น.17 ๕ ทีนี้ก็ดูให้ละเอียดลงไปอีกสักหน่อย ว่ามันเป็นอย่าง นั้นทุกกรณีหรือเปล่า ? ถ้ามันเป็นทรัพย์ตรงตามตัวหนังสือ ท, ร, ไม้หันอากาศ, พ. ย ยักษ์ ก็แปลว่า เครื่องปลื้มใจ ได้ แต่ ถ้าเผอิญมันเปลี่ยนไปเป็น ซ โซ่, ไม้หันอากาศ; บ สะกด คือ มันซับ มันดูดซับ เหมือนกระดาษซับ, แล้วมันจะเป็น อย่างไร ? มันจะดูดซับความเย็นอกเย็นใจ ของบุคคลที่เป็น เจ้าของจนหมดสิ้น แล้วก็แห้งเหี่ยว ร้อนระอุอยู่ เหมือนกับ อยู่ในกองไฟ. มันเกิดเป็น "ซับ" ชนิดนี้ขึ้นมา มันจะเป็น ทรัพย์ เครื่องปลื้มใจ หรือซับ เครื่องดูดซับโลหิตจิตใจของ บุคคลผู้เป็นเจ้าของให้แห้งผาก. มันเพื่ออันไหนกันแน่ ? แล้วใครทำได้อย่างไร? คนนั้นก็จะต้องคิดดู. ตามทัศนะของพุทธบริษัท จะมองไปถึงว่า ทรัพย์ สมบัตินั้น มันเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นมนุษย์จะเป็นไปได้ คือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีชีวิต ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลาย อย่างหลายประการ เพื่อชีวิตตั้งอยู่ได้ รอดอยู่ได้; แล้ว ไม่เพียงแต่รอดอยู่ได้อย่างเดียว มันต้องก้าวหน้าไปตามหนทาง ที่ถูกต้อง จนกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางเป็นเป้าหมายของ ชีวิตมนุษย์. แล้วทรัพย์สมบัติ มันก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ ชีวิตนี้ตั้งอยู่ได้, ให้สะดวกแก่การที่จะเจริญก้าวหน้าทางจิต ทาง วิญญาณ, ให้ชีวิตเป็นวิวัฒนาการที่น่าพอใจ จนกว่าจะถึง จุดหมายปลายทาง.
น.18 ๑๐ นี่เรามีทรัพย์สมบัติ ในความมุ่งหมายอย่างนี้กันหรือ เปล่า? หรือเอาไว้ปลื้มใจ เอาไว้หลงใหล เอาไว้ยึดมั่นถือมั่น สำหรับทำตัวเอง ให้เป็นเหมือนกับเปรตชนิดหนึ่ง; เพราะ มีหัวใจที่ฝากฝังไว้กับสิ่งที่เรียกว่า ทรัพย์สมบัติ เป็นครื่อง ทรมานตน. ในที่นี้ ขอให้ถือไว้เป็นหลักทั่วไปว่า เ ราอยู่ในโลก คนเดียวไม่ได้, มนุษย์จะมีวิวัฒนาการไปจนถึงที่สุดของมนุษย์ ตามลำพังคนเดียวไม่ได้. เราอยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษย์ เป็นโลกซึ่งประกอบไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก; มันผูกพันกัน อย่างที่จะแยกกันไม่ออก. ดังนั้น ทรัพย์สมบัติของใคร มัน ต้องไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่บุคคลนั้นคนเดียว มันต้องเพื่อ ประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย, คือเพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งสิ้น ด้วย. ฟังดูแล้วมันอาจจะน่าหัว น่าขบขัน ที่จะพูดว่า ทรัพย์สมบัติของเราคนเดียวนี้ มันต้องเพื่อประโยชน์แก่คน ทั้งโลกด้วย. จริงหรือไม่จริง? ขอให้ลองไปคิดดู. ใครลอง คิดชนิดว่าจะหวงไว้กินแต่คนเดียว แล้วคนนั้นจะเป็นอย่างไร ? เข้าใจว่าไม่กี่วันมันก็เป็นบ้า. ที่นี้ จะดูถึง คำสอนในพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์สมบัติดูบ้าง พระพุทธเจ้านั้น แม้ท่านจะทรงยืนยัน ว่า ฉันพูดแต่เรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์เท่านั้นก็จริง. แต่เรื่องการมีทรัพย์นี้ มันต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องความ
น.19 ๑๑ ดับทุกข์ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องอย่างโลก ๆ. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเรื่องของชาวโลก ที่เป็นอย่างชาวโลก อยู่กันในโลกอย่างชาวโลก หรือคดีโลกด้วยเหมือนกัน; ไม่ได้ ตรัสแต่เรื่องนิพพานอย่างเดียว แล้วไม่พูดถึงเรื่องโลก เรื่อง การเป็นอยู่ของมนุษย์ เรื่องครอบครัวนี้เสียเลย. เท่าที่ได้สำรวจดูแล้ว ในพระคัมภีร์ของศาสนาทุก ศาสนา จะเป็นศาสนาพุทธก็ดี ศาสนาพราหมณ์ก็ดี ศาสนา คริสเตียนก็ดี ศาสนาอิสลามก็ดี ล้วนแต่มีข้อความอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวถึง สิ่งที่มนุษย์จะเป็นอยู่ อย่างครอบครัวของมนุษย์ เป็นสังคมของมนุษย์ เป็นบุคคลที่สองนับตั้งแต่บุตร ภรรยา สามี ลูก หลาน เหลน ออกไป จะมีการกล่าวไว้อย่างละเอียด ถูกต้อง หรือเพียงพอ. คงจะเป็นเพราะว่า ท่านเห็นว่า ถ้า มนุษย์ ไม่มีความถูกต้องในเรื่องของครอบครัว เรื่องของชาวบ้าน เรื่องของบุถุชนคนธรรมดาแล้ว มันก็ไม่สามารถที่จะมีความถูก ต้องในเรื่องที่สูงขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมะหรือโลกุตตระ. ฉะนั้น จึงได้กล่าวถึงเรื่องในครอบครัวของชาวบ้าน เรื่องของ ชาวบ้านทั่ว ๆ ไป. เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์นี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ ปรากฏ อยู่ในพระคัมภีร์ จะหาทรัพย์อย่างไร? จะทำอย่างไร? ก็มี สูตรหลายสูตรที่แสดงหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้. แต่เรื่องที่เกี่ยว กับทรัพย์ พระองค์ได้ทรงระบุว่า "จะต้องมีทรัพย์เพื่อใช้สำหรับ
น.20 ๑๒ ตนเอง, จะต้องมีทรัพย์สำหรับจะใช้เพื่อครอบครัว, จะต้องมีทรัพย์ เพื่อใช้ เป็นราชพลี, จะต้องมีทรัพย์เพื่อใช้ เป็นอติถิพลี, จะต้องมีทรัพย์ เพื่อใช้เป็นปุพพเปตพลี” . พึ่งดูเพียงเท่านี้ก็จะเห็นได้ว่า ทรงมุ่งหมายให้ใช้ ทรัพย์กันอย่างไร? จะต้องมีทรัพย์ และรู้จักใช้ให้ตัวเองไม่ เดือดร้อน ; เพียงไม่เดือดร้อนนั้นมันยังไม่พอ มันต้องให้ เกิดความก้าวหน้า ตามความหมายของคำว่า "เป็นมนุษย์" จะได้เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น จนถึงความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็น มนุษย์. ทีนี้ ฆราวาสก็มีครอบครัว ก็ต้องมีทรัพย์พอที่จะ บริหารครอบครัวให้เป็นไปด้วยดี ; เ พราะว่าเป็นฆราวาสนี้ มันหลีกเลี่ยงความมีครอบครัวไม่ได้. แต่เพราะว่ายังอยู่ใน ฐานะต่ำ หรือเพราะยังมีกิเลสตัณหาอยู่ก็ตามใจ; ฆราวาส ต้องมีครอบครัว เขาต้องมีทรัพย์สมบัติพอที่จะบริหารครอบ- ครัวให้เป็นไปได้ คืออยู่กันเป็นผาสุกทั้งครอบครัว, แล้ว ก็เป็นเพื่อนเดินทางกันต่อไปทั้งครอบครัว เพื่อจะไปสู่จุดหมาย ปลายทาง คือสถานะที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ ทรัพย์เพื่อราชพลี นี้เป็นภาษาโบราณ ถ้าเป็น อย่างสมัยไทยปัจจุบันนี้ เราก็เรียกว่า เพื่อเสียภาษี. เมื่อก่อนนี้ อะไร ๆ ก็สำเร็จอยู่ที่พระราชา. เดี๋ยวนี้ระบบการปกครอง มันก็เปลี่ยนแปลงไป จนถึงกับว่ามีรัฐบาลในนามของพระราชา
น.21 ๑๓ หรืออะไรก็สุดแท้; แต่ก็ต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่อย่างพระราชา และทุกคนก็จะต้องมีทรัพย์สมบัติ เพื่อบริจาคเป็นราชพลี เช่นการเสียภาษีทั้งหลาย. แต่เราก็ไม่ค่อยอยากจะเสียภาษี ยังจะหลบภาษี ยังจะโกงภาษี ยังจะอะไรต่าง ๆ กันอีกมากมาย นี้เรียกว่าไม่ตั้งใจจะประพฤติให้ตรงตามคำสอน. แล้วยังมีคำว่า จะมีทรัพย์เพื่อ อติลิพลี คำนี้ฟังดูก็ แปลก คำว่า "อติถิพลี" เพื่อแขกที่มาบ้านเรา คำว่า "ติถี" นั้น แปลว่า วัน หรือเวลาที่กำหนดไว้. "อติถี" แปลว่า ไม่กำหนดวัน ก็คือแขกนั่นเอง แขกมาบ้านเราเมื่อไรเรารู้ไม่ได้ มันไม่มีกำหนดวัน. ฉะนั้น ผู้ที่มาบ้านเราไม่มีกำหนดวันนี้ ก็เรียกว่า อติถี คือ ผู้ที่มาไม่กำหนดวัน. เราต้องมีทรัพย์สมบัติ ตั้งไว้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้มาบ้านเราไม่กำหนดวัน คือแขก นั้นด้วย. นี้ขอให้คิดดูสักหน่อยว่า พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ อย่างไร ? ถึงทรงบัญญัติว่า ให้มีทรัพย์อยู่ส่วนหนึ่ง สำหรับ จับจ่ายในการต้อนรับแขก ซึ่งสมัยนี้คงจะไม่มีใครคิดนึกกันนัก ว่าเป็นหลักธรรม ว่ามีความสำคัญถึงกับที่จะเป็นหลักธรรม. แต่โดยเหตุที่เราเคารพการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เราจึงถือว่า มันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหลักสำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องหยิบ ขึ้นมาพิจารณาว่า ทำไมเราจึงจะต้องมีทรัพย์สมบัติสำหรับใช้ในการ
น.22 ๑๔ ต้อนรับแขก? เช่นเดียวกับที่เราจะต้องมีไว้ใช้กินเอง เลี้ยง ครอบครัว และเสียภาษีเป็นต้น. เรื่องแขกไปมานี้ คนที่คิดหยาบ ๆ ก็คงจะคิดว่าเป็น เรื่องเล็กน้อย ไม่มีความหมายอะไร แต่พระพุทธเจ้าคงจะไม่ ทรงมองอย่างนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงทรงยกขึ้นมาเป็น เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง. มันเป็นเรื่องแต่โบราณกาล ถือกันมาเป็นหลักว่า แขกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นตัวการแห่งความวินาศ หรือ เป็นตัวการแห่งความเจริญได้เหมือนกัน จนถึงกับมีคำกล่าว ในนิติ คำสั่งสอนแต่โบราณโน้นว่า "ถ้าเราต้อนรับแขกดี, แขกก็จะเอาสิริมงคลมาให้. ถ้าเราต้อนรับแขกไม่ดี แขกก็จะ ขนเอาสิริมงคลในบ้านเรือนนี้ไปจนหมดสิ้น". คำพูดอย่างนี้ ท่านหมายความว่าอย่างไร ? ขอให้ลอง ไปพิจารณากันเอง. อาตมาอยากจะสรุปความแต่เพียงว่า เรา ประพฤติผิดต่อบุคคลที่มาเกี่ยวข้องกับเรา เราจะต้องได้รับผล ร้าย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เสมอไป : ที่ควรจะเจริญ มันก็ไม่ เจริญ, แล้วมันกลับเสื่อมเสีย, หรือกลายเป็นเรื่องเสื่อมเสียไป อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เราต้อนรับแขกผู้มาหา มาสู่เรือน ด้วยความ ระมัดระวังกันอย่างนี้หรือเปล่า? หรือว่ามันจะต้องนึกไปถึงว่า จะต้องมีแขกที่ดี แล้วก็ต้อนรับให้ดี, แขกที่ไม่ดี เราก็หาทาง
น.23 ๑๕ ป้องกัน หรือจะไม่ต้อนรับ; มันก็แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ อยู่เสมอ. ที่เอามาพูดนี้ ก็มุ่งหมายเพียงแต่ขอให้ท่านทั้งหลาย หยิบเอาเรื่องของคำว่า "แขก" หรือ "อาคันตุกะ" ที่ไปมาหาสู่ นี้ ขึ้นมาพิจารณาในฐานะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง. อย่าได้ทำ เล่น ๆ ผิว ๆ เผิน ๆ ไม่ค่อยจะเอาใจใส่ทำให้ดีที่สุด เหมือนที่ แล้ว ๆ มา หรือกำลังกระทำอยู่ โดยความไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมความว่า ทรัพย์นั้น มีไว้สำหรับเพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับแขกผู้ มาเยี่ยมเยือน มาพักอาศัยด้วย. แล้วก็มีคำว่า เพื่อ ปุพพเปตพลี คื อทรัพย์นี้จะต้อง จ่ายเพื่อประโยชน์แก่บุคคล บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วย. ข้อนี้คงจะรวมอยู่ในคำว่า "เป็นการสืบสกุลไว้อย่างมั่นคง" เมื่อนึกถึงบุคคลผู้ตายไปแล้ว ก็จะต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้น. การทำอย่างนั้น จะเป็นไป เพื่อการดำรงไว้ซึ่งสกุลวงศ์อย่างมั่นคง หรือว่าเป็นปึกแผ่น ระหว่างญาติทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่; ไม่ใช่มุ่งหมายเหมือน อย่างที่เข้าใจเอาเองว่า อุทิศบุญกุศลไปให้คนที่ตายไปเป็นเปรต แล้วมันจะได้กินได้ใช้. อย่างนี้มันก็ถูกเหมือนกัน; แต่ ความหมายอันแท้จริงคงจะไม่ใช่เพียงเท่านั้น คงจะกว้างไป ถึงว่า การทำอะไรที่มุ่งหมายบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั้น มันล้วนแต่เป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งวงศ์สกุลที่กำลังเป็นอยู่.
น.24 ๑๖ นี่แหละ เมื่อถามว่า ทรัพย์สมบัตินี้เพื่ออะไร ? มันก็ ไม่ใช่เพียงแต่จะเพื่อปลื้มอกปลื้มใจของบุคคลผู้เป็นเจ้าของ มัน มีอยู่เพื่อความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องในทางวิวัฒนาการยิ่ง ๆขึ้น- ไป; แล้วก็ยังจะต้องใช้ป้องกันสิ่งที่ควรป้องกัน คือความ ผิดพลาด หรืออันตราย. เราจะใช้เพื่อมีขึ้น หรือรักษาไว้ ซึ่งสิ่งที่เราเรียกกันว่า สวัสดีมงคล ในชีวิตนี้ ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้ อย่างถูกต้องเต็มที่ : อย่างที่ว่า เพื่อเลี้ยงตัวเอง เพื่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อราชพลี เพื่ออติถิพลี เพื่อปุพพเปตพลี เป็น ต้นนี่แหละ ทรัพย์มันเพื่ออย่างนี้ ทีนี้ถ้าจะมองดูว่า "ทรัพย์นี้ ควรจะหามาโดยวิธีใด?" หรือว่าตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่นั้น มันได้กันมาโดยวิธีใด ? โดยส่วนใหญ่ก็ควรจะดูว่ามันได้มาอย่าง ไร้ศีลธรรม หรือว่า ได้มาอย่าง ประกอบด้วยศีลธรรม. ขอให้ทำจิตใจให้เป็นกลาง ๆ เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ แล้วก็เหลือบดูไปทั่วบ้าน ทั่วเมือง ทั่วโลก ว่าเดี๋ยวนี้ บรรดา ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เขาได้มาไว้ใน ครอบครองอย่างมากมายมหาศาลนั้น ได้มาอย่างไร้ศีลธรรม หรือว่าได้มาอย่างมีศีลธรรม? ถ้าได้มาอย่างมีศีลธรรม มันก็ หมดปัญหา ; แต่ถ้าได้มาอย่างไร้ศีลธรรมก็มีปัญหาไม่รู้จักจบ จักสิ้น ; เพราะว่ามันจะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นอย่างกว้างขวาง
น.25 ๑๗ ทีเดียว, แล้วก็เป็นต้นเหตุสำหรับการก่อเวรจองเวร ที่จะมุ่งล้าง ผลาญกันโดยไม่มีที่สิ้นสุด. มันก็เลยมีปัญหาที่จะพูดต่อไปว่า ทรัพย์นั้น มันได้มา เพื่อเป็นมิตร หรือว่าเพื่อเป็นศัตรู ?. ทรัพย์ที่ได้มาโดยไร้ศีลธรรมนั้น มันได้มาเพื่อเป็น ศัตรู คือเพื่อทำลายล้างบุคคลผู้ได้นั้นเอง : ไม่ทางร่างกายก็ ทางจิต ทางวิญญาณ, หรือว่าพร้อมกันทั้งสองประการ. นี่เพราะ ว่ามันเป็นการได้มาโดยผิดวิธี. ถ้ามันเป็นการได้ที่ดี ได้มาอย่างมีศีลธรรมแล้ว มันก็ได้มาในรูปของสิ่งที่เป็นมิตร คือมาเป็นประโยชน์ มาช่วย ค้ำจุน มาช่วยกระทำให้ดำเนินไปแต่ในทางที่ถูกต้อง ไม่ต้อง เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น. เราดูว่าเดี๋ยวนี้เขามีทรัพย์สมบัติกันในฐานะที่เป็น มิตร หรือเป็นศัตรู ? บางคนได้มาในฐานะที่เป็นศัตรู, ทำลาย ความเป็นมนุษย์ของตนเองสิ้น. เมื่อการได้มามันไม่ถูกต้อง มันก็ได้มาอย่างเป็นศัตรู, ได้มาอย่างเอามาเป็นศัตรู. ถ้ามัน กลับเป็นการได้มาที่ถูกต้อง มันก็เป็นการได้มาสำหรับจะมา เป็นมิตร; ฉะนั้นทรัพย์สมบัติจะเกิดเป็นศัตรู หรือเกิดเป็น, มิตรขึ้นมา ก็เพราะเหตุนี้. เราจึงควรจะรู้จักให้ดีว่ามันคือ อะไร ? และ ควรจะได้มาอย่างไร ?
น.26 ๑๘ นี้กล่าวโดยความหมายทั่วๆ ไป ว่าคนก็ต้องมีทรัพย์ แล้วก็ต้องหาทรัพย์ ตามความหมายแห่งคำ ๆ นั้น. ทีนี้ก็มีความหมายเบ็ดเตล็ดของคำบางคำเพิ่มขึ้นมา อีก เรียกว่ามันเป็น ทรัพย์เฉพาะ. มีคำพูดมาแต่โบราณกาลแล้วว่า ความสวยงามเป็น สมบัติของหญิงสาว ถ้าหญิงสาวคนหนึ่งมีความสวยงาม ความ สวยงามนั้นก็เป็นสมบัติของเขา เพื่อประโยชน์ต่อไปอีก หลายอย่างหลายประการ. ถ้าเป็นผู้ชาย ความสามารถอย่างผู้ชายนั่นแหละเป็น ทรัพย์สมบัติของเขา. ถ้าเป็นพระราชาในความหมายในภาษาโบราณนั้น แล้ว ก็สิ่งที่เรียกว่า อำนาจ นั่นแหละ เป็นทรัพย์ของพระราชา. ทีนี้สำหรับ พระเณร นี้ ก็เรียกว่า มีศีลเป็นทรัพย์ สมบัติ. พระเณรองค์ไหนไม่มีศีลมันก็ไม่รอดตัว ไม่มีทรัพย์ สมบัติอะไรเหลือ. ถ้าเป็น นักปราชญ์ มันก็ มีวิชชา นั่นแหละ เป็น ทรัพย์สมบัติ. ถ้าเป็น กรรมกร มันก็ มีเรี่ยวแรง นั่นแหละ เป็น ทรัพย์สมบัติ.
Buddhadasa