น.10 ๔ ระดูอันไม่ตกด้วย, คนฺธพฺโพ จ น ปจฺจุปฏฺฺฐิโต โหติ - คัน- ธัพพะมิได้เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะด้วย, เนว ตาว คพฺ ภสฺสาวกฺกนฺติ โหติ - เมื่อเป็นเช่นนี้ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมไม่มี. อิธ มาตาปีตโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ - มารดาและ บิดาถึงการอยู่ร่วมกันด้วย, มาตา จ อุตุนี โหติ - มารดามี ระดูอันยังไม่ได้ตกด้วย, คนฺธพฺโพ จ น ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ - คันธัพพะมิได้เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะด้วย, เนว ตาว คพ.ภสฺ- สาวกฺกนฺติ โหติ - เมื่อเป็นดังนั้น การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อม มิได้มี ยโต จ โข ภิกฺขเว มาตาปีตโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน ด้วย, มาตา จ อุตุนี โหติ - มารดามีระดูอันยังไม่ได้ตกด้วย, คนธพฺโพ จ ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ - คันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ ด้วย, เอวํ ติณฺฺณํ สนฺนิปาตา คพ.ภสสาวกฺกนฺติ โหติ - เมื่อ เป็นดังนี้ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี เพราะการประกอบด้วย องค์ทั้ง ๓ นั้น. ตเมนํ ภิกฺขเว มาตา นว วา ทส วา มาเส คพฺภิ กุจฺฉินา ปริหรติ มหา สํสเยน ครุภารํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
น.11 ๕ มารดานั้นย่อมบริหารซึ่งครรภ์ด้วยท้อง ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือน บ้าง ด้วยความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง เป็นภาระอันหนักยิ่ง. ตเมนํ ภิกฺขเว มาตา นวนฺนํ วา ทสนฺนํ วา มาสานํ อจฺจเยน วิชายติ มหตา สํสเยน ครุภารํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, มารดานั้น ย่อมคลอดซึ่งทารกนั้น เพราะการล่วงไปแห่งเดือน ทั้งหลาย ๙ บ้าง, แห่งเดือนทั้งหลาย ๑๐ บ้าง, ด้วยความ วิตกกังวลอันใหญ่หลวงเป็นภาระหนัก. ตเมนํ ชาตํ สมานํ สเกน โลหิเตน โปเสสิ - มารดา นั้นย่อมเลี้ยงซึ่งทารกผู้เกิดแล้วอย่างนั้น ด้วยโลหิตแห่งตน. โลหิตเฌฺหตํ ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย ยทิทํ มาตุ กญฺญํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดา ชื่อว่า โลหิต, ใน อริยวินัย. ส โข โส ภิกฺขเว กุมาโร - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้น, วุฑฺฒิมนฺวาย อินฺทฺริยานํ ปริปากมนฺวาย - อาศัย ซึ่งความเจริญเติบโต อาศัยซึ่งความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้ง หลาย, ยานิ ตานิ กุมารกานํ กีฬาปนกานิ เตหิ กีฬติ - ย่อม เล่นซึ่งกีฬา อันเป็นที่เล่นของกุมารทั้งหลาย. เสยฺยถีทํ - คืออะไรบ้าง ? วงฺกํ - เล่นทอยน้อย ๆ, ฆฏิกํ - เล่นหม้อข้าวหม้อแกง, โมกฺขจิกํ - เล่นลูกข่าง,
น.12 ๖ จิงฺคุลิกํ - เล่นการเล่นด้วยนิ้วมือ, ปตฺตาฬฺหกํ - เล่นตวง ของ, รถกํ - เล่นรถน้อย ๆ, ธนุกํ - เล่นธนูน้อย ๆ ; ดังนี้เป็นต้น. ส โข โส ภิกฺขเว กุมาโร - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นแล, วุฑฺฒิมนฺวาย อินฺฺทฺริยาน์ ปริปากมนฺวาย -อาศัย ซึ่งความเจริญเติบโตด้วย อาศัยซึ่งการแก่รอบแห่งอินทรีย์ ทั้งหลายด้วย, ปญฺฺจหิ กามคุณเณหิ สมปฺปีโต สมงฺคีภูโต - ย่อมถึงพร้อม ด้วยสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ๕ ประการ: - ปริจาเรติ จกฺขุวิญฺเญยฺเยหิ รูเปหิ อิฏฺเฐหิ กนฺเตหิ มนาเปหิ ปียรูเปหิ กามูปสญฺหิเตหิ รชนีเยหิ เปมนีเยหิ - มี คนทั้งหลายบำรุงบำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่ง จักษุ อันเป็นที่รัก ที่พอใจ ที่ขอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความ ใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เป็นที่ตั้งแห่งความรัก บ้าง. โสตวิญฺเญยฺเยหิ สทฺเทหิ ฯลฯ - ให้เขาบำรุงบำเรอ อยู่ด้วยเสียงทั้งหลาย อันจะพึงรู้สึกได้ทางหู เป็นเสียงที่ชอบ ใจ เป็นเสียงที่น่าพอใจ มีเสียงน่ารักเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด บ้าง.
น.13 ๗ ฆานวิญฺเญยฺเยหิ คนฺเธหิ ฯลฯ - ให้เขาบำรุงบำเรอ อยู่ด้วยกลิ่นทั้งทลาย อันจะพึงรู้ได้ทางจมูก เป็นที่ตั้งแห่ง ความรัก เป็นที่ตั้งแห่งความพอใจ เป็นที่แห่งความใคร่ เป็น ที่ตั้งแห่งความกำหนัดบ้าง. ชิวฺหาวิญฺเณยฺเยหิ รเสหิ ฯลฯ - ให้เขาบำรุงบำเรอ อยู่ด้วยรสทั้งหลาย อันจะพึงรู้ได้ด้วยลิ้น อันเป็นที่รัก เป็นที่ พอใจ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด บ้าง. กายวิญฺเญยฺเยหิ โผฏฺฐพฺเพหิ ฯลฯ - ให้เขาบำรุง บำเรออยู่ด้วยโผฏฐัพพะทั้งหลาย อันจะพึงรู้สึกได้ด้วยสัมผัส ทางผิวกาย เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดบ้าง ; ดังนี้. โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา - กุมารนั้น เห็นรูปด้วยตา แล้ว, บียรูเป รูเป สารชฺชติ - ย่อมมีความกำหนัดในรูป อันมีรูปเป็นที่รัก อปฺปิยรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ - ย่อมขัดเคือง ในรูป อันมีรูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก, อนุปฏฐิตกายสติ จ วิหรติ ปริตฺตเจตโส - เป็นผู้ไม่มีสติอันเข้าไปตั้งไว้ในกาย เป็นผู้มีจิตอันทราม (คือว่างจากความรู้), ฯลฯ ตญฺจ เจโตวิ- มุตฺตี ปญฺญาวิมุตฺตี ยถาภูตํ นปฺปชานาติ - เขาย่อมไม่รู้ตาม
น.14 ๘ เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันจะเป็นที่ดับเสียซึ่ง บาปอกุศลธรรมทั้งปวง โดยไม่มีส่วนเหลือ โส เอวํ อนุโรธวิโรธํ สมาปนฺโน - กุมารนั้น เมื่อ ถึงพร้อมด้วยความยินดียินร้าย ดังนี้, ยงฺภิญจิ เวทนิ เวเทติ - ย่อมเสวยซึ่งเวทนาใด ๆ, สุขํ วา ทุกขํ วา อทุกขมสุขํ วา - เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ดี, โส ตํ เวทนํ อภินนฺทติ อภิวทติ อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ - กุมารนั้น ย่อม เพลิดเพลินเฉพาะซึ่งเวทนานั้นย่อมพร่ำพูดถึงเวทนานั้น ย่อม มัวเมาสยบอยู่ในเวทนานั้น. ตสฺส ตํ เวทน์ อภินนฺทฺโต อภิวทโต อชฺโฌสาย ติฏฺฐโต - เมื่อกุมารนั้น เพลิดเพลินเฉพาะอยู่ซึ่งเวทนานั้น พร่ำพูดอยู่ถึงเวทนานั้น สยบมัวเมาอยู่ในเวทนานั้น, อุปฺปชฺชติ นนฺทิ - นันทิคือความเพลินย่อมเกิดขึ้น, ยา เวทนาสุ นนฺทฺิ ตทุปาทานํ - ความเพลิดเพลินใดในเวทนาทั้งหลาย มีอยู่ ความเพลิดเพลินนั้นเป็นอุปาทาน. ตสฺส อุปาทานปจฺจยา ภโว - เพราะอุปาทานของ กุมารนั้นเป็นปัจจัย ภพจึงมีขึ้น, ภวปจฺจยา ชาติ - เพราะ ภพเป็นปัจจัย ชาติ คือความเกิด จึงมีขึ้น, ชาติปจฺจยา
น.15 ๙ ชรามรณ์ โลกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ - เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นพร้อม. เอวเม ตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ - การตั้งขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นั่นเทียว ทั้งหมดนี้ เป็น ข้อความในพระบาลี ดังที่ได้ยกมา เพื่อ ว่าจะได้พิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า ความเกิด นั้นคืออะไร ? จากข้อความทั้งหมดนี้ จะต้องสังเกตดูให้ดี ว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสถึงความเกิดทางร่างกาย คือเกิดจากท้องแม่ ; และเมื่อ เกิดจากท้องแม่ ทารกนั้น เติบโต ขึ้น เจริญวัยขึ้น จน กระทั่งให้เขาบำรุงบำเรออยู่ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส แล้ว เป็นผู้สยบมัวเมาอยู่ในเวทนานั้น ด้วยความยินดีบ้าง ด้วย ความยินร้ายบ้าง ความเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ มัวเมาอยู่ใน เวทนา นั้น ย่อมเกิดขึ้น ; ความเพลิดเพลินนั้นชื่อว่า อุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น ; เพราะอุปาทานนั้นมีอยู่ จึงได้เกิดภพ คือ ความมีความเป็น; เพราะภพมีอยู่ จึงได้เกิดชาติ, เพราะ ชาติมีอยู่ จึงได้เกิดทุกข์. นี้เป็นใจความโดยย่อ. พิจารณาดูพอเป็นเครื่องเข้าใจโดยละเอียดออกไปอีกสัก เล็กน้อยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ต้องอาศัยองค์ประกอบ ๓ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์จึงจะมี.
น.16 ๑๐ ในองค์ ๓ ประการนั้น : องค์ที่ ๑ คือบิดามารดาอยู่ ร่วมกันด้วย, องค์ที่ ๒ มารดามีระดูอันยังมิได้ตกแล้วด้วย, องค์ที่ ๓ คันธัพพะ คือสัตว์อันจะพึงเกิดในครรภ์นั้น เข้าไปตั้ง อยู่เฉพาะด้วย ; เมื่อครบทั้ง ๓ องค์นี้ การตั้งครรภ์ย่อมมี. มารดาย่อมบริหารซึ่งครรภ์ เป็นเวลา ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง ด้วยความหนักอกหนักใจอย่างยิ่ง เป็นภาระหนัก อย่างยิ่ง. แล้วก็คลอดบุตร โดยล่วงไปแห่งเดือน ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง ด้วยความลำบากยุ่งยากใจอย่างยิ่ง เป็นภาระหนัก อย่างยิ่ง. แล้วก็เลี้ยงบุตรนั้น ด้วยโลหิตแห่งตน. ในภาษา ธรรมะนั้น โลหิต นั้น คือน้ำนม หรือเรียกน้ำนมนั้นว่า โลหิต. กุมารนั้นเจริญเติบโตขึ้นมาตามลำดับ มีความแก่รอบ แห่งอินทรีย์ คือว่ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ชนิดที่จะรู้สึกอะไรได้ ในฐานะเป็นอายตนะ. เมื่อเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็เล่นของเล่นไปตาม ประสาเด็ก. ครั้นเติบโตขึ้นมา ก็รู้จักเสวยอารมณ์ ที่เรียกว่า ปัญจ- กามคุณ คือสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ๕ ประการ. ๕ ประการ คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย คือผิวหนัง ; มีการประคบประหงมบำรุงบำเรอ ด้วยตนเองบ้าง, ด้วยผู้อื่นบ้าง ในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี.
Buddhadasa