทธศาสนานี้ เป็นศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว. ข้อที่ ๒. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ มีอะไรกันที่นี่และเดี๋ยวนี้.

น.58 ๕๐ เรามีความทุกข์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วจะไปดับ ทุกข์กันที่ไหน หรือว่าจะดับทุกข์กันที่นี่ แล้วหวังประโยชน์ จากการดับทุกข์ที่อื่นหรือชาติอื่น, อย่างนี้มันไม่มีประโยชน์ อะไร. ขอให้นึกถึง คำสำคัญคำหนึ่ง คือคำว่า สนฺทิฏฺฐิโก ที่เราสวดบททำวัตรสวดมนต์กันเป็นประจำว่า สวฺากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก พระธรรมที่ พระผู้มีพระภาคกล่าวไว้ดีแล้วนั้นเป็นสันทิฏฐิโก -อันบุคคลนั้นจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง, เอหิปัสสิโก -ควรน้อม เข้ามาในตน, ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ - ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ถ้าตายแล้วมันจะรู้ได้อย่างไร หรือจะมีประโยชน์อะไร. พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ในกายที่ยาววาหนึ่งที่ยัง เป็น ๆ นี้ ตถาคตได้บัญญัติความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์, และหนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ล้วนแต่ในร่างกายที่ยังมีชีวิต คือยังเป็น ๆ เพราะว่าต้องการ ให้สำเร็จประโยชน์ทันแก่ความต้องการหรือความรู้สึก มีความ ทุกข์ที่ไหนก็ดับทุกข์ที่นั่น, มีความทุกข์เมื่อไรก็ดับเมื่อนั้น

น.59 ๕๑ และการกระทำนั้นปรากฏชัดอยู่ในใจ แม้ผลของการกระทำนั้น ก็ปรากฏชัดอยู่ในใจ. เคยเข้าใจผิดกันว่า พระนิพพานจะถึงต่อเมื่อตายไป แล้วหลาย ๆ ร้อย หลาย ๆ พันชาติ จึงจะนิพพาน นั้นก็ตาย กันหมด. ความร้อนเกิดที่นี่ ความทุกข์เกิดที่นี่, ไฟ- กิเลสเผาที่นี่ แล้วจะรอดับกันเมื่อไร, มันต้องดับกันที่นี่, แล้วก็เห็นผลแห่งการดับกันที่นี่, มีความเย็นกันที่นี่ในชีวิตนี้. ขอให้สนใจในความหมายอันนี้ให้ดีๆ จะได้รับประโยชน์ จากพระพุทธศาสนาทันในชีวิตนี้ ไม่เป็นหมันเปล่า, ไม่ เป็นหมันเปล่า ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ. ข้อที่ ๓. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ บูชาหน้าที่เป็นสิ่งสูงสุด. ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ เรียกโดยบาลีว่า ธมฺม เรียกโดยภาษาไทยว่า หน้าที่ ๆ. คำนี้ พูดกันมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด, มนุษย์เริ่มสังเกตเห็น และรู้จักสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ แล้วก็เรียกมันว่าธรรมะ ๆ เรื่อยมา สอนเรื่องหน้าที่ให้ดีขึ้นสูงขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งเกิดพระ-

น.60 ๕๒ พุทธเจ้า, ท่านก็สอน หน้าที่สูงสุด ดับทุกข์หมดจดสิ้นเชิง บรรลุ มรรคผล นิพพาน, คือ การดับทุกข์นั่นแหละ เรียกว่าหน้าที่, จะเรียกว่าธรรมะ มันก็คือการดับทุกข์ การกระทำที่เป็นการดับทุกข์ ไม่ให้ตกลงไปในกองทุกข์, จะ เรียกมันว่าหน้าที่. หน้าที่ก็คือกระทำเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ ไม่ให้เกิดความทุกข์ ไม่ให้จมอยู่ในกองทุกข์. แม้คำจะต่างกัน โดยภาษา แต่ความหมายเหมือนกัน, คือการช่วยผู้มีหน้าที่ หรือผู้มีธรรมะไม่ให้ตกลงไปในกองทุกข์. หน้าที่เป็นสิ่งที่ควรบูชาสูงสุด, ดังที่ พระพุทธองค์ได้ ตรัสว่า ตถาคตเคารพธรรมะคือหน้าที่, พระพุทธเจ้าทุกพระ- องค์ก็เคารพธรรมะคือหน้าที่, แต่ละพระองค์ก็ทำหน้าที่อย่าง ไม่มีบกพร่อง, โดยเฉพาะหน้าที่ของพระพุทธองค์ คือ ทำความดับทุกข์ให้แก่ตนเองแล้ว ช่วยเหลือผู้อื่นให้ ดับทุกข์ได้อีกด้วย, นี้คือหน้าที่. แม้ที่สุดแต่ว่า หน้าที่ ต่ำลงมา, ต่ำลงมา จนถึงหน้าที่การทำมาหากิน การ บริหารร่างกาย, การคบหาสมาคม, การเป็นอยู่กันให้ ดี ๆ ก็ล้วนแต่เป็นหน้าที่, แล้วก็ หน้าที่ทั้งหมดเรียกว่า

น.61 ๕๓ ธรรมะ ๆ เสมอกัน, ธรรมะแปลว่าหน้าที่ ในลักษณะอย่างนี้ เดี๋ยวนี้คนไม่เคารพหน้าที่ ปากว่าเคารพพระ- พุทธเจ้า แต่ไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพคือหน้าที่, เขาเลยเป็นคนว่างงานกันโดยมาก, มีความรู้มีปริญญาก็ยัง ว่างงาน เพราะไม่เคารพบูชาหน้าที่ ไม่เห็นหน้าที่เป็นสิ่งที่มีค่า, เขาไม่ยอมออกเหงื่อเป็นต้น ก็เลยเป็นปัญหา, ถ้าเคารพ หน้าที่บูชาหน้าที่พอเหงื่อออกมาก็ยิ่งดีใจ อย่างนี้แล้วก็ไม่มี ใครว่างงาน. ฉะนั้น ขอให้พอใจว่าได้ทำหน้าที่ แม้เหงื่อมัน จะออกท่วมตัว เมื่อได้ทำหน้าที่ก็พอใจว่าได้ทำหน้าที่. หน้าที่ คือสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ. เราทำอย่างเดียว กันกับพระพุทธเจ้าคือเคารพหน้าที่ แล้วก็พอใจ ๆ ไม่รู้จักเบื่อ ในการทำหน้าที่, ไม่ว่าหน้าที่สูง ต่ำ ใหญ่ เล็ก อะไร พอใจ ทั้งนั้นแหละ ถ้าเป็นหน้าที่ที่จะช่วยดับทุกข์ ได้แล้วก็พอใจ. ฉะนั้นขอให้เรา พอใจในการทำหน้าที่ จะดับทุกข์ได้ และจะช่วยผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้ด้วย เหมือนพระพุทธเจ้า

น.62 ๕๔ ท่านทำ, รายละเอียดยังมีมากกว่านี้ แต่เอาเพียงเท่านี้ มันก็ เรียกว่าพอสมควร. ข้อที่ ๔. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ปัญญาชน. เป็นศาสนาที่อาศัยปัญญาเป็นหลัก สมกับคำว่าพุทธะ, พุทธะ ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ หรือ พุทธิ พุทธิ ที่แปลว่าความรู้. ใน บรรดาศาสนา หรือพระพุทธเจ้า หรือผู้ปฏิบัติธรรมะก็ตาม เขาแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ศรัทธาธิกะ ถือศรัทธา เป็นใหญ่, วิริยาธิกะ ถือการพากเพียร เข้มแข็งกล้าหาญ เป็นใหญ่. ปัญญาธิกะ ถือปัญญาความรอบรู้เป็นใหญ่. พุทธศาสนาถือความรอบรู้หรือปัญญาเป็นใหญ่ แม้จะมี ศรัทธาก็มีภายหลังปัญญา, แม้จะมีความพากเพียรก็พากเพียร ไปตามความชี้บอกของปัญญา, โดยยกเอาปัญญาเป็นใหญ่และ นำหน้าเสมอจึงเป็นไปตามอำนาจของปัญญา, บางทีก็เรียก ว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความรู้ ความเห็น ความ เข้าใจ อะไรก็ตามที่ถูกต้อง เป็นสัมมา-สัมมา, สัมมา แปลว่า

น.63 ๕๕ ถูกต้อง, ถูกต้องนั้นคือ ถูกต้องต่อหนทางแห่งพระนิพพาน, ถ้าถูกต้องต่อความเป็นอย่างอื่นไม่จัดว่าถูกต้อง, ต้องเป็นไป เพื่อนิพพาน จึงจะเรียกว่าถูกต้อง. การกระทำใด ๆ มีอยู่หลายอย่าง มีประโยชน์อย่างอื่น ก็มี, แต่ถ้าไม่เป็นไปเพื่อนิพพานก็ไม่เรียกว่าถูกต้อง. การที่ จะมีทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของอะไรก็ตาม แต่ถ้าเพื่อ กิเลสตัณหา มันก็ไม่ถูกต้อง, แต่ ถ้าเพื่อความดับทุกข์โดย เฉพาะแล้ว มันก็ถูกต้อง. เรา จะต้องมีศีลให้ถูกต้อง คือ เป็นไปเพื่อนิพพาน, จะต้องมีสมาธิให้ถูกต้อง เป็น ไปเพื่อนิพพาน, มีปัญญาให้ถูกต้อง เป็นไปเพื่อ นิพพาน. นี่ถือไว้เป็นหลักอีกประการหนึ่งว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งปัญญาชน, และถือว่า ปัญญาเป็นส่วน สำคัญ ในการดับทุกข์หรือแก้ปัญหา. ข้อที่ ๕. ซึ่งออกจะเป็นการเมืองอยู่บ้าง พุทธ ศาสนาเป็นศาสนาแห่งธัมมิกเสรีประชาธิปไตย.

น.64 ๕๖ หมายความว่าเราชอบเสรีภาพชอบประชาธิปไตย ให้แต่ละคน ๆ เป็นใหญ่ในตัวเอง, แต่ต้องเป็นธัมมิกะ คือ ถูกต้องหรือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ธรรมะ ความถูกต้องอีก นั่นแหละ เสรีประชาธิปไตยจึงจะไม่เป็นอันตราย. ถ้าเสรี ประชาธิปไตยด้วยความเห็นแก่ตัวด้วยกิเลสแล้วอันตราย อย่างยิ่ง, อย่าไปเอากับมันเลย, ถ้าท่านผู้ใดชอบคำว่าเสรี เสรีภาพ เสรีประชาธิปไตย ก็ต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าธัมมิกะ ธัมมิกะ คือประกอบอยู่ด้วยธรรมะให้มากให้เป็นหลัก ว่ามัน ต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ, มิฉะนั้นมันจะเสรี ไปตามอำนาจ ของกิเลส ของความเห็นแก่ตัว, แล้วมันจะเป็นอันตรายแก่ ทุกฝ่าย โดยไม่ต้องสงสัย ใครชอบเสรีก็ต้องทำให้เสรีนั้น ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ, อย่าเสรีไปตามอำนาจของกิเลส ถ้าเป็นไปตามอำนาจของกิเลสแล้ว กิเลสนั่นแหละมันขี่คอ ขี่หัวอยู่ แล้วจะเสรีได้อย่างไร. มันต้องไม่มีกิเลสเป็นเครื่อง ผลักไสบังคับบีบคั้น มันจึงจะเรียกว่าเสรี, เดี๋ยวนี้เขาเสรีกัน ด้วยกิเลส เสรีกันด้วยความเห็นแก่ตัว โลกมันจึงยุ่ง. ข้อที่ ๖. ก็อยากจะพูดว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งธัมมิกะสังคมนิยม.

น.65 ๕๗ เมื่อตะกี้พูดถึงเสรีอิสระภาพของคน, เดี๋ยวนี้พูดถึง สังคมนิยม คือไม่นิยมเสรีส่วนบุคคล แต่มานิยมประโยชน์ หรือความสุขของสังคม พุทธศาสนาสอนในลักษณะเป็น สังคมนิยม คือสอนในลักษณะ สำหรับจะอยู่ด้วยกันมาก ๆ ไม่ใช่อยู่คนเดียว ต่างคนต่างอยู่, มีคำสอนมากมายหลาย ประการ, เป็นไปเพื่อว่าเราจะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ; เพราะว่าธรรมชาติมันก็ต้องการอย่างนั้น แล้วสัญชาตญาณที่ รู้สึกอยู่ในจิตในใจ มันก็ต้องการอย่างนั้น เมื่อพูดถึง ธรรมชาติ ก็ดูธรรมชาติไปซิ มันอยู่ เดี่ยว ๆ เมื่อไร อะไรก็มีกันอยู่มากมาย, แม้ต้นไม้นี้ ต้นไม้นี้ จะอยู่ต้นเดียวมันก็อยู่ไม่ได้. อย่าว่าแต่คนเลย อยู่กันเป็น หมู่มากมายเป็นป่า ๆไปเลย. นี่ สัญชาตญาณความรู้สึกที่ เกิดเอง อยู่ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต มันก็ ต้องการจะเป็นหมู่ จะมีพวก จะมีความอบอุ่นด้วยสิ่งแวดล้อม. ลูกพอเกิดมาก็ติดแม่ ติดทุกคน หรือว่า เป็นคน ขึ้นมาแล้ว มันก็อยู่คนเดียวไม่ได้ มันก็ต้องการเพื่อนฝูง

น.66 ๕๘ ร่วมมือกันอย่างนั้นร่วมมือกันอย่างนี้, เพราะว่ามันอยู่คนเดียว ไม่ได้ในโลกนี้. เขาจะให้เราอยู่คนเดียว, ยกโลกทั้งโลก มอบให้เราคนเดียว เราก็อยู่ไม่ได้ เราก็ทำไม่ได้. ฉะนั้นเรา จะ ต้องมีการอยู่เป็นสังคม คือเป็นพวก, สัตว์เดรัจฉาน มันก็จับกลุ่มกันเป็นหมู่เป็นพวก เป็นความอุ่นใจ ดูสัตว์ตัว เล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ, ช้างตัวใหญ่ ๆ มันก็ยังอยู่เป็นพวก มันยาก ที่จะอยู่ตัวเดียว. เว้นไว้แต่มันมีเหตุผลอย่างอื่น. แต่ตาม ปรกติแล้วมันต้องการอยู่เป็นพวก เพราะมันมีประโยชน์หลาย อย่างในความปลอดภัย, ในการต่อสู้, ในการทำอะไรให้สำเร็จ การร่วมมือกันนี้มันเป็นความดีอย่างนี้ พุทธศาสนาสอนให้ประพฤติปฏิบัติในลักษณะ ที่จะอยู่กันเป็นพวก, และอยู่อย่างถูกต้อง ที่เรียกว่า ธัมมิกะ อีกนั่นแหละ. ถ้ามันจะคุมพวกกันไปปล้นไปฆ่า คนอื่น มันก็ไม่ใช่พวกที่ถูกต้อง, มันอยู่กันเป็นพวกที่มี ความเข้าใจกันดี ร่วมมือกัน กระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อหมู่คณะนั้น, มองดูเห็นได้ง่าย ๆ ว่า หลายคน ช่วยกันทำนั้นมันง่ายและมันเร็วและมันได้มาก ทั้งง่ายทั้งเร็ว

น.67 ๕๙ ทั้งได้มาก. ถ้าคนเดียวทำมันได้ยาก, มันลำบากมันได้น้อย, แล้วบางอย่างก็ทำไม่ได้. มดตัวเล็ก ๆ มันยังรู้จักหามกันเลย ช่วยกันหาม, ข้าวสารเม็ดหนึ่งพาไม่รอดมดตัวเดียว, แต่มด สองสามตัวช่วยกันหามข้าวสารเม็ดหนึ่งไปได้, แล้วคนจะโง่ กว่าสัตว์เหล่านี้ได้อย่างไร. เห็นประโยชน์ของการที่ร่วม แรง ร่วมใจ ร่วมกำลังกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นสังคม, เป็นสังคม แล้วก็มีความถูกต้องหรือธรรมะเป็นเครื่อง กำกับก็ปลอดภัย. นี่รู้ว่า พุทธศาสนานี้เป็นสังคมนิยม ; แต่เดี๋ยวนี้ คนเขากำลังเกลียดว่า สังคมนิยมเป็นคอมมิวนิสต์อย่าเอามา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าสังคมนิยมแบบนั้นมันก็มีอยู่, แต่เราไม่ ใช่สังคมนิยมแบบนั้น, สังคมนิยมแบบที่ว่ามีธรรมะมี ความถูกต้องเข้ามากำกับ, อยู่กันอย่างเป็นเพื่อนเกิดแก่ เจ็บตายด้วยกัน, เป็นอย่างนี้แล้วจะเบียดเบียนกันได้อย่างไร, จะเอาเปรียบกันได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้. เดี๋ยวนี้คน เห็น แก่ตัว มัน เป็นสังคมนิยมไม่ได้, ฉะนั้น ต้องเอาความ เห็นแก่ตัวนี้ออกไป ความรักผู้อื่นมันก็จะเกิดขึ้นมาแทน.

น.68 ๖๐ ข้อที่ ๗. อยากจะระบุว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการรับรู้ชีวิตทุกระดับชีวิต. ขอให้ฟังให้ดี ๆ ว่า ยอมรับรู้ว่าชีวิตเป็นของมีค่าทุก ๆ ระดับของชีวิต, ไม่ว่าจะเป็นชีวิตชนิดไหน คนที่เห็นแก่ตัว ก็ไม่ยอมรับความจริงอันนี้ เหยียดหยามคนที่ต่ำกว่า, จะต้อง รับรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้ว มันก็มีความหมายมีค่า และก็ให้ มันทุกระดับของชีวิต. บางคนจัดให้ต้นไม้ ไม่มีชีวิตเสียก็มี, อย่างนี้เห็นจะไม่ไหว. ต้นไม้ก็มีชีวิตไปตามแบบของ ต้นไม้, ระดับของต้นไม้ มันก็มีชีวิต. ฉะนั้น ถ้าฆ่าสัตว์ เป็นบาป ฆ่าต้นไม้ก็ต้องเป็นบาปด้วยเหมือนกัน แม้จะไม่ เท่ากัน, แม้จะไม่เท่ากัน ฆ่าคนก็เป็นบาปมากกว่า, ฆ่าสัตว์ก็ เป็นบาปรองลงมา, ฆ่าต้นไม้ก็เป็นบาปรองลงไป. ที่จะไม่ ให้เป็นบาปนั้นเป็นไปไม่ได้, นั้นไม่รับรองทุกระดับของชีวิต. ศาสนาบางศาสนาอย่าไปออกชื่อเลยมันไม่ดี ฆ่าสัตว์ ได้ เป็นนักบวชยิงนกตกปลาได้ เป็นนักบวชในศาสนาเพราะ เขาไม่ยอมรับว่า ระดับชีวิตระดับนั้นมีค่า, แต่ พุทธศาสนา เราถืออย่างละเอียด ละเอียดประณีตสุขุมนุ่มนวลอ่อนโยน ว่า มันเป็นชีวิตแล้ว ก็ต้องให้ความเคารพนับถือ, อย่า

น.69 ๖๑ ไปดูหมื่นดูถูก แม้แต่ชีวิตของสัตว์ตัวเล็ก ๆ หรือว่าชีวิตของ สัตว์เล็กลงไปอีก เป็นตัวจุลินทรีย์เป็นตัวเซลล์อะไรก็ตาม กระทั่งว่ามันเป็นเซลล์ชนิดพืชไม่ใช่สัตว์ มันก็มีชีวิต, ต้อง เคารพชีวิต. เดี๋ยวนี้มันไม่เคารพในลักษณะนั้น เหยียดหยามผู้ที่ ต่ำกว่าหรือด้อยกว่า, เป็นคนร่ำรวยก็ดูถูกคนจน, เป็นคน ใหญ่กว่าก็ดูถูกคนเล็ก, พระเณรโง่ ๆ ชอบเขกหัวเด็ก ๆ เพราะ ว่าไม่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต ในฐานะที่เป็นคนเสมอกัน. นี่ ไม่ยอมรับ เด็ก ๆ ว่ามีชีวิตเสมอกัน แล้วก็ไม่ยอมรับ สุนัขและแมวไก่เป็นต้นว่ามีชีวิต, ก็ทำหยาบคายทารุณต่อสิ่ง เหล่านั้นมากขึ้นไปอีก. เมื่อลงไปถึงต้นไม้ต้นไล่แล้วก็ไม่ต้อง พูดถึง ก็ทำหยาบคายยิ่งขึ้นไปอีก, เขาไม่เคารพชีวิต. พระพุทธเจ้าท่านให้ยอมรับชีวิตทุกระดับ ตาม สมควรแก่คุณค่าของมัน ; อย่างเป็นภิกษุนี้จะฆ่าต้นไม้ ไม่ได้, ถ้าไปฆ่าต้นไม้ก็ปรับอาบัติเท่ากับฆ่าสัตว์เหมือนกัน เท่ากับฆ่าสัตว์เหมือนกัน, ทำให้สัตว์ตายก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์,

น.70 ๖๒ ทำให้ต้นไม้ตายก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์อย่างนี้เป็นต้น, ยอมรับ สิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตเป็นของมีค่า. ขอให้เราถือหลักอันนี้ เราก็จะมีเมตตากรุณากว้าง ขวางไม่มีขอบเขต ; เมื่อได้ยินว่าชีวิต ก็ต้องรู้ว่ามันก็รักตัว มันเอง, ต้นไม้มันก็มีชีวิต มันก็รักตัวมันเอง, มันต่อสู้เพื่อ ความอยู่ไม่อยากตายเหมือนกัน เห็นใจมันบ้าง, สัตว์ตัวเล็ก ๆ แทบจะมองไม่เห็น มันก็มีชีวิต มันก็รักที่จะมีชีวิต ก็ เห็นใจมันบ้าง. เรามีจิตใจละเอียดอ่อนอย่างนี้แล้ว จะมี สันติสุขมีสันติภาพ เพราะว่าไม่มีการเบียดเบียน, นอกจาก จะไม่เบียดเบียนแล้ว มันยังมีความรักเมตตากรุณา ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในชีวิตทุกระดับ. นี้ก็เป็น หลักเกณฑ์ในพระพุทธศาสนา ที่ต้อง การให้รับรู้ชีวิตทุกระดับของชีวิต ว่ามันก็เป็นชีวิต คือมี ความรู้สึกที่อยากจะอยู่ไม่อยากจะตาย, ต้องการความสงบสุข. ฉะนั้นมาช่วยกันเถิด มาทำให้มีความสงบสุข, นับตั้งแต่พวก เทวดาลงมา มาช่วยให้มีความสงบสุข มนุษย์ก็มีความสงบสุข, สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายก็มีความสงบสุข, ต้นไม้ต้นไล่ทั้งหลาย

น.71 ๖๓ ก็มีความสงบสุข, นี่จะเรียกว่าเป็นโลกทั้งโลกของสิ่งมีที่ชีวิต อันมีความสงบสุข จริงหรือไม่จริงขอให้ลองไปคิดดู. ข้อที่ ๘. ก็อยากจะพูดว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งอหิงสาอันสมบูรณ์. อหิงสาอันสมบูรณ์, อหิงสา แปลว่า ไม่เบียดเบียน คนธรรมดาเห็นแก่ตัว มันก็เบียดเบียนด้วยอวิชชา, มีอวิชชา แล้วมันก็เบียดเบียน ที่จริงเบียดเบียนตัวเอง แต่ก็ไม่รู้. คนโง่เบียดเบียนทั้งตัวเองและเบียดเบียนทั้งผู้อื่น ทำลาย ผู้อื่น, หารู้ไม่ว่านั้นก็เป็นการเบียดเบียนตัวเอง. การไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองไม่เบียดเบียนทั้ง ผู้อื่น นั่นแหละเป็นการไม่เบียดเบียนที่สมบูรณ์ ; แต่ ความโง่ปิดบังเสีย ไม่เห็นการเบียดเบียนตนเอง ที่ทำตัวเอง ให้ลำบากอยู่ด้วยกิเลสตัณหานี้ทำตนเองให้ลำบากอยู่แท้ ๆ ก็ยังไม่เห็น, แล้วก็ยังทำ ๆ ทำตนเองให้ลำบาก ด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยความโง่ ด้วยอบายมุขอะไรก็ตาม เบียดเบียน ตนเอง มันก็ไม่มองเห็น, เรียกว่ามีอวิชชามากเกินไป แล้ว ก็ไม่เห็นว่า เมื่อเบียดเบียนเขาให้เดือดร้อนก็เท่ากับเบียดเบียน

น.72 ๖๔ ตนเองด้วยเหมือนกัน, เพราะมันจะวกกลับมาหา มันเป็น การก่อสร้างเวรภัยขึ้นมา สำหรับเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น, ฉะนั้น จึงมีหลักการที่ว่า จะไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ เบียดเบียนผู้อื่น. การเบียดเบียนตนเองนี้ ลึกลับมาก ไม่ค่อยจะรู้ จักกัน ทำตัวเองให้ลำบาก แต่ก็พอใจที่จะทำ, การทำผิด ทำชั่วนี้คือเบียดเบียนตนเอง แต่กลับเห็นเป็นความ สนุก เป็นความดีเป็นความได้ไปเสียอีก จึงมีการ เบียดเบียน ตนเองโดยไม่รู้สึกตัว ใน แบบที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กันอยู่ทั่ว ๆ ไป. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ไม่ทำให้ลำบาก แม้ อย่างหยาบ ๆ แม้อย่างกลาง ๆ, แม้อย่างละเอียดที่มองไม่ค่อย จะเห็น. การกระทำให้ลำบากมีหลายขนาดอย่างนี้ จะต้อง ศึกษาให้รู้ว่าความลำบากอย่างละเอียด หรือการเบียดเบียน ของกิเลสนี้ละเอียด, นอกจากละเอียดแล้วยังหลอก ๆ หลอก ให้เห็นว่าเป็นความดี, ความชั่วมันหลอกให้เห็นว่าเป็น ความดี, คนก็หลงทำความชั่ว คือเบียดเบียนตนเอง

น.73 ๖๕ นั่นแหละ, เป็นการทำความชั่วเบียดเบียนตนเอง แต่หลงไป ว่าเป็นความดีเพราะว่ามันหลอก. นี่การเบียดเบียนที่ละเอียด มันมีปัญหามากอย่างนี้. ฉะนั้น เราจะถือหลักโบรมโบราณ รวมทั้งใน พุทธกาลในพุทธศาสนา ก็ยอมรับร่วมกันหมดเลยว่า อหิงสา ปรโม ธัมโม, อหิงสา ปรโม ธัมโม -ความไม่เบียดเบียน เป็นบรมธรรม, ความไม่เบียดเบียนเป็นธรรมะสูงสุด : ไม่ เบียดเบียนทุกระดับ, ระดับหยาบ ระดับกลาง ระดับละเอียด ก็ไม่เบียดเบียน, ตนเองก็ไม่เบียดเบียน ผู้อื่นก็ไม่เบียดเบียน, มันกลายเป็น ไม่เบียดเบียนโดยประการทั้งปวง นั่นเป็น บรมธรรม. บางทีไม่ต้องมีใครมาเกี่ยวข้อง ตัวเองมันเบียด เบียนตัวเองด้วยความโง่ ด้วยความโง่ทำให้กินไม่ได้นอนไม่ หลับ หรือว่า ทำให้ยุ่งยากลำบากทรมานอยู่ตลอดเวลา, หรือไป เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปชอบอบายมุข ดื่มน้ำ เมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น อะไรก็ตาม ซึ่ง เบียด เบียนตนเองโดยไม่รู้สึก โดยไม่รู้สึก. แต่กลับไปรู้สึก

น.74 ๖๖ ว่าดี ว่า ได้ ว่า สนุก ว่า เอร็ดอร่อย ไปเสีย, อย่างนี้ เป็นการเบียดเบียนที่ละเอียดที่ลึกซึ้ง ซึ่งสมัครเป็น สมัคร จะเป็น, ยิ่งเป็นยิ่งสนุกยิ่งเบียดเบียนตัวเองยิ่งสนุกสำหรับคน โง่ พอกันทีเรื่องการเบียดเบียน. ข้อที่ ๙. อยากจะพูดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนา แห่งการมีหัวใจของทุกศาสนา. เดี๋ยวนี้ต้องนึกถึงศาสนา ทุก ๆ ศาสนา ก่อน ว่า เกิดขึ้นมาในโลกนี้เพราะเหตุอะไร, ถ้าศึกษาในแง่ของ ประวัติศาสตร์ ก็พบได้ง่าย ๆ ว่า มนุษย์เบื่อการเบียดเบียน, กลัวการเบียดเบียน, ไม่ต้องการเบียดเบียน, จึ งเกิดศาสดา นานาชนิด ขึ้นมา สอนเรื่องการไม่เบียดเบียน, สอนเรื่อง การให้เป็นอยู่กันอย่างสงบสุข โดยเฉพาะก็ไม่เห็น แก่ตัว, ถ้าไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมาทำไม. ถ้าไม่มีปัญหา อะไรมันก็ไม่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้มันมีมูลเหตุ มันมีปัญหา มันทน อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะการเบียดเบียน ก็เริ่มมีศาสดาผู้สอน องค์เล็กองค์น้อยเกิดขึ้น ๆ จนเกิดพระบรมศาสดา มีความ มุ่งหมายที่จะสร้างสันติภาพกันทั้งนั้นแหละ, บรรดา

น.75 ๖๗ พระศาสดาองค์เล็กองค์ใหญ่เท่าไร ก็มุ่งหวังสันติภาพมากน้อย เล็กใหญ่ ไปตามเรื่อง. เดี๋ยวนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า ทุกศาสนา ต้องการจะ กำจัดความเห็นแก่ตัว ทุกศาสนา จึงสอนให้รักผู้อื่น ให้ รักผู้อื่นเหมือนกับรักตนเอง. แต่แล้วสาวกไม่ทำ, สาวกไม่ ทำตาม ก็ฆ่าผู้อื่นหรือฆ่าเพื่อนร่วมศาสนาด้วยกัน อย่างฆ่า เนื้อฆ่าปลานี้มันก็มี นั้นเพราะมันไม่ทำ ทั้งที่แท้ศาสนานั้น ๆ ก็สอนให้ไม่เห็นแก่ตัว ให้รักผู้อื่นอยู่นั่นแหละ. เราพูดได้เลยว่า ทุกศาสนามีหัวใจที่จะกำจัดความ เห็นแก่ตัว แต่ พุทธศาสนาเราก็มี อย่าง มากกว่า กว้าง ขวางกว่า ครอบงำได้ไกลกว่า เพราะเราสอนลึกลง ไปถึงความไม่มีตัว, สอนลึกลงไปถึงความไม่มีตัว มันก็ ไม่เห็นแก่ตัว. ถ้ายังสอนว่ามีตัว มันก็จะต้องเห็นแก่ตัว, เมื่อเห็นแก่ตัวมันก็จะต้องรุกล้ำผู้อื่นเกินเลยผู้อื่นเป็นธรรมดา. แต่เอาเป็นว่า เมื่อทุกศาสนาต้องการความรักผู้อื่นไม่เห็น แก่ตัว, พุทธศาสนาสอนได้ไกลไปกว่านั้น ว่าไม่มีตัว, พอไม่มีตัว ไม่เห็นแก่ตัว มันก็รักผู้อื่นเอง, ไม่มีตัวที่จะ

น.76 ๖๘ เห็นแก่ตัว มันก็รักผู้อื่นเอง. ขอให้จำไว้ แล้วก็จะรักความ ถูกต้อง ความสุจริต ความยุติธรรม. ถ้ามัน เห็นแก่ตัวเสียแล้ว มันไม่เห็นแก่ความ ยุติธรรมดอก ไม่เห็นแก่ความถูกต้องดอก, ก็เห็นแต่ ประโยชน์ของตัวท่าเดียว. นี่รักตัว เห็นแก่ตัวชนิดนี้ ใช้ไม่ได้ ถ้าจะใช้คำว่ารักตัว ก็ขอให้มีความถูกต้อง คือไม่ ได้รักด้วยกิเลส, ถ้ารักด้วยกิเลสมันก็เป็นความเห็นแก่ตัว, ถ้ารักด้วยสติปัญญา มันก็จะไม่เห็นแก่ตัว หรือจะเห็นแก่ตัว ผู้อื่นได้. ดังนั้น ถ้าใครอยากจะรักตัว ก็ขอให้รักด้วย สติปัญญา, อย่ารักด้วยอวิชชา กิเลส ตัณหา มันจะทำผิด ไปหมด, หรือแม้แต่ว่าจะเห็นแก่ตัว เอ้า อยากจะเห็นแก่ตัว เพราะคำนี้มันมีความหมาย ก็ขอให้เห็นแก่ตัวด้วยสติปัญญา, เห็นแก่ตัวด้วยสติปัญญาที่ถูกต้องเถิด มันจะไม่ทำผิด, ถ้าเห็น แก่ตัวด้วยอวิชชา ด้วยกิเลสตัณหา แล้วมันก็วินาศ, เดี๋ยวนี้ ในภาษาพูดทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าภาษาไหนถ้าพูดว่า เห็นแก่ตัวแล้ว หมายถึงความโง่หรือกิเลสทั้งนั้น ไม่มีใครต้องการในโลกนี้.

น.77 ๖๔ ไม่ต้องการความเห็นแก่ตัว เกลียดความเห็นแก่ตัว กลัวความ เห็นแก่ตัว, เพราะว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นตามธรรมดามัน มาจากกิเลสตัณหา, มาจากความโง่ มาจากอวิชชา มาจาก ความมืด. พุทธศาสนามีหัวใจเป็นความไม่เห็นแก่ตัว เพราะสอนเรื่องไม่มีตัว, นี่ขอให้เข้าใจกันไว้. ข้อที่ ๑๐. พุทธศาสนาเป็นศาสนาชั้นยอด สุดของศาสนาทั้งปวง. ข้อนี้ฟังดูแล้วคล้ายกับว่าดูถูกผู้อื่นโอหังก้าวร้าว. อย่าฟังไปในแง่ว่าพูดโอหังก้าวร้าวว่าพุทธศาสนาดีกว่า, หรือ ยอดสุดของศาสนาทั้งปวง. ขอให้มองกันในแง่ของความจริง หรือหลักคำสอน ศาสนาทั้งหลายสอนไปจบอยู่ที่มีตัวตน อันเป็นนิรันดรถาวร, มีตัวตนอันเป็นนิรันดรถาวรอยู่ นั่นแหละ ยกเลิกไม่ได้ ไปสูงสุดอยู่ที่มีตัวตน, เป็นอาตมัน ที่ถาวร, เป็นพระเจ้าที่ถาวร, เป็นพรหมที่ถาวร เป็นอะไร ก็ตาม. แต่ พุทธศาสนาจะสอนเลยนั้นขึ้นไป เป็นความ ว่าง, ว่างจากตัวตน. แม้ว่าจะอยู่นิรันดร หรือจะดีกว่าใคร เท่าไรก็ตามเถอะ มันก็ว่าง, ว่างจากความหมายแห่งตัวตน.

น.78 ๗๐ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตนเลย พุทธศาสนาขึ้นพ้นไป จนถึงไม่มีตัวตน มีแต่ความว่างจากตัวตน จึงถือว่า เป็นยอดสุด ยอดสุดที่ใครจะสอนให้เลยกว่านั้นขึ้นไปอีกไม่ ได้ .. . ใครจะไปต่อยอดให้อีกไม่ได้. มันสุดยอดเสียแล้ว, นี่เรียกว่าพุทธศาสนาเป็นยอดสุดของศาสนาทั้งปวง. ข้อที่ ๑๑. อยากจะพูดว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการปลดปล่อย. พวกคอมมิวนิสต์ชอบคำนี้ เขาอ้างเป็นเหตุสำหรับ ปฏิบัติหน้าที่ ว่าปลดปล่อย, ปลดปล่อย. เรานี่จะพูดว่า พุทธศาสนาต่างหากเป็นผู้ปลดปล่อย คือปล่อยได้ยิ่งกว่าที่ คอมมิวนิสต์ปล่อย, คอมมิวนิสต์มันปล่อยทางวัตถุ ทาง ร่างกาย ทางโลก ๆ ไม่ปล่อยทางจิตใจ มีความมั่นหมายเอา ไว้ในอำนาจ เอาไว้ภายใต้การปกครองอยู่นั่นแหละ. ที่จะ หลุดพ้นกันแท้จริง ต้องเป็นวิมุตติทางจิตใจ หลุดพ้นจาก ความทุกข์ทั้งปวง, หลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง, หลุดพ้นจาก กิเลสทั้งปวง จึงจะเรียกว่าหลุดพ้น. จิตหลุดพ้นจากทุกสิ่ง

น.79 ๗๑ ที่ครอบงำจิตนั้นจึงจะเรียกว่าหลุดพ้น, คอมมิวนิสต์ไม่ได้ ปล่อยถึงขนาดนั้น. เรามีความปลดปล่อย, ปล่อยคนให้หลุดพ้นจาก สิ่งที่กักขังควบคุมทรมานจิต ให้หลุดพ้นออกไปได้จากสิ่ง เหล่านี้. เรียกว่าวิมุตติในพระพุทธศาสนา, นี่คือการปลด ปล่อยที่แท้จริง, ปล่อยสุดท้ายก็คือปล่อยจากตัวตน ปล่อยจาก ความยึดมั่นว่าตัวตน, ปล่อยจากความยึดมั่นว่าของตน นั่น แหละเป็นการปลดปล่อยอันแท้จริง, ปล่อยตัวเองจากตัวเอง หรือจะพูดอีกอย่างที่ไม่มีใครชอบ ว่า พ้นออกไปเสียได้จาก ความชั่วและความดี ไปจนพ้นเสียจากความดี เหนือความดี นั่นแหละปล่อย, พ้นจากชั่วไปถึงดี พ้นจากดีไปถึงว่าง, นั่นแหละเป็นการปลดปล่อยที่แท้จริง. ขอให้ทุกคนรู้ว่า ความ ปลดปล่อยที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหน, หรือมันไปถึงไหน. ข้อที่ ๑๒. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง สันติภาพ. มีความสงบ, เป็นความสงบเยือกเย็น. สันติภาพ ทางกาย กายไม่มีอะไรเบียดเบียน, สันติภาพทางจิต จิต

น.80 ๗๒ ไม่มีอะไรเบียดเบียน, สันติภาพทางวิญญาณ คือสติ ปัญญาไม่มีความโง่เขลาเบียดเบียน. นี่จำไว้เถอะว่า ทางกายก็ปราศจากความเบียดเบียน ของบุคคลของ เหตุการณ์ เบียดเบียนก็ไม่เป็นเบียดเบียนเพราะไม่รับเอา, ทางจิตก็ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีอะไรเบียดเบียน, ทางสติปัญญา ก็ไม่มี กิเลสตัณหาหรือมิจฉาทิฏฐิ อะไรมารบกวน, มัน เป็นสันติภาพเพราะไม่มีอะไรรบกวน. ข้อที่ ๑๓. อยากจะพูดว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งความมีคนเพียงคนเดียว. ฟังดูบ้า ๆ บอ ๆ ศาสนาแห่งความมีคนเพียงคนเดียว, คือ ไม่มีมึง ไม่มีกู ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีนี้ ไม่มีนั้น, มี แต่คนเดียวเป็นธาตุตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นตัวตน, ไม่เป็นตัวตน ซึ่งแบ่งเป็นเขาหรือเป็นเราไม่ได้ มีแต่ธาตุ ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ควรจะเรียกว่าบุคคล แต่ถ้าไม่เรียกว่า บุคคลก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร. ถ้าจะมีบุคคลก็อย่ามีเรามีเขาซิ เพราะถ้ามีเรามีเขา แล้วมันต้องกระทบกันเป็นแน่นอน, มันต้องขัดแย้งกันเป็น

น.81 ๗๓ แน่นอน. ทำในใจเสียว่า ทั้งหมดนี่ ทั้งหมดในสากลจักรวาล มันจะมีกี่ล้าน ๆ คนก็ตามใจเป็นคน ๆ เดียวเสีย อย่ามีฝ่ายโน้น อย่ามีฝ่ายนี้ อย่ามีฝ่ายนั้น, เรียกว่ามีคน ๆ เดียว เป็นคน ๆ เดียวกันเสียให้หมด, เป็นเพื่อน เกิดแก่ เจ็บตาย มีปัญหา อย่างเดียวกัน, มีหัวอกอย่างเดียวกัน มาจากธาตุทั้งหลาย เป็นสังขารปรุงแต่งกันขึ้นมาด้วยกัน เหมือนกันด้วยประการ ทั้งปวง, อย่างนี้เป็นคน ๆ เดียว เป็นคนเดียวกันอย่างนี้ ก็ไม่มีเขาและไม่มีเรา สบายดี. ข้อที่ ๑๔. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ สหกรณ์. สหกรณ์ร่วมมือกันทำ ร่วมมือกันมี ร่วมมือกันกิน. ร่วมมือกันใช้, ร่วมมือกันเก็บรักษา, ร่วมมือกันเป็นเจ้าของ ทรัพย์สมบัติให้เป็นสหกรณ์. แต่แล้ว ในโลกนี้มันทำไม่ได้ เพราะมันมีแต่คนคดโกง, พร้อมที่จะเอาเปรียบ การ สหกรณ์ที่แท้จริงเกิดไม่ได้ เกิดได้หลอก ๆ เท่าที่ภายนอกเท่า ที่ความจำเป็นบังคับ เพราะว่าเขาไม่ถือตามหลักพุทธศาสนา ที่ว่าเราเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกัน

น.82 ๗๔ ทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว เราจะโกงกันไปทำไม, เราเป็นหัวอก เดียวกัน, รวมกันแก้ปัญหา ต่อสู้อุปสรรค ต่อสู้ความทุกข์ ความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง ราวกับว่าเรารวมกัน, รวมกัน เป็นกิจกรรมอันเดียว. ข้อที่ ๑๕. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ เศรษฐกิจ. เศรษฐกิจ แปลว่า กิจอันประเสริฐที่สุด, ในที่นี้ หมายถึงกิจที่ทำให้เกิดสิ่งดีมีประโยชน์, ที่มีประโยชน์น้อย ให้มีประโยชน์มาก, ที่ไม่เคยมีประโยชน์ก็ให้เป็นประโยชน์ ขึ้นมา, ทำได้อย่างนี้เรียกว่าเศรษฐกิจ กิจอันประเสริฐ พุทธศาสนาทำให้ชีวิตที่ไม่มีประโยชน์ กลายเป็นมี ประโยชน์ที่สุด คือ บรรลุ มรรคผลนิพพาน ; ร่างกาย เน่าไม่มีราคานี้ สามารถใช้เป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรมะ, ปฏิบัติธรรมะ ร่างกายที่เป็นของเน่าเป็นของไม่มีประโยชน์ ก็กลายเป็นของมีประโยชน์ขึ้นมา, ที่มีประโยชน์น้อย ๆ ก็มี ประโยชน์มากขึ้น เพราะไม่เห็นแก่ตัว ประโยชน์ที่เคยทำกัน

น.83 ๗๕ เพราะเห็นแก่ตัว มากลายเป็นประโยชน์ที่ทำไปเพราะไม่เห็น แก่ตัว, ประโยชน์น้อยก็กลายเป็นประโยชน์มาก. นี่เป็น เศรษฐกิจ เป็นเศรษฐีทางจิต ร่ำรวยไปด้วยคุณความดี นี่เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นโดยพุทธศาสนา. ข้อที่ ๑๖. อยากพูดว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการพัฒนาชีวิต ทำให้ชีวิตสูง เจริญขึ้น ในทุกความหมาย. ชีวิต ๆ คำนี้ มีความหมายมาก หลายอย่างหลายประการ จนเวียนหัว, เอาสั้น ๆ ว่า ชีวิตทางวัตถุ คือเซลล์ที่ยังมีชีวิต ประกอบกันขึ้นเป็นเนื้อเป็นหนังนี้ มีชีวิตอย่างนี้, ชีวิตอย่างนี้ ก็พัฒนา นี้ชีวิตที่สูงขึ้นมาทางจิตใจก็พัฒนา. ชีวิตที่หมายถึง การเป็นอ ยู่ ระบบการเป็นอยู่ก็เรียกว่าชีวิต, ระบบนั้น ๆ พัฒนา. แต่คำว่า พัฒนา ๆ นี้ หมายถึงถูกต้อง คือมีความสงบ สุขแท้จริง. คำว่า พัฒนา ๆ ตัวหนังสือแปลว่า ทำให้มากขึ้น เท่า นั้นเอง, ไม่สุขไม่สงบก็เรียกว่าพัฒนา, คำ ๆ นี้มันแปลว่าทำ ให้มากขึ้น. แต่ ในทางพุทธศาสนาเราพัฒนาให้มากด้วย

น.84 ๗๖ สิ่งที่พึงปรารถนา คือความสงบสุข, ให้พัฒนาโดยมีความ สงบสุข หรือมีภาวะที่น่าพอใจน่าปรารถนานั้นมากขึ้น ๆ ไม่ ว่าชีวิตในความหมายไหน ชีวิตทางระดับวัตถุ ก็ได้, ชีวิต ระดับจิต ล้วน ๆ ก็ได้, ชีวิตระดับสติปัญญา หรือวิญญาณ ก็ได้ มันล้วนแต่พัฒนาด้วยกันทั้งนั้น, เรียกว่าชีวิตในทุก ความหมายก็แล้วกัน. ข้อที่ ๑๗. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ลงทุนน้อยได้ผลมาก. เป็นอยู่อย่างต่ำแต่กระทำอย่างสูง, กินอยู่อย่าง ต่ำ ๆ แต่การกระทำนั้นมุ่งสูง. เราชวนกัน ถือหลักการดำรง ชีวิตที่นี่ว่า กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู อยู่อย่างต่ำ ๆ มุ่งกระทำ อย่างสูง, กินหรืออยู่ให้ต่ำที่สุด แล้วจิตมันก็จะน้อมไปทางสูง. ถ้าไปกินอยู่สูงมุ่งเอร็ดอร่อยสวยงามเป็นสูงเสียแล้ว จิตมันก็ น้อมไปทางต่ำเองเป็นธรรมดา, ถ้าจะให้จิตมันเป็นไปทางสูง ก็กินอยู่อย่างต่ำ ๆ เข้าไว้. ชีวิตเป็นอยู่แบบพระสงฆ์ นี่ กินข้าว จานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเท่าเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง นี่เราสอนว่าควรจะถือหลักอย่างนี้.

น.85 ๗๗ ครั้งพุทธกาลก็เหมือนกัน แหละ พระพุทธเจ้าก็ เป็นอยู่อย่างนี้, บางทีก็ไม่มีอาหารฉัน, บางทีก็ฉันข้าวตาก เลี้ยงม้า ไม่มีข้าวแกงไม่มีกับ, อย่างที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เล่มแรกที่สุด พระวินัยปิฎกเล่มแรกที่สุดของพระไตรปิฎก เล่าเรื่องพระพุทธเจ้าจำพรรษาเมืองเวรัญชา ผู้นิมนต์ลืมไปเสีย ไม่มีอะไรฉัน ข้าวยากหมากแพงหาไม่ได้. พ่อค้าเลี้ยงม้าเขา สงสารเขาแบ่งอาหารเลี้ยงม้า คือข้าวตากถวายพระองค์ละกำมือ ทำให้ชุ่มๆ ด้วยน้ำแล้วก็ฉันไม่ต้องมีแกงมีกับ. คิดดูเถิด ความ เป็นอยู่อย่างต่ำอย่างนี้ ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง, ไม่ยอม เปลี่ยนแปลงไปแสวงหาให้มันสูง. เดี๋ยวนี้ปากหรือท้อง มันต้องการจะกินดีอยู่ดีไม่มีขอบเขต, มันมุ่งแต่ทาง เรื่องปากเรื่องท้อง ลืมเรื่องทางจิตใจ มันก็สูงไปไม่ได้. เพราะฉะนั้น ขอให้ยึดหลักว่า กินอยู่ให้ต่ำ มุ่งกระทำ อย่างสูง มันจะทำได้, ถ้ากินอยู่สูง ๆ แล้ว มันก็ไปบ้าไป หลงเรื่องนั้นเสียแล้ว ใจมันก็ต่ำไม่ทันจะรู้.

น.86 ๗๘ ข้อที่ ๑๘. พุทธศาสนาเป็นการทำของไม่มี ค่าให้มีค่า. ข้อนี้ออกจะซ้ำกับที่พูดแล้วมาในเรื่องเศรษฐกิจ แต่อยากจะแยกออกมาเป็นมีความหมายพิเศษ ว่าคนธรรมดามัก จะมองข้ามเป็นบางอย่างไม่มีค่า. เราอยากจะพูดว่า ทุกอย่าง มีค่า ขอให้ใช้ให้เป็นประโยชน์เถิด จะมีค่า : อุจจาระ ก็ดี ซากศพก็ดี, สิ่งชนิดนี้ทำให้มีค่าได้ ถ้ารู้จักทำ แล้วแต่ ใครจะทำ ซากศพทำให้มีค่า แล้วกลายเป็นวัตถุแห่งการ ศึกษา, ไม่ใช่ว่าเอาไปทำปุ๋ยอย่างที่เมืองจีนเขาว่า. เราใช้ ซากศพไว้สำหรับทางการศึกษารู้ความจริงของชีวิต ของ ธรรมชาติ, แม้แต่ อุจจาระก็ยังรู้จักทำให้เป็นประโยชน์ รู้เรื่องปฏิกูล รู้เรื่องไม่ปฏิกูล, จนกระทั่งรู้ว่า ไม่มีอะไร ที่ปฏิกูล และไม่ปฏิกูล เลยยกเลิกหมด, ถ้ารู้จักศึกษาให้ ถูกต้องแล้ว สิ่งปฏิกูลก็เป็นประโยชน์ในการศึกษา อะไร ๆ มันมีค่าทั้งนั้นแหละ หาให้ออกหาให้พบ มันต้องมีค่าในความหมายใดความหมายหนึ่งเสมอ ทุกอย่างมัน มีค่า เรียกว่ามันมีคุณ. ถ้าภาษาบาลีภาษาอินเดียโบราณ

น.87 ๗๙ เขาเรียกว่ามันมีคุณมีค่า ค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้แต่ความชั่ว มันก็มีค่า ลงโทษคนชั่ว หรือมีค่าที่จะขู่ขวัญให้คนเลิกทำชั่ว ให้กลายเป็นคนดี ความชั่วมันกัดเอา มันตบหน้าเอา คนก็ เลยเลิกเป็นคนชั่วมาเป็นคนดี ทำความชั่วมันก็ยังมีค่า. ขอให้ รู้จักทำให้ทุกสิ่งมันมีค่าให้มันมีประโยชน์, มองให้ดีมันมีแต่คุณค่า. แม้แต่ ความตาย มันก็ยัง มาสอน ให้ฉลาด, ความทุกข์ก็มาสอนให้รู้จักดับทุกข์, อะไรที่ เขาว่าเสีย ๆ ไม่มีเสียส่วนเดียวดอก เสียเงินเสียทอง เสียลูก เสียเมียเสียผัว เสียอะไรก็ตาม, ถ้ารู้จักมอง มันก็จะได้ความรู้ สูงสุด เนื่องด้วยการเสีย นั่นแหละ, แล้วก็จะกลายเป็นผู้ที่ รู้จักว่าไม่เสีย จะไม่มีเสียอะไรอีกต่อไป ทำทุกอย่างให้เป็น ประโยชน์แก่ความรู้ แก่การศึกษา แก่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ดับทุกข์ได้. ข้อที่ ๑๙. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ก้าวหน้า ทั้งทางวัตถุและทางจิต เราอยากจะพูดว่าพวกคนโง่ พวกคนโง่ พูดหยาบ คายที่สุด ไม่รู้จะพูดอย่างไรก็ต้องขอพูดอย่างนี้. พวกคนโง่

น.88 ๘๐ ว่าพุทธศาสนานี้เป็นอุปสรรคของการพัฒนาในทางวัตถุ ไม่รวย ไม่เก่ง ไม่กล้าพัฒนาทางวัตถุไม่ขึ้น เพราะไม่สอน ให้บ้า, เพราะไม่สอนให้เอามาก ๆ บ้า ๆ บอ ๆ, เห็นพุทธศาสนา เป็นอุปสรรคของการพัฒนาทางวัตถุ แล้วไปแถมให้ว่า, ดีแต่ พัฒนาทางจิต, นี้มันไม่ถูก. พุทธศาสนาสอนให้มีการพัฒนาตามที่ควรพัฒนา ทั้งทางวัตถุและทั้งทางจิต. อารยธรรมทางวัตถุก็มี ไม่ใช่ ไม่มี, ก็ไม่ติเตียน ให้มันก้าวหน้าชนิดที่เป็นประโยชน์แก่ สันติภาพเถิด ก็ยอมรับและไม่ติเตียนอารยธรรมทางวัตถุ วัฒนธรรมในทางจิต ก็ยิ่งต้องการ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ในทางจิต จิตสูงขึ้นไป ทางวัตถุก็มีความก้าวหน้า, ทางจิต ก็มีความก้าวหน้า. อย่ามาใส่ความพุทธศาสนา ว่าเป็น ข้าศึกแก่การพัฒนาในทางวัตถุ อีกต่อไปเลย. พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลสูงสุดใน ทางสติปัญญา, ท่านจะกล่าวสอนอะไรให้เป็นสิ่งที่ขัดขวางประโยชน์ นั้นไม่มี, แต่อย่าลืมว่าท่านไม่ให้ยึดถือหลงใหลมัวเมาใน ประโยชน์, ให้สร้างประโยชน์ขึ้นมาตามที่ควรจะสร้าง

น.89 ๘๑ ขึ้นมา, และใช้ให้เป็นประโยชน์, ไม่ใช่สำหรับบ้า ไม่ใช่สำหรับหลง ไม่ใช่สำหรับมัวเมา ไม่ให้บ้าสุข หลงสุข ไม่ให้บ้าบุญ เมาบุญ หลงบุญ ไม่ให้บ้าดีเมาดี หลงดี ไม่ต้องบ้า. เราจะพัฒนาทางวัตถุ เพื่ออารยธรรมทางวัตถุ ก็ได้ แต่อย่าให้มันบ้า, อย่าให้มันเกิน อย่าให้มันเสียเวลา เปล่า ๆ ให้มันพอเหมาะพอดี ที่จะเป็นปัจจัยแก่สันติ สุขและสันติภาพ. ส่วนทางจิตใจนั้นไม่ต้องสงสัย ต้องการให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจิตมันจะหลุดพ้น, หลุด พ้นจากสิ่งทั้งปวง ไม่ติดอยู่ในสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ ที่เรียกว่า เป็นคู่ ๆ : เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่องรวย เรื่องจน เรื่องอะไรที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้ ไม่มาหลงอยู่ในสิ่ง เหล่านี้ หลุดออกไปจากสิ่งเหล่านี้, นี่ เรียกว่าวัฒนธรรม ทางจิต. พระพุทธศาสนาส่งเสริมความก้าวหน้าทั้งทาง อารยธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมในทางจิต อย่ากล่าว โทษพุทธศาสนาผิด ๆ ต่อไปอีกเลย.

น.90 ๘๒ ข้อที่ ๒๐. ข้อสุดท้าย พุทธศาสนาเป็นศาสนา ที่มีระบบศีลธรรมสมบูรณ์ที่สุด. เป็นศาสนาที่มีระบบศีลธรรมสมบูรณ์ที่สุด ถูกต้อง ที่สุด สมบูรณ์ที่สุด. ศีลธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำความสงบ หรือปกติ ๆ มีให้ครบทุกชนิดทุกระดับ : สำหรับพวกเทวดา ก็มี พวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ เทวดาทั้งหลายไม่รู้จักเหงื่อ ก็มี ระบบศีลธรรมให้ ให้อยู่อย่างเป็นเทวดาอย่างดี, อย่าเป็น เทวดาบ้า พวกมนุษย์พวกคน ก็มีศีลธรรมดี, เป็นมนุษย์มี จิตใจสูง ไม่ใช่เป็นแต่สักว่าคน, แม้ว่าจะ เป็นสัตว์ มันก็ยัง มุ่งหมายจะให้ เป็นสัตว์ที่ดี เป็นสัตว์ที่สงบ เป็นสัตว์ที่ไม่มี อันตราย, แม้ พฤกษชาติ ทั้งหลาย ก็ต้องการให้มันอยู่กันอย่าง สงบ, แม้ วัตถุทั้งหลาย ที่ไม่มีจิตมีใจ ก็ขอให้เป็นวัตถุที่ไม่ สร้างความวุ่นวาย, ให้มีความถูกต้องทางวัตถุ ที่เขาเรียกกันว่า นิเวศน์วิทยา หรืออะไรก็ตามใจเขาเถอะ แต่เราจะเรียกว่า ความถูกต้องในทางวัตถุ, มีความสงบในทางวัตถุ ที่ไม่มีชีวิต ก็สงบ ที่มีชีวิตก็สงบ. ชีวิตในระดับต้นไม้ ชีวิตในระดับสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตในระดับคน ชีวิตในระดับเทวดา ชั้นพรหม ชั้นภวัค-

น.91 ๘๓ พรหมอะไรก็ตาม มันมีระบบที่เป็นความปกติหรือสงบ มี ประมวลหลักเกณฑ์ไว้ ให้ครบถ้วน สำหรับ มีความปกติหรือ ความสงบสุขนี้กว้างขวาง กว้างขวางเหลือที่จะกล่าว, ตั้งแต่ ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปถึงพระนิพพานเลย, อะไรจะมีอยู่ใน ระหว่างนั้นสักกี่ร้อยชนิด ก็ได้รับความปกติเป็นสุขสงบระงับ นี่คุณค่ามหาศาลของ พระพุทธศาสนาที่กล่าวได้ ว่า มีระบบแห่งศีลธรรมสมบูรณ์ถูกต้องกว้างขวางที่สุด, อยากจะแถมว่าไม่มีศาสนาไหนเหมือน ก็กลัวถูกด่าเลยไม่ ต้องพูด. เอาละเป็นอันว่า เราได้พูดกันมาถึง พระพุทธ- ศาสนาที่ควรรู้จัก ในแง่ต่าง ๆ อีก ๒๐ ความหมาย วันก่อน ๒๐ ความหมาย แล้ว วันนี้ ๒๐ ความหมายอีกรวมเป็น ๔๐ ความหมายยังไม่จบ ยังไม่จบอย่าเพ่อคิดว่าจบ วันหลังจะพูดอีก. วันนี้มันสมควรแก่เวลา แล้วมันก็เหนื่อยแล้ว ฝนก็จะตกด้วย ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องยุติการบรรยาย ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ด้วยหลักพระธรรมที่ส่งเสริม กำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าสืบ ต่อไปในกาล บัดนี้.

น.92 พระรัตนตรัย ขออวยพร วอนอ้าง คุณพระพุทธ ได้ปกป้อง ผองมนุษย์ โศกกษัย ขออ้างคุณ พระธรรม อันอำไพ ช่วยคุ้มสัตว์ ทั่วไป ไร้โรคา - ดอกเอ๋ย เจ้าดอกปัญญา ธรรมศาสตรา เข่นฆ่ากิเลสเอย - ขออวยพร วอนอ้าง คุณพระสงฆ์ ช่วยธำรง สุขสันต์ กันทั่วหน้า ข้าร่ำร้อง ลำนำ พร่ำภาวนา ทั่วโลกา สิ้นทุกข์ ผาสุกเอย - ดอกเอ๋ย เจ้าดอกอนัตตา เคียงคู่ปัญญา รุดหน้าไปนิพพานเอย - สิริวยาส

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต