น.93 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชาในชุด คู่มือสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติพุทธศาสนา เป็นตอนที่ ๑๕ ในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า มารู้จักพระพุทธ- ศาสนาให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา อยู่นั่นเอง เพราะว่ายังไม่จบ, ขอให้อดทนฟังเรื่อย ๆ ไป จะรู้จักพระพุทธศาสนาในลักษณะ ต่าง ๆ อันมากมาย, ที่จริงมันก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้กันให้หมด ชุดคู่มือที่จำเป็น ฯ ตอนที่ ๑๕, ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๑ ๘๕
น.94 ๘๖ ทั้งหมดนั้นก็ได้ แต่ถ้ารู้ทั้งหมดนั้นก็ยังดีกว่าอยู่นั่นเอง. เรา จะรู้จักพระพุทธศาสนากันในทุกแง่ทุกมุม ทุกลักษณะ ทุก ความหมาย ทุกอะไรต่าง ๆ นี่มันจะช่วยได้สักเท่าไรท่านก็คิดดู กันเอาเอง. อาตมาคิดว่า คงดีกว่าที่จะรู้จักกันเพียงแง่เดียว. สำหรับพระคุณหรือค่า หรือลักษณะของพระพุทธเจ้า นั้น มีผู้กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า สมมติว่าจะมีคนสักคนหนึ่ง เขามีศีรษะพันศีรษะ หนึ่งพันศีรษะในแต่ละศีรษะ ๆ นั้น มีปากพันปาก แล้วก็ในแต่ละปากนั้น มีลิ้นพันลิ้น, เขาเป็น คนมีฤทธิ์มาก มีกำลังมาก มีอานุภาพมาก นั่งบรรยาย พระคุณของพระพุทธเจ้าสักกัปป์หนึ่งก็ยังไม่หมดสิ้น ไม่อาจ จะบรรยายให้หมดสิ้น. ฟังดูก็จะเหลือเกินไม่น่าเชื่อแต่ข้อนี้ ไม่เป็นไรเอาไว้สำหรับเปรียบเทียบมากกว่า มันอยู่ที่ว่า เราไม่ มีปัญญา ไม่มีสติปัญญาที่จะมองกันเสียมากกว่า จึงมองไม่เห็น นั่นมันเป็นเรื่องทางจิตใจ. ทีนี้มาดูเรื่องทางวัตถุกันบ้าง เช่นก้อนหินก้อนที่อยู่ ตรงหน้านี้ ก้อนใหญ่ก้อนนี้ ลองมองดูซิ มองดูจากข้างบน ลงมาจะเห็นอย่างไร, มองดูจากข้างล่างขึ้นไปจะเห็นว่ามีรูปร่าง
น.95 ๘๗ อย่างไร, มองดูข้าง ๆ เฉียง ๆ จะว่ามันมีรูปร่างอย่างไร. ทีนี้ ก็เดินวนรอบ ๆ เดินได้สักศอกหนึ่งก็เหลือบดูทีหนึ่ง, เดินได้ สักศอกหนึ่งก็เหลือบดูทีหนึ่ง ก็จะเห็นภาพของก้อนหินก้อนนี้ ไม่ซ้ำกันเลย ๆ ไม่ซ้ำกันเลย ไม่ซ้ำกันจริงๆ ด้วย แล้วคุณ ก็จะเห็นเป็นรูปแบบต่าง ๆ กันหลายสิบรูปแบบหรือหลายสิบ ภาพเลย ก้อนหินก้อนเดียว. นี่ทางวัตถุแท้ ๆ ยังเป็นอย่างนี้ ทางจิตมันยิ่งละเอียดมากกว่านี้, หรือว่าคนนี่แหละ เอาคน กันดีกว่า ยืนอยู่ ทีนี้ก็มองดูคน ๆ นั้นจากทางข้างบนจากทาง ข้างล่างจากทางข้าง ๆ เดินให้รอบเขา, มองดูตั้งแต่ตรงหน้า แล้วก็ขยับไปศอกหนึ่ง ขยับไปศอกหนึ่ง จนรอบ ๆ จนรอบ วงกว้าง แล้วก็ดูทุก ๆ ศอก. แล้วจะเห็นรูปร่างต่างกัน ๆ ไม่ ซ้ำกันเลย. ถ้ามองจากทิศต่าง ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ มันยังมีอะไร มากกว่าที่เรามองด้านเดียว, แล้วคนธรรมดาแท้ ๆ ก็มองกัน แต่ด้านนอกรู้จักกันแต่ด้านนอกด้านเปลือกทั้งนั้น ไม่เคยมอง ได้ถึงด้านในลึกถึงด้านใน, ด้านนอกด้านเปลือกมันยังมองได้ มากเท่านี้, แล้วด้านในมันก็ยิ่งมากกว่านั้นอีกมากมาย ก็เป็น ของลึกลับซับซ้อนละเอียดอ่อน ตามเหตุตามปัจจัยของมัน, ถ้าว่ารู้จักกันทั้งหมดนั้นจะดีหรือไม่ดี. เอ้าใครจะว่าดีหรือไม่ดี
น.96 ๘๘ อาตมาไม่รู้ ไม่ชี้จะพูดแต่ว่า มันมีทางที่จะมองได้สักกี่ทางก็ แล้วกัน มองกันได้สักกี่ทาง แล้วก็มองกันให้หมด, แล้วเอา มาพิจารณาดูว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรจากการมองจากจุด ต่าง ๆ กัน. นี่เราจะมามองพระพุทธศาสนากัน ให้ทุกแง่ทุกมุม อย่างนี้ แล้วก็ได้บรรยายมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ แง่มุม ๔๐ แง่มุมมาแล้ว. วันนี้ยังจะบรรยายต่ออีกสัก ๒๐ แง่มุม อย่าเพ่อเบื่อ, ฟังไป ฟังไปก็แล้วกันว่ามันจะมีอะไรบ้าง. ชุดที่สาม ๒๐ ข้อ ข้อที่ ๑. สำหรับวันนี้ ในข้อแรกเราจะมอง พ ระ- พุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่งการดับทุกข์. เรื่องอื่นไม่พูด, พูดแต่เรื่อง ดับทุกข์ นี้เป็นคำ ของพระพุทธเจ้าเอง คือ พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ ก็ดี เราบัญญัติกันแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น ; เรื่องทุกข์ ก็เพื่อดับทุกข์นั่นเอง เรียกว่า ดับทุกข์เรื่องเดียวก็พอ, แล้วก็
น.97 ๘๙ เป็นการดับทุกข์ชนิดที่ คนดับเองไม่ได้ ชนิดที่ท่านทั้งหลาย จะดับด้วยตนเองไม่ได้ จนต้องอาศัย หลักของพระศาสนา. เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะ รู้เรื่องดับทุกข์, ไปสนใจเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ ที่ได้รับ คำถามมากที่สุด ก็ เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ถามในแง่มุมต่าง ๆ กันหลาย สิบแง่มุม. ที่นี่ไม่ต้องที่ไหน คนที่มา ๆ อาตมาก็ไม่ทราบว่า จะตอบอย่างไร ถ้าจะมัวนั่งตอบคำถามอย่างนั้นมันเสียเวลา เปล่า ๆ เกิดหรือไม่เกิดนี้มันไม่ใช่พุทธศาสนา. พุทธศาสนา พูดเรื่องดับทุกข์ มันจะเกิดหรือไม่เกิด ถ้ามันมีทุกข์ก็ ต้องดับทุกข์ ให้ดับทุกข์เข้าเถอะจะไปเกิดที่ไหน มันก็ต้อง ดับทุกข์, จะไปเกิดในนรกสวรรค์พรหมโลกที่ไหนมันก็ต้อง ดับทุกข์, มันมีแต่เรื่องดับทุกข์. ฉะนั้นเรามาพูดเรื่องดับทุกข์กันก็แล้วกัน, อย่าถามว่า เกิดหรือไม่เกิด เกิดอย่างไร อะไรไปเกิด, โลกหน้ามีอะไร มีอย่างไร. บางคนก็อยากรู้เรื่องนรก ทั้ง ๆที่มันไม่ใช่เรื่องที่จะ ต้องการ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะต้องการเรื่องนรก เรื่อง สวรรค์นั้นก็รู้จักไม่ได้ว่าจะเอาไปทำอะไร. เดี๋ยวนี้ ตัวเองก็ไม่
น.98 ๙๐ รู้จักตัวเอง ว่าควรจะต้องการอะไร เท่าที่เป็นอยู่อย่างนี้ ปัญหาก็เยอะแยะอยู่แล้ว เอาสวรรค์มาเพิ่มเข้าอีก มันก็เพิ่ม ปัญหามากมายหลายอย่างขึ้นมาอีก มันก็ไม่ดับทุกข์, ว่าโดย แท้จริงแล้วเรื่องสวรรค์ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์, แต่พูดอย่างนี้ พูดให้เขาด่า, เรื่องสวรรค์มันเป็นเรื่องเพิ่มทุกข์มากกว่า เรื่องดับทุกข์. มันเพิ่มปัญหา แต่เขาก็ยังจะรู้เรื่องสวรรค์ ต้องการจะรู้เรื่องสวรรค์จะให้พูดเรื่องสวรรค์, แล้วก็ถามมาก มายหลายอย่างหลายประการไม่มีประโยชน์อะไร. ถามถึงเรื่อง คนอื่นสำนักอื่น คณะอื่นนั่นเป็นอย่างไร เป็นอย่างไร, บอกว่า ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องรู้. คุณรู้แต่ว่าคุณมีความทุกข์อย่างไร จะดับมันอย่างไร มาถามหาเรื่องความดับทุกข์กันดีกว่า. ครั้งหนึ่งเคยออกหนังสือขอร้องว่า ท่านผู้ใดต้องการ จะทราบเรื่องธรรมะดับทุกข์อย่างไร ขอให้เขียนมา ให้ถามมา เป็นปัญหาได้ โดยไปรษณีย์บัตรก็ได้ เพียง ๔-๕ ข้อก็ได้, ถามเรื่องธรรมะดับทุกข์ เพื่อจะเอามาหาใจความสำคัญสำหรับ จะพูด, มีคนส่งมาประมาณ ๑๒๐๐ ฉบับ ที่ถามมากที่สุด ก็จะ ให้จัดการกับพระอลัชชีอย่างไร, เป็นห่วงพระอลัชชีมากกว่า ห่วงตัวเอง. คำถามที่แสนจะมากมาย ที่ถามว่าจะให้กำจัดเรื่อง
น.99 ๙๑ ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ ของคณะสงฆ์อย่างไร, สำนักนั้นอย่างไร, สำนักนี้อย่างไร เยอะแยะไปหมด. ที่ถามเรื่องดับทุกข์โดยตรง ไม่กี่ฉบับ ไม่ถึง ๑๐ ฉบับ เอาซิ. แสดงว่าคนพวกเรา กำลังสนใจเรื่องอะไร, ไม่ได้สนใจเรื่องที่จะดับทุกข์ให้ แก่ตัวเอง แล้วก็ ผิดหลักพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ฉันบัญญัติแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น. นี่ก็เหมือนกัน ขอให้สนใจให้ดี ๆ สักหน่อย สนใจเรื่องดับทุกข์, อย่าสนใจเรื่องที่กิเลสตัณหามันต้องการ. เรื่องโลกหน้าหลังจากตายแล้วถามกันมากที่สุด โดยที่ ไม่รู้จักว่าโลกนี้เป็นอย่างไร, ตัวเองเป็นอย่างไร, อาตมาบอกว่า คุณจัดการเรื่องโลกนี้ให้ดีเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องโลกหน้า, จัดการเรื่องโลกนี้ให้ถูกต้อง ให้มันหมดปัญหา แล้วโลกหน้า จะไม่มีปัญหา ก็ไม่พอใจไม่เข้าใจ. ต้องการให้ยืนยันเรื่อง โลกหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ บอกว่าไม่ไหวแล้ว เรื่องโลกหน้า ที่เชื่อ ๆ กันอยู่ ถือ ๆ กันอยู่นั้นเป็นของโบรมโบราณ ของคนที่เขาพูดไว้สมัยโน้น เหมาะสำหรับคนสมัยโน้น สมัยหนึ่งเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ปัญหา ไม่ได้อยู่ที่โลกหน้านี่,
น.100 ๙๒ มันอยู่ที่นี่ มันอยู่ที่ความทุกข์ เดี๋ยวนี้ที่นี่, จะไปพูดถึง โลกหน้าทำไม. ข้อนี้มีอะไรประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง ที่อยากจะพูด มัน มีคำว่า ปะระโลก, ปรโลก ที่จริง ตัวหนังสือ คำนี้ แปลว่า โลกอื่น –โลกอื่น–โลกอื่น, แต่มีคนแปลว่า โลกหน้า, แล้วก็ ถือกันเป็นโลกหน้าไปหมด หลังจากตายไปแล้ว หมด. ถ้าตาม ตัวหนังสือจริง ๆ แล้ว มันแปลว่าโลกอื่น โลกอื่น หมาย ความว่ามันมีโลกอื่น นอกไปจากที่เรารู้จักอยู่ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเหล่านี้, มันมีโลกอื่นอยู่ ซ้อนอยู่ที่นี่. มันเป็น โลกอื่น ไม่ต้องหลังจากตายแล้ว มันเป็น โลกอื่นที่ มีอยู่พร้อม ๆ กันนี่. ถ้าสนใจอย่างนี้จะค่อยใกล้ชิด หน่อย เพราะว่ามันจะได้รู้ความต่างกัน โลกอื่นที่มันดีกว่านี้. ถ้าใครสนใจโลกหน้า ก็เปลี่ยนเป็นสนใจโลก อื่นเถอะ ซึ่งมันจะอยู่พร้อม ๆ กันกับโลกนี้, มีความคิดอย่าง อื่น, มีความปรารถนาอย่างอื่น, มีความต้องการอย่างอื่น มี ความเป็นอยู่อย่างอื่น มันเป็นโลกอื่น, ก็หาดูชนิดไหนมันดี
น.101 ๙๓ กว่าที่กำลังมีอยู่นี่ก็แล้วกัน ไม่ต้องต่อตายแล้ว, อย่างนี้ก็ ยังจะได้ใกล้ชิดกับเรื่องดับทุกข์ ดับทุกข์อย่างไร. ขอให้สนใจว่าพระพุทธศาสนานั้น เป็นศาสนา แห่งการดับทุกข์, แล้วก็เป็นความทุกข์ชนิดที่ดับเองไม่ได้ ดับเองไม่ได้, ศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อจะดับทุกข์. ทีนี้ข้อต่อไป ข้อที่ ๒. พุทธศาสนา เป็น ศาสนาแห่งการดับทุกข์หรือหาความดับทุกข์ได้ใน กายที่ยาวประมาณวาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ. นี่กล่าวตามพระบาลี ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ. แต่พวกเราเก่งไม่หยอก ไปเติมบาลี ไปเติมให้ กับบาลีว่า หนาคืบ, หนาคืบนั้น ไม่มีในบาลีดอก. ในบาลี มีแต่ยาววาหนึ่งเท่านั้น, แล้วก็ยังเป็น ๆ มีสัญญาและใจ ด้วย. ถ้าจะหาพบความดับทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์ ต้องหา ในร่างกายเพียงยาววาหนึ่งนี่ ไม่ต้องวิ่งหาทั้งโลก, แต่ ต้องเป็นร่างกายที่ยังเป็น ๆ. เดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตายแล้ว, จะไปหาแต่ตายแล้ว แล้วมันจะหาพบที่ไหน ในเมื่อพระ- พุทธเจ้าตรัสว่ามันมีอยู่ในร่างกายที่ยังเป็น ๆ ยังมีความรู้สึก
น.102 ๙๔ คิดนึกได้ นี่แหละ, จะไปเอากันต่อตายแล้ว ตายแล้วเข้าโลง แล้วจึงจะหา แล้วมันก็น่าหัว. ความทุกข์ก็ดี, เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี, ความ ดับแห่งทุกข์ก็ดี, ทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ก็ดี, ตถาคต บัญญัติไว้ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังมีสัญญาและใจ คือยังเป็น ๆ. ฉะนั้นเราต้องรีบทำเสียให้เสร็จให้ทันในเวลาที่ ยังมีชีวิตอยู่, มีสัญญาและใจ. เราชอบหาภายนอก สนใจ ภายนอก กว้างออกไปจนไม่มีทิศทาง ไม่รู้จะไปกันทางไหน. ขอให้สนใจว่า รีบทำเสียให้ปรากฏให้แจ้งชัด ในเวลา ที่ยังเป็น ๆ ยังไม่ตาย, แล้วไม่มีขอบเขตกว้างขวางที่ไหน, ยาววาหนึ่งเท่านั้น ในนี้หาพบได้ง่าย, ถ้ามันเป็นเต็มไปทั้งโลก แล้วมันจะหาพบที่ไหน. ก็ในร่างกายที่มันยาววาหนึ่งนี้ โลกทั้งโลกมันอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้. นี้ก็เพื่อจะสรุป, สรุปความว่า ต้องศึกษาใน ภายใน หาดูในภายใน ในร่างกายที่ยังเป็น ๆ อยู่ ยังมี จิตมีสัญญา ความรู้สึกความคิดนึกสำคัญมั่นหมาย เพราะว่า กิเลสอยู่ที่นั่น, ความทุกข์มันก็อยู่ที่นั่น, ดับทุกข์ก็ต้องดับ
น.103 ๙๕ ที่นั่น, จะปฏิบัติเป็นหนทางก็เข้าไปที่นั่นตรงไปที่นั่น, นี่หา ที่สุดทุกข์ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งและยังเป็น ๆ. เมื่อ พวกอื่นเขาจะให้หาความดับทุกข์ที่โลกพระเจ้า ที่อยู่ที่ไหนก็ ไม่รู้ อันแสนจะกว้างขวาง โลกพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า ทำนองนั้นจึงจะดับทุกข์, เรากลับพูดว่า ใ นร่างกายยาววา เดียว นี้ จะหาพบหมด, มันต่างกันอย่างนี้, มันมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ลองคิดดู. ข้อที่ ๓. ข้อต่อไปก็อยากจะพูดว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนา ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ศาสนาเพื่อ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ศาสนาแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, จะใช้คำว่าแห่งก็ได้ ใช้คำว่า ขอ ง ก็ได้, ใช้คำว่า เพื่อ ก็ได้, มันเป็น แห่ง ของเพื่อ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. มันจะต้องทำให้เกิดเป็นผลขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; แล้วมันจะมีได้, บริโภคได้ เสวยสุขได้ ก็เฉพาะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ถ้ามัน ตรงกันข้ามแล้วมันไม่มีทาง, จึงจะ ต้องสนใจที่จะเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน แล้วรู้ ก็คือรู้สิ่งที่ควรรู้, รู้ทุกสิ่งที่ควรจะรู้, แต่ไม่ต้องรู้ทุกสิ่งที่
น.104 ๕๖ มันมี มันมากเกินไปไม่ต้อง. แล้วก็, เพราะรู้มันก็ตื่นเหมือน ตื่นจากหลับ. ผู้รู้ที่ตื่นจากหลับ นั้น ต้องเบิกบาน, มัน ไม่ใช่งัวเงีย มันไม่ใช่หม่นหมอง. นี่ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รักษาอาการอันนี้ ไว้ให้มาก ๆ ให้ยิ่งขึ้น, แม้จะทำ ได้สักเล็กน้อยก็ยังดี. จะขอเพิ่มให้มันมากขึ้น ให้เป็นผู้มี อาการแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธ- บริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. พระพุทธเจ้าท่านเป็นได้อย่าง นั้นก่อน, แล้วก็ค่อยสอนให้ทุกคนเป็นตามได้. พุทธะ แปลว่า รู้ ก็ได้, แปลว่า ตื่น ก็ได้ แปลว่า เบิกบาน ก็ได้. ข้อที่ ๔. ข้อต่อไปอยากจะพูดว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. คำพูดสั้น ๆ นิดเดียวเท่านี้ แต่ความหมายมันครอบ จักรวาล ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดก็ตามด้วยอุปาทาน ว่าตัวเรา ว่าของเราหรือว่าตัวกูว่าของกู แล้วแต่จะใช้เมื่ออารมณ์มันเป็น อย่างไร. อารมณ์มันดี ๆ ก็ว่าของฉัน ของเราของข้าพเจ้า, พออารมณ์มันเสียขึ้นมาก็ว่าตัวกู-ของกู, เป็นตัวกูเป็นของกู
น.105 ๙๗ ยิ่งกิเลสมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นตัวใหญ่เท่านั้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด. ถ้าใครจะถามท่านว่า อะไรเป็นหัวใจของพระ- พุทธศาสนา แล้วก็ตอบว่านี่แหละ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดโดยความเป็นตัวตน นั่นแหละ นั่นแหละหัวใจยิ่ง กว่าหัวใจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรของพระพุทธศาสนา, ฝรั่งก็ ถามมากกว่านี้. เมื่อวานนี้อาจารย์ญี่ปุ่นบาดหลวงญี่ปุ่นท่านก็ ถามอีก ก็ตอบอย่างนี้, ขอฝากไว้ตลอดกาล ว่าพุทธศาสนา นี้อย่างเถรวาทนี้ก็ดี มหายานก็ดี อย่างของออกมาใหม่ ๆ เป็น ยานนั่นยานนี่เป็นยานอะไรก็ดี เป็นเซนก็ดี, มิใช่เซนก็ดี ทุกแขนงทุกนิกายทุกแง่ทุกมุม มีหัวใจอยู่ที่ว่า ไม่ยึด มันถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของตน. เรื่องเปลือกเรื่องกะพี้มันจะพูดออกไปยืดยาวเท่าไร ก็ตามใจ เถอะ, แต่หัวใจมันอยู่เท่านี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความ เป็นตัวตน. บางคนไปยึดมั่นในคำว่า วิมุตติ วิมุตติ เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนานั่นมันก็ถูกเหมือนกันแหละ เมื่อไม่ยึดมั่น
น.106 ๙๘ ถือมั่น มันก็วิมุตติแหละ แต่เรามาพูดตรงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น กันดีกว่า มันตรงกว่า มันตรงจุดกว่า มันสำคัญกว่า เมื่อไม่ ยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็ไม่มีทุกข์ คือวิมุตติแหละ ในบาลี แท้ ๆ วิมุตติเป็นแก่น. เดี๋ยวนี้อาตมาใช้คำว่าหัวใจดีกว่า แก่น, ขอยักมาอยู่ที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา คือไม่มั่นหมายสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน หรือของตน, นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ความโง่เกิดขึ้นได้เองทุกเวลา ไม่ทันรู้ตัว, ยึดมั่น ถือมั่นนั่นนี่ว่าเป็นตัวตนของตน, คือมันมีเรื่องเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๖ ทางนี้ แล้วมันโง่, มันยึดสิ่งนั้น ๆ หรือเวทนา, โดยเฉพาะเวทนา ที่เกิดมาจาก สิ่งนั้น ๆ ว่าตัวตนบ้างว่าของตนบ้าง นี่มันเป็นเรื่องยึดมั่น ด้วยอวิชชา ไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญา, อวิชชาธาตุมันก็ ครอบงำเอาทันที. คนนี้ยังโง่ ยังไม่มีสติปัญญา ไม่มีความรู้, เมื่อเกิด มาจากท้องแม่ไม่มีความรู้อะไรติดมาเลย, พอได้รับอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นต้น ก็เป็นโอกาสให้ความ
น.107 ๙๙ ไม่รู้ครอบงำเอา ยึดเป็นถูกใจไม่ถูกใจ ก็กูถูกใจ กูไม่ถูกใจ, ยึดเอาเป็นอร่อยไม่อร่อย ก็กูว่าอร่อย กูไม่อร่อย, ความยึดมั่น นี้เกิดเองโดยสัญชาตญาณ ตามธรรมดาสัญชาตญาณก็เกิดได้, มันจึงยึดมั่นถือมั่นเก่งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็มากขึ้น ๆ จนตาย. นี่ก็เรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น. ต่อไปจากนั้นก็ดูเอาเอง ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นนั่น แหละมันกัด, ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นนั่นแหละมันกัด ลองดู, ท้าว่าให้ไปลองดูเองไม่ต้องบอก ลองยึดมั่นสิ่งใดซิ สิ่งนั้น แหละมันจะกัด, หรือจะพูดกับเด็ก ๆ สักหน่อยก็ว่า รักสิ่งใด สิ่งนั้นแหละมันกัด, ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นแหละมันกัด, ฉะนั้น เราไม่ต้องการความทุกข์ เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น, รู้สิ่ง ทั้งหลายว่าเป็นเช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่ยึด มั่นให้มันน่ารักขึ้นมา, ไม่ยึดมั่นให้มันน่าเกลียดขึ้นมา, คือไม่ เป็นทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นทั้งบวกทั้งลบ, แล้วมันก็ เป็นเช่น นั้นเอง มันก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แล้ว ก็ไม่มีอะไรกัด มันก็สบายดี, ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นแหละมันกัด. นี่เป็นใจความ สั้น ๆ จำง่าย ๆ ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งนั้นแหละมันกัด.
น.108 พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาแห่งความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง, สิ่งทั้งปวงมันมีเท่าที่มันเข้า มาได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นอกนั้นไม่มี, ไม่มี, ทั้งสากล จักรวาลไม่มีสิ่งใด นอกไปจากสิ่งที่จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ. เมื่อไม่ยึดมั่นทุกสิ่งที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เท่ากับว่าไม่ยึดมั่นทั้งสากลจักรวาล, จักรวาลเดียวหรือ กี่จักรวาลก็สุดแท้. ถ้าคุณจะเชื่อว่ามีสามหมื่นจักรวาลก็ได้, แต่นี้มีจักรวาลเดียวก็เยอะแยะพอแล้ว ไม่ยึดมั่นสิ่งใดโดย ความเป็นตัวตนหรือของตน. ข้อที่ ๕. ข้อต่อไปก็อยากจะพูดว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งอนัตตา. ค่อนข้างจะลุ่น ๆ สั้น ๆ เอาเปรียบหรือฟังยาก ศาสนา แห่งอนัตตา, จำคำนี้ไว้ก่อนศาสนาแห่งอนัตตา. หลักธรรมะเรื่องนี้ลึกซึ้งมากก็ต้องรู้กันโดยกว้างขวาง เสียก่อน ถ้าว่าเป็น ความรู้สึกปุถุชนสามัญธรรมดา มันมี สัสสตทิฏฐิ มันก็ยึดมั่นว่ามีอัตตา ๆ, แต่ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ
น.109 ๑๐๑ เกิดขึ้นมาจะรู้สึกว่า อัตตา ๆ นี่มันเป็นอนัตตา, ถึงใคร จะเรียกว่าอัตตารู้สึกอัตตาก็เถอะมันเป็นอนัตตา. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง เตลิดออกไปด้วย นัตถิกทิฏฐิก็ยึด มั่นว่านิรัตตา ไม่มีหมด, อัตตา อนัตตาไม่มีทั้งหมด นี่เป็น นิรัตตา ความยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับอัตตาในโลกนี้มีอยู่ ๓ ชนิด เท่านั้นแหละ, ๓ ชนิดนี้เท่านั้น ไม่มากกว่านี้. โดยสัญชาต- ญาณแท้ ๆ มนุษย์, สิ่งที่มีชีวิต นี่มี เกิดความรู้สึกเป็น ตัวตนตัวฉันขึ้นมาได้เอง ตามความรู้สึกของสัตว์เดรัจฉาน มันก็มี, เพราะว่าถ้าพอมันชอบมันก็รู้สึกว่ากูชอบ พอไม่ชอบ มันก็รู้สึกว่ากูไม่ชอบ. ความรู้สึกว่ากูคือรู้สึกว่าอัตตา, ความรู้สึกอย่างนี้ มัน มีมาแล้วตั้งแต่ยังแรกมีมนุษย์ หรือก่อนมีมนุษย์, แม้ แต่เดรัจฉาน คิดดูซิความรู้สึกว่าอัตตาอัตตา มันก็มีอย่างนี้ มันก็มีอัตตา, อัตตามาอย่างนี้. เมื่อรู้เพียงเท่านี้ มันก็มีแต่ เรื่องอัตตา, ถ้าเรามี ความรู้เท่านี้ มันก็มีแต่เรื่องอัตตา เท่านั้น ก็สอนแต่เรื่องอัตตา, งอกงามออกมาเป็นอัตตาใหญ่, อัตตาสูงสุด, อัตตานิรันดร, อัตตาอันแสนจะประเสริฐ
น.110 ๑๐๒ อัตตาเป็นที่พึ่งแก่อัตตา, ไม่มีอะไรเป็นที่รักยิ่งไปกว่าอัตตา คำสอนเรื่องอัตตา จึงมีมากมายมหาศาล. นี่เป็นความรู้ เป็นคุณสมบัติแห่งความรู้ที่มันเกิดเองตามสัญชาตญาณ เรื่องอัตตา อัตตา ก็มีอัตตามาก่อน อย่างนี้ก่อน, อย่าเพ่อเอามาปนกับอนัตตา เดี๋ยวจะยุ่งจะพังไม่ถูก ให้รู้ว่า มนุษย์มีขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็มีความรู้ตามสัญชาตญาณรู้สึก ได้เอง เป็นอัตตา ๆ อย่างนี้, อย่างนี้, แล้วมันก็มีปัญหา แสนจะมากมายเกี่ยวกับอัตตานั่นแหละ, แล้วก็ สอนแต่เรื่อง อัตตาสูงขึ้นไป อัตตาสูงขึ้นไป เป็นอัตตาสูงขึ้นไปเป็น สวรรค์ชั้นพรหม พรหมสูงสุด ในอินเดียรู้จักกันเพียงแค่นั้น, พรหมสูงสุด เป็นภวัคคพรหม พรหมสูงสุด อัตตาสูงสุดอยู่ ที่นั่น. ทีนี้เมื่อไรจะเกิดอนัตตา ต้องพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น, พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพบว่า ความรู้สึกว่าอัตตานี่แหละ เป็นตัวทุกข์ มันจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ, แต่พอรู้สึกว่า อัตตาแล้วจะเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวทุกข์ทันที, รู้สึกมีอัตตา ในสิ่งใดสิ่งนั้นจะเป็นความหนัก, จะเป็นของหนักขึ้นมา
น.111 ๑๐๓ ทันที. อาตมาก็เลยผสมโรง ผสมรอยว่ามันกัดเจ้าของ, ใคร มีอัตตาที่ไหนอย่างไรเมื่อไร อัตตานั่นแหละมันกัดเจ้าของ, ฉะนั้นจึงมีทุกข์เพราะอัตตากัด แล้วมันก็แปลกนะ ภาษาบาลีคำนี้ท่านทั้งหลายไม่ เคยเรียน, ถ้าเรียนภาษาบาลี ผู้ที่เรียนภาษาบาลีมาแล้ว ก็จะ รู้ว่าภาษาบาลี คำนี้ก็ แปลว่า ผู้กิน ; อัตตา อะธะธาตุ ใน การกิน, กัดกิน มันเข้ารูปกันเลยโดยบังเอิญ จะกินอะไรก็ ไม่รู้. คำนี้มันพูดขึ้นมาในโลกนี้อย่างไรก็ไม่ทราบ, แต่ว่าโดย ตัวหนังสือมันแปลว่าผู้กิน โดยความหมายถ้าว่าใครยึดถือ อัตตาเข้าแล้ว มันก็กัดกินผู้นั้น, มันกัดเจ้าของ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ตรงนี้แหละ ว่าถ้าไป ยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาเมื่อไรมันก็จะต้องเป็นทุกข์ คือ สิ่งนั้นแหละมันจะกัดเอา. ความลับสำคัญมีอยู่ว่า อัตตาตัวตนนั้นมันก็อย่าง หนึ่งนะ, แล้ว อัตตานุทิ ฏ ฐิ ความตามเห็นว่าอัตตานี้อีกอย่าง คนละอย่างนะ อัตตามันจะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร, แต่ถ้าจิต มันโง่ ไปตามเห็นว่าเป็นอัตตา อัตตาของตนเข้าแล้ว มันกัด
น.112 ๑๐๔ เจ้าของทันที. ตัวอัตตานั้นอาตมาก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะถอน อย่างไร, พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บอกไว้ว่าถอนอัตตา แต่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่าให้ถอนอัตตานุทิฏฐิ. จำให้ ดีช่วยจำให้ดี สิ่งที่จะถอนได้นั้นคืออัตตานุทิฏฐิ อัตตา- นุทิฏฐิ, คาถาโมฆราช อัตตานุทิฏฐิถอนได้แน่ เพราะมัน เป็นทิฏฐิที่เกิดขึ้นและเห็นไปว่าอัตตานั้นถอนมันเสีย, ตัว อัตตานั้น จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็จะไปถอนมันได้อย่างไร, มันก็ เป็นของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, ฉะนั้น ถอนอัตตา- นุทิฏฐิเสีย อย่าไปมีสิ่งใด ๆ เลย, นี่ความลับที่สุด เดี๋ยวจะ ไปถอนอัตตา. เอาไม้สั้นไปรันขี้, ยุ่งยากไปหมดแหละ ถอน อัตตานุทิฏฐิ นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ทำได้ แล้วก็ทำอย่างสนิท สนมแนบเนียนไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา ไม่มีความยุ่งยาก ลำบากอะไร, ถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย. ทีนี้ก็ขึ้นมาถึงเรื่องที่ ๒ แล้วเห็นไหม พวกอื่น พวกก่อนพวกโบราณก็มีอัตตา-อัตตา ๆ มาถึง พวกพุทธ เราก็ โอ้ไม่, ฉันจะ ไม่ยึดมั่นว่ามันเป็นอนัตตา, จะไม่มี ความคิดเห็นว่ามันเป็น อัตตา. แม้ใครจะเรียกว่าอัตตา. พูดว่าอัตตา ก็พูดกันไปแต่จิตจะไม่ยอมเห็นว่าเป็นอัตตา.
น.113 ระพุทธศาสนา จึงได้แก่การสอนให้รู้ว่า สิ่งที่ เรียกว่าอัตตานั้น มันไม่ใช่อัตตา มันเป็นอนัตตา, แปลกอัตตานั้นไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา. เราจงมีอัตตาที่ เป็นอนัตตา แล้วมันไม่กัด มันไม่กัด, แต่ถ้ามีอัตตาที่เป็น อัตตาแล้วมันกัดเรื่อย. ฉะนั้น จงมีอัตตาที่มิใช่อัตตา, พูด ให้ฝรั่งฟัง ฝรั่งบางคนเข้าใจ มีตัวฉันซึ่งมิใช่ตัวฉัน, มีของ ฉันซึ่งมิใช่ของฉัน, หรือ จะมีตัวกูซึ่งมิใช่ของกู ตัวกู ก็ได้. มันมีตัวฉันซึ่งมิใช่ตัวฉัน, จงมีชีวิตอยู่ด้วยตัวฉัน ซึ่งมิใช่ตัวฉัน นั่นแหละคืออนัตตา ; เพราะความรู้สึกว่า อัตตามันต้องมีตามธรรมชาติ และตามคำพูดที่พูดอยู่ มันก็ มีเป็นอัตตาอยู่อย่างนั้น, แล้วอัตตานั่นแหละ ทำให้เป็น อนัตตาเสีย อย่าได้ถูกยึดมั่น ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นตนโดย แท้จริงอะไร. นี่ระบบคำสอนที่ ๒ สอนเรื่องอนัตตา ทับลงไป บนสิ่งที่เรียกว่าอัตตา, ที่เขาสอนกันอยู่ก่อนนั้นมันเป็น เรื่องที่ ๒ นี้เป็นสัมมาทิฏฐิสอนเรื่องอนัตตา. ก่อนนั้นเป็น มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชาไม่รู้อะไร ว่าอัตตา ๆ ๆ ไปตามแบบของ มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชา ต่อมาเห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า
น.114 ๑๐๖ โอ้มันไม่ใช่อัตตามันเป็นอนัตตา, อัตตานั่นแหละมันเป็น อนัตตา. ถ้าเราเอาตามเดิม ตามความโง่ดั้งเดิมมันก็เป็น อัตตา, แต่ถ้ามารู้ ตามที่เป็นจริงใหม่ นี้ก็รู้ว่า โอ้ อันนี้ ไม่ใช่อัตตา มันเป็นอนัตตา. อนัตตาที่ว่ามันเป็นธรรม- ชาติ, เป็นธาตุตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง, เช่นว่าตามัน ก็รู้จักดู, หูก็รู้จักฟัง, จมูกก็รู้จักดม, ลิ้นก็รู้จักรส, ผิวกาย ก็รู้จักสัมผัส, จิตก็รู้จักคิดตามธรรมชาติ ตามธาตุตามธรรมชาติ ไม่ต้องเป็นอัตตา. แต่พวกโน้นพวกเก่าพวกก่อนเขาเตลิดเลยไปถึงว่า อัตตาโว้ย อัตตาโว้ย อัตตามาทำงานที่ตา ตาก็เห็น, อัตตา มาทำงานที่หู หูก็ได้ยิน, อัตตามาทำงานที่จมูก จมูกก็รู้กลิ่น, มันมีอัตตาเป็นผู้ทำ. ส่วนเรื่องพุทธศาสนา เรื่องที่ ๒ ไม่ต้องมีอัตตา มีแต่ธาตุตามธรรมชาติ: ธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ สามารถทำหน้าที่ได้ตาม ธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา เจตภูติ วิญญาณ อัตตา บุรุษอะไรก็ไม่ต้องมี. คำนั้นคำเดียวกันเท่านั้น มีแต่ ธาตุตามธรรมชาติ มันก็สามารถจะดูเห็น ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสผิวหนังรู้ธัมมารมณ์ด้วยใจ.
น.115 ๑๐๗ นี่เรื่องที่ ๒ อนัตตา เห็นว่า ที่เรียกกันว่าอัตตา รู้สึกกันว่าอัตตานั้น มันเป็นอนัตตา. ทีนี้ก็มาถึงพวกที่ ๓ ความคิดหรือสติปัญญามันจะ เตลิดพุ่งพรวดออกไป, โอ ไม่รู้ ไม่ชี้ไม่มีอะไรทั้งนั้น นี่เป็น นิรัตตา ก็หมายความว่า ไม่ใช่ทั้งอัตตา ไม่ใช่ทั้งอนัตตา เป็นนิรัตตา ไม่มีอัตตาหรือใด ๆ โดยประการทั้งปวง. นี้ก็ เป็น มิจฉาทิฏฐิ สุดโต่ง เรียกว่า นัตถิกทิฏฐิ. ถ้าจำชื่อทิฏฐิไว้ได้ก็จะดี สัสสตทิ ฏ ฐิ จะทำให้เกิด ความ รู้สึกว่ามีอัตตา, สัมมาทิ ฏ ฐิ จะทำให้เกิดความ รู้สึกว่า อนัตตา ที่ตัวอัตตาเป็นอนัตตา, นัตถิกทิฏฐิก็ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยเป็นนิรัตตา. พวกนี้มันดีเกินไป เลยอนัตตาไป จนไม่มีอะไร. อนัตตา มันจึง อยู่ตรงกลาง ว่ามันมีอัตตา ที่มิใช่อัตตา, พูดแล้วก็เหมือนกับคนบ้าพูด แต่เป็นคำที่จริง ที่สุด เป็นอัตตาซึ่งมิใช่อัตตา, เป็นอัตตาซึ่งเป็นอนัตตา. เราจงรู้จักสิ่งที่จิตมันรู้สึกว่า อัตตากันในลักษณะนี้ เถิด แล้วก็จะไม่เกิดความทุกข์. นี่จึงว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งอนัตตา, ไม่ใช่ศาสนาแห่งอัตตา, ไม่ใช่ศาสนา
น.116 ๑๐๘ แห่งนิรัตตา แต่มันก็อยู่ตรงกลาง เป็นศาสนาแห่งอนัตตา คือ มีอัตตาตามภาษาพูด ของชาวบ้านซึ่งเป็นอนัตตา. เราไม่ อาจเลิกคำพูดอันนี้ ได้ เพราะมันเกิดขึ้นมาเองในจิตในใจ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีความเป็นมนุษย์เป็นสัตว์มีเป็นคำสำหรับพูด, มีในความผู้สึก. สัตว์ไม่มีการพูดมันก็ไม่ต้องพูด แต่คนมันมีการพูด มันก็พูดออกมาเป็นอัตตา ๆ ฉะนั้นเรื่องอัตตามันจึงมีเต็ม ไปหมด สอนกันเต็มไปหมด ยึดมั่นถือมั่นเข้าก็กัด. นี่ พระพุทธเจ้า ก็มาเหนือเมฆ ว่านั่นแหละตามเดิมนั่นแหละ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน, จะทำจะใช้จะอะไรกับมันก็ทำ ไปเถิด แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน, แล้วมันก็ไม่กัด แล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นเรื่อง อนัตตาจึงดับทุกข์, เรื่องอัตตาทำให้เป็นทุกข์, เรื่องอนัตตา ทำให้ ไม่เป็นทุกข์ เรื่อง นิรัตตานั้นมันบ้าเลย อย่าไปเอากับมันเลย มันกลาย เป็นว่าไม่มีอะไรโดยประการทั้งปวง. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งอนัตตาเป็นอย่างนี้ รู้จักไว้ให้ดี ๆ อย่าไปเถียงกัน เรื่องอัตตา เรื่องอนัตตา
น.117 ๑๐๙ เหมือนกับที่กำลังเถียงกันอยู่, เอานิพพานเป็นอัตตาบ้างอะไร บ้าง ไม่ต้องเถียงกัน. พระพุทธศาสนาสอนว่ามี สังขตธรรม มี อสังขตธรรม มากมายหลายอย่างหลายประการ, แต่ทุกอย่าง เป็นอนัตตา จะถือเอาเป็นอัตตาไม่ได้ โลกิยธรรมโง่ ๆ นี้ก็ ถือเป็นอัตตาไม่ได้ แม้แต่โลกุตตรธรรมสูงสุดก็ถือเอาเป็น อัตตาไม่ได้, นี่เป็นอนัตตา. เรื่องนี้เข้าใจยากแต่ก็ช่วยไม่ได้ ที่ว่าจะไม่พูดถึง หรือไม่เอามาบอกมาสอนนี้มันไม่ถูกแน่ มันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ข้อที่ ๖. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ อยู่เหนือของคู่. ความรู้สึกที่ว่าเป็นคู่ ๆ นี้ก็มาจากความรู้สึกว่าเป็น อัตตานั่นแหละเป็นรากฐาน. เด็กเกิดมาจากท้องแม่ไม่รู้เรื่อง อะไร แต่พอมารู้จักกินนม หรือว่าอะไรก็ตาม ทางอายตนะ นี้เข้า มันก็เกิดความรู้สึกตามสัญชาตญาณตามธรรมชาติว่านี้ อร่อย นี้ไม่อร่อย, นี้ถูกใจ นี้ไม่ถูกใจ, นี้กูจะเอา นี้กูจะ ไม่เอา ความรู้สึกอันนี้แหละมัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู, ตัวกูผู้อร่อยตัวกูผู้ไม่อร่อย, ตัวกูผู้ได้กินผู้ไม่ได้กิน. พอมี
น.118 ๑๑๐ ตัวกูแล้ว มันก็เกิดความรู้สึกเป็น ๒ ฝ่าย อย่างนี้ถูกกับตัวกู พอใจแก่ตัวกู, อย่างนี้ไม่ถูกไม่พอใจ มันก็เกิดความรู้สึก เป็นบวกและเป็นลบขึ้นมา นี้เป็นของคู่ เป็นของคู่ ถ้าเป็น เรื่องวิทยาศาสตร์วัตถุธรรมดา ก็เรื่องเป็นบวกเป็นลบ ถ้า เป็นเรื่องธรรมะทางจิต ก็เป็นเรื่องยินดียินร้าย คำบาลี ที่ คงเส้นคงวาที่สุดก็คือ อภิชฌาและโทมนัส, อภิชฌา คือ พอใจ และจะเอา, โทมนัส ก็ ขัดใจไม่เอา คือลบ. บวก หรือลบ ที่พูดถึงมากที่สุด ในบาลีสติปัฏฐานสูตร พูดถึงมาก ที่สุดเพื่อจะนำออกเสียซึ่งอภิชญาและโทมนัสในโลก, เพื่อจะ นำออกเสียซึ่งบวกและลบ ความเป็นบวก และความเป็นลบ ความรู้สึกเป็นบวกและเป็นลบในโลก. ฉะนั้น พุทธศาสนา บอกให้รู้ว่า ไม่มีความเป็น บวก ไม่มีความเป็นลบ, มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้น : บวก ก็เช่นนั้นเอง, ลบก็เช่นนั้นเอง, อย่าไปแยกให้เป็นบวก เป็นลบ เป็นดีเป็นชั่ว เป็นบุญ เป็นบาป เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศลเป็นอกุศลให้มันยุ่งเลย, เห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้น เอง เช่นนั้นเอง แล้วมัน จะไม่ผูกพันกับสิ่งใด, มันก็ จะถอนตัวออกมาจากทุกสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา.
น.119 ๑๑๑ นี่ของจริงมันไม่เป็นคู่ ถ้ามันเป็นของจริงมันไม่ต้อง เป็นคู่, ถ้ามันไปเกิดความรู้สึกเป็นคู่ มันต้องไม่ใช่เป็น ของจริง. นี่ควรจะสังเกตควรจะสนใจที่สุด ถ้าแยกได้เป็นคู่ เป็น positive เป็น negative แล้วไม่ใช่ของจริง, ถ้าเป็น ของจริงมันไม่อาจจะแยกได้, มันเป็นเช่นนั้นเอง, เป็น เช่นนั้นเอง, มันอยู่ที่ตัวความเป็นเช่นนั้นเอง, ไม่ได้อยู่ที่ ถูกใจเราหรือว่าไม่ถูกใจเรา เกิดเป็นคู่ ๆ ขึ้นมา. นี่จึงมี ลักษณะ เฉพาะของพุทธศาสนา ที่สอนให้รู้ว่า มันเช่นนั้นเอง : ยถา ปจฺจยํ ธาตุ มตฺต เม เวตํ - เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, ไม่เป็นของคู่, พอเห็นเป็น ของคู่ก็โง่ทันที. ถ้าเห็นเป็นของคู่มันต้องเห็นด้วยอวิชชา, เห็นว่า นี่ดี น่ารักน่าพอใจ นี่ไม่ดีไม่น่ารักไม่น่าพอใจ. อย่าไปรู้สึก ทั้ง ๒ ฝ่าย, ให้รู้สึก เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง ตถาตา ตถาตา ก็ไม่มีปัญหาซิ ถ้าเห็นว่าดีแล้วรัก มันก็มีปัญหาไป อย่างหนึ่ง, ถ้าเห็นว่าไม่ดีเกลียดก็มีปัญหาไปอย่างหนึ่ง. ฉะนั้น ที่ว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ คือไม่น่ารัก เพราะถ้าไปเอากับ
น.120 ๑๑๒ มันเข้าแล้ว มันก็กัดเอาแบบของมัน, ที่ว่าดีก็กัดไปแบบหนึ่ง, ที่ว่าชั่วก็กัดไปแบบหนึ่ง, ไม่ดีไม่ชั่ว ดีกว่า สบายดี ว่างดี อิสระดี. นี่พุทธศาสนา ศาสนาแห่งความไม่มีของเป็นคู่ พระบาลีก็น่าฟังตอนนี้ : เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติย มตฺถิ เอกํ, เอกํ หิ สจฺจํ-ของจริงมีอย่างเดียว, น ทุติย มตฺถิ - ของจริง ไม่มีสิ่งที่สอง จึงไม่เป็นคู่. ถ้าเกิดแบ่งแยกเป็นคู่ ๆ ขึ้นมาก็เป็น ของเท็จ, เพราะว่า จะเป็นของคู่ ขึ้นมานี้ ต้องอาศัยอวิชชา แล้วอาศัยตัณหาเป็นเครื่องแบ่งแยก. ถ้าถูกใจแก่ตัณหา, ตัณหามันก็ว่าดี, ถ้าไม่ถูกใจแก่ตัณหา ตัณหามันก็ว่าชั่ว, นี้เป็นของโง่ขึ้นมาใหม่, ถ้าเอาตามเดิมมันก็เช่นนั้นเอง. พุทธศาสนามุ่งหมายจะสอนความจริงดั้งเดิม จึงไม่มี ของเป็นคู่ ก็จำไว้เป็นหัวข้อว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนา แห่งความอยู่เหนือของคู่, ไม่เป็นคู่, มีความรู้สึกอยู่เหนือ ความเป็นคู่ไม่เป็นคู่ คืออยู่เหนือเสีย, ไม่อยู่ตรงกลาง เดี๋ยว มันก็ไปข้างนั้นข้างนี้ได้โดยง่าย อยู่เหนือเสียโดยประการ ทั้งปวง.
น.121 ๑๑๓ ศาสนาคริสต์ ก่อนพระเยซูเกิดที่ยังเป็นศาสนาของ พวกยิว พระเจ้าแรกสร้างโลกแรกสอน พระเจ้า ก็สอนเรื่องนี้ อย่ากินผลไม้ที่ทำให้รู้ดีรู้ชั่ว กินเข้าไปแล้วจะตาย ; เมื่อใด รู้จักแบ่งเป็นดีชั่วแล้วเมื่อนั้นจะมีปัญหา คือจะมีความ ทุกข์, เพราะฉะนั้นอย่าไปทำให้เกิดแบ่งแยกเป็นดีชั่ว ขึ้นมา, ผลไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งกินเข้าไปแล้วทำให้รู้จักเป็นดี รู้จักเป็นชั่ว. นี้มนุษย์ก็ไม่เชื่อ ดื้อกินเข้าไปแล้วก็มีดีมีชั่ว, แล้วก็ต่อสู้เรื่องดีเรื่องชั่ว มีต้นไม้ต้นหนึ่งเรียกว่าต้นไม้แห่ง ชีวิต นั่นอยู่เหนือดีเหนือชั่ว ต้นไม้ต้นนั้นมนุษย์เข้าไม่ถึง ไม่ได้กิน กินได้แต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วจนกระทั่งบัดนี้. มนุษย์จึงโง่งมงายมาจนบัดนี้, กินแล้วรู้จักแยกเป็นดีเป็นชั่ว, แล้วก็มีปัญหาเรื่องดีเรื่องชั่ว เป็นเหตุให้ทรมานใจตัวเอง ให้เบียดเบียนผู้อื่น เพราะรู้เรื่องดีเรื่องชั่ว. แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ชอบดีนะ, คำสั่งสอนก็สอนแต่ให้ทำดี, ก็ได้ถ้าชอบดี แต่อย่ายึดถือ. ไม่ทำชั่วทำดีแล้วทำจิตให้ผ่องแผ้ว คือไม่ ยึดถือดีชั่ว อย่างนั้นก็ได้, เอาดีมาไว้ใช้เหมือนกับคนใช้ อย่ายึดถือมาเป็นนาย ก็ได้เหมือนกัน, อย่างนี้เรียกว่าไม่ยึดถือ ดีชั่ว ก็จะเป็นนิพพาน ไม่ดีไม่ชั่ว.
น.122 ๑๑๔ ข้อที่ ๗. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งมัชฌิ- มาปฏิปทา. มัชฌิมา แปลว่า พอดี อยู่ตรงกลาง พอดี เพราะ ว่ามันไม่ถูกจัดเป็นของคู่หรือสุดโต่งสุดเหวี่ยง มันจึงมีอาการ เหมือนกับว่า ไม่สุดเหวี่ยงไม่สุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง มันอยู่ ตรงกลาง, ความหมายที่เราทั้งหลายจะเอาไปใช้ปฏิบัติได้ คือความพอดี, จำไว้ว่า ความพอดีคือมัชฌิมา, ถึงแม้ อัฏฐังคิกมัคค์มีองค์ ๘, มัชฌิมาปฏิปทา ก็คือความพอดีไม่ กามสุขัลลิกานุโยค ไม่อัตตกิลมฐานุโยค, อยู่ตรงกลางคือ พอดี ไม่เปียกไม่แห้งไม่อะไรทุกอย่างที่เป็นคู่ ๆ แล้วก็พอดี, เลยเรียกเสียใหม่ว่าถูกต้อง. ถ้าเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวาสุดโต่ง แล้วไม่ถูกต้อง ไม่พอดี ก็จะเป็นทุกข์, ถ้าพอดี พอดี ไม่เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา แล้วไม่สุดทางไหน ก็เรียกว่า ไม่ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์. คำที่พูดกันอยู่ในบ้านเรือนคำหนึ่ง คำนั้นมีความ หมายดีมาก แต่ว่าคนใช้มันไม่ถูกต้อง คือคำว่า มัธยัสถ์, ทุกคนเคยได้ยินคำว่ามัธยัสถ์ แต่มีความหมายไปทางกระเหม็ด
น.123 ๑๑๕ กระแหม่ไปเสีย, มัธยัสถ์ก็คือกระเหม็ดกระแหม่ ไม่สุรุ่ย สุร่าย มันเป็นอย่างนั้นไปเสียคำมัธยัสถ์. ถ้ามัธยัสถ์ที่ถูก ต้อง ตามภาษาแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แปลว่าพอดี พอดี, ไม่ใช่ ขี้เหนียวไม่ใช่ขี้ตืด ไม่ใช่กระเหม็ดกระแหม่ มัธยะ แปลว่า ตรงกลาง อัสถะ แปลว่า ตั้งอยู่ มัธยัสถะ มัธยัสถ์คือ ตั้งอยู่ ตรงกลาง คือพอดี ก็คือไม่สุรุ่ยสุร่ายไม่ใช่ขี้เหนียว, พอดี จนเหมือนกับไม่ต้องใช้ ไม่ต้องใช้ มันพอดีจนไม่ต้องใช้แหละ ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ใช่ขี้เหนียว มัธยัสถ์นั่นแหละ ชวนกัน มัธยัสถ์ให้ถูกต้อง เถอะ ตั้งให้อยู่ตรงกลางคือความพอดี. เดี๋ยวนี้เขาชักชวนกันว่า ให้กินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดี เราบอกว่า กินอยู่แต่พอดีดีกว่า, กินอยู่แต่พอดีจะเป็นพุทธศาสนา, กินดีอยู่ดีมันอาจจะเตลิดไปไม่ทันรู้ตัว ถ้ามัธยัสถ์ละก็กินอยู่ พอดี ตั้งอยู่ตรงกลาง ก็จะถูกต้อง ถูกต้องต่อหนทางแห่ง นิพพาน. ที่ว่าถูกต้อง สัมมา สัมมา สัมมาหลาย ๆ สัมมา, สัมมา แปลว่าถูกต้อง, ควรจะถามว่า ถูกต้องอะไร ? ถูกต้องกับ พระนิพพาน, ถูกต้องต่อหนทางที่จะไปนิพพาน, ถูกต้อง อย่างอื่นไม่มีประโยชน์, ถูกต้องกับหนทางที่จะไปนิพพาน
น.124 ๑๑๖ นั่นแหละคือสัมมา สัมมา เรียกว่าถูกต้อง, หรือเรียกว่า สัม- มัตตะ แปลว่า ความถูกต้อง, สัมมา แปลว่า ถูกต้อง คือซึ่ง ถูกต้อง เป็นคุณศัพท์ ถ้าสัมมัตตะ เป็นความถูกต้องเป็น นามศัพท์. พอดี นั่นแหละ คือความถูกต้อง, มัธยัสถ์ก็ได้, มัชฌิมาก็ได้, อยู่ตรงกลาง พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง มัชฌิมาหรือมัธยัสถ์. ข้อที่ ๘. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ใช้ได้ สำหรับมนุษย์ ทุกกาละและเทศะ. ไม่ว่าจะเป็นกาละไหน ยุคไหน สมัยไหนก็ตาม, ไม่ว่า จะเป็นเทศะ คือที่ไหน ๆ ก็ตาม, ที่โลกไหนก็ตาม ที่มุมโลก ไหนก็ตาม, ใช้ได้ และทุกกาละทุกเวลา ว่าตั้งแต่ยังไม่เป็น มนุษย์ จนกระทั่งเป็นมนุษย์ เป็นคนป่า เป็นคนดีขึ้นมา จนเป็นคนเดี๋ยวนี้ จนเป็นคนต่อไปข้างหน้าก็ยังใช้ได้. หลัก พระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่จะใช้ได้กับมนุษย์ ทุกกาละและ เทศะ ทุกถิ่น ทุกยุค ทุกสมัย ทุกสภาวะไม่ว่ามันจะอยู่ใน สภาวะไหน. พุทธศาสนานี้จะใช้ได้สำหรับมนุษย์, นี่กล้า ท้าไว้อย่างนี้เลย มนุษย์ที่แล้วมา มนุษย์ที่กำลังเป็นอยู่
น.125 ๑๑๗ มนุษย์ที่กำลังจะเป็นต่อไปก็ตาม, หรือว่าที่ตรงไหนก็ตาม ที่อเมริกา ที่ยุโรปที่อาฟริกา ที่ตรงไหนก็ตาม ที่บนฟ้าก็ตาม ที่บนดินก็ตาม ใต้ดินก็ตาม มันจะเป็นสิ่งที่ ใช้ได้กับสิ่งที่ มีชีวิต ดับทุกข์ได้, นี่ประเสริฐอย่างนี้, แล้วมากี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อไปในอนาคตอีกกี่กัปป์กี่กัลป์พุทธศาสนานี้ ๆ ยัง ใช้ได้ ยังใช้ได้ ยังถูกต้องอยู่. นี่พุทธศาสนาเป็นศาสนา สำหรับมนุษย์ทุกกาละ และเทศะไม่ว่าที่ไหนไม่ว่าเมื่อไร. ข้อที่ ๙. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ดับทุกข์ที่ต้นเหตุ. ดับทุกข์ที่การตัดต้นเหตุ ไม่ใช่ไปจัดที่ผล แต่ว่าจัด ที่ต้นเหตุ. อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ก็จัดการที่นั้น, สรุปความ ให้ดี ๆ ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ. อย่าไปจัดการกับตัวทุกข์ มันจะเกิดอาการที่เรียกว่า เอาไม้สั้นไปรันขี้ , จะมีผลอย่างไรเชิญไปลองดู เอาไม้สั้นไป นั่งรันขี้ดู. จะมีผลอย่างไรก็ลองดู มันถูกต้องกว่านั้นอีก ไม่เอาไม้ยาวไปรันขี้ด้วยซ้ำไป มันไม่ขี้ออกมาให้ต้องจัดการ นั่นแหละมากกว่า มันทำไม่ให้เกิดทุกข์ มันจัดการที่ต้นเหตุ
น.126 ๑๑๘ แห่งทุกข์ แล้วมันไม่เกิดทุกข์ มันไม่ต้องขี้ออกมาให้เอาไม้ สั้นไปรัน หรือเอาไม้ยาวไปรันให้มันยุ่ง. พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ ไม่ไปดับทุกข์ที่ตัว ทุกข์. นี้คำพูดนี้มันหลอกลวง เพราะว่าพูดว่าดับทุกข์ ดับทุกข์ มันก็ต้องดับที่ตัวทุกข์ซิ ; ฉะนั้นระวังให้ดี ถ้าไม่ได้ศึกษา ให้เพียงพอ มันจะเอาไม้สั้นไปรันขี้ แล้วมันจะไม่สำเร็จ ประโยชน์อะไร, มันไม่ต้องเอาไม้สั้นไปรันขี้, ไม่ต้องเอา ไม้ยาวไปรันขี้ มันทำให้ไม่ขี้ออกมาให้เป็นปัญหา. พระบาลีเองก็เป็นอย่างนั้น แต่คนไม่สังเกต พวก เรามันสะเพร่า, ไปเปิดดูใหม่ซิ เรื่องอริยสัจจ์ ทุกคนท่องได้ : ทุกข์เป็นอย่างไร ? ทุกข์คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ? คือตัณหา. พอดับทุกข์คืออย่างไร ? มันไม่ไปดับที่ตัว ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, มันไปดับที่ตัณหา , พอดับทุกข์ไปดับที่ตัณหา, ไม่ได้ดับที่ตัวทุกข์ . นั่นแหละคืออาการที่ว่าไม่ไปเอาไม้สั้น ไปรันขี้, ระวังให้ดีอย่าไปดับทุกข์ที่ตัวทุกข์ จงดับที่ ต้นเหตุ ก็คือทำไม่ให้ทุกข์เกิด. การทำไม่ให้ทุกข์เกิด
น.127 ๑๑๙ ขึ้นมาได้นั้น คือการดับทุกข์ที่แท้จริง, เลยไม่ต้องเอาไม้สั้น หรือไม้ยาวไปรันขี้. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ ที่เกิดแห่งความทุกข์, ทุกข์ไม่เกิดมันก็ไม่ต้องดับทุกข์ เพราะไปตัดเสียที่ต้นเหตุแล้ว. ฉะนั้นคำว่า ดับทุกข์นั้น หมายถึงดับต้นเหตุแห่งทุกข์ จนทุกข์มันไม่เกิด, ทุกข์มัน ไม่เกิด นั้นเรียกว่าดับทุกข์ ภาษาที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้, แต่ ภาษาที่พูดกันมันกำกวม ว่าดับทุกข์ ๆ ก็เอาซิก็ลองดูซิ ลองดับ ไปที่ตัวความทุกข์ซิ ทางวัตถุ วัตถุแท้ ๆ ก็เห็นได้ง่าย ๆ ดับไฟ ไปดับที่ตัวไฟหรือไปดับที่ต้นเหตุแห่งไฟ. การที่จะดับไฟให้ ได้มันดับที่เปลวไฟ หรือไปดับที่ต้นเหตุให้เกิดไฟ ? ไปดับที่ เปลวไฟ มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด, ก็ไปดับที่ตัวเหตุให้เกิดไฟจะเป็น ไม้ฟืนหรือน้ำมัน หรืออะไรก็สุดแท้ ดับที่ตรงนั้น มันก็ไม่ เกิดไฟขึ้นมา, กลายเป็นว่าไม่ทำให้ ไฟเกิดนั่นแหละคือดับไฟ แยบคายไหม. ไม่ทำให้ไฟเกิดนั่นแหละคือดับไฟ, ไม่ทำ ให้ทุกข์เกิดนั่นแหละคือดับทุกข์, ใครอยากโง่ เอาไม้สั้น ไปรันขี้ก็เชิญ. พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการดับทุกข์ที่ ต้นเหตุ.
น.128 ๑๒๐ ข้อที่ ๑๐. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ อยู่เหนืออำนาจของเวลา. ของเวลานี้ยากมาก, มันยากมาก เพราะเหตุว่าคนไม่ รู้จนแม้แต่ว่าเวลาคืออะไร ก็ไม่รู้. เวลาคืออะไรรู้ไหม? หยุดนาฬิกาเสีย. เวลาหยุดไหมดูซิ หยุดดวงอาทิตย์หยุด ดวงจันทร์ไม่ให้หมุน หยุดโลกไม่ให้หมุน หยุดดวงอาทิตย์ หยุดดวงจันทร์ไม่ให้หมุน เวลาหยุดไหม ? เวลาหยุดได้ไหม ขอให้คิดดูซิ. สมมติดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ไม่หมุนไม่เดินนี้ เวลาหยุดไหม มันไม่ใช่เวลาอยู่ที่ตรงนั้น, นั่นมันเวลาของ ลูกเด็ก ๆ เวลาอยู่ที่นาฬิกา, เวลาอยู่ที่ตะวันขึ้นตะวันตก พระจันทร์ขึ้นพระจันทร์ตก นั้นเวลาของลูกเด็ก ๆ. ที่นี้บาง คนไม่รู้ก็ถือว่าเวลาไม่มีโว้ย, เอาเป็นเวลาไม่มีเสียอีกก็มี อย่างนี้. เวลานั้นมันมียิ่งกว่ามี แล้วกัดกินคนเรา เวลานั้น คือจุดระหว่างความอยากกับการได้สมอยาก, มีความอยาก ขึ้นมาแล้ว จนกว่าจะได้สมอยาก ตรงนั้นแหละคือตัวเวลา, ถ้าไม่มีความอยาก มันจะไม่มีเวลา. พระอรหันต์ไม่มีความอยาก
น.129 ๑๒๑ พระอรหันต์ไม่มีเวลา, เวลาไม่กัดกินพระอรหันต์ เวลาจะ กัดกินเฉพาะคนโง่ที่มีความอยาก แล้วยังไม่ได้สมอยาก, ถ้า หยุดความอยากเสียแล้ว ความหมายอันแท้จริงของเวลา ไม่มี. แต่เดี๋ยวนี้ที่ว่า มีนาฬิกาเป็นเครื่องวัดเวลา นั้นมันก็ ไม่ใช่เวลา มันเป็นเครื่องวัดเวลา, แล้วเป็นเครื่องวัด เวลาทางวัตถุเสียด้วย ไม่ใช่ทางจิตใจ. เวลาในทางจิตใจ คือความอยากเป็นเหตุให้เกิดความต้องการ, ระหว่างที่ยัง ไม่ได้ตามที่ต้องการนั่นแหละคือเวลา ที่กัดกินหัวใจคน, ถ้า ใครมีเวลาตกอยู่ในอำนาจของเวลา ก็ถูกเวลากัดกิน. พระ- อรหันต์ไม่มีเวลา เพราะไม่มีความอยากซึ่งเป็นต้นเหตุหรือ ความหมายของเวลา. พระอรหันต์ ไม่มีเวลา เวลาไม่มี ความหมายสำหรับพระอรหันต์ หรือผู้ที่ไม่มีตัณหา. บาลีว่า ผู้ใดกัดกินตัณหา ผู้นั้นกัดกินเวลา, ผู้ใดไม่มี ตัณหา ผู้นั้นกินเวลา, ผู้ใดมีตัณหา ผู้นั้นเวลากินเอา, ผู้ใดมี ตัณหาผู้นั้นถูกกัดกินโดยเวลา ผู้ใดไม่มีตัณหา ผู้นั้นไม่ถูก กัดกินโดยเวลา. เวลามีอยู่จริงยิ่งกว่าจริง คือความอยากแล้ว ยังไม่ได้สมอยาก แต่มันเป็นเรื่องละเอียดทางจิตทางใจ ฟังยาก อาจจะไม่เข้าใจก็ได้. เดี๋ยวเด็ก ๆ ก็จะถามว่า พระอรหันต์จะ
น.130 ๑๒๒ มีไม่มีไม่รู้ นาฬิกาก็เดินเรื่อยอย่างนี้ ก็พูดกันไม่ได้, พูดกัน ไม่ได้เพราะมันคนละความหมาย ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็เดิน อยู่เรื่อย ใครจะต้องการอะไรหรือไม่ต้องการอะไร มันคนละ ความหมาย. คำว่า เวลา ๆ เกิดมาจากตัณหา คือความอยาก ความต้องการ ในระยะที่ยังไม่ได้ตามอยากตามต้องการ มันก็ ยังมีเวลา, พอได้เต็มตามต้องการไม่มีอยาก ไม่ต้องการ อะไรแล้วเวลาก็ไม่มี สิ่งที่เรียกว่าเวลาก็ไม่มี มันลึกหน่อย. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการอยู่เหนืออำนาจ ของเวลา พระพุทธศาสนา สอนให้ทำลายตัณหา ซึ่งเป็น เหตุให้เกิดเวลาเสีย, มันก็ตัดต้นเหตุที่ให้เกิดเวลาเสียอีก แหละ ไปตัดต้นเหตุที่ทำให้เกิดความหมายของเวลา ไม่มี ตัณหาไม่ต้องการด้วยความโง่. เรื่องนี้ก็สำคัญมาก มันก็ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง แต่พวกนั้นเขาไม่ยอมว่าเป็น วิทยาศาสตร์ เราก็บ้าไปคนเดียว ว่านี้ดูให้ดี คุณดูให้ดีมัน เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง.
น.131 ๑๒๓ ข้อที่ ๑๑. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งแสง สว่าง. นี่ง่ายหน่อยเพราะ พุทธะ แปลว่า รู้ ว่า ตื่น ว่า เบิกบาน ถ้าเป็นความมืดความไม่รู้ความไม่เข้าใจ มันไม่ใช่พุทธศาสนา, ถ้าเป็นแสงสว่างให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไร เป็นอะไร นั้น คือเป็นพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้า จึงได้รับคำ สรรเสริญว่า เหมือนกับผู้เปิดของที่ปิด, หงายของที่คว่ำ เป็นผู้จุดตะเกียงไว้ จุดประทีปไว้. ผู้ใดมีตาผู้นั้นก็ได้ เห็นรูป, พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้จุดตะเกียงแสงสว่างแห่งปัญญา ใครได้รับแสงสว่างอันนี้ ผู้นั้นก็เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริง. ฉะนั้น คำสั่งสอนเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธัมมัฏ- ฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา อตัมมยตา ตา ๆ เหล่านี้คือแสงสว่าง ที่ได้ทำให้เกิดขึ้นมา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามเป็นจริง ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น. ถ้าไม่เห็นอย่างนี้คือความมืด, อยู่ใน ความมืด หรือจะเปรียบเหมือนของที่ปิดอยู่ของที่คว่ำอยู่ก็ได้ เหมือนกัน, แต่ที่แท้มันก็คือความมืด.
น.132 ๑๒๔ ศาสนานี้เป็นศาสนาแห่งแสงสว่าง จึงต้องทำให้เกิด แสงสว่าง จึงจะมีศาสนานี้ ถ้าไปมัวโง่เอานั่นเอานี่เป็นบวก เป็นลบกันอยู่เสมอ ไม่มีแสงสว่าง, มีแต่ความมืด. ข้อที่ ๑๒. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ เปิดเผยความลับของธรรมชาติ. ฟังดูให้ดี ความลับของธรรมชาติ, พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการเปิดเผยความลับของธรรมชาติ, ธรรม- ชาติมีความจริงครบทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นกฎของธรรม- ชาติ, แต่มันไม่มีใครมองเห็น จนกว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น จะพบความลับของธรรมชาติ ทุกอย่างที่ควรจะรู้ หรือจะว่า ทุกอย่างไปหมดก็ยังได้ เพราะมันไม่มีอะไรมากไปกว่ากฎ อิทัปปัจจยตา. ทีนี้เอาแต่ว่า ที่ดับทุกข์ได้ แล้วก็ทุกอย่าง ความลับเรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความ ดับทุกข์, เรื่องทางให้ถึงความดับทุกข์, อะไรเหล่านี้เป็น ความลับของธรรมชาติ. ที่ลับที่สุด ก็คือนิพพาน, นิพพานหล่อเลี้ยงชีวิต สิ่งที่มีชีวิตไว้ทุกเวลา คนก็ยังไม่รู้จัก. กิเลสและความดับ
น.133 ๑๒๕ แห่งกิเลสมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีความดับแห่งกิเลส คนก็ ตาย คนก็เป็นบ้า, ฉะนั้นวิธีที่จะทำให้กิเลสดับก็ยิ่งมี ๆ มีให้ ดับถึงที่สุด เป็นความลับของธรรมชาติ , ว่าที่จริง กิเลส มันก็เกิดดับของมันเองอยู่แล้ว แต่มันเกิดเรื่อยดับเรื่อยมัน ไม่สิ้นสุด ต้องมีวิธีที่จะทำให้มันสิ้นสุด ไม่ให้เกิดได้อีก, นั่นแหละความลับของธรรมชาติ ลับอย่างยิ่ง ที่ไม่มีพระ- ศาสดาองค์ ไหนนอกจากพระพุทธเจ้าที่จะค้นพบ. ศาสดามี เยอะแยะ ถ้าไม่ค้นพบสูงขึ้นมาถึงเรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า, ถ้าศาสดาชั้นพระพุทธเจ้าต้องพบความลับข้อนี้ เปิดเผยความ ลับข้อนี้คือความลับของธรรมชาติ. แล้วมีอีกมากมาย ความลับของธรรมชาติ มีอีก มากมายหลายอย่าง หลายประการไปดูเอาเองบ้าง. คำว่า ธรรมชาตินั้นมันลึกซึ้งกว้างขวาง ที่น่าสนใจที่สุด ก็คือ เราไม่รู้จักธรรมชาติ, ไม่เข้าใจธรรมชาติ, ไม่รู้จักใช้ ธรรมชาติหรือกฎของธรรมชาติให้เป็นประโยชน์. ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ สักเรื่องหนึ่งว่า ชีวิตหรือคน คนมีชีวิต ชีวิตของคนนี่เป็นของธรรมชาติสร้างมาให้
น.134 ๑๒๖ พัฒนาเอาเองได้ทุกอย่าง, ธรรมชาติมันจัดให้มา สร้างให้มา ให้ชีวิตนี้สามารถพัฒนาได้ตามชอบใจ แกจะเอาอะไร แกพัฒนา เอาได้ : เอานิพพานก็ได้ เอาอะไรก็ได้, แต่ว่าคนโง่ทั้งหลาย มันเอาไปถลุงเล่นพัฒนากามารมณ์กันเสียหมด. จะว่าอย่างไร ในเมื่อธรรมชาติมันสร้างมาสำหรับให้พัฒนาเป็นรูป เป็นอรูป เป็นนิพพาน เป็นอะไรก็ได้ เป็นนรกก็ได้ เป็นสวรรค์ก็ได้ เมื่อไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ พัฒนาเอาเองได้ทุกอย่าง, แต่แล้ว ทำไมไม่พัฒนาไปในทางที่ควรจะพัฒนา, เอา ชีวิตนี้มาถลุงเล่นในการสะสมเรื่องกิเลสตัณหาเรื่องความ ทุกข์เสียหมดเล่า. นี่ทำไมไม่รู้จักธรรมชาติกันเสียบ้างเล่า. ธรรมชาติสร้าง มาให้คุณพัฒนาเอาได้ตามพอใจ ทุกอย่าง, แต่คุณก็ ไม่เอาไปพัฒนาในสิ่งที่ควรพัฒนา หรือเป็นไปเพื่อสิ้นสุดแห่งความทุกข์, เอาไปพัฒนาให้ความ ทุกข์มันเกิดขึ้นมากขึ้นกว่าเดิม, เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในโลก นี้เวลานี้ เขาพัฒนาเพื่อเพิ่มความยุ่งยากลำบากมีปัญหาทั้งนั้น. พูดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ แล้วเขาก็จะค่าเอาด้วย, เราไม่นิยม ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ที่พัฒนาเพื่อความยุ่งยากมากขึ้น. โลกจะวินาศอยู่แล้ว เพราะการพัฒนาแบบนี้.
น.135 ๑๒๗ ถ้าพัฒนาถูกต้อง จะมีสันติภาพมีสันติสุข, วัดเอาง่าย ๆ ว่ามันต้องลด ลดโรงพยาบาลบ้า ลดโรงพยาบาล ประสาท ลดคุกตะรางเรือนจำ ลดศาล ลดตำรวจ ลดจึงจะ เรียกว่าพัฒนาถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มันไม่พอ ประกาศว่าเรือนจำ ไม่พอเสียแล้ว ๆ, เรือนจำไม่พอเสียแล้ว ประกาศมาไม่กี่วันนี้ ทั้งประเทศหรือทั้งโลก ตำรวจคุกศาลเรือนจำโรงพยาบาลบ้า โรงพยาบาลประสาทไม่พอ ไม่พอ ๆ, เพราะว่าคุณไม่พัฒนา ไปในทางที่ธรรมชาติมอบมาให้อย่างดีที่สุด คือไม่ต้องมีปัญหา อย่างนี้. นี่เรียกว่าพุทธศาสนาได้เปิดเผยความลับของธรรมชาติ ถึงที่สุดแล้ว เราก็ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ข้อที่ ๑๓. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ศึกษาตัวเอง, แห่งการศึกษาตัวเอง เรื่องนี้พูดแล้วมันก็ถูกด่า ถูกค่าโดยศาสตราจารย์ ทั้งหลายในโลก. การศึกษามันทำเพื่อให้ฉลาดเพื่อจะแก้ ปัญหา, แต่เดี๋ยวนี้ การศึกษาในโลกมันมีเพื่อ สร้างปัญหา ใหม่ ๆ, การศึกษาในโลกปัจจุบันนี้มันเพื่อสร้างปัญหาใหม่ ให้มากขึ้น ไม่ใช่สร้างเพื่อจะแก้ปัญหา, มันทำให้ฉลาด ฉลาด,
น.136 ๑๒๘ ฉลาดแล้วไม่ควบคุมความฉลาด ก็เอาความฉลาดไป สร้างปัญหา สร้างความเห็นแก่ตัว, สร้างปัญหามากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่ความผิดพลาดของการศึกษาในโลกนี้ เพราะ ไม่ ศึกษาตัวเอง ไม่ดูตัวเอง ที่แท้จริง ไปดูวัตถุ ดูกามารมณ์ ดูความเจริญของกิเลส ของเหยื่อของกิเลส, เอาความรู้สึก เหล่านั้นเป็นหลักก็พัฒนาไปแต่ในทางสร้างกิเลสสร้างปัญหา. ถ้าดูตัวเอง ดูตัวเอง ดูตัวเอง มันจะรู้ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร, แล้วมันก็จะหยุดชะงักในการที่ จะไปพัฒนาหรือสร้างสรรค์ฝ่ายที่ให้เกิดกิเลสเกิดปัญหา. ศึกษาเป็นคำสำคัญคำหนึ่ง ศึกษา ภาษาสันสกฤต, สิกขา ภาษาบาลี, คำเดียวกันรากศัพท์อะไรเหมือนกัน. สะ แปลว่า เอง หรือ ข้างใน, อิกขะ แปลว่า เห็น หรือ ดู ดูหรือเห็น, สิกษา ก็ดู ข้างในของตัวเอง คำว่า สะ ๆ ภาษาบาลีแปลว่า เองก็ ได้ แปลว่าข้างในก็ได้ คำว่า สิกษาในภาษาสันสกฤตมาเป็น ไทยออกเสียงว่าศึกษาก็ดี หรือสิกขาก็ดีคำเดียวกัน แปลว่า ข้างในจนเห็น.
น.137 ๑๒๙ พุทธศาสนาต้องการให้ศึกษาตัวเอง เพราะอะไร, เพราะปัญหามันอยู่ที่ตัวเอง, ตัวเองมันเป็นปัญหา จะไป ศึกษาข้างนอก ศึกษาผู้อื่นมันก็ไม่ถูกเรื่อง, เพราะความทุกข์ มันอยู่ที่ข้างใน อยู่ที่ตัวเอง ดูตัวเองในตัวเอง ดูโดยตัวเอง ดูเพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง, คำนี้เคยพูดมาบ้างแล้ว และ บางคนอาจจะรำคาญ. พวกมหาเปรียญบางคนเขาค้านว่าไม่ใช่ อย่างนี้, แต่เขาก็ไม่รู้จะด้านอย่างไร เพราะตัวหนังสือมันก็ บอกอยู่อย่างนี้. เราก็อธิบายอย่างนี้ สิกขา ก็คือ ดูข้างใน เห็น ตัวเอง, ขอให้ใช้คำว่าสิกขาหรือศึกษาให้ถูกเถิด, ดูข้างใน เห็นตัวเอง, เห็นความทุกข์ และดับทุกข์ให้ได้, อย่า ดูข้างนอก, แล้วพัฒนาทางวัตถุกันเรื่อย พัฒนากันเรื่อย ควบคุมพัฒนาไม่ได้ก็คือความฉิบหาย, โลกนี่จะพินาศเพราะ พัฒนาทางวัตถุที่ควบคุมกันไม่ได้ นั่นแหละคือไม่มีการศึกษา โลกนี้เหมือนกับกำลังไม่มีการศึกษา เพราะมันบ้ายิ่งขึ้น ไป ทำผิดมากขึ้นไป, เพิ่มเรือนจำ เพิ่มศาล เพิ่มโรงพยาบาล บ้าไม่มีที่สิ้นสุด. มัน ไม่ฉลาดชนิดที่จะดับทุกข์, แต่ฉลาดที่จะ เกิดความทุกข์. พูดแล้วก็ชวนให้เขาด่า, กินอยู่เพียงเท่านี้
น.138 ๑๓๐ ก็อยู่ได้ คุณก็ไม่เอา, เสื้อผ้าเพียงเท่านี้ก็สวมใส่ได้ แต่คุณก็ ไม่เอา, จะต้องเอาให้มันแพงกว่านั้น ให้มันดีกว่านั้น ให้มัน แปลกกว่านั้น. บ้านเรือนก็เหมือนกัน อะไรก็เหมือนกัน ไม่ดูว่าที่มันจะดับทุกข์ หรือที่มันจะหยุดทุกข์นั้นมันเป็น อย่างไร มันไม่ได้ดู ไม่สนใจ เพราะว่าไม่มีตัวเองเป็นหลักยึด, เพราะไม่ได้ศึกษาตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง ; พุทธศาสนา จึงสอนให้มองดูตัวเอง โดยตัวเอง เพื่อตัวเอง และ ข้างในของตัวเอง. คำว่าศึกษา ๆ มันเป็นอย่างนี้ถ้าเรา เอาคำนี้ไปบอกกับศาสตราจารย์ ทั้งหลายในโลกนี้เขาก็หัวเราะ เยาะ, เขาก็ว่าบ้า เขาก็ไม่ฟังดอก ไม่ยอมรับความหมาย ของคำว่าการศึกษามีความหมายอย่างนี้ ข้อที่ ๑๔. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ชนะตัวเอง. นี้มันเนื่องจากข้อที่แล้วมา. ถ้ารู้จักตัวเองโดยถูก ต้องครบถ้วนแล้ว มันก็แก้ปัญหาได้, มันก็เอาชนะปัญหาได้ คือชนะตัวเองได้. ตัวเองในที่นี้คือกิเลส ว่าตัวกู-ว่า ของกู, ถ้ารู้จริงแล้วมันก็ควบคุมได้ เอาชนะได้ ชนะตัวกู
น.139 ๑๓๑ ของกูได้ นั่นแหละคือชนะตัวเอง, ไม่ทำผิดตามอำนาจของ กิเลสตัณหาอีกต่อไป ทำแต่ถูกต้องและพอดีที่เรียกว่ามัชฌิมา หรือมัธยัสถ์ มันก็ไม่มีความทุกข์ ชนะตัวเอง. สิ่งที่ ตัวกูต้องการจะทำ หรือทำอยู่ หรือหลงใหล อยู่ ชนะให้ได้ เถอะ, ตัวกู ๆ นั่นแหละ ชนะไม่ได้แล้ว มันก็กัด กัดเอายิ่งขึ้นไป ชีวิตนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ. ชนะ ตัวเองได้ก็หมายความว่าชนะความโง่หลงว่าตัวกูเสียได้ ทีนี้สติปัญญาก็เข้ามาแทน บอกให้รู้ว่าควรทำอย่างไร เท่าไร ที่ไหน เพียงใด เมื่อไร กะใครนี้มันบอกถูกหมดแหละ, นี่ เรียกว่าชนะตัวเอง. ข้อที่ ๑๕. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ ถูกต้อง. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความถูกต้อง. เรากล้า พูดหรือกล้าประนามได้เลย ว่าศาสนาอื่นนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มี ความถูกต้อง, ถ้าถูกต้องมันต้องดับทุกข์ได้.
น.140 ๑๓๒ สนใจคำว่า ถูกต้อง กันอีกทีก็ได้, เมื่อตะกี้ดูเหมือน จะพูดให้ฟังไปแล้วว่า ถูกต้องถูกต้องคืออะไร มักจะมีคำถาม จากพวกศาสตราจารย์ที่ไปเรียนมาจากเมืองนอกว่าถูกต้อง ๆ นั้นคืออะไร, เขาไม่รู้จะเอากันอย่างไร, ทางตรรกวิทยาว่า อย่างนี้ ทาง philosophy ว่าอย่างนี้, ทางอื่นว่าอย่างโน้นถูกต้อง ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างใด. เราบอกว่าป่วยการ ถูกต้องตามหลัก ธรรมในพุทธศาสนา ก็คือว่าไม่มีใครเดือดร้อนเสียหาย, ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย, ไม่เดือดร้อนทุกฝ่าย ได้รับ ประโยชน์ทุกฝ่าย นั่นแหละคือถูกต้อง. นี่พูดเรื่องโลก ๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ถูกต้องถูกต้องคือเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องอ้าง หลัก logic philosophy อะไรกันให้มากมายป่วยการ ซึ่งไม่ รู้จักจบ, เถียงกันไม่รู้จักจบว่าถูกต้องคืออย่างไร ดีคืออย่างไร ยุติธรรมคืออย่างไรก็ยังไม่จบ ไม่ยุติ. ทางธรรมะ มันยุติแล้ว ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนมีแต่ได้รับประโยชน์ นั่นแหละ คือถูกต้อง, นี่พูดภาษาธรรมดาสามัญที่สุด. ทีนี้ถ้าจะพูด ภาษาธรรมะปรมัตถ์ ให้มันลึกเข้า ไปอีก ถูกต้องก็คือถูกต้องต่อการที่จะบรรลุนิพพาน,
น.141 ๑๓๓ ถ้ามันไม่ถูกต้องต่อการที่จะบรรลุนิพพานแล้วมันไม่ถูกต้อง. ช่วยจำไว้เถิด ถ้าไม่เป็นไปเพื่อนิพพานแล้วก็ไม่ถูกต้อง. มัน มีคำ อยู่ ๕ - ๖ คำ ที่สำคัญมาก ที่จะช่วยให้เกิดความถูก ต้อง, จะพูดดีหรือไม่พูดดีก็ไม่รู้ มันอาจจะยุ่งยากหรือลึกซึ้ง. ถ้าจะถูกต้อง เป็นสัมมาหรือสัมมัตตะต่อพระนิพพาน คือ จะเป็นไปเพื่อนิพพานที่เรียกว่าถูกต้อง, มันจะต้องประ- กอบด้วยคุณลักษณะคือ วิเวกนิสฺสิตํ – อาศัยวิเวก คือมันเป็นไป เพื่อวิเวกเอง วิราคนิสฺสิตํ–อาศัยวิราคะ เป็นไปเพื่อวิราคะ. นิโรธนิสฺสิตํ –อาศัยนิโรธดับทุกข์, แล้วก็ โวสฺสฺคคปรินามี น้อมไป เพื่อการสละออก สละออก, แล้วก็ วิปฺลํ–ไพบูลย์ และสมบูรณ์ มหคุฆตํ–ไปสู่คุณค่าอันใหญ่หลวง คือนิพพาน ไปสู่คุณค่าอันใหญ่หลวง อปฺปมาณํ–ไม่มีประมาณไม่มีมิติ, แล้วก็ อพฺพยาปฺชฺชํ –ไม่ยุ่งยากลำบาก . ข้อนี้คนทั่วไปเขาจะ ไม่แปลอย่างนี้ อพฺพยาปชฺชํ เราจะแปลว่าไม่มีความยุ่งยากลำบาก คือว่าถ้ามันถูกต้องต่อการที่จะบรรลุนิพพานแล้วจะเป็น อพุพยา ปชฺชํ คือไม่ยุ่งยากลำบาก คือไม่เบียดเบียนใคร. เดี๋ยวนี้มันมี แต่ความยุ่งยากลำบาก ยกตัวอย่างจะทอดกฐิน จะบวชนาค จะ ทอดผ้าป่า มันเกือบหมดเนื้อหมดตัว, คิดดูซิแล้วมันจะเป็น
น.142 ๑๓๔ ถูกต้องหรือเป็นไปเพื่อนิพพานได้อย่างไร, มันลำบากเสีย สุดเหวี่ยง. อพฺพยาปฺชํ–ไม่เกิดความลำบากยุ่งยาก แก่ฝ่ายใด สิ่งนั้นจึงจะเป็นไปเพื่อนิพพาน คือเป็นสัมมา สัมมา สัมมา ถูกต้องแก่การบรรลุนิพพาน. สัมมัตตะความถูกต้อง, สัมมา–ซึ่งถูกต้อง ต้องได้ เป็นไปเพื่อวิเวก คือไม่มีอะไรรบกวน. คำว่า วิเวก แปลว่า หนึ่ง หรือ เดี่ยวที่สุด ไม่มีอะไรรบกวน, นี้เรียกว่าวิเวก. การกระทำนั้นต้องเป็นไปเพื่อวิเวก เพื่อความไม่มีอะไรรบกวน, วิราคนิสสิตังเป็นไปเพื่อวิราคะ ไม่ประกอบเข้ามา ไม่ผูกมัด เข้าไว้ ไม่ยึดถือเอาไว้. แล้วนิโรธนิสสิตัง เป็นไปเพื่อดับลง แห่งความทุกข์ ดับลงแห่งความทุกข์ โวสสัคคะปรินามิง น้อมไปแต่ในทางที่จะสลัดออก สลัดออก, น้อมไปแต่ในทาง ที่จะสลัดออกแล้ววิปูลัง สมบูรณ์ไพบูลย์ ถูกต้องสมบูรณ์, มหคตํ มุ่งไปสู่คุณใหญ่หลวง, อัปมาณัง ไม่มีประมาณวัด คือมันถึงที่สุดนั่นเอง, อัพพยาปัชชัง ไม่ทำให้ใครลำบาก. การที่ทำบุญกุศลจนตัวเองลำบากนั้น ฟังให้ดีทำบุญกุศลจน ตัวเองลำบากนั้น นอกจากจะไม่ถูกต้องแก่พระนิพพานแล้ว มันยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้อะไรเลย. มัน ต้องไม่มียุ่งยากลำบาก
น.143 ๑๓๕ เกิดขึ้นเพราะการกระทำนี้ จึงจะเรียกว่าความถูกต้อง เพื่อความถูกต้อง. เรามีกันแต่ชนิดที่ไม่ถูกต้อง ถือศีล ถือศีล ก็ไม่ เพื่อสิ่งเหล่านี้นะ เพื่อซื้อสวรรค์ เพื่อค้ากำไรเกินควร มันไม่ เพื่อสิ่งเหล่านี้นะ. ให้ทาน ให้ทาน เพื่อลงทุนซื้อสวรรค์ ต่าง หากมันไม่ใช่เพื่อวิเวกนิสสิตัง เพื่อวิราคนิสสิตัง เหล่านี้เลย แม้แต่จะทำสมาธิมันก็จะเพื่อมีฤทธิ์มีเดช เอาเปรียบคนอื่น มีฤทธิ์มีเดชมีตาทิพย์หูทิพย์เอาเปรียบคนอื่น. วิปัสสนา ก็เพื่อ จะเห็นเลข ๓ ตัว โน่น, แล้วมันก็ไม่เป็นไปเพื่อความถูกต้อง, ดูให้ดีที่เราทำอยู่ แม้แต่ ศรัทธา ก็ไม่เป็นไปตามหลักนี้, สติ สัมปชัญญะ ก็ไม่เป็นไปเพื่อหลักนี้. ถ้ามันยังไม่เป็นไปเพื่อหลักนี้ มันไม่มีคำว่าสัมมา, ไม่อาจที่จะใช้คำว่าสัมมาเข้ามาข้างหน้า ; เช่นทิฏฐิ ทิฏฐิเฉย ๆ ก็มีความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนกว่าเมื่อไรจะมีความถูกต้อง ทั้ง ๖ ประการนี้ เมื่อนั้นจะ มีคำว่าสัมมาเข้ามาสวมให้ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ; สังกัปปะ ก็เหมือนกันก็ปรารถนา ปรารถนาไปซิ ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อ ๖ อย่างนี้มันไม่ใช่สัมมา-
น.144 ๑๓๖ สังกัปปะ. สัมมาวาจา ก็เหมือนกันจะพูดจาอย่างไร หรือจะ วิเศษได้ประโยชน์อย่างไร แต่ถ้าไม่เป็นไปเพื่อหลัก ๖ ประการ นี้ ไม่อาจจะเรียกว่าสัมมาวาจา. ฉะนั้นธรรมะทุกชื่อ ๆ ที่มีอยู่ ถ้าไม่มีความถูกต้อง โดยหลัก ๖ ประการนี้แล้ว ไม่เรียกว่า สัมมา, จะไม่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมา สมาธิ, ไม่ได้, จะไม่มีคำว่าสัมมา มันจะเป็นเพียงทิฏฐิเฉย ๆ สังกัปปะเฉย ๆ วาจาเฉย ๆ กัมมันตะเฉย ๆ อาชีวะเฉย ๆ วายามะเฉย ๆ สติเฉย ๆ สมาธิเฉย ๆ ไม่มีคำว่าสัมมา. ถ้า ไม่มีคำว่าสัมมา มันก็ไม่เป็นอริยมรรคเพื่อไปนิพพาน เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ไม่รวมกันเป็นอริยมรรคเพื่อนิพพาน. ฉะนั้น ต้องมีสัมมา สัมมา เข้ามาให้. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ความถูกต้อง ยึด หลักสัมมาโดยหลัก ๖ ประการนี้แหละ : วิเวกนิสฺสิติ วิราค นิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคุคปริณามี วิปูลํ มหคฺฆต์ อปฺ ปมาณํ อพฺพยาปฺชํ, คำเหล่านี้เยอะแยะไปหมดในบาลี แต่ทำไมไม่เอา มาพูดกัน, ทำไมไม่เอามาพูดกัน มันวาสนาน้อยหรืออย่างไรที่ ไม่มีใครเอามาพูดกัน, เช่นเดียวกับคำว่า อตัมมยตา อตัมมยตา
น.145 ๑๓๗ ค้างเติ่งอยู่ในบาลี ทำไมไม่เอามาพูดกันทั้ง ๆ ที่มันมีประโยชน์ มาก. เพราะฉะนั้นคุณธรรมที่ทำให้เป็นสัมมาหรือสัมมัตตะนี่ สำคัญอย่างยิ่ง. พุทธศาสนาจึงเน้นแต่เรื่องนี้สอนแต่เรื่องนี้ว่า สัมมาอย่างไร, สัมมาอย่างไร, รักษาศีลให้เป็นสัมมา ให้ ทานเป็นสัมมา ทำสมาธิให้เป็นสัมมา หรือ พูดจาให้ เป็นสัมมา, ให้มีคำว่าสัมมาเข้ามาได้ด้วยแล้วก็เป็นถูกต้อง, เป็นพุทธศาสนาที่จะเป็นองค์ประกอบ เพื่อให้เกิดอริยมรรค อัฏฐังคิกมัคค์ อริยอัฏฐังคิกมัคค์ เพราะมันมีสัมมา สัมมา ถ้า มันเป็นแต่ทิฏฐิเฉย ๆ สังกัปปะเฉย ๆ วาจาเฉย ๆ ไม่เป็นสัมมา ไม่เป็นอริยมรรค. ฉะนั้นธรรมอะไร ๆ ธรรมะข้อไหน ๆ ก็ทำให้มันมีความถูกต้องจนเอาสัมมาเข้ามาใส่ได้ มันจึง จะช่วยให้เกิดอริยมรรคที่เป็นไปเพื่อนิพพาน. เดี๋ยวนี้เรามัน ขาดสัมมา, ขาดสัมมา ให้ทานก็เพื่อจะแลกเอาวิมาน, รักษาศีล ก็เพื่อจะแลกเอาวิมาน, ทำสมาธิก็เพื่อจะมีฤทธิ์เดช, ทำ วิปัสสนาก็เพื่อจะเห็นเลข ๓ ตัว มันก็เลยไม่สำเร็จประโยชน์. ข้อที่ ๑๖. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง การมองด้านใน.
น.146 ๑๓๘ การมองด้านใน, มองด้านในมัน ยากกว่ามองด้าน นอก เพราะว่าหู ตา ธรรมดานี้มันสำหรับสัมผัสด้านนอก. การที่จะสัมผัสลึกเข้าไปถึงด้านใน ต้องใช้ปัญญา, ใช้ ปัญญา วิปัสสนา ปัญญา จึงจะมองเห็นด้านในได้. เรามองเห็นความทุกข์ด้านนอกเห็น แต่ความลำบากยากแค้น กระจองอแงนี้เห็นแต่ด้านนอก ไม่เห็นความทุกข์ที่แท้จริง คือความยึดมั่น ถือมั่นด้วยอุปาทานในขันธ์ ทั้ง ๕ มองไม่เห็น นั่นมันอยู่ด้านใน, มองเห็นแต่นั่งร้องไห้อยู่ลำบากอยู่ อะไร อยู่, นี้มันมองด้านนอก. ถ้าไม่รู้จักถึงด้านใน มันก็ไม่รู้จักตามที่เป็น จริง, ไม่ว่าอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มองถึงด้านใน ความหมาย หรือคุณค่ามันอยู่ข้างใน ลักษณะมันอยู่ด้านนอก ความหมาย หรือคุณค่ามันอยู่ข้างใน. ต้องมองให้ทะลุลักษณะเข้าไปถึง ความหมายหรือคุณค่า แล้วมันก็มีมหาศาลคุณค่าหรือคุณ, ภาษาธรรมะในอินเดียโบราณเขาใช้คำว่า คุณ คุณ ไม่ได้หมาย ความแต่ในทางดีดอก มันเป็นคุณหรือเป็นค่าของสิ่งนั้นมีก็ แล้วกัน มันมีอย่างนั้นแหละ จะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ใครจะ ไปบัญญัติมัน, ทุกอย่างมันมีคุณทั้งนั้น แหละ คือมีค่ามี
น.147 ๑๓๙ ความหมายทั้งนั้น, แม้แต่อุจจาระมันก็มีคุณค่าหรือความหมาย อย่างอุจจาระไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นอุจจาระดอก มันมีคุณค่า สำหรับจะเป็นอะไรมันก็ได้เป็นอย่างนั้น เพราะคุณค่า. ต้อง มองให้เห็นคุณ, เรียกว่าคุณเป็นคำที่สำคัญที่สุด, ถ้าใคร เลิกยึดถือคุณนี้เสียได้นั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน. สิ่งทั้งปวงมีความหมายขึ้นมาก็เพราะว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า คุณ–คุณ, แต่ไม่ได้หมายถึงความดี ดีก็ได้ชั่วก็ได้อย่างไร ก็ได้. เรื่องดีหรือชั่วนี้มันอยู่ที่ความต้องการของมนุษย์, อย่างอุจจาระนี้ใคร ๆ ก็ว่าไม่มีค่า ไม่มีราคา ไม่มีคุณ ไม่ต้อง- การ, แต่คนปลูกผักก็ต้องการอย่างยิ่ง อุจจาระก็มีความหมาย ในทางดีไป. คุณ–คุณมันเป็นอย่างนี้, มันอาจจะมีความหมาย สำหรับคนนี้ ไม่มีความหมายสำหรับคนนั้น ยุ่งไปหมด. แต่ว่า ทุกอย่างมีคุณที่จะทำให้ตัวมันได้ชื่อว่าเป็นอย่าง นั้น, ได้ชื่อว่าเงินทอง ว่าเพชร ว่าพลอย ว่าอุจจาระ ว่า ปัสสาวะ ว่าอะไรก็แล้วแต่, อย่าไปยึดถือความหมายของ คำว่าคุณ, แล้วก็จะหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์. การหลุดพ้น หลุดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าคุณ, คุณ นี่นะ, คุณะ คุณนี่น่ะ มันครอบงำจิตใจผูกมัดจิตใจ. พุทธศาสนาสอน ให้มอง
น.148 ๑๔๐ ถึงด้านในคือมองถึง คุณของทุกสิ่งว่ายึดถือไม่ได้, ยึดถือ แล้วเป็นทุกข์, ยึดถือแล้วกัดเอา ก็รอดตัว. ข้อที่ ๑๗. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ มีสติสัมปชัญญะในขณะแห่งผัสสะ. ข้อนี้ไม่อยากอธิบายแล้ว เพราะพูดไม่รู้กี่สิบครั้ง. มีสติในขณะแห่งผัสสะ ไม่เกิดผัสสะโง่ ไม่เกิดเวทนาโง่ ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน ภพ, ชาติ. ปัญหาทุกอย่างป้องกัน ด้วยสติเมื่อผัสสะ สติเมื่อผัสสะจะป้องกันการเกิดของความ ทุกข์ ไม่ต้องการไปต่อสู้กับความทุกข์, แต่ป้องกันความทุกข์ ไม่ให้เกิดด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะเมื่อผัสสะ. ปฏิจจ- สมุปบาทมีหัวใจสำคัญที่ตรงนี้ : ผัสสะทำให้เกิดเวทนา, เวทนาทำให้เกิดตัณหา, ควบคุมผัสสะได้ก็ควบคุมทุก สิ่งได้ คือควบคุมเวทนาได้ ควบคุมทั้งโลกได้, เพราะโลกนี้ มันมีปัญหาแก่เรา เพราะมันให้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือ จะควบคุมพระเจ้าเสียเลยก็ได้ ถ้าเราไม่ทำอะไรพระเจ้า พระเจ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้. เราไม่ต้องการเวทนาใด ๆ ที่จะได้
น.149 ๑๔๑ รับจากพระเจ้า ถ้าควบคุมผัสสะได้, ก็เป็นการควบคุมหมด ทั้งหมด ทั้งจักรวาล. ข้อที่ ๑๘. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ตื่นอยู่เสมอ. นี่ก็ ด้วยสติ สติ ๆ ๆ. เป็นศาสนาที่ต้องการให้มีสติอยู่เสมอ, พอขาด สติก็คือหลับ พอหลับอวิชชาธาตุก็ครอบงำ ก็ได้อวิชชามา, ถ้ามีสติอยู่อวิชชาธาตุครอบงำไม่ได้ ก็ไม่โง่. อวิชชาธาตุ เป็นธาตุตามธรรมชาติ มีอยู่ในที่ทั่ว ไป พร้อมที่จะครอบงำ เมื่อไรมีโอกาส, ใครเปิดประตู ให้เมื่อไรมันก็เข้ามาเมื่อนั้น, ใครไม่มีสติเมื่อไรอวิชชาธาตุก็ ครอบงำ มันก็จะเป็นไปตามอวิชชาก็เกิดทุกข์. นี่ก็เรียกว่า คนหลับ แล้วโจรมันก็เข้ามาในบ้านในเรือนปล้นเอาของไป, ถ้าคนมีสติตื่นอยู่เสมอ โจรขโมยมันก็เข้ามาไม่ได้, พูดอย่างนี้ก็ คล้ายกับว่าเป็นตัวตน ว่าอวิชชาเป็นธาตุชนิดหนึ่งมีอยู่พร้อม ในสากลจักรวาล จะเข้าไปในจิตใจของบุคคลที่ขาดสติเหมือน
น.150 ๑๔๒ กับคนหลับ. เราต้องการให้ตื่นอยู่เสมอ, นี่ศาสนาแห่งความ ตื่นตื่นอยู่เสมอไม่ให้ โอกาสแก่อวิชชา. ข้อที่ ๑๙. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ ไม่มีอะไรเป็นพิรุธ. พิรุธคือ ความไม่ถูกต้อง ถ้าพิรุธแล้วก็มีเรื่อง, ถ้า พิรุธก็มีเรื่อง, ไม่พิรุธนี่เป็นคุณธรรมของทศพิธราช- ธรรมข้อหนึ่ง ที่พูดกันมากมายแล้วเรื่องทศพิธราชธรรม ; ไม่มีพิรุธทางวัตถุ ก็ไม่เกิดปัญหาทางวัตถุ, ไม่พิรุธหรือผิด ปกติทางร่างกาย ก็ไม่เกิดปัญหาทางร่างกาย, ไม่พิรุธทางจิต ก็ไม่เกิดปัญหาทางจิต, ไม่พิรุธทางสติปัญญาหรือวิญญาณ ก็ไม่เกิดปัญหาทางจิตหรือวิญญาณ. พุทธศาสนาสอนความถูกต้องหรือสัมมัตตะ ก็ ไม่มีอะไรพิรุธ, ทางวัตถุก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเป็นปัญหา. เดี๋ยวนี้ ทางวัตถุยุ่งยากมีปัญหาทางเศรษฐกิจ บ้าง, ทางอนามัย บ้าง, ทางนิเวศน์วิทยา บ้าง, คือว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง. เขา พูดกันทั่วโลกเรื่องนิเวศน์วิทยา คือความไม่ถูกต้องในทางวัตถุ, แต่ถ้าถือหลักพุทธศาสนาแล้ว สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ได้, ความไม่
น.151 ๑๔๓ ถูกต้องทางวัตถุจะเกิดขึ้นไม่ได้ ความไม่ถูกต้องทางร่างกาย ประเดี๋ยวเป็นนั่นเป็นนี่ โรคภัยไข้เจ็บก็เพิ่มมากขึ้นแปลก ๆ จน รักษาไม่ถูกกันแล้วนะ ที่ค้นคว้าได้รักษาได้ก็หายไป, แต่ของ ใหม่ก็เกิดมาเป็นโรคที่ไม่รู้จะรักษากันอย่างไรอยู่เรื่อยไป ๆ ตาม กฎอิทัปปัจจยตาสร้างของใหม่ขึ้นมาเสมอ. ทางจิตก็ไม่วิปริต ถ้ามันมีความตื่นอยู่ด้วยสติแล้ว จิตไม่วิปริต จิตจะเป็นสมาธิไม่เกิดนิวรณ์, ถ้ามีสติอยู่เสมอก็ ไม่ผิดพลาดทางปัญญา ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็น ตัวตน. ถ้ามีสติอยู่เสมอ ตื่นอยู่เสมออะไรจะเข้ามา ก็ไม่จับ ฉวยเอาความเป็นตัวตนของตน, ตื่นอยู่เสมอ มีสติสัมปชัญญะ อยู่เสมอว่าเราทำนี้เพื่ออะไร ให้มันมีเหตุผลที่บอกได้ว่า ถูกต้อง ๆ ๆ, แล้วก็ช่วยกันรักษาความถูกต้อง ส่งเสริมความ ถูกต้อง. ถ้าพุทธศาสนายังมีอยู่ในโลก โลกนี้ก็มี แสงสว่างอยู่เสมอ, ตื่นอยู่เสมอ โลกนี้ก็จะไม่หลับ. ถ้า พุทธศาสนามีอยู่ในโลกโลกนี้ก็จะไม่หลับ คือไม่หลงทำ ผิดอะไร, ศาสนาแห่งความตื่นอยู่เสมอ.
น.152 ๑๔๔ ข้อที่ ๒๐. พุทธศาสนาคือศาสนาแห่งการ รู้สิ่งที่วิญญูชนควรจะรู้. คนโง่หรือปุถุชนก็พูดยากพูดลำบาก, แต่ถ้าวิญญูชน ก็พูดได้ว่า เขาควรจะรู้อะไรบ้าง. พุทธศาสนาจะสอนสิ่งที่ ควรรู้นั้นครบทุกอย่าง ใครบวชพระหรือเรียนธรรมศึกษา มาแล้ว ก็ได้เรียนเรื่อง สัปปุริสธรรม ๗ ธัมมัญญุตา อัต- ถัญญุตา อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา กาลัญญุตา ปริสัญญุตา ปุคคลัญญุตา, รู้จักความถูกต้องในส่วนที่เป็นเหตุ ในส่วนที่ เป็นผล ในส่วนที่เป็นตนเอง เหตุ ผล ตน ประมาณ ประมาณ ที่ถูกต้อง กาลเวลาที่ถูกต้อง บริษัทบุคคลที่ถูกต้อง เอกชน ที่ถูกต้อง. เหตุที่ถูกต้องก็จะให้เกิดผลดี ผลถูกต้องมาจากเหตุ ที่ดี. รู้จักตัวเองอย่างน้อยก็รู้จักว่า ธรรมชาติสร้างตัวเอง มา สำหรับให้พัฒนาเอาได้ตามชอบใจจะต้องการอะไรก็ได้ แต่ก็เอาไปถลุงเล่นหมด ไม่ใช้เป็นประโยชน์อะไรตายเปล่า มารู้จักตนเองอย่างนี้กันเสียบ้าง.
น.153 ๑๔๕ ประมาณ ว่าเท่าไรพอดี เท่าไรพอดีแม่ครัวที่ไม่รู้จัก ประมาณ ก็เป็นแม่ครัวที่โง่ที่สุดเห็นไหม, ใส่เกลือมาก ไปบ้าง ใส่น้ำปลามากไปบ้าง ใส่พริกมากไปแล้ว แล้วมัน จะกินได้เมื่อไรเล่า นี่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันยังเป็นอย่างนี้, ฉะนั้นเรื่องอื่น ๆ ทุกเรื่องมันต้องรู้ประมาณที่พอดี ว่ามันควร อะไรเท่าไร. กาลเวลานี้ ก็เหมือนกันเวลาที่ถูกต้องเวลาที่ควร ทำอะไร เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน เท่าไร เวลา ๆ ที่ถูกต้องนี้เรียก กาลัญญุตา. บริษัท คือคนที่เขารวมหัว รวมหมู่กันเป็นกลุ่ม ๆ รู้จักไว้ให้ดีนะ ถ้าไม่รู้จัก เขาให้ดี เขาเตะกลับมา ไม่ได้ ประโยชน์อะไร รู้จักเขาให้ดี ๆ เถิดก็ได้ประสานงานกัน แล้วได้ พัฒนา. เหลือแต่ บุคคล เพียงคนเดียวก็ต้องรู้จักเขาให้ดี ๆ จะเข้าไปหา เข้าไปสมาคม เข้าไปเกี่ยวข้องเข้าไปต้องการละก็ รู้จักเขาให้ดี ๆ.
น.154 ๑๔๖ จำไว้ง่าย ๆ เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล ๗ อย่างนี้สิ่งที่วิญญูชนควรรู้, พุทธศาสนามีให้ครบ รู้จัก ๗ อย่างนี้แล้วช่วยตัวเองได้, ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือ จากภูตผีปีศาจ ผีสางเทวดาพระเจ้าอะไรที่ไหน ไม่ต้อง มัน ช่วยตัวเองได้ ถ้ารู้สิ่งที่ควรรู้ ๗ ประการนี้แล้ว. นี่ พูดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสิ่งที่วิญญูชนควรจะรู้, พูด กลับอีกอย่างหนึ่งว่า ใครรู้สิ่งเหล่านี้ผู้นั้นเป็นวิญญูชน คนรู้ เป็นสัปปุริสชน เป็นบุรุษผู้มีความสงบ เป็นสัตบุรุษ. เอาละ ๒๐ อย่างแล้ววันนี้. เวลาก็หมดแล้ว เหนื่อย ก็เหนื่อยแล้วแถมให้ ๒๐ อย่าง วันละ ๒๐ อย่าง ๓ วันมาแล้วนะ ๖๐ อย่างแล้วนะ ยังไม่จบนะ อย่าเพ่อคิดว่าจะจบ ต้องมีอีก นี่ ๖๐ อย่างแล้ว. เอาละ การบรรยายนี้ มันสมควรแก่เวลาหรืออะไร แล้วต้องขอยุติการบรรยาย, เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมบาลีคณสาธยาย มีใจความส่งเสริมกำลังใจ ในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น ต่อไป ในกาลบัดนี้.
Buddhadasa