Buddhadasa.org

ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน ตอนที่ ๒ — สัมมาทิฏฐิที่สูงขึ้น : ระดับไม่มีตัวตน

ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งชนิดมีตัวตนและไม่มีตัวตน (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.11 ๕ เรื่องตัวตน ยากที่จะรับคำสั่งสอนเรื่องไม่มีตัวตน ; ดังที่ปรากฏ อยู่ในคัมภีร์ว่า การที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระเถระมาสอน ศาสนาทางสุวรรณภูมินี้ ก็ต้องมาปราบยักษ์ปราบมารปราบผี อะไรต่างๆ ที่เป็นข้าศึกให้ราบคาบไปเสียก่อน จึงจะสอนพระ- พุทธศาสนาโดยถูกต้องได้. นี้ก็คือต้องมาทำความเข้าใจ กับพวกที่ยึดถือเรื่องตัวตน อย่างหนาแน่นอยู่ก่อน จึงจะสอนเรื่องไม่มีตัวตนได้. ขอให้ เห็นข้อเท็จจริงอันนี้. ขอให้เห็นใจผู้สอน หรือเห็นพระทัยของ พระผู้มีพระภาค ที่จำเป็นอย่างไร ที่จะมาสอนเรื่อง "อนัตตา" ไม่มีตัวตน แก่สัตว์ทั้งหลายที่ติดแน่นอยู่ในอัตตา มันก็เหมือน กับว่า กลิ้งครกขึ้นภูเขา. ทีนี้ พวกเราลูกศิษย์สมัยนี้จะทำอย่างไร? ก็ต้องเรียนรู้ ทั้งสองเรื่อง คือ เรื่อง "อัตตา" อันเป็นสมบัติเดิม, และเรื่อง "อนัตตา" อันเป็นสมบัติใหม่ ที่จะได้รับจากพระพุทธเจ้า. ทีนี้ ถ้ามองดูไปยังสิ่งที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ" ในพระ- พุทธศาสนานี้ ก็มีอยู่เป็นสองอย่าง : - สัมมาทิฏฐิ ในเบื้องต้น เรียกว่า "โลกิยสัมมาทิฏฐิ" ก็ได้. นี้ก็สอนเรื่องมีตัวตน มีสัตว์ มีบุคคล มีบิดามารดา มีโลกนี้มีโลกอื่น มีการทำบุญให้ทาน; อย่างนี้เป็น สัมมาทิฏฐิ ชนิดที่มีตัวตน.

น.12 ๖ ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ที่สูงขึ้นไป อย่างไม่มีตัวตน จะไม่ สอนอย่างนั้น, จะไม่พูดอย่างนั้น; จะพูดแต่เพียงว่า "นี้ความทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งความทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับ ทุกข์ คือ เรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง. ที่สอนยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีคู่สุดโต่ง มีแต่ตรงกลาง ที่เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ไม่พูดว่ามีหรือไม่มี ; แต่พูดว่า มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, ไม่มีสัตว์บุคคล, แล้วก็ไม่ใช่ไม่มี อะไรเสียเลย แล้วก็ไม่พูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ซึ่งเป็นความเห็นผิดทั้ง ๒ อย่าง แต่พูดอยู่ตรงกลางว่า "มัน แล้วแต่เหตุปัจจัย" หรือ "อิทัปปัจจยตา" . มันไม่มีคน ตัวตน ; มัน มีแต่อิทัปปัจจยตา มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา. เราสมมติว่ามีคน สมมติส่วนนั้นว่าเกิด, สมมติส่วนนี้ ว่าตาย. โดยเนื้อแท้แล้ว มีแต่สิ่งที่เป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของธรรมชาติ. สัมมาทิฏฐิอย่างมีตัวตนนั้น ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏะ อย่างดี สัมมาทิฏฐิอย่างไม่มีตัวตนนั้น ทำให้หยุดเวียนว่าย โดย ประการทั้งปวง. ทีนี้ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต่อไป ก็คือ ตัวตนเป็นที่ตั้ง แห่งความดีความชั่ว มันมีตัวตน มันจึงมีดีได้หรือชั่วได้ ; ก็เวียน ว่ายไป ด้วยอำนาจของความชั่ว และอำนาจของความดี. ถ้ายัง

น.13 ๗ ไม่เอือมระอา ก็ยังสร้างเหตุปัจจัยนี้สำหรับเวียนว่ายต่อไป. ถ้า มองเห็นโทษของการเวียนว่าย ก็ต้องการจะหยุดเวียนว่าย; ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" จึงแบ่งออก เป็น ๓ ขั้นตอน คือ : - ละชั่วเสีย ขั้นตอนหนึ่ง ; ก็ทำความดีให้เต็ม นี่ขั้นตอนหนึ่ง ; แล้วก็- ทำจิตให้บริสุทธิ์ อยู่เหนืออิทธิพลของความชั่วและ ความดี ; ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องความชั่วความดีอีกต่อไป ตอนนี้ แหละเป็นตอนที่เรียกว่า สอนเรื่อง อนัตตา เพื่อ จะหยุดเสียซึ่งความยึดถือ ว่าตัวตน หรือ ว่าดีว่าชั่ว ในตอนต้นก็ต้องสอนเรื่องมีตัวตน มีดีมีชั่ว ทำให้ถึง ที่สุดเสียก่อนในเรื่องของความดี จึงจะสามารถยกตนขึ้นเหนือความดี, คือยกจิตใจขึ้นอยู่เหนือตัวตน, หรือเหนือความดีความชั่วของตัว ตน. พูดง่ายๆ ก็ว่า ละตนชั่วเสีย แล้วก็มีตนดี. ทีนี้ ก็มาถึงเหนือตนหรือ หมดตน เหลืออยู่แต่อะไร? ก็ เหลืออยู่แต่ร่างกาย จิตใจ ที่บริสุทธิ์สะอาด เกลี้ยงเกลาจากความโง่ เขลาว่ามีตัวตน, เป็นความเห็นแจ้งที่ถูกต้อง ว่าไม่มีตัวตน ; แต่ก็ มิใช่จะไม่มีอะไรเสียเลย มันก็มีกายมีใจตามธรรมชาติ ที่เปลี่ยน แปลงไป ตามกฎของธรรมชาติ ; มันก็บริสุทธิ์สะอาด เพราะ ว่า ไม่มีความหลงว่าตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส, ดังเช่น เบญจขันธ์ของพระอรหันต์ ทั้งหลาย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต