น.27 ๑๙ ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ต้องมีนิพพาน เป็นทรัพย์ สมบัติ. พระพุทธองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวาง ถึงกับตรัสว่า "อมตธรรม หรือนิพพาน นั้นเป็นทรัพย์สมบัติของคนทุกคน" ในเมื่อฝ่ายอื่น ฝ่ายโน้น ฝ่ายตรงข้าม คือ ฝ่ายพราหมณ์ เขา พูดว่า "กษัตริย์มีอาวุธ สมัยโน้นก็คือแล่งธนู, ศรนั่นแหละ เป็นทรัพย์ของกษัตริย์. เครื่องบูชายัญนั้นเป็นทรัพย์สมบัติ ของพวกพราหมณ์, ไม้คานและเคียว เป็นทรัพย์สมบัติของ พวกแพศย์ พวกศูทร์". ส่วนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรา ไม่ว่าอย่างนั้น เราว่า อมตธรรม เป็นทรัพย์สมบัติสำหรับคน ทุกคน. นี้หมายความว่า ท่านทรงประสงค์ให้มนุษย์ทุกคน มีทรัพย์สมบัติอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งยิ่งไปกว่าอาวุธ เครื่องทำมา หากิน อย่างที่รู้จักกันทั่วไป ; เช่นกษัตริย์จะต้องมีอาวุธ, พวกพราหมณ์ก็ต้องมีเครื่องพิธีบูชายัญ ชาวไร่ ชาวนา ก็ต้อง มีวัว มีไถ กรรมกรก็ต้องมีเคียว, และไม้คาน เป็นต้น. นี่เท่ากับบอกว่า อย่ามีทรัพย์กันแต่เพียงนี้เลย เรา บัญญัติ อมตธรรม ว่าเป็น ทรัพย์สำหรับทุกคน. การเข้าใจถึง ความไม่ตายนั่นแหละ เป็นทรัพย์สำหรับทุกคน. ทุกคนควร จะอยู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มี "เรา" สำหรับจะตาย, หรือไม่มี อะไรสำหรับจะตาย มันก็เย็นเป็นนิพพาน.
น.28 ๒๐ แม้ชีวิตในวันหนึ่ง ๆ นี้ ถ้ามันจะเย็นอยู่ได้ มันก็ ต้องเป็นชีวิตที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น "ตัวกู" และ "ของกู". เมื่อใดจิตใจมันว่างจากความยึดมั่นว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ; เมื่อนั้นมันก็เย็น. ทุกคนอาจจะเย็นได้ เมื่อทำถูก ต้องตามวิธี. ขอให้ทุกคนถือเอาสิ่งนี้เป็นทรัพย์สมบัติ แม้ใน ชีวิตประจำวัน. ถ้าพูดตรงๆก็ต้องพูดว่า "ต้องมีนิพพานในชีวิต ประจำวัน". พูดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ; แล้วมันก็กลายเป็นเรื่อง ชวนหัวไป. แต่ในเนื้อแท้แล้ว เราควรจะมี อมตธรรม คือธรรมที่ทำความรู้สึกให้แก่เราว่า ไม่มี "เรา " สำหรับตาย หรือไม่มี "ความตาย" สำหรับเรา; อย่างนี้เราก็มีความเย็น. เรามีทรัพย์สมบัติที่ปลื้มใจ ปลื้มจิต สุดชีวิตจิตใจกันที่ตรงนี้ เป็นชีวิตที่แท้จริง. ถ้าทำได้อย่างนี้ คำว่า “ทรัพย์" คือสิ่งทำความ ปลื้มใจก็ถูกต้องอย่างยิ่ง; แต่มันกลายเป็นทรัพย์อย่างอื่นเสีย แล้ว มันไม่ใช่วัวควาย ไร่นา เงินทอง ข้าวของ ไปแล้ว. เราจึงจะต้องพูดกันต่อไปถึงทรัพย์สมบัติชนิดนั้น คือ จะต้องพูดกันโดย ภาษาธรรม อีกประเภทหนึ่งว่า ทรัพย์ใน ภาษาธรรมนั้น เรียกว่า "อริยทรัพย์". ทรัพย์ในภาษาโลกนี้ เรียกว่าทรัพย์เฉย ๆ เงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ วัวควาย ไร่นาอะไรก็ตาม แม้แต่ความสวยงามเป็นทรัพย์ของหญิงสาว.
น.29 ๒๑ ความสามารถเป็นทรัพย์ของบุรุษ, หรือว่าอำนาจเป็นทรัพย์ ของพระราชา. นี้ก็เรียกว่าเป็นทรัพย์ใน ภาษาคน, มองดูใน แง่ของวัตถุ. ทีนี้มันไม่พอ มันต้องมี ทรัพย์ ในความหมาย ทางนามธรรม โดยภาษาธรรมกันอีกส่วนหนึ่ง เลยเกิดมีทรัพย์ ขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า อริยทรัพย์. ขอให้ท่านทั้งหลายจดจำคำนี้ไว้ให้ดี ๆ คือคำว่า "อริยทรัพย์" มันไม่ใช่อย่างเดียวกัน, หรือมันถึงกับตรงกัน ข้ามกันกับ "ทรัพย์" ตามธรรมดา, ซึ่งควรจะเรียกว่า "โลกิยทรัพย์" ก็ได้ บุตร ภรรยา สามี เงินทอง ข้าวของ วัวควาย ไร่นา อย่างนี้เราเรียกว่า โลกิยทรัพย์. แต่มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม เรียกว่า "อริย- ทรัพย์" ท่านจะคิดว่าช่างหัวมัน เรามีเงินทอง วัวควาย ไร่ นา แล้วก็พอแล้ว; นั้นจะเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะว่า ถ้าปราศจากเสียซึ่งอริยทรัพย์แล้ว โลกิยทรัพย์ทั้ง- หลายก็จะกลายเป็นศัตรูขึ้นมาทันที. ฉะนั้นเราจึงจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า อริยทรัพย์ นั้น สำหรับเป็นเครื่องคุ้มครองไม่ให้เกิดผลร้าย หรือเกิดเสนียด จัญไร จากทรัพย์ทั้งหลายตามธรรมดาที่มีอยู่. หมายความว่า ถ้าไม่มีอริยทรัพย์มาป้องกันมาคุ้มครองแล้ว ทรัพย์สมบัติ เช่น เงินทองนี้ เป็นต้น มันจะกลายเป็นเสนียด เป็นศัตรู เป็น สิ่งทำลายล้างบุคคลนั้นขึ้นมาทันที. ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่า
น.30 ๒๒ อริยทรัพย์ นั้น จะมาเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน, ไม่ให้ทรัพย์ สมบัติทั้งหลายที่กำลังมีอยู่นี้ลุกเป็นไฟขึ้นมา. อริยทรัพย์ ก็แปลว่า ทรัพย์ชั้นประเสริฐ หรือ ทรัพย์ ของพระอริยเจ้า เป็นนามธรรม. ท่านระบุเป็นตัวธรรม แจก เป็น ๗ อย่างด้วยกัน อริยทรัพย์มีอยู่ ๗ อย่างด้วยกัน ตาม แบบฉบับในพระคัมภีร์ คือ :- สัทธา ก็เป็นทรัพย์ ; สีล ก็เป็นทรัพย์ ; หิริ ความละอายบาป ก็เป็นทรัพย์ ; โอตตัปปะ ความกลัวบาป ก็เป็นทรัพย์ ; พาหุสัจจะ มีการศึกษามาก ก็เป็นทรัพย์ ; จาคะ การบริจาคสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่หรือมีไว้ นี้ ก็ เป็นทรัพย์; และ - ปัญญา ก็เป็นทรัพย์. รวมเป็น ๗ อย่าง เรียกว่า อริยทรัพย์ คำเหล่านี้ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินแล้ว คงจะเข้าใจ แล้วว่ามันคืออะไร จะพิจารณากันเฉพาะในแง่ที่ว่า มันเป็น ทรัพย์ อย่างไร? สิ่งแรก เรียกว่า "สัทธา" คือความเชื่อ เมื่อมีความ เชื่อในสิ่งที่เชื่อแล้วรู้สึกว่าปลอดภัย มันก็เป็นทรัพย์ คุ้ม
น.31 ๒๓ ครองหัวใจให้ปลื้มอกปลื้มใจ มีความอุ่นอกอุ่นใจ เพราะสัทธา คือ ความเชื่ออย่างถูกต้องในสิ่งที่เป็นความถูกต้อง หรือคุ้ม ครองบุคคลนั้นได้; ฉะนั้น เราต้องมีสัทธาชนิดนี้ หัวใจ จึงจะสงบเย็น. สิ่งที่สอง เรียกว่า ศีล คือ ความถูกต้องทางมรรยาท การกระทำทางกาย และทางวาจา. ผู้ใดไม่มีความผิดพลาด แห่งการกระทำทางกาย ทางวาจา คนนั้นมันก็อยู่เป็นสุข ไม่ เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ทำให้ต้องเสียหายทรัพย์สมบัติอย่าง ธรรมดา ; เพราะทรัพย์สมบัตินี้มันคุ้มครองไว้ได้. นี่แหละจึง เรียกว่า เราต้องมีอริยทรัพย์ เป็นเครื่องควบคุมโลกิยทรัพย์ มันจึงจะไม่เป็นทุกข์เป็นภัยขึ้นมา. สิ่งที่สาม เรียกว่า หิริ คือ ความละอายความชั่วหรือ เกลียดความชั่วอย่างของสกปรก. ถ้าใครมี หิริ ก็กลายเป็นคน สะอาด เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนถูกต้อง เป็นคนที่ไม่สร้างเวร สร้างภัย อะไร ๆ ขึ้นมาได้เลย ; มันก็เป็นเครื่องปลื้มใจ คุ้ม ครองอย่างยิ่งกันอย่างนี้. สิ่งที่สี เรียกว่า โอตตัปปะ คือ ความกลัวความชั่ว กลัวบาป. คนกลัวบาปก็ไม่มีการทำบาป จึงไม่มีบาป. เมื่อไม่ มีบาปก็มีบุญโดยอัตโนมัติ ก็มีสิ่งที่ทำให้ปลอดภัยอยู่ในตัวมัน เอง เขาจึงอยู่ด้วยความสงบเย็นแห่งชีวิต ซึ่งทรัพย์ธรรมดา จะทำให้สงบเย็นอย่างนั้นไม่ได้. ถ้าเป็นคนไม่กลัวบาป มัว
น.32 ๒๔ แต่ทำบาปแล้ว ไม่เท่าไรทรัพย์สมบัติเงินทองก็จะสูญหายไป. นี้เราถือว่า อริยทรัพย์เป็นเครื่องคุ้มครอง โลกิยทรัพย์ อย่างนี้. สำหรับอริยทรัพย์ที่เรียกว่า พาหุสัจจะ นั้น หมายถึง การได้รับการสดับตรับฟังมาก สมัยนี้ก็เรียกว่ามีการศึกษามาก. เราก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า มีความรู้ก็หาทรัพย์ตามธรรมดาได้ และมีความรู้ในทางธรรม ก็สามารถทำให้มีทรัพย์ที่เป็น อริย- ทรัพย์ ป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตจิตใจ หรือ แก่โลกิยทรัพย์นั้นด้วย ; จึงถือว่า อริยทรัพย์เป็นเครื่องคุ้ม ครองป้องกัน โลกิยทรัพย์. สำหรับ จาคะ นั้น หมายถึงการสละ สละสิ่งที่ไม่ ควรจะมีอยู่กับตน คือ ความชั่ว ความเลว หรือกิเลสทั้งหลาย. นี้คือสิ่งที่ควรสละออกไป; เมื่อสละสิ่งชนิดนี้ออกไป มันก็มี ความดี ความงาม มีบุญกุศล มีสติปัญญา มีญาณ มีทัสสนะ มีมรรคผล นิพพาน เกิดขึ้นได้ จึงเป็นทรัพย์อย่าง "อริยะ". และสิ่งสุดท้าย เรียกว่า ปัญญา คือ ความรอบรู้ใน สิ่งที่ควรจะรู้ ไม่ต้องรู้เกินไป; เหมือนคนสมัยนี้ ไปรู้มาก เกินไปในสิ่งที่ไม่ควรจะรู้ จึงไม่ได้เป็นอยู่อย่างมีความสงบสุข ; ฉะนั้น ปัญญารอบรู้ในส่วนที่ควรจะรู้ จึงเป็นอริยทรัพย์สุด ยอด. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ปัญญาเป็นทรัพย์สุดยอด" นี้หมาย ถึงธรรมะโดยชื่อต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงระบุไว้ในฐานะเป็น อริยทรัพย์, หรือเป็น ทรัพย์ ในภาษาธรรม.
น.33 ๒๕ ถ้าจะมองในแง่ของผลการปฏิบัติแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "พระนิพพาน" นี้ก็เป็น ทรัพย์ได้ อย่างเดียวกับที่ พระพุทธองค์ ได้ตรัสไว้เองว่า เราบัญญัติ อมตธรรม หรือนิพพาน ไว้ให้เป็นทรัพย์ ของคนทุกคนทุกฐานะ. ถ้าเรามามีอยู่กับตน ก็ทำให้เกิดความ เย็นอกเย็นใจ ยิ่งกว่าความปลื้มใจในชีวิตนี้ แม้จะทุก ๆ วันก็ ยังได้. ขอให้มีความสงบเย็น สะอาด สว่าง สงบ จากกิเลส ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มี นิพพาน เป็นทรัพย์สมบัติอยู่ในชีวิต ประจำวันนี้. ทั้งหมดนี้เรียกว่า อริยทรัพย์ ตั้งอยู่ในฐานะเป็น เครื่องคุ้มครองไม่ให้โลกิยทรัพย์เกิดเป็นผลร้าย, หรือเป็น อันตรายขึ้นมา. เป็นอันว่า เรามีทรัพย์กันอยู่ ๒ ชนิด คือทรัพย์ อย่าง โลกิยทรัพย์ ไปในแง่ของภาษาวัตถุทางร่างกาย ทางเนื้อ ทางหนัง นี้อย่างหนึ่ง; เพื่อประโยชน์แก่การบำรุงทางร่าง กาย ทางเนื้อทางหนังนั่นเอง. แล้วเรายังจะต้องมีทรัพย์อีก อย่างหนึ่ง เรียกว่า อริยทรัพย์ เป็นเรื่องทางจิตใจ สำหรับจะ บำรุงรักษาส่งเสริมเรื่องทางจิตใจ ระบบของจิตใจ ให้ก้าว หน้าเคียงคู่กันไปทั้งทางกาย และทั้งทางจิต ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มี ทรัพย์โดยสมบูรณ์. นี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า ทรัพย์นี้คืออะไร? โดย ตัวหนังสือก็เครื่องทำความปลื้มใจ; หมายความว่ามีทรัพย์
น.34 ๒๖ อย่างถูกต้อง จึงจะทำความปลื้มใจ ถ้ามีอย่างผิดพลาด ก็กลาย เป็นสิ่งที่ต้องทรมาน จะต้องมีความทุกข์เพราะทรัพย์นั้น. ทีนี้ ก็อยากจะขอร้องให้มองดู ถึงสถานะการณ์ใน ปัจจุบัน หรือเรียกว่าปัญหาในปัจจุบัน ว่าทรัพย์สมบัติในโลก นี้กำลังเป็นอย่างไร กำลังเป็นไปอย่างตรงตามความหมายของ คำว่า “ทรัพย์" หรือไม่? ถูกแล้ว ใครๆก็จะเห็นว่า โลกปัจจุบันนี้มีแต่ โลกิยทรัพย์ ไม่มีอริยทรัพย์ของพระเป็นเจ้ากันเสียเลย . แล้ว โลกิยทรัพย์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ กำลังเป็นอย่างไร? ขอให้ มองดูที่เรื่องที่เลวร้าย ที่กำลังเลวร้ายที่สุดในโลกนั้นเอง คือ เรื่องที่เราเรียกกันว่าเรื่องเศรษฐกิจในโลกนี้. เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องของทรัพย์สมบัติของบุคคล ของสังคม และของโลก มันกำลังเป็นอย่างไร? ทรัพย์สมบัติ ของมนุษย์ กำลังเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติการณ์ คือความเลวร้าย ทั้งแก่บุคคล ทั้งแก่สังคม ทั้งแก่โลกโดยส่วนรวม. เรามีการ รบราฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งกันสะสมทรัพย์สมบัติ ที่ถือกันว่า เป็นกำลังอย่างยิ่ง เป็นกำลังเศรษฐกิจ ไปหล่อเลี้ยงกำลังทหาร. เราก็มุ่งหมายทรัพย์อย่างหลับหูหลับตา อย่างไม่ลืมตา เพื่อว่า จะเป็นเครื่องมือที่จะกอบโกยกำลัง อันเป็นทางมาแห่งทรัพย์ สมบัติอย่างอื่น.
น.35 ๒๗ เห็นได้ว่า โลกนี้กำลังมีปัญหาเพราะเรื่องทรัพย์ เพราะ เขาไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นคืออะไร. ขอสรุปความว่า เราจะต้องทำให้ ทรัพย์สมบัตินี้เป็น อุปกรณ์ให้เราลุถึงสภาพสูงสุดของมนุษย์ เราไม่ต้องเป็นเปรตที่ ทูนภูเขา เรารัก เราหวงแหน ทรัพย์สมบัติ แก้วแหวน เงิน ทอง มาสุมทับอยู่บนจิตใจ ; มีทรัพย์มากก็เหมือนกับเป็น เปรตที่ทูนภูเขา เราอย่าทำให้ทรัพย์สมบัติเป็นสิ่งที่ทำให้เรา กลายเป็นเปรตที่ทูนภูเขา แล้วยังจะต้องตายไปเป็นปู่โสมเฝ้า ทรัพย์กันต่อไปอีกเลย. ฝนได้บังคับให้หยุดแล้ว ขอยุติการบรรยายนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
น.36 เป็น มนุษย์ หรือ เป็น คน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือน หนึ่ง ยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจ ต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิด มา. ใจสอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะ ทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันติ์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่า ผีสิง เพราะ พูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้ว อบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอย ฯ
น.37 ชาวบ้าน - ชาววัด . อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว : มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม; จึงเกิดมี เครื่องวัด วัดชาวบ้าน ด้วย “เงิน” “งาน” “อดอยาก” หรือ “อิ่มหนำ” ? ส่วนเครื่องวัด ชาววัด, วัดกิจกรรม ว่าเขาทำ ให้ว่างได้ เท่าไร แล ; ถ้าชาววัด ฮึดฮัด มุ่งกามเกียรติ มันน่าเกลียด แสนกล คนตอแหล ถ้าชาวบ้าน เกียจคร้าน งานเชือนแช ก็มีแต่ ทุกข์ทน หม่น หมองไป ; จึงขอให้ ชาวบ้าน เป็นชาวบ้าน ผสมผสาน เกียรติกาม ตามวิสัย ให้ชาววัด เป็นชาววัด ขจัดไกล เพื่อพ้นภัย เกียรติ-กาม งามนักเอย ฯ. (ลายเซ็นต์) พ. อินทปัญฺโญ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒ - ๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.38 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สะอาด - สว่าง - สงบ
Buddhadasa