น.355 บัดนี้ กระผมได้ผจญปัญหานี้มาสาม ครั้งแล้วในวาระต่าง ๆ กัน. สมัยกระผม เป็นเด็ก ได้ไปในงานศพข้างๆ บ้าน อุบา- สกคนหนึ่ง ได้ถามสามเณรที่สวดอภิธรรมเป็นเชิงอวดภูมิว่า "คนเรานี้เกิดมา เพื่ออะไร? สามเณรรูปหนึ่งในจำนวนนั้น จะมีความรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่กระผมคาดว่า ท่านคง หมั่นไส้ตาแก่นั้นมากกว่า เพราะแกชอบถามปัญหาซอกแซก จนพระรำคาญ สามเณรจึงย้อนถามไปว่า "แล้วลุงเล่า เข้าใจ ว่าอย่างไร ?" อุบาสกพาซื่อตอบไปว่า "ถ้าผมรู้แล้ว ผมจะถามเณร ทำไม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" สามเณรได้ที่จึงย้อนไปว่า "ก็ ลุงเกิดก่อนฉันตั้งหลายสิบปี ลุงยังไม่รู้ ฉันเกิดทีหลัง จะรู้ได้ อย่างไร ?"
น.356 ๔๖ เรื่องก็จบกัน ด้วยอุบาสกผู้นั้นหน้าแดงกลับไป เพราะ ถูกฮาบ่า. ครั้นกระผม บวช เข้ามาในพระศาสนา มีอุบาสิกา ผู้ใคร่ธรรมผู้หนึ่ง มาถามซ้ำอีก. กระผมจะตอบแบบเณรตอบ อุบาสกนั้นก็ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ผิดกัน. เขาถามเพราะ ความอยากรู้และสงสัย. กระผมจึงตอบออกไปว่า "คนเราเกิด มาเพื่อตายอย่างเดียว" รู้สึกว่าแกพอใจมาก. ครั้นเมื่อ ไม่กี่วันมานี้ มีเด็กคนหนึ่งถามกระผมเข้าอีก ว่า ‘คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ?’ กระผมได้ฟังแล้วชักเอะใจ ว่า ตัวกระผมเองนี้รู้หรือเปล่า ว่าเกิดมาเพื่ออะไร. และทำไมจึงมี คนสงสัยกันมากนัก ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ มันเป็นปัญหา เดียวกันแท้ๆ แต่คราวนี้ กระผมรู้สึกว่า จะตอบเหมือน ตอบอุบาสิกานั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะแกเป็นเด็ก. ผมจึงตอบ ไปว่า "คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ คือเมื่อเธอเป็นลูก เธอก็ ทำหน้าที่ของลูกที่ดีของพ่อแม่ เมื่อเธอเป็นนักเรียน เธอต้อง ทำหน้าที่ของนักเรียน คือตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังครู. และใน ฐานะที่เธอเกิดมาเป็นพลเมืองไทย เธอก็ต้องทำหน้าที่เป็น พลเมืองที่ดีของชาติ" รู้สึกว่าเขาพอใจมาก. แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกระผมเองยังสงสัยอยู่ไม่หาย
น.357 ๔๗ ว่า " ทางที่ถูกนั้น คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ?" ถ้าใต้เท้าเห็น ว่า จะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจโดยทั่วๆ ไปแล้ว จะตอบ ใน "พุทธศาสนา" ก็ได้. ถ้าเห็นว่าเป็นปัญหาของคนโง่คน หนึ่งเท่านั้น ก็กรุณาตอบเฉพาะกระผมเองก็แล้วกัน. กรุงเทพฯ ๒๐ ม.ค. ๖๓ ตอบ : ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่น่าถามน่าคิดจริง ๆ แต่ผู้ตอบ ก็ไม่สามารถจะตอบได้ว่า เกิดมาเพื่ออะไร เพราะยังไม่ทราบ ว่า ‘ใครหรืออะไรกันแน่ ที่เป็นผู้ทำอาการที่เรียกกันว่า "เกิด มา" และ "เกิด" นั้นคืออะไร หรือมีความหมายอย่างไร กันแน่. ขอให้ผู้ถามคิดดูเสียใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า ตามความจริง นั้นมันมี "การเกิดมา" แน่ละหรือ. ผู้ตอบเอง เคยถูกเขาหาว่า การที่ถือว่า "พระพุทธเจ้า ตามทัศนะของบุคคลนั้น" ย่อมเป็นภูเขาบังนิพพานแก่บุคคล นั้น, เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ถ้าในกรณีนี้เป็นความจริง ผู้ตอบขอ ยืนยันต่อไปว่า ผู้ที่ถือว่า “เราเกิดมา, และตายแล้วเราต้อง เกิดอีก" นั่น ยิ่งจะเป็นมิจฉาทิฏฐิมากไปกว่าผู้ตอบเสียอีก. ขอให้ท่านผู้ถามคิดดูใหม่ว่า “เรามีการเกิดมา" กันแน่ละ หรือ ? สวนโมกข์ ฯ ๑๘ ธ.ค. ๖๓
Buddhadasa