Buddhadasa.org

คุณพระไม่ตาย ตอนที่ ๒ — ความเจ็บไข้มาเตือนให้ฉลาด (ธรรมเทศนา)

คุณพระไม่ตาย — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คุณพระไม่ตาย (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.25 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติ เปกฺโข - ติ ธมฺโม สฺกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ

น.26 ๑๖ ณ บัดนี้ จะได้แสดงธรรมเทศนา เป็นเครื่องตักเตือน คนเจ็บไข้ จงตั้งใจฟังดังต่อไปนี้ : - ขึ้นชื่อว่าความเจ็บไข้นี้ พึงเห็นว่าเป็นของ ธรรมดาที่จะต้องมีมาแก่สังขารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดไหน ; เพราะเหตุว่า สั งขารทั้งหลายจะต้อง มีความเปลี่ยนแปลงไป. เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้น ๆ และลง ๆ : เปลี่ยนแปลงไป ในทางขึ้นก็ดูสบายดี ; แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงมาในทางลง ก็คือ ความเจ็บไข้, และเมื่อสังขารทั้งหลายมีอายุมากขึ้นตามลำดับ แล้ว ก็มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี่แหละ คือข้อที่จะต้องมองให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่า สังขารทั้งหลาย ย่อมจะเป็นอย่างนี้เอง. สรุปความได้ว่า ความเจ็บ ๆ ไข้ ๆ นี้มันเป็นธรรมดา ของสังขารทั้งหลาย. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปว่า ความเจ็บไข้นี้มีมา มาทำไม? ควรจะพิจารณาให้เห็นว่าค วามเจ็บไข้มีมา สำหรับจะตักเตือน. ความเจ็บไข้ไม่ได้มาสำหรับให้เป็น ทุกข์หรือเสียใจ, ไม่ต้องมีเรื่องที่จะต้องเป็นทุกข์ หรือเสียใจ ; จะเป็นทุกข์หรือเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสังขาร

น.27 ๑๗ ต้องเป็นอย่างนั้นเอง. แต่ที่แท้แล้ว ความเจ็บไข้มิได้มาเพื่อให้เป็นทุกข์ หรือเพื่อให้เสียใจ ; แต่ว่ามาเพื่อตักเตือนให้ฉลาด, มาเพื่อสั่งสอนให้ฉลาด, หรือว่ามาเพื่อบอกให้เตรียมเนื้อเตรียมตัว สำหรับการดับไม่เหลือแห่งความทุกข์. ถ้ายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร มันก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; ถ้าจะไม่ให้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ต้องอย่าเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. เดี๋ยวนี้ ความเจ็บความไข้ ได้มาตักเตือน ได้มาแสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นอย่าง นี้เอง. ถ้าต้องการจะพ้นจากความเป็นอย่างนี้ คือความ เจ็บไข้แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับ ความดับไม่เหลือ. ความดับไม่เหลือนี้ เป็นความดับของสังขาร อย่ามีเชื้อเหลือมาเกิดอีกต่อไป ; ถึงแม้ว่าร่างกายยังไม่ทันจะแตกดับ จิตใจก็สมัครดับ, เรียกตรง ๆ ว่า สมัครตาย ไม่มีตัวกูเสียแต่เดี๋ยวนี้ : เราจะมีการปลงลงไปในทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าหมดเรื่องแล้ว สิ้นเรื่องกันที. เราจะต้องรู้สึกว่าถ้าจะขืนเวียนว่าย อยู่ในวัฏฏสงสารก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าต้องการจะหยุดจะพัก

น.28 ๑๘ มันก็ต้องไม่เป็นอย่างนี้ ก็ดับความรู้สึกของสังขารนั้น ๆ ว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเราเสีย. สังขารมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ; ถ้าเราไปยึดถือเอาว่า สังขารเป็นของเรา ความเจ็บไข้มันก็กลายเป็นของเรา. เราก็รู้สึกเป็นทุกข์ เสียใจและน้อยใจ. ถ้ามา ตั้งใจ กันเสียใหม่ ให้เด็ดขาดลงไป ด้วยสติปัญญา หรือ ด้วยกำลังจิต อันเข้มแข็ง ว่าเรื่องของ สังขาร ก็จงเป็นไปตามเรื่องของ สังขาร อย่ามาเป็นเรื่องของเรา. เรื่องของ สังขาร ย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ; แต่เรื่อง ที่เราปรารถนา นั้นเป็นเรื่อง หยุด เรื่อง ดับ เรื่อง สงบ เรื่อง เย็น เป็น นิพพาน. จิตจะต้องมองให้เห็นอย่างนี้เสียก่อน จึงจะไม่ถือเอาเรื่องของสังขาร มาเป็นเรื่องของเรา, ให้สังขารเจ็บไข้ทำลายไปตามธรรมดา จิตไม่ถือเอา ความเจ็บ ความไข้ หรือ ความตาย นั้น เป็นของเรา. จิตจะไม่ผูกพันกับความเจ็บไข้และความตาย ; แต่เปลื้องออกมาเสีย สู่ความเป็นอิสระ. นี่แหละคือคำเตือนของความเจ็บไข้ มัน มาเตือน ไม่ได้มาสำหรับให้เราเป็นทุกข์ หรือเสียใจ ; แต่มาเตือนว่า

น.29 ๑๙ จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับความดับไม่เหลือ แห่งความ รู้สึกว่าตัวกูว่าของกู โดยใจความก็คือ ดับตัวกู ดับของกู เสีย. ในการเตรียมตัว เตรียมใจสำหรับจะดับไม่เหลือ นี้ จะแยกออกเป็น ๓ อย่าง คือ : - เรื่องที่ ๑. ให้มีความระลึกว่า เรื่องที่คนเราจะ ต้องประพฤติกระทำ ในเรื่อง โลกิยะวิสัย ต่าง ๆ นานานั้น ; เป็นเรื่องโลก ๆ ทั่วไปนั้น บัดนี้ เราได้ทำเสร็จแล้ว ได้ทำ ครบถ้วนแล้ว : ได้เลี้ยงบุตร ภรรยา เพื่อนฝูง มิตร สหาย หรือได้กระทำทุกอย่างแล้ว ที่เป็นเรื่องของโลก ๆ ก็ได้ทำ เสร็จแล้ว นี้เรื่องหนึ่ง. เรื่องที่ ๒. เรื่องบุญกุศลต่าง ๆ นานา เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสงเคราะห์ สาธารณะประโยชน์อะไร ก็ตาม ที่เป็น เรื่องบุญเรื่องกุศล เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว, ได้ทำ เพียงพอแก่อัตภาพแล้ว, ได้ทำเหมาะสมแก่การที่เกิดมา เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ แล้ว, ในการที่จะบำเพ็ญกุศล ได้มาก เพียงไร เราก็ได้ทำเสร็จแล้ว. นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง.

น.30 ๒๐ เรื่องที่ ๓. นี้ ก็คือทำความระลึกว่า มันพอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในอาการอย่างนี้ คือมัน พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ : จะเกิดเป็นมนุษย์, คือจะไปเกิดเป็นมนุษย์อีกมันก็ประสบกันอย่างนี้อีก พอ กันที ; แม้จะไปเกิดเป็นเทวดา ก็ยังจะต้องตาย ยังจะ ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะกิเลส ไม่ดีไปกว่ามนุษย์ ก็พอ กันที สำหรับที่จะไปเกิดเป็นเทวดา ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ก็ได้ เกิดเป็นเทวดา นี้แน่ นอน ; แต่ว่าเกิดเป็นเทวดาแล้วไม่ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ ยังคง มีกิเลสสำหรับเป็นเหตุให้มีความทุกข์ มีความกลัว มีความ เจ็บไข้ ในทางจิตใจ คือกิเลสเบียดเบียนอยู่เสมอ ; ทำบุญ เพื่อเกิดเป็นเทวดานี้ก็พอกันที. ทีนี้แม้ว่าจะสูงขึ้นไปกว่านั้น ในบางครั้งบางคราว บางชาติ เราก็ เกิดเป็นพรหม คือเป็นเทวดาขั้นสูงสุด ; แต่แล้วมันก็ยังมีตัวมีตน สำหรับที่จะต้องตายอยู่นั่นเอง, ยังมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูอยู่นั่นเอง, ยึดมั่นว่าอะไร ๆ เป็นของกูอยู่นั่นเอง. แม้พวกพรหมก็มีตัวกูมีของกู ที่เข้มข้น ไม่อยากจะตาย เพราะว่าสบายมาก ก็เลยไม่อยากจะตาย ;

น.31 ๒๑ แต่แล้วมันก็ต้องตาย. พวกพรหมก็ ยังต้องเป็นทุกข์เพราะ ความตาย ; เพราะฉะนั้นพอกันที สำหรับที่จะไปเกิดเป็น พรหม. นี้เรียกว่า พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปใน สังสารวัฏฏ์ : เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่ไหว, เกิดเป็นเทวดา ก็ยังไม่ไหว, เกิดเป็นพรหมก็ยังไม่ไหวอีก อยู่นั่นเอง ; เพราะฉะนั้นพอกันทีสำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอให้ระลึกอย่างนี้ ด้วยอีกเรื่องหนึ่ง. รวมกันก็เป็น ๓ เรื่องด้วยกัน คือระลึกว่า เรื่อง โลก ๆ ก็ได้ทำเสร็จแล้ว, เรื่องบุญกุศลก็ได้ทำเสร็จแล้ว, พอกันทีสำหรับการเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ จง ทบทวน ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในการที่จะระลึกเพื่อ ความดับไม่เหลือเพื่อนิพพาน นั้น จะต้องระลึกว่า. ๑. เรื่องโลก ๆ เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว. ๒. เรื่องบุญ เรื่องกุศล เราก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อย ไปแล้ว. ๓. พอกันทีสำหรับจะเวียนว่ายไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมด้วยบุญกุศลนั้น ๆ.

น.32 ๒๒ มีอยู่เป็น ๓ เรื่องดังนี้ ล้วนแต่แสดงว่า พอกันที สำหรับที่จะทำเรื่องโลก ๆ พอกันทีสำหรับที่จะทำบุญ ทำกุศล, พอกันที สำหรับที่จะเวียนว่ายไปตามอำนาจของ บุญของกุศล, เราต้องการจะหยุด, เราต้องการจะ ดับไม่ เหลือ, เพื่อความไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป. นี่แหละ เรียกว่า หยุดกันทีสำหรับสังสารวัฏฏ์ ขอสมัครดับไม่เหลือ แห่งตัวกู - ของกูเป็นพระนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้ว่า "เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน" - เมื่อใดมองเห็นภัย อันเกิดมาจากความเจ็บไข้ หรือความตาย ; "โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติ เปกฺโข" - เมื่อ นั้นจงละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติ คือความสงบรำงับ ดับไม่เหลือนั้นเถิด. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อใดมองเห็นภัย แห่ง ความเจ็บไข้หรือความตาย เป็นเบื้องหน้าแล้ว เมื่อนั้นจง ละเหยื่อต่าง ๆ ในโลกเสีย มุ่งหวังหาสันติ คือความสงบ รำงับดับเย็น เป็นนิพพานเถิด. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ความเจ็บไข้หรือ ความตายเป็นภัยที่คุกคาม : ทีนี้เราจะเอาชนะความเจ็บไข้

น.33 ๒๓ หรือความตายให้ได้ เราก็จะต้องละเหยื่อในโลกเสีย ถือว่า ถ้าเรา ยังไปยินดี หรือไป หวังอะไรในเรื่องโลก ๆ แล้ว ความเจ็บไข้และความตาย มันก็ จะคุกคามเรา ; มันจะบีบ คั้นเราให้เรากลัว ให้เราเสียใจ ให้เราเป็นทุกข์. แต่ถ้าเรา ไม่หวังอะไร ๆ ในโลกแล้ว มันก็บีบคั้นเราไม่ได้, ความ เจ็บไข้ หรือความตายจะมาขู่เข็ญให้เรากลัว ให้เราเสียใจ ให้ เราเป็นทุกข์นั้นไม่ได้ เราเป็นทุกข์เพราะเรายังหวังอยู่ในโลก เรายังติด อยู่ในโลก ยังติดอยู่ในสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ของสังสารวัฏฏ์ พอเรามองเห็นว่า นี้เป็นของมายาชั่วครั้งชั่วคราว และหลอกลวงให้เราเป็นทุกข์ ดังนี้แล้ว ; เราก็ไม่หวังเหยื่อ ไม่หวังที่จะกินเหยื่อ ไม่หวังที่จะเอร็ดอร่อยสนุกสนานใน เรื่องโลก ๆ อีกต่อไป, ไม่หวังที่จะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน อีกทั้งหมด, มันเป็นเรื่องมายาหลอกลวง ชั่วครั้งชั่วคราว ไปทั้งนั้น. เมื่อจิตมา มองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปเอา ไม่มี อะไรที่น่าไปเป็น ที่โลกไหน หรืออย่างไร ดังนี้แล้ว จิต ก็จะน้อมไปสู่สันติ คือความสงบรำงับ ดับไม่เหลือ.

น.34 ๒๔ บัดนี้ จงทำในใจให้เห็นว่า ไม่มีอะไรในโลกไหน ที่น่าเอาหรือน่าเป็น ; มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือสันติ ความ สงบรำงับ ดับไม่เหลือ เยือกเย็นเป็นนิพพาน. นิพพานคือความเย็น เพราะไม่มีความร้อนคือกิเลส ไม่เวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์ เป็นความเย็นดังนี้. ความ เจ็บไข้มาเตือนให้เราพอกันที สำหรับความเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสาร. มองเห็นภัยในความเจ็บไข้ และความตาย แล้ว จงสละความอาลัยในเหยื่อโลกเสีย ไม่หวังจะกินเหยื่อ อะไรในโลกอีกต่อไปแล้ว, มุ่งหน้าเฉพาะต่อสันติ ความ ดับเย็นเป็นนิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายอีกต่อไปเถิด. ธรรมเทศนาตักเตือนคนเจ็บไข้ สมควรแก่เวลา ยุติลงเพียงเท่านี้. —————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต