น.25 ๑๙ พึงยึดมั่นถือมั่น, คือไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวกู หรือเป็น ของของกูดังนี้. ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานนั้น เป็นปฏิจจสมุปบาท ตอนที่สำคัญที่สุด คือตอนที่จะให้เกิดเป็น ตัวกู - ของกู เต็มรูป ขึ้นมา, สำหรับจะได้เป็นทุกข์ เพราะความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ความเศร้าโศกปริเทวะ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความ เหี่ยวแห้งใจนานาประการ เหล่านี้ หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ พิจารณาดู เรื่องนี้อยู่เสมอ ๆ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เห็นได้ยาก หรือ เข้าใจได้ยาก ; นอกจาก จะพัง หรือคิดแล้ว ยังจะ ต้องสังเกตให้รู้สึก หรือ ให้รู้จักสิ่ง เหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นในใจจริงๆ ด้วย จึงจะเรียกว่าได้เห็นธรรม. ได้เห็นธรรมนี้โดยประจักษ์แล้ว ก็จะเกิดความไม่ ประมาท ในการที่จะมีสติ; เพื่อจะไม่เผลอในคราวที่ตาเห็นรูป หูพึงเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ผิวกายได้รับสัมผัสทางผิวหนัง, จะไม่มีความเผลอในขณะนั้น ๆ แล้ว ก็ จะไม่เกิดนันทิ หรือ อุปาทาน หรือ ภพ หรือ ชาติ และ เป็นทุกข์ได้. หรือถ้าเผลอไป ก็จะมีสติกลับมาโดยเร็ว แล้วก็จะมีความเผลอน้อยลง ๆ จนกระทั่ง ไม่เผลอ. เกิดความรู้ขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า เป็นผู้รู้ตามเป็นจริง ซึ่งเรื่องวิมุตติ ซึ่ง จะพ้นได้ด้วยกำลังจิต ก็ดี ด้วยกำลังปัญญา ก็ดี ..
น.26 ๒๐ เพราะว่าเรา ไม่อาจจะเรียนรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญา วิมุตติ ได้จากหนังสือ หรือคำพูด ; แต่จะต้องเรียนจาก ความสุข หรือความทุกข์ หรือเวทนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในใจ, แล้วทำให้เป็นทุกข์อย่างไร, แล้วจะปลดเปลื้องไปได้อย่างไร. เป็นผู้ที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้แล้ว ๆ เล่าๆ จนมีความเข้าใจว่า เกิด นันทิ หรือตัณหา ทีไร ก็เป็นทุกข์ทุกที, หรือว่าจะไล่ไปถึงว่า เกิดอุปาทานทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที, หรือจะเกิดภพทีไรก็เป็นทุกข์ ทุกที่, หรือว่าจะเกิดชาติทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที แต่เดี๋ยวนี้เรามาสรุปกันเสียเพียงอย่างเดียวว่า มีชาติ คือ ความเกิดแห่งตัวกู - ของกูทีไร ก็ต้องเป็นทุกข์ทุกที. พึงเป็น ผู้ไม่ประมาท มีสติดำรงอยู่ อย่าเผลอให้จิตปรุงแต่งเป็นชาติ แห่งตัวกู - ของกูขึ้นมา ตัณหาก็จะหมดกัน. เรื่องทั้งหลายก็จะ มีเพียงเท่านี้ นี้เป็นธรรมะอันยิ่ง เป็นยอดของธรรมะโดยประการ ทั้งปวง ; แม้แต่จะเรียกว่า อภิธรรมก็ยังน้อยไป เป็นธรรมะ สูงสุดที่จะดับทุกข์ได้โดยแท้จริง ไม่มีธรรมะไหนจะสูง จะยิ่ง จะเกินไปกว่าธรรมะนี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงกำหนดจดจำไว้ด้วยดี ให้สำเร็จ ประโยชน์ด้วยกันจงทุกคนเถิด ว่าในพระบาลีข้างต้นนี้ พระองค์ ได้ ทรงแสดงการเกิดทางท้องบิดามารดาเสร็จไปแล้ว จึงได้ทรง แสดงถึงเด็กทารกเติบโตเป็นกุมารแล้ว ได้รับอารมณ์แล้ว เกิด
น.27 ๒๑ นันทิ เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ เป็นปฏิจจ- สมุปบาทขึ้นมาในชาติปัจจุบันทันตาเห็นนี้ และเกิดได้ทุกคราว ที่มีการสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. อย่าได้ไปหลงงมงาย ว่ามันจะต้อง เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยว กันระหว่างภพ ระหว่างชาติตั้ง ๓ ภพ ๓ ชาติ จึงจะเป็นปฏิจจ- สมุปบาทสักวงหนึ่ง ; อย่างนั้นมันปฏิบัติอะไรไม่ได้. มัน ต้องมีที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราจึงจะปฏิบัติได้, คือมีการสำรวมในสติ : ให้มีสติที่จะไม่ให้เกิดการปรุงแต่งชนิดนี้. นี่แหละคือการที่ ปฏิบัติได้, นี่แหละคือวิสัยที่ปฏิบัติได้, หรือ อยู่ในวิสัยที่เราจะ ประพฤติปฏิบัติได้ เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้เพื่อให้เรา ปฏิบัติ ไม่ใช่เพื่อให้เราฝันเล่น สนุกๆเพ้อ ๆ ไป ว่าอยู่ชาติโน้น บ้าง อยู่ชาตินี้บ้าง ; แล้วก็ควบคุมอะไรไม่ได้, ปฏิบัติอะไร ไม่ได้ แท้ที่จริง เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นเรื่องอริยสัจจ์ นั่นเอง. ข้อความตอนนี้ก็เป็นการ แสดงให้เห็นสมุทยสัจจ์ คือ ความจริงที่ว่า ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร : ทรงแสดงมา ตั้งแต่ว่า ทารกเกิดมาจากครรภ์บิดามารดาแล้ว ก็มามีอินทรีย์ อันแก่กล้า คือมีตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับจะสัมผัสอารมณ์ ภายนอกแล้ว เมื่อสัมผัสอารมณ์ภายนอกแล้วไม่มีสติ มันจึงเกิด ตัณหา เกิดนันทิ เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ.
น.28 ๒๒ นี่แหละ ดูให้ดีเถิดจะเห็นได้ว่า เป็นปฏิจจสมุปบาทที่ ทุกคนจะปฏิบัติได้ และจะต้องปฏิบัติเพื่อจะสกัดกั้นเสียซึ่ง สมุทัย กล่าวคือความเกิดแห่งความทุกข์นั้น; เรียกว่ามัน อยู่ใน วิสัยที่ทุกคนจะปฏิบัติได้ในชาตินี้เอง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้อง รอไว้ต่อตายแล้ว, หรือไม่คาบเกี่ยวกันกับชาติที่แล้วมา และชาติ ที่จะมาในอนาคตข้างหน้าโน้นอีกชาติหนึ่ง. อย่างนั้นมันควบคุม อะไรไม่ได้ มันไม่มีโอกาสที่จะควบคุม ไม่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติ เป็นความรู้เพ้อเจ้อ ไม่มีประโยชน์อะไร. ความทุกข์มันมีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วไปดับมันต่อ ตายแล้ว หรือชาติหน้า ; หรือดับทุกข์ชาตินี้ แล้วจะไปเป็น สุขต่อชาติหน้า มันเป็นสันทิฏฐิโกได้อย่างไร. ถ้ามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะเห็นว่า ปฏิจจ- สมุปบาท นั้น เกิดทุกคราวที่เผลอสติ : เมื่อตาได้เห็นรูป เป็นต้น นั่นเอง เมื่อเราทั้งหลายเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะ ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานให้แล้ว ก็จงมีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องด้วย แล้วจะต้องปฏิบัติให้ ได้จริง ๆ ด้วย. การทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง จึงเป็นสิ่ง ที่สำคัญ. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้พยายามทำความเข้าใจเป็น ลำดับไป จนมีความรู้ที่ถูกต้อง และปฏิบัติได้จริง จงทุก ๆ คนเถิด. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.29 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๓ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๓ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร? ๑ ๖. ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุคปัจจุบัน ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.30 ต้องศึกษาให้เข้าใจ : - ปฏิบัติได้ในชาตินี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. พระองค์ตรัสสอนให้ไว้เพื่อปฏิบัติ มิใช่เพื่อฝืนเล่นสนุก ๆ ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องอริยสัจจ์ แสดงให้เห็นสมุทยสัจจ์ ทรงแสดงให้เห็นทุกข์เกิด มีเหตุเป็นสายเนื่องมาตั้งแต่ทารกเกิดในครรภ์ กระทั่งทารกเติบโต สัมผัสอารมณ์ภายนอก เพลิดเพลินต่อเวทนา. เผลอขาดสติจึงเกิด ตัณหา นันทิ อุปาทาน ภพ ชาติ. เมื่อเกิดมีชาติ ก็ต้องมีทุกข์ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. ความทุกข์เกิดเพราะชาติเกิดเป็นปฏิจจ ฯ หลายวงก็ได้. การปฏิบัติจึงต้องดับทุกข์ให้ได้ในปัจจุบันชาตินี้ เดี๋ยวนี้. ต้องเห็นปฏิจจสมุปบาท และอยู่ในวิสัยปฏิบัติได้ จึงจะเป็นสันทิฏฐิโก. คำสอนที่พระองค์ตรัสเรื่องชาติจะค้นพบได้ในพระบาลี- - มหาตัณหาสังขยสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย. ความเกิด ในปฏิจจสมุปบาท อาจมีวันหนึ่งหลายๆ ชาติ ; เพราะว่า ในวันหนึ่ง ๆ ย่อมมีการสัมผัสอารมณ์ได้มาก. รู้จัก "ชาติ" เกิดแล้วดับเสียได้ จักถึงความดับที่นี่และเดี๋ยวนี้.
Buddhadasa