น.21 ๑๓ ขอให้มองย้อนหลัง อายุเท่าไรก็ตามใจ ขอให้ มองย้อนหลังเท่าที่จะทำได้ ว่าได้เป็นมาอย่างไร? ก็จะพบแต่ว่ามันเต็มไปด้วยความระหกระเหิน ความ ต่อสู้กันระหว่างความผิด ๆ ถูก ๆ นี้เรื่อยมา แล้วก็ยัง ไม่มองเห็นตลอดไปข้างหน้า ว่าจะไปกันที่ไหน? เกิด มาแต่ไหน? จะไปที่ไหนก็ยังไม่รู้. เอาละ, ไม่ต้องคิดให้มันมาก เอาแต่เพียงว่า เรานี้ เป็นอะไร? ว่าเป็นมนุษย์ รู้จักหรือว่าเป็นอย่างไร? เดี๋ยวนี้เป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย เป็นเด็ก หรือเป็น ผู้ใหญ่? ขอให้อาศัยการศึกษา จะช่วยให้รู้ว่าเราเป็น มนุษย์ มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ให้ได้รับประโยชน์จาก การเป็นมนุษย์กันเต็มที่ อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนาเลย. เป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา ต้องมีจิตใจสูง. รู้จักตัวเองว่า เป็นมนุษย์ นี้ไม่ใช่เล็กน้อย ความ เป็นมนุษย์นี้อธิบายยาก แต่ที่เขาจำกัดความไว้ให้นี้ ก็ว่าจิตใจสูง มนุษย์ แปลว่า จิตใจสูง เมื่อจิตใจสูง ก็เป็นทุกข์ไม่ได้ต้องอยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ เหนืออะไรทุก ๆ อย่าง ถ้าจิตใจต่ำ ไม่สูง มันก็อยู่
น.22 ๑๔ ใต้ปัญหา อยู่ข้างใต้ความทุกข์ ก็ต้องเป็นทุกข์ เมื่อ เป็นทุกข์ มันก็ไม่น่าดู น่าเกลียดน่าชัง จะต้องอยู่สูง เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ เป็นผู้มีความหมาย เหมือนกับพระพุทธเจ้า. สำหรับพวกเรานั้น เอาหลักพระพุทธเจ้าเป็น หลัก ศาสนาอื่นเขาก็เอาศาสนาอื่นเป็นหลัก เราศาสนา พุทธ เอาศาสนาพุทธเป็นหลัก พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ความจริง พุทธะ คำนี้รากศัพท์แท้ ๆ แปลว่า ผู้ตื่น ที่แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพิ่มเข้าไปนั้นน่ะเป็น ชั้นสอง ชั้นหนึ่งแท้ ๆ พุทธะนี้แปลว่าผู้ตื่น ไม่ใช่ตื่น ขลาดกลัว ตื่นตูมอะไร .. ไม่ใช่ คือว่าตื่นจากหลับ เมื่อ หลับอยู่ยังไม่ใช่พุทธะ เมื่อตื่นแล้วจึงจะเรียกว่า พุทธะ. จะพูดโดยภาษาคนนี้ก็ได้ ถ้ายังหลับอยู่ หลับอยู่นี้ กรนอยู่นี้ ก็ยังไม่เป็นพุทธะ ถ้าตื่นขึ้นมา .. ไม่หลับ จากไม่หลับนั้นจึงจะเป็นพุทธะ ตื่นหรือหลับอย่าง ภาษาคน อย่างนี้ก็ได้. แต่ตื่นหรือหลับที่ดีกว่านั้นก็คือ ในภาษาธรรม ความหลับนั้นคือความโง่ อวิชชา เป็นความหลับ กิเลสนั้น คือความหลับ เอากิเลสออกไปเสียได้ ก็เป็น ความตื่น ตื่นจากกิเลส ตื่นออกมาเสียจากความหลับ
น.23 ๑๕ คือกิเลส กิเลสนิทรา. กิเลสนิทราคือความหลับโดยกิเลส นั่งอยู่นี่จะ กำลังหลับในกิเลสอยู่ก็ได้ ระวังให้ดี กิเลสนิทราเป็น ภาษาในคัมภีร์ หลับของกิเลส หลับโดยกิเลส หลับ ด้วยกิเลส ต้องตื่นออกมาเสียจากการหลับชนิดนี้ จึง จะเรียกว่าพุทธะ. ภาษาคน ภาษาธรรมดาก็คือตื่นนอน อย่างที่เรา นอนหลับประจำวัน แล้วก็ตื่นขึ้นมา ก็เรียกว่า พุทธะ อยู่แล้วโดยภาษาบาลี แต่พุทธะในทางภาษาธรรมะนี้ ก็หมายถึงตื่นจากหลับ ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือหลับ อย่างอำนาจของกิเลสนี้คำว่ารู้ .. ว่าเบิกบาน มันตาม มาเอง. ถ้าเราไม่หลับเราก็รู้สึกตัว คือรู้ และเมื่อเรารู้ ถูกต้องแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เราก็ เบิกบาน แสดงความสุขความพอใจ นี่คือ พุทธะ ผู้ ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นความหมายของคำว่า ใจสูง มนุษย์ ใจสูง ใจสูงตามแบบของพระพุทธเจ้า คือเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. นี้ขอให้เรารู้จักตัวเองกันอย่างนี้ทุกคนเถอะ จะ เป็นลูกเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า อะไรก็ตามเถอะ จะรู้ว่า เป็นมนุษย์นะ อย่าเป็นอะไรให้มันน้อยไปกว่ามนุษย์
น.24 ๑๖ จะเป็นมนุษย์ก็ต้องมีความรู้ มีความตื่น มีความ เบิกบาน. เอ้า, ยุติกันที ที่ว่าเรารู้จักตัวเราเองแล้ว ว่าเรา เป็นมนุษย์ นี้เขาเรียกว่ารู้จักตัวเอง. ถ้าจะมีธรรมะกันให้ได้ ข้อแรกที่สุดต้องรู้จัก ตัวเองเสียก่อน ว่าเราเป็นอะไร เรามีความรู้ความ เข้าใจถูกต้อง เรียกว่ามีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ แล้วเรา ก็รู้ว่าตัวเรานี้เป็นมนุษย์ก็ต้องทำอย่างมนุษย์ เป็น มนุษย์ให้เต็มตามความหมายของคำว่ามนุษย์ ข้อที่ ๑. คือพูดว่า "รู้จักตัวเอง". ข้อที่ ๒. เราจะ เชื่อตัวเอง คำว่าเชื่อตัวเองนี้มี ความหมายกำกวม ถ้ามีความโง่ มันก็เชื่ออย่างผิด ๆ ถ้ามีปัญญาก็เชื่ออย่างถูก ๆ แต่คำพูดในที่นี้หมายถึง เชื่อในทางที่มันถูก เชื่อสมกับที่เป็นมนุษย์. คำว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น อธิบายได้ หลายความหมาย เชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม เชื่อ ความที่ต้องรับผลกรรม เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เหล่านี้ก็ยังไม่พอที่จะต้องมาอยู่รวมอยู่ที่เชื่อตัวเอง .. เชื่อตัวเอง ถ้าไม่มีความเชื่อตัวเองแล้ว จะเชื่ออื่น ๆ ไป ไม่ได้ เราต้องมีความเชื่อตัวเอง ศรัทธาในตัวเอง ว่า เราเป็นมนุษย์แน่.
น.25 ๑๗ นี่ใครเชื่อหรือยัง? ใครเชื่อตัวเองเป็นมนุษย์ แน่หรือยัง? หรือยังลังเลอยู่? เชื่อตัวเองว่าเราเป็น มนุษย์แน่นะ ถ้าเชื่อว่าเราเป็นมนุษย์แน่ เราจะต้อง เชื่อต่อไปว่า เราต้องทำได้อย่างมนุษย์นะ ถ้าเราทำ ไม่ได้อย่างมนุษย์ ก็ไม่เป็นมนุษย์ดอก แล้วก็ไม่มี ความเชื่อตัวเองที่ตรงไหนได้ จะไปเรียกว่าเชื่อตัวเอง ที่ตรงไหนได้. ถ้าเชื่อตัวเองก็หมายความว่า เชื่อว่า ฉันเป็น มนุษย์แน่ และฉันต้องทำได้อย่างที่มนุษย์ทำได้ อะไร ๆ ที่มนุษย์ทำได้ ฉันเชื่อว่าฉันต้องทำได้ ในตัว ฉันเดี๋ยวนี้ มีความพร้อมที่จะทำให้ได้ในการที่จะเป็น มนุษย์ให้สมบูรณ์ ใครมีความเชื่ออย่างนี้บ้างแล้วหรือ ยัง? ก็ไปทดสอบตัวเองดูก็แล้วกัน ถ้ามีแล้วก็เป็นอัน ใช้ได้ มีธรรมะข้อที่ ๒. คือเชื่อตัวเอง. ทีแรก รู้จักตัวเองว่าเป็นมนุษย์. ข้อ ๒. เชื่อตัวเองว่าเป็นมนุษย์ และทำได้ตามที่ มนุษย์จะต้องทำ อย่ามัวขี้ขลาด อย่ามัวขี้เกียจ อย่า มัวเหลวไหล .. โลเล ไม่มีความแน่วแน่อยู่อย่างนี้. ทีนี้ ข้อที่ ๓. ต้องบังคับตัวเอง เมื่อเชื่อว่าเป็น มนุษย์ และทำได้อย่างมนุษย์ ก็ต้องบังคับให้ทำซิ อย่าเชื่ออยู่เฉย ๆ ซิ บังคับให้ลงมือทำเมื่อไม่อยาก
น.26 ๑๘ จะทำ กิเลสมันไม่อยากให้ทำ ความเหลวไหลมันไม่ อยากให้ทำ เราต้องบังคับตัวเองให้ทำให้จนได้. คำสอนของพระพุทธเจ้า รวมอยู่ในการบังคับ ตัวเอง คือบังคับกิเลสนั่นแหละ คือว่าตัวเอง ในที่นี้ ถ้ายังเป็นคนธรรมดา เป็นปุถุชนคนธรรมดา มันก็มี ตัวเองเป็นกิเลส ก็ต้องบังคับตัวเอง บังคับกิเลส ด้วย จิตฝ่ายที่ไม่ใช่กิเลส จิตฝ่ายที่เป็นโพธิ เป็นสติปัญญา จะต้องก่อรูปขึ้นมา บังคับจิตฝ่ายที่มันเป็นกิเลส นี่ บังคับตัวเอง. เราแบ่งตัวเราเป็น ๒ ภาค หรือ ๒ ส่วน คือ ส่วน ต่ำ ส่วนที่จะลงต่ำ นั่นมันส่วนหนึ่ง ส่วนที่จะขึ้นสูงมัน อยู่อีกส่วนหนึ่ง เขาเรียกว่า ฝ่ายต่ำ-ฝ่ายสูง ฝ่ายชั่ว- ฝ่ายดี ฝ่ายผิด-ฝ่ายถูก ฝ่ายบุญ-ฝ่ายบาป อะไรก็ แล้วแต่จะเรียก เรามีอยู่เป็น ๒ ส่วน. ส่วนที่จะถูกจะดี .. ไปสูงนั่นแหละ จะต้องเกิดขึ้น และบังคับฝ่ายต่ำ หรือว่าจะเอาสติปัญญามาเป็น กลาง ๆ มาช่วยให้ฝ่ายสูงมาบังคับฝ่ายต่ำ อย่างนี้ เรียกว่าบังคับตัวเอง ก็ต้องเอาจริงเอาจัง. ทมะ แปลว่า บังคับตัวเอง พระพุทธเจ้าเป็นสารถี ทรงฝึกสัตว์ บังคับสัตว์ ผู้เป็นเวไนยสัตว์ให้เป็นไปตามครรลองของพระธรรม
น.27 ๑๙ แต่ก็ไม่พ้นจากการที่เราต้องบังคับตัวเรา. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ฝึกสัตว์ แต่ก็ไม่พ้นที่เราจะ ต้องฝึกตัวเราเอง ท่านสอนให้เราฝึกตัวเราเอง บังคับ ตัวเอง คำว่า ทมะ แปลว่า ฝึก หรือ บังคับ บังคับ ใคร? บังคับตนเอง บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ ด้วยความ รู้สึกฝ่ายสูง. ทีนี้ เราก็มีการบังคับตัวเองกันทุก ๆ คน ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ นาที ปราศจากการบังคับ ตัวเองแล้ว มันก็ต้องผิด .. ต้องมีเรื่องผิด ต้องมีเรื่อง พลาด มีเรื่องไปอีกทางหนึ่ง ไม่ไปตามทางที่ควรจะ ไป จะต้องเหมือนกับว่าเดินตกร่องไม่ระวัง ฉะนั้น บังคับตัวเอง พอใจในการบังคับตัวเอง อย่าเห็นเป็น เรื่องไม่สนุก. ถ้าเป็นคนไม่บังคับตัวเอง มันก็ไปสูบบุหรี่บ้าง ไปกินเหล้าบ้าง ไปทำอบายมุขนานา .. สารพัดอย่าง มันก็ทำไปแล้วมันก็เดือดร้อน เงินเดือนก็ไม่พอใช้ รายได้ก็ไม่พอใช้ เพราะไม่บังคับตัวเองเท่านั้นแหละ พอมีการบังคับตัวเอง เงินเดือนจะพอใช้ขึ้นมาทันที หรือจะปรับปรุงให้มันพอใช้ขึ้นได้ทันที ทุกอย่างก็จะ เป็นไปในทางถูก ไม่เหไปในทางผิด. แม้ว่ามันจะเจ็บปวด เราก็ต้องชอบ ในการบังคับ
น.28 ๒๐ ตัวเองนี้ ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา เราก็ต้องทน ต้อง มีขันตีเป็นอุปกรณ์ในการบังคับตัวเอง เช่นอยากจะ ไปเที่ยวนี่ บังคับไว้ไม่ให้ไปเที่ยว มันก็เจ็บปวดขึ้น มาเพราะการบังคับ ก็ต้องทน ทนได้เพราะเป็นการ บังคับตัวเองได้. คนที่อยากจะเลิกบุหรี่ หลายคนมาที่นี่จะเลิกบุหรี่ เมื่อไม่มีการบังคับตัวเอง ก็ไม่มีทางจะเลิกได้ มันต้อง บังคับตนเอง เมื่อเงี่ยนขึ้นมามันก็ต้องทน ไม่เท่าไร มันจะเปลี่ยนแปลง กลายเป็นว่าไม่เงี่ยนหรือว่าไม่ ต้องทน มันก็รอดตัวไปได้. นี่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะอดบุหรี่ จะอดเหล้า จะอด อบายมุข ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการ งาน ความชั่วเหล่านี้ต้องบังคับให้ออกไป ถ้าไม่มีการ บังคับมันก็ไม่ออก เราก็ต้องมีการบังคับ โดยยึดถือ หลักว่า เราเป็นมนุษย์ เราเชื่อว่าเราเป็นมนุษย์ เรา ต้องทำได้อย่างมนุษย์. ฉะนั้น เราก็ ต้องทำอย่างคนโบราณ เขาพูดว่า เป็นปลาหมอ ก็ต้องแถไปจนเกล็ดแห้ง คือไม่ยอม ถอยหลัง นี่เรียกว่าไม่ยอมถอยหลัง มีการให้ไปข้าง หน้าเรื่อย แม้มันจะยากก็ต้องทำ เขาวางระดับไว้ถึง
น.29 ๒๑ กับว่า เหมือนกับบังคับช้างตกน้ำมัน ก็ต้องไม่ยอม ไม่ท้อถอย จิตที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส นั่นเหมือนกับ ช้างตกมัน บังคับยาก แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ก็บังคับ จนได้ เรียกว่าบังคับจิตหรือบังคับตนได้. นี่ข้อที่ ๓ บังคับตัวเอง ถ้าเขียน, เขียนให้ถูกนะ ข้อที่ ๑ รู้จักตัวเอง ข้อที่ ๒ เ ชื่อตัวเอง ข้อที่ ๓ บังคับตัวเอง. ทีนี้มาถึง ข้อที่ ๔. หลังจากการบังคับตัวเองแล้ว ก็ต้อง พอใจตัวเอง ค่าที่บังคับตัวเองนั่นแหละ ควรจะ พอใจตัวเอง บังคับตัวเองได้แล้ว ก็ยิ่งพอใจตัวเอง ว่า ไม่เสียชาติเกิดที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเราไม่ได้ เป็นสุนัข เป็นแมว เป็นไก่ เป็นอะไรอย่างนั้น เรา เป็นมนุษย์ .. เราต้องมีสติ ปัญญา .. บังคับตัวเอง เรา พอใจในความเป็นมนุษย์ เราต้องชอบใจ .. พอใจตัวเอง. ลองทบทวนดูให้ดี เราพอใจตัวเราหรือยัง? เดี๋ยว นี้เราพอใจตัวเราหรือยัง? มีอะไรดีที่น่าพอใจบ้าง? เราอาจจะรักตัวเรามาก ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรดี ทั้ง ๆ ที่มัน มีอะไรที่น่ารังเกียจ แล้วก็ยังพอใจตัวเอง นี้มัน เป็นเรื่องของกิเลส กิเลสมันก็พอใจตัวมันเอง มัน ต้องหลังจากบังคับตนเอง ชำระสะสางสิ่งสกปรก เศร้าหมอง ออกไปหมดแล้ว จึงจะพอใจตัวเอง. ดูกัน
น.30 ๒๒ ในทางไหนมันก็ไม่มีข้อตำหนิติเตียน ก็พอใจตัวเองได้ นั่นแหละคือความสุข ความสุขนี้ถ้าเราจะพูดอย่าง กำปั้นทุบดิน ก็พูดว่าคือความพอใจ ถ้ายังพอใจไม่ได้ ยังไม่มีความสุข ให้มีเงินตั้งร้อยล้านพันล้าน ถ้าไม่ พอใจ อย่างไรก็ไม่มีความสุขได้ ให้มีวิมานสักร้อย หลังพันหลัง ถ้ายังไม่พอใจ มันไม่มีความสุขได้ จะมี อะไร ๆ สักเท่าไรก็ตามใจ ถ้าเราไม่พอใจแล้ว ไม่มี ความสุขได้ เนื้อตัว ร่างกาย บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่พอใจแล้ว มันไม่มี ความสุขได้. ฉะนั้น ความสุขตั้งรากฐานอยู่บนความพอใจ ตอนนี้เราทำจนพอใจตนเองได้ ความสุขมันก็แสดง ออกมาจากความพอใจตัวเองนั่นเอง. ถ้าไปหาความสุขอย่างอื่นตามกิเลสแล้ว ก็ผิด หมดแหละ ไปกินเหล้า เล่นการพนัน ไปทำอบายมุข เหล่าอื่นแล้วก็เป็นสุข ๆ ๆ นั้นมันสุขของคนบ้า หรือ เป็นสุก ก สะกด มันเผาให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา สุก อย่างนั้นอย่าไปเอามา. จงเอาความสุขเมื่อพอใจตัวเองได้ ว่าเราเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง เราได้ทำทุกอย่างของความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง เราก็พอใจ ความพอใจนั้นเป็นความสุขโดย
น.31 ๒๓ อัตโนมัติ ไม่ต้องไปคิดว่าจะเป็นความสุข ตั้งท่าจะเป็น สุข บังคับให้เป็นสุข นี้ไม่ต้อง .. ไม่ต้อง ขอให้ทำอะไร ชนิดที่พอใจตัวเอง ชื่นใจตัวเอง พอใจตัวเอง รักตัวเอง ขึ้นมา แล้วก็เป็นความสุข. เหมือนกับเรามีเงิน ถ้าเราพอใจในเงิน มันก็มี ความสุข แต่เดี๋ยวนี้เรามีธรรมะ เราพอใจในความ เป็นมนุษย์ของเรา เราก็มีความสุข เป็นความสุข ทางธรรมะ เป็นความสุขจริง เป็นความสุขในทาง วิญญาณ นี่ความสุขอยู่ที่นี่ จงทำอะไรชนิดที่ทำให้ เราพอใจตัวเองได้. อยากจะสรุปความว่า ให้ทำหน้าที่ของตน ๆ ก็ แล้วกัน มนุษย์เมื่อได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ก็พอใจ ตัวเอง แต่ว่าเราไม่เหมือนกันทุกคน เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำงานต่างกัน บางคนอาจจะต้องกวาดถนน ก็พอใจ .. ก็เป็นสุข แจวเรือจ้างก็เป็นสุข ล้างท่อสกปรก ก็เป็นสุข เพราะเราพอใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ เราเป็นมนุษย์. กรรมสร้างเรามา ให้ทำได้แต่เพียงเท่านี้ หรือ อย่างนี้เราก็ทำซิ มันก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน เมื่อทำลง ไปแล้ว ย่อมเป็นประโยชน์ในโลกนี้ โลกนี้มันมีหน้าที่ ตั้งร้อยอย่างพันอย่าง หมื่นอย่างแสนอย่าง ใครทำ
น.32 ๒๔ หน้าที่ไหนสักหน้าที่หนึ่ง ย่อมได้ชื่อว่าทำประโยชน์ แก่โลกนี้ ไม่เสียชาติเกิด เราก็พอใจว่ามีส่วนในการ ที่ทำให้โลกนี้ มีสันติสุข .. มีสันติภาพ มีความสมบูรณ์ แห่งความเป็นโลกนี้. ความเป็นชาวนาก็พอใจเมื่อได้ทำนา เป็นชาว สวนก็พอใจเมื่อได้ทำสวน เป็นพ่อค้าก็พอใจเมื่อได้ เป็นพ่อค้า เป็นนักการเงิน นักการธนาคาร ก็พอใจ เมื่อได้เป็น เป็นทนายความ ก็พอใจเมื่อได้เป็น แต่ต้อง ถูกต้องตามธรรมะ ไม่ใช่เป็นอันธพาลขูดรีด. ถ้าเป็นพ่อค้าอันธพาลขูดรีด ก็เอากำไรร้อย เปอร์เซ็นต์ พันเปอร์เซ็นต์ หมื่นเปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็น พ่อค้าที่คิดแต่ว่า เราจะเป็นเพียงพ่อค้าให้ความสะดวก สบายแก่เพื่อนมนุษย์ เอากำไรสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว อย่างนี้ไม่มีใครเดือดร้อน พ่อค้าคนนั้นก็เป็นคนที่ว่า ช่วยทำโลกนี้ให้สมบูรณ์. จะเป็นนักการธนาคาร ก็เหมือนกันแหละ จะช่วย ให้โลกสะดวกและสมบูรณ์เกี่ยวกับเงินทองทรัพย์สมบัติ ก็ได้บุญ นี่เพราะทำให้โลกนี้สะดวกสบาย แต่ถ้า ขูดรีดเอากำไรตั้งร้อยเท่าพันเท่า หมื่นเท่าแสนเท่า ก็เป็นคนขูดรีด ก็ทำบาป ไม่ได้บุญ.
น.33 ๒๕ จะพูดเลยไปถึงว่า เป็นทนายความ ถ้าเป็นทนาย ความที่ประกอบไปด้วยธรรมะก็ได้บุญ เพราะให้ ความถูกต้องยุติธรรมในโลก แก่ผู้ที่หย่อนความ สามารถหรืออะไรได้ นี้ก็ได้บุญ แต่ถ้าเป็นทนาย ความขูดรีดเห็นแก่เงิน หลอกลวงทั้งสองฝ่าย อย่าง นี้เป็นอะไร .. ก็เรียกเอาเองเถอะ ไม่รู้จะพูดว่าอะไร เขาก็เป็นคนบาป เป็นสัตว์นรกเป็นอะไรก็ได้. ไม่ว่าอาชีพไหน เมื่อทำพอดี ๆ ถูกต้องตามความ หมายของอาชีพอันนั้นแล้ว จะได้บุญไปหมด กระทั่ง ว่าจะเป็นข้าราชการ เมื่อทำหน้าที่ตรงตามความ หมาย ก็ได้บุญด้วย เป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งได้บุญมาก. นี่ได้ยินว่ามีครูบาอาจารย์นั่งอยู่ที่นี่หลายคน เป็น นักเรียนจะเป็นครูบาอาจารย์ ก็ยิ่งได้บุญ .. ยิ่งมีบุญ อยู่มาก อยากจะบอกว่า ครู .. เป็นอาชีพที่ได้บุญ ที่ จริงเป็นอาชีพของพระอริยบุคคล เป็นอาชีพของ ปูชนียบุคคล เพราะว่าครูบาอาจารย์คือผู้สร้างโลก. โลกนี้จะดีจะเลวอย่างไร ก็แล้วแต่ว่าครูบาอาจารย์ สร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไร ถ้าครูบาอาจารย์สร้าง เด็ก ๆ ขึ้นมาดี ก็มีผู้ใหญ่ดี โลกนี้ก็เต็มไปด้วยคนดี โลกนี้ก็มีความสุข ถ้าครูบาอาจารย์เลวสร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาเลว ก็เป็นพลเมืองที่เลว โลกนี้มันก็เลว เราจึง
น.34 ๒๖ ควรจะถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ .. คือผู้สร้างโลกจริง ๆ ยิ่งกว่าพระเจ้า ที่เขาละเมอ ๆ เสียอีก. นี่มันเห็นอยู่ชัด ๆ ไม่ต้องละเมอ ว่าครูบาอาจารย์ เป็นผู้สร้างโลก สร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไร พลเมือง มันก็เป็นอย่างนั้น พลเมืองเป็นอย่างไร โลกมันก็เป็น อย่างนั้น นี่เป็นเพียงแต่เป็นครูให้ถูกต้องเท่านั้น ก็ ได้บุญ. นี้โดยถือเป็นหลักว่า ใครทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้องแล้ว คนนั้นได้บุญ นับตั้งแต่คนกวาด ถนนขึ้นไป เป็นพระราชามหากษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ เป็นอะไรก็ตาม ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องแล้ว ล้วนแต่ได้บุญ เป็นประชาชนคนหนึ่งก็ได้บุญ ที่ทำให้ โลกนี้มันสมบูรณ์ขึ้นมา. เราสรุปความว่า เมื่อได้ทำหน้าที่แล้วก็ได้บุญ แล้วก็ควรจะพอใจ ถ้าไม่พอใจก็โง่เต็มที่ ไม่มีอะไร ควรจะพอใจแล้ว ถ้าไม่พอใจในสิ่งที่ควรพอใจ แล้ว ก็ไม่มีโอกาสจะพอใจ ไม่มีอะไรพอใจ มันก็เป็นโรค ประสาทแหละ. ถ้าเราแต่ละคน ไม่มีอะไรเป็นที่พอใจอยู่ตลอด เวลาก็เป็นบ้า เป็นโรคประสาท แล้วก็เป็นบ้า แล้ว ก็เป็นโรคจิตแล้วก็ตาย หรือว่าถ้าไม่ถึงนั้น ไม่ถึง
น.35 ๒๗ ขนาดนั้นก็เป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง เป็นโรคหลาย ๆ โรค ที่กำลังเป็นกันอยู่ ไม่มีความสงบสุขได้ เพราะ มันไม่ชื่นอกชื่นใจตัวเองเสียเลย ไม่เคยนึกถึงความ พอใจตัวเอง เป็นข้อที่ ๔ เป็นธรรมะข้อที่ ๔ ช่วย ให้มีธรรมะข้อที่ ๔. ทีนี้ข้อสุดท้าย ก็คือ ข้อที่ ๕. ก็คือ นับถือตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคน ขออภัยจะถาม ว่า ใครมีความดีจนยกมือไหว้ตัวเองได้ ลองยกมือ ไหว้ตัวเองเดี๋ยวนี้ได้ไหม? ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคน ใครรู้สึก ว่าตัวเองมีความดีอยู่ในตัว พอจะยกมือไหว้ตัวเองได้? นี่ .. มันฉากสุดท้ายอยู่ที่นี่ คือนับถือตัวเองได้. ถ้ามองดูตัวเองแล้ว มันรังเกียจกินแหนงตัวเอง ไหว้ไม่ลง อย่างนี้ยังไม่เป็นมนุษย์ดอก ยังไม่สมบูรณ์ ถ้ายิ่งดูยิ่งสอดส่อง ยิ่งใคร่ครวญย้อนหลังไป ก็โอ๊ะ! มีแต่ความดี ยกมือไหว้ตัวเองได้โดยอัตโนมัติ โดย ไม่ต้องนึกต้องคิด นี้ใช้ได้ ถึงที่สุด. เรื่องจบแค่นี้แหละ จบที่ยกมือไหว้ตัวเองได้ หลัง จากพอใจตัวเองมีความสุขแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว ถึง ที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ ก็ เรียกว่าเคารพตัวเอง.
น.36 ๒๘ เอ้า, ทบทวนกันอีกสักที เดี๋ยวมันจะลืม. ๑. รู้จักตนเอง ๒. เชื่อตัวเอง ๓. บังคับตัวเอง ๔. พอใจตัวเอง ๕. เคารพตัวเอง. ทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลี แต่ไม่อยากจะเอามาพูดมา บอก มันยุ่งหัว .. มันจำยาก .. มันมากมาย มีศรัทธา ในตัวเอง มีความรู้ มีปัญญา มีความรู้จักตัวเอง มี ศรัทธาในตัวเอง มี ทมะบังคับตัวเอง มีความพอใจ ตัวเอง ที่เรียกว่า สันโดษหรืออะไรก็แล้วแต่ มีอีก หลายคำ แล้วก็มีความนับถือตัวเอง คือเคารพตัวเอง มีความเคารพตัวเอง มีคารวตา ความเคารพในความ ดีความงามของตนเอง. เมื่อก่อนพวกฝรั่งเขาก็ถือหลักอย่างนี้ เมื่อฝรั่ง เขายังดี ๆ อยู่ เขารู้จักตัวเอง เขาเรียกว่า self know- ledge, self knowledge รู้จักตัวเอง แล้วเขาเชื่อตัวเอง self confidence, confidence ไว้ใจหรือเชื่อ เขาก็เชื่อ ตัวเอง แล้วเขาบังคับตัวเอง self control, control บังคับตัวเอง แล้วก็พอใจตัวเอง มี self contentment,
น.37 ๒๙ contentment ที่แปลว่า สันโดษ หรือยินดี หรือพอใจ พอใจตัวเอง ในที่สุดก็ไหว้ตัวเองได้ self respect, respect เคารพตัวเอง .. ไหว้ตัวเองได้ แต่ฝรั่งเดี๋ยวนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้ หาทำยายากเหมือนกัน. เมื่อก่อน .. เมื่ออาตมายังเด็ก ๆ อยู่ ได้ยินฝรั่งที่เขา มาเมืองไทย เขามาโอ้อวดแต่เรื่องนี้ จนเมืองไทย จนคนไทยต้องยอมรับนับถือเขาแหละ เดี๋ยวนี้ .. ฝรั่ง- เช่นนี้ก็ค่อยหายไป ๆ พอพวกฝรั่งเขา เริ่มละทิ้งศาสนา เริ่มละทิ้งธรรมะ เรื่องเหล่านี้ก็หมดไป นี่เราไปตาม ก้นเขานะ เราไปตามก้นฝรั่ง .. เรื่องจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้ เข้ามาอีก เราก็จะไม่มีอะไรเหลือเหมือนกัน. ฉะนั้น เราควรจะมีการศึกษาสมบูรณ์ ไม่เป็น หมาหางด้วน ไม่เป็นเจดีย์ยอดด้วน ช่วยกันภาวนา ให้การศึกษาของเราสมบูรณ์ ไม่เป็นหมาหางด้วน ไม่เป็นเจดีย์ยอดด้วน เดี๋ยวนี้ก็มีครูบาอาจารย์นั่งอยู่ ที่นี่มาก นักเรียนนักศึกษาก็มาก จะเป็นนักเรียน ครูก็มี. ขอฝากไว้ว่า .. ช่วยกันไปทำให้การศึกษามี ระบบที่สมบูรณ์ ไม่แหว่งเหมือนกับหมาหางด้วน คือ เรียนกันแต่วิชาหนังสือกับอาชีพ ไม่เรียนธรรมะ เรียนแต่หนังสือกับอาชีพ จบแล้ว .. ไม่รู้ว่าจะเป็น
น.38 ๓๐ มนุษย์กันอย่างไร .. ไม่รู้ว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ทั้งที่มันรู้หนังสือมากและมีอาชีพดี ร่ำรวย นี่เรา เรียกว่า ระบบการศึกษาที่แหว่งเว้าอยู่ ไม่สมบูรณ์ เปรียบเหมือนหมาหางด้วน ไม่น่าดู. จะพูดให้ไพเราะสักหน่อย พูดว่า "หมาหางด้วน" เขาโกรธ เขาด่าเอา ก็พูดว่าเหมือนกับเจดีย์ยอดด้วน เจดีย์ยอดด้วนก็ไม่น่าดู มีแต่ฐานกับองค์ ดูบางทีเหลือ ครึ่งองค์ .. นี้มันไม่ไหวเหมือนกัน ไปทำให้เจดีย์มัน สมบูรณ์มียอด มีอะไรครบถ้วน เป็นการศึกษาที่ สมบูรณ์. เมื่อมีการศึกษาสมบูรณ์แล้ว คนเราก็จะมีอย่างที่ ว่า มีการรู้จักตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง พอใจ ตัวเองได้ แล้วก็นับถือตัวเองในที่สุด เพราะการศึกษา มันสมบูรณ์ นี่ครูจะได้บุญมาก เพราะช่วยทำให้ มนุษย์เป็นอย่างนี้ เหมือนกับรับใช้พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องประสงค์ให้เป็นอย่างนี้ ท่านก็สอนธรรมะไว้อย่างนี้ ให้พวกเรามาช่วยกัน หน่อย สนองพระพุทธประสงค์ ช่วยกันปลุกปล้ำให้ การศึกษาสมบูรณ์ ให้ลูกเด็ก ๆ ของเรานั่นน่ะ รู้จัก ตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง พอใจตัวเอง เคารพ ตัวเองกันให้จนได้.
น.39 ๓๑ ๕ อย่างนี้ คือวิธีที่จะทำให้เรามีธรรมะ ตอนต้น ก็พูดแล้วนี่นะ ว่าธรรมะคืออะไร เดี๋ยวนี้ก็พูดว่า จะมี ธรรมะได้อย่างไร? ก็ด้วยการปฏิบัติ ๕ ประการนี้ แล้วจะมีธรรมะ มีธรรมะกันหมดแหละ หมดปัญหา ไม่ใช่หมดเนื้อหมดตัว พอมีธรรมะก็หมดปัญหา ไม่มี ปัญหา มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้วมีพระ- พุทธเจ้าด้วย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นคือเห็นธรรม เห็นธรรม คือเห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรม” เดี๋ยวนี้เราก็มีธรรมะ ก็มีพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งกว่า เห็นเสียอีก เรากลายเป็นมีพระพุทธเจ้า ถ้าเราทำได้ ถึงที่สุดจริง ๆ เรานี่แหละจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ไม่ใช่องค์ใหญ่องค์โต ก็องค์นิด ๆ เล็ก ๆ ก็ได้ ถ้าเรา มีธรรมะที่เป็นพระพุทธเจ้า นี่คือ ... ธรรมะคืออะไร? จะมีธรรมะได้อย่างไร พูด กับท่านทั้งหลายล่วงหน้า อีก ๒-๓ วันก็เป็นวันปีใหม่ แล้ว ก็ให้เป็นของขวัญปีใหม่ ซึ่ง ๒-๓ วันก็จะมาถึง แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายรับเอาไป ในฐานะที่จะเป็น ของขวัญสำหรับปีใหม่ นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม นี้เป็นต้นไป.
น.40 ๓๒ พูดกันมามากแล้ว เด็ก ๆ ก็จะโมโห เขาว่าเขา จะไปดูสไลด์กันต่อไปอีก นี่กินเวลาไปครึ่งชั่วโมง แล้ว .. ต้องหยุด เดี๋ยวธรรมะจะแตกกระจายไปหมด. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้. พระพุทธเจ้าทรงเป็นสารถี บังคับสัตว์ให้เป็นไปตามครรลองของพระธรรม แต่ก็ไม่พ้นจากการที่เราต้องบังคับตัวเอง แม้มันจะเจ็บปวดเป็นธรรมดา เราก็ต้องทน ต้องมีขันติ เป็นอุปกรณ์ในการบังคับตัวเอง
น.41 มองดูตัวเอง แล้วรังเกียจกินแหนงตัวเอง ไหว้ไม่ลง อย่างนี้ยังไม่เป็นมนุษย์ ถ้ายิ่งดู ยิ่งสอดส่อง ใคร่ครวญ แล้วมีแต่ความดี พอใจตัวเอง มีความสุข ยกมือไหว้ตัวเองโดยอัตโนมัติ ก็ถึงที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว
น.42 ลงทุนเรียน ลงทุนด้วยการทนเป็นคน ให้ครบถ้วนตามหลักสูตรเสียก่อน แล้วสอบไล่ให้ได้ ถึงขั้นที่จะไม่ต้องเป็นคนอีกต่อไป สามารถเอาชนะอยู่เหนือการเป็นคนของตนเองได้ ก็จะมีกำไรเด็ดขาดในขั้นสุด ถึงขีดที่ความทุกข์ไม่อาจเกิดขึ้นอีกต่อไป
Buddhadasa