น.13 ๕ ครั้นต่อมา ถึงยุคที่มนุษย์เหล่านั้น รู้จักเก็บรักษา สะสม หรือเพาะปลูก หรือขยายพืชพันธุ์ สิ่งที่มีชีวิตในการ คุ้มครองของตน เขาก็เริ่มมีการสะสม สิ่งที่เขาสะสมนั้น เรียกว่า “ทรัพย์สมบัติ" คือเรียกว่า สิ่งปลื้มใจ; เพราะว่าเขามีมันไว้ เขาก็ปลื้มใจ ไม่ต้องออกไปหาตามบ่าไพรไกล ๆ กว่าจะได้กิน สักคำหนึ่งก็ลำบาก. เดี๋ยวนี้มาอยู่ใกล้ๆ มือ ในยุ้ง ในฉาง ในเล้า ในคอก มันก็เลยปลื้มใจ. เราจึงกล่าวได้ว่า ทรัพย์สมบัติ นั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในโลก เมื่อมนุษย์รู้จักทำการสะสม นี้เอง. มันปลื้มใจตรง ที่ว่า มันมีอยู่ใกล้ๆ นี้; จะกินเมื่อไรก็ได้, จะใช้อย่างไร ก็ได้. ฉะนั้น คำว่า “ทรัพย์” ที่มีความหมายว่าสิ่งทำความ ปลื้มใจ ก็เกิดขึ้นอย่างนี้. ผู้ใดมีทรัพย์ตรงตามความหมายของคำ ๆ นี้ ก็ควรจะ เป็นไป ในทางที่จะได้รับแต่ความปลื้มใจ พอใจ สบายใจ. ถ้าผิดไปจากนี้ มันก็ไม่ใช่ทรัพย์ คือไม่ตรงตามความหมาย ของคำว่า “ทรัพย์" ; มันกลายเป็นเสนียดจัญไร หรืออาทีนวะ โทษอันเลวทรามอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาเสียแล้ว. เราจะเห็นว่า คนบางคน มีทรัพย์สมบัติสำหรับเป็น เครื่องหนักอก หนักใจ มีทรัพย์สมบัติสำหรับทะเลาะวิวาท เป็นถ้อยเป็นความกัน ตามโรง ตามศาล ในระหว่างพี่น้อง คลานตามกันก็มี; อย่างนี้จะเรียกทรัพย์นั้นว่าอย่างไร? และ
น.14 ๖ และที่ร้ายไปกว่านั้นอีก ก็มีหลักฐานพยานปรากฏอยู่ว่า เจ้า ของทรัพย์ต้องตายเพราะทรัพย์ของตนเอง นี้ก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป; จะเรียกว่าทรัพย์นี้เป็นเครื่องปลื้มใจได้อย่างไร ? แล้วเราจะ ควบคุมให้มันเป็นไปแต่ในทางที่เรียกว่า เป็นความปลื้มใจ ได้อย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู. นี่แหละ ถ้าถามขึ้นมาว่า ทรัพย์คืออะไร? ตัวหนัง- สือมันแปลว่า เครื่องปลื้มใจ; แต่แล้วมันได้ให้เกิดความปลื้ม ใจจริงตามตัวหนังสือนั้นหรือหาไม่ ? หรือว่ามันให้ทั้ง ๒ อย่าง ; ก็ลองเปรียบเทียบกันดูว่ามันให้อย่างไหนมาก ? ถ้าพูดถึงคน ธรรมดาสามัญทั่วไป ที่เรียกกันว่า "ปุถุชน" แล้ว ดูเหมือน จะให้ความทุกข์ร้อน เหมือนตกนรกทั้งเป็นเสียมากกว่า ลองพิจารณาดูกันสักนิดหนึ่งตรงนี้ว่า เมื่อยังไม่ได้ ทรัพย์ ยังกำลังต้องการแสวงหาอยู่ มันก็ร้อนใจ, ไม่ได้มา ตามที่ตัวพอใจ มีความกระวนกระวายใจอยู่เพราะทรัพย์ที่ ยังไม่ได้มา. ครั้นได้ทรัพย์นั้นมา ก็กระวนกระวายใจอยู่ด้วย ความรัก ความยินดี ความหวง ความวิตกกังวล ความระแวง ว่าจะถูกลัก ถูกขโมย หรือจะเปลี่ยนแปลงไปโดยประการใด ประการหนึ่ง ก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะทรัพย์ที่ได้มา. นี่แหละขอให้คิดดูว่า ก่อนแต่ที่จะได้ก็กระวนกระวาย ครั้น ได้มาแล้วก็กระวนกระวาย แล้วมันจะปลื้มใจกันที่ตรงไหน ? นี่ก็เพราะ ว่าเขาไม่รู้จักมีทรัพย์ให้ถูกต้อง ฉะนั้นทรัพย์สมบัติคืออะไร?
น.15 ๗ เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา ดูกันให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ชัดเจน สืบ ต่อไป. เมื่อถามว่า “ทรัพย์สมบัตินี้มันมาจากอะไร ? " เรา ก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันมา จากความอยาก ความต้องการ ของคน นั่นเอง : จะเป็นคนป่าสมัยนั้น หรือว่าคนธรรมดา สมัยนี้ มันก็ล้วนแต่มีความต้องการตามความรู้สึกของตน แล้ว ก็ขวนขวาย หาทรัพย์นั้นมา. ความต้องการ นั้น มาจาก สติปัญญาอันถูกต้อง ก็มี มา จาก ความโง่ ก็มี. ถ้าความต้องการนั้นมันเป็นความต้องการ ของความไม่รู้ หรือความโง่ ก็เรียกว่า กิเลส และตัณหา เพราะฉะนั้น ทรัพย์สมบัติ มันจึงมาจากกิเลส และ ตัณหา อย่างนี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ทีนี้อีกพวกหนึ่งนั้น มัน มีสติปัญญาได้รับการศึกษา ได้ฟังธรรมของพระอริยเจ้ามาแล้วอย่างเพียงพอ รู้ว่าอะไรเป็น อะไร ก็มีสติสัมปชัญญะ แสวงหาทรัพย์นั้น ได้มาด้วยปัญญา. ทรัพย์ของบุคคลประเภทนี้ ก็ได้มาด้วยปัญญา, ทรัพย์ของ บุคคลอีกประเภทหนึ่งนั้น มันได้มาด้วยกิเลสตัณหา; แล้วมัน จะเหมือนกันได้อย่างไร ? ความต่างมันอยู่กันที่ตรงไหน ? มันก็พอจะมองเห็นได้ว่า ทรัพย์ที่ได้มาด้วยกิเลส ตัณหา นี้ คงจะร้อนตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะปลื้มอกปลื้มใจ
น.16 ๘ ดังที่กล่าวมาแล้ว; เพราะว่าคนโง่ คนพาล คนมีกิเลส ตัณหาจัดแล้ว แม้ได้อะไรตามที่กิเลสตัณหามันต้องการ มันก็ ยังร้อนอยู่, เพราะกิเลสตัณหาเป็นผู้บีบบังคับให้หามา. แล้ว กิเลสเป็นผู้ได้, แล้วกิเลสตัณหาเป็นผู้เสวย; ผลที่ได้มันก็ เป็นเรื่องของกิเลสตัณหาไปทุกกระเบียดนิ้ว, มันจึงมีความ เดือดร้อนอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว. ทีนี้ ถ้ามัน ได้มาด้วยสติปัญญา ของบุคคลที่เป็น อริยสาวก มันก็ไม่มีกิเลสตัณหาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ได้; เพราะ มันมีสติปัญญาเต็มไปเสียหมด : เมื่อหาก็ไม่ร้อน, เมื่อได้ก็ ไม่ร้อน, เมื่อเสวยก็ไม่ร้อน; มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะเรียกว่า เครื่องปลื้มใจ เย็นอกเย็นใจ สมตามความหมายของคำว่า “ทรัพย์". ที่นี้จะดูกันต่อไปว่า “ ทรัพย์นี้ มันเพื่ออะไร?" บางคนอาจจะคิดว่า เป็นคำถามที่บ้า ๆ บอๆ โง่เง่าเต็มที่ ที่ จะถามอย่างนี้ เพราะเขารู้จักทรัพย์สมบัติดีอยู่แล้ว ว่าเพื่อ ประโยชน์อะไร. เขาเกินที่จะรู้สึก เพราะว่าเขามีอยู่ ใช้มัน อยู่ กินอยู่; แต่เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันตามทัศนะของพุทธบริษัท ว่าทรัพย์สมบัตินี้มันเพื่ออะไร ? ตัวหนังสือมันก็บอกอยู่แล้วว่า เพื่อความปลื้มใจ เพื่อความรู้สึกเอร็ดอร่อยแห่งใจ เนื่องจากความมีทรัพย์นั้น.
Buddhadasa