น.17 ๑๑ ทีนี้ก็มาถึง อาการที่จะเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่เรียกว่า ชาติ ได้ จำแนกเป็นการกระทบอารมณ์ทางอายตนะ ทั้งทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นลำดับ ๆ ไป. ในทางหนึ่ง ๆ เช่น ทางกาย นั้น ก็จำแนกออกไปว่า เมื่อได้เห็นรูป; ถ้าเป็น รูปน่ารักก็มีความกำหนัดยินดี ; ถ้า เป็น รูปไม่น่ารัก ก็มีความขัดเคือง. เมื่อเป็นดังนี้ ก็ไม่ได้มี สติ คือ ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่เรียกว่า สติ, มีจิตอัน ทราม เพราะปราศจากธรรมะ. นี้เรียกว่า ไม่รู้จักหนทางแห่ง ความหลุดพ้น ด้วยการใช้กำลังจิตก็ดี ด้วยการใช้กำลังปัญญาก็ดี. เด็กทารก หรือคนหนุ่ม ชนิดนี้ จะเอาปัญญาไหนมา พิจารณา สำหรับจะถอนจิตของตนให้ออกมาเสียจากความลุ่มหลง ในสิ่งเหล่านั้น ; ไม่มีความรู้เรื่องความหลุดพ้น ด้วยใช้กำลังจิต ก็ดี ด้วยใช้กำลังปัญญาก็ดี แล้ว ก็ย่อมเจริญไปด้วยอกุศลธรรม อันลามกมีประการต่างๆ เขา เป็นผู้ถึงพร้อมอยู่แต่ความยินดี ยินร้าย สลับกันไป. ได้เสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ทุกข์ไม่ สุขก็ดี, ก็ รู้สึกในลักษณะที่เป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลิน, แล้ว ก็พร่ำพูด พร่ำสรรเสริญ หรือบ่นถึง ด้วยจิตใจที่มัวเมา สยบอยู่ ในเวทนานั้น.
น.18 ๑๒ เมื่อพร่ำเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ พร่ำมัวเมา อยู่ใน เวทนานั้น ก็กล่าวได้ว่า นันทิคือความเพลินในอารมณ์นั้น ได้ เกิดขึ้น. ข้อนี้ต้องสังเกตดูให้ดีว่า เมื่อเพลิดเพลินอยู่ เมื่อพร่ำ สรรเสริญอยู่ เมื่อมัวเมาอยู่ สิ่งที่เรียกว่านันทิ จึงจะเกิดขึ้น ; ก็หมายความว่า ได้แก่ความหลงใหลเพลิดเพลินถึงขีดสุดนั่นเอง. เมื่อมีความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเหล่าใดแล้ว นั่นเรียกว่า อุปาทาน. เมื่อมีอุปาทาน ก็มีภพ, เมื่อมีภพ ก็มีชาติ, เมื่อมีชาติ ก็มีทุกข์. ปัญหาสำคัญมันจึงอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเด็ก หรือคนหนุ่ม นั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ มัวเมา อยู่ในเวทนานั้น ; นันทิ ย่อมเกิดขึ้น. นันทินั่นแหละคือ อุปาทาน. สิ่งที่เรียกว่า นันทิ ในที่นี้ โดยทั่วไปก็รู้กันว่าเป็น ความ เพลิน ; แต่มันมีความหมายมากไปกว่านั้น, หมายถึงว่าจิตใจเข้า ไปผูกพันอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น จะเป็นรูป หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส หรือโผฏฐัพพะ ก็ตาม ความที่จิตเข้าไปผูกพันเช่นนั้น ก็เรียกว่า อุปาทาน. ในพระบาลีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นอยู่ชัดแล้วว่า สิ่งที่ เรียกว่า นันทิ กับสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน นั้น เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ;
น.19 ๑๓ เพราะฉะนั้นคำว่า นันทิ ในกรณีนี้ ย่อมมีความหมายมาก คือเต็ม ที่แห่งความยึดมั่นถือมั่น จึงได้เรียกว่า อุปาทาน. สิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน นี้ เรียกว่า นันทิ ก็ได้, เรียกว่า หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ตัวตน หรือ ของตน ก็ได้. จะต้องพิจารณาดูให้ดี จนมีความเข้าใจ และเห็นได้ชัด ว่า เมื่อมีนันทินั้น ย่อมมี หรือ ย่อมเป็นความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ในตัว ; ถ้าไม่มีความสำคัญมั่นหมายในอารมณ์นั้นแล้ว สิ่งที่ เรียกว่า นันทิ ก็ไม่อาจจะมีได้, หรือไม่อาจจะเกิดได้, หรือไม่ อาจจะเรียกว่าเป็นนันทิที่สมบูรณ์ได้. นันทิ คือ ความเพลิน สมบูรณ์อยู่ ในขณะที่มีความยึด มันถือมั่นในอารมณ์นั้น ในฐานะเป็น ตัวตน หรือเป็น ของ ของตน. เพราะฉะนั้น นันทิ กับ อุปาทาน ; แม้จะมีชื่อต่างกัน ก็เล็งถึง กิริยาอาการแห่งจิตอย่างเดียวกัน คือมีความยึดมั่นถือมั่น แล้วเพลิดเพลินอยู่ มัวเมาอยู่ สยบอยู่. ทีนี้ อุปาทาน นั้น ก็ให้เกิดภพ คือ ความพร้อมที่จะมี ชาติ. ภพนั้นก็ให้เกิดชาติ, ชาตินั้นก็ให้เกิดทุกข์. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องศึกษา หรือทำ ความเข้าใจกัน ก็คือ พระบาลีนี้แสดงอยู่ชั ด แล้วว่า : เมื่อกุมาร
น.20 ๑๔ นั้น ยินดีเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์ ด้วยความรู้สึกนึกคิด นี้เรียก ว่า อุปาทาน แล้วก็ เกิดภพ เกิดชาติ แล้วก็ เป็นทุกข์. นี้แสดงว่า ทุกครั้งที่มีการสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย ก็มีทางที่จะเกิดนันทิ และอุปาทาน ได้ทุก ครั้ง แล้วก็เกิดภพ เกิดชาติ และเกิดทุกข์ ได้ทุกครั้ง ฉะนั้น เมื่อใด มีการเสวยอารมณ์ ทางตา ทางหู ฯลฯ เป็นต้น โดยปราศจากสติ แล้ว สิ่งที่เรียกว่า นันทิ หรือ อุปาทาน หรือ ภพ หรือ ชาติ ย่อมเกิดมีทุกครั้งทุกคราวไป. นี่แหละ คือข้อที่แสดงให้เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ชาติ นั้น มีได้หลายต่อหลายชาติในวันหนึ่ง ๆ; เพราะว่า ในวัน หนึ่ง ๆ นั้น เราก็สัมผัสอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ได้มากครั้งมากราย จึงเป็นอันว่า สิ่งที่เรียกว่า ชาติ นั้น เกิดได้มากครั้งมากรายในวันหนึ่ง ๆ ดังนี้. ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะมีความเข้าใจได้ต่อไปว่า ปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ๆ นั้น ย่อมเกิดได้ในวันหนึ่ง ๆ ตั้ง หลาย ๆ สาย. พระพุทธภาษิตนี้ ระบุที่ เวทนา ว่าให้เกิดนันทิ. สิ่ง ที่เรียกว่า นันทิ นั้น เป็นไวพจน์กับสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ; ฉะนั้น นันทิ หรือ ตัณหา ก็เป็นสิ่งเดียวกัน, และให้เกิดอุปาทาน, หรือ เป็นอันเดียวกันกับอุปาทาน.
น.21 ๑๕ ปัญหาก็จะมีต่อไปว่า ก่อนแต่จะเกิดตัณหา นั้น มี อะไร? ก็เห็นได้ชัดอยู่ว่า มีเวทนา. ทีนี้ ก่อนแต่จะเกิดเวทนา นั้น จะต้องมีอะไร ? จะต้อง มีผัสสะ. ก่อนแต่จะเกิดผัสสะก็ต้องมีอายตนะ มีนามรูป มี วิญญาณ มีสังขาร ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท. ในพระบาลีนี้ เอา อวิชชา สังขาร วิญญาณ และ นาม- รูป ไปทิ้งเสียที่ไหน ? ถ้าพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นได้ชัดจากพระบาลีนั้นแล้วว่า กุมารนั้นย่อมไม่รู้ซึ่งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ตามที่เป็นจริง ที่จะเป็นเครื่องดับเสียได้ซึ่งอกุศลธรรมอันลามก. หมายความว่า เมื่อกุมารนั้น มัวกำหนัดยินดีในรูปอัน เป็นที่รัก, มัวขัดเคืองในรูปอันไม่เป็นที่รัก, มีสติอันไม่ตั้งไว้ใน กาย มีจิตทราม ไม่รู้ปัญญาวิมุตติ เจโตวิมุตติ ; นั่นแหละ คือ อาการที่ อวิชชาได้เกิดขึ้น เพราะเผลอสติ. อวิชชา นั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับการเผลอสติ ; เมื่อ เผลอสติแล้ว รับอารมณ์ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ฯลฯ มันก็เกิดอวิชชาที่นั่น. เมื่อเกิดอวิชชา อย่างนี้แล้ว ก็เป็นการปรุงแต่ง ชนิด ที่ทำให้มีวิญญาณ หรือนามรูป, ชนิดที่จะเป็นที่ตั้งของอายตนะ และผัสสะ ในลักษณะที่จะเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา จนเกิด ทุกข์ขึ้นมาได้.
น.22 ๑๖ คนทั่วไปคิดเสียว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย คืออายตนะนี้ มันมีอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่ามันเกิดอยู่แล้วตลอดเวลา. แต่ ในทางธรรมะนี้ไม่ถืออย่างนั้น ; ถือว่า จะเรียกว่า มีตา หู จมูก ลิ้น กาย หรืออายตนะนี้ได้ ก็เฉพาะต่อเมื่อมันทำหน้าที่ของมัน ด้วยอวิชชา. ถ้ามันไม่ได้ทำหน้าที่ของมันด้วยอวิชชา มันก็ ถือว่าไม่ได้มีอยู่. แม้ว่าคนเรามีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย อยู่ ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่ของมันด้วยอำนาจอวิชชา ก็ถือว่า มันมิได้มีอยู่. ฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ จะเป็นจริงเป็นจังขึ้น มา ; จะเป็นทุกข์เป็นโทษ, เป็นพิษเป็นภัยขึ้นมา ก็เฉพาะ ต่อเมื่อมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในขณะที่ตานั้นเห็นรูป ฯลฯ เป็นต้น; แล้ว เผลอสติ, ปราศจากความรู้ที่จะหลุดพ้นด้วย กำลังจิต หรือด้วยกำลังปัญญา นั้นเอง. นี้เป็นการแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา นั้น เป็นต้นเงื่อน โดยแท้จริง, เป็นต้นเงื่อน สำหรับ ที่จะให้ เกิดการปรุงแต่ง ตามลำดับ, ตามลำดับ ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้น ทุกคราวที่มีการสัมผัสอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ดังที่ได้กล่าวระบุไว้แล้วในพระบาลีนี้. ส่วนความรู้สึก ที่กำหนัดยินดี หรือความยินร้ายนั้น ขยายออกไปได้ถึงทางใจ และธัมมารมณ์.
น.23 ๑๗ สำหรับ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงทางเวทนา ให้ เขาบำรุงบำเรออยู่นั้น จำกัดเขตเพียง ๕ อย่าง คือตา หู จมูก ลิ้น กาย. แต่พอถึงคราวที่ จะเกิดความกำหนัดขัดเคือง หรือ เผลอสติ เป็นต้น นั้น ขยายความออกไปเป็น ๖ คือทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจด้วย. ทั้งนี้เพราะว่า แม้แต่ลำพังใจคิดนึก มันก็ทำให้เกิด ธัมมารมณ์ ชนิดที่เป็นปิยรูปสาตรูป คือน่ารัก น่าพอใจ หรือ ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ ขึ้นมาด้วยได้ มันจึงเกิดความกำหนัด ขัดเคืองได้ครบทั้ง ๖ ทาง คือทั้ง ๖ อายตนะ ดังนี้. พระพุทธภาษิตนี้ มีอยู่อย่างนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท ควรจะกำหนดศึกษาสำเหนียกดูให้เป็นอย่างดี. ถ้าเข้าใจได้ตรงตามนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง หรือรอบหนึ่ง หรือ วงหนึ่ง นั้น มีได้ ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูฟังเสียง ฯลฯ เป็นต้น แล้วเผลอสติ นั่นเอง. แล้วก็รู้ว่า ชาติ คือการเกิดขึ้นแห่งความยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ว่า ของกู นั้น ก็เกิดได้ทุกคราวไป; เพียงแต่เกิดจาก ท้องแม่ ชาตินั้นยังเป็นเพียงทางวัตถุ ยังไม่สมบูรณ์ตามความหมาย ของคำคำนี้, ยังไม่เป็นทุกข์ที่เต็มตามความหมาย ; แล้วก็เป็นทุกข์ โดยไม่ต้องเน่าเข้าโลงแล้วไปเกิดใหม่จึงจะเป็นทุกข์. แต่ว่าจะ เป็น ทุกข์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่ง ๆ ก็มีได้หลายเรื่อง หลาย
น.24 ๑๘ กรณี; แล้วแต่ว่ามีการปรุงแต่งเป็นปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ คราวหนึ่ง ๆ แล้ว ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเรียกกันอย่างสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ตัวกู ว่า ของกู นั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน ในที่นี้ เมื่อใดมี ตัณหา หรือ นันทิ แล้ว เมื่อนั้นก็ มีอุปาทาน ว่า ตัวกู ว่า ของกู เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ในนั้นทินั้น; กล่าว คือในความเอร็ดอร่อย หรือความสยบ มัวเมาในเวทนา นั้น นั่น เอง ; แล้วก็ เกิดภพ เกิดชาติ เป็นตัวกู ขึ้นมาเต็มที่ เมื่อเกิดความรู้สึกเป็น ตัวกู - ของกู ขึ้นมาเต็มที่แล้ว, ก็มีอะไรที่เป็น ของของกู สำหรับจะเป็นทุกข์ ความเกิดก็ของกู ความแก่ก็ของกู ความตายก็ของกู อะไร ๆ ก็ของกู มันจึง กลาย เป็นทุกข์ขึ้นมาหมด. ถ้าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นธรรมชาติทั้งหลาย เหล่านั้น ว่าเป็น ตัวกู - ของกู แล้ว ก็จะไม่มีความทุกข์อันใด เกิดขึ้นมาได้เลย เราจึงสรุปใจความสั้น ๆ ได้ว่า เมื่อใดมีความยึดมั่น ถือมั่นในฐานะเป็นตัวกู - ของกู แล้ว เมื่อนั้นก็มีความทุกข์. ถ้าอย่ามีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็น ตัวกู - ของกู แล้ว ก็ไม่มีความทุกข์ เพราะเหตุฉะนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่
Buddhadasa