น.14 ๘ อะไรคือความจริง ? มันก็จริงทั้งสองอย่าง คือ ความ รู้สึกว่าตัวตน มันก็มีอยู่จริง; แต่มันเป็นความโง่. โดยที่ แท้ แล้ว สิ่งที่มีอยู่จริงนั้น มิใช่ตัวตน ; พุทธศาสนาจึงสอนว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ใช่ตน. มันก็มีอยู่จริง แต่มิใช่ตน, จะเป็นสังขารร่างกายชีวิต จิตใจ นี้ก็มีอยู่จริง เป็นกระแสอิทัปปัจจยตา ตามกฎของธรรม- ชาติ ; ไม่ใช่ตัวตน, ไม่ควรจะยึดถือว่าตัวตน. ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ก็มีอยู่จริง ; แต่มิใช่เป็นตัวตน มันเป็นสิ่งที่เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัย. ถ้ายังยึดติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเวียน ว่ายไป และมีความทนทรมาน, จะต้องสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไป จิตใจจึงจะบริสุทธิ์ หลุดพ้นไปสู่พระนิพพาน นี้คือ ความจริง. ถ้าถามว่า "ตัวตน" คืออะไร? ก็จะต้องดูให้ดีว่า ตัวตน นี้เป็นสมบัติเดิมที่เป็นมายาหลอกลวง ที่เรามีอยู่กันทุกคน , มีมา ตั้งแต่เด็กๆ คือว่า เด็กอยู่ในท้องแม่ ไม่มีความรู้สึกเรื่องตัวตน พอคลอดออกมาจากท้องแม่ พบของเอร็ดอร่อย สวยงาม ก็ติดใน รสของความเอร็ดอร่อยสวยงาม มีความอยากในสิ่งที่อร่อย. นี้ก็ มีความอยากขึ้นมาแล้ว. ขอให้สังเกตดูให้ดีๆ ว่า ความอยากเกิดขึ้นมาแล้ว เป็น ความรู้สึกที่ต้องเกิด, และเกิดตามธรรมชาติเท่านั้น; ไม่ต้องมี ตัวตนอะไรที่ไหน มัน เ ป็นจิตใจที่รู้สึกได้, มันก็ รู้สึกไปตาม การปรุงแต่งของธรรมชาติ มันจึงอยากในสิ่งที่ตัวชอบ. ความ
น.15 ๙ อยาก นี้เอง ทำให้เกิดความรู้สึก ถัดมาอีกขั้นหนึ่ง คือรู้สึก ว่า "ฉันเป็นผู้อยาก". ความรู้สึกว่า ตัวตน หรือฉันนี่ มัน เ กิดทีหลังความ อยาก. เด็กออกมาจากท้องแม่ ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไปกว่า รู้ว่า อะไรอร่อย, อะไรไม่อร่อย, อะไรถูกใจ, อะไรไม่ถูกใจ, แล้วมันก็อยากเป็นของมันเอง มันมีความอยากได้เอง. เมื่อมีความอยากแล้ว ความอยาก นี้ก็ จะปรุงให้เกิด ความรู้สึกที่ถัดมาว่า "กูผู้อยาก" ; นี้ตัวตนก็เกิด. เมื่อเด็กรู้ ประสีประสาต่อสิ่งเอร็ดอร่อยสวยงาม; ความอยากก็เกิด, ตัวตน ก็เกิด, แล้วก็เกิดมากขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาว. นี้เรียกว่า สมบัติเดิม ที่เราได้มา ได้รับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่. ส่วน อนัตตา นั้น เป็นความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น ว่า นั่นมันเป็นอย่างนั้น เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา; ไม่ใช่ ตัวตนอะไรที่ไหน. นี่ ตัวตนคือสมบัติเดิม ที่ติดอยู่ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต กว่าจะได้รับสมบัติใหม่ของพระพุทธเจ้า คือ เรื่องความจริงอัน ไม่มีตัวตนนี้ มันแสนยากอย่างนี้. สรุปความว่า ตนนี้, ตัวตนนี้ มันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น "เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น". ขอให้สังเกตดูให้ดี และ รู้สึกด้วยอวิชชา คือความโง่, ตัวตนซึ่งเป็นผู้อยากนั้นคลอด
น.16 ๑๐ ออกมาจากความอยาก. จงเรียนพุทธศาสนาที่นี่ อย่าเรียนจาก ตำหรับตำราอะไรที่ไหนเลย มันจะไม่รู้. มันต้องรู้ เมื่อเรียนจากตัวความรู้สึกในใจโดยตรง : มี ความอยาก มีความรู้สึกว่า "กูผู้อยาก" แล้วมันก็มีความรู้สึก เห็นแก่กู, เห็นแก่ตน, แล้วทำความดีความชั่วได้ ตามอำนาจของ ความเห็นแก่ตน. ตนชั่วก็เห็นแก่ตน ก็เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ; ถึงแม้ตนดี เมื่อยึดถือมันก็หนัก และเป็นความทุกข์. คนต้องเป็นทุกข์ เพราะความดี เพราะยึดถือความดี เพราะแบกความดี; ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเรื่องความดี นี้ก็มีอยู่ มาก; เพราะว่า ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนนี้ ละได้แสนยาก, มันเหนียวแน่นเหลือประมาณ. อย่างว่าคนรู้ว่าภรรยามีชู้ ไม่ซื่อสัตย์ต่อเราแล้ว ก็ยังตัด ความอาลัยอาวรณ์นั้นได้ยาก, ยากที่จะหย่าขาดกับเขาได้, หย่ากับ เขาแล้วก็ยังไปนึกถึงด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่. นี้เรียกว่า ความ ยึดถือมันเหนียวแน่น อย่างนี้. แม้รู้สึกว่าชั่ว ไม่น่ายึดถือ มันก็ ยังละไม่ได้ ; เช่นพระโสดาบันมีความเห็นว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แต่ความเห็นนี้ยังน้อย ยังละความยึดถือไม่ ได้, ทั้งที่มีความเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทิฏฐิ มองเห็น; แต่อุปาทานยังละไม่ได้ เพราะมีความยึดถืออัน เหนียวแน่นนั่นเอง.
น.17 ๑๑ ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า เรากำลังเป็นอย่างนี้กันทุกคน : สามียากที่จะตัดขาดจากภรรยา, ภรรยาก็ยากที่จะตัดขาดจากสามี. แม้รู้ว่าเล่นไม่ซื่อแล้ว ก็ยังตัดยาก เพราะความยึดถือว่าตัวตน หรือ ของตน นั้นเหนียวแน่น. ทีนี้ ก็มาดูพระพุทธศาสนาหรือหลักธรรมะ ที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนาว่า มัน ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าตัวตน มีแต่ธรรม- ชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นไปภายนอก, ภายใน คิดนึกได้ แล้ว ก็คิดนึกไปในทางโง่ จนมีตัวตน; เลิกโง่เมื่อไร มันก็ไม่มีตัวตน, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามธรรมชาติ. ไม่มีปัญหาเรื่องตัวตน, ไม่มีปัญหาเรื่องตายแล้วเกิด; เพราะว่า มันไม่มีคน มันมีแต่สิ่ง ที่เป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย ของธรรมชาติ. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุ วิญญาณ, ๖ อย่างนี้ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า "สัตว์ บุคคล" แล้วก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันอยู่ด้วยอวิชชา มัน ควบ คุมอยู่ด้วยอวิชชา จึงรู้สึกว่ามีตัวตน. พุทธศาสนาต้องการให้ทราบ เรื่องนี้จนเลิกคิด เลิกยึด- ถือเลิกโง่ ว่ามีตัวตน ให้มีอยู่แต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎ ของ ธรรมชาติ : มีร่างกายจิตใจอันสะอาด, ควบคุมอยู่ด้วยวิชชา คือ ความรู้ตามที่เป็นจริง แล้วกิเลสทั้งหลายก็เกิดไม่ได้. เราก็อยู่ เป็นสุขด้วยกันทั้งหมดทุกๆ ฝ่าย.
Buddhadasa