Buddhadasa.org

ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ตอนที่ ๑ — ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน — ธรรมะระดับมีตัวตน

ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.7 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การแสดงปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งอย่างมีตัวตนและ อย่างไม่มีตัวตน". ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ว่าอาตมากำลังกล่าวว่า ธรรมะนั้นต้องศึกษา; และต้องศึกษาทั้งชนิดที่มีตัวตน และชนิดที่ ไม่มีตัวตน เป็นสองอย่างกันอยู่. ปัญหามันมีอยู่ว่า คนจำนวนมาก แม้ที่เป็นพุทธบริษัท กำลังสงสัยอยู่ว่า "จะเอาอย่างไรกันแน่ จะว่ามีตัวตน หรือไม่มี ตัวตน ?" นี่เป็นสิ่งที่ไขว้เขว ซ่อนเร้น หรือสับสนกันอยู่ แม้ใน พระพุทธภาษิต ที่ปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน ก็มีอยู่ทั้งสองอย่าง เช่น ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑๖ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เวลา ๐๘.๐๐ - ๐๘.๓๐ น.

น.8 ๒ ตรัสว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" แปลว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" และติด ๆ กันนั้น ในคัมภีร์เดียวกันนั้น ก็ยังมีว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ" "ตนของตนนั้นไม่มี" "กฺโต ปุตฺโต กุโต ธน'" แล้วว่า "บุตรของตน ทรัพย์ของตน จะมีมาแต่ไหน" อย่างนี้ เป็นต้น, ในพระพุทธภาษิตเองก็ยังมีอยู่ทั้งสองอย่างเช่นนี้. เดี๋ยวนี้ เราก็ได้รับคำสั่งสอนว่า พุทธศาสนาสอนเรื่อง ไม่มีตัวตนนั้นก็เป็นความจริง เรื่องไม่มีตัวตนนี้ นักศึกษาชาว ต่างประเทศทั้งโลกก็พูดกัน เป็นที่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่อง อนัตตา คือไม่มีตัวตน, ผิด จากศาสนาอื่น ๆ ก็ที่ตรงนี้เอง. เป็นอันว่า โดยหลักใหญ่ยอมรับกันทั่วไปทั้งหมดว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มีตัวตน หรือ มีอนัตตา นั่นแหละเป็น หลักของพระพุทธศาสนา. นี่ปัญหามีอยู่อย่างนี้ เราจะต้องมองดูให้เห็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงสั่งสอนทั้งชนิดที่มีตัวตน และ ไม่มีตัวตน. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ หรือเหตุการณ์ครั้ง พุทธกาลนั้น ก็มีอยู่ว่า พระองค์ได้ตรัสรู้ขึ้นมา ในหมู่ชนที่ถือ ลัทธิว่ามีตัวตนกันอยู่เป็นประจำ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิ- อุปนิษัท ที่สอนว่า มีตัวมีตน เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไปๆ ค่อย บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนกว่าจะไปเป็นอัตตาใหญ่ อัตตาถาวร ไม่เวียน

น.9 ๓ ว่ายอีกต่อไป. นี่ประชาชนทั้งหมดหรือแทบทั้งหมด ได้รับคำสั่ง สอนอย่างนี้อยู่ เป็นพื้นฐานอันแน่นแฟ้นที่สุด. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง คนเรา ตามความรู้สึกโดยสัญชาตญาณ ก็ มีความรู้สึกว่ามีตัวตนได้เอง และรุนแรงฝั่งเหนียวแน่นอยู่ในใจ ; สองแรงรวมกันเข้า คือ แรงที่ได้รับคำสั่งสอน, และแรงที่เป็น ไปตามสัญชาตญาณ สัตว์ทั้งหลายก็รู้สึกว่ามีตัวตนแน่นแฟ้นที่สุด. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริง เรื่องไม่มีตัวตน ขึ้นมา ใน ท่ามกลางหมู่ชนเช่นนี้ ; ท่านก็ทรงท้อพระทัย จนคิดว่าจะไม่สั่งสอน แล้ว มันคงจะเข้าใจกันไม่ได้. แต่ทีนี้ ก็ มีความคิดแทรกแซงขึ้นมา ว่าคนที่ยังพอจะเข้าใจได้ ก็ยังมีอยู่: เพราะฉะนั้น ก็ควรจะสอน ก็ตัดสินพระทัยที่จะสอน ก็เป็นอันว่า ต้องสอน เรื่องไม่มีตัวตน แก่มหาชนที่ยึดถือเรื่องตัวตน. แล้วมันจะเป็นอย่างไร ? ท่านก็ ต้องสอนชนิดที่มีตัวตน ให้เป็นประโยชน์แก่ คนที่ยึดถือว่ามีตัวตน ; นี้จะเรียกว่าธรรมะจำเป็นก็ได้. พระองค์ ทรงทราบเรื่องไม่มีตัวตน, แต่จะต้องสอนแก่คนที่มีตัวตน ก็ต้อง สอนอย่างมีตัวตน ดังนั้น จึงสอนคำสอนประเภทที่ว่ามีตัวตนด้วย. สรุปความว่า สอนให้ทำตัวตนให้ดี ดี-ดี- ดี จนถึง ที่สุด ; เมื่อ เอือมระอาต่อความดี ก็จะต้องเลิกมีตัวตน จึงจะ ดับทุกข์ได้, หรือจะอยู่เหนือความดี. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การสอนเรื่องมีตัวตน ก็สอน เพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับจะไปไม่มีตัวตนในกาลข้างหน้า; ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า มันต้องรู้จักตัวตนก่อน, แล้วก็ทำตัวตนให้ดี.

น.10 ๔ เมื่อดีเท่าไร ๆ ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ มันจึงต้องเลิกตัวตน ; มีความรู้เรื่องทำให้ไม่มีตัวตน ก็หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ. ตอนนี้แหละ เป็นตอนที่เป็นคำสอนโดยแท้จริงของ พระองค์ คือ เป็นตัวพุทธศาสนา; แต่เมื่อต้อง สอนเรื่องตัวตน ไปก่อน แก่คนที่ติดแน่นในตัวตน ก็สอน เพื่อจะให้เขาอยู่ดี : เวียนว่ายดี, เวียนว่ายตายเกิดชนิดดี จนกว่าจะเอือมระอา. จึงสรุปความได้ว่า คำสอนเรื่องตัวตน ก็เป็นบุพพภาค สำหรับ จะให้รู้เรื่องไม่มีตัวตน นั่นเอง ไม่ขัดอะไรกัน, และ จำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น คือ สอนให้มีตัวตนที่ดี. เมื่อเอือม ระอาตัวตนที่ดี ก็สอนไปในทางที่หยุดมีตัวตน คือหลุดพ้นจาก ตัวตน หรือหลุดพ้นจากความทุกข์. สำหรับในประเทศไทยเรานี้ ก็มีปัญหาทำนองนั้น คือ ว่าลัทธิของศาสนาพราหมณ์ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อนพุทธ- ศาสนา. ครูบาอาจารย์ที่เป็นพราหมณ์ก็มาสอนเรื่อง "อัตตา" หรือ มีตัวตน เจตภูต วิญญาณ เวียนว่ายตายเกิด อย่างเดียว กับที่สอนกันอยู่ในอินเดีย ประชาชนคนไทยก็มีลัทธิฝังแน่นเรื่อง มีตัวตน. ทีนี้ ประกอบกับว่าสัตว์ ประชาชน พวกไหนก็ตาม ; ตามสัญชาตญาณก็ย่อมรู้สึกว่ามีตัวตน นี้ก็บวกเข้าอีกแรงหนึ่ง ก็ เป็นสองแรง คือ คำสอนก็สอนว่ามีตัวตน, สัญชาตญาณก็บอกมา ในทางที่มีตัวตน. ประชาชนคนไทยก็มีความยึดมั่นถือมั่นใน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต