Buddhadasa.org

คุณพระไม่ตาย ตอนที่ ๑ — คุณพระไม่ตาย (ธรรมโอวาท ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๔)

คุณพระไม่ตาย — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คุณพระไม่ตาย (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.7 "คุณพระ" คือ คุณพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ รวมเรียกสั้นๆ ว่า "คุณพระ", เป็นสิ่งที่ไม่มี รู้จักตาย. ข้อนี้เป็นที่รู้จักกันอยู่โดยทั่วไป เปรียบเสมือน ไฟ ถ้ามีการสีของแข็งด้วยกันที่ไหน ก็จะแสดงตัวออก มา ให้ใช้เป็นประโยชน์ กันได้เมื่อนั้น; ไม่ว่าใครจะ เป็นคนสีให้เกิดไฟนั้น ที่ไหน และเมื่อไร. เมื่อ "คุณพระ" เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตาย ใครเข้า ถึง"คุณพระ" ก็เลยกลายเป็นผู้ไม่รู้จักตายไปด้วยกัน, ได้ เข้าถึงอมตะธรรม ที่ตายไม่ได้ คือความจริง ที่มีอยู่ว่า ไม่มีสัตว์บุคคล มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่ง ของเหตุ ปัจจัย ตามธรรมชาติ ตามกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือ "ตถตา" หรือ "ความเป็นเช่นนั้นเอง". จิตที่ประ- กอบด้วย อวิชชา ต่างหาก ที่เข้าใจเอาเอง ว่าเป็นสัตว์ บุคคล ผู้เกิดหรือผู้ตาย.

น.8 เราจะต้องเศร้าโศกในเรื่องความตาย ไปทำไมกัน ให้เสียชื่อ เสียเกียรติ ของความเป็นพุทธบริษัท; ควร จะรีบศึกษาและปฏิบัติธรรม จนได้มี "คุณพระ" อยู่กับ เนื้อ กับตัว เสียด้วยกัน ทุกคน กล่าวคือ เข้าถึง ความจริง ของ "ตถตา" หรือ ความเป็นเช่นนั้นเอง ของ สัจธรรมอันสูงสุด จนไม่มี "บุคคล ผู้เกิดแก่เจ็บตาย" กัน อีกต่อไป; ก็จะไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และ ได้พบ พระพุทธศาสนา เป็นแน่แท้. พุทธทาส อินทปัญโญ โมกขพลาราม ไชยา ๒๕๒๔

น.9 ธรรมโอวาท ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๔ พระพุทธวจนานุสสติ อาตมาเห็นว่า หัวใจของพระพุทธวจนะทั้งหมด จะมีประโยชน์แก่ความเจ็บไข้ จึงอยากจะมาพูดกันสักหน่อย ด้วยเรื่อง หัวใจของพระพุทธวจนะ ; โดยคิดว่าก็ทราบ อยู่แล้ว แต่อาจจะลืมไปก็ได้ ; เพราะความเจ็บไข้ครอบงำ อาจจะเฟื่อนไปก็ได้ จึงอยากจะมาพูดด้วยเรื่องนี้ เพื่อเป็น การซักซ้อม ที่มีประโยชน์ที่สุด ในเวลาเช่นนี้. หัวใจของพระพุทธศาสนา หรือพระพุทธวจนะ นั้น อาจจะกล่าวได้หลาย ๆ อย่าง แต่ที่เห็นว่าถูกต้องที่สุด ก็คือ คำกล่าวสั้น ๆ ว่า "ธรรมะทั้งปวง. ธรรมทั้งปวง, สิ่งทั้งปวง

น.10 ๒ เป็นเช่นนั้นเอง" ซึ่ง โดยบาลี ก็คือคำว่า "ตถตา" . อาตมา ยังจำได้ว่า ได้เคยพูดกันถึงเรื่องนี้ เมื่อนานมาแล้ว ลอง รำลึกดูว่า ได้พูดอย่างไร ? ตถตา ว่า เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง, ทุกสิ่งเป็น เช่นนั้นเอง ทั้งสิ่งที่มีเหตุ มีปัจจัย, หรือ สังขารทั้งปวง มันก็ เป็นเช่นนั้นเอง ตามแบบของสังขาร ; แม้สิ่งที่มิใช่ สังขาร แต่เป็น วิสังขาร เป็นอสังขตะ มันก็มีความ เป็น เช่นนั้นเอง ตามแบบของวิสังขาร. ถ้าเราเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง จะเป็นอย่างไร ? ข้อนี้เคยพูดกันแล้ว เพียงแต่ย้อนระลึกนึกถึง ใจความ เหล่านั้น ก็ควรจะพอ. ทบทวนกันได้ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า พวกที่มีเหตุมีปัจจัย สังขารที่มีเหตุมีปัจจัย มันก็ มีการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. การเกิดขึ้นก็เป็นเช่นนั้นเอง, การตั้งอยู่ก็เป็นเช่นนั้นเอง การดับไปก็เป็นเช่นนั้นเอง. ดังนั้น ความเกิด ก็คือความ เป็นเช่นนั้นเอง, ความแก่ ชรามันก็เป็นเช่นนั้นเอง, ความเจ็บไข้ ก็เป็นเช่นนั้นเอง, กระทั่ง ความตาย ก็เป็น เช่นนั้นเอง.

น.11 ๓ ขอให้ดูให้ดี จนรู้สึกในความจริงข้อนี้ ว่าการที่เรา อยู่สบาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง, การที่เราต้อง เจ็บไข้ มัน ก็เช่นนั้นเอง, ถ้า หาย มันก็คือ ความ เป็นเช่นนั้นเอง คือ มีปัจจัยที่ถูกต้อง; ถ้า ไม่หาย มัน ก็เช่นนั้นเอง เพราะมัน มีปัจจัยที่ไม่ถูกต้อง; ถ้าสมมุติว่า จะต้องตาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง : ถ้า ไม่ตาย มันก็คือ เช่นนั้นเอง. นี่การที่เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น นั้น มันก็กลายเป็นเรื่องเช่นนั้นเอง ; จึงมีคำกล่าวว่า “เราทั้งหลาย มีความเกิดเป็นธรรมดา, มีความแก่เป็น ธรรมดา, มีความเจ็บเป็นธรรมดา, มีความตายเป็นธรรมดา, มีกรรมเป็นของตน, ต้องเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ ดังนี้". ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของเช่นนั้นเอง, เป็นความเป็น เช่นนั้นเอง ของสังขารทั้งหลายทั้งปวง. แต่พระองค์ได้ ตรัสว่า "ถ้าได้อาศัยพระองค์มา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวกสัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเกิด, ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็จะพ้น จากความแก่, ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความ ตาย,

น.12 ๔ ข้อนี้หมายความว่า อย่างไร ? ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเราได้อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ก็คือได้ฟัง พระธรรมของพระองค์, ได้เข้าใจในธรรมของพระองค์ จน กระทั่งเห็นธรรมะสูงสุด ที่เป็นเช่นนั้นเองสูงสุด คือความ ไม่มีตัวตน. ความไม่มีของตน มีแต่ธรรมชาติแห่งความ เป็นเช่นนั้นเอง ; ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีความ หมายแห่งตัวตนของมันเลย. เมื่อมองเห็นความเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งที่ควรถือว่า เป็นตัวตน ; สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ บุคคล ; มันจึง ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย ; มีแต่สังขารทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยของมัน เท่านั้น. นี่เรียกว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสังขาร ทั้งปวง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ; มีแต่สังขารทั้ง หลายปรุงแต่งไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, กฎอิทัปปัจจยตา บันดาลให้สังขารเป็นไป. เรามาสมมุติเอาอาการนั้น ๆ ว่า เป็นความเกิดบ้าง เป็นความแก่บ้าง เป็นความเจ็บบ้าง

น.13 ๕ เป็นความตายบ้าง ; ถ้าหลงในสมมุตินี้ ก็จะต้องเป็นทุกข์ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. เมื่อได้ อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร เห็น ความจริงแล้ว ก็เห็นว่าไม่มีใคร ๆ, ไม่มีสัตว์ บุคคลใด, มีแต่ สังขารล้วน ๆ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. นี้เรียงว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งที่เป็นสังขาร คือมีเหตุ มีปัจจัย ปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ. ทีนี้มาดู พวกที่ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เป็นธรรมะ ประเภทอสังขตธรรม. อสังขตธรรมไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ; พวกนี้ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผลของอะไร มีแต่สภาพเป็นเช่น นั้นเอง ของธรรมะส่วนนี้ ซึ่งเรียกว่า "วิสังขาร" เป็นที่ ดับแห่งสังขารทั้งปวง ; เราเรียกกันโดยภาษาธรรมดา ๆ ว่า "พระนิพพาน". ธรรมะประเภทนี้ ว่างจากการปรุงแต่ง จึงว่างจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. แม้ว่า สังขารทั้งหลาย จะมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าบุคคลมองเห็นวิสังขาร หรือภาวะแห่งการไม่ปรุง- แต่งแล้ว สิ่งที่มีการปรุงแต่ง ก็หมดความหมายไปเอง ; เพราะว่ามันว่างจากสิ่งที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล.

น.14 ๖ ให้พิจารณาดูว่า ในที่ทุกแห่ง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน. ที่เกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ก็เพราะเราเข้าใจเอาเอง, เรา สมมุติกันเอง เพราะเราไม่รู้. เมื่อได้อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร จึงได้ รู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีอาการต่าง ๆ กัน, ถูกเอามาสมมุติยึดถือ ให้เป็นเกิด เป็นแก่ เป็นเจ็บ เป็นตาย, แล้วก็เข้าใจตัวเองว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็น เจ้าของ ผู้กระทำการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น. ถ้าเข้าใจถึงหัวใจของพระธรรม หรือของพระพุทธ- วจนะแล้ว ย่อมไม่เกิดความรู้สึกว่า มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่น่าเอา เป็นตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่ควรเอา เป็น ตัวเป็นตน, ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ด้วยความยึดถือว่าเราเป็น หรือใครเป็นนั่นเป็นนี่. นี้เรียกว่ามัน เ ป็นเช่นนั้นเอง ; แล้วก็ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น มาเป็นของเรา. ถ้าเห็นอย่างนี้จิตก็ไม่จับฉวย อะไร, ไม่จับฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตน, ไม่จับฉวยเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของตน. ไม่มีอะไรที่จะต้องจับฉวยเอามา เป็นตัวตนของตน, และ

น.15 ๗ จับฉวยเอามาเป็นตัวตนของตนก็ไม่ได้ มันทำไม่ได้ เพราะ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ; เพราะว่ามันว่างจากความเป็นตน หรือของตน มันเป็นเพียงกิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลงของ สังขาร ที่มีการเปลี่ยนแปลง. สังขารล้วน ๆ ตามธรรมชาติ โดยกฎของธรรมชาติ มันก็เปลี่ยนแปลง ; นี้เราเรียกว่ากิริยา. แต่ถ้าจิตมันโง่ ไปเอากิริยานั้นมาเป็นของตน มันก็กลายเป็นกรรม แล้วก็ จะมีผลกรรม สำหรับจิตที่หลงยึดถือเช่นนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ เกิดคำกล่าวที่ว่า เรามีกรรมเป็นของตน จะต้องได้รับผล แห่งกรรมนั้น. ถ้าเรา เห็นความเป็นเช่นนั้นเองเสียแล้ว มันก็ต้อง ไม่เป็นการทำกรรม เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขาร จึงเรียกว่า เป็นกิริยา เท่านั้น, เห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ จิตก็จะน้อมไปเพื่อพระนิพพาน อันเป็น ความดับ ไม่มีอะไรเหลือ สำหรับเวียนกลับมาเกิดอีก. ทีนี้ เมื่อถึงคราวที่สังขารร่างกายนี้ มันจะดับของ มันเองตามธรรมชาติ ให้จิตนี้สมัครดับไม่เหลือ, สมัครใจ

น.16 ๘ ดับไม่เหลือ ; มีความรู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นเพียงกิริยาของสังขารตามธรรมชาติ ก็จะสมัครดับไม่เหลือ, หรือจะถึงกับพอใจ ที่จะดับไม่เหลือ คือพอใจในพระนิพพาน. ถ้ายังเหลืออยู่ ก็มีการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; ถ้าดับไม่เหลือก็เป็นนิพพาน ; จึงควรจะสมัครนะ ดับไม่เหลือ. อย่าให้ต้องน้อยหน้าอนาถบิณฑิกเศรษฐี. เศรษฐีคนนี้ ได้ยินได้ฟังเรื่องอนัตตา เรื่องดับไม่เหลือ ; ในวาระสุดท้าย ก็ยังเอาตัวรอดได้ ดังที่ปรากฏเรื่องในพระบาลีนั้น ๆ. นี่เราก็ เป็นพุทธบริษัทมานาน เข้าใจธรรมะนี้ จึงสามารถที่จะดับไม่เหลือ โดยที่ไม่ต้องน้อยหน้ากัน ; โดย กระทำในใจให้ถูกต้องว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง มันเป็นเช่นนั้นเอง. สังขารที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ก็เป็นเช่นนั้นเองตามลักษณะของการปรุงแต่ง หรือสังขาร. การปรุงแต่งนี้เราเรียกกันว่า สังขาร : พวกที่เป็นสังขาร ก็เช่นนั้นเอง ไปตามแบบของสังขาร ; พวกที่เป็นวิสังขาร มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ไปตามแบบของวิสังขาร ; จึงกล่าวได้ว่า ธรรมทั้งปวง ทั้งสังขาร และวิสังขาร มันเป็นเช่นนั้นเอง.

น.17 ๙ ขอให้ เป็นเช่นนั้นเอง มาปรากฏแก่จิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ สมตามที่ตรัสว่า "ได้อาศัยพระพุทธองค์ เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวกที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความเกิด, พวกที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็พ้นจากความแก่, พวกที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความเจ็บ, พวกที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็พ้นจากความตาย" ดังนี้. โดยปกติ เราก็มองเห็นข้อนี้อยู่ จิตก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรให้เป็นทุกข์ ; และ เมื่อถึงคราวที่สังขาร ร่างกายนี้มันจะดับลงไป ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, เห็นว่า มันเป็นเพียงกิริยา - เป็นกิริยา - เป็นกิริยา ; ไม่ใช่การกระทำกรรมของบุคคลผู้มีตัวตน. จิตที่เห็นธรรมะแล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวตนแล้ว แม้แต่การแตกดับแห่งสังขารนี้ ก็เป็นเพียงกิริยาของธรรมชาติ. เกี่ยวกับการดับนี้ มันต้องมีแน่ จึงอยากจะ ให้รู้จักทำในใจว่า ถ้าจะต้องดับลงไปจริง ๆ ในเวลานี้ จะทำในใจอย่างไร. ข้อนี้ได้เขียนไว้เป็นคำกลอน เอามาอ่านให้ฟังสำหรับจะ ระลึก เมื่อสังขารนี้จะแตกดับไป ตามธรรมดาของสังขาร. คำกลอนนั้นมีว่า :–

น.18 ๑๐ สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล. สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน นี้เป็นแน่ ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา. ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกเลย. ขอให้ทบทวนในใจ ให้เห็นชัดอยู่เสมอไป ดังข้อ ความต่อไปนี้ ฟังอีกครั้งหนึ่งนะ :- สิ่งปรุงแต่ง ทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มันเกิดก่อ ตามหน้าที่ มีสังขาร แล้วก็ดับ เป็นธรรมดา ตามอาการ ไม่อยู่นาน มันเป็น เช่นนี้แล.

น.19 ๑๑ สังขารกลุ่ม นี้หนอ ก็เหมือนกัน จะสิ้นสุด ลงในวัน- นี้เป็นแน่ ถึงแม้ว่า มันจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ก็ให้ถือว่า :- ไม่มีใคร เกิดหรือตาย มีได้แต่ สังขารแท้ ๆ มันจะดับ โดยธรรมดา ฯ ความสงบ มีเพราะดับ แห่งสังขาร มันดับเย็น เป็นนิพพาน สิ้นสังสาร์ นามรูปนี้ ดับวันนี้ เป็นกิริยา คือถ้า นามรูปนี้จะดับวันนี้ ขอให้เป็นเพียงกิริยา กิริยาไม่ใช่กรรม ไม่ใช่การกระทำที่จะมีผลใด ๆ เป็นเพียง กิริยาของธรรมชาติ ของสังขาร ที่ปรุงแต่งตามธรรมชาติ. ไม่มีเชื้อ กลับมา เกิดอีกเลย. นี่คือ หัวใจของพระพุทธวจนะทั้งหมด สรุปรวม อยู่ที่ว่า ทั้งสังขาร และวิสังขาร เป็นเช่นนี้เอง. เมื่อมัน แสดงความเป็น เช่นนี้ ก็ไม่ต้องมีปัญหา, ไม่ควรจะมีปัญหา จิตปล่อยว่าง - วาง - หรือว่าง จากความยึดถือใด ๆ โดย ประการทั้งปวง. ฯ

น.20 หลับตา สำรวมจิตใจ แล้วฟังให้ดี :- สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สังขารา ปะระมา ทุกขา เตสัง วูปะสะโม สุโข นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา. อิติปี โส ภะคะวา, อะระหัง, สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวา ติ. ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, บัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุ- ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต

น.21 คคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุ- เนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย, อนุตตะรัง, ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะลา มะณิ- โชติระโส ยะถา. สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มาเต ภะวัต๎วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก กะวะ อะภิวาทะนะ- สีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง. เป็นอันว่า อาตมาได้มาเยี่ยม ด้วยเสียง ด้วยการ กระทำนี้ สมตามความตั้งใจของอาตมาแล้ว. ขอให้คุณพระ สามารถดำรงจิตใจ ที่น้อมไปเพื่อความดับไม่เหลือ ไม่มี ความทุกข์แต่ประการใด เพราะการเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งปวง ดังที่กล่าวมานี้ จงทุก ๆ ประการเถิด —————————

น.22 หลับตา สำรวมจิตใจ แล้วฟังให้ดี :— สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สังขารา ปะระมา ทุกขา เตสัง วูปะสะโม สุโข นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา. อิติปิ โส ภะคะวา, อะระหัง, สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวา ติ. ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุ- ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต

น.23 กคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุ- เนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย, อนุตตะรัง, ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะลา มะณิ- โชติระโส ยะถา. สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มาเต ภะวัต๎วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก กะวะ อะภิวาทะนะ- สีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง. เป็นอันว่า อาตมาได้มาเยี่ยม ด้วยเสียง ด้วยการ กระทำนี้ สมตามความตั้งใจของอาตมาแล้ว. ขอให้คุณพระ สามารถดำรงจิตใจ ที่น้อมไปเพื่อความดับไม่เหลือ ไม่มี ความทุกข์แต่ประการใด เพราะการเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งปวง ดังที่กล่าวมานี้ จงทุก ๆ ประการเถิด ————————

น.24 ตายก่อนตาย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ลาวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต