น.155 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา ในชุด ที่เรียกว่า คู่มือจำเป็นสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ ดำเนิน มาถึงตอนที่ ๑๖ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อว่า มารู้จักพุทธศาสนาให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา อยู่นั่นเอง, และตอนนี้ เป็นตอนจบ. ชุดคู่มือที่จำเป็น ฯ ตอนที่ ๑๖, ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๑ ๑๔๗
น.156 ๑๔๘ การเป็นพุทธบริษัทแล้วไม่รู้จักพระพุทธศาสนานั้น มันจะเข้าใจว่าอย่างไรกัน, หรือว่าจะเป็นไปได้อย่างไร, ยิ่งเป็นพุทธบริษัทเพียงไร, ก็ยิ่งจะต้องเข้าใจพระพุทธศาสนา มากขึ้นเพียงนั้น. ขอให้สังเกตดูในข้อนี้ว่า ความเป็นพุทธ- บริษัทก็เนื่องอยู่กับการรู้จักพระพุทธศาสนา, การ รู้จักพระพุทธศาสนาก็เนื่องกันอยู่กับความเป็นพุทธบริษัท, เป็นอันว่าต้องมีโดยสมสัดสมส่วนแก่กันและกัน รู้น้อยก็ ต้องเป็นน้อย, ถ้ารู้มากก็เป็นได้มาก. การเพิ่มความรู้จัก พระพุทธศาสนา ก็เท่ากับการเพิ่มความเป็นพุทธบริษัทของ ตนนั่นเอง ดังนี้จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะพอใจ และ พยายามที่จะเพิ่มความเป็นพุทธบริษัทของตน ด้วยการรู้จัก พุทธศาสนามากขึ้น, หรือว่า เพิ่มความรู้จักพุทธศาสนาให้ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความเป็นพุทธบริษัทของตนก็ได้, มันเป็นของเนื่องกันอยู่อย่างนี้. ดังนั้นอาตมาจึงเห็นว่า การทำ ความเข้าใจกันแล้วกันเล่า แล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่กับความรู้จัก พระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่มีเหตุผล เป็นสิ่งที่ควรกระทำ จึงนำมาพูด ๓ ครั้งที่แล้วมา ๖๐ หัวข้อ, ครั้งนี้อีก ๒๐ หัวข้อ รวมกันเป็น ๘๐ หัวข้อ, ฟังดูแล้วก็มากมาย แต่ถ้าเข้าใจแล้ว
น.157 ๑๔๙ มันก็ไม่มากมายอะไร เป็นเรื่องนิดเดียว ขอให้ลองใคร่ครวญ สังเกตดูต่อไป. ชุดที่สี่ ๒๐ หัวข้อ. ข้อที่ ๑. ข้อแรกสำหรับวันนี้ ก็คือต้องการจะ พูดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการมีความสุขและ ประโยชน์อยู่ทุกอิริยาบถ. พุทธศาสนาสอนให้เป็นผู้มีความสุขและมีประโยชน์ อยู่ในทุกอิริยาบถ พุทธบริษัทที่แท้จริงก็สามารถมีความสุข และมีประโยชน์อยู่ทุกอิริยาบถ, แล้วใครต้องการอะไรให้มาก กว่านี้ ก็ลองคิดดู ต้องการมากกว่านี้ ก็ดูจะเป็นเรื่องเฟ้อ หรือกลายเป็นเรื่องบ้า, ส่วนตัวมีความสงบเย็นเป็นสุขถึงที่สุด อยู่แล้ว แล้วก็มีชีวิตอยู่ด้วยการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์ แก่ทุกฝ่าย. ข้อนี้มันเนื่องจากว่าชีวิตอยู่นิ่งไม่ได้ สิ่งมี ชีวิตมันอยู่นิ่งไม่ได้ มันต้องเคลื่อนไหว, การเคลื่อนไหว นั้นควรจะมีประโยชน์, ประโยชน์นั้นควรจะมีแก่ทุก ฝ่าย คือทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายตัวเองและฝ่ายผู้อื่น. เราก็มีความสุข
น.158 ๑๕๐ สงบเย็นสุดที่จะมีได้ แล้วก็มีการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่นอยู่ทุกอิริยาบถ ใครต้องการมากกว่านี้ดูจะเป็นคนบ้า แต่อาตมาก็ไม่แน่ คือว่าให้ไปคิดดูเองก็แล้วกัน ว่ามันจะ เหน็ดเหนื่อยเปล่า ๆ เปลืองเปล่า ๆ ถ้าต้องการให้มากกว่านี้, แล้วไม่รู้ที่จะเอาไปทำอะไร. เมื่อ เป็นผู้ถอนความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งต่าง ๆ ว่าตัวว่าตน ว่าของตนเสียได้ ชีวิตนี้ก็เย็น เพราะว่ามัน ไม่เกิดกิเลสเป็นโลภะ โทสะ โมหะ เพราะไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นอะไรซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส, แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถอนความยึดมั่นว่าตัวตนเสียได้ นี่มันก็ไม่เห็นแก่ตน, ไม่มีความเห็นแก่ตน ไม่มีความเห็นแก่ตนแล้วมันก็นอนหลับ สนิท ไม่มีอะไรหิว ไม่มีอะไรกลัว ไม่มีอะไรหวัง, ไม่มีอะไร ต่าง ๆ แล้วชีวิตจะเย็นสนิท. ไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็เห็น แก่ผู้อื่นรักผู้อื่น, โดยทั่วไปก็ เห็นแก่ความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้คนไม่เห็นแก่ความถูกต้องเพราะมันเห็นแก่ตัว, เห็นแต่ แก่ประโยชน์ของตัว. พอไม่มีตัวที่จะให้เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ ตัวแล้ว มันก็ต้องเห็นแก่ความถูกต้อง อยู่โดยอัตโนมัติ ตามธรรมดา, มันก็รักผู้อื่นได้เห็นแก่ผู้อื่นได้. เขาจึงเป็นผู้มี
น.159 ๑๕๑ ความสุข และมีประโยชน์อยู่ทุกอิริยาบถ. ชีวิตของบุคคล ชนิดนี้ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะอันแท้จริง จนเรียกได้ ว่าเป็นธรรมชีวี ๆ: มีชีวิตเป็นธรรมะหรือมีธรรมะเป็นชีวิต ก็แล้วแต่จะเรียกจะพูด, เรียกเป็นบาลีก็ว่า ธรรมชีวี เป็น ธรรมชีวิน ก็ได้ ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตหรืออะไรไปโน่น. ธรรมชีวี - มีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิต นั่นแหละ เย็นอยู่ด้วย, มีประโยชน์อยู่ด้วย. พุทธศาสนา ต้องการอย่างนี้สอนอย่างนี้ , พุทธบริษัทก็เป็นอย่างนี้. ขอให้ปรับปรุงให้การศึกษา และการปฏิบัติของตน นำมาซึ่งผลอย่างนี้, คือเย็นด้วยมีประโยชน์ด้วยโดยต้องไม่ลืม ว่า ธรรมชาตินี้สร้างชีวิตมาให้เราสำหรับพัฒนาเอาตามพอใจ. ถ้าพัฒนาถูกทางมันก็ได้อย่างที่ว่า เว้นไว้แต่จะเอาไปถลุงเสีย ด้วยความโง่เขลาอย่างอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากไม่มีที่ สิ้นสุด, รับผิดชอบตัวเองที่ว่าธรรมชาติ ให้ชีวิตมาอย่างเหมาะ สมสำหรับจะพัฒนาให้เป็นอย่างไรก็ได้. นี่ขอให้ท่าน ทั้งหลายพัฒนาไปในทางที่จะให้เป็นชีวิตเย็น และมี ประโยชน์, เคลื่อนไหวอยู่ด้วยความเป็นประโยชน์.
น.160 ๑๕๒ ข้อที่ ๒. อยากจะย้ำอีกทีหนึ่งว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความมีชีวิตเย็นโดยเฉพาะ. ถ้าไม่มีชีวิตเย็นก็ไม่ใช่พุทธศาสนา ; คำว่า เย็น หมายถึงนิพพาน, นิพพานแปลว่าเย็น, เป็นชีวิตที่ ประกอบอยู่ด้วยความเย็น ก็หมายความว่าเป็นชีวิตที่ประกอบ อยู่ด้วยนิพพาน. นิพพานนี้มีได้หลายระดับ, แต่ มีความหมาย เหมือนกันหมด คือเย็น ๆ ๆ. การที่มีคำพูดแปลออกไป ว่าเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นโลกอยู่ที่ไหนอะไรก็ไม่รู้ แล้วบางที ก็ไกลอีกหลายหมื่นแสนชาติ นั้นก็ตามใจเขา, แต่ที่ถูกแท้จริง นั้น พุทธศาสนาสอนชีวิตที่เย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้, เป็น สันทิฏฐิโกปรากฏแก่ความรู้สึกของตนเอง ไม่ประกอบด้วย เวลา คือทำทันทีก็มีทันที แล้วมีชัดเจนจนเรียกมาดูได้ ว่า มาดูสิมันมีอยู่อย่างนี้, มันมีอยู่อย่างนี้เย็นแปลว่านิพพาน, นิพฺพานํ สนฺทิฏฺฐิกํ สวฺากขาตํ สนฺทิฏฺฐิกํ อกาลิกํ เอหิปสฺสิกํ ตรัสไว้ดีแล้วเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา, แล้วก็เรียก มาดูได้เพราะว่ามีอยู่จริง. เดี๋ยวนี้เรียกมาดูไม่ได้, มันไม่มี
น.161 ๑๕๓ อะไรให้ใครดู ไม่มีความเย็นให้เพื่อนดูนี่. ขอให้มีชีวิตชนิดที่มี ความเย็นอยู่ ชนิดที่เรียกเพื่อนมาดูได้, มาดูได้ดูซินี่ ๆ มันเย็น มันเย็นอย่างนี้, เป็นชีวิตที่เย็น ก็หมายความว่า ความ- เป็นพุทธบริษัท หรือ มีตัวแห่งพระพุทธศาสนาอยู่ที่นั่น. กล่าวโดย หลักทั่ว ๆ ไปก็เย็นได้เป็น ๓ ชนิด หรือ ๓ ชั้น : ชั้นแรกเย็นโดยความประจวบเหมาะ ใน ตัวมันเองตามธรรมชาติเอง โดยความประจวบเหมาะชนิดที่ กิเลสมันเกิดไม่ได้ มันประจวบเหมาะ, เช่นว่าไม่มีอารมณ์มา ยั่วยวน หรือไม่มีอะไรมาก่อให้เกิดกิเลส อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ ไม่มีอะไรมาทำให้เกิดกิเลส, นี่มันก็ เย็นอยู่ได้โดยบังเอิญ หรือว่ามีธรรมอะไรก็ได้ โดยบังเอิญ โดยประจวบเหมาะ ไม่ได้ เจตนาจะทำ, นี่ก็เรียกว่าโดยบังเอิญ. เช่นว่าไปเที่ยวตาก อากาศ เดินทางหาความพักผ่อนสบาย แล้วโชคดีคนนั้น ไม่บ้า ก็พบความว่างความสบายทางจิตใจตลอดเวลา ที่ ไปเที่ยว ที่ชายทะเล ภูเขาตากอากาศที่ไหนก็ได้, สิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ มันแวดล้อมไว้ไม่ให้เกิดกิเลส หรือแม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่เรือนอย่างถูกต้อง มันไม่เกิดกิเลสก็ได้เหมือนกัน, ความ เย็นอย่างนี้ก็เรียกว่าเย็นโดยบังเอิญ. ขอยืมคำในพระบาลี
น.162 ๑๕๔ มาใช้ เรียกว่า ตทังคนิพพาน นิพพานเนื่องมาจากองค์นั้น ๆ ; ตทังคะ แปลว่า องค์นั้น ๆ คือสิ่งนั้น ๆ หรือสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ อะไรก็ได้นั้น ๆ ที่มันมาแวดล้อมให้ แล้วก็ไม่ร้อนไม่เป็นไฟ อะไรขึ้นมาเย็นอยู่ได้ ข้อนี้มีมากนะ อย่าเนรคุณนะ อย่า เนรคุณสิ่งนี้ คือมันมีอยู่มาก พอที่จะนอนหลับได้บ้าง สบาย ได้บ้าง ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้า, นี่ พระนิพพาน น้อย ๆ พระนิพพานบังเอิญอย่างนี้. ด้วยองค์นั้น ๆ อย่างนี้ หล่อเลี้ยงชีวิตเราไว้ ไม่ให้เป็นโรคประสาท ไม่ให้เป็นบ้า เป็นชั้นต่ำหรือพื้นฐานทั่วไป. ทีนี้ สูงขึ้นมา ก็เรียก วิกขัมภนนิพพาน ด้วยการ บังคับ หรือด้วยการ จัดทำขึ้นมา ทำจิตอย่างนั้นอย่างนี้อย่าง โน้นไว้ให้ถูกต้อง ตามเรื่องที่กิเลสเกิดไม่ได้, กิเลสเกิดไม่ได้ ด้วยการบังคับหรือการกระทำไว้, เช่นอยู่ในสมาธิอย่างถูกต้อง ตลอดไปอย่างนี้. สมาธิบังคับเอาไว้, สมาธิอย่างนี้เป็นสมาธิ ที่จัดที่ทำ ถ้าเป็นสมาธิเป็นเองไม่ได้จัดไม่ได้ทำ ก็ไปอยู่ใน พวกโน้นพวกแรกพวกตทังคะ. แต่ทีนี้มาจัดไว้ด้วยการมีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิ มีอะไร ควบคุมไว้ อย่างดี กิเลสเกิด ไม่ได้ มีความเย็นก็เป็นประเภทนี้เรียกว่า วิกขัมภนนิพพาน.
น.163 ๑๕๕ ทีนี้อันสุดท้าย ซึ่งมัน สูงสุดนั้น เป็นของผู้ที่ ตัดกิเลสออกไปได้ ที่แท้ก็คือว่าสามารถที่จะตัดต้นเหตุแห่ง กิเลส จะเรียกว่าตัดตัวกิเลสก็ได้ สิ้นเชิงไปแล้ว, ความทุกข์ ไม่ต้องมีมาอีกแล้ว คือพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านไม่ต้อง ตั้งใจทำ หรือไม่ต้องอาศัยอะไรมาช่วยสนับสนุน, แต่ว่า ความทุกข์มันเกิดไม่ได้ เพราะความไม่มีกิเลสซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์, อย่างนี้เรียกว่า สมุทเฉทนิพพาน. คำเหล่านี้เก็บเอามารวบรวมเอามา ไม่ได้เป็นคำที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โดยตรงก็มี, เช่นคำว่าสมุทเฉทนิพพานนี้. แต่คำว่า ตทังคนิพพาน นี้มีพระพุทธภาษิต ก็มี, แต่ไม่อยาก จะให้ถือกฎเกณฑ์อะไรอย่างนี้ โดยชื่อโดยอะไรนี้มันไม่สำเร็จ ประโยชน์. เอาตัวจริง ดีกว่า ความเย็นที่เป็นมาเองโดย ความประจวบเหมาะ, แล้ว ความเย็นที่เราจัดทำบังคับไว้, แล้ว ความเย็นเพราะมันหมดกิเลสแล้ว ไม่มีเหตุให้เกิดไฟ ต่อไปแล้ว มันเป็น ๓ เย็น ๓ ระดับ อยู่อย่างนี้, ระดับไหน ก็ได้ นี้เรียกว่ามีพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งความมีชีวิต เย็น. ที่จริงเป็นอย่างต่ำ ๆ อย่างบ้าน ๆ อย่างโลก ๆ นี้นิยม
น.164 ๑๕๖ เรียกว่านิพพุติ มากกว่าที่จะเรียกว่านิพพาน จะเอานิพพาน มาใช้ก็ได้เหมือนกัน, แต่นิยมเรียกกันว่า นิพพุติ สำหรับ คนธรรมดาสามัญที่ยังมีกิเลส แล้วกิเลสไม่รบกวน มันก็มี นิพพุติ, แต่ถ้าจะเรียกว่านิพพานก็ยังได้ โดยแบ่งความหมาย ของนิพพานให้เป็นขั้นตอน : ขั้นต้น ๆ เรียกว่า ตทังคนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น, หรือว่าเลิกใช้คำบาลียุ่ง ๆ ยาก ๆ เหล่านั้น เสียทีก็ได้, เอาเป็นเพียงว่า ความเย็นที่เป็นเองนี้อย่างหนึ่ง, ความเย็นที่จัดบังคับให้มีขึ้นมานี้อย่างหนึ่ง, ความเย็น ที่ว่ามันหมดไฟหมดกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้วนี้อย่าง หนึ่ง, เป็น ๓ เย็นอยู่อย่างนี้. เย็นอย่างไหนก็เป็นเย็น ในพระพุทธศาสนา, มีความเป็นพุทธบริษัทที่ถึงขนาด พอถึงขนาดที่จะเรียกว่ามีความเป็นพุทธบริษัท. ถ้ามันเต็มไป ด้วยความร้อนก็เป็นคนธรรมดา เป็นปุถุชนธรรมดา หรือ เป็นคนพาล เป็นคนโง่ เป็นคนเขลาตามธรรมดา อย่างนี้ มันจะไม่มีเย็นชนิดที่มีค่าอะไร, นอกจากว่ามันประจวบเหมาะ ของมันเองตามบุญตามกรรม.
น.165 ๑๕๗ ข้อที่ ๓. ต่อไปจะขอเสนอแนะว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความอยู่เหนือกรรม. เหนือกรรม ข้อนี้ถ้าไม่รู้เรื่องกรรมพอสมควร มันก็ เข้าใจยาก, แต่ดูเหมือนคนทั่วไปก็มีความรู้สึกหรือความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องกรรมนี้ พอจะเป็นต้นทุนได้ เพราะเขาต้องการ ความหมดกรรมความสิ้นกรรมกันอยู่เหมือนกัน. อย่างพอมี ใครตาย ก็เรียกว่าสิ้นกรรมพ้นกรรม, นี้ก็แสดงว่าพอใจหรือ ต้องการ มีกรรมนั้นคือต้องเป็นไปตามกรรม มันไม่สนุก. ถ้ามันหมดกรรมสิ้นกรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรม มันก็เป็น อิสระ มันก็ว่าง ก็สงบ ก็เย็น, เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติบรรเทา กิเลสลดกิเลส มันก็เป็นการลดกรรมไปในตัว. กรรมเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยเจตนา โดยเฉพาะ ความต้องการ ๆ ต้องการชนิดไหนก็เป็นเหตุให้ทำกรรมทั้งนั้น, ทำกรรมดีกรรมชั่วไปตามเรื่องทำกรรมดีก็ต้องเป็นไปตาม อำนาจของกรรมดี, ไม่เป็นอิสระ ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่ความ หยุด ความเย็น. มันต้องดีต้องวุ่นวายไปตามความดี สมมติ ว่าไปอยู่ในสวรรค์ก็ยุ่งไปตามแบบเรื่องของสวรรค์, มันไม่ใช่
น.166 ๑๕๘ หยุด ไม่ใช่สงบ ไม่ใช่นิพพาน กรรมดีก็ต้องเป็นไป ตามกรรมดี ไม่ใช่หยุดนิ่งอยู่ได้, ถ้ากรรมชั่วมันต้อง เป็นไปตามกรรมชั่ว ยิ่งเลวร้ายใหญ่. การที่ ไม่ต้องเป็น ไปตามกรรมนั้นแหละมันสบาย นั้นไม่มีอะไรบีบบังคับ เป็นอิสระ, จะเรียกว่าอยู่เหนือกรรมก็ได้ เพราะว่าไม่มีกรรม มาบีบบังคับ จะเรียกว่าสิ้นกรรมก็ได้ เพราะไม่มีกรรมมา บีบบังคับรบกวน. ความที่ต้องเป็นไปตามกรรมนี้ เขารู้กันอยู่ ก่อน เขาเข้าใจกันก่อนพุทธกาล, ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด มนุษย์ก็มีความรู้เรื่องนี้ พูดกันถึงเรื่องนี้ ว่าเป็นไปตามกรรม, เป็นไปตามกรรม. พอรู้ว่าใครมีความรู้สูงสุดปฏิบัติให้สิ้นกรรม หรืออยู่เหนือกรรมได้ ก็พอใจมาเป็นสาวกเป็นศิษย์ของบุคคล นั้น, ประพฤติปฏิบัติเพื่อความสิ้นกรรม. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ก็ได้รับการระบือลือชา ว่าสอนความรู้เรื่องความสิ้นกรรม, หรือความอยู่เหนือกรรม ทีนี้มีเรื่องที่น่าหัวที่สุด ที่เราเอามาสวดมาท่องกันอยู่ ที่ศาลาสวดมนต์ ว่าเรามีกรรมเป็นของตัว ต้องเป็นไปตาม
น.167 ๑๕๙ กรรมนั้น ไม่ล่วงพ้นกรรมนั้นไปได้ แล้วก็หยุด หยุด, นี้มัน ไม่ถูก, มันยิ่งไม่ถูก, มันยิ่ง ไม่ถูกที่ว่ามันยังไม่ได้ชนะ กรรม. ที่สอนให้ว่า มีกรรมเป็นของตัวนั้น ก็เพื่อให้ เห็นเช่นนั้นเอง อย่าไปทุกข์ร้อนกับมัน, แล้วก็ จะต้อง มีการกระทำชนิดที่จะให้หมดกรรมสิ้นกรรมอยู่เหนือ กรรมโดยอาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร. คำนี้ก็ได้ ตรัสไว้ว่า ถ้าได้อาศัยเราตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว จะต้อง เป็นผู้อยู่เหนือกรรม หรือสิ้นกรรม, ปฏิบัติถูกต้องครบถ้วน ทุกอย่างทุกประการ จนอยู่เหนือกรรมหรือสิ้นกรรม. นี่เอา มาสวดกันท่อนเดียว ว่าต้องเป็นไปตามกรรมไม่ล่วงพ้นจากผล กรรมไปได้, อย่างนี้มันก็หมดทาง คล้าย ๆ กับว่า ต้องนั่ง ร้องไห้ต่อสู้ ทนรับกรรมอยู่. เข้าใจกันเสียใหม่ ที่สวดนั้นก็เพื่อให้รู้ว่า เรา กำลังเป็นอย่างนั้น โดยตามธรรมดาปกตินี้, แต่เราสามารถ ที่จะแก้ปัญหานั้น โดยทำให้หมดกรรมสิ้นกรรมอยู่ เหนือกรรม เพื่อปฏิบัติต่อไป, หรือถ้าดีกว่านั้นก็ ให้รู้ว่า การที่ต้องมารับผลกรรมเป็นไปตามกรรมถูกกรรมเบียดเบียน อยู่นี้ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง, อย่าให้ความ
น.168 ๑๖๐ หมายอะไรกันมากนักเลย, มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นทุกข์ เป็นร้อนอะไรเสียดีกว่า กรรมมาถึง กรรมชนิดไหนก็ตาม รู้ทัน ทีทันควันทันเหตุการณ์ อ้อ, มันเป็นเช่นนั้นเอง ต่อไปนี้ ฉันจะทำให้อยู่เหนือกรรมและสิ้นกรรม. พุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติเพื่อความหมดแห่งกรรม สิ้นกรรม ไม่เป็นกรรมโดยประการทั้งปวง เพราะเห็นว่า มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ได้มากเท่าไร มันก็ไม่เป็นกรรมหรือไม่เป็นการรับผลกรรม, สบายดี. ข้อที่ ๔. ก็อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งความอยู่เหนือโลก. ข้อนี้ลำบากด้วยเกี่ยวกับคำพูด คือเรื่องโลก ๆ นั่น แหละ หรือเหนือโลกในโลกก็ลำบาก อยู่ในโลก มันก็ หมายความว่า ถูกบังคับให้เป็นไปตามแบบ ตามประสา ตามลักษณะ ตามวิธีอะไรของโลก, เช่นต้องยากดีมีจน, ต้องทนทรมานอะไรไปตามแบบของโลก ไม่ได้อยู่เหนือโลก
น.169 ๑๖๑ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจเดี๋ยว เสียใจอย่างนี้, เรียกว่ามัน อยู่ในโลก อย่างใต้อำนาจ ของโลก. เราสามารถจะอยู่เหนืออำนาจของสิ่งเหล่านั้น แม้ ที่สุดแต่ว่า ในโลกนี้ มันมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เราก็อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งเหล่านั้น ไม่ต้อง เป็นทุกข์ร้อนอะไรเพราะความเกิด เพราะความแก่ เพราะ ความเจ็บ เพราะความตาย, อย่างนี้ ก็เรียกว่าเหนือโลกด้วย เหมือนกัน. คิดเอง คิดดูเอง คำนวณดูเองว่า สบายสักเท่าไร, ไม่เดือดร้อน อยู่ด้วยปัญหาใดๆ ในโลก. ที่จริงมันหมาย ความว่า อยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ในโลก ไม่ได้อยู่เหนือตัวโลก แผ่นดินนี้ ไม่มีใครจะไปไหนได้, มันต้องอยู่ในโลกแผ่นดิน แต่ว่าไม่มีปัญหาใดๆ ครอบงำเราได้ คำว่า โลก ๆ นี้มันเป็นปัญหากันทุกภาษา ภาษาไทย นี้ บางทีก็หมายถึงตัวโลก โลก แผ่นดินก้อนกลม ๆ, บางทีก็หมายถึงแบบของการเป็นอยู่ ซึ่งมีความรู้สึกมี ความหมายมีวิถีแห่งความเป็นไป. ถึงภาษาฝรั่งก็เหมือนกัน
น.170 ๑๖๒ ผู้ที่รู้ภาษาฝรั่งอยู่บ้าง ก็ขอให้ลองเทียบเคียงกันดู ; ถ้าพูดว่า the globe หมายถึง ก้อนดินกลม ๆ นี้, แต่ถ้าพูดถึง the world แล้วมันไม่ใช่แล้ว หมายถึงคุณค่า หรือความหมาย ความรู้สึกคิดนึก วิถีทางอะไรต่าง ๆ รวมเรียกกันว่ามันเป็น the world มันไม่ใช่ก้อนดินล้วน ๆ เหมือน the globe. ข้อนี้ ขอให้จำไว้เป็นหลักตลอดไปว่า ภาษามันทำยุ่ง ภาษาทำให้ เกิดความลำบาก, เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักภาษาให้ดี ๆ แล้วก็ จะเข้าใจอะไรได้ง่าย ได้ถูกต้อง ได้ชัดเจน. อยู่เหนือโลกก็อยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิด ขึ้นมาจากโลกหรือในโลก จมอยู่ในโลกก็หมายความว่าจมอยู่ ใต้ปัญหา เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาอะไรบีบคั้นจิตใจก็เรียกว่าอยู่ เหนือโลก ทั้งที่ว่าร่างกายนี้ก็ยังอยู่ในโลก ยังกินอยู่หลับนอน เจ็บไข้ตายเป็นอยู่ในโลกนี้, มันไม่ได้เหนือโลกโดยส่วนร่างกาย แต่ว่าส่วนใจนั้นมันไม่มี มันมีจิตใจอยู่เหนือ เหนือโดย ประการทั้งปวง, นี้เรียกว่าอยู่เหนือโลก. แม้ว่าร่างกายนี้จะ เดินไปเดินมานั่งนอนอยู่ในโลกนี้, สิ่งใดที่ทำให้เกิดความ ทุกข์ร้อน ยุ่งยากลำบากเกี่ยวกับโลก ไม่มีแล้ว, ไม่มีแล้ว นี้เรียกว่าเหนือโลก ๆ แล้วจะเรียกว่าเหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
น.171 ๑๖๓ ก็ได้เหมือนกัน แม้ว่าร่างกายมันจะเกิดแก่เจ็บตายไปตามแบบ ร่างกาย แต่จิตใจมันไม่เป็น มันอยู่เหนือนั้น, อย่างนี้เรียก ว่าเหนือโลก. ข้อที่ ๕. อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการนำไปสู่ อสังขตะ วิสังขาร หรือ วิวัฏฏะ, ยุ่งแล้วคำบาลีมันยุ่งแล้ว. อสังขตะ หมายความว่าไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป, วิสังขาระ ก็แปลว่าไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป, วิวัฏฏะ ก็แปลว่าไม่หมุนเวียนอีกต่อไป, คำเหล่านี้มีความหมายเดียว กันหมด อยู่เหนืออำนาจสิ่งปรุงแต่งทั้งนั้น อยู่เหนืออำนาจ ของสิ่งปรุงแต่งเหล่านี้ : คล้ายกับลาก่อน ลาก่อนสิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย, สังขารทั้งหลายฉันลาก่อน อยู่ฝั่งโน้นก็เรียก ถ้าฝั่งนี้ มันมีการปรุงแต่งเวียนว่าย ฝั่งโน้นไม่มีการปรุงแต่ง นำไปสู่อสังขตะ ก็หมายความว่า ทำจิตนี้ให้อยู่ เหนืออำนาจการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เป็นไปตาม การปรุงแต่ง, ไม่ให้ต้องเป็นไปตามกรรมหรือไม่ต้องเป็นไป ตามกฎใดๆ ที่มันเป็นความทุกข์ ที่มันเป็นความทุกข์แล้ว
น.172 ๑๖๔ ไม่ต้องเป็นไป, ไม่วนเวียนอยู่ใน กิเลส กรรม วิบาก, วนเวียนนั้นเขาเรียกว่าวนเวียนอยู่ในสิ่งสาม คือ กิเลส กรรม วิบาก. กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม, เสวยผลกรรมแล้วก็ มีวิบากอีก, เป็นกิเลส-กรรม-วิบาก, กิเลส-กรรม-วิบาก วนเวียนกันอยู่ที่นี่เหมือนกับถูกขังคอก, ออกไปได้ก็พ้น พ้นจากวงเหล่านี้, เดี๋ยวนี้เราติดอยู่ในคอกนี้ คอกว่ายเวียน, คอกแห่งการถูกปรุงแต่งเรื่อย ไม่เป็นอิสระแก่ตน. ข้อที่ ๖. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ ปลอดภัย ในทุกทิศทุกทาง. นี้เกิดแยกให้มันเป็นทิศเป็นทางขึ้นมา ความทุกข์ ความไม่เป็นสุข ปัญหาทั้งหลายมันมีมาก, เดี๋ยวนี้จะแยก ให้เป็นทิศทางเห็นได้ง่าย ๆ แล้วก็พูดเป็นสองภาษาด้วย, สอง ภาษา : ภาษาโลก ภาษาคนธรรมดา ก็ทิศทางคนธรรมดา นี้ ทิศเหนือทิศใต้ทิศตะวันตกทิศตะวันออก ทิศบนทิศล่าง แล้วแต่จะแจกเป็นทิศไหน. แต่ตามหลักศีลธรรมเขาแจกเป็น ๖ ทิศ : ทิศเบื้องหน้า บิดามารดา, ทิศเบื้องหลังบุตรภรรยา, ทิศเบื้องซ้าย มิตรสหาย, ทิศเบื้องขวาครูบาอาจารย์, ทิศ
น.173 ๑๖๕ เบื้องบน คือผู้อยู่เหนือหรือผู้บังคับบัญชา, ทิศเบื้องล่าง คือผู้อยู่ใต้ อยู่ใต้บังคับบัญชา, เป็น ๖ ทิศ ไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นจากทิศเหล่านี้ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรเกิดขึ้นมา จากทิศเหล่านี้ ก็เรียกว่าดี, นี่ทิศธรรมดาทิศในโลก. แต่ถ้า ทิศในภาษาธรรม มัน หมายถึงทางจิตทาง วิญญาณ มันกลายเป็นทิศที่ไกลออกไป เป็นสวรรค์ หรือ ว่าเป็น พรหมโลก, หรือว่าจะเป็นอริยบุคคล เป็นพระ- อริยเจ้า ไปเลย, มันเป็นทิศชนิดที่ไปไม่ได้ด้วยยานพาหนะ เหล่านี้ ตามธรรมดา เป็นเรื่องของจิตใจ, เป็นเรื่องของสติ ปัญญา. ทิศข้างล่างก็คือนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย, ทิศทั่วๆ ไป ก็คือ มนุษย์หลายๆ รูปแบบ. ทิศเบื้องบน ขึ้นไปก็เป็น สวรรค์ บ้าง เป็น พรหมโลกบ้าง กระทั่งทิศ ชนิด เหนือทิศ พ้นทิศ เป็นโลกุตตระ เป็น มรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ก็เรียกว่าทิศทางด้วยเหมือนกัน. เป็นผู้หมดภัยหมดอันตรายจากทุกทิศทุกทาง ไม่ไปสู่ทิศที่เป็นทุกข์, ไปสู่ทิศที่ไม่เป็นทุกข์กระทั่งเป็นทิศ ที่อยู่เหนือทุกข์, ทิศนี้ไม่มีใครไปได้นอกจากพระอรหันต์
น.174 ๑๖๖ ที่จริงก็ไม่เรียกว่าทิศ แต่ด้วยเหตุที่มันเป็นจุดมุ่งหมายที่จะ ต้องไปถึงด้วยเหมือนกัน ก็เรียกว่าทิศก็ได้, เช่นพระนิพพาน นี้ไม่รู้จะชี้ไปทางทิศไหน เพราะเป็นความว่างสลายไปหมด ไม่เหลือเป็นที่ยึดถือแห่งตัวตน ไม่มีทิศทาง, ไม่มีทิศอย่างที่ เราเรียกกันตามธรรมดา แต่มันเป็นจุด ๆ หนึ่งที่ต้องไปให้ถึง จะไปให้ได้, จะเรียกว่าเป็นทิศก็ได้ จะไม่เรียกก็ได้ แล้วแต่เราจะพูดภาษาไหน พูดภาษาคนมันก็ ไม่ใช่ทิศอย่างที่ คนรู้สึก . ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมมันก็เป็นทิศชนิดหนึ่งที่สติ ปัญญาจะลุถึงได้ จนถึง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า นิพพาน เป็นอายตนะอันหนึ่ง คือเป็นสิ่งที่ถึงได้หรือสัมผัสได้, คำว่า อายตนะ ๆ นี้แปลว่า สิ่งที่จิตสัมผัสได้ ในโรงเรียนนักธรรมชั้นตรีสอนนักเรียนรู้กันแต่เพียง อายตนะ ๖ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นักเรียน ชั้นตรีจึงรู้แต่เพียงอายตนะเหล่านี้ ไม่ได้สอนถึงอรูปฌาน ทั้งหลายซึ่งเป็น อายตนะพิเศษ ที่ควรสนใจ : อากาสานัญ- จายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญ- ญานาสัญญายตนะ ก็เป็นอายตนะ ที่สูงกว่าธรรมดานี้มาก. ถึงแม้ว่าที่เป็น รูปฌาน ก็เหมือนกัน เป็นอายตนะหนึ่ง ๆ
น.175 ๑๖๗ แต่เขาไม่เรียกมันเท่านั้น, นี่ เป็นอายตนะฝ่ายที่เป็นสังขตะ มีอยู่อย่างนี้, ถ้าเป็น อสังขตะก็คือพระนิพพาน. เป็น อายตนะในฐานะที่จิตจะสัมผัสได้รู้สึกได้ แล้วแต่ว่าเราจะมอง กันในภาษาไหน จะให้เป็นทิศก็เป็นทิศชั้นพิเศษที่คนธรรมดา ไม่รู้จัก แล้วก็เป็นทิศที่ว่าปลอดภัยที่สุด ทิศแห่งพระนิพพาน. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความปลอดภัย ในทิศทั้ง ปวง ๆ. ข้อที่ ๗. อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการมีอัตตาแต่โดยสมมติ . ข้อนี้สำคัญมากพังให้ดีนะ, ถ้ามีอัตตาจริง ๆ อัตตา อย่างโง่เขลา หลงใหลเป็นอัตตาจริง ๆ ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา เป็น สัสสตทิฏฐิ ชนิดหนึ่งโง่กันมาแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล โน้นก่อนพระพุทธเจ้าเกิดเขาถืออัตตาอย่างนี้กันมาแล้วทั้งนั้น, แล้ว อีกพวกหนึ่ง มันเตลิดไปว่า ไม่มีอัตตา เอาเสียเลย, ไม่มี อัตตาเอาเสียเลย, มันก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือโง่ไปอีกแบบ หนึ่ง, เป็นนัตถิกทิฏฐิ ไม่มีอัตตาเอาเสียเลย. แต่ พุทธศาสนา อยู่ตรงกลาง ที่ว่าอัตตา อัตตาที่คนทั้งหลาย
น.176 ๑๖๘ สัตว์ทั้งหลายรู้สึก ถือว่ามีอยู่ ๆ, อัตตามีอยู่อย่างนั้นแหละ ให้รู้จักว่าอัตตานั้นนั่นแหละไม่ใช่อัตตา แต่เป็นอนัตตา, มันเป็นอัตตาที่เป็นอนัตตา. ฉะนั้น อัตตา เลยเกิดได้ เป็น ๓ พวก ขึ้นมา : เป็น อัตตาเต็มที่ อย่างหลับหูหลับตา ก็เป็น สัสสตทิฏฐิ ก็เป็น ทุกข์เพราะอัตตา, นัตถิกทิฏฐิ เป็นนิรัตตา ไม่มีอัตตา เสียเลย มันก็จัดอะไรไม่ได้ ไม่ได้อะไรให้ถูกต้องแก่ชีวิต จิตใจ มันก็เหมือนกับเคว้งคว้างไป ไม่ได้รับประโยชน์แห่ง ความเยือกเย็น, ทีนี้อยู่ตรงกลาง มีอัตตา มีตัวตนมีความ รู้สึกว่ามีตัวตน รู้สึกกันอยู่ตามปกติว่ามีตัวตน , หมายมั่น ที่จะเอาเป็นที่พึ่งหรืออะไร รักที่สุด อัตตาชนิดนี้. เดี๋ยวนี้ ขอให้มารู้ว่า. โอ้ มันไม่ใช่อัตตาแท้จริงถึงขนาดนั้น มัน เป็นอัตตาที่เป็นอนัตตา ๆ, เป็นอัตตาที่บังคับไม่ได้, เป็นอัตตาที่มิใช่อัตตา, กิน เป็นอัตตาที่เป็นอนัตตา. ฉะนั้น จะมีอัตตาอย่างไรก็มีไป ตามพอใจ แต่อย่าได้หมายมั่นให้ เป็นอนัตตาถึงขนาดที่ว่ามันจะต้องเป็นทุกข์, ให้มันเป็น อนัตตาไว้ตามสมควรแก่กรณี.
น.177 ๑๖๙ นี่เป็นตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน มีชีวิตเป็นตัวตนที่ มิใช่เป็นตัวตน ก็หมายความว่า เป็นตัวตนแต่ตามสมมติ หรือตามความรู้สึกของผู้ที่ยังไม่มีความรู้, พอมีความรู้ ก็ไม่หมายมั่นเป็นตัวตนทำนองนั้น ให้เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยของมัน, แล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ แล้วไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ, ไม่ต้องมีความรู้สึกเป็นบวกหรือเป็นลบ เพราะว่ามันเป็นอนัตตาโดยแท้จริงนั้น ; แม้ความรู้สึกของ เราจะยึดเอาเป็นอัตตา มันก็ต้องเป็นอนัตตาไปตามแบบของ มัน เพราะว่า สิ่งที่เราถือว่าอัตตานั้นมันไม่เที่ยง ๆ มันไม่ เที่ยง, เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรก็ตาม มันไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นไปตามความไม่เที่ยง, มันก็ ต้อง เป็นทุกข์ สู้ไม่ได้ก็ต้องเป็นทุกข์. นั่นแหละคือความเป็น อนัตตา ของสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นอัตตา ตัวเราสู้ไม่ได้พ่ายแพ้ กับความไม่เที่ยง หรือความเป็นทุกข์ นั่นแหละคือความ เป็นอนัตตา. ให้รู้สึกว่าเรา เป็นอัตตาชนิดที่เป็น อนัตตา, เรามีอัตตาชนิดที่เป็นอนัตตา เราว่าเอาเองว่าอัตตา แต่โดย แท้จริงของธรรมชาติมันไม่ใช่อัตตา. ความโง่ของเราไปบัญญัติ
น.178 ๑๗๐ ไปสมมติไปแต่งตั้งมันให้เป็นอัตตาขึ้นมา แล้วมีปัญหาและ เป็นความทุกข์, ฉะนั้นถอนความรู้สึกอันนี้เสียซิ ถอน อัตตานุทิฏฐิ - ความตามเห็นว่าเป็นอัตตานี้เสีย ก็จะไม่ ทุกข์, ก็เลยพูดว่าอัตตาแต่ปากพูด ปากอย่างใจอย่าง ปากพูด ว่าอัตตาว่าตัวตน แต่ใจไม่ ๆ ใจไม่ได้เอาเป็นตัวตน, ถ้าอย่างนี้ แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ แบบปากอย่างใจอย่าง, เพราะว่าในโลก เขาพูดภาษาอัตตา มีตัวตนกันทั้งนั้นแหละ. ถ้าเราไม่พูดภาษาอัตตาก็พูดกับใครไม่รู้เรื่อง พูดกับ ใครไม่รู้เรื่องพูดเป็นบ้าไปคนเดียว เพราะ ในโลก นี้ทั้งหมด เราพูดภาษามีอัตตากันทั้งนั้น เราก็พูดภาษามีอัตตา แต่ใจของเราไม่รู้สึก อย่างนั้น , รู้สึกเห็นเป็นอนัตตาอยู่ อย่างเต็มที่, ปากอย่างใจอย่างคือเป็นอย่างนี้. คำพูดนี้มีคน ไม่เห็นด้วย หาว่าพูดเล่น หาว่าพูดเล่นสำนวนโวหารอะไรก็ ไม่รู้ตามใจเขา, แต่เราจะพูดกับชาวโลกอย่างมีอัตตา แต่ในใจ ของเราไม่มีอัตตา. เราเป็นธรรมะ เป็นชาวธรรมะ ชาวโลก มีอัตตาชาวธรรมะไม่มีอัตตา, ถ้าเราจะต้องไปพูดกับเขา ชาวบ้านชาวโลก ก็ต้องพูดอย่างมีอัตตา, ถ้าพวกเขาจะ
น.179 ๑๗๑ ต้องพูดกับเราบ้าง เขาก็ต้องพูดอย่างอนัตตา, อย่างไม่มีอัตตา, นี่การมีอัตตาแต่โดยสมมติ หมายความว่าอย่างนี้. ก่อนเกิด พุทธศาสนาคนเขามีอัตตากันอย่างเต็มที่ อย่างไม่สมมติอย่าง แท้จริงอย่างบ้าหลังเลย, พอ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นท่านก็ สอนให้รู้ว่า โอ้มันเป็นแต่เพียงสมมติ มันจริงจังอย่างนั้นไป ไม่ได้, ฉะนั้น มีอัตตาแต่โดยสมมติ กันเถิด สมมติสำหรับ ชาวโลก สำหรับพูดกันอยู่ในโลก กระทำกันอยู่ในโลก, พอเป็นเรื่องของ ความจริงแล้วมันก็ไม่มีอัตตา. ข้อ ๘. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ มีนรกสวรรค์ที่อายตนะ. นี้หมายความว่า ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด มนุษย์ใน อินเดียในที่นั้นที่เป็นแหล่งแห่งความรู้ เขาก็มีนรกสวรรค์ พูดกันเหมือนกัน, พูดกันตามแบบที่เขาสอนกันอยู่แต่ก่อน ก่อนพระพุทธเจ้า ว่า นรกอยู่ใต้ดินสวรรค์อยู่บนฟ้า , ในเมือง นรกมีการกระทำอย่างนั้น ๆ ในเมืองสวรรค์มีการทำอย่างนั้น ๆ พูดกันอยู่อย่างนั้น, เป็นที่พอใจเป็นที่ยอมรับของคนทุกคน, แล้วก็ถือกันเป็นหลักอยู่อย่างนั้น มันก็รู้เท่านั้นแหละ. มันรู้
น.180 ๑๗๒ แต่เพียงว่า ไม่ทำชั่วทำแต่ดีก็ได้ไปสวรรค์, ทำชั่วทำ ไม่ดีก็ได้ไปนรก, แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์แก่คน เหล่านั้น แต่ก็มีอำนาจมีอิทธิพลมาก สำหรับให้คนทำความดี ดี, ข้อนี้ดี. แต่พอพระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้น ท่านก็เห็นไกล กว่านั้น เห็นลึกกว่านั้น แต่ท่านไม่ได้ขัดคอคน. คำนี้สำคัญมากนะ ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงช่วยจำไว้ ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ขัดคอคน, พุทธบริษัททั้งหลาย ต้องไม่ขัดคอคน ใครชอบขัดคอคนชอบขัดแย้งแล้วคนนั้น ไม่ใช่พุทธบริษัท ไม่ใช่ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ไม่ปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้า. อย่าไปขัดคอเขา ให้เขาว่าไปตามพอใจ, แต่ พอถึงที่เราจะพูดเราก็พูดว่า ฉันเห็นอย่างนี้ ฉันรู้สึกอย่างนี้ , ฉันรู้สึกอย่างว่าอย่างไรล่ะ ฉันไม่ได้ว่าของคุณผิด ฉันไม่ได้หา ว่าคุณไม่รู้ หรือคุณพูดผิด ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่ฉันรู้สึก อย่างนี้ ว่าฉันรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสว่า นรกที่อายตนะฉันเห็น แล้ว, สวรรค์ที่อายตนะฉันเห็นแล้ว, นี่คำตรัสสั้น ๆ เท่านั้น แหละ, ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม นิรยา ฯ
น.181 ๑๗๓ นรกที่อายตนะฉันเห็นแล้ว, สวรรค์ที่อายตนะฉันเห็นแล้ว คือ มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, พอทำผิดมันร้อนเป็นไฟ นรกก็อยู่ที่นั่น, พอทำถูกมันก็เย็นสบายเป็นน้ำ, สวรรค์ก็อยู่ ที่นั่น สวรรค์ก็อยู่ที่อายตนะที่ประพฤติถูกต้อง ไม่มีความร้อน ไม่มีความทุกข์. นรกก็อยู่ที่อายตนะเมื่อทำผิด มีความ ร้อนเป็นความทุกข์ สวรรค์ก็อยู่ที่อายตนะ, นรกก็อยู่ที่ อายตนะ เมื่อทำผิดหรือทำถูก. ส่วนของเดิมที่เขาว่ากันอยู่ ใต้ดินพระพุทธเจ้าไม่ได้ถอน ไม่ได้เพิกถอน ไม่ได้บอกว่าผิด, แล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสผสมโรง ผสมโรงกันไปกับพวกเหล่านั้น. เมื่อเขาเชื่ออย่างนั้น ท่านไป แก้ไขเขาไม่ได้ท่านก็ว่า เอาซิ ถ้าต้องการไปสวรรค์อย่างนั้น ก็อย่าทำผิดทำชั่วอย่างนี้, หรือไม่ต้องการจะไปนรกอย่างนั้นก็ อย่าทำชั่วอย่างนี้, ทำดีอย่างนี้ก็ไปสวรรค์อย่างที่ท่านต้องการ, ทำผิดทำชั่วอย่างนี้ก็ไปนรกอย่างที่ท่านรู้จักอยู่ก็ได้. อยู่ใต้ดิน เป็นนรก อยู่บนฟ้าเป็นสวรรค์ และถึงต่อตายแล้ว. แต่ ฉันจะบอกว่า นรกสวรรค์ อยู่ที่อายตนะที่นี่เดี๋ยวนี้, ที่นี่เดี๋ยวนี้ วันละกี่ครั้งกี่หนก็ได้, ทำผิดเป็นนรก ทำถูก เป็นสวรรค์.
น.182 ๑๗๔ นี่จึงเรียกว่าเป็นศาสนาแห่งการ ระบุนรกสวรรค์ ที่อายตนะ ผิดจากที่เขายึดมั่นถือมั่นกันมาแต่ก่อน : อยู่ใต้ดินบ้าง บนฟ้าบ้าง และถึงกันต่อตายแล้วโน่น แล้วก็ ทีเดียวเท่านั้น. นรกสวรรค์อยู่ที่อายตนะผิดถูก ๆ ได้วัน ละหลาย ๆ ครั้ง, จะตกนรกวันละกี่ครั้งก็ได้จะขึ้นสวรรค์ วันละกี่ครั้งก็ได้, มันทำผิดหรือทำถูกอยู่ที่อายตนะ มันคล้าย กับเปลี่ยนศักราชกันใหม่ศักราชที่มีนรกสวรรค์อย่างนู้นเป็นมา อย่างนี้. แล้วก็อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ขัดคอคน ท่านไม่ใช้คำพูดว่า ของฉันถูกของแกผิด, ของแกผิด ใช้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่มี นี้ไม่มี จะไม่มีคำพูดอย่างนี้สำหรับ พระพุทธเจ้า มีแต่จะบอกว่า ในหมู่คณะนี้ในคณะอริยสงฆ์ นี้ว่าอย่างนี้พูดว่าอย่างนี้ มันก็ไม่ต้องขัดแย้ง, ไม่ต้องทะเลาะ วิวาท, ไม่ต้องไปด่าทอใคร จึงไม่มีเหตุอันตรายเกิดขึ้นแก่ พระพุทธเจ้า, ไม่เคยตรัสว่าแกผิดฉันถูก, มีแต่บอกว่าฉัน เห็นแล้ว ถือกันอย่างนี้ ถือกันอย่างนี้ไม่ใช่ว่าของแกผิด ท่านจะว่าในหมู่คณะนี้ถือกันอย่างนี้ ถ้าแกจะเอา ก็เอา แก
น.183 ๑๗๕ จะไม่เอาก็ไม่เอา, แต่ในคณะนี้ในหมู่นี้ในหมู่อริยสงฆ์นี้ถือ กันอย่างนี้. นี่ เรื่องนรกสวรรค์ เขาถือกันอยู่ก่อน อยู่ใต้ ดินบนฟ้า, แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ดูที่อายตนะ เป็นนรกก็ได้เป็นสวรรค์ก็ได้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา ปรุงกัน มาเป็นนรก มันก็เป็นอยู่ที่นี่, ถูกต้องขึ้นมาไม่เป็นนรกเป็น สวรรค์เป็นที่พอใจก็อยู่ที่นี่. นี้ก็ควรจะรู้ไว้ ว่า สามารถที่ จะไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจวิตกกังวลอะไรเกี่ยวกับนรก เกี่ยวกับสวรรค์ เพราะสามารถจะจัดเอาได้ที่นี่และ เดี๋ยวนี้. ข้อที่ ๙. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการมี ปรโลก ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ปรโลกหลายคนคงจะได้ยินได้ฟังคำนี้แล้ว แต่ว่า ความหมายอาจจะไม่เหมือนกัน. คำว่า ปรโลกที่สอนกันอยู่ ตามวัดในโรงเรียนทั้งหลาย มันก็มีความหมายว่า เป็นโลกหน้า หลังจากตายแล้ว ไปสู่ปรโลก คือโลกข้างหน้า, มันก็มีความ
น.184 ๑๗๖ หมายว่าเป็นโลกข้างหน้า เป็นโลกอื่น เป็นโลกข้างหน้า. แต่ ว่า คำว่า ปรโลก ๆ นี้ มันแปลว่าโลกอื่น เดี๋ยวนี้ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้, ในขณะนี้ก็ได้ มีโลกอย่างอื่น พร้อมกันอยู่ กับโลกนี้เดี๋ยวนี้ขณะนี้แหละมีโลกอื่น. เมื่อจิตใจดวงนี้ เป็นทุกข์ตกนรกหมกไหม้, มีจิตใจดวงอื่นที่ไม่เป็น อย่างนี้, มีจิตใจดวงอื่นที่ไม่เป็นอย่างนี้ เขากำลังอยู่ใน โลกอื่น ไม่ใช่โลกเดียวกับคนนี้ที่ตกนรกหมกไหม้อยู่เดี๋ยวนี้. คำว่า โลกอื่นก็คือสภาพที่แปลกออกไปจากที่ คนธรรมดาทั่วไปรู้สึกกันอยู่, ปรโลก แปลว่า โลกอื่น อย่าแปลว่าโลกหน้า, ถ้าแปลว่าโลกหน้า ก็ขอให้เป็นหน้า ชนิดที่ว่าจะถึงข้างหน้า ในลักษณะอื่น ในอัตตภาพนี้, เอา อัตตภาพร่างกายนี้เป็นโลก ฉะนั้นในโลกนี้มีหลายอย่าง, อัตตภาพร่างกายนี้จะมีความรู้สึกอย่างสัตว์นรกก็ได้ สัตว์ เดรัจฉานก็ได้, เปรตอสุรกาย อะไรก็ได้, อย่างสวรรค์ก็ได้ อย่างมนุษย์ก็ได้, อย่างพรหมก็ได้, ในอัตตภาพที่เรียกว่า อัตตภาพแห่งมนุษย์นี้มีทุกโลก มีทุกโลก แล้วแต่คุณจะอยาก ให้มันมีกี่โลก ยี่สิบสามสิบโลกอะไรก็ได้. เขามักจะนิยมพูด กันว่า ๓๑ โลก ๓๑ ภพ เป็นอบายเสีย ๔ เป็นมนุษย์เสีย ๑
น.185 ๑๗๗ เป็นสวรรค์ชั้นกามเสีย ๖ เป็นพรหมชั้น พรหมรูปเสีย ๔ แล้วเป็นพรหมชั้นอรูปเสีย ๑๖ รวมกันเป็น ๓๑ ๓๑ ชนิด. ทั้ง ๓๑ ชนิดหรือ ๓๑ โลกมีได้ในอัตตภาพนี้, ฉะนั้นเรา จึงว่า ปรโลกคือโลกอื่น ชนิดอื่น ความหมายอย่างอื่น ปรโลกทุกชนิดนั้นมีได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้แล้วแต่ เราจะสร้างขึ้นมา, มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้วแต่เราจะสร้างขึ้น มา, เป็นโลกนรก เป็นโลกสวรรค์ เป็นโลกพรหมได้ที่นี่และ เดี๋ยวนี้ โดยอัตตภาพนี้. อัตตภาพที่เรียกกันว่าอัตตภาพมนุษย์ อัตตภาพอย่างนี้จะสร้างโลกอะไรขึ้นมาในอัตตภาพนี้ได้ทุก อย่างจึงเรียกว่าโลกอื่น, โลกชนิดอื่น สร้างขึ้นมาได้ : คิด อย่างคนก็เป็นคน, คิดอย่างมนุษย์ก็เป็นมนุษย์, คิดอย่าง เทวดาก็เป็นอย่างเทวดา, คิดเป็นสัตว์นรกก็เป็นสัตว์ นรก, คิดอย่างหมาก็เป็นหมา คิดอย่างแมวก็เป็นแมว เป็นได้ทุกอย่างโดยอัตตภาพนี้นี่ปรโลก ที่นี่เดี๋ยวนี้ ใน อัตตภาพนี้ มีปรโลกครบหมด ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว, เป็น จริงหรือไม่จริง คิดดูจริงหรือไม่จริง และเห็นได้เองหรือไม่ ? เป็นสันทิฏฐิโกหรือไม่ ? เห็นได้เองหรือไม่โลกอย่างนี้ ? เป็น อกาลิโกหรือไม่ ? คือเป็นทันทีไม่ต้องรอจริงหรือไม่ ? แล้ว
น.186 ๑๗๘ ก็เป็นอย่างชนิดที่เรียกผู้อื่นมาดูได้ ฉันเป็นหมามาดูซิคิดอย่าง หมาทำอยู่อย่างหมาเป็นหมาเรียกมาดูได้ นี่เป็นอหิปัสสิโก. ปรโลกนี้มีได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในอัตตภาพนี้ เรียกว่า ปรโลก แปลว่าโลกชนิดอื่น ความหมายอย่างอื่น สภาพ อย่างอื่น, ไม่ได้มีความหมายว่าเบื้องหน้าต่อตายแล้ว. แต่ว่า คำพูดชนิดนั้นยังมีอยู่ในพระบาลี พระพุทธเจ้าตรัสตาม ภาษาชาวบ้าน ท่านก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน ตายแล้วไป สวรรค์, ตายแล้วไปนรก ท่านก็ยังพูดตามภาษาชาวบ้านอยู่. แต่เพื่อให้เขาปฏิบัติธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับเขาจะ เลือกเอาสวรรค์หรือจะเลือกเอานรกตามแบบของเขา ตามแบบ ของเขา ขอให้จำให้ถนัดว่า ตามแบบของเขา พระพุทธ- เจ้าท่านไม่คัดค้าน ผสมโรงผสมรอยกันลงไปว่า แกต้อง การนรกตามแบบของแก ก็อย่าทำอย่างนั้น, แกต้องการ สวรรค์ตามแบบของแกก็ทำอย่างนี้. นี่ก็สามารถทำให้มันได้ เหมือนกันแหละ แต่จะขอระบุว่า ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว, ชนิดที่ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ทำทันทีก็ได้ทันที. นี่มีโลก อื่นกันที่นี่และเดี๋ยวนี้ในอัตตภาพนี้ ทำได้ตามความต้องการ ตามที่ประสงค์
น.187 ๑๗๙ ข้อที่ ๑๐. ก็อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งการมองเห็นความเย็นกลางเตาหลอม. นี้ภาษาอุปมา ภาษาที่พูดขึ้นให้เป็นอุปมาให้ฟังง่าย จำง่ายพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสคำอย่างนี้. แต่ตรัสคำที่มีความ หมายอย่างนี้ มีอุปมาอย่างนี้ คือว่า ในตัวความทุกข์นั้น แหละ จะหาพบความดับทุกข์, เมื่อมีความทุกข์อยู่แท้ ๆ นี่ ศึกษาลงไปที่นั่น ปฏิบัติลงไปที่นั้น. ความดับทุกข์จะเกิด ขึ้นมาในความทุกข์, ความทุกข์ก็ดับไป, ความทุกข์ดับ ที่ไหน ก็ดับที่ความทุกข์ ถ้าความทุกข์ดับ. ก็ต้องดับที่ ความทุกข์, ถ้าไฟมันดับก็ต้องดับที่ไฟ จะไปดับที่อื่นได้หรือ. ฉะนั้นเราเห็นว่า ในความทุกข์มีความดับทุกข์, เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ในสังสารวัฏฏ์ อันเลวร้าย มีพระ- นิพพาน. มาวัดนี้เวลาว่างเมื่อไร ก็ไปนั่งดูสระนาฬิเกร์, ไปนั่งเพ่งสระนาฬิเกร์กันสักหน่อยสักพักสักครั้ง ทุกคราวที่ มาก็ได้, ท่ามกลางวัฏฏสงสารมีนิพพาน : นิพพานเหมือน ต้นมะพร้าว น้ำในสระเหมือนวัฏฏสงสาร มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
น.188 ๑๘๐ แต่มันอยู่กลางนั้นเลย, กลางความทุกข์นั่นแหละหาพบความ ที่ไม่เป็นทุกข์ มันคนละเรื่องกัน แต่มันต้องอยู่ที่นั้น. ความดับทุกข์ก็อยู่ที่ความทุกข์, ความดับของอะไรก็ต้อง อยู่ที่สิ่งนั้น ดับแห่งไฟก็อยู่ที่ไฟ. กลางเตาหลอมเหล็กมี ความร้อนสูงมากถึงกับเหล็ก ละลาย แต่ว่าความเย็นมันอยู่ที่นั่น พอความร้อนนั้นมันดับ มันก็มีความเย็นที่นั่นความเย็น ไม่อาจจะมีที่อื่น, ความเย็นจะ ต้องมีที่เหล็กที่หลอมละลายนี้เย็นลง. พิจารณาดูให้ดีจะ เห็นว่า ในความร้อนที่กำลังร้อนระอุนั้นมันจะมีความเย็นได้ ที่นั่นเกิดขึ้นที่นั่น, มันเกิดที่อื่นไม่ได้ เพราะมันเป็นความ เย็นแห่งความร้อน เป็นความดับแห่งความร้อน. ต้องดูความ ดับแห่งความร้อนที่ความร้อน, ฉะนั้นจึงอุปมาให้มัน สะกิดใจ สะดุดความรู้สึกลืมยาก หาจุดเย็นกลางเตาหลอม เหล็ก ร้อนเท่าไรก็เย็นเท่านั้น, ร้อนเท่าไรก็เย็นมากเท่านั้น เมื่อมันดับลงในลักษณะที่ตรงกันข้าม พุทธศาสนาจึงไม่ได้สอนให้ไปหาพระนิพพาน ที่อื่นแต่หาที่ความดับแห่งความทุกข์, ดับแห่งความทุกข์
น.189 ๑๘๑ ต้องมีที่ความทุกข์ มีที่อื่นไม่ได้. ฉะนั้นจงดูที่ความทุกข์ จัดการที่ความทุกข์ ความทุกข์ดับก็ดับที่ทุกข์, ความเย็นก็เกิด ที่ความทุกข์ที่ดับลง ไม่ต้องแยกกัน. นี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ ของลูกเด็ก ๆ ก็มองเห็นได้ว่าต้องเป็นอย่างนั้น, แต่คนแก่ หัวหงอกไม่เข้าใจก็ได้จะทำอย่างไรเล่า ถ้ามองไม่เห็นก็จะทำ อย่างไรเล่า. จะไปหาความดับที่ไหนถ้าไม่หาที่ความเกิด, เกิดทุกข์อยู่ที่ไหนก็ต้องหาความดับที่นั่น. ยิ่งไปกว่านั้นอีก พระพุทธเจ้าท่านเอามารวมไว้หมด ในร่างกายยาววาหนึ่งนี้ : ความดับทุกข์ก็ดี เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี ความดับทุกข์ก็ดีทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ใน กายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ, ในร่างกายที่ยัง เป็น ๆ นี่ดูเถอะ จะมีอะไรรวมหมดอยู่ที่นั่น : ความทุกข์ ก็ดี เหตุให้เกิดความทุกข์ ก็ดี ความดับแห่งทุกข์ ก็ดี ทาง ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ก็ดี. แต่ในสูตรนี้ท่านยักเรียกเป็น คำว่าโลก แทนที่จะใช้คำว่าทุกข์ ท่านเรียก เป็นคำว่า โลก เพราะว่าท่าน ตรัสแก่เทวดาองค์หนึ่งที่บ้าที่สุด เที่ยวหา ที่สุดโลก เที่ยวหาที่สุดโลก. ในสูตรนี้ท่านจึงตรัสแต่ความ
น.190 ๑๘๒ ทุกข์เป็นโลกไปใช้ คำว่าโลกๆ ที่สุดแห่งโลก หาพบในร่าง กายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. ตามเรื่องมีว่า เทวดาคนนี้จะนึกขึ้นมาได้เองหรือ ฟลุ๊กจะอย่างไรก็ไม่ทราบเชื่อว่าต้องมีที่สุดโลก, มันมีโลก อย่างนี้แล้ว แล้วมันต้องมีที่สุดสิ้นของโลก ก็บำเพ็ญตบะ ให้มีฤทธิ์มีเดชเร็ว มีความไปเร็ว เร็วกว่าลูกศร ก็วิ่งไปดูทุก ทิศทุกทาง เที่ยวค้นหาทิศโน้นทิศนั้น จะหาให้พบจุดที่สุด ของโลก ที่สุดของโลก, ไปทางทิศไหน ๆๆ มันก็ไม่พบ ที่สุดของโลก, เผอิญโซเซ ๆ มาพบพระพุทธเจ้าถามถึงเรื่อง นี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า โอ้ มัน มีอยู่ในร่างกายนี้ ในร่างกายที่ยาวประมาณสักวาหนึ่งนี้ ยังเป็น ๆ, หาที่นี่ซิจะ พบที่สุดของโลก นี้ต้องหาที่ตัวสิ่งนั้น หาความดับไฟต้องหาที่ไฟ, หา ความดับทุกข์ต้องหาที่ทุกข์, หาความเย็นต้องหาที่ ความร้อน, ฉะนั้น หาจุดเย็นที่สุด กลางเตาหลอมเหล็ก. คำพูดนี้อุปมา ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจคำตรัสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสประโยคนี้, ไม่ได้ตรัสว่าหาจุดเย็นกลาง
น.191 ๑๘๓ เตาหลอมเหล็ก แต่คำพูดอย่างอื่นของท่าน มันมีความหมาย อย่างนี้ จึงเอามาพูดแล้วใช้อุปมาอย่างนี้ ให้ท่านทั้งหลายฝั่ง เพื่อจำง่าย. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการมองเห็นจุดเย็น ในกลางเตาหลอมเหล็ก ข้อที่ ๑๑ . อยากจะบอกว่า พุทธศาสนาเป็นตัว ปัจจัยที่ ๕ ของชีวิต. พุทธศาสนาสอนปัจจัยที่ ๕ ของชีวิต หรือเอา พุทธศาสนานั่นแหละมาใช้เป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตก็ได้. ปัจจัยที่ ๕ นี้คงจะแปลกหู บางคนนึกจะค่าล่วงหน้า บ้างแล้วว่า พูดอะไรผิด ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ก็ตามใจ เพราะเคยได้ยิน แต่ปัจจัย ๔ เดี๋ยวนี้มาบอกปัจจัยที่ ๕. ถ้าเรามองกันแต่ ทางด้านวัตถุ ร่างกาย ก็มีแต่ปัจจัย ๔ ก็พอแล้ว, มีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย มีเครื่องบำบัดโรค เป็น ปัจจัย ๔ ก็พอแล้ว ถ้ามองกันแต่ด้านร่างกาย. เดี๋ยวนี้จะมอง ออกเลยไปถึง ทางด้านจิตใจ ซึ่งมันต้องการปัจจัยอีกต่างหาก ไม่ได้ต้องการของร่างกาย, ดังนั้นจึง มีปัจจัยที่ ๕ สำหรับ จิตใจ คือสิ่งที่จะประเล้าประโลมใจ ให้จิตใจพอจะสงบลง
น.192 ๑๘๔ บ้าง หรือให้พอใจอยู่บ้าง, ถ้ามัวแต่กินอร่อย แต่งเนื้อแต่งตัว สวยงามอยู่บ้านสบายนี้ ก็เป็นเรื่องทางกายเท่านั้นแหละ, จิตใจ ยังไม่ได้. ฉะนั้นจิตใจนี้มันต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ ขาดไม่ได้ ขาดแล้วจะเป็นบ้า, มันต้องมีสิ่งประเล้าประโลมใจ ให้ตามสมควร, เราจึงต้องมีของสนุกสนานเบิกบานใจกันบ้าง คิดดูให้ดี มีแต่ข้าวกินก็ไม่พอ, มีเครื่องนุ่งห่มดี ๆ ที่อยู่อาศัย ดี ๆ หยูกยาดี ๆ ก็ยังไม่พอ, มันต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ เช่นจะต้องไปดูหนังดูละครบ้าง ไปดูดนตรี ศิลปะอะไรบ้าง เป็นการประเล้าประโลมใจ นี่เป็นปัจจัยที่ ๕, ถ้าขาดเสียก็ไม่ มีความสงบสุข, ถ้ามีอย่างผิดพลาดบ้า ๆ บอ ๆ ก็เพิ่มความทุกข์. ฉะนั้น ต้องมีอย่างพอดี จึงบอกว่า ธรรมะ ๆ นั่นแหละ เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ปลอดภัยที่ดีที่สุด, จงเอา ธรรมะมาเป็นปัจจัยที่ ๕ เถิด. เราอยู่โดยปราศจากสิ่งประเล้าประโลมใจไม่ได้ดอก ถึงแม้เป็นพระเป็นเจ้าเป็นสงฆ์นี้ก็ดี ต้องมีสิ่งที่ประเล้าประโลม ใจ พอสบายใจอยู่บ้างอยู่ด้วยเหมือนกัน, เช่น ทำวัตรสวด- มนต์ให้สบายใจไปเสีย หรือพิจารณาธรรมะอะไรสบายใจไปเสีย ความสบายใจนั่นแหละประเล้าประโลมใจ.
น.193 ๑๘๕ ตึกหลัง นั้นเราเรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ มหรสพ แปลว่า สิ่งประเล้าประโลมใจนะ, entertainment สิ่งประเล้าประโลมใจ. ตึกหลังนี้เป็นอาคารให้สิ่งประเล้า ประโลมใจในทางวิญญาณ เลยเรียกว่าโรงมหรสพทางวิญญาณ, ให้สิ่งประเล้าประโลมใจในทางวิญญาณ spiritual entertain- ment ซึ่งไม่มีใครมอง. แต่ชีวิตมันต้องการอย่างยิ่ง ไม่ อย่างนั้นมันเฉา มันเหี่ยว มันจะตาย, เอาละไม่ต้องไปดูหนัง ดูละครอะไรที่ตลาด มาใช้ โรงมหรสพชนิดนี้ปลอดภัยกว่า, จิตใจจะได้รับสิ่งประเล้าประโลมใจชนิดที่เยือกเย็น ไม่เป็นพิษ ไม่เป็นภัย. นี่ขอให้มองเห็นประจักษ์แก่ใจว่า ชีวิตนี้ต้องการ ปัจจัยที่ ๕ สำหรับฝ่ายที่เป็นนาม ที่เป็นจิตเป็นนาม ฝ่ายที่เป็นรูปนี้ ๔ ก็พอ. ปัจจัย ๔ พอสำหรับฝ่ายรูป, แต่ฝ่าย ที่เป็นนามก็ควรจะได้ด้วย ก็คือสิ่งประเล้าประโลมใจ ในทาง จิตใจโดยเฉพาะ ใ ห้ได้รับความพอใจ. ถ้าโง่มากก็ไปหาความ ประเล้าประโลมใจเลว ๆ, ถ้าฉลาดหน่อยก็หาความประเล้า ประโลมใจในทางที่สะอาดหรือดีขึ้น หรือไม่เป็นโทษ ไม่เป็น ภัย. ฉะนั้นขอให้ ใช้ธรรมะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ
น.194 ๑๘๖ ในฐานะเป็นปัจจัยที่ ๕ จึงได้พูดว่าพุทธศาสนา เป็นศาสนา แห่งความเป็นปัจจัยที่ ๕ เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ทาง วิญญาณ. ทำไมต้องมาทำบุญ มาฟังธรรมมาฟังเทศน์ที่วัด มี ข้าวกินมีอะไรอยู่ที่บ้าน มันควรจะพอแล้ว ทำไมจะต้องมา ทำบุญที่วัด ? เพื่อจะประเล้าประโลมใจทางวิญญาณ, ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ : จึงมาวัด หาสิ่งประเล้าประโลมใจทางวิญญาณคือ ธรรมะ ได้มาถวายทานบ้าง ได้มาฟังเทศน์บ้าง ได้มาไหว้พระ- สวดมนต์บ้าง ประเล้าประโลมใจทางวิญญาณ. ธรรมะเป็น ปัจจัยที่ ๕ ก็คือพระศาสนา นั่นแหละ ใช้ให้ถูกต้องเถิด จะเป็นปัจจัยที่ ๕ ประเล้าประโลมใจทางวิญญาณ ให้จิตใจมี ความเป็นปกติสำหรับจะดำรงอยู่ได้ เพื่อความก้าวหน้า ต่อไป ๆ. นี่แหละเป็นอาหารแก่จิตใจ, ธรรมะเป็นอาหารแก่ จิตใจ ในฐานะเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิต ; ฝ่ายรูปมี ๔ ฝ่าย นามมี ๑ รวมเป็นปัจจัยที่ ๕ พวกฝรั่งจะโง่หรือจะฉลาดก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินพูดถึงข้อนี้ ไม่เคยพูดถึงปัจจัยที่ ๕, แต่เราขอ บอกว่าพุทธบริษัทรู้และต้องการอาหารแก่จิตใจ เพื่อจิตใจจะ
น.195 ๑๘๗ ได้มีอาหารหล่อเลี้ยงแล้วก็เป็นปกติ, แล้วก็ก้าวหน้าไปตาม วิถีทางของจิตใจ. พุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ปัจจัยที่ ๕ คือ ธรรมะ นั่นเอง, จงหาสิ่งประเล้าประโลมใจทางธรรมะ ให้เพียงพอกันไว้ทุกคน ๆ ไม่ต้องซื้อตั๋ว ไม่ต้องเสียสักบาท เดียวก็ยังได้, แต่ถ้าไปดูหนังดูละครต้องเสียหลาย ๆ บาท แล้ว ก็ได้มาหลอก ๆ โง่เขลาทั้งนั้น หลอกลวงทั้งนั้นแหละ. ถ้า ประเล้าประโลมใจด้วยธรรมะแล้ว บางทีไม่ต้องเสียสักสตางค์ เดียวก็ได้ ทำให้จิตใจสบายได้เยือกเย็นได้, ธรรมะให้อย่างนี้, ศาสนาให้อย่าง นี้, พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็น ปัจจัยที่ ๕ แก่ชีวิต. ข้อที่ ๑๒. พุทธศาสนาเป็นศาสนา แห่ง นายแพทย์ ผู้รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. ข้อนี้พูดหลายหนแล้ว บางคนอาจจะเบื่อแล้วก็ได้ พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรค ของสัตว์ โลกทั้งปวง , นายแพทย์ที่มีอยู่ในโลกนี้เยียวยาได้แต่โรค ทางกาย, โรคทางจิต ทางวิญญาณเยียวยาไม่เป็นหรือไม่ถูก หรือน้อยไป. พระพุทธเจ้าท่านเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยา
น.196 ๑๘๘ โรคทางวิญญาณ ทางจิตทางสติปัญญาโดยเฉพาะ, สติ ปัญญาหมดโรคแล้วก็เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ปล่อยวางสิ่ง ทั้งปวง ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์. นี่หมดโรคทางวิญญาณ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งนายแพทย์ผู้เยียวยาโรค ของสัตว์ โลกทั้งปวง, และโดยทางวิญญาณ นั้นคือพระพุทธเจ้า เป็น นายแพทย์. นายแพทย์รักษาโรคทางยา เรียก เตกิจฉโก, ผ่าตัดเรียกว่า สัลละกัตโต พระพุทธเจ้าก็ใช้คำนี้ แก่พระองค์ เองด้วยเหมือนกัน, เป็นนายแพทย์ ผ่าตัด คือผ่าตัดรากเหง้า ของกิเลส, ถ้าเป็นเวชโข เป็นหมอทั่ว ๆ ไปนี้ ไม่แน่เป็นหมองู หมอบ้าก็ได้ หมออะไรก็ได้, แต่ถ้าว่าเป็น สัลละกัตโต , เป็น เตกิจฉโก, แล้วก็เป็นฝ่ายที่ควรจะมีธรรมะนี่เป็นเหมือนกับ ยารักษาโรค หรือเครื่องมือแก้ไขโรค, พระพุทธเจ้าท่านเป็น นายแพทย์ พระสงฆ์ทั้งหลายเป็นลูกน้องรับช่วงต่อ ๆ มา. ให้รู้ว่า ในพุทธศาสนานี้ มีการรักษาโรคทางวิญญาณ พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ ธรรมะเป็นยา วัดวาอาราม เป็นเหมือนกับโรงพยาบาล พระสงฆ์ก็เป็นพยาบาล เป็นหมอเป็นอะไรไปตามเรื่อง, ร่วมมือกัน อย่าให้มันหมดสิ้น ไปจากโลก เพราะมองเห็นว่า ธรรมะเป็นยารักษาโรค ก็จะ
น.197 ๑๘๙ ดีมาก จะรู้จักใช้รักษาโรคทางสติปัญญา มิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลายให้หมดไป แล้วก็จะอยู่สบายปราศจากโรค, นี้ เรียกว่า ศาสนาแห่งนายแพทย์ผู้รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. ข้อที่ ๑๓. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ ช่วยผู้อื่นจนหมดตัว. ช่วยผู้อื่นจนหมดตัว คงไม่มีใครเชื่อ, บางคน อาจคิดว่าบ้า ๆ บอ ๆ ช่วยผู้อื่นจนหมดเนื้อหมดตัวของตัวเอง. ข้อนี้มันมีอะไรแฝงอยู่. ถ้ายังมีตัว มีตัว ยังยึดถือตัว ก็มี ความทุกข์ มันช่วยผู้อื่นไม่ได้, มันช่วยผู้อื่นไม่ได้ดอก ถ้ายังมีตัวกู - ของกูเบ้อเร่อเบ้อร่าอยู่มันมีความทุกข์ของมันเอง แล้วมันจะช่วยใครได้, ตัวเองก็มีความทุกข์เต็มประดา แล้ว จะช่วยใครได้. มันต้องปลดเปลื้องความทุกข์ของตัวเอง ออกไปเสียได้ก่อน แล้วจึงจะช่วยผู้อื่นได้ มันต้องหมด ตัวมันเสียก่อน, หมดตัวมันแล้วก็ช่วยผู้อื่นได้. เราอยากจะพูดว่า ช่วยผู้อื่นจนหมดตัว, ช่วยผู้อื่น ด้วยความหมดตัว ด้วยความเสียสละจนหมดตัว. พระอรหันต์ ท่านก็หมดตัวแล้วก็ช่วยผู้อื่น, พระอรหันต์ทั้งหลายหมดตัว,
น.198 ๑๙๐ ช่วยผู้อื่น ช่วยจนหมดตัว, ช่วยอยู่ด้วยความหมดตัว ไม่มีตัว ช่วยผู้อื่นด้วยความหมดตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นการช่วยตัวเอง ก่อนแล้วจึงช่วยผู้อื่น. ฉะนั้น ช่วยทั้งตัวเองช่วยทั้งผู้อื่น ด้วยความไม่มีตัว; ถ้ายังมีตัวก็จมอยู่ในกองทุกข์ด้วยกัน ทั้งนั้นแหละทำ ๒ ฝ่าย, พอหมดตัวก็ช่วยซึ่งกันและกันได้ ถ้ายังมีตัว มีความทุกข์ มีตัวกู-ของกูนั่นนี่อยู่ ก็ช่วยแต่ ปากเท่านั้นแหละมันช่วยจริงไม่ได้, ถ้าช่วยผู้อื่นจริงแล้วมัน ต้องหมดตัว, หมดตัวแล้วจึงจะสามารถช่วยผู้อื่นได้. ข้อนี้ ประหลาด หมดความทุกข์แล้ว จึงจะช่วยผู้อื่นให้หมดทุกข์ได้, หมดตัวแล้วจึงจะช่วยให้ผู้อื่นหมดตัวได้อีกที. เป็นศาสนาแห่งการช่วยผู้อื่นจนหมดตัว หมดตัว คือหมดทุกข์ ; ฉะนั้นต้องช่วยไป ช่วยไป จนหมดทุกข์, ช่วยไปจนกว่าจะหมดทุกข์ ก็คือหมดตัว. ถ้าใครไม่ยอมเสียสละ อย่างนี้ ก็ช่วยใครไม่ได้ ถ้าใครยอมอย่างนี้ ก็จะช่วยผู้อื่นได้ เป็นว่าเล่น, เป็นศาสนาแห่งการช่วยผู้อื่นจนหมดตัว. ข้อที่ ๑๔. พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่มี คำสอนบังคับ. ช่องว่างดินแดนตอนศึกเมื่อ
น.199 ๑๕๑ ใช้คำว่าอย่างนี้ ไปที่ก่อน ไม่มีเรื่องเทพเจ้าเข้ามา เกี่ยวข้อง, แล้วก็ไม่มีนิยายสมมติ, นี่มันเป็นคำฝรั่งไปเสีย หมด เพราะว่าที่คุ้นเคยอยู่กับการอ่านการฟังนี้ เป็นคำภาษา ฝรั่งไปเสียหมด. ข้อที่ ๑. ไม่มี dogma, dogma เป็นภาษาฝรั่ง dogma คือคำสิ่งที่บังคับให้เชื่ออย่างนี้เชื่ออย่างอื่นไม่ได้, เขา เรียกว่า dogma ในพุทธศาสนาไม่มี แต่ศาสนาอื่นเขามี เขา บังคับให้เชื่อ เชื่อว่าเรานี้พระเจ้าสร้างมา, คัมภีร์นี้พระเจ้า ส่งมา เราต้องปฏิบัติตามคัมภีร์นี้ เราต้องอ้อนวอน, เราต้อง ปฏิญญา บังคับเฉียบขาดอย่างนี้ นี่ระบบ dogma dogmatic. system อย่างนี้ไม่มีในพุทธศาสนา ถ้าเห็นดีด้วยก็มารับพุทธัง สรณังเอาเอง ไม่บังคับให้มารับ, รับแล้วก็ไม่บังคับความเชื่อ แต่ให้คิดเห็นมองเห็นว่าทุกข์เกิดขึ้นมาด้วยเหตุอะไร ทุกข์จะ ดับไปอย่างไร แล้วก็ ทำไปเองไม่มีใครบังคับ. นี่ไม่มีคำ สอนบังคับ, ไม่มี dogma. แล้วก็ไม่มีความเชื่อที่เป็นเทพเจ้าหรือเป็นพระเป็นเจ้า ไม่มีเทวศาสตร์ ไม่มี theology ไม่ต้องเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมา
น.200 ๑๙๒ โดยอำนาจของพระเจ้า อยู่ใต้อาณัติของพระเจ้า ของเทพเจ้า อย่างนี้ไม่มีในพุทธศาสนา นี่ไม่มี theology. แล้วก็ ไม่มี mythology พูดจามาให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ อะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ แต่ให้ถือว่าเป็นคนธรรมดา, พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ ธรรมดา เป็นลูกกษัตริย์ชาวนา ทำนาเก่งที่สุด คือพวก สากยะ เป็นคนธรรมดา พระพุทธเจ้าไม่ได้มีอะไรกำเนิดมา จากเทพเจ้า จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์วิจิตรพิสดารอย่างที่เขาพูดกันใน พวกอื่น, เราไม่มี. เรามีแต่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ ธรรมดา เป็นลูกกษัตริย์ชาวนา ตระกูลสากยะ ได้รับการ ศึกษาอย่างแบบธรรมดา เกิดความคิด เกิดสติปัญญาเอาด้วย ตนเอง ในการมองเห็นความทุกข์ ความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ไม่ชอบ อยากจะปลดเปลื้องแล้วก็ออกไป แสวงหาแล้วก็ไปพบ พบแล้วมาบอกอย่างนี้, ไม่มี mythology ไม่มีความเป็นศักดิ์สิทธิ์เหมือนอย่างในนิยาย สมมติมาจากนั่น มาจากนี่ มาจากอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องพิเศษพิสดาร ทั้งนั้น ไม่มี.
น.201 ๑๙๓ พุทธศาสนาไม่มี dogmatic system ไม่มี theology ไม่มี mythology อย่างนี้, พูดเป็นไทย ๆ เราก็ ไม่เกี่ยวกับ เรื่องบังคับให้เชื่อ, แล้วก็ไม่ต้องอ้างเทวดาเทพเจ้าอะไรมา รับรอง มาเป็นเครื่องขู่เข็ญ หรือว่าเป็นเครื่องรับรอง ว่าจะ ให้ ว่าจะให้ได้รับ อย่างนี้ไม่มี. นี่ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล ตาม ธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ ตามวิถีทางธรรมชาติ, ขอให้รู้จักไว้ ในลักษณะอย่างนี้. ถ้าเราจะนับถือพระพุทธเจ้า เราก็เห็นชัดว่า ท่านสอนเรื่องดับทุกข์ ดับทุกข์ ได้จริง เรา จึงจะสมัครที่จะมาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า, แล้วก็ไม่มีการ บีบบังคับให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากบอกว่า ทำอย่างนี้ซิ จะดับทุกข์ ได้. แล้วก็ ไปลองคิดดู เห็นโอ้ มันดับทุกข์ ได้จริง ก็ทำ ก็ทำเลย จึงไม่มีการบังคับอย่างที่พวกอื่นเขาใช้. แล้วการถือพระรัตนตรัยสรณคมน์นี้ โดยเนื้อแท้ แล้วถือเมื่อเข้าใจแล้วเมื่อพอใจแล้ว ไม่ใช่จับลูกเด็ก ๆ มารับสรณคมน์เหมือนกับที่เรากำลังทำอยู่, นี่ไม่ค่อยถูกเรื่อง นัก แต่ว่ามันมีประโยชน์ ทำเป็นการล่วงหน้าไปที่ก่อนก็ได้
น.202 ๑๙๔ แต่ว่าก็ไม่ถูกตามข้อเท็จจริงนัก. ถ้าในพระบาลีแท้ ๆ ในพระ- ไตรปิฎกแท้ๆ การรับสรณคมน์นี้มีด้วยตัวเอง ภายหลัง ที่ได้พึ่งเข้าใจแล้วเห็นแจ้งแล้ว , ดับทุกข์ได้อย่างน้อยในใจ แล้ว นั่นจึงจะออกปากขึ้นมาเองว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ. นี่เรียกว่า ไม่มีการบังคับเลย แล้วเป็นไปตามเหตุผลของสิ่งที่ ประจักษ์แก่จิตใจมากขึ้นทุกที ๆ. ข้อที่ ๑๕. พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่ต้อง มีเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรมาช่วยรับรอง. เรื่องนี้ไม่อยากจะพูด กลัวจะถูกด่า แต่บางทีก็อด ไม่ได้ เช่นว่าพระสูตร บางพระสูตร พอตรัสจบลงไป ก็มี เทวดามารับรองส่งเสริม บอกต่อๆกันไป ให้มันแน่นแฟ้น ให้ มันศักดิ์สิทธิ์ขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาลีธรรมจักร ธรรมจักร ฯ สูตรแรกที่สุดในพระพุทธศาสนา เราไม่เชื่อว่า ข้อความตอนนี้มีมาแต่เดิม นักเลงไหนใส่เข้าไปก็ไม่รู้ พอพระพุทธเจ้าตรัสจบ ก็เทวดาสรรเสริญยกย่องส่งเสริมกัน ไปจนถึง ภวัดพรหม พรหมอันสุดท้าย. นี่คล้าย ๆ กับว่าต้อง
น.203 ๑๕๕ เอาเทวดามาช่วยรับรอง ความจริง ความประเสริฐ ความ วิเศษของพระพุทธเจ้า. ข้อนี้มันขัดกันกับที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสอยู่เสมอว่าฉันไม่ต้องการนายประกัน ไม่ต้องมีใครมาเป็น นายประกัน ไม่ต้องมี testimonial จากใคร ไม่ต้องมี testimony จากใครมารับรองอย่างนั้นอย่างนี้, ไม่ต้อง ๆ ฉันมีของฉันอยู่ ในตัว มันรับรองตัวมันเองเสร็จ, ไม่ต้องเอาเทวดาหรือจ้าง เทวดามาช่วยรับรอง. นี่ขอให้เข้าใจเสียว่า แม้ว่าในพระสูตร บางพระสูตรทำอย่างที่ว่าเทวดามาช่วยรับรอง เราก็ไม่ถือว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างนั้นอยู่ที่นั่น มันรับรองตัวเอง อยู่ในตัวเอง ดับทุกข์ ได้ ในตัวเอง พิสูจน์เห็นในตัวเอง รับรอง ตัวเอง ไม่ต้องเอาเทวดามาช่วยรับรอง, จึงประกาศโผง ๆ เลย ว่า เป็นศาสนาแห่งการที่ไม่ต้องอาศัยเทวดามาช่วยรับรอง แต่ว่า ในพระพุทธประวัตินั้นมีมากเหลือเกิน ที่เทวดา เข้ามาเกี่ยวข้องหรือรับรอง ไม่ต้องสนใจก็ได้ , แต่ถ้า ยังอยากจะสนใจก็ไม่เป็นไร ต่อไปมันคงละได้เอง ถ้าไปทำ อย่างนั้น เทวดาก็ดีกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก เป็นนายประกัน ให้พระพุทธเจ้า, เป็นศาสนาที่ไม่ต้องเอาเทวดามาเป็นนาย ประกัน.
น.204 ๑๙๖ ข้อที่ ๑๖. นี่จะพูดนอกออกไปหน่อยว่า พุทธ- ศาสนาเป็นศาสนา สอนไม่ให้กินผลไม้รู้ดีรู้ชั่ว นี้ไปยืมคำของฝ่ายคริสตังเขามา คำสอนสูงสุดของ คริสตังนี้ พระเจ้าห้ามไม่ให้กินผลไม้รู้ดีรู้ชั่ว กินแล้วจะ ต้องตาย มนุษย์ก็ไม่เชื่อ, ก็ไปกินเข้าไป แล้วมันก็ได้ เป็นทุกข์ เป็นความทุกข์นิรันดร. เป็นบาปนิรันดร. พุทธศาสนาก็สอน อย่างเดียวกัน อย่าไปหลงดีหลงชั่ว อย่า ไปแยกดีแยกชั่ว แล้วก็หลงดีหลงชั่ว, ให้มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง ถ้าพุทธบริษัทปฏิบัติถูกต้องตามพุทธศาสนา แล้ว จะเป็นคริสต์ยิ่งกว่าคริสต์ไปเสียอีก. เป็นคริสต์เขาได้ รับคำสั่งสอนอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ปฏิบัติตามกัน. คำสั่งของ พระผู้เป็นเจ้าครั้งเดียวประโยคเดียวว่า อย่ากินผลไม้รู้ดีรู้ชั่ว มันก็กิน แล้วมันก็ยึดเป็นดีเป็นชั่ว แต่ พุทธศาสนาเน้น ในข้อนี้: ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งกุศลทั้งอกุศล ไม่ยึดมั่น ธรรมใด ๆ , ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วซึ่งเป็นสังขาร ใครปฏิบัติ ได้แล้วเป็นคริสต์ยิ่งกว่าคริสต์. พูดอย่างนี้พวกคริสต์คงจะด่า แต่ไม่เป็นไร ค่าบ้างก็ไม่เป็นไร, นี้เราก็อยากจะยืนยันว่า
น.205 ๑๙๗ ถ้าว่า ไม่หลงเรื่องบวกเรื่องลบ เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่อง positive เรื่อง negative อะไรกันแล้วนั้น, นั่นแหละคือ พุทธบริษัทที่แท้จริง. เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทกำลังเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ ต้องการ อย่างนี้ ไม่ไปหลงดีหลงชั่ว, อย่าไปบ้าดีหลงดีเมาดี อย่าไป บ้าบุญเมาบุญหลงบุญอย่าไปบ้าสุขเมาสุขหลงสุข หรือจมอยู่ ในสุข, คือว่า จะอยู่เหนืออิทธิพลของบวกและลบ ของ ดีและชั่ว ของทุกอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น แล้วเกิดกิเลสและเกิดทุกข์. ให้เหนือดีเหนือชั่วไว้ ก็ว่างก็ สงบ ดีก็ไม่สงบ ชั่วก็ไม่สงบ, เหนือดีเหนือชั่วมันสงบ. ข้อที่ ๑๗. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการ มีพระไตรปิฎกในตัวคน. หลายคนว่าบ้าอีกแล้ว นึกด่าอยู่ในใจอีกแล้ว มี พระไตรปิฎกในตัวคน, ขอให้สนใจ ขอให้มองดูพระไตรปิฎก อยู่ในตู้ แต่นี้จะบอกว่ามาอยู่ในตัวคน. ความจริงทั้งหลาย ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนั้น จะมาพบจริงๆ ในตัวคน, พบในแผ่นกระดาษนั้นเป็นการบันทึก แต่ความจริงแท้ ๆ มัน
น.206 ๑๙๘ อยู่ในตัวคน ในร่างกาย ในจิตใจ ในรูปในนามนี้. ความจริง เหล่านั้นมันอยู่ที่ในตัวคน, พระไตรปิฎกที่แท้จริงอยู่ใน ตัวคน, พระไตรปิฎกที่เป็นเพียงกระดาษบันทึกอยู่ในตู้. ใครมีพระไตรปิฎกในตัวคน คนนั้นจะรู้พระพุทธศาสนา คือศึกษาความจริงโดยตรงจากตัวชีวิตจิตใจ พระไตรปิฎกใน ตัวคน. คนที่เขาอยากจะด่าอยู่แล้วเขาก็ด่าได้ ว่าเราพูดบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ไม่รู้, แต่ขอยืนยันว่ามันเป็นจริงอย่างนี้. ข้อที่ ๑๘. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ ไม่ขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก. ตะกี้นี้พูดทีหนึ่งแล้ว พูดเรื่องนรกสวรรค์ ขอย้ำ อีกทีหนึ่งว่า ถ้าจะเป็นพุทธบริษัทบริสุทธิ์ พุทธศาสนา บริสุทธิ์ อย่ากล่าวคำขัดแย้ง, ท่านพูดผิดฉันพูดถูก อย่า กล่าวคำขัดแย้งอย่างนี้ กล่าวแต่เพียงว่า ฉันเห็นว่าอย่างนี้ ฉันถือปฏิบัติอย่างนี้ เท่านี้พอ, ไม่ต้องพูดว่าของแกผิด ของฉันถูก ของแกไม่บริสุทธิ์ของฉันบริสุทธิ์, ที่มันเป็นเรื่อง ขัดแย้ง อย่าได้มีเลย, ยอมแพ้เถอะ เขาว่าอย่างไรก็ช่างหัว, อย่าไปขัดแย้งกับเขา เพียงแต่แสดงว่า ฉันพอใจอย่างนี้
น.207 ๑๙๙ ฉันมีหลักอย่างนี้ มันจึงไม่มีการทะเลาะวิวาทแม้แต่เรื่องใด ๆ ไม่มีการขัดแย้งทั้งทางกาย ทางวัตถุ ทางจิตใจ ทางสิ่งของ ทางเงินทางทองอะไร ไม่มีการขัดแย้งกับใคร, เป็นศาสนา แห่งการไม่มีความขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก โลกนี้ก็ได้ เทวโลก ก็ได้ มนุษย์โลกก็ได้ พรหมโลกอะไรก็ได้ ไม่มีการขัดแย้ง กับใคร เพราะไม่ยืนยันข้อขัดแย้งกับใคร, อย่างดีก็จะบอก แต่เพียงว่าฉันถือย่างนี้ ฉันปฏิบัติอย่างนี้ ฉันดับทุกข์ของฉัน อย่างนี้, จะไม่ว่าแกผิดฉันถูก, นี่คือไม่มีคำว่าขัดแย้ง. คำว่า ขัดแย้งเป็นภาษาไทย, ภาษาบาลีเรียกว่า อุปัทวะคืออุบาทว์ อุบัทวะคืออุบาทว์ คำนั้นก็คือการขัดแย้ง, ไม่มีการขัดแย้งก็ ไม่มีอุบาทว์. ถ้ามีขัดแย้งก็มีอุบาทว์, เราไม่มีการขัดแย้ง ไม่กล่าวคำขัดแย้ง. คุณอยากพูดอย่างนี้คุณก็พูดไปเถิด, แต่ ฉันมีหลักอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ ดับทุกข์อย่างนี้ ก็ไม่ขัดแย้ง กับคุณ. ฉะนั้นเราก็ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกับใคร ๆ, ถ้าเรา จะเผชิญหน้ากับศาสนาอื่น เราก็ไม่กล่าวคำขัดแย้ง, เราเสนอแต่เพียงว่า ดับทุกข์อย่างนี้ ดับทุกข์อย่างนี้คุณจะมา ช่วยร่วมมือกันได้บ้างไหม, จะดับทุกข์อย่างนี้ ของสังคม เอากัน
น.208 ๒๐๐ ทั้งสังคม คุณจะช่วยได้ไหม, ไม่เอาข้อขัดแย้งมาพูด. ข้อขัดแย้งเก็บเงียบหายหมดถ้ามันมี, แต่เอาข้อที่เข้ากันได้ กลมกลืนกันได้มาประสานกัน ช่วยกันดับทุกข์ของสังคม. เราสร้างสวนโมกข์นานาชาติที่ฝั่งโน้นขึ้นมาเพื่อวัตถุ ประสงค์อันนี้, เพื่อหาความเข้าใจซึ่งกันและกันในการแก้ ปัญหาของมนุษย์ ไม่มีเพื่อความขัดแย้งแม้แต่นิดเดียวเลย, เรียกว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาไม่มีการขัดแย้งกับใคร ๆ ในโลก. ข้อที่ ๑๙. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. นี้มันคล้าย ๆ กับยื้อแย่งกัน ทุกศาสนาก็จะพูดอย่าง นี้ทั้งนั้น เราก็มีสิทธิจะพูดอย่างนี้ เราก็มีเหตุผลที่จะพิสูจน์ ความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ ก็คือเป็นมนุษย์ที่ไม่มี ความทุกข์, เป็นมนุษย์ที่มีความสุข และมีประโยชน์รอบด้าน เหมือนกับพูดหัวข้อแรกของการพูด. เราต้องการชีวิตเย็น และเป็นประโยชน์ : ตัวเองมีชีวิตเย็นเป็นสุข, แล้วก็มี ประโยชน์แผ่สร้านออกไปเป็นรัศมี มีรัศมีแผ่ออกไปเป็นการ ทำประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทุกคนทุกพวก, นี่เรียกความเต็มแห่ง ความเป็นมนุษย์. แดงปนกันฟังคำนินทา
น.209 ๒๐๑ ขอให้ช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งต้นแต่อ้อนแต่ออกว่า เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาให้ได้, เป็นศิษย์ที่ดีของครู- บาอาจารย์ให้ได้, เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนให้ได้, เป็น พลเมืองที่ดีของประเทศชาติให้ได้, เป็นสาวกที่ดีของ พระศาสนาให้ได้, แล้วก็เป็นมนุษย์ที่เต็ม คือ อยู่เหนือ ปัญหาเหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. จบชีวิตลง ด้วยความเยือกเย็นเป็นสุข, มีรัศมีสร้านออกไปรอบตัว เป็น การทำประโยชน์แก่ทุก ๆ คน ทุกฝ่าย ทุกพวก. นี้คือความ เต็มแห่งความเป็นมนุษย์, พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ความเต็มของความเป็นมนุษย์. ข้อสุดท้ายกันที่ ข้อที่ ๒๐. พุทธศาสนาเป็น ศาสนาแห่งบรมธรรม. บรมธรรม ๆ จำไว้ ธรรมะสูงสุด ปรมะ ปรมะ แปลว่า สูงสุด เป็นสุขสูงสุด. นึกเอาเองเถอะคำว่าสูงสุด ไม่มีอะไรสูงกว่านั้นดีกว่านั้น เป็นศาสนาแห่งบรมธรรม เพราะว่าแสดงให้ซึ่งพระนิพพาน ดับเย็นแห่งชีวิต, มีประโยชน์อยู่รอบด้าน นี้เป็นบรมธรรม.
น.210 ๒๐๒ คำว่า บรมธรรม ๆ นี้ ใช้พูดกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธศาสนาเกิด, แต่มัน มีความหมายเพียงว่าไม่เบียด เบียน ๆ ไม่เบียดเบียน อหิงสา ปรโม ธัมโม อหิงสาคือไม่ เบียดเบียน, เป็นบรมธรรม เป็นธรรมะสูงสุด. ที่พระพุทธเจ้า เกิดขึ้นมา พุทธศาสนาเกิดขึ้นมา มีหลักเกิดขึ้นมาว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทฺติ พุทฺธา- ผู้รู้ทั้งปวงกล่าวกันว่านิพพาน เป็นบรมธรรม บรมธรรมอะไร ไม่มีอะไรสูงสุดเท่านั้น, ให้ ความสุขสงบเย็นถึงที่สุด หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องลำบากด้วยการยึดถือสิ่งใด โดยความเป็นของหนักเป็น ตัวตน, ว่าง ๆ ว่างไม่มีขอบเขต ว่างไม่มีอายุ ว่างจากความทุกข์ ว่างจากกิเลส ว่างอย่างไม่มีขอบเขต ว่างอย่างไม่มีอายุจำกัด. นี้หมายถึงกาละเทศะ ไม่มีจำกัด, นั้นคือบรมธรรม. พุทธ- ศาสนาเป็นศาสนาแห่งบรมธรรม, เปลี่ยนบรมธรรมมา เป็นอย่างนี้ แทนที่จะเป็นเพียงว่า ไม่เบียดเบียนซึ่งกัน และกัน. ที่จริงไม่เบียดเบียนซึ่งกันก็เป็นบรมธรรมอย่างมาก อยู่แล้ว ถ้าเราเอาใจช่วยนะ, ช่วยอธิบายให้หน่อยว่าไม่ เบียดเบียนกันคือ ไม่เบียดเบียนตนเอง เป็นนิพพานได้
น.211 ๒๐๓ เหมือนกัน, เอานิพพานไปเติมให้ เป็นของแถมพก คือไม่ เบียดเบียนตนเองก็เป็นนิพพาน. เดี๋ยวนี้พูดกันตรงๆ ว่า ไม่เบียดเบียนโดยประการทั้งปวง เป็นนิพพาน, ไม่เบียดเบียน โดยประการทั้งปวง มีแต่ความเยือกเย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า ไม่เดือดร้อนตัวเองด้วยการต่อสู้กับความทุกข์, ไม่มีความทุกข์ ซึ่งจะต้องต่อสู้อีกต่อไป. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งบรมธรรม สำเร็จ ได้ด้วยใบไม้กำมือเดียว, นี่ก็ขอย้ำไว้เรื่อย ๆ ไม่ต้องเรียนจน จบพระไตรปิฎก หรือไม่ต้องเรียนกันมากมาย, ชั่วใบไม้กำมือ เดียวว่าทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร ดับทุกข์อย่างไร, นี่ก็กำมือ เดียว. ให้มัน กำมือเดียวยิ่งขึ้นไปอีก ก็ว่าไม่ยึดมั่นถื อ สิ่งมั่นใด, นั่นแหละพุทธศาสนากำมือเดียว ไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดโดยความเป็นตัวตน, นั่นแหละกำมือเดียว. กำมือเดียว ไม่ต้องเรียนรู้พระสุตตันตปิฎก วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก หลายหมื่นธรรมขันธ์อะไร, ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็น ตัวตนของตน ก็ดับทุกข์สิ้นเชิง, นี่ใบไม้กำมือเดียว นอกนั้น เป็นใบไม้หมดทั้งป่า กวาดก็ไม่ไหว. ใบไม้กำมือเดียวใช้สำเร็จ
น.212 ๒๐๔ ในการแก้ปัญหา, ศาสนาแห่งบรมธรรม สำเร็จได้ด้วย ใบไม้กำมือเดียว คือธรรมะชั่วที่จะตัดความยึดมั่นถือ มั่นในตัวตนเสียได้, เท่านั้นเป็นพอ. นี่ ๒๐ ข้อ พูดมาแล้ว ๖๐ ข้อ วันนี้ ๒๐ ข้อ รวมเป็น ๘๐ ข้อ เอ้า, ถือไสยศาสตร์หน่อย ว่าเลข ๘๐ นี้มันศักดิ์สิทธิ์ เป็น ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ จำนวนศักดิ์สิทธิ์ แสดงลักษณะของพระพุทธ- ศาสนา เรียกว่าเป็น อนุพยัญชนะ characteristic ของพระ- พุทธศาสนา ๘๐ หัวข้อด้วยกัน. พูดมาสี่ครั้ง ครั้งละ ๒๐ ข้อ, เหมาะสำหรับมนุษย์ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยปัญหา เต็มไป ด้วยความทุกข์. ขอให้มองดูพระพุทธศาสนาในลักษณะดังกล่าว มานี้แล้ว จะพอใจ จะสนใจ จะศึกษา จะปฏิบัติ จะแก้ปัญหา ได้ทั้งหมดทั้งสิ้น, ในหมู่มนุษย์ที่เป็นสัตว์ผู้มัวเมา ในยุค ปัจจุบันมัวเมาเศรษฐกิจ มัวเมาการเมือง มัวเมาสังคม มัวเมา อะไรก็ตามใจ ล้วนแต่มัวเมา เอาความจริงนี้มาถอนความ มัวเมา , มีพระศาสนาแห่งความจริง ซึ่งมีอย่างนี้อย่างเดียว ยืนยันว่าความจริง นี้ดับทุกข์ได้จริง ก็เป็นอันว่าจะหมด ปัญหาสำหรับมนุษย์เรา.
น.213 ๒๐๕ นี่ ขอเตือน ท่านผู้ฟังทั้งหลายว่า พุทธศาสนามี ลักษณะที่จะต้องเข้าใจให้ยิ่งขึ้นไปยิ่งขึ้นไป, รู้จักให้ยิ่ง ขึ้นไปยิ่งขึ้นไปโดยนัยยะที่กล่าวมาแล้ว ๘๐ ประการ, จะกล่าว ให้ถึงร้อยถึงพันก็กล่าวได้ ไม่ใช่อวดดี แต่ไม่ต้องกล่าว เพราะ ๘๐ นี้ก็มาก มากเหลือมากอยู่แล้ว. เอาละ, เป็นอันว่า จบกันที่ เกินมาแรมโบต้าอิงยากย่อม เยติกา การบรรยายภาควิสาขบูชาสิ้นสุดลงในวันนี้ ภาค วิสาขบูชาจบลงด้วยเดือนมิถุนายน พอกรกฎา สิงหา กันยา ๓ เดือนนั้นเป็นภาคอาสาฬหบูชา จะพูดเรื่องอื่นต่อไป. เรื่องนี้หยุดจบสิ้นสุดเพียงเท่านี้ วันเสาร์หน้าขึ้นชุดอื่นต่อไป เป็นภาคอาสาฬหบูชา, ขอปิดภาควิสาขบูชาลงด้วยการบรรยาย ครั้งนี้ในวันนี้ สนใจเอาไปคิดไปนึกไปศึกษาเอาไปใช้ให้เป็น ประโยชน์ ตามความต้องการของตนจงทุก ๆ คนเถิด ขอยุติการบรรยายในวันนี้ เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย สวดบทพระธรรม พระบาลีคุณสาธยายส่งเสริม กำลังใจของท่านทั้งหลาย ในการประพฤติปฏิบัติพระธรรมนั้น ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไปในกาลบัดนี้.
Buddhadasa