น.349 ๓๙ ปัญหาข้อ ๙ ถาม : อารมณ์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ง่าย บางขณะคนเราก็รู้ เท่า แต่บางขณะเราก็ไม่รู้ ทำอย่างไร เราจึงจะรู้ ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสมอไป. ตอบ : คำว่า อารมณ์ ในที่นี้ ผู้ถามคงหมายเอาความรู้สึก ของจิตในภายใน ที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ภายนอก เพราะ พูดว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้น แทนคำว่า อารมณ์ที่มากระทบ, เช่น ที่เป็นโวหารภาษาไทยว่า "อารมณ์กำลังร้าย อารมณ์กำลัง ดี" เป็นต้น. การที่จะไม่ให้เกิดอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายขึ้น ในใจ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบจากภายนอก หรือเกิดขึ้นใน ภายในก็ตามนั้น หมายความว่า จะไม่ให้เกิดขึ้นได้เลย. ส่วน ที่ว่า จะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสมอไป นั้น อาจจะหมาย ไปถึงว่า รู้ต่อเมื่อมันเกิดเสียแล้ว. การรู้ทีหลังเช่นนี้ มี ประโยชน์น้อย สู้รู้เท่าอารมณ์ที่มากระทบ ก่อนแต่ที่อารมณ์ดี หรืออารมณ์ร้ายจะเกิดขึ้นในภายใน ไม่ได้. ฉะนั้น จะสรุป ความของปัญหาเสียใหม่ให้ชัดเจนว่า "ทำอย่างไร จึงรู้เท่าทัน อารมณ์ภายนอกที่มากระทบ จนไม่อาจเกิดเป็นอารมณ์ดี หรือร้ายขึ้นในภายในได้ ?"
น.350 ๔๐ ปัญหาอย่างเดียวกันนี้ ได้ตอบมาแล้วในรายอื่น, ใน ที่นี้จะตอบขยายออกไปเฉพาะส่วนที่ยังไม่เคยตอบ หรือยังไม่ ชัด. เหมือนกับเราเดินเข้าไปในตลาดครั้งแรก กับครั้งหลัง ๆ ย่อมมีความรู้สึกในสิ่งต่าง ๆ ที่อยากจะได้ต่าง ๆ กัน. ครั้งแรก อาจพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่า "ทึ่ง." แต่ ครั้งต่อ ๆ มาค่อยน้อยเข้าทุกที จนเหลือเพียงบางสิ่ง หรือใน ที่สุดเป็นสิ่งธรรมดาไปหมด. นี่อาจจับหลักได้ชั้นหนึ่งว่าสิ่งที่ เคยชินกันแล้ว ย่อมทำความรู้สึกให้แก่ใจน้อย ทั้งในทางที่ พอใจ และไม่พอใจ. และความเคยชินนั้น ก็คือการรู้จักมันดี จนจืดชืดไปแล้วนั้นเอง. อารมณ์ต่าง ๆ เรารู้จักมันแต่ในด้านที่ แปลกประหลาด เพ่งแต่ความแตกต่างของรูปร่าง เวลา สถานที่ เป็นต้น, แต่ไม่เพ่งไปในด้านที่เป็นสามัญญลักษณะ เช่นความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของอารมณ์เหล่านั้น, เรา จึงไม่เกิดความเคยชินในอารมณ์ ในทำนองที่จะไม่ยินดียินร้าย ขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด เพื่อจะทำให้มันกลายเป็น ของซ้ำซากเหมือนกันหมด ก็คือการฝึกเพ่งดูอารมณ์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยฐานะเป็นสิ่งเสมอกัน คือล้วนแต่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา, มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
น.351 ๔๑ ขึ้นเป็นลักษณะต่าง ๆ เมื่อจิตของเรายังไม่รู้จักมันดี. ในแง่นี้ มันก็เข้ายั่วเย้า หรือปรุงจิตให้วุ่นวายสับสน ละจากภาวะอัน ปกติไปได้ทันที. ถ้าจิตเรารู้เท่า และทำให้เป็นของเคยชินต่อ การพิจารณาอยู่ทุกๆ วันแล้ว ก็ย่อมจืดไปเอง. สมมตว่าใคร มาด่าเราทุก ๆ วันนานสัก ๒ ปี การด่าในวันท้าย ๆ ก็จะกลาย เป็นของน่าหัวเราะ หรือเห็นขันไปได้. เพราะฉะนั้น จึงควรทำในใจไว้เสมอว่า อารมณ์ ทั้งหลาย เป็นเพียงของธรรมดาทั้งนั้น, แต่ที่เราถึงกับไปรัก หรือเกลียดมัน เอามาก ๆ ก็โดยที่เราไม่ได้นึกหรือไม่นึกเห็นว่า มันเป็นของธรรมดาอย่างไรเท่านั้นเอง. ใจคนเรามีความรู้สึก หรือความฉลาดสูงต่ำอยู่เป็นชั้น ๆ แล้วแต่การศึกษาอบรมของ เรา. ใจที่อยู่ในภูมิอันสูงสุดแล้ว ย่อมรู้จักอารมณ์ดีทุก ๆ ชนิด จึงเลยไม่เห็นแปลกประหลาด ถึงกับจะต้องไปรักด้วย หรือ เกลียดด้วย. ยิ่งอบรมใจได้สูงมาก ก็ยิ่งเฉยต่ออารมณ์ได้มาก สนใจแต่ในสิ่งที่ดี ที่ปัญญาเป็นผู้ชักจูง. เด็กบ้านนอกแรกเข้า ไปในกรุง ย่อมลานตาด้วยสิ่งของแปลกซึ่งเด็กในกรุงไม่ค่อย สนใจนัก, นั้นเป็นเพราะความรู้สึกสูงกว่ากัน. ใจที่ได้รับการ ศึกษามาก ก็รู้จักอารมณ์ได้มาก ใจที่ศึกษาน้อย ก็รู้จักอารมณ์ ได้น้อย ฉันนั้น ทางที่ดีก็คือ ศึกษาให้รู้จักอารมณ์ในด้านที่
น.352 ๔๒ เป็นของธรรมดาเสียให้ทั่วถึง ศึกษาได้ทั้งในที่ต่อหน้า และ ในที่ลับหลังอารมณ์ ด้วยสติควบคุมไม่ให้การศึกษานั้น ๆ เผลอ กลายเป็นการย้อมความรัก หรือความเกลียดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการ ติดอารมณ์แทนการรู้อารมณ์. สติปัฏฐานก็คือการฝึกฝน การรู้ จักอารมณ์ โดยความเป็นของใช่สัตว์ ใช่บุคคลที่ควรยึดถือ หรือหวั่นไหว. ทั้งตัวเราเอง และทั้งอารมณ์ที่มากระทบ กระทบแล้ว และจะมากระทบข้างหน้า ก็ล้วนแต่สักว่าธรรม ที่มีเหตุหมุนกลิ้งไปตามเหตุ. ทำไมจะต้องยึดถือหรือหวั่นไหว ด้วยเล่า. การทำเช่นนี้เป็นชั้นลึกซึ้ง คือทำลายเสียให้หมดพิษ หรือหมดฤทธิ์ทีเดียว ไม่ต้องระวังก็ไม่อาจเกิดโทษอันใดขึ้นมา ได้.
น.353 เขียนมา - ตอบไป พุทธทาส ภิกขุ (ข) ปัญหาประเภทที่จะนำไปสู่ ความเห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ
น.354 ลำดับข้อปัญหา * ๑๐. คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ? ๑๑. สัตว์เดรัจฉาน ต้องรับผลของกรรมหรือไม่ ? ๑๒. การติดโรค เป็นเพราะผลกรรมแต่ปางก่อหรือ ? ๑๓. กรรม กับ อนัตตา เป็นหลักธรรมที่ขัดกันหรือไม่ ? ๑๔. อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้ เพราะความสุขแปรปรวน ใช่ หรือไม่ ? ๑๕. เมื่อหลุดพ้นเป็นอนัตตาไม่มีใครแล้ว อะไรเป็นผู้รู้ว่าตน ไม่เกิดอีก ? ๑๖. จิตที่หลุดพ้นอิสระแล้ว เป็นอนัตตาหรือไม่ ? ๑๗. สิ่งที่เรียกว่า ‘จิต' กับ 'อารมณ์' นั้นต่างกันอย่างไร ? ๑๘. จิต เป็นสังสาร หรือวิสังขาร ? ๑๙. จิตที่หลุดพ้นจากอารมณ์ทั้งปวง จะเรียกว่าวิมุติจิต ได้ หรือไม่ ? ๒๐. อะไรทำให้จิตหวั่นไหวแปรปรวน ? ๒๑. ใจที่รู้สึกว่า เป็นตัวตน กับใจที่ไม่รู้สึกเช่นนั้น ต่างกัน อย่างไร ? ๒๒. กิเลสเป็นสิ่งที่เกิดก่อนหรือหลังการกระทบกับอารมณ์ ? ๒๓. ตัดสังโยชน์ไม่ได้ เพราะอะไร ? ๒๔. จิต ในระหว่างโคตรภูญาณ ต้องมีไตรลักษณญาณอีก หรือไม่ ? ๒๕. สุขที่เกิดจากการปฏิบัติ นั้นอย่างไร ? ๒๖. ที่ตรัสว่า ‘นิพพานเป็นสุข’ นั้น สุขอย่างไร ? ๒๗. พระอรหันต์ในเพศฆราวาส ต้องตายใน ๗ วันนั้น จริง หรือ ? ๒๘. ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมายถึงร้อะไร ?
น.355 ถาม : คนเราเกิดมา เพื่ออะไร ? กระผมขอความกรุณาปรึกษาปัญหาสักข้อ. มันเป็น ปัญหาตื้น ๆ ง่ายๆ แต่ว่ามันยอกอกยอกใจกระผมมานานแล้ว ตั้งแต่กระผมเป็นเด็กจนบัดนี้ กระผมได้ผจญปัญหานี้มาสาม ครั้งแล้วในวาระต่าง ๆ กัน. สมัยกระผม เป็นเด็ก ได้ไปในงานศพข้างๆ บ้าน อุบา- สกคนหนึ่ง ได้ถามสามเณรที่สวดอภิธรรมเป็นเชิงอวดภูมิว่า "คนเรานี้เกิดมา เพื่ออะไร? สามเณรรูปหนึ่งในจำนวนนั้น จะมีความรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่กระผมคาดว่า ท่านคง หมั่นไส้ตาแก่นั้นมากกว่า เพราะแกชอบถามปัญหาซอกแซก จนพระรำคาญ สามเณรจึงย้อนถามไปว่า "แล้วลุงเล่า เข้าใจ ว่าอย่างไร ?" อุบาสกพาซื่อตอบไปว่า "ถ้าผมรู้แล้ว ผมจะถามเณร ทำไม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" สามเณรได้ที่จึงย้อนไปว่า "ก็ ลุงเกิดก่อนฉันตั้งหลายสิบปี ลุงยังไม่รู้ ฉันเกิดทีหลัง จะรู้ได้ อย่างไร ?"
น.356 ๔๖ เรื่องก็จบกัน ด้วยอุบาสกผู้นั้นหน้าแดงกลับไป เพราะ ถูกฮาบ่า. ครั้นกระผม บวช เข้ามาในพระศาสนา มีอุบาสิกา ผู้ใคร่ธรรมผู้หนึ่ง มาถามซ้ำอีก. กระผมจะตอบแบบเณรตอบ อุบาสกนั้นก็ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ผิดกัน. เขาถามเพราะ ความอยากรู้และสงสัย. กระผมจึงตอบออกไปว่า "คนเราเกิด มาเพื่อตายอย่างเดียว" รู้สึกว่าแกพอใจมาก. ครั้นเมื่อ ไม่กี่วันมานี้ มีเด็กคนหนึ่งถามกระผมเข้าอีก ว่า ‘คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ?’ กระผมได้ฟังแล้วชักเอะใจ ว่า ตัวกระผมเองนี้รู้หรือเปล่า ว่าเกิดมาเพื่ออะไร. และทำไมจึงมี คนสงสัยกันมากนัก ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ มันเป็นปัญหา เดียวกันแท้ๆ แต่คราวนี้ กระผมรู้สึกว่า จะตอบเหมือน ตอบอุบาสิกานั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะแกเป็นเด็ก. ผมจึงตอบ ไปว่า "คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ คือเมื่อเธอเป็นลูก เธอก็ ทำหน้าที่ของลูกที่ดีของพ่อแม่ เมื่อเธอเป็นนักเรียน เธอต้อง ทำหน้าที่ของนักเรียน คือตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังครู. และใน ฐานะที่เธอเกิดมาเป็นพลเมืองไทย เธอก็ต้องทำหน้าที่เป็น พลเมืองที่ดีของชาติ" รู้สึกว่าเขาพอใจมาก. แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกระผมเองยังสงสัยอยู่ไม่หาย
น.357 ๔๗ ว่า " ทางที่ถูกนั้น คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ?" ถ้าใต้เท้าเห็น ว่า จะเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจโดยทั่วๆ ไปแล้ว จะตอบ ใน "พุทธศาสนา" ก็ได้. ถ้าเห็นว่าเป็นปัญหาของคนโง่คน หนึ่งเท่านั้น ก็กรุณาตอบเฉพาะกระผมเองก็แล้วกัน. กรุงเทพฯ ๒๐ ม.ค. ๖๓ ตอบ : ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่น่าถามน่าคิดจริง ๆ แต่ผู้ตอบ ก็ไม่สามารถจะตอบได้ว่า เกิดมาเพื่ออะไร เพราะยังไม่ทราบ ว่า ‘ใครหรืออะไรกันแน่ ที่เป็นผู้ทำอาการที่เรียกกันว่า "เกิด มา" และ "เกิด" นั้นคืออะไร หรือมีความหมายอย่างไร กันแน่. ขอให้ผู้ถามคิดดูเสียใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า ตามความจริง นั้นมันมี "การเกิดมา" แน่ละหรือ. ผู้ตอบเอง เคยถูกเขาหาว่า การที่ถือว่า "พระพุทธเจ้า ตามทัศนะของบุคคลนั้น" ย่อมเป็นภูเขาบังนิพพานแก่บุคคล นั้น, เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ถ้าในกรณีนี้เป็นความจริง ผู้ตอบขอ ยืนยันต่อไปว่า ผู้ที่ถือว่า “เราเกิดมา, และตายแล้วเราต้อง เกิดอีก" นั่น ยิ่งจะเป็นมิจฉาทิฏฐิมากไปกว่าผู้ตอบเสียอีก. ขอให้ท่านผู้ถามคิดดูใหม่ว่า “เรามีการเกิดมา" กันแน่ละ หรือ ? สวนโมกข์ ฯ ๑๘ ธ.ค. ๖๓
น.358 ถาม : สัตว์เดรัจฉานต้องรับผลกรรมหรือไม่ ? "พระพุทธเจ้าทรงสอนในเรื่องกรรมสนองกรรม เหตุไร สัตว์เดรัจฉานมีเสือเป็นต้น จึงไม่ได้รับผลกรรม อันเกิดจาก ตัวไปเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นนำมาเป็นอาหาร. นรกดูจะมีแต่สำหรับ ลงโทษมนุษย์ที่ทำบาป แต่นรกสำหรับสัตว์เดรัจฉานมีเสือ เป็นต้น มีหรือไม่ ? ถ้าหากว่าไม่มี ก็แปลว่าเรื่องกรรม เป็นเรื่องเลื่อนลอย หรือว่าวางไว้เฉพาะมนุษย์ ?" ผมได้อ่าน คำค้านนี้แล้ว ตรองแล้วตรองเล่า ก็ไม่แจ่มแจ้งได้เลย ซ้ำเกิด สงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเสือกินสัตว์มีกวางเป็นต้นนั้น มันจะต้องมี บาปและต้องรับผลบาปนั้น แต่ถ้าไม่ให้มันกินสัตว์เป็นอาหาร แล้ว มันจะได้อะไรกินเล่า เพราะสัตว์ที่ดุร้ายเหล่านี้ต้องมีเนื้อ เป็นอาหาร ไม่เหมือนกับโคซึ่งมีหญ้าเป็นอาหาร. ต่างว่าจะ ถือว่าเสือบาป มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานมีสมองต่ำต้อยกว่ามนุษย์ ความรู้สึกว่าบุญบาป ดีชั่วอย่างคนเรารู้สึก ก็ไม่มีในมัน แล้วจะมีบาปด้วยหรือ ? กรุณาแก้ข้อสงสัยของผมด้วย.
น.359 ๔๙ ตอบ : เรื่องกรรม ไม่ได้วางไว้เฉพาะมนุษย์. ความเป็นเสือ นั้นต่ำยิ่งกว่านรก จึงเป็นบาปอยู่ในตัวเสร็จแล้ว, กรรมคง สนองกรรมเสมอ. ความคงเป็นเสือ เป็นผลเกิดมาจาก ความอยากเป็นเสือ นั่นเอง. ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน อยู่ใต้กฎแห่งกรรมกฎเดียวกัน ไม่ต้องแยกหรือแบ่งปันกัน.
น.360 ถาม : การติดโรค เป็นเพราะผลกรรมแต่ปางก่อนหรือ ? มนุษย์ที่ได้รับโรคภัยไข้เจ็บชนิดที่ร้ายแรง เช่น โรค ติดต่อ มีอหิวาต์ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นเพราะเหตุด้วยกรรมของ เขาในชาติก่อนหรือไม่. ถ้าหากมนุษย์คนนั้น ๆ ไม่เคยทำกรรม ที่จะเป็นเหตุให้เป็นโรคติดต่อ สมมตในปัจจุบันชาติ คน ๆ นั้นอยู่ในหมู่ชนที่เป็นโรคติดต่ออาศัยรวมอยู่ด้วย และคนนั้น ก็ไม่ได้ฉีดยาป้องกันอะไรเลย เขาจะเป็นด้วยกับชนเหล่านั้น หรือไม่ ? ตอบ : คำที่ว่า "ภาวะอะไร ๆ ที่สัตว์โลกเป็นไป ย่อมเป็น ไปตามกรรมของเขาเอง" นั้น เป็นคำที่กว้างมาก คือกว้างจน ไม่มีโอกาสจะผิดได้เลย. แต่คนเรามักจะมีความสงสัยตั้งขึ้นใน วงจำกัดเฉพาะ แล้วเอาเข้าไปปรับกับความหมายวงใหญ่ทั่วไป ผิดฝาผิดตัวกันอยู่ เลยระงับความสงสัยไม่ได้. ตัวอย่างเช่น ปัญหานี้ ถามเป็นใจความว่า "ไม่มีกรรมทำไว้สำหรับจะเป็น โรค แต่โรคระบาดเกิดขึ้นในที่นั้น ตนเกิดเป็นโรคขึ้น จะ มิผิดกฎแห่งกรรมไปหรือ หรือว่าเขาจะไม่เป็น" เราพอจะ ตอบได้ก่อนว่า ตามธรรมดาเขาจะต้องเป็น และการที่เขาจะ
น.361 ๕๑ ต้องพลอยเป็นโดยหลีกไม่ได้ และไม่ใช่ความผิดของเขาโดย ตรงนั้น เป็นเพราะเขาได้ทำกรรมมหึมาเอาไว้ คือกรรมที่ทำ ให้เขาต้องเวียน มาเกิดในโลกอันเป็นที่อยู่ของโรคติดต่อ และ อื่น ๆ อีกมาก. กรรมลงโทษให้เขาต้องผจญกับโลกซึ่งมีโรค ติดต่อและอื่น ๆ เพราะฉะนั้น การผจญของเขาทุกประ การ. จัดว่าเป็นการรับผลกรรมของเขา. ทีนี้ จะชี้ให้เห็นตาม ที่ว่ามาแล้วข้างต้น คือ ที่เราคิดไปว่ากรรมมีเป็นราย ๆ เฉพาะ เช่นกรรมสำหรับจะเจ็บไข้ตามธรรมดา กรรมสำหรับจะเป็น โรคติดต่อ กรรมสำหรับจะต้องตายด้วยไฟ ด้วยน้ำ ฯลฯ เป็นคู่ ๆ อยู่เสมอ. แล้วความสงสัยก็เกิดขึ้นว่า คนที่ไม่ได้ทำ กรรมสำหรับจะเป็นอหิวาต์ เมื่อมาอยู่ในหมู่คนที่เป็น จะต้อง ไม่เป็นซิ, หรือถ้าเกิดเป็น เรื่องกรรมก็เป็นหลักที่เลื่อนลอย. จริงอยู่ที่เราอ่านพบข้อความในคัมภีร์ บอกผลของกรรมเป็นคู่ๆ ในรูปที่มองเห็นชัด ๆ จนเดาได้ว่า กรรมนั้นจะให้ผลเช่นนั้นๆ (เช่น เคยบิดขานกชาติก่อน ชาตินี้จะต้องถูกรถทับ เป็นทำนอง นั้น). แต่มีเหตุผลอันอื่นแสดงว่า นั่นมิใช่หลักทั่วไป เป็น เพียงหลักรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ซึ่งก็อาจเป็นความจริง ไปได้แนวหนึ่ง สายหนึ่ง ต่างหาก. แต่ไม่มีอำนาจที่จะ สามารถหักล้างแนวใหญ่ หรือแนวที่เป็นประธาน คือแนว ที่ว่าเมื่อทำกรรมอันเป็นเหตุให้เวียนไปในภพใหม่ชาติใหม่แล้ว
น.362 ๕๒ ก็ต้องได้รับทุกสิ่งที่เป็นสมบัติประจำภพนั้น ๆ ด้วย. มิฉะนั้น คำว่า ภพใหม่ หรือชาติใหม่ ก็จะไร้ความหมาย. เช่นใน ภพนี้ มีผีสำหรับหลอกคนให้กลัว ถ้าเราต้องเกิดในภพนี้เพราะ กรรมของเรา เราก็ต้องทนรับเรื่องผีหลอกอยู่ในตัว อย่างที่ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เรื่อยไปจนกว่าจะข้ามภพ หรือออกจากภพได้ คือเป็นพระอรหันต์ มีจิตใจอยู่เหนือภพ. แล้วกรรมนั้น ๆ ก็ ตามขึ้นไปไม่ถึง และไม่มีตัวให้ผีหลอกด้วย เลยไม่ต้องกลัวผี เหมือนตอนแรก ๆ. เราจงคิดดูเถิด ในภพนี้มีสิ่งที่แรงร้าย ไปกว่าโรคระบาด เช่น อหิวาต์ เป็นต้น อีกมากมายนัก. มากจนเปรียบกันไม่ได้. และยังมีสิ่งเสียหายที่ร้ายไปกว่าการ เป็นโรคชนิดนั้นหลายร้อยหลายพันเท่าอีก คือการเสียหายเพราะ ถูกกิเลสลูบทาเอา แล้วเราจะไปสนใจอะไรกับการที่จะต้อง พลอยเป็นอหิวาต์กะเขา หรือจะถูกผีหลอก เพราะว่า สิ่งร้าย แรงกว่านั้น หลายร้อยเท่า กำลังเล่นงานเราอยู่ทุกขณะจิต. เช่นเดียวกับถ้าเราเป็นฝีชนิดร้ายที่คอ หรือในท้อง เราไม่เอา ใจใส่กับแผลยุงกัด. เพราะเมื่อเราถอนตัวออกจากภพได้แล้ว อะไร ๆ ก็ไม่เกิดมีแก่เราเลย นอกจากความพ้นทุกข์อย่างเดียว. เมื่อเรากำลังอยู่ในภพ เราก็ต้องสนใจในเรื่องที่จะออกไปจาก ภพ หรือคิดขจัดภัยจากกิเลส ซึ่งร้ายกว่าภัยจากอหิวาต์หรือผี หลอก เป็นอย่างน้อย. เพราะว่านั่นแหละ คือตัวกรรมใหญ่
น.363 ๕๓ หรือกรรมอันเป็นประธาน ที่จะทำให้ต้องมายังภพนี้ ซึ่งมี อหิวาต์ผี และอื่นๆ. เป็นอันกล่าวได้ว่า การที่พลอยเป็น อหิวาต์ หรือพบผีหลอกนั้น ถ้ามิใช่เพราะเป็นผลของกรรม ปลีกย่อย ที่มีรูปร่างคล้าย ๆ นั้นอยู่แล้วโดยเฉพาะ ก็ต้องเป็น เพราะผลของกรรมใหญ่ กรรมประธาน คือ กรรมที่ทำให้ เวียนมายังภพนี้. ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าการตอบหรือการถือว่า อะไร ๆ เป็นไปตามกรรมนั้น ไม่มีทางจะผิดไปได้เลย. แม้จะมีหลักในที่บางบางแห่งว่า สุข หรือทุกข์ มิใช่ จะเป็นเพราะกรรมเสียทุกอย่างไป คือเป็นไปเองหรือพลอยเป็น กะเขาก็มี เช่นถ้าเราจะต้องถูกแดดหรือฝนโดยบังเอิญแล้วเป็น หรือเราพลอยเป็นโรคติดต่อกับเขา. นี่ก็มิได้หมายความว่า ได้ ปฏิเสธกรรมสายใหญ่ หรือกรรมประธานที่เป็นเหตุให้ต้องเกิด มาในภพนั้นเลย, คงหมายแต่เพียงว่า ไม่ใช่เพราะกรรมปลีก ย่อยโดยเฉพาะที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กันเป็นคู่ ๆ กันอยู่นั้น. เพราะ ฉะนั้นเมื่อจะต้องตอบปัญหานี้ เราต้องจำกัดความกันเสียก่อน ว่า หมายถึงกรรมประเภทไหน คือกรรมปลีกย่อยเฉพาะหรือ กรรมอันเป็นประธาน และเราควรจะสนใจในกรรมที่เป็น ประธานกันให้มาก ๆ หน่อย เรื่องจะดีขึ้นเร็ว เรื่องกรรมปลีก ย่อยนั้นหยุมหยิม จนอาจทำให้เวียนหัว แล้วจะทำให้ไม่อยาก ศึกษาหรือสนใจอีก.
น.364 ถาม: กรรมกับอนัตตาขัดกันหรือไม่ ? ถ้าอนัตตาไม่มีอะไร ทำไมจึงมีกรรรมส่งผล ? เกิดใหม่นั้นคืออะไร? ผมมีปัญหาใหญ่ข้องใจไม่รู้หาย คือปัญหาว่า หลัก กรรม กับ หลักอนัตตา ขัดกันหรือไม่. อนัตตาไม่มีอะไร แต่ ทำไมจึงมีกรรมส่งผลดีชั่ว. และการที่ไปเกิดใหม่นั้นคืออะไร. ปัญหานี้จะเป็นปัญหาหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมติดใจ เอามาก ๆ และจะไม่สบายใจเลย ถ้ายังไม่สามารถจะจับหลักได้ และเมื่อตอบมาแล้ว ก็อาจยังไม่เข้าใจเลย หรือบางส่วน ซึ่ง จะต้องขอถามจนถึงที่สุด จึงกราบเรียนไว้ก่อน. ส.ญ. พระนคร ๔ ตุลาคม ๒๔๘๔ ตอบ : ขอทำความเข้าใจเป็นพิเศษเสียก่อนว่า เรื่องกรรมกับ อนันตตาลึกซึ้งเข้าใจยาก เมื่อเริ่มอธิบายโดยละเอียดเต็มที่เสีย ทีเดียวในเบื้องต้น, ตามที่เคยพบมาแล้ว, ปรากฏว่า ทำให้ ยากแก่การฟัง จนบางคราวผู้ฟังงงไปหมด. จึงในที่นี้จะได้ อธิบายเค้าหยาบ ๆ ในเบื้องต้น ให้เข้าสู่ทางไว้เสียทีหนึ่งก่อน
น.365 ๕๕ แล้วจึงอธิบายหลักที่ละเอียดและเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน ของมัน อีกขั้นหนึ่ง. เมื่อได้เฟ้นหาประเด็นที่ถาม และความรู้สึกของผู้ถาม แล้ว พบว่าปัญหามีอยู่เป็นสองตอน. ตอนแรกถามถึงกรรมกับ อนัตตาขัดกันหรือไม่. ตอนหลังเกิดใหม่คืออะไร. ส่วนปัญหา ตอนแรกนั้นแสดงความรู้สึกของผู้ถามชัดอยู่แล้ว ว่าผู้ถามเห็น ว่าขัดกัน จึงได้ถามประกอบไว้ด้วยว่า อนัตตาไม่มีอะไร ทำไมจึงมีกรรมส่งผล. ที่แสดงความรู้สึกไว้ว่าไม่ทราบว่าคำถาม เช่นนี้ ควรจะเป็นปัญหาหรือไม่นั้น เป็นการแสดงความกลัว ไว้มากสักหน่อย เพราะปัญหานี้ เกิดขึ้นโดยเอาเรื่อง วิสัยโลก กับ โลกุตตระ มาไขว้กันอย่างจับผลัดจับผลู. จับพลัดจับผลู อย่างไร จะอธิบายในตอนตอบอย่างละเอียด. คำตอบอย่างย่อ หลักอนัตตานั้น มีความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา : คือคนหรือสิ่งที่สมมตนามว่าคนนั้น ก็เป็นอนัตตา, กรรมดีชั่วที่เขากระทำ ก็เป็นอนัตตา, วิบากที่เป็นผลของกรรม ที่เป็นบุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นอนัตตา คนผู้เสวยผลกรรมนั้นก็เป็นอนัตตา. กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขัด
น.366 ๕๖ กัน. หลักทฤษฎีเรื่อง กรรม กับหลักทฤษฎีเรื่อง อนัตตา ไม่ ขวางกันแต่อย่างใด. ถ้าถามว่า กรรมเป็นอนัตตาแล้ว ทำไมจึงเกิดผล หรือให้เกิดผลขึ้นได้เล่า. ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาทั่วไปไม่ว่า การเคลื่อนไหวของอะไร คือทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายจิต, เมื่อมีการ เคลื่อนไหว ย่อมมีผลกระท้อน (Reaction). ถ้าเป็นฝ่ายจิต ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีความคิดและเจตนาผลกระท้อนส่วนมาก ย่อม ให้เกิดความเป็นผลที่บ่อเกิด คือ Action ของมันนั่นเอง. แต่ ว่าการเคลื่อนไหวนั้นก็ดี ผลกระท้อนนั้นก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น กรรมจึงให้ผลได้ทั้งที่เป็นอนัตตา. ความรู้สึกซึ่งผู้ถามกำลังมีอยู่ในบัดนี้ว่าเราทำกรรม เรา ต้องได้รับผลกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นผลกระท้อนมาจากเหตุ หรือการกระทำทางจิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน, ซึ่งจะเป็นฝ่าย ความรู้หรือฝ่ายอวิชชา ก็ได้เท่ากัน. การยึดถือกรรม ก็เป็น ผลกระท้อนอย่างเดียวกันกับความรู้สึกที่ว่ามาแล้ว. เพราะเหตุ นั้น จึงไม่มีปัญหาอันใดเลยที่ว่า ความรู้สึก หรือความยึดถือ เหล่านั้นจะไม่พลอยเป็นอนัตตา คือไร้ตัวตน ไปด้วย. เป็น อนัตตา คือ ไร้ตัวมันเอง มีแต่ความไหลไปตามเหตุปัจจัย, แต่มันได้ยึดถือเอาความไหลไม่ขาดสาย จนสำคัญเป็นตัวเดียว
น.367 ๕๗ นั่นแหละเป็นตน, แล้วยังถือว่าเป็นตัวตนยืดยาวไปถึง การ เคลื่อนไหวและผลกระท้อนตามอำนาจแห่งเหตุ ซึ่งจะมีต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ว่าเป็นของ ๆ มันอีกด้วย. เพราะเหตุนี้เอง มัน จึงมีความรู้สึกว่าตัวตน หรือมีตัวตนได้ ทั้งๆ ที่มันทั้งปวงนั้น เป็นอนัตตาอยู่ในตัวมันเอง. เพราะกรรม ให้ผลได้ทั้งที่มันเป็นอนัตตา และเพราะ มูลเหตุ คือ ความหลงของมนุษย์ อาจยึดถือตัวเองว่าตัวตน ได้ ทั้งที่ตัวความหลงนั้น กับทั้งสิ่งที่มันยึดถือ ก็ล้วนแต่เป็น อนัตตาด้วยกัน กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขวางกันเลย. จะมีความ สำคัญผิดว่าขวางกันได้บ้าง ก็ต่อเมื่อไม่มองเห็นความเป็น อนัตตาของกรรมเท่านั้น, คือ เข้าใจกรรมอย่างสมมต แต่ไป เข้าใจอนัตตาอย่างความจริง. เมื่อใดเข้าใจทั้งกรรมและอนัตตา ในด้านความจริงแท้ (Ultimate Truth) ด้วยกันทั้งสองแล้วจะ เห็นว่าไม่ขวางกันเลย ซึ่งความข้อนี้ จะได้อธิบายในตอนคำ ตอบอย่างละเอียดต่อไป. ส่วนที่ถามว่า "เกิดใหม่" คืออะไรนั้น ขอตอบว่า เมื่อกล่าวในด้านความจริงแท้แล้วความเกิดใหม่ไม่มี, มีแต่ตอน หนึ่งของความไหลเวียนของสิ่งที่ยังอยู่ภายใต้อำนาจแห่งเหตุ, หรือกล่าวให้ง่ายขึ้นอีกหน่อย ก็มีแต่ความกลับงอกใหม่ ของ
น.368 ๕๘ สิ่งที่ยังไม่หมดเชื้อ. อย่าลืมเสียว่า เชื้อนั้นก็ดี ต้นที่งอกงาม แล้วก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ตามความจริง นั้น คน ไม่มี, เมื่อคนไม่มีแล้ว ความตายหรือความเกิดใหม่ ของเขาจะมีขึ้นมาอย่างไรได้เล่า ถ้าไม่กล่าวตามนัยแห่งความจริงแท้ คือกล่าวกันอย่าง โวหารโลกธรรมดา หรือที่เรียกว่าสมมตแล้ว คนมี, การตาย และการเกิดใหม่ของคนก็มีด้วย, ทั้งนี้เพราะว่า ได้เอาสมมต นามว่า คน เข้าไปสวมให้ที่กลุ่มของธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง กำลังหมุนเวียนไป, และเอาสมมตนามว่า ตาย ไปสวมให้ที่ อาการตอนหนึ่ง แห่งความไหลเวียนอันยืดยาวของกลุ่ม ธรรมชาติที่ยังไม่หมดเหตุอันนั้น, และได้เอาคำว่า เกิดใหม่ ไปสวมให้ที่อาการตอนหนึ่ง แห่งความไหลเวียนนั้นเองอีก เหมือนกัน, แปลกกันแต่คำแรกเป็นการที่แสดงความสลายออก ของส่วนที่เป็นวัตถุหยาบๆ และคำหลังเป็นอาการที่แสดงความ กลับคุมกันขึ้นใหม่, สิ่งที่สลายไป และกลับคุมกันเข้าใหม่ บางเวลา ซึ่งได้แก่ฝ่ายรูปธรรมนั้นก็ดี, และสิ่งที่ไม่แสดงอาการ หยาบ ๆ เช่นนั้น แต่แสดงอาการเกิดดับถี่ยิบยิ่งกว่านั้น ซึ่งได้ แก่ฝ่ายนามธรรมหรือจิต ซึ่งเป็นตัวยืนโรงให้รูปเกิด ดับ อย่างหยาบ ๆ นั้นก็ดี, ล้วนเป็นอนัตตา, เพราะเหตุนี้เอง คำ
น.369 ๕๙ ว่า "การเกิดใหม่" นั้น เป็นของจริงเฉพาะเมื่อกล่าวกันอย่าง โลก ๆ หรืออย่างสมมต, แต่เป็นของหลอก ในเมื่อกล่าวกัน อย่างความจริงขั้นปรมัตถ์ (Ultimate Truth). จึงสรุปความในตอนนี้ได้ว่า ก. ตามแง่โลก เกิดใหม่ คือคนเราตายแล้วเอาวิญญาณ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางไปตั้งการเกิดใหม่ เหมือนนกถูกรื้อรัง มัน ไปสร้างรังเอาใหม่. ข. ตามแง่ปรมัตถ์ เกิดใหม่ คือคำนามที่จิตอันเต็ม ไปด้วยความหลง ได้เอาไปสวมครอบให้แก่อาการตอนหนึ่งของ กลุ่มธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่กำลังหมุนเวียนไป แล้วยึดถือไว้ใน ฐานเป็นของตน ทำนองเดียวกับที่ได้ยึดตัวของมันเอง (ซึ่ง เป็นแต่เพียงเกลียวหมุน) ว่าเป็นตัวตนของมัน ซึ่งเป็นเจ้าของ อาการ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของมัน. ต่อไปนี้ เป็นตอนตอบอย่างละเอียด. คำตอบอย่างละเอียด กรรมกับอนัตตา ปัญหามีอยู่ว่า อนันตตาไม่มีตัวตนอะไร แต่ทำไมจึง มีกรรมดีกรรมชั่ว ส่งผลให้ผู้ทำเป็นคนดีคนชั่ว มีผู้ทำเป็นผู้
น.370 ๖๐ รับผลของกรรม. ปัญหานี้เกิดขึ้นและขวางกันอยู่ในตัวเอง เพราะเหตุว่า ไปรับเอาความหลุดพ้น มาปนเปกับความที่ยัง ไม่หลุดพ้นจากอุปาทาน. อนันตานั้น เป็นอนันตาหมดทั้งผล กรรม คนผู้รับผลกรรมทั้งความดีความชั่ว กระทั่งถึงพระ นิพพานเอง ก็เป็นอนัตตา. นี้เป็นฝ่ายโลกุตตระหรือวิมุติ คือ เป็นความจริงจนหลุดพ้นจากอุปาทาน ไม่มีความรู้สึกว่าอะไร เป็นอัตตา หรือตัวเราตัวเขา หรือตัวอะไรของอะไร. ส่วนอีกฝ่าย หนึ่งนั้น คือ ฝ่ายโลกิยะ หรือยังไม่วิมุติ ยังมีความรู้สึกตาม อุปาทาน ที่มีมาเดิมในสันดาน เห็นตัวเป็นตัว เห็นกรรมเป็น ตัวกรรมดีชั่ว ซึ่งตัวจะเป็นผู้ทำ แล้วได้รับผลเป็นของตน ยึดถือเอานิพพานไว้ล่วงหน้า ว่าเป็นตัวอันหนึ่ง ซึ่งตัวจะเอา มาเป็นของตัวได้วันหนึ่ง. ฝ่ายนี้ มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็นอย่างหนึ่งเสมอ, จึงตรงกันข้าม กับฝ่ายโน้น ซึ่งหมดตัวและไม่มีผู้อยาก ไม่มีผู้ได้ ผู้เสีย ผู้เป็น โดยสิ้นเชิง. เมื่อความรู้สึกมีอยู่อย่างฝ่ายนี้ แล้วไป หยิบเอาอนัตตามาครอบให้ตัวเอง โดยสักว่าได้ฟังมา หรือจาก ทางหนึ่งทางใดก็ตาม ก็เกิดขัดกันขึ้นกับความรู้สึกว่า ฉันมี ตัวของฉันนี่, ฉันยังจะเอาผลดีผลชั่วที่ฉันทำไว้ ฉันไม่ยอมให้ มันแก่อนัตตาไป ฉันยังจะกิน จะใช้ ยังจะต้องเจ็บต้องไข้
น.371 ๖๑ ต้องรักษาพยาบาลมัน จะต้องมีเงินทำศพ จะต้องมีทุนสำหรับ สร้างอะไรไว้ เพื่อสวรรค์ในชาติหน้า ฉันจะตายอย่างอุ่นหนา ฝาคั่ง เหล่านี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ปัญหา เกิดขึ้นเนื่องจากไปหยิบเอาอนัตตามาครอบให้แก่ตัวอัตตา. (จิต ที่ยังถืออัตตา คือเต็มอยู่ด้วยอุปาทาน จะไปเอาเสื้ออนัตตามา สวมเข้าไม่ได้เลย จะเกิดเรื่องเช่นว่านี้. เพราะฉะนั้น จงพลิก ตัวอัตตานั้นแหละ ลงเป็นอนัตตาให้ได้เสียเอง ก็จะเข้าขีด นิพพาน ซึ่งอยู่พ้นหรือเหนือความมีตัวเรา เหนือกรรมทุกอย่าง เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนืออะไรทุกอย่าง และโกยสิ่งเหล่านั้นโยนไว้ฝ่ายโน้น คือฝ่ายโลกิยะ ให้มันรก รุงรังกันอยู่แต่ฝ่ายโน้นเถิด). เมื่อกรรมหรือผลกรรม ตามขึ้น มาฝ่ายนี้ไม่ถึงแล้ว มันจะมาขัดกับอนัตตาได้อย่างไร. ขอแต่ว่า ที่ว่าอนัตตานั้น ให้มันเป็นอนัตตาที่แท้จริง คือเป็นจริงก็แล้ว กัน, อย่าให้เป็นเพียงเสื้ออนัตตาที่ยืมมาสวม ตามเสียงที่ได้ยิน ได้ฟังมา หรือรับเข้าไว้ในฐานเป็นเพียงความจำ คล่องปาก ของคนแก่วัด ก็แล้วกัน. อนัตตา อยู่ร่วมกันไม่ได้กับอุปาทาน. ความยึดถือ ว่าเรา ว่าผลกรรมของเรา หรือตู่เอาล่วงหน้าว่านิพพานของเรา อันเป็นความรู้สึกตามธรรมดา หรือของคนธรรมดา, นั่นคือ
น.372 ๖๒ อุปาทาน. อุปาทานนี้ มาจากอวิชชา หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพวกอวิชชา. ความเห็นจริง ตามที่เป็นจริงด้วยอริยปัญญา ในตัวเรา ในผลกรรมของเรา ในอะไร ๆ ทุกสิ่งว่ามีความจริง อย่างไร ย่อมทำให้เห็นความไม่มีตัวตนในสิ่งเหล่านั้น, ความ ยึดถือหรืออุปาทานจึงร่วงหลุดไป คือเห็นอนัตตาในภายใน จริง ๆ. ผลกรรม หรือความดีความชั่วจึงไม่อาจขัดขวางกับ อนัตตาได้เลย เพราะมันก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน. ทุกสิ่งเป็น อนัตตา ทุกสิ่งหมายถึงทุกๆ สิ่งจริงๆ คือ ทั้งตัวเรา กรรม และผลกรรมของเรา ความเกิด ความตาย และความเกิด ใหม่ของเราเหล่านี้เป็นอนัตตา. ตัวเรานี้ มิใช่ตัวเรา คือเป็นอนัตตาฉันใด สิ่งอื่น ๆ ก็สักว่าธรรม หรือสิ่ง ๆ หนึ่งมิใช่ตัวใคร ตัวมัน ตัวเขา ที่ไหนเลย ที่ว่าสักว่า ธรรม นั้น, คำว่า ธรรม หมาย ถึงธรรมชาติ หรือสิ่งอันไหล ไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง, หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกตรงและลึกไปกว่านั้น ก็มิได้มีสิ่งอะไรเลย (มีแต่เกลียวของความหมุนของสิ่งที่หมุน ซึ่งเมื่อไล่ละเอียดลง ไป ก็เป็นเพียงธาตุส่วนหนึ่ง ๆ หมุนไป ทั้งฝ่ายรูปธาตุและ วิญญาณธาตุ. กรรมคือกิริยาของสิ่งเหล่านั้น, ก็คือกิริยาของ รูปธาตุและนามธาตุทั้งสองฝ่าย. ฝ่ายรูปธาตุเป็นตัวเคลื่อนไหว,
น.373 ๖๓ ฝ่ายนามธาตุเป็นเจตนาภายใน. ธาตุที่ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หมุนสืบมาจากเหตุปัจจัยข้างต้นอีกต่อหนึ่ง การหมุนของมันก็มี เหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง ตัวมันเองก็มีเหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง, ฝ่ายรูป ก็เปลี่ยนไป ฝ่ายนามก็เปลี่ยนไป เพราะเหตุว่ามันหมุน การ เปลี่ยนย่อมเป็นไปในอาการสามอย่าง คือ เจริญขึ้น ทรงตัวอยู่ แตกดับไป นี้เท่านั้น. เกลียวที่ไหลเชี่ยวไปนี้ มีกำลังดันให้ หมุนไปในตัวมันเอง เช่นเดียวกับรถยนต์คันหนึ่ง มีการแล่น ไปหมุนไป และพร้อมกันนั้นมีส่วนที่ทำกำลังงานสำหรับให้วิ่ง นั้นด้วย, และส่วนที่ทำกำลังงานนั้น ก็มีเหตุปัจจัยส่วนที่ให้มัน ทำงานนั้นด้วย คือ คนผู้ขับ น้ำมัน อากาศ เป็นต้น, ซึ่งแต่ ละส่วน ๆ นั้น ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันต้องทำหน้าที่ หรือทำ งานเช่นนั้น ๆ เป็นของมันเอง; และปัจจัยชั้นที่ลึกเข้าไปนั้นเล่า ก็ล้วนแต่มีปัจจัยสืบทอยเข้าไป ไม่มีที่สิ้นสุด จึงจัดว่าเป็น เกลียวและเป็นสายเดียวกัน. คน, กับการหมุนไปในวัฏสงสาร หรือการทำกรรมของคน ก็เป็นเพียงสมมต. ที่แท้เป็นเพียง ปัจจัยที่ส่งต่อกันมาเป็นเกลียวเท่านั้นเอง, เป็นแต่เราสมมต เรียกกันว่า คน เช่นเดียวกับเราสมมติเรียกกลุ่ม ๆ โน้นว่า รถยนต์. สมมตอาการต่าง ๆ ในเกลียวนั้นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำกรรม รับผลกรรม ดีชั่ว บุญบาป, เช่นเดียวกับ
น.374 ๖๔ สมมติที่เกี่ยวกับรถยนต์ว่าสวย ไม่สวย วิ่งดี ไม่ดี คือ ไม่ ดื้อ น่าซื้อ ไม่น่าซื้อ โดยไม่มีการแยก (Analysis) ให้เห็น ความจริงอันเป็นส่วน ๆ นั้นเสียเลย. คนก็ดี กรรมและผลกรรมของคนก็ดี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดใหม่ของคนก็ดี นี้เป็นเพียงสมมต ซึ่งได้สมมต เข้าที่เกลียวหรือส่วนของเกลียวที่ไหลไปนั่นเอง แห่งใดแห่ง หนึ่ง หรืออาการใดอาการหนึ่ง. เมื่อรวมกลุ่มของอาการเข้า เป็นกลุ่มๆ ก็ย่อมพอที่จะสมมตเป็นอย่างหนึ่ง หรือเป็นลักษณะ หนึ่ง, แล้วสมมตทั้งหมดนั้น เป็นคนหรือเป็นตัวเจ้าของ. เมื่อเพิกสมมตออกทิ้งเสีย ก็พบความจริงเป็นชั้น ๆ เข้าไป จน กระทั่งพบอนัตตาขั้นสุด และหมดสมมตโดยเด็ดขาด. กรรม คืออาการหนึ่ง ๆ ของ สิ่งที่มิใช่คน แต่เราสมมติกันว่าคนนั้น- เอง. ผลกรรมก็คือปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมาตามควรของ กรรมนั้นอีกต่อหนึ่ง. ถ้ากรรมมิใช่ของคน ผลกรรมก็มิใช่ไป ตาม. ดีหรือชั่วเป็นสมมตย่อย ๆ ออกไปอีก ซึ่งสมมตให้แก่ ลักษณะของผลกรรมชนิดหนึ่ง ๆ. ถูกอกถูกใจ ไม่ต้องทน ทรมาน ก็เรียกว่าบุญหรือดี, ตรงกันข้ามก็เรียกว่าบาปหรือชั่ว, แต่ที่แท้ คนนั้น ไม่มี มีแต่ เกลียวหมุน. กรรมและผลกรรม ก็คือส่วนหนึ่งแห่งอาการหมุนของเกลียวนั้นเอง.
น.375 ๖๕ ตัวอย่างแห่งการถอนสมมตนั้น เช่น :- คน ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ เนื้อ หนัง กระดูก ฯลฯ เนื้อหนัง ฯลฯ ถอนสมมตออกแล้วเหลือ ธาตุผสม หลายธาตุ ธาตุผสม ถอนสมมตออกแล้ว เหลือธรรมชาติ ที่ เป็นธาตุแท้ ธาตุแท้ ถอนสมมตออกแล้ว เหลือส่วนย่อยของธาตุ แท้ ส่วนของธาตุแท้ ถอนสมมตออกแล้วเหลือ ธรรม- ชาติที่หมุนไป ๆ อยู่เป็นเกลียวตามเหตุปัจจัย ที่ผลักดันกันมา. นี้เป็นส่วนรูปหรือกาย คน ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ จิตที่คิด และรู้สึก ได้ จิต ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ นามธรรมย่อย ๆ ที่ เป็นส่วนประกอบให้สำเร็จการคิด และความรู้สึก. นามธรรมส่วนย่อย ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ ธรรมชาติ ฝ่ายนามธรรมที่หมุนไป ๆ อยู่เป็นเกลียว ตามเหตุ ตามปัจจัยทั้งภายในและจากภายนอก ที่ผลักดันกันมา. นี้เป็นส่วนนามหรือใจ
น.376 ๖๖ ทั้งส่วนกายและใจนี้ สมมตรวมกันอีกชั้นหนึ่ง ว่าคน ชื่อนั้น ชื่อนี้. ส่วนสภาพอันเป็นที่ดับ และหยุดหมุนเวียน ของสมมตนี้ เรียกว่า นิพพาน . ทั้งกาย ใจ อันมีความ หมุนเวียน. และสมมตต่าง ๆ ที่สมมตเข้าที่อาการ หมุนเวียน ของมัน เช่นกรรม ผลกรรม นั้นก็ดี หรือพระนิพพานอัน ตรงกันข้าม กับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. การที่เรียกสภาพอันเป็นความดับ ความหยุดของสิ่งทั้งปวง ว่า พระนิพพาน นั้นก็เป็นคำสมมตเหมือนกัน. การที่สมมต นี้ เป็นการจำเป็นของภาษาพูดของมนุษย์ และจำเป็นสำหรับ มนุษย์ที่ยังถอนสมมตไม่ได้ ยังรู้จักแต่ด้านโลก ที่ต้องใช้สมมต อย่างเดียวเท่านั้น ที่ทำความเข้าใจกันด้วยคำพูด. สมมต นี้ ถ้าเป็นชั้นละเอียดลงหน่อยก็เรียกว่าบัญญัติบ้างก็มี, เช่นบัญญัติ ว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนย่อยส่วนหนึ่ง ๆ ของสมมตทั้งคุ้นทั้งแท่ง ว่าสัตว์ ว่าคน. สมมตชั้นหยาบที่สุด ก็คือนามชื่อที่ตั้งให้ ว่า นาย ก. นาย ข. เป็นต้น. สมมต ที่เป็นไปเพื่อความยึดถือ ก็คือสมมตที่มีความหมายไปในทาง แสดงคุณลักษณะ เช่น สมมตว่า ลูก เมีย เงิน ทอง เป็นต้น. ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า อนัตตานั้นแสดงไปใน
น.377 ๖๗ ทางความจริง, ส่วนกรรม ผลกรรม หรือคนผู้ทำกรรมและ จะได้รับผลกรรมนั้น แสดงไปในส่วนสมมต. แต่พึงเข้าใจไว้ ด้วยว่า นามชื่อทั้งหมด ที่ให้แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นคำว่า คน กรรม นิพพาน เหล่านี้ก็ดี, หรือที่ให้แก่คุณลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่น คำว่า อนัตตา ดี ชั่ว เหล่านี้ก็ดี ล้วน เป็นนามสมมติ หรือคำนามบัญญัติ เหมือนกันทั้งนั้น. แต่ว่า สมมตนามเหล่านี้ บางประเภทเป็นสมมตที่ให้แก่สิ่งนั้น ๆ ด้วย อำนาจอุปาทานหรือความหลงผิด. ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้น เป็นความจริง ให้ด้วยปัญญาที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็น จริงแล้วเท่านั้น. เพราะฉะนั้นเพื่อกันความฟั่นเฝื่อ เราควร จำกัดความหมายของคำที่จะใช้ให้แน่นอนเสียก่อน คือสมมตที่ ใช้ไปด้วยความหลงผิด หรือความรู้สึกอย่างโลก ๆ นั้น จะ เรียกว่า สมมต ตามเดิม. ส่วนสมมตที่ให้ไปด้วยความรู้สึกที่ แท้แจ่มแจ้ง อย่างธรรมนั้น จะเรียกว่า บัญญัติ . ตัวอย่าง เช่น คำว่า นาย ก. นาย ข. คน สัตว์ ลูก เมีย เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสมมต. ส่วนคำว่า ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อนัตตา ทุกข์ นิพพาน ฯลฯ เหล่านี้ เป็นบัญญัติ. บางคำคำเดียวกัน ใช้ในที่ต่างกัน ความหมายแยกไปได้สองอย่าง เช่นคำว่า กรรม ถ้าผู้กล่าวถือเสมือนเป็นทรัพย์สมบัติอะไรของตนอย่าง
น.378 ๖๘ หนึ่งก็เป็นสมมต, ถ้ากล่าวในฐานะเป็นชื่อของกฎความจริง อย่างหนึ่ง ก็เป็นบัญญัติ เช่นเดียวกับคำว่าขันธ์ ว่าธาตุ นั้น เหมือนกัน. ผู้ศึกษาควรกำหนดความแตกต่างในส่วนนี้ให้ดี, และคำ ๆ หนึ่ง อาจให้มีความหมายทั้งสองแง่อย่างนี้ ได้แทบ ทั้งนั้น. การที่ถามว่า หลักกรรมกับหลักอนัตตาขัดกันหรือไม่ นั้น ย่อมตอบได้ทันทีว่า ไม่ขัดกัน. หลักกรรม คือหลักอัน ว่าด้วยกฎความจริงเรื่องการกระทำ และผลสะท้อนของการ กระทำ. ตัว กรรม นั้น คือตัวกระทำ หรือตัวการเคลื่อนไหว เป็นอาการอันหนึ่งของนามรูปที่กำลังหมุนไป ๆ. ผลกรรมนั้น คือตัวปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมา เป็นเหมือนเงาของกรรมที่ ประจำกันอยู่กับกรรมนั่นเอง. ตัวกรรมและผลกรรมนี้ ตาม ความจริงแล้ว ก็เป็นสักว่า ธรรม อันหนึ่ง (คือสิ่ง ๆ หนึ่ง) ซึ่งเป็นเพียงอาการของนามรูป. เมื่อนามรูปเป็นอนัตตามิใช่ ตัวตนแล้ว กรรมและผลกรรม ก็ย่อมเป็นอนัตตาด้วย. ตาม ความจริง มันจึงเป็นอนัตตา. แต่คนเราไม่ได้ถือเอาในด้าน จริง ไปถือเอาในด้านเท็จ คือนามรูปเป็นตัวเรา. กรรมและ ผลกรรม ก็เลยถูกยึดถือให้เป็นตัวตนของเราขึ้นมาด้วย ยึดถือ มันเหมือนกับบุคคลหรืออะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาคอยจ้อง
น.379 ๖๙ ให้ผล คอยจองล้างจองผลาญ หรือคอยให้รางวัล (หนักเข้า ก็คล้ายกับตัวพระเจ้าที่คอยเฝ้าดูโลก) ทำให้เกิดความกลัว หรือ ความหวังอย่างมาก นั่นก็เพราะความยึดถือนั่นเอง. กรรม และผลกรรมที่ถูกมนุษย์ลูบคลำด้วยตัณหา และความเห็นผิด เช่นนี้ ก็ถูกเห็นเป็นอัตตาไป ทั้งที่ความจริงมันเป็นอนัตตา. สำหรับพวกอนัตตา หรือหลักอนัตตาเองนั้น เป็นความจริง ขั้นที่เกิดปัญญาสูงเสียแล้ว จึงถูกลูบคลำเล่นเช่นนั้นไม่ได้ เป็น กฎความจริงที่ครอบงำสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไรเลย, ไม่ขัด กับกรรม เพราะว่ากรรมเป็นอนัตตาเต็ม ๑๐๐ % นั่นเอง แต่ การที่ใครไปเห็นกรรมเป็นอัตตา หรือของอัตตาไปนั้น ย่อม ไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยนไปได้เลย. เขาเห็นอนัตตาเมื่อไร ก็ รู้จักกรรมในด้านสูงได้เอง. เมื่อกรรมเป็นอนัตตาดังนี้แล้ว การที่ถามว่าถ้าเป็น อนัตตาแล้ว ทำไมจึงมีดีมีชั่ว แก่ผู้ทำนั้น ? นี่ก็เพราะไม่รู้ อีกว่า แม้ตัวดีตัวชั่วนั่นก็เป็นอนัตตาอีกเหมือนกัน เพราะ คำว่า ดี ว่า ชั่ว เป็นเพียงคำบัญญัติที่บัญญัติให้แก่อาการหนึ่งๆ ของสิ่งที่เรียกว่ากรรมเท่านั้น. ผู้ทำดีทำชั่ว จะมีได้ก็แต่เมื่อ มองอย่างสมมต หรือยึดถือด้วยอวิชชาเท่านั้น. ถ้ามองด้วย อวิชชาหรือเพิกสมมตได้แล้ว ไม่มีใครที่เป็นผู้ทำดีทำชั่วเลย,
น.380 ๗๐ มีแต่เกลียวที่กำลังหมุนไป ๆ ประกอบด้วยลักษณะและอาการ ต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น. เมื่อตัวผู้ทำเป็น คนเพียงสักว่าสมมตให้ ดังนี้แล้ว ตัวผู้ที่จะรับผลดีผลชั่วก็ เช่นเดียวกันอีก คือ มีตัวต่อเมื่อกล่าวอย่างสมมต, แต่จะไม่มี ตัวเลย ในเมื่อกล่าวอย่างความจริง. จึงสรุปกล่าวได้ง่าย ๆ แต่ ค่อนข้างจะฟังยากว่า :- การกระทำหรือกรรมนั้น มีอยู่เสมอ กรรมนั้น ๆ ก็ ได้ทำไปเสร็จแล้วอยู่เสมอ แต่ตัวผู้ทำ หรือผู้รับผลของการ การกระทำนั้น หามีไม่เลยแม้แต่ขณะเดียว. อธิบายว่า จะโดยสมมตหรือวิมุติ (คือยึดถือหรือหมด ยึดถือ) ก็ตาม กรรมนั้นมีได้ทุกเมื่อ. แต่สำหรับความรู้สึกว่า บุคคลผู้กระทำและรับผลนั้น มีแต่ฝ่ายสมมตหรือยึดถือเท่านั้น. ในฝ่ายวิมุติหรือหลุดพ้นไม่ยึดถือนั้น หามีบุคคลเช่นว่านั้นไม่. นี่เพราะว่าคำว่าคนหรือบุคคลนั้น ไม่มีตัวจริงที่จริงแท้, มีตัว แต่ในด้านที่สมมตมันขึ้น โดยฝีมือของอวิชชา. มันสมมตให้ "เกลียว" ทั้งเกลียวนั่นแหละ เป็นตัว คน. ส่วนกรรมนั้น มีตัวจริง ในเมื่อบ่งถึงอาการของสิ่งที่มิใช่คนนั่นเอง. แต่ว่า คน นั่นอาจไปสมมตซ้ำเอากรรม ให้เป็นกรรมชนิดสมมตขึ้น มาอีกชั้นหนึ่งก็ได้, คือให้เป็นกรรมของตน กรรมที่ทำ
น.381 ๗๑ อันตรายหรือให้รางวัลแก่ตน. เพราะฉะนั้น กรรมมีได้ทั้งตัว จริง และตัวที่ถูกสมมตซ้ำ, และเพราะเหตุนั้นเอง ในด้าน สมมตก็มีกรรม, ในด้านวิมุติหรือความจริงก็มีกรรม; แต่ระวัง ให้ดีเถิด หาใช่กรรมอันเดียวกันไม่. กรรมอันหนึ่ง ถูกมิจฉา ทิฏฐิลูบคลำ, อีกอันหนึ่ง ไม่ถูกลูบคลำ. กรรมเฉย ๆ หรือ กรรมดีกรรมชั่ว ที่ใครยึดถือเอาเป็นของตน หรือเป็นตัวตน ที่จะทำอันตรายหรือให้รางวัลแก่ตน นั่นคือกรรมที่ถูกลูบคลำ หรือถูกสมมตซ้ำ. และกรรมพวกนี้เอง เมื่อฟังเผิน ๆ ทำให้ รู้สึกว่ามันขัดกับหลักอนัตตา เมื่อถอนสมมตเสียแล้ว กรรมนี้ ก็บริสุทธิ์ เป็นกรรม สักว่าการกระทำ เป็นเพียงอาการอันหนึ่ง ของธรรมชาติ (ทั้งฝ่ายนามและรูป) ที่หมุนเวียนไปล้วน ๆ. ซึ่งถ้าไม่ยึดถือ มันก็ไม่เป็นคนขึ้นมาได้, แต่ถ้ายึดถือเข้าเมื่อใด ก็มีคนขึ้นมาเมื่อนั้น. จะยึดถือหรือไม่ยึดถือนั้น อยู่ที่ว่าใน นามรูปนั้นมีอวิชชาลูบคลำอยู่หรือไม่, จะยึดถือเมื่อใดนั้น อยู่ที่ในนามรูปนั้น อวิชชากำลังทำงานอยู่หรือไม่. สรุปความ ว่า คนผู้ทำกรรม และคนผู้รับผลกรรมนั้น มีก็ต่อเมื่อกล่าว อย่างสมมต, เมื่อกล่าวตามความจริง ไม่มี , (มีแต่กลุ่มของ ธรรมชาติที่ประชุมกันหมุนเวียน ไปตามอำนาจเหตุปัจจัยตามที่ แยกให้เห็นแล้วข้างต้น). เมื่อคนผู้รับผลกรรมไม่มี กรรมนั้น
น.382 ๗๒ ดีหรือชั่ว ไม่มีปัญหาเพราะความอยู่เหนือความมีตัวมีตนเช่นนั้น ย่อมอยู่เหนือดีหรือชั่วโดยประการทั้งปวงด้วย เหนือบุญเหนือ บาปด้วยประการทั้งปวงด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เราจะวินิจฉัย ในข้อที่เรียกว่าดีหรือชั่วกันบ้างตามที่ควร เพื่อให้เข้าใจได้ ชัดเจนขึ้นอีก ว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นแต่เพียงสมมตนั้น มันมีความ จริงเพียงใด คำว่า ดีหรือชั่ว นี้ จะเป็นอย่างแท้หรืออย่างเทียม ก็ตาม ล้วนแต่เป็นสมมตทั้งนั้น ที่เป็นอย่างเทียม ก็คือที่เข้าใจ ผิดว่าดีหรือชั่ว ลูกเมียของใครก็ตาม ใครก็มักจะว่าดีกว่าคนอื่น เสมอ ทั้งที่ความจริงหาได้ดีกว่า หรือดีไม่ คนบางคนของคนอื่น ที่ไม่ใช่ของตนแล้ว ย่อมชั่วทั้งนั้น มีดีแต่ของตน หรือของ พวกของตนเท่านั้น. คนพวกนี้ อวิชชาลูบคลำเอาหนักเกินไป ถึงกับเรียกได้ว่าลูบศีรษะ. ดีหรือชั่วมองคนพวกนี้เรียกได้ว่า เป็นอย่างปลอม หรือเทียม หรือเท็จทั้งนั้น ทั้งที่ไม่ต้องเอา หลักอนัตตาเข้ามาจับ มันก็เป็นสมมติที่แดงโร่อยู่แล้ว. ส่วนดี ชั่วที่เป็นไปตามหลักที่ว่าถูกต้องหรือยุติธรรมแท้จริงนั้น เรียก ว่าดีชั่วที่เป็นอย่างแท้ในที่นี้. แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นเพียง สมมติอยู่นั่นเอง. ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรรมหรือผลกรรม เป็นเพียงอาการหนึ่ง ๆ แห่งอาการทั้งหลายทั้งสิ้นของธรรมชาติ
น.383 ๗๓ ล้วน ๆ ที่หมุนไปเป็นเกลียว. ถ้าอาการนั้น ๆ ให้เกิดปฏิกิริยา ชนิดที่เราเรียกกันว่า เจ็บปวด แก่ตนหรือแก่ผู้อื่น (ในเมื่อ เรียกอย่างสมมต). เราเรียกว่าชั่วหรือบาป; ถ้าให้เกิดตรงกัน ข้าม เราเรียกว่า ดี หรือ บุญ . ความหมายของคำว่า ดี ชั่ว บาป บุญ เลยไปตกอยู่ที่ เจ็บปวดทนทรมาน หรือ สนุกสนานเพลิดเพลิน ของปฏิกิริยานั้น ๆ เสียแล้ว. ความเจ็บ ปวด หรือสบายนั้น ก็อย่างเดียวกันนั่นเอง คือ เราต้องสมมต ให้ และเอาความตัดสินของอวิชชาเป็นเกณฑ์ สมมตเรียกว่า เจ็บปวด หรือสนุกสบายเพลิดเพลิน. ถ้าไม่แยกสมมตดังนี้ มันเป็นปฏิกิริยาล้วน ๆ เสมอกันเสีย ไม่แปลกกัน. ผลกรรม หรือปฏิกิริยาทั้งหลายที่กระท้อนออกมานั้น ถ้าไม่ได้กระท้อน เข้ามาในวงสมมตนี้แล้ว มันจะไม่มีดีชั่ว หรือสุขทุกข์เลย. อาการหมุนของธรรมชาติล้วน ๆ บางอาการที่เราเรียกว่ากรรม นั้น มักกระท้อนปฏิกิริยาออกมาตามกฎธรรมชาติ เท่านั้น ไม่ มีความหมายสำหรับธรรมชาติอย่างใดมากไปกว่าว่าเป็นเพียงปฏิ- กิริยาที่กระท้อนออกมา. แต่พอตกมาถึงอวิชชา และอุปาทาน ความหมายก็เกิดขึ้น ตามแต่ที่มันจะบันดาลให้เกิดสมมตคำใด ขึ้น, และทั้งหมดนี้ ต้องมีอวิชชาและอุปาทานหนุนหลังอยู่ ตลอดทั้งแนวจนกว่าจะเลิกหลุดจากอุปาทาน. เพราะฉะนั้นการ
น.384 ๗๔ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงใช้คำสั้น ๆ เกี่ยวกับ อุปาทาน อย่างเดียวเท่านั้น ก็พอแล้วเช่นกล่าวว่า "จิตหลุดพ้นจาก อุปาทาน" เช่นนี้หมายถึงการสำเร็จพระอรหันต์ และมีความ หมายกว้างขวางครบถ้วนโดยประการทั้งปวง ที่เกี่ยวกับอวิชชา ตัณหา ทิฏฐิ และกิเลสอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย และหมาย ถึงความที่ทุกข์ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ และผลแวดล้อมอย่างอื่น อีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นสมมตด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าไม่มีอุปาทาน อย่างเดียวเท่านั้นก็จะไม่มี ดีชั่ว บาปบุญ สุขทุกข์ กรรมและ ผลกรรมเลย. ผู้หมดอุปาทานคือพระอรหันต์ ไม่มีกรรม ไม่ ทำกรรม. สิ่งที่ท่านทำเป็นเพียง กิริยา หรือ "การเคลื่อนไหว" ล้วน ๆ ไม่เรียกได้ว่า กรรม เพราะไม่มีอุปาทานอันเป็นเหตุให้ ทำ และให้ทำด้วยยึดถือว่า ทำนั่น ทำนี่. มันจึงมีแต่ "การ เคลื่อนไหวอันบริสุธิ์แท้" บริสุทธิ์นั้น นอกจากไม่ชั่วแล้ว ต้องไม่ดีด้วย คือ พ้นดีขึ้นไปอีก จนอยู่เหนือการที่จะจัดว่าดี หรือชั่ว. ถ้ายังเรียกว่าดีอยู่เพียงใด ยังถูกตัณหาอุปาทานลูบคลำ เล่นอยู่เพียงนั้น หาใช่บริสุทธิ์ตามความหมายอันแท้จริงในที่นี้ ไม่. เพราะฉะนั้น ดีชั่ว ก็ยังอยู่ในพวกที่ไร้ความจริง เป็น เพียงสมมตอยู่นั่นเอง. ที่ว่าดีนั้น มีขึ้นมาได้เพราะอุปาทาน ที่เราสมมตหรือ
น.385 ๗๕ ยึดถือกันว่าดี. ถ้าเข้าใจว่าไม่ดี มันก็ดีขึ้นมาไม่ได้. อุทาหรณ์ ทางวัตถุ เช่นเครื่องเพชรพลอยกับไก่ ที่เห็นว่าข้าวสารเม็ด เดียว ยังจะดีกว่าเพชรเม็ดนี้. ทางใจ ก็เช่นบางคนที่เห็นอยู่ ชัดเจนแล้วว่าความหลุดพ้นไปจากโลกนั้น เขาเห็นว่าสู้อยู่ใน โลกนี้ไม่ได้ สนุกกว่า ดีกว่า. เป็นบ่าวกิเลสมีรสมีชาติดีกว่า ชนะกิเลส ดังนี้เป็นต้นเมื่อจะพูดให้หมดกันจริง ๆ แล้ว จะพูด ว่า สิ่งทั้งหลายมีแต่ ดี กับ ชั่ว นั้นยังไม่พอ. ยังต้องมีอีก ประการหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อยู่เหนือวิสัยหรือพูดไม่ได้ บัญญัติ ไม่ได้ ว่าดีหรือชั่ว คืออยู่เหนือดีกับชั่วนั่นเอง มิใช่อยู่ระหว่าง ดีกับชั่ว ซึ่งความจริง สิ่งที่อยู่ระหว่างดีกับชั่วนั้นไม่มี เพราะ อาจจัดเป็นดีหรือชั่วได้อย่างหนึ่งเสมอ ตามแต่ความรู้สึก และ ความยึดถือของผู้นั้นเป็นคน ๆ ไป. และเพราะว่าสิ่งที่ไม่มีดี อะไร เราก็ย่อมเรียกว่าไม่ดี หรือชั่วอยู่แล้ว. ด้วยเหตุดังว่า มานี้ ดีกับชั่ว จึงเป็นพวกสมมตและบัญญัติเท่านั้น. เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นการไม่แปลก ที่ถ้ามีการยึดถือว่ามีตัวเราผู้ทำกรรม แล้ว ย่อมจะมีการยึดถือว่ากรรมดีชั่วเป็นธรรมดา. ด้วยเหตุ ว่า ก่อนแต่จะทำกรรมใดลงไป ย่อมยึดถือว่าอย่างไรดี อย่าง ไรชั่วอยู่ก่อนแล้ว. มิฉะนั้น ก็ทำกรรมไม่ได้ ไม่เป็นกรรม. เมื่อยึดถือว่ามีผู้ทำกรรมดีชั่วแล้วย่อมมีการยึดถือว่า มีตัวได้รับ
น.386 ๗๖ ผลกรรมดีชั่วนั้นด้วย. มิฉะนั้นก็ไม่ทำ และถึงทำ ก็ไม่เป็น กรรมนั่นเองอีก. การทำกรรมดีชั่ว และการได้รับผลดีชั่วจึงมี ในด้านสมมตด้วยกันเท่านั้น. สมมต หรือพ้นสมมต คือ วิมุติ ก็ตามทั้งสองอย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนัตตา. แต่คนเราอาจมีความหลงผิด ยึดถือให้ เป็นอัตตา ทั้งสมมตและวิมุติก็ได้. ที่ยึดถือว่าอัตตาในสังขาร ทั้งหลายด้วยความโง่หลงนั้น เป็นธรรมดาอยู่แล้ว. แต่ที่ยึดถือ วิมุติหรือวิสังขารว่าเป็นอัตตานั้น ก็อาจมีได้ เพราะความหลง ผิดยังเหลืออยู่อย่างละเอียด. หมดอวิชชาสิ้นเชิงเมื่อใด ก็ถอน อัตตาออกหมดได้ คงเหลือแต่ธรรม หรือธรรมชาติล้วน; ซึ่ง พวกหนึ่งหมุนเวียนและแตกดับ และอีกพวกหนึ่งไม่หมุนเวียน และไม่แตกดับ. ไม่ยึดถืออะไรเอาเป็นของตน เพราะหมดความ ยึดถือเสียแล้ว. ในภูมินี้เอง หรือในขั้นนี้เอง ผู้เห็นเช่นนั้น ย่อมเห็นได้ด้วยตนเองว่า กรรมดีกรรมชั่ว นั่นก็อยู่ที่สมมต และหมุนเวียน เป็นมายาเช่นเดียวกับตัวคนผู้ทำกรรมดีกรรมชั่ว นั้นเหมือนกัน. กรรมดีอย่างสูงสุด ก็ให้ผลเพียงเข้าถึงสวรรค์ หรือพรหมโลก ซึ่งยังเป็นพวกสังขาร เป็นขณะของเกลียว หมุนเท่านั้น เพราะฉะนั้น กรรมดีกรรมชั่ว จึงมีได้แก่คนผู้ทำ ทั้งที่เป็นอนัตตาด้วยกันทั้งสองฝ่าย. ปัดความยึดถือออกเสีย ก็
น.387 ๗๗ ไม่มีกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีคนผู้ทำ. มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เท่านั้น หมุนไป ๆ และหยุดหมุนในที่สุด ไม่มีตัวผู้เกิด ผู้แก่ ผู้ตาย. ไม่มีผู้ทำกรรมและรับผลกรรม. ถ้าเราจะปัดสมมตเฉพาะที่ตัว คนผู้ทำ ยังคงยึดถือไว้ที่ส่วนกรรมและผลกรรม ปัญหาก็เกิด ขึ้นคัดง้างกันอยู่เรื่อยไปเพราะความจริงนั้น มันเป็นอนัตตาทั้ง ผู้ทำ และกรรมพร้อมทั้งผลที่เขาทำดังที่กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาว. ทีนี้จะมีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า ถ้าอะไร ๆ เป็นอนัตตา หมดแล้ว เราจะพยายามทำดีกันไปทำไม นอนหรือฆ่าตัวตาย เสียเลยไม่ดีกว่าหรือ. ข้อนี้ผู้ถามยังไม่ได้ถาม. ถ้าจะตอบ ก็ ต้องอีกเรื่องหนึ่ง. การเกิดใหม่ บัดนี้ จะได้ข้ามไปยังปัญหาที่ว่า การเกิดใหม่ คืออะไร สืบไป. ซึ่งมิใช่ปัญหายืดยาวอะไรเลย. เมื่อถอนสมมตออกเสีย และไม่มี ตัวคน ตัวสัตว์ คง มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ สองพวก; พวกที่หนึ่งหมุนเวียน อีกพวก หนึ่งหยุดสงบคือนิพพาน ดังนี้แล้ว. การเกิดและการตาย ก็ไม่ มี ซึ่งการเกิดใหม่ก็ไม่อาจมีอีกต่อไปด้วย การเกิดที่มีขึ้น และ กำลังมีอยู่นี้ เพราะไปยึดถือเอาอาการอันหนึ่งของเกลียวหมุน ให้เป็นการเกิด อันหนึ่งให้เป็นการตาย. และไปยึดเอาอาการ
น.388 ๗๘ ที่เวียนกลับไปถึงอาการแรกอีก ว่าการเกิดใหม่ สลับกันไปไม่ มีที่สิ้นสุด; จึงมีวัฏสงสารขึ้น. ได้แก่การเวียนเกิดเวียนตาย อันไม่รู้สิ้นสุด. เปรียบเหมือนน้ำกลายเป็นไอไปหมด เรียกว่า มันตายก็ได้. ครั้นมันไปเป็นเมฆฝน และกลับตกลงมาอีก เรียก ว่ามันมาเกิดใหม่ ก็ได้ดุจกัน. เมื่อใดหมดเหตุหมดปัจจัย ที่ ทำให้หยุดเข้าใจผิดเช่นนั้น การเกิดและการตายก็ไม่มี เกลียว หมุนของอวิชชาก็ขาดออก หรือหักลง หมุนอีกไม่ได้ ทุกข์ก็ ไม่มีอีกต่อไป. ครั้นต่อจากนั้นไป ปัจจัยที่ทำให้มันหมุน ก็ หมดลงไปอีก สังขารกลุ่มนั้นดับสนิทไป ไม่มีการหมุนอีก ไม่ มีเชื้อเหลืออยู่สำหรับก่อภพ เป็นการดับครั้งสุดท้าย. เกลียว หมุนของซากที่เหลืออยู่บ้างก็หยุดหมุนเป็นครั้งสุดท้าย. การดับ อันแรกได้แก่ดับอวิชชา เป็นพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่. ดับอัน หลัง รูปกายและนามกายดับอีกครั้งหนึ่ง หมดเชื้อกันพอดี. การดับอวิชชาของครั้งแรกนั้นเอง เป็นเหตุให้หมดตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุให้ต่อภพต่อชาติ. ซึ่งทำให้มีการดับของ รูปกายและนามกาย อันเป็นการดับครั้งที่สอง. อาการอันนี้ จะ เปรียบกับสิ่งใดได้ยากมาก ถ้าจะเปรียบพอรู้ความการดับ อัน หลังก็เท่ากับการที่ฝนนั้น หมดเหตุหมดปัจจัย เช่นหมดธาตุ ไฮโดรเย็นกับอ๊อกซิเย็น ที่จะประกอบกันเข้าเป็นน้ำฝนเป็นต้น. แต่การหมดเหตุหมดปัจจัยเช่นของน้ำฝนนี้ เป็นฝ่ายรูปธรรม
น.389 ๗๙ ล้วน อันไม่อาจมีขึ้นได้เพราะเหตุสักว่าการหยุดเข้าใจผิดอย่าง เดียว ซึ่งเป็นฝ่ายนามธรรมล้วน. แต่พอที่จะกำหนดความดับ เป็นสองชั้นได้เหมือนกัน. คือครั้งแรกดับความเข้าใจว่าฝนเกิด หรือฝนหาย คือตกและหยุดตก. เพราะเหตุที่ได้มาทราบว่า ฝน นั้นหามีตัวจริงไม่ มีแต่เกลียวของความหมุนเวียนของธาตุย่อย ๆ เช่น ไฮโดรเย็น และ อ๊อกซิเย็น เป็นต้นเท่านั้น. คนไปหลง สมมติเข้าที่อาการตอนหนึ่งของเกลียวอันนี้ คืออาการตอนที่เป็น น้ำหล่นลงมาซ่า ๆ ว่า เป็นฝน จึงเลยมีฝนตก ฝนหยุดตก. ถ้าไปมองที่ความจริง คือเกลียวแห่งความหมุนเวียนทั้งหมด ของมันแล้ว จะพบแต่เพียงว่า ธาตุย่อย ๆ หลาย ๆ อย่าง เหล่านั้น แสดงปรากฏการณ์ของมันในรูปต่าง ๆ กัน ด้วย อำนาจแห่งเหตุปัจจัยบังคับเท่านั้น. เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้ความยึด ถือว่าฝน ว่าตก หรือว่าแล้ง ก็หมดไป. ขั้นต่อไป อยากจะ เปรียบอีกครั้งหนึ่งซึ่งลึกเข้าไปขั้นหนึ่งอีก. ได้แก่ขั้นที่ว่า แม้ ว่าธาตุย่อย ๆ เหล่านั้น ที่หมุนเวียนด้วยการแสดงอาการต่าง ๆ กัน มันก็หาใช่ธาตุที่มีตัวตนเป็นธาตุเช่นนั้น ๆ ไม่. เมื่อถ้า สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อย ก็จะพบอีกว่า มันเป็นเพียง เกลียวของอะไรสักสายหนึ่งเหมือนกันเป็นแน่ เช่นเดียวกับที่ที แรกเราเข้าใจว่าเป็นฝน ต่อมาพบว่าเป็นเพียงเกลียวของความ
น.390 ๘๐ หมุนเวียน ของธาตุย่อย ๆ เหล่านั้นเท่านั้น. ฝนเป็นมายาที่ เราหลงเห็นเป็นฝนขึ้นมาเองฉันใด ธาตุเหล่านั้น ก็จักเป็น เพียงมายาฉันนั้นเหมือนกัน. หากแต่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ เราในเวลานี้ ยังค้นมันไม่ได้ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นเท่านั้นเอง. แต่ อย่างไรก็ตาม ก็คงพบธาตุแท้เหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยปรมาณู ของมัน ซึ่งปรมาณูหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยที่ว่าง. โปรตรอน. และอิเล็กตรอน. ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้น ก็พอจะกล่าวได้ขั้นหนึ่ง ก่อนว่า ธาตุแท้หนึ่ง ๆ ก็คือเกลียวหมุนของส่วนประกอบของ มันนั่นเอง. ความเข้าใจว่าธาตุนั้นธาตุนี้ก็ดับไปอีกขั้นหนึ่ง ต่อ จากความเข้าใจว่าฝน ที่ได้เคยดับมาขั้นหนึ่งแล้ว โดยทำนอง เดียวกัน. เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่มีการตกลงและการแล้งของ ฝน ก็ไม่ควรมีด้วยมีแต่ "เกลียวแห่งความหมุนเวียน ของ ธรรมชาติล้วน ๆ" เท่านั้น. อะไรเกิด อะไรตาย อะไรเกิดใหม่ท่านย่อมตอบได้ เอง. เมื่อตอบได้ดังนั้น ท่านก็ตอบได้สืบ ไปเองอีกว่า การ เกิดคืออะไร การตายคืออะไร และการเกิดใหม่คืออะไร อีก ด้วย. ยังไม่เข้าใจตอนไหน ยินดีรับคำถามใหม่เสมอ. ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๔
น.391 ถาม : ความสุขในทางโลกที่เราเข้าใจว่าสุข ๆ นั้น เป็นความ สุขที่นึกเอาจากอารมณ์ ที่มาสร้างความพอใจของตนๆ เมื่ออารมณ์ยักย้ายไปอีก ก็เปลี่ยนแปลงไปตาม, คำ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา คงจะ เนื่องมาจากเหตุนี้กระมัง ? ตอบ : อนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา ของพระพุทธเจ้าหมายถึง ลักษณะนั้นถูกแล้ว, แต่หมายกว้างไปถึงทุกข์ และอทุกขมสุข (คือความรู้สึกที่ยังไม่จัดถึงขั้นสุขหรือทุกข์ได้) อีกด้วย. หมาย ความว่า สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุขก็ตาม ย่อมเป็น ของที่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา โดยเท่ากัน. และการที่ ตรัสสามัญญลักษณะทั้งสามนี้ เนื่องมาจากการมองเห็นลักษณะ ของสังขารหรือโลกิยธรรมทั้งสิ้นตามที่เป็นจริง ว่ามีอยู่อย่างไร โดยชัดเจนแล้วนั่นเอง จึงสรุปได้ว่าเป็นดังนั้น.
น.392 ถาม : ขั้นสุดของการสอนและปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา นั้น คือให้เพิกถอนอัตตานุทิฏฐิออก คงเหลืออนัตตา, ที่สุดเมื่อเป็นอนัตตาแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใคร สุข ไม่มีใครทุกข์ เป็นกลางอยู่ในความว่างเปล่า ดังนี้ จึงสงสัยว่า เมื่อไม่มีใครรับผลของความสุข ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรม แล้วอะไรเล่าที่เป็นผู้รู้ชัด ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กรณียะ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะต้องทำเช่นนี้ไม่มีอีก ? ตอบ : ควรจะคิดดูว่าอะไรเล่า ที่ก่อนนี้เป็นผู้รู้ว่า ยังเป็น ทุกข์, ชาติยังไม่สิ้น พรหมจรรย์ยังไม่จบ กรณียะยังทำไม่เสร็จ ยังมีกิจที่ต้องทำอีก. ในตอนหลังก็สิ่งนั้นเองเป็นผู้รู้. ผู้ถามอาจเข้าใจว่า เมื่อยังถอนอัตตาไม่ได้ อัตตานั่น แหละเป็นผู้รู้. ที่จริงนั้นอัตตาเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความ รู้ผิด. ถ้าจะให้อัตตาเป็นผู้รู้พระนิพพาน ก็แปลว่า อัตตานั้น เป็นคนละอย่างกับนิพพาน เพราะจะต้องเป็นผู้รู้นิพพาน. และ เมื่อถอนอัตตาออกเสียแล้ว ในตอนหลังก็เลยไม่มีผู้รู้นิพพาน ไป. แต่เรายังมีผู้รู้อยู่ จึงเกิดเป็นปัญหาว่าอะไรรู้. โดยเจาะจง
น.393 ๘๓ ตัวผู้รู้ในที่ทั้งปวงนั้น คือ จิต, นับตั้งแต่รู้ผิดมากจนถึงรู้ถูก และรู้ว่ามันเองรู้ถูกแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรผลักไสให้เกิด ต่อไปอีก จะต้องดับสนิทลง เป็นชาติสุดท้ายของตนเอง คือ จิตเอง. สิ่งที่ยังเหลืออยู่ตลอดอนันตกาล ก็คือนิพพานหรือ อสังขตธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สภาพแห่งวิสังขาร. และสิ่งนี้เองที่บางท่านเรียกว่าอัตตาที่แท้จริง และเป็นผู้อยู่ ตลอดอนันตกาล. ทั้งนี้ เพราะท่านเหล่านั้นอยากให้มีตัวเหลือ อยู่ เสียดายที่จะต้องดับไป. ยิ่งกว่านั้นตัวที่เหลืออยู่ยังคิดนึก และรู้สึกอะไรได้อีก ซึ่งมันเป็นการยึดถือหรือติดอยู่ในสิ่งนั้น โดยแท้ เช่นพอใจในความรู้ ความสุข ความบริสุทธิ์ของตัว เป็นต้น. นิพพานหรืออสังขตธรรม ไม่ใช่จิต จะมีความรู้สึก นึกคิดเช่นนั้นไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ผู้นั้นได้บัญญัติจิตที่บริสุทธิ์ ให้เป็นนิพพานเข้าแล้ว, และให้รู้อะไรได้ด้วย. ทำให้วนเวียน กันใหญ่. ที่แท้ ตัวที่ยืนโรงตลอดมาแต่ต้น คือจิตนั่นเอง. รู้ผิดมามากมายจนกระทั่งรู้ถูก และรู้ว่าตัวเองรู้ถูก และรู้ว่าจะ ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่เวียนมาใหม่อีก เหมือนที่แล้ว ๆ มา. การที่มีอัตตา หรือความรู้สึกว่าอัตตาเกิดขึ้นนั้น เป็นเพียง ความเข้าใจผิดยึดถือตัวเอง เพราะตัวเป็นผู้ทำอะไรได้ และ
น.394 ๘๔ ได้รับผลของสิ่งนั้น และเวียนเกิดเวียนตาย เพราะมีเหตุปัจจัย ยังไม่ขาด ปรุงหรือบำรุงให้คงมีอยู่เสมอ. ต่อมารู้ความจริงว่า ตัวของตัวไม่มี มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย และบัญญัติ เรียกสิ่งนั้นว่า จิต, สิ่งนี้ว่า รูป, สิ่งโน้นว่า เจตสิก, เป็นต้น; ซึ่งทั้งหมดนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เป็นแต่หมุนไปตาม ปัจจัยด้วยกัน มีความรู้ผิดเห็นผิด และยึดถือเป็นเรา เป็น ของเราขึ้นมาเองจึงได้ทุกข์ และเวียนเกิดเวียนตาย มีกิจหรือ พรหมจรรย์ที่ต้องทำ ต้องปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์. การที่จะ พ้นจากทุกข์ จึงต้องเป็นการเข้าใจหรือรู้เสียใหม่ให้ถูก คือรู้ว่า ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าเรา หรือของเรา มีแต่สิ่งที่ ต่างก็หมุนไปตามเหตุปัจจัยกับสภาพอันหนึ่งที่เป็นความหยุด หมุนของสิ่งนั้น ๆ เท่านั้น. สิ่งแรกเราเรียกสังขตธรรม, สิ่งหลัง เรียกอสังขตธรรม ; ล้วนเป็นธรรมหรือธรรมชาติอย่างนั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนของใครที่ไหน เป็นธรรมล้วนๆ. เมื่อ จิตรู้ความจริงเช่นนี้ ก็ปล่อยวางภาระหนัก คือตัวตนในส่วน สังขตธรรมเสีย และทั้งไม่ไปยึดจับเอาฝ่ายอสังขตธรรมขึ้นมา เป็นตัวตนด้วย มันจึงผ่องแผ้วบริสุทธิ์ และรู้ว่าตัวเป็นเช่นนั้น จนกว่าจะดับไปเป็นครั้งสุดท้าย เช่นจิตของพระอรหันต์ทั้งปวง. พวกสังขตธรรมหรือสังขาร เกิดดับ ๆ ดับอยู่ในตัวตาม
น.395 ๘๕ ธรรมดา, พวกอสังขตธรรมหรือวิสังขาร หยุดนิ่งอยู่ โดยไม่ มีการเกิดดับ. แต่ทั้งสองพวกนี้ ไม่ใช่อัตตา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อัตตาอยู่ในสิ่งทั้งสองนี้ หรือไม่ควรยึดถือแม้ด้วยความคิด ว่า สิ่งนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตา, แม้ที่สุดแต่อสังขตธรรม, ความรู้ ทุก ๆ อย่าง หรือจิตผู้รู้ทุก ๆ ชนิด เป็นสังขตธรรม มีเกิด แล้วมีดับ ; การรู้นั้นเป็นของชั่วคราวเท่านั้น, แม้ที่รู้ว่าตนพ้น แล้ว. ลักษณะของจิตกล่าวไว้แล้วในเรื่อง "ชีวิตกับนิพพาน," จิตเป็นของเปลี่ยนตัวได้เสมอ มันจึงเปลี่ยนจากไม่รู้ มาเป็น รู้ผิด และเป็นรู้ถูกในภายหลัง. เพราะฉะนั้น จิตนั่นเองเป็น ผู้รู้ตลอดเวลา ไม่มีอัตตาที่เป็นผู้รู้ นอกไปจากจิต. ถ้าอยาก จะมีอัตตาก็ต้องมีที่จิตนั่นเอง. และมันจะได้ดับพร้อมกันไปกับ การบรรลุอรหัตตผล.
น.396 ถาม : จิตที่หลุดพ้นอิสระจากกิเลสแล้ว ความรู้ว่าจิตบริสุทธิ์ เป็นอัตตาหรือไม่ ? ตอบ : ถ้าคำว่าอัตตา หมายถึงสิ่งที่มั่นคงถาวร ไม่แปรผัน ไม่มีอะไรปรุงแต่ง, ความรู้นั้น ก็เป็นอัตตาไม่ได้ เพราะตัว ความรู้นั้น ยังดับได้ และเกิดขึ้นเพราะมีเหตุของมันเอง. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาเพียงสภาพที่หลอกลวงเกิดขึ้น เป็นเพียงมายา เพราะอำนาจอวิชชาหรือความหลง หาสาระ อันใดมิได้, ตัวความรู้นั้น ก็เป็นอัตตาไม่ได้อีก เพราะความรู้ ที่ว่านั้น ไม่ลวง และมิใช่มายา. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาจิต, ความรู้นั้นก็เป็นอัตตาไม่ ได้อีก เพราะความรู้เป็นเพียงสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับจิต ที่ได้รับการศึกษาพอแล้ว. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาสิ่งที่คนไทยเราเรียกกันว่า เจตภูต หรือ ชีโว ที่เป็นตัวท่องเที่ยวจากร่างนี้สู่ร่างโน้น หรือ ที่ชอบเรียกกันว่า ผี (ตามที่เชื่อกันในคนบางพวก) ความรู้ ที่ว่านั้นก็มิใช่อัตตาอีกนั่นเอง.
น.397 ถาม : จิตกับอารมณ์นั้น ต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ธรรมชาติที่เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือน จุดศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิตทุก ๆ สิ่ง นั้นคือ จิต. จะสูงหรือต่ำ ย่อมแล้วแต่ว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในขั้นไหน เลวประณีต อย่างไร. จิตมีธรรมชาติเบาและเร็วในการที่จะรู้สึก คือเปลี่ยน แปลงตัวมันเองในเมื่อมีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน. สิ่งที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับมันจากภายนอกนี้ เรียกว่า อารมณ์, คำว่าภายนอก นี้ หมายถึงนอกจากตัวจิต คือนอกจากจิตในขณะนั้น. เพราะว่า ความจำในกาลก่อนๆ มาก็กลับเป็นอารมณ์ของจิตขึ้นได้เหมือน กัน และก็เรียกว่าอารมณ์ด้วย โดยไม่ต้องอาศัยการติดต่อทาง ตาหรือหูในขณะนั้น. คำว่า จิต แปลว่า ผู้ก่อเรื่อง คืออะไรจะเป็นเรื่องขึ้นได้ ก็เพราะจิต นับตั้งแต่ก่อตัวเองขึ้นในเบื้องต้น และก่อเรื่องต่างๆ สืบไปอยู่ไม่รู้จบ จนกว่ามันจะดับสนิทไปอย่างไม่มีเชื้อเหลือ. คำว่า อารมณ์ แปลว่า ที่เกาะเหนี่ยว, คือเป็นที่เกาะ เหนี่ยวของจิต. จิตเป็นผู้เกาะ, อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกเกาะ ต่าง กันอย่างนี้.
น.398 ถาม : จิตเป็นสังขารหรือวิสังขาร ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับทฤษฎีล้วน ๆ ทั้งเป็น การถามล่วงหน้าถึงสิ่งที่อยากจะเข้าใจ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อสอบ- สวนความเข้าใจ หรือหลักเกณฑ์อะไรบางอย่าง, เพราะว่าถ้า ผู้ถามรู้จักสิ่งเรียกว่า จิต ดีแล้ว จะไม่ตั้งคำถามเช่นนี้. เพราะ ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องกล่าวกันไปถึงว่า จิต กับ สังขาร และ วิสังขาร คืออะไร, แล้วผู้ถามจะเข้าใจได้เอง และตรงตามที่ ต้องการ. สิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น มีความเข้าใจกันเป็นสองอย่าง (หรือบางทีอาจหลายอย่าง). พวกหนึ่ง หมายถึงนามธรรมที่ เกิดมาจากเหตุปัจจัย เช่นอวิชชาเป็นต้น, และพวกนี้ นับจิต เนื่องอยู่ในขันธ์ห้านั่นเอง คือ เป็นตัววิญญาณขันธ์, อีกพวก หนึ่ง, ถือว่าจิตเป็นสิ่งหนึ่งอีกต่างหากจากเบญจขันธ์ เป็นสิ่งที่ ไม่มีเหตุปัจจัยปรุง เป็นอมตะหรือนิพพานอยู่เองตามธรรมชาติ, (ซึ่งเรียกกันว่าพวกขันธ์หก). ผู้ที่ศึกษาตามคัมภีร์ที่มีอยู่เช่น พระไตรปิฎกส่วนมากที่สุดเห็นเป็นอย่างแรก, ส่วนคำว่า สังขาร กับ วิสังขาร นั้น ต้องจับความหมาย
น.399 ๘๙ ของคำว่า สังขาร ให้พอเพียงเสียก่อน แล้วจะรู้ความหมายของ คำว่า วิสังขาร ได้ดี. สังขารที่ถามในที่นี้, มิใช่สังขารขันธ์ในเบญจขันธ์, และมิใช่สังขาร ในคำที่ว่า "เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขาร," แต่เป็นคำบัญญัติของมันเองอีกคำหนึ่ง ซึ่งใช้เป็น คำสำหรับแบ่งประเภทธรรม หรือสิ่งทั้งปวง, คือสิ่งทั้งหลาย บรรดามีในโลกนี้ และนอกโลกทั้งหมดนั้น เราแบ่งได้เป็น สองพวกเท่านั้น. คือถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นเป็นเหตุเป็นปัจจัย ปรุงแต่งมันขึ้นมา หรือตั้งอยู่ได้ เพราะผีสิ่งอื่นเป็นเหตุ มี สิ่งอื่นเป็นส่วนประกอบของตัว, สิ่งนั้นๆจัดเป็นพวก "สังขาร" แปลว่า สิ่งซึ่งมีของปรุงแต่ง, และทั้งมันเองก็จะปรุงแต่งสิ่งอื่น สืบไปด้วย. ถ้าสิ่งใดไม่มีเหตุปรุงแต่งหรือเป็นที่ตั้งอาศัยดังว่า นั้น มีอยู่ได้ด้วยตนเองตลอดอนันตกาล เป็นอมตะ ไม่มีการ เกิด แปร และการดับ, สิ่งนั้นเป็น "วิสังขาร," แปลว่า สิ่งที่ไม่มีสิ่งอื่นปรุงแต่งและทั้งตัวมันเองก็ไม่ปรุงแต่งสิ่งใดด้วย. ปัญหาจึงเหลืออยู่ว่า คำว่า จิต ที่ผู้ถาม ๆ นั้น หมาย เอาอะไรเป็นจิต, ถ้าหมายเอานามธรรมที่ทำการคิดนึกได้ รู้สึกได้ เกิดได้ ดับได้ จิตก็เป็นสังขาร, (สำหรับผู้ตอบเอง ก็อยู่ในพวกนี้ คือใช้นามศัพท์ว่า "จิต" นี้ ให้เป็นเพียงชื่อของ
น.400 ๙๐ นามธรรม เป็นธรรมชาติที่คิดนึกได้ชนิดหนึ่งเท่านั้น). แต่ถ้า ในที่อื่นซึ่งผู้อื่นเขาใช้อย่างอื่นเขาอาจเอาคำๆ เดียวกันนี้ ไปใช้ เป็นชื่อของธรรมอื่น ที่มีลักษณะที่ตรงกันข้ามก็ได้. เพราะ ฉะนั้น ควรถามกันเสียให้ดีก่อนว่า ที่ท่านว่าจิต ๆ นั้น ท่าน หมายถึงอะไร, แล้วจึงค่อยตอบว่า เป็น สังขาร หรือ วิสังขาร.
น.401 ถาม : จิตที่หลุดพ้นไปจากอารมณ์ทั้งปวงนั้น จะเรียกว่า วิมุติจิต ได้หรือไม่ ? ตอบ : ถ้าคำว่า หลุดพ้น ที่ถามมานี้หมายถึง "การไปหรือ ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน" แล้ว ก็เรียก วิมุติจิต ได้. เพราะ คำว่าอารมณ์ทั้งปวง ย่อมหมายถึงทุก ๆ สิ่งที่จิตสัมผัสได้. วิมุติจิตในที่นี้ ย่อมหมายถึงจิตที่หลุดพ้นของผู้บรรลุ อรหัตตผลแล้ว. แม้จะมีบางท่าน แยกการหลุดพ้นหรือนิพพาน เป็นสี่ครั้งตามจำนวนของมรรคผลสี่ขั้นก็ตาม การหลุดพ้นที่ ถามมาในที่นี้ ก็อาจจะแยกเป็นสี่ขั้นได้ตามนั้น ตามสูงตามต่ำ นั่นอีก. ปัญหาข้อนี้ เป็นการบอกลักษณะ แล้วให้ทายตัว, เช่น ถามว่าสัตว์มีรูปร่างเช่นนั้น ๆ เรียกว่าสัตว์ชื่อนั้นใช่ไหม. ถ้า เป็นการได้เห็นมาแล้วจริง เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อเช่นนี้ก็ไม่เป็นไร, และน่าอนุโมทนาเท่ากัน. แต่อาจจะมีคนนึกขำ ที่คล้าย ๆ กับ ถามว่า คนที่เอาตรวนออกได้หมดแล้ว ชื่อว่าคนหลุดจาก ตรวนใช่ไหม.
น.402 ถาม : อะไรมาทำให้จิตหวั่นไหวแปรปรวนไปต่าง ๆ ? ตอบ : ความต้องการอันเกิดมาจากความหลงไม่รู้จริงในสิ่ง ทั้งปวง เป็นผู้กระทำ. ต้องการจะได้, ต้องการจะมีจะเป็น, ต้องการจะไม่มีไม่เป็น, ทั้งสามอย่างนี้เป็นตัวการ; และมัน เกิดมาจากอวิชชาหรือความไม่รู้. เมื่อมองเห็นสิ่งทั้งหลายตาม เป็นจริงและรู้แล้ว, ความต้องการก็ไม่มีไปเอง เพราะสิ่ง ทั้งปวงนั้นตามความจริงมีลักษณะ ไม่น่าต้องการอย่างใดเลย. เมื่อจิตเลื่อนฐานะตัวเอง มาอยู่ในภาวะที่ไม่มีความต้องการ อะไรอีก นั่นคือ ที่สุดทุกข์ อันความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามเข้าไปไม่ถึง.
น.403 ถาม : ใจที่รู้สึกว่าใจเป็นของตัวเรา ที่นับว่าเป็นกิเลส กับ ใจที่ไม่รู้สึกว่าใจเป็นตัวของเรา ที่ไม่นับว่าเป็นกิเลส นั้น ต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ข้อความในตัวปัญหาเอง ก็เกือบจะชัดแจ้งอยู่แล้ว. อย่างแรก เป็นใจที่มีความยึดถือหนัก และเป็นทุกข์ เศร้า- หมอง มีความเห็นแก่ตัว. อย่างหลัง ตรงกันข้ามทุกอย่าง. อันการยึดถือตัวตน ภายในอัตตภาพนี้ ก็คือการยึด เอาใจเป็นตัวนั่นเอง และเป็นสัญชาตญาณ หรือสันดาน ซึ่ง ยึดเป็นมาแต่เดิม โดยเป็นกฎธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิต มิฉะนั้น มันก็ปฏิสนธิขึ้นมาไม่ได้ หากไม่มีความยึดถืออันนี้ติดเป็นเชื้อ มาด้วย. ความยึดถือว่ามีตัวของตัว เป็นเหตุให้ทำกรรมได้ทั้ง ดีและชั่ว ซึ่งถือว่าเป็นกิเลสเหมือนกันทั้งสองอย่าง เพราะแม้ ความดีหรือบุญ ก็เป็นเหตุผูกมัดให้ติดและวนเวียนไปใน สังสารวัฏฏ์ แต่เมื่อเรายังไม่อาจหลุดพ้นอยู่เพียงใด ก็ต้องทำดี อยู่เพียงนั้น ทั้งนี้เพราะว่า ติดในฝ่ายดี ยังดีกว่าติดในฝ่ายชั่ว จึงต้องทำดีและยึดถือตัวเพื่อทำดีไปก่อน. ครั้นเมื่อมีความรู้สึก อันสูงพอที่จะพ้นอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง จึงวางทั้งหมด และใจก็
น.404 ๙๔ ไม่ยึดถือตนว่าเป็นตนของตน หมดเครื่องเศร้าหมองทั้งที่เป็น ฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว. คนที่ไม่ยึดถืออะไรเสียเลย ย่อมไม่ทำอะไรเสียเลย หรือทำก็ไม่เป็นอันทำ จึงต่างกันเป็นอันมากกับคนที่อยากทำ อะไรอยู่ และทำก็เป็นอันทำ, ซึ่งได้แก่คนที่ยังมีความยึดถือว่า เป็นตัวอยู่. ในขั้นโลกิยะ มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถือ หรือ มีการยึดถืออยู่เอง ซึ่งเป็นเหตุให้กลัวบาปและรักบุญ. พวกที่ ไม่กลัวบาปหรือรักบุญ โดยความผืน หรือสำคัญผิดก็มี แต่ มิใช่หมดความยึดถือ. เช่นพวกโจรหรือคนพาลเป็นต้น. พวก นี้ยึดถือตัวตนอย่างหยาบยิ่งขึ้นไปอีก คือเห็นแก่ตัวจนหลงใหล ไม่รู้จักกฎความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. จึงกล่าวได้ในที่สุดว่า ใจที่ไม่ยึดถือนั้นสูงมาก และ เป็นคนละชนิดทีเดียว, ผู้มีใจชนิดนี้ เท่ากับว่าอยู่ในโลกอีก โลกหนึ่ง คนละโลกกับผู้ที่ยังต้องยึดถือ. คือมันเป็นโลกที่ ปราศจากบุญและปราศจากบาป, ต่างกับโลกนี้ซึ่งมีบุญและ บาปหนาแน่น. เมื่อยังต้องอยู่ในโลกนี้ คือยังต้องยึดถือ จำเป็นจะต้อง ยึดในฝ่ายที่เป็นเหตุให้ทำดี กลัวความชั่ว ให้ความเห็นแก่ตน เป็นรากฐานของศีลธรรม รักตัวสงวนตัว เพื่อยกตัวขึ้นสู่
น.405 ๙๕ สภาพที่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ. มันเหมือนกับหนามยอก จะต้อง ใช้หนามบ่ง; เมื่อความยึดถือเป็นเหตุให้หลงติด ก็ต้องใช้ ความยึดถือนั่นเองเป็นเหตุให้รักตัว ถอนตัวออกมาเสียจาก ความยึดถือ. ความที่ยังยึดถือ กับความที่หมดความยึดถือแล้ว ต่างกันตามนัยที่เปรียบเทียบมานี้.
น.406 ถาม : กิเลสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ? ตอบ : ข้อความวรรคหลังในตัวปัญหายังฟังไม่ถนัดนัก. แต่ จับได้ว่าคงถามว่า กิเลสเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง หรือมีอยู่ เองแล้วในสันดาน ตามธรรมชาติ. กิเลสคือความโลภ โกรธ หลง เป็นเพียงผลที่แสดง ออกมาเป็นคราว ๆ ของอวิชชา. แม้กิเลสหยาบ ๆ อย่างอื่น ที่ เกิดต่อมาจากโลภ โกรธ หลง ที่เกิดเป็นคราวๆ จึงนับว่า เพิ่งเกิด. ส่วนอวิชชาหรือเชื้อเดิมของกิเลสนั้น มีอยู่เองตาม ธรรมชาติในสันดาน. แต่บางคราวเราก็เรียกอวิชชาว่าเป็นกิเลส เหมือนกัน จำต้องจำกัดความให้สั้นลงเป็นอย่าง ๆ ดังนี้. มี กิเลสอย่างละเอียดที่จำแนกชื่อออกไปอีกหมวดหนึ่ง เรียกว่า อนุสัย มีเจ็ดอย่าง และมีชื่อว่าอวิชชารวมอยู่อย่างหนึ่งด้วยนั้น ก็ดี โลภะ โทสะ โมหะ ที่จำแนกออกไปโดยละเอียด. และ คำว่านอนรออยู่ในสันดาน ย่อมมีความหมายเพียงว่าพร้อมที่จะ เกิด, เพราะเมื่อกล่าวตามนัยแห่งปรมัตถ์ เจตสิกธรรมพร้อม ที่จะผสมจิตเกิดขึ้นเสมอ. แล้วแต่เมื่อไรจะมีอายตนะภายนอก
น.407 ๙๗ กระทบ, และอายตนะนั้น ๆ เป็นสื่อแห่งกิเลสชื่ออะไร. ถ้าเรา เรียกว่าเป็นกิเลส ต่อเมื่อเกิดเป็นเรื่องราวสมบูรณ์แล้ว ควรจะ นับว่าเพิ่งเกิดทั้งสิ้น นอกจากอวิชชาอย่างเดียว. และคำว่า อวิชชา คำนี้ หมายความกว้างกว่าอวิชชาที่มาในหมวดธรรม หลาย ๆ อย่างด้วยกัน เช่นที่มาในอนุสัยเป็นต้น ซึ่งในที่นั้น มักหมายความเหมือนกับโมหะเท่านั้น, หรือมิฉะนั้นหมายถึง ส่วนที่เหลืออยู่เป็นความหลงล้วนๆ ในเมื่อได้ลบกิเลสชื่ออื่น ข้าง ๆ ออกเสียแล้ว.
น.408 ถาม : เพราะอะไร เราจึงยังละสังโยชน์ให้ขาดไม่ได้ ? ตอบ : เพราะเครื่องมือยังไม่พอ หรือไม่มีกำลังพอ. (อัน ที่จริงสังโยชน์นั้นต้องตัดมิใช่ละ, เพราะเป็นสิ่งผูกพันเราอยู่ : เราจะวิ่งไปข้างไหนย่อมติดไปด้วย. จะแก้ก็ไม่ออก เพราะ ไม่แสดงให้เห็นเงื่อนปมที่มันผูก, มันเป็นสิ่งที่รั้งดึงจิตให้ติด อยู่กับโลกิยธรรม เกลือกกลั้วอยู่แต่กับโลกิยธรรม ถอนออกไป ไม่ไหว. โลกิยธรรมเป็นสิ่งให้เกิดทุกข์เสมอ จึงเลยกล่าวเสีย ว่ามันผูกเราไว้กับกองทุกข์ ต้องทำลายมันเสีย จิตก็หลุดพ้น ออกไปเอง. ทำลายด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้, ฉะนั้น น่าจะใช้ คำว่า ตัด มากกว่า ละ ). ที่ว่าเครื่องมือไม่พอ คือมรรคมีองค์แปด หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ยังมีไม่พอ ต้องศึกษาเพิ่มขึ้นให้ถูกทาง. การ ทำให้ถูกทางเป็นของสำคัญ, เพราะถ้าผิดทางแม้จะทำมากทำจริง ก็ไร้ผล เช่นเรือวิ่งเร็ว แต่วิ่งผิดทางวนเวียนก็ไปไม่ถึงเหมือน กัน, ถึงจะวิ่งช้า แต่ขอให้หนักแน่นและถูกทาง จะได้รับผล อันน่าชื่นใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ทีละนิด ก็มีค่าสูง. สังโยชน์คือ สายระยางของอวิชชาผูกจิตให้หลงติดในโลกิยธรรม อันเป็น
น.409 ๙๙ อารมณ์, ต้นเหตุของการไปไม่ได้นั้น อยู่ที่สังโยชน์ มิใช่อยู่ ที่อารมณ์. บางคนตรงไปจัดการกับอารมณ์ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถทำอารมณ์ให้หมดไปจากโลก, ถ้าตนยัง ยึดถืออะไร ๆ ก็เป็นอารมณ์ไปหมด เลยวนเวียนอยู่ ณ ที่นั่น เอง. จิตเหมือนกับนักโทษหรือเชลยที่ถูกจับตัวไปผูกมัดไว้โดย ข้าศึก. จงหาวิธีเจาะคุกหรือตัดตรวนหนี โดยสร้างเครื่องมือ ให้พอเพียงด้วยวิธีอับแยบคาย, มีเหตุผลของตนเองจริง ๆ เป็น หลักคำนวณ, ทำไปเรื่อยตามวิธีที่ทำเป็นผลดีมาแล้ว แม้ คราวละน้อย ด้วยความฉลาดที่ข้าศึกไม่สามารถต้านทานได้ หรือล่วงรู้. ทำไมจิตของเราชอบตกไปในความรู้สึกที่ อยาก, โกรธ, มัวเมา, ซึ่งมีความทุกข์แนบเนื่องอยู่ด้วย. นั่นเพราะ สังโยชน์นี่เองเป็นเหมือนเชือกที่โยงถึงกันไว้, ถ้าจิตหยุดนิ่งเสีย ก็แล้วไป, ถ้าเคลื่อนไหวก็ต้องไหลไปตามกระแส ไปยังความ โลภ โกรธ หลง อันนั้นเป็นธรรมดา. นี่เป็นลักษณะประจำตัว จิตในเมื่อยังมีสังโยชน์. ครั้นตัดได้แล้วตรงกันข้าม, หลุดเป็น อิสระ อยู่เหนือโลกิยธรรม เรียกว่า โลกุตตรจิต หรือจิตที่ พ้นแล้วจากโลก ประสพกันแล้วกับ ที่สุดทุกข์. บางทีอาจเข้าใจผิดไป คือ ไม่ได้ตัดหรือละ เป็นแต่ ข่มไว้ด้วยกำลังใจหรือสมธิ หรือการส่งใจไปเสียในอารมณ์ที่
น.410 ๑๐๐ เป็นกุศล. ซึ่งเป็นการข่มหรือกลบไว้ มิใช่การ ละ หรือ ตัด. แล้วก็เข้าใจว่าทำไมจึงตัดได้ไม่ขาด. ความจริงถ้าจะละหรือตัดย่อมขาดเลย ไม่กลับอีก. ส่วนที่ข่มหรือกลบเกลื่อนไว้ด้วยสิ่งอื่นนั้น กลับมาปรากฏอีก เพราะมันไม่ถูกทำลาย เป็นแต่หลบหน้าไปชั่วคราว, และบ่อยที่สุดก็ได้. ถ้าละได้ก็ต้องขาด.
น.411 ถาม : จิตที่เป็นโคตรภูญาณนั้น เมื่อจะแทงตลอดอริยสัจนั้นจะต้องมี ไตรลักษณญาณอีกหรือไม่ ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้จำต้องปรับความเข้าใจกันบ้าง เพื่อผู้ถามกับผู้ตอบจะได้เข้าใจตรงกันแน่เสียก่อน. จิตที่ประกอบด้วยโคตรภูญาณ (ไม่ใช่เป็นโคตรภูญาณเสียเอง) นั้น หมายถึงจิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกิยะกับโลกุตตระ. ถ้าสมมตว่าจิตนี้มีขาสองขาในขณะนี้ ก็ขาหนึ่งเหยียบอยู่ฝั่งโลกิยะ, อีกขาหนึ่งก้าวเข้าไปเหยียบอยู่ฝั่งโลกุตตระแล้ว เป็นขณะที่เร็วแวบเดียว เพราะคำว่า โคตรภู ย่อมหมายถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีอยู่นิดเดียวจริง ๆ, (คำว่า โคตรภู คำนี้ ที่เป็นคำเดิมแท้ตามโวหารธรรมดานั้น เป็นคำกลาง หมายถึงสิ่งที่กำลังจะแปรเป็นสิ่งตรงกันข้ามทุกสิ่ง ; เช่นใบไม้สุกเต็มที่จะหล่น ก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, เจ้านาคที่กำลังสวดญัตติจตุตถกรรม จะละจากเพศฆราวาสเป็นภิกษุในขณะนั้นอย่างเด็ดขาด ก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, แต่ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าย่อมหมายเอาขณะนิดเดียวที่มันเปลี่ยนและเปลี่ยนแน่ ไม่นึกกลับ, ส่วนคำว่า โคตรภูญาณ (เติมคำว่า ญาณ เข้ามา และเป็นคำบัญญัติเฉพาะใช้ในการ
น.412 ๑๐๒ บรรลุมรรคผล) นั้น หมายถึงความรู้ของจิตในขณะที่มันกำลังเปลี่ยนจากโลกิยะเป็นโลกุตตระนั่นเอง. ที่ถามว่าในขณะนั้น จะต้อง มีไตรลักษณญาณอีกหรือไม่นี้, คำว่า ‘จะต้อง’ ย่อมหมายถึงการต้องใช้ความพากเพียรพยายามหรือมิใช่, ถ้าใช่ ขอตอบว่าลองคิดตามดูตัวอย่างต่อไปนี้. รถจักรยานที่กำลังวิ่งไปโดยเร็ว ขึ้นสะพานโค้งสูงถึงยอดสูงของสะพานแล้ว กำลังเร็วในตัวเองของรถก็ยังไม่หมด ทีนี้การที่จะเลื่อนไปสู่พื้นถนนราบฝ่ายโน้นนั้น คนขี่จะต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ใบไม้ที่เหลืองแล้ว สุกจัดแล้ว ความที่ยิ่งสุกจัดขึ้นไปอีกตามกฎของธรรมชาติ ก็ยังดำเนินไปเรื่อย ๆ ดังนี้ ใบไม้นั้นจะหล่นเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้เองว่า จะต้องมีไตรลักษณญาณหรือไม่ในขณะแห่งโคตรภูญาณ. กำลังพุ่งไปข้างหน้าเปรียบกันได้กับกำลังของไตรลักษณญาณ มันมีแรงมากพอที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ในขณะนั้น แต่ก็มีกำลังในตัวเหลืออยู่. อีกประการหนึ่ง อัฏฐังคิกมรรคนั้น ทรงตรัสไว้ว่า เอียงเทไปหาพระนิพพานอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำทุกสาย มีธรรมดาเอียงไปหามหาสมุทร น้ำในแม่น้ำจึงไปอื่นไม่ได้, โดยทำนองที่คล้ายกัน เมื่ออริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมสมังคีสมบูรณ์
น.413 ๑๐๓ แล้ว ก็นับว่าถึงขั้นที่ได้เข็นตนจนล้ำเข้าไปในเขตที่เอียงลาดไปหาพระนิพพานแล้ว มันก็เลื่อนลอยไปเอง และเป็นของแน่นอนต่อนิพพาน แม้ไม่ใช้ความพยายามเสียเลยก็ถึง แต่ถ้าใช้ความพยายามที่ถูกทางเพิ่มเข้าอีก มันก็ถึงเร็วเข้ากว่าธรรมดาอีกเท่านั้น, เช่นเดียวกับรถจักรยานที่ลงสะพานไม่ถีบก็ลงเองแต่ถ้าช่วยถีบเข้าอีก มันจะเป็นอย่างไร คงไม่มีปัญหา. และเมื่อพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นได้ว่ากำลังของไตรลักษณญาณยังหาหมดสิ้นไม่ มันยังคงส่งมาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกำลังพุ่งของสิ่งธรรมดาอย่างอื่น. แต่ที่ผู้ถาม ๆ ว่า จะต้องใช้ไหม ซึ่งหมายถึงเจตนาหรือการกำหนดด้วยเจตนาโดยเฉพาะ เหมือนเมื่อแรกฝึกยังไม่มาถึงขั้นนี้นั้น ย่อมจะต้องตอบว่า ไม่ต้อง. เพราะมันมีอยู่เองแล้ว. และมันจะต้องซึมซาบอยู่เองตลอดกาลนาน.
น.414 ถาม : ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นความสุขชนิดไหน? ผิดจากความสุขที่เราเข้าใจอยู่อย่างไร ? ตอบ : เป็นความสุขชนิดที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุหรือสิ่งของภายนอกเข้าช่วยเหลือ, ไม่ติดเหยื่อหรืออารมณ์ในโลก อันจะทำให้เราตกเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่งว่อนไปตามโลก เพราะอยากได้เหยื่อนั้น ๆ, ไม่มีสิ่งใดที่เราหวังและอยากได้ หรืออยากรู้ หรือสงสัยอีกต่อไป. ส่วนสุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่นั้น คือสุขอย่างโลก ๆ ตรงกันข้ามทุกชนิดกับสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม. ตามธรรรมดา คนเรามีความรู้สึกสุขอย่างโลก ๆ มาแต่เล็ก คือสุขก็เมื่อได้รับความพอใจ อันเกิดจากได้สิ่งที่ตนอยากจะได้ทุกๆ สิ่ง ตั้งแต่อยากได้ของกินของเล่นของเริงรมย์ทางอินทรีย์ ลาภ ยศ ชื่อเสียง และเครื่องอำนวยความสะดวกสบายอื่น ๆ. แต่เพราะว่าความอยากนั้นก็ดี สิ่งที่ได้มาสนองแก่ความอยากนั้นก็ดี ล้วนผันแปรอยู่เสมอ ไม่สามารถทำความพอใจให้ตลอดเวลานาน, ได้แต่เฉพาะครู่ยาม, เราจึงไม่ได้รับความสุข ได้รับแต่ความเพลิดเพลินชั่วครู่ยาม ซึ่งเราหลงไปเองว่าเป็นความสุข. ครั้นต่อ ๆ มาก็พบแต่ความเหนื่อย และ
น.415 ๑๐๕ ความวนเวียนเที่ยววิ่งหาเหยื่อ. ที่มี "บุญ" หน่อย ก็ได้เหยื่อมาหล่อเลี้ยงความอยากไม่ขาดสาย จึงทำให้มัวเมาอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ๆ ได้จนตายและหลายชาติ, แต่ที่สุดแห่งความ อยาก ไม่ปรากฏ. ในการที่ต้องวิ่งตามเหยื่อทั้งหลายภพ หลายชาตินี่เอง ทำให้เกิดบาปแซกแซงล้มลุกคลุกคลานกันไปตามเรื่อง, แม้เพียงชาติเดียว, ปีเดียว, หรือแม้ที่สุดแต่วันเดียว ถ้าเรามองให้ดี ให้สุขุมแล้ว จะเห็นว่ามีการขึ้น ๆ ลง ๆ หลาย ๆ ครั้ง วนเวียนอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ที่แปลกกันก็เฉพาะรูปร่างแต่เหมือนกันโดยลักษณะสำคัญ คือ "หลอกทั้งนั้น." จึงเกิดความหน่าย ที่จะพัวพันอยู่กับของลวง. สิ่งที่เคยเข้าใจว่าสุขมากลายเป็นเพียงความเพลินชั่วครู่ยาม ต้องเปลี่ยนแปลงตามวัยอยู่เสมอ วิ่งไปวิ่งมาไม่มีหยุด. จึงเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาว่า "สุขที่ต้องอิงอามิสหรือเหยื่ออันเป็นสุขตามวิสัยโลกนี้ เล่นกล เป็นมายาโดยตรง" จึงคิดหาทางเอาชนะมัน คือหาลักษณะที่ตรงกันข้าม. เมื่อเอาชนะแล้ว ได้รับรสใหม่อันหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า นิรามิสสุข – สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อหรือสุขอันเกิดแต่การปฏิบัติธรรม คือวิธีการที่เราจะเอาชนะอารมณ์อันเป็นมายาเหล่านั้นเอง. นิรามิสสุข ไม่ต้องอาศัยการได้ หรือการมีของรัก ไม่
น.416 ๑๐๖ ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของอันเป็นภายนอก, เป็นการสะสางความโง่ หลงได้หมด ตัณหาก็หมดไปตาม จิตหยุดจากการทะเยอทะยาน ตามสิ่งที่เป็นมายาชั่วคราว ได้รับรสความเย็น อันเกิดจากการไม่ เหี่ยวฝ่อลง ไม่โพลงลุกขึ้น ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา บริสุทธิ์สะอาด สว่างแจ่มใส อันเป็นลักษณะที่ไม่เคยรับมาก่อน และผู้ที่ไม่ เคยรับจะคาดคะเนว่าเป็นอย่างไรไม่ได้. ต่อนั้นไป ก็เป็นผู้ ชนะอารมณ์อยู่โดยธรรมชาติ อันอะไรมายั่วให้รักหรือเกลียด ไม่ได้อีกต่อไป. เมื่อจิตไม่ต้องกระหืดกระหอบอีกต่อไป เรา จึงเรียกว่าสุขที่แท้จริง มีชีวิตอยู่ในโลกโดยเอาโลกมาเป็นทาส แทนที่ตนเคยเป็นทาสโลกมาก่อน อย่างตรงข้าม. มีอำนาจอยู่ เหนืออารมณ์ แทนที่อารมณ์เคยมีอำนาจเหนือตนมาก่อน (ใน ฐานที่ทำให้รักหรือเกลียดได้ทุกเมื่อ) อย่างตรงข้าม. นิรามิสสุขนี้ ไม่ใช่สุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่ เพราะ เป็นของที่คาดไม่ถึง จะเริ่มสนใจได้ ก็ต่อเมื่อมีการศึกษามาก พอ หรือต่อเมื่อเบื่อระอาต่อความไม่แน่นอนของโลกิยสุข หรือ สามิสสุขมาเสียก่อน. เมื่อสนใจแล้ว ก็เริ่มฝึกฝนตามแนวทาง ใหม่, ฝึกฝนแล้วจึงจะได้รู้สุขอันใหม่ และเข้าใจมันได้. มัน จึงต่างกับสุขที่เราเข้าใจกันอยู่โดยทุก ๆ ทาง คือทั้งมูลเหตุทั้ง ความสนใจ การปฏิบัติ ผลที่ได้รับรสชาติ คุณสมบัติและอื่นๆ ทั้งมวล.
น.417 ถาม : คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นั้นเป็นสุขอย่างไร ? ตอบ : สุขอยู่ที่ จิต มิใช่สุขอยู่ที่ พระนิพาน. พระนิพพาน เอง ไม่สุขไม่ทุกข์และไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอย่างไรด้วย. คำนี้ เป็นโวหารพูด ทำให้บางคนหลงไปว่าสุขที่ตัว พระนิพพาน เอง เพราะท่านกล่าวว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. ในภาษาไทยเรา ก็มีโวหารพูดที่คล้าย ๆ นี้ เช่นเราพูด ว่า "กรุงเทพ ฯ สนุกมาก" ดังนี้ เรามิได้หมายความว่ากรุงเทพฯ สนุก แต่เราหมายความถึงใจของคนที่พอใจในกรุงเทพ ฯ ต่าง หากสนุก. พระอรหันต์อาจจะกล่าวว่า กรุงเทพ ฯ น่าอึดอัดมาก หรือสกปรกมากก็ได้ เท่ากัน. เพราะฉะนั้น ตัวกรุงเทพฯ เอง นั้น เราไม่อาจกล่าวได้ว่าอย่างไร และสนุกกะเขาไม่เป็น. ส่วน ใจของผู้พอใจเพราะตรงกับความต้องการของเขานั่นต่างหาก รู้สึกสนุก. แต่ก็ต้องพูดว่ากรุงเทพฯ สนุก ซึ่งเป็นสำนวนของ ภาษา. มีผู้กล่าวอยู่เสมอว่า นิพพานพ้นบุญ พ้นบาป พ้นสุข พ้นทุกข์ ดังนี้, อาจเกิดความสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นจะเป็นสุข
น.418 ๑๐๘ อย่างไร. ข้อนี้ขอตอบว่า เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วจากอวิชชาเครื่อง ห่อหุ้ม จิตก็พบกับพระนิพพานหรือสภาพแห่งความปราศจาก อวิชชา ปราศจากกิเลส ปราศจากทุกข์ได้ทันที เช่นเดียวกับ เมื่อยกกะลาครอบขึ้นเสีย สัตว์ตัวน้อย ๆ ที่อยู่ภายใต้กะลามา ก่อนย่อมได้รับแสงสว่างทันที. เมื่อจิตลุถึงสภาพนั้น มันย่อม รู้สึกโปร่งและเยือกเย็นเอง หมดความดิ้นรนอยากได้ทุก ๆ อย่าง โดยไม่ต้องได้อามิสสินจ้างอันใดจากภายนอกดังแต่ก่อน, มัน เป็นนิรามิสสุขขั้นพิเศษ มิใช่เวทนาอันเกิดมาจากการสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง คืออารมณ์สามัญ. จิตหลุดพ้นและรู้ว่าตัวเองหลุดพ้น ไม่มี อะไรที่จะยึดถือหรือต้องยึดถือ ไม่ต้องพึ่งใครเพราะไม่ต้องการ ที่พึ่ง ไม่สงสัยอะไรเพราะไม่อยากรู้อะไรอีก ฯลฯ เหล่านี้เป็น รสที่จิตได้รับและรับเองโดยไม่ต้องมีเจตนา เช่นเดียวกับตัว สัตว์ได้รับแสงสว่างเมื่อยกกะลาครอบขึ้นเสียได้. นี่คือความ หมายของคำว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง สุขนี้ มิใช่สุขเวทนา เพราะไม่มีเหตุ มีปัจจัย. ไม่ ควรเรียกว่า สุข เลย, แต่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ถ้าจะให้ คนที่ยังไม่เคยได้เคยฟังถูก ก็ต้องเรียกทับซ้ำลงไปอีกว่า สุข ทั้งที่คำนั้นมีความหมายอย่างหนึ่งอยู่แล้ว. แต่ถ้าเรียกให้ถูก
น.419 ๑๐๙ จริง ๆ แล้ว ควรเรียกแต่เพียงว่า "ที่สุดทุกข์," เพราะเป็น ที่สุดจบของความทุกข์ทั้งมวล ความมีอยู่แห่งสังขารธรรมหรือ โลกิยธรรม ทั้งหมดคือตัวทุกข์ เพราะฉะนั้น โลกนี้ จึงคือ ทุกข์, ความไม่มีแห่งสังขารธรรมหรือโลกิยธรรม คือที่สุดของ ความทุกข์หรือแดนเป็นที่ดับสนิทของความทุกข์ทั้งมวล. นั่นคือ นิพพาน. แต่การกล่าวอย่างนี้ ไม่ถูกกับนิสัยของสัตว์ ผู้เคย ชินกับความอยากสุข ทะเยอทะยานต่อสุขมาก่อน จึงต้องกล่าว ว่าเป็นสุขอย่างยิ่งหรือยอดสุข เลยทำให้เขาเหล่านั้นคาดฝัน ผิดความจริงไปถนัดก็มี. เช่นบางคนไปหมายความว่าความสุข ได้แก่สวรรค์ เป็นต้น, ยอดสุข ก็คือยอดของสวรรค์ หรือ สวรรค์ร้อยเท่าพันเท่าก็มี. แต่ก็จนใจที่ไม่มีคำอื่นจะมาใช้ให้เขา ฟังถูก. เพราะเหตุนี้ จึงเกิดการกล่าวว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ซึ่งบางคนถึงกับฝันว่า เป็นบ้านเป็นนครไป.
น.420 ถาม : ที่กล่าวว่า เมื่อบรรลุพระอรหันต์ในเพศฆราวาส จะ จะต้องนิพพาน ภายใน ๗ วัน ถ้าบวชเป็นภิกษุจะมี ชีวิตต่อไปอีกที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด ? ตอบ : ข้อนี้เป็นัยแห่งการอนุมาน, ยังไม่เคยมีใครตาย. ความ สำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ความหมายของคำว่า เพศฆราวาส หรือ บรรพชิต. เพศฆราวาสต้องหมายถึงการหนาแน่น หมักหมม อยู่กับเรื่องของโลกีย์ เช่นคนที่เป็น ฆราวาสจริงๆ เขากระทำ กันอยู่. เพศบรรพชิต ต้องหมายถึงเพศที่สละสิ่งเหล่านั้นออก ไปแล้ว. อย่าหมายเพียงโกนหัวนุ่งผ้าเหลือง อยู่วัดเท่านั้น, เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะทำให้ไม่ต่างกับฆราวาส ซึ่งพระ อรหันต์ก็จะต้องตาย อีกเหมือนกัน ทั้งที่อยู่ในเพศที่เรียกกัน ว่า ภิกษุแล้ว. ก็ทำไมจึงต้องตาย เพราะอยู่ในเพศฆราวาส ถ้าหาก ว่าท่านเกิดไปอยู่เข้า ? ทำไมปลาน้ำจืดจึงตาย เมื่อต้องไปอยู่ในน้ำเค็ม? เพราะ เกลือที่อยู่ในน้ำนั้นมันไม่ถูกกันกับตัวของปลาน้ำจืด. ในเพศ ฆราวาสที่เป็นฆราวาสจริง ๆ มีอะไรซึ่งคล้ายกับเกลือ. แม้ พระอรหันต์จะเคยเป็นฆราวาสมาก่อน ซึ่งเปรียบเหมือนกับเคย
น.421 ๑๑๑ อยู่เค็มมาก่อนแล้ว แต่บัดนี้มากลายตรงกันข้ามเสียแล้ว กาย ของท่านไม่ถูกกับที่อยู่เก่าอีกต่อไป. สำหรับใจของท่านแม้จะ ให้อยู่ก็เท่ากับไม่อยู่ เพราะความที่ใจไม่ยึดถือสิ่งใด. แต่ส่วน กายซึ่งเป็นวัตถุนั้น เมื่อได้สิ่งแวดล้อมที่เป็นข้าศึก ย่อม กระสับกระส่าย เลยต้องอนุมานเอาว่า จะต้องตายใน ๗ วัน ที่ต้องอนุมาน ก็เพราะว่า พระอรหันต์ท่านไม่เคยอยู่ และท่านอยู่ไม่ได้ ในเพศฆราวาส. แม้จะให้ท่านอยู่ที่บ้าน นุ่งผ้าสี ท่านก็ต้องมีอะไร ๆ ในตัวท่านที่เป็นบรรพชิตอยู่นั่น เอง ไม่มีอะไรมาทำใจให้เปลี่ยนเป็นใจฆราวาสไปได้, มันจึง เท่ากับจับมาขังคุกเมื่อถูกบังคับ (ซึ่งทำได้แต่ทางกาย); หนัก เข้า ก็ต้องตายไปโดยส่วนกายหรือสังขารธรรม แต่ท่านหาตาย ได้ไม่ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า ไม่มีใครสามารถจับพระอรหันต์ ใส่ลงไปในเพศฆราวาสได้เลย. ท่านจึงไม่เคยอยู่ เพราะเหตุนี้ ทีนี้สมมตว่า ถ้าอยู่หรือขืนอยู่จะต้องมอดดับไปเหมือนไฟที่เขา วางไว้กลางฝน. จึงมีคำว่า "นัยว่า," ในเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลงของท่านว่า มี อยู่อย่างประหลาดใจอย่างไรเท่านั้น. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก ว่าเกิดมีใครที่บังคับให้ท่านครองชีพอย่างฆราวาส ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องตายจริง ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว, แต่มันไม่เป็นวิสัยที่
น.422 ๑๑๒ ใครจะบังคับท่านได้ เพราะเหตุที่จิตเปลี่ยนไปจนตรงกันข้าม. แม้ทั้งมนุษย์ เทวดา พรหม หรืออะไรอื่นอีกทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจท่านได้. เพราะฉะนั้น ท่านจะครองชีพ อย่างฆราวาสบริโภคกามได้อย่างไร และไม่เคยมีใครทำให้ท่าน ตายได้เพราะเหตุนี้.
น.423 ถาม : ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมายถึงรู้อะไร ? ตอบ : รู้สิ่งที่เมื่อรู้แล้วทำให้ใจหมดความอยากรู้สิ่งอื่น ๆ อีก ต่อไป. ถ้ารู้สิ่งใดแล้ว ก็ยังอยากรู้สิ่งอื่นอยู่อีก พึงทราบเถิด ว่าสิ่งที่รู้นั้น เท็จ ๑ และการรู้นั้นก็ต้องเท็จไปตามด้วย. ความรู้ ที่ทำให้รู้ว่า ทุกข์ไม่มีแก่เราต่อไปอีก เราไม่มีการว่ายเวียนมา ในหมู่ทุกข์อีกต่อไป ความเกิดไม่มีอีกต่อไป เพราะก่อนนี้เคย หลงไปต่าง ๆ นานา บัดนี้ไม่หลงไม่ยึดถือสิ่งใดหมด ดังนี้ เป็นต้น, ชื่อว่ารู้จริงเห็นจริงแล้ว. และความจริงนี้หาเรียนได้ จากเบญจขันธ์หรือกายอันยาวประมาณวาหนึ่งพร้อมทั้งใจนี่เอง เป็นโรงเรียน. เรารวมเรียกโรงเรียนของเราทั้งหมดว่า สังขาร ธรรม หรือ โลกิยธรรม เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ดี ก็รู้สิ่งตรงกันข้าม คือรู้วิสังขารธรรม หรือ โลกุตตรธรรม, เช่นเดียวกับถ้าเรารู้ จัก "ความมี" ได้ดีถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องรู้จัก "ความไม่มี" ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามด้วย, โดยปัดสิ่งที่มีออกไปเสียให้พ้น. ตัวอย่างเช่น เราเห็นพระจันทร์ในน้ำเราไม่รู้จริง, แต่ รู้เท็จว่า พระจันทร์มีอยู่ในนั้นจริง ๆ ใคร ๆ ก็เห็นเหมือนกัน. ๑. เท็จในที่นี้หมายถึงยังไม่จริงพอ, เท็จต่อความหลุดพ้น.
น.424 ๑๑๔ ครั้นทำการศึกษาต่าง ๆ จนในที่สุดลองเทน้ำออกเสียหรือ แหงนขึ้นดูพระจันทร์ในท้องฟ้า เรารู้จริงในขั้นนี้ว่า พระจันทร์ ที่นั่นที่เรา ๆ เคยหลงนั้นไม่มี. ถึงพระจันทร์ในท้องฟ้านั่นก็อีก เหมือนกัน คงไม่มีเช่นเดียวกับที่พระจันทร์ในขันน้ำไม่มี ถ้า เรามองตามแง่ของปรมัตถธรรม (ไม่ใช่มองตามแง่โลก), เช่น เดียวกับที่สัตว์บุคคลไม่มี ตามนัยแห่งปรมัตถ์ฉันนั้น. เมื่อใด รู้ความจริงที่เรารู้แล้ว รู้สึกว่าเท่านี้พอแล้ว เพราะพ้นทุกข์จริง ไม่อยากรู้อะไรอีก เมื่อนั้นชื่อว่ารู้จริงเห็นจริง. ข้อนี้อาจกว้าง แคบกว่ากันได้ตามลักษณะของบุคคลผู้รู้ แต่ตรงกันโดยฐาน เป็นความจริงที่ทำให้พอใจ หมดความอยากรู้อีกต่อไป เพราะ สิ่งที่รู้นั้นทำให้ไม่ปรารถนาอะไรอีก.
น.425 ฮัมเฟร่ย์ พร้อมกับ บันทึกท้ายเรื่อง โดย พุทธทาส ภิกขุ
น.426 ย์ ควรได้รับการพิจารณาจากพุทธศาสนิกชนชาวไทย อย่างละเอียดทั่วถึง โดย พุทธทาส อินทปัญโญ ข้าพเจ้าถูกซักถามทั้งในพระนครและชนบทหลายครั้ง หลายหน ว่า หลักพุทธศาสนา ๑๒ ข้อ ของ ฮัมเฟร่ย์ นั้น มีหลักเป็นข้อ ๆ อย่างไร เพราะดูเป็นข้อความยืดยาว และซ้ำ ๆ กันเกือบทุกข้อ ไม่สามารถจะจับใจความให้ได้เป็นข้อ ๆ ว่าข้อ ไหนว่าด้วยหลักอะไร และแยกเด็ดขาดจากข้ออื่นอย่างไร และ ซ้ำข้อความบางตอน ก็ไม่สามารถจะทราบได้ว่า เขากล่าวว่า อย่างไรด้วยซ้ำไป. ข้าพเจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ทันทีในเมื่อถูกถาม เพราะว่าในครั้งแรกข้าพเจ้า ก็ไม่เคยได้อ่านข้อความเหล่านั้น และไม่มีเวลาที่จะพิจารณาข้อความนั้นโดยถี่ถ้วนตลอดเวลาที่ ข้าพเจ้าเข้ามาพักอยู่ในพระนคร. ครั้นภายหลังเมื่อได้อ่านและ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นว่า พุทธ- ศาสนิกชนชาวไทย ควรจะเอาใจใส่ในถ้อยคำของ ฮัมเฟร่ย์ให้
น.427 ๑๑๘ เพียงพอแก่เจตนาดีของเขา และข้าพเจ้าควรจะตอบปัญหา ข้างต้นที่เป็นหนี้อยู่นั้น ให้แจ่มแจ้งเท่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถ ตอบได้. ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่จะปล่อยให้เจตนาดีของ นายฮัม- เฟร่ย์ เป็นหมันไป เช่นเดียวกับความอยากของพวกเราบางคน นั้น เป็นการไม่สมควรเลย. นายฮัมเฟร่ย์ มีความประสงค์จะได้หลักพุทธศาสนาที่ ถูกต้อง และตรงกันหมดในวงพุทธศาสนิก ไม่ว่าชาติใดประเทศ ใดนิกายไหน เพื่อถือเอาเป็นมาตรฐานสำหรับสมัยปัจจุบันว่า พุทธศาสนาของเรามีหลักอย่างนี้- เท่านี้- โดยตายตัว แล้วเร่ง มือช่วยกันระดมเผยแผ่ให้แก่โลก ในสมัยที่กำลังต้องการเครื่อง ระงับทุกข์. เราจาไม่พากันติว่า นายฮัมเฟร่ย์ เป็นคนอวดดี ทะเยอ ทะยาน จะเอาชื่อเสียงในการเป็นผู้วางหลักพุทธศาสนาระหว่าง ประเทศ เพราะเราเห็นกันอยู่แล้วว่า ตลอดเวลาที่แล้วมา ซึ่ง ก็นานไม่ใช่น้อย ไม่เคยมีใครพยายามทำการสื่อสารติดต่อ ระหว่างชาติเป็นที่เป็นพุทธศาสนิก เพื่อปรับปรุงความเข้าใจ ในเรื่องนี้ให้แน่นอนลงไป. ดูคล้าย ๆ กับไม่มีใครรู้สึกว่าศาสนา ของเรามีหลักสำคัญ ที่จะต้องปรับปรุงความเข้าใจให้ตรงกัน และช่วยกันเผยแผ่หลักอันถูกต้องเหล่านั้น, และคล้าย ๆ กับว่า
น.428 ๑๑๙ พุทธศาสนานี้มีหลักแตกแยกกัน จนไม่สามารถจะลงรอยกันได้ ระหว่างชาติที่เป็นพุทธศาสนิกด้วยกัน แต่ว่าต่างพวกหรือต่าง นิกายกัน. และอีกอย่างหนึ่ง ดูคล้าย ๆ กับว่าพุทธบริษัททั้งหลาย หมดความสามารถที่จะปรับปรุงกันในเรื่องนี้เสียแล้ว หรือมิ- ฉะนั้น ก็เต็มไปด้วยความเกียจคร้านดูหมิ่นในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ของตัว ในส่วนที่จะพึงทำแก่มมุษยชาติโดยวงกว้าง. หลักพุทธศาสนาระหว่างชาติ คือ ตรงกันทุกชาตินี้ เป็นของสำคัญอย่างไรหรือ เราจึงควรพยามให้มีขึ้น. คำถามข้อนี้ ไม่สู้จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยกันให้มากมาย ไปกว่าความประสงค์อันสำคัญที่สุด คือถ้ามีหลักพุทธศาสนาที่ ยุติถูกต้อง เป็นที่รับรองกันในวงพุทธบริษัททั่วโลกแล้ว ชาว โลกส่วนที่ยังไม่เป็นพุทธบริษัท ก็จะเข้าใจหลักพุทธศาสนาได้ ง่ายดาย และปราศจากความระแวง ซึ่งกำลังระแวงกันอยู่อย่าง หนักว่า หนักพุทธศาสนาของประเทศไหน หรือนกายไหน เป็นของถูกต้องกันแน่ เราควรจะศึกษาพุทธศาสนาของคณะ ไหนดี. และอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นเสมือนวัตถุพลอยได้โดยไม่ ต้องลงทุนอะไรเลย ก็คือว่า เมื่อยุติกันได้เช่นนั้นแล้ว พุทธ- บริษัททุก ๆ หย่อม ทั่วทุกมุมโลก ต่างก็จะได้ระดมแรงเร่งมือ
น.429 ๑๒๐ ทำการโฆษณาหลักศาสนาของตัวได้ โดยไม่ต้องห่วงหน้าห่วง หลัง ซึ่งจะช่วยให้ธรรมะในพุทธศาสนาแพร่หลายไปทั่วถึง โดยเร็ว. ปัญหาอาจมีขึ้นได้ในห้วงความคิดนึกของคนบางคนว่า พุทธ- ศาสนาเรามีหลายนิกายและแยกกันอยู่ในหลายประเทศ แล้วเราจะทำให้ คนจำนวนมากเช่นนั้นมีความคิดเห็นตรงกันหมด มิเป็นของเหลือวิสัย ไปหรือ เพราะปรากฏว่าเป็นทรับรองกันแล้วว่า ศาสนาต้องมีแบ่งแยก เป็นนิกาย จะมีทางให้รับรองหลักตรงเป็นอันเดียวกันได้อย่างไร. ในข้อนี้ เราควรจะเหลือบสายตามองไป ยังความขยัน ขันแข็งอย่างน่าเอ็นดูของ นายฮัมเฟร่ย์ ก็แล้วกัน. เขาได้ กล่าวไว้พอเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความมุ่งหมายของเขาแล้ว ว่าเขา มุ่งหมายเฉพาะ "หลักธรรม" ที่สำคัญ ๆ และเท่าที่ถือตรงกัน หมดเท่านั้น. ส่วนที่เราอาจถือตรงกันหมด ไม่ขัดแย้งกัน มี เท่าใด เราก็เอาเท่านั้นก่อน, และปริมาณเท่านั้น ก็มากถมไป แล้ว ข้อปฏิบัติปลีกย่อยระหว่างนิกาย ซึ่งแตกแยกกันจนเข้า กันไม่ได้นั้น เป็นเครื่องประกอบนอก ๆ ไม่ใช่ ‘ใจความ สำคัญ’ อะไรเลย, มิหนำบางแห่ง ก็เป็นเพียงเรื่องที่เห็น ๆ กันอยู่ว่า เป็นเป็นเครื่องอวดเคร่งของบางพวก และความปล่อย ให้หย่อนยานของบางหมู่ ซึ่งที่แท้ก็ทำไปทั้งที่รู้ ๆ อยู่แก่ใจเอง ด้วยกันทั้งนั้น. ในส่วนใจความที่เป็นหลักสำคัญแล้ว ย่อมตรง
น.430 ๑๒๑ กันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นทุกนิกายมุ่งนิพพาน การไปนิพพาน อาศัยการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด ทุกคนต้องช่วยตัวเอง ทุก อย่างไม่เที่ยงอย่ายึดถือดังนี้เป็นต้น. ไม่ว่านิกายไหน ซึ่งนิยม กันว่าสูงหรือต่ำอย่างไร ย่อมรับรองหลักนี้เสมอกันหมด. เพราะฉะนั้น เรามีทางที่จะเลือกเฟ้นเอา "หลักพุทธศาสนา" เท่าที่ถืออยู่ตรงกันทุก ๆ นิกาย หรือทุก ๆ ประเทศได้โดยแน่ นอน. เราจึงควรตั้งอกตั้งใจเลือกเฟ้นมาให้มากที่สุดและแยบ คายที่สุด เพื่อประโยชน์แก่การเผยแผ่ศาสนาของเราเป็นการ ใหญ่ในยุคปัจจุบันนี้, และทั้งจะได้ผลพิเศษในวงภายในพวก เราเอง คือ ว่าเมื่อพิจารณากันหนักเข้าในส่วนที่ตรงเป็นอัน- เดียวกัน เราอาจคลายความถือมั่นยึดมั่นระหว่างนิกายลงได้ ความสามัคคีอาจเกดขึ้นได้ สมกับที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ความจริง เพราะความจริงนั้นต้องตรงกันหมด ไม่ทำให้เกิด ความแตกแยกกัน. เหตุผลดังนี้ จะทำให้เราเกิดความเห็นอก เห็นใจใน นายฮัมเฟร่ย์ และไม่ปล่อยให้ความเหน็ดเหนื่อยของเขา เป็นหมันไป เพราะอย่างไรเสียก็ได้ชื่อว่าเขาได้ลงมือทำใน สิ่งที่เราควรทำ แต่เราพากันเฉยอยู่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมิฉะนั้น ก็ความขี้เกียจคิด ขี้เกียจนึก อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้เท่านั้นกระมัง.
น.431 ๑๒๒ ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เท่าที่ นายฮัมเฟร่ย์ ได้ เสนอขึ้นมานั้น ผิดถูกอย่างไร เราจะรับรองแก่เขาได้เพียง ใดหรือว่าเราไม่เข้าใจเขาเสียเลย. เราควรพิจารณาดูหลัก ๑๒ ข้อของเขาให้เข้าใจจริง ๆ เสียก่อนว่าเขาวางไว้อย่างไร. เราจะต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า การที่ จะสรุปหลักธรรมอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ให้ย่นเข้ามาเป็น ข้อ ๆ เพียงไม่กี่ข้อนั้น ทำได้ยาก, ยิ่งให้น้อยข้อเพียงใด ก็ยิ่ง ยากขึ้นเพียงนั้น. เพราะจะอมความที่ควรอมไว้ไม่หมด. และ ยังแถมยากตรงที่ข้อความทั้งหลายเหล่านั้น เกี่ยวสัมพันธ์กันอยู่ เป็นธรรมดา. ถ้ามีการเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาแทรก แซง เช่นเข้าใจภาษาอังกฤษที่เขาใช้. เข้าใจความหมายที่เขา หมาย ไขว้กันแล้ว ก็จะยุ่งจนจับหลักอะไรไม่ได้เลย. ผู้ที่เป็น นักศึกษาทางภาษา ย่อมเข้าใจกันอยู่ดีแล้วว่า การแปลภาษา หนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่ง โดยอาศัยปทานุกรมของภาษานั้นเป็นหลัก นั้น บางทีย่อมทำให้ได้ความเป็นอย่างอื่น เพี้ยนไปจากความ มุ่งหมายของผู้เขียนเดิมก็ได้. นี้ชั้นหนึ่ง; และอีกชั้นหนึ่ง ก็คือ คำในภาษานั้น ๆ เมื่อเขาใช้ในสำนวนกลางบ้านร้านตลาด ก็เป็น อย่างหนึ่ง เมื่อไปใช้ในสำนวนวรรณคดีหรือศาสนา คำ ๆ เดียว กันนั้น ย่อมมีความหมายแตกต่างออกไปอีก จนบางครั้งหมาย
น.432 ๑๒๓ ไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่ากันทีเดียว; ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ ต้องสังวรณ์ไว้ชั้นหนึ่ง; แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ขอให้สังเกตดู จะเห็นได้ว่า เรื่องธรรมะชั้นสูงนั้น แม้เขียนอยู่ในภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของเราเองแท้ๆ บางทีเราก็ยังมืดเอาทีเดียวว่า มัน หมายถึงอะไรเพียงไหน. ยิ่งถ้อยคำที่เป็นอรรถเป็นธรรมนั้นไป อยู่ในภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีทางที่จะผิดได้ถึงสองชั้น คือ ชั้นจากภาษาเขามาสู่ภาษาเราชั้นหนึ่ง และจากภาษาเราเข้าไปสู่ ความจริงอีกชั้นหนึ่ง. ถ้าเราแก้ข้อขัดข้องที่กล่าวมานี้ ไม่ตกเรา อาจเข้าใจความรู้ของ นายฮัมเฟรย์ ผิดไปจากที่เขารู้ก็ได้ แล้ว ผลก็คือความเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน. แต่เมื่อมองดูให้ดี ยังมีช่องทางที่ดีอยู่ทางหนึ่ง คือว่า ภาษาธรรมะนั้น ถ้ารู้ธรรมะจริงก็ย่อมอาจที่จะตีความหมายของ ภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งกำลังกล่าวถึงธรรมะนั้นได้ดีกว่าการใช้ ปทานุกรม หรือใช้ตามความหมายพื้น ๆ ทั่วไป. ข้อนี้ข้อเดียว เท่านั้น ที่จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมะที่เขากล่าว ตรง หรือเท่า กันกับที่เขารู้อยู่ในใจและต้องการให้เรารู้เหมือนที่เขารู้. เพราะ ฉะนั้น การที่เราจะถือเอาใจความจากข้อเขียนธรรมะที่เขียนอยู่ ในภาษาต่างประเทศ ภาษาใดภาษาหนึ่งนั้น เราจะต้องใช้ "ปทานุกรม' ถึง ๓ เล่ม หรือ ๓ ชั้น คือปทานุกรมคำซึ่งมี
น.433 ๑๒๔ พิมพ์อยู่เป็นเล่ม ๆ ปทานุกรมแห่งการตีความเอาจากคำอื่น ๆ ที่ห้อมล้อมคำนั้นอยู่ ในเมื่อคำนั้น ๆ ในปทานุกรมแปลได้หลาย อย่าง, และ ปทานุกรมหลักธรรมะ ที่มีอยู่ในจิตใจของเราเอง ว่า แนวธรรมะมันมีอยู่อย่างนี้ๆ. เมื่อภาษาที่แปลออกมาตรงๆ มันไม่ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ก็เขียนถ้อยคำใหม่ ให้ได้ ความเข้าใจตรงกับของเดิม ตรงตามธรรมะที่ผู้เขียนเขาก็รู้และ ตั้งใจกล่าวให้เราเข้าใจเช่นนั้นเหมือนกัน, อันนี้จะว่าเดินไปตาม เหตุผลก็ได้ แต่ต้องเป็นเหตุผลของหลักธรรมะ. เพราะฉะนั้น เราจะอ่านเอาใจความจากข้อเขียนของ นายฮัมเฟรย์ ก็ดี หรือ เราจะหยั่งถึงความรู้ของ นายฮัมเฟรย์ ก็ดี เราต้องไม่ลืมที่จะใช้ ความพินิจอย่างละเอียดลออ แล้วมาปรึกษาหารือกันดู ก่อนที่ จะวินิจฉัยอะไรลงไป. เราทำดังนี้ เพราะเราเคารพต่อหลัก ธรรมแห่งพุทธศาสนาของเรา และอยากจะได้หลักที่สรุปขึ้น อย่างถูกต้อง เพื่อใช้ในการเผยแผ่จริง ๆ มิใช่เพียงแต่จะเคารพ เจตนาดีของพุทธบริษัทผู้เจตนาดี คือ นายฮัมเฟรย์ อย่างเดียว. การที่บางคน กล่าวขึ้นว่า หลัก ๑๒ ข้อ ของนาย- ฮัมเฟรย์ ไม่ได้เรื่องได้ราว ดูติดกันเป็นพืด ไม่เป็นหลัก เป็นข้อนั้น ควรจะคิดเสียใหม่ว่า ก่อนที่เราจะคิดเช่นนั้น หรือกล่าวเช่นนั้น หรือกำลังสงสัยกันอยู่ว่าเป็นอย่างไรแน่ก็ดี,
น.434 ๑๒๕ เราไม่ได้พิจารณาของเขาอย่างละเอียดทั่วถึงก็เป็นได้. เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอวิงวอนชักชวนเพื่อนพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั้งหลายว่าสมควรที่จะพิจารณา หลักข้อ ๑๒ ของ นาย- ฮัมเฟร่ย์ อย่างละเอียด ให้สมกับเจตนาของเขาในการที่เข้ามา ขอความร่วมมือจากเรา. สำหรับท่านบางคน ที่ได้ตั้งคำถามแก่ข้าพเจ้า ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น. ขอตอบว่า นายฮัมเฟร่ย์ ได้กล่าวเป็นข้อๆ เป็นหลักๆ ไม่ได้ปะปนกันจนเลอะเทอะ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เขา จะต้องกล่าวเค้าความข้อหนึ่งเกี่ยวไปถึงข้อหนึ่ง ในเมื่อเรื่องมัน สัมพันธ์กัน ถ้าเราจับใจความให้ได้เสียก่อนว่า ข้อไหนเขามุ่ง กล่าวถึงอะไรแล้วก็จะง่ายขึ้น. เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจได้บ้าง ข้าพเจ้าจะให้หัวข้อตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ข้อไหนว่าด้วยอะไร แล้วให้ย้อนไปอ่านหลัก ๑๒ ข้อของ นายฮัมเฟร่ย์ ดูเองจนทั่ว ถึง ซึ่งอยู่ในอันดับติดต่อกันนี้. แล้วต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะ อธิบายเพิ่มเติมชี้ให้เห็นว่า ข้อไหนได้กล่าวถึงเรื่องอะไร เพียงไหนต่อไป. ครั้นท่านจับหลักได้เป็นข้อ ๆ แล้ว จึงค่อย วินิจฉัยกันต่อไปถึงประเด็นสำคัญของเรื่อง คือว่าเราจะรับรอง หลัก ๑๒ ข้อนี้ได้เพียงไร. หัวข้อนั้นมีดังต่อไปนี้ :-
น.435 ๑๒๖ หลักข้อที่ ๑ ลงมือทำทันทีที่ทราบว่าตัวมีทุกข์ (ไม่ต้อง รอเรียนพระไตรปิฎก) หลักข้อที่ ๒ สิ่งที่ไม่เที่ยง หลักข้อที่ ๓ สิ่งที่เที่ยง หลักข้อที่ ๔ กฎแห่งกรรม หลักข้อที่ ๕ เมตตา หลักข้อที่ ๖ อริยสัจ หลักข้อที่ ๗ มรรคมีองค์แปด และต้องเดินไม่ใช่เพียง แต่เรียน หลักข้อที่ ๘ ตรัสรู้ได้ทุกคน หลักข้อที่ ๙ ญาณสัมปยุตต์ หลักข้อที่ ๑๐ สติ (เป็นเครื่องมือสำคัญ และต้องการได้ ทุกเมื่อ) หลักข้อที่ ๑๑ ปัจจัตตภาวะ (ความเป็นของเฉพาะผู้นั้น ไม่ เกี่ยวกับผู้อื่น) หลักข้อที่ ๑๒ ความกลมกลืนกันได้กับลัทธิทั้งปวง. ต่อไปนี้ เป็นคำแปลหลัก ๑๒ ข้อของ นายฮัมเฟร่ย์ ซึ่งขอให้ท่านค่อย ๆ อ่านไปทีละข้อ เพื่อจับหลักให้ได้ไปพลาง
น.436 ๑๒๗ ว่าตรงกันกับหัวข้อที่ให้ไว้ข้างบนหรือไม่. เมื่อไม่เห็นว่าตรงกัน ได้จริงๆ ก็เก็บเอาไว้สอบกับคำอธิบาย ให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น หรือไม่ ซึ่งจะเขียนไว้ต่อท้ายนี้ไป. (สำหรับต้นฉบับภาษา อังกฤษนั้นได้คัดมาลงไว้เป็นข้อ ๆ เพื่อเป็นเครื่องเทียบสำหรับ ท่านผู้รู้ภาษาอังกฤษดี). ต้นฉบับ Twelve Principles of Buddhism. (February, 1948) ได้พิมพ์ลงไว้ในท้ายเล่มหนังสือนี้
น.437 หลักพุทธศาสนา ๑๒ ข้อ โดย นายคริสตมาส ฮัมเฟรย์ เอม. เอ. แอลแอล. บี นายกพุทธสมาคม ลอนดอน (1) Self-salvation is for any man the immediate task. If a man lay wounded by a poisoned arrow he would not delay extraction by demanding details of the man who shot it, or the length and make of the arrow. There will be time for ever increasing understanding of the Teaching during the treading of the Way. Meanwhile, begin now by facing life as it is, learning always by direct and personal experience. (๑) การช่วยตัวเองให้รอดพ้น เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้อง ลงมือทำทันที. เมื่อใครคนหนึ่งถูกยิงล้มลงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เขาไม่ควรรีรอในการดึงเอาลูกศรออก เพราะไปมัวต้องการ ทราบรายละเอียดเสียก่อนว่า ใครเป็นผู้ยิง หรือว่าลูกศรนั้น ยาวเท่าไร ทำด้วยอะไร เป็นต้น. เวลาจะมีเพียงพอสำหรับ การเข้าใจในพระโอวาทยิ่งขึ้น ๆ เสมอ ในขณะที่กำลังดำเนิน ไปในธรรมปฏิบัตินั่นเอง. จงเริ่มต้นด้วยการมองดูชีวิต ตาม
น.438 ๑๒๙ ที่มันเป็นอยู่อย่างไร เสียแต่ในบัดนี้ตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไปเถิด, ศึกษาอยู่เสมอ โดยอาศัยสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแก่ชีวิตจิตใจของตนเอง โดยตรง เป็นบทเรียน. (2) The first fact of existence is the law of change or impermanence. All that exists, from a mole to a mou- tain, from a thought to an empire, passes through the same eycle of existence-i.e., birth, growth, decay and death. Life alone is continuous, ever seeking self-expression in new forms. "Life is a bridge ; therefore build no house on it." Life is a process of flow, and he who clings to any form, however splendid, will suffer by resisting the flow. (๒) กฎความจริงข้อแรกที่สุด แห่งความมีความเป็น ของสิ่งทั้งหลายนั้น คือ "กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง" หรือ ความไม่คงอยู่ถาวร. ทุกสิ่งที่กำลังมีอยู่เป็นอยู่ นับตั้งแต่ไฝดำ เล็กๆขึ้นไปจนถึงภูเขา, หรือจากความคิดฝัน ขึ้นไปจนถึง อาณาจักรที่สร้างขึ้นสำเร็จตามฝัน ล้วนแต่ผ่านไปในภพสัง สาระ (กล่าวคือความวนเวียนของความมีความเป็น) วงเดียวกัน กล่าวคือวงกลมแห่งความเกิดขึ้นแห่งความงอกงาม ความเสื่อม และความแตกดับ. ลำพังชีวิตล้วน ๆ เป็นของไม่มีที่สิ้นสุด, กำลังแสวงหาโอกาสที่จะแสดงตัวมันเองออกมาในรูปใหม่แบบ- ใหม่ เสมอไปไม่มีหยุด. ชาวจีนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือสะพาน
น.439 ๑๓๐ ฉะนั้น อย่าสร้างบ้านเรือนลงบนชีวิตนั้นเลย. ชีวิตคือเกลียว ของความไหล, และบุคคลที่เข้าไปยึดมั่นต่อชีวิตฉากใด ๆ แม้ จะเป็นฉากที่สวยงามที่สุดก็ตาม เขาจะต้องได้รับทุกข์อันเกิด จากการทวนกระแส. (3) The law of change applies equally to the 'soul'. There is no principle in an individual which is immortal and unchanging. Only the "Namelessness," the ultimate Reality, is beyond change, and all forms of life, including man, are manifestations of this Reality. No one owns the life which flows in him any more than the electric light bulb owns the current which gives it light. (๓) กฎของความเปลี่ยนแปลง ตามที่กล่าวมานั้น นำไปใช้ได้กับสิ่งที่เรียกว่า "ตัวตน" โดยเสมอกันกับสิ่งอื่น ๆ. ไม่มีหลักเครื่องยืนยันอันใด ในแต่ละสิ่ง อันจะยืนยันว่าสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ตาย และไม่เปลี่ยนแปลง. เว้นเสียแต่ "ภาวะ ซึ่งใครตั้งชื่อให้ไม่ได้” กล่าวคือสัจจภาวะอันตายตัว เท่านั้น, อันนี้ย่อมอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลง. ชีวิตหลาย ๆ รูป หลายๆ แบบ รวมทั้งที่เป็นมนุษย์นี้ด้วย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกส่งออกมา จากสัจจภาวะอันตายตัวนั้น. ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของชีวิต ซึ่ง กำลังไหลผ่านอยู่ในตัวเขา ได้มากไปกว่าที่หลอดไฟฟ้าจะเป็น เจ้าของกระแสไฟฟ้า ซึ่งกำลังไหลเข้าไปจุดไส้ในหลอดนั้น ให้สว่าง.
น.440 ๑๓๑ (4) The universe is the expression of law. All effects have causes, and man's soul or character is the sum total of his previous thoughts and acts. Karma, meaning action-reaction, governs all existence, and man is the sole creator of his circumstances and his reaction to them, his future condition, and his final destiny. By right thought and action he can gradully purify his inner nature, and so by self-realisation attain in time liberation from rebirth. The process covers great periods of time, involving life after life on earth, but ultimately every form of life will reach Enlightenment. (๔) โลกนี้ทั้งโลก คือ ฝีไม้ลายมือที่กฎธรรมชาติ (คือ สัจจภาวะอันตายตัว) นั้นแสดงออกมาให้เห็น. สิ่งซึ่งเป็นผล ล้วนแต่มีเหตุ. สิ่งซึ่งเราพากันเรียกว่า ตัวตน หรือลักษณะ ประจำตัวตน ของมนุษย์เรานี้ ก็คือผลรวบยอดของความคิดนึก และการกระทำอันมีมาแล้วในอดีต ของมนุษย์นั้นเอง. กรรม ซึ่งหมายรวมทั้งการกระทำ และผลอันเกิดจากการกระทำนั้น ๆ ย่อมบังคับบัญชาอยู่เหนือสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งกำลังมีกำลังเป็น, และ มนุษย์นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้สร้างเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นใส่ตัวเขา พร้อมทั้งผลสะท้อนต่อ ๆ ออกไปจากเหตุการณ์นั้น ๆ, สร้าง สภาพอนาคตของเขา และโชคชะตาสุดท้ายของเขา. โดยอาศัย การคิดถูกและกระทำชอบ เขาย่อมสามารถทำสันดานในภายใน ของเขาให้บริสุทธิ์ขึ้นทีละน้อย ๆ, และอาศัยการเห็นความจริง
น.441 ๑๓๒ อย่างแจ่มแจ้งของเขาเอง ภายในเวลาอันสมควร เขาย่อมลุถึง ความเป็นอิสระ พ้นจากการที่ต้องเวียนมาเกิดใหม่. ความค่อย เป็นค่อยไปเช่นว่านี้ อาจกินเวลานานหลายกัลป์ นับรวมทั้ง การเกิดแล้วเกิดอีกบนแผ่นดินโลกนี้ ก็จริง, แต่ว่าในที่สุด ชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้ ทุกรูปทุกแบบ จะเข้าถึงการตรัสรู้ โดยจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้. (5) Life is one and indivisible, though its ever- changing forms are innumerable and perishable. There is, in truth, no death, though every form must die. From an understanding of life's unity arises compassion, a sense of identity with the life in other forms. Compassion is des- cribed as "the Law of laws-eternal harmony," and he who breaks this harmony of life will suffer accordingly and delay his own Enlightenment. (๕) ชีวิตเป็นของสิ่งเดียว และแบ่งแยกไม่ได้, แม้ ว่ามันจะมีรูปร่างซึ่งกำลังเปลี่ยนอยู่เรื่อยไปไม่หยุดหย่อน อันมี จำนวนนับไม่ไหว และเป็นของพังทลายได้ก็ตาม. ตามความ จริงนั้น ความตายของชีวิต ไม่มี, แม้ว่ารูปหนึ่งแบบหนึ่งของ ชีวิต จะต้องละลายไปทุก ๆ แบบ. จากความเข้าใจซึ้งถึงความ ที่ชีวิตเป็นของอันเดียวกันหมด นี่เอง ย่อมเกิดความเมตตา กล่าวคือ ความรู้สึกต่อชีวิตในรูปอื่น ๆ ว่าเป็นชีวิตอันเดียวกัน
น.442 ๑๓๓ ทั้งนั้น. ความเมตตานี้ท่านยกขึ้นเป็น "กฎแห่งความเข้ากัน ได้ ไม่มีที่สิ้นสุด," ผู้ใดละเมิดกฎแห่งเมตตา หรือความเข้า กันได้สนิทระหว่างชีวิตต่อชีวิต นี้แล้ว ผู้นั้นจะต้องทนรับผล คือความเนิ่นช้าในการตรัสรู้ของตนเอง โดยเพียงพอกันกับ ความละเมิดของตนทีเดียว. (6) Life being One, the interests of the part should be those of the whole. In his ignorance man thinks he can successfully strive for his own interests, and this wrongly- directed energy of selfishness produces suffering. He learns from his suffering to reduce and finally eliminate its cause. The Buddha taught four Noble Truths: (a) The omnipre- sence of suffering ; (b) its cause, wrongly directed desire ; (c) its cure, the removal of the cause ; and (d) the Noble Eightfold Path of selfdevelopment which leads to the end of suffering. (๖) เมื่อชีวิตมีเพียงชีวิตเดียวเช่นนี้ ผลได้ผลเสียของ คนแต่ละส่วน ก็คือผลได้ผลเสียของคนทั้งหมดนั่นเอง. เพราะ ไม่ทราบเรื่องนี้ มนุษย์ก็คิดว่าเขาสามารถเก็บเกี่ยวเอาผล ประโยชน์เพื่อตัวเขาโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย ก็ทำได้ แรงอำนาจแห่งความเห็นแก่ตัว ซึ่งพุ่งไปอย่างผิด ๆ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้น. และเขาย่อมศึกษาจากความทุกข์ ของเขานั่นเอง เพื่อบรรเทามันเสียในเบื้องต้น และตัดรากเง่า
น.443 ๑๓๔ มันเสียในที่สุด. พระพุทธองค์ ได้ทรงสอนความจริงอัน ประเสริฐ ๔ ประการไว้ คือ (ก) ความเต็มไปด้วยทุกข์. (ข) ต้นเหตุของความทุกข์นั้น ๆ, กล่าวคือความปรารถนาอันพุ่งไป ผิด (ค) การดับทุกข์นั้น ๆ, กล่าวคือการเพิกถอนต้นเหตุ ของมันเสียให้สิ้น. และ (ง) วิธีอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ แปดประการ เพื่อความบ่มตัวเอง อันเป็นทางนำไปสู่ความสั้น สุดแห่งความทุกข์นั้น ๆ. (7) The Eightfold Path consists in Right (or perfect) Views or preliminary understanding, Right Aims or Motive, Right Speech, Right Acts, Right Livelihood, Right Effort, Right Concentration or mind-development, and, finally, Right Samadhi, leading to full Enlightenment. As Budd- hism is a way of living, not merely a theory of life, the treading of this Path is essential to self-deliverance. "Cease to do evil, learn to do good, cleanse your own heart : this is the Teaching of the Buddhas." (๗) วิถีอันประกอบด้วยองค์แปดประการนั้น คือ ประกอบด้วย ความเห็นถูก หรือความเข้าใจถูก ในเบื้องต้น ๑ ความมุ่งหมายหรือความดำริที่ชอบ ๑ พูดชอบ ๑ ทำชอบ ๑ เลี้ยงชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ดำรงสติชอบ ๑ และ องค์สุดท้าย คือการเพ่งจิตอย่างถูกต้อง ๑ ซึ่งนำไปสู่สมาธิเต็ม ที่ หรือการตรัสรู้. เพราะ พุทธศาสนาเป็นวิธีแห่งการครอง
น.444 ๑๓๕ ชีวิตแบบหนึ่ง มิใช่เป็นเพียงข้อคิดล้วน ๆ อันเกี่ยวกับชีวิต อย่างเดียว, ฉะนั้น การปฏิบัติดำเนินไปตามทางมีองค์แปดนี้ จึงเป็นตัวแก่นสาร ของการทำตนให้หลุดพ้น. "งดเว้นไม่ทำ ชั่ว, พยายามทำดี, ทำใจของท่านให้สะอาด นี่คือคำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย." (8) Reality is indescribable, and a God with attri- butes is not the final Reality. But the Buddha, a human being, became the All-Enlightened One, and the purpose of life is the attainment of Enlightenment. This state of Consciousness, Nirvana, the extinction of the limitations of self-hood, is attainable on earth. All men and other forms of life contain the potentiality of Enlightenment, and the process therefore consists in becoming what you are. "Look within : thou art Buddha." (๘) สัจจภาวะนั้น เป็นสิ่งซึ่งมีลักษณะบรรยายไม่ได้ พระเป็นเจ้ารวมทั้งคุณสมบัติประจำพระเป็นเจ้า ก็ไม่ใช่สัจจ- ภาวะอันสุดท้าย. แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นมนุษย์ ได้เป็นผู้ ตรัสรู้สิ่งทั้งปวง, อนึ่ง จุดที่ประสงค์ของชีวิต ก็คือการตรัสรู้ นั่นเอง. ระดับแห่งจิตในชั้นนี้ กล่าวคือนิพพาน ซึ่งเป็น ความดับแห่งความยึดติดในความเป็นตัวเป็นตนนั้น เป็นสิ่งที่ เราอาจลุถึงได้บนแผ่นดินผืนนี้. มนุษย์ตลอดถึงชีวิตที่กำลังอยู่
น.445 ๑๓๖ ในรูปอื่น ๆ (นอกไปจากรูปมนุษย์) ทั้งหมดก็ล้วนแต่มีอำนาจ ซึ่งจะทำให้ตรัสรู้ได้ อยู่ในตัวพร้อมแล้วทั้งนั้น, เพราะฉะนั้น การดำเนินไปสู่นิพพานโดยอำนาจนั้น เรื่อย ๆ ก็รวมอยู่ในความ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งท่านกำลังมีอยู่นั่นเอง. "จงมองดูข้างในซิ ท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเหมือนกัน." (9) From potential to actual Enlightenment there lies the Middle Way, the Eightfold Path "from desire to peace," a process of selfdevelopment between the "oppo- sites," avoiding all extremes. The Buddha trod this Way to the end, and the only faith required in Buddhism is the reasonable belief that where a Guide has trodden it is worth our while to tread. The Way must be trodden by the whole man, not merely the best of him, and heart and mind must be developed equally. The Buddha was the All-Compassion- ate as well as the All-Enlightened One. (๙) จากการตรัสรู้ชนิดที่ยังเป็นเพียงความหวัง ไปจน ถึงการตรัสรู้แล้วจริง ๆ นั้น มีทางสายกลางทอดไว้ให้เดิน, คือ ทางประกอบด้วยองค์แปด "จากความดิ้นรนไปสู่ความสงบ," เป็นการคืบหน้าของการบ่มตัวเองไปในระหว่างสิ่งซึ่งผิดตรงกัน ข้าม และหลีกเลี่ยงเสียจากการเล่นเตลิดเกินขอบเขตทุกๆ อย่าง. พระพุทธองค์ได้ทรงดำเนินไปตามนี้จนถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น ใน พุทธศาสนานี้ จึงต้องการแต่ความเชื่อ ชนิดที่เชื่อโดยมีเหตุผล
น.446 ๑๓๗ เพียงพอว่าทางที่ท่านผู้นำได้เดินไปจนถึงที่สุดแล้วนั้น ย่อมคุ้ม ค่าของเวลา ในการที่เราจะเดินตาม. ทาง ๆ นี้ ต้องเดินกัน ทุกคน มิใช่เฉพาะแต่คนที่ใครเห็นว่าดีกว่าเขาทั้งหมด, ทั้ง หัวใจกับจิตใจ ต้องเจริญสูงเสมอกันด้วย. พระพุทธองค์เป็น ผู้กรุณาต่อสรรพสัตว์ เช่นเดียวกับที่เป็นผู้รู้ในสรรพสิ่ง. (10) Buddhism lays great stress on the need of in- ward concentration and meditation, which leads in time to the development of the inner spiritual faculties. The subjective life is as important as the daily round, and periods of quietude for inner activity are essential for a balanced life. The Buddhist should at all times be "mind- ful and self-possessed," refraining from mental and emo- tion attachment to "the passing show." This increasingly watchful attitude to circumstance, which he knows to be his own creation, helps him to keep his reaction to it always under control. (๑๐) พุทธศาสนาย้ำหนัก ไปในทางต้องการให้ผู้ ปฏิบัติรวบรวมกำลังจิต และเพ่งพิจารณา ในด้านใน ก็จะนำ เขาไปสู่ความแก่จัดของอินทรีย์ในฝ่ายจิต และที่เป็นภายใน. การบำเพ็ญประโยชน์ทางจิตที่ได้รับเฉพาะตนผู้เดียวนี้ เป็นสิ่ง สำคัญเหมือนกับหน้าที่ประจำวันอื่น ๆ อันตนจะพึงทำ. เวลา ที่ทำความสงบจิต เพื่อให้เกิดกรรมนียภาพ (คือความคล่อง
น.447 ๑๓๘ แคล่วพร้อมที่จะตรัสรู้) แก่จิตนั้น นับว่าเป็นตัวแก่นสารของ ชีวิตที่มีการประคับประคองไว้ตามทางธรรม. พุทธบริษัทควร เป็น "ผู้มีสติ และคุ้มครองตนเองได้" อยู่เสมอทุกเวลา เว้นขาดเสียจากการหลงติดอกติดใจ และฟุ้งไปตามอารมณ์ยั่ว ยวน ที่ "ผ่านมาชั่วแล่น." กิริยาที่เขามีสติสัมปชัญญะต่อสิ่ง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเขา สมบูรณ์รอบคอบยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ ซึ่งเขาก็ทราบดีว่า เป็นคุณธรรมที่เขาสร้างขึ้นมาเองนี้ ย่อมจะ ช่วยให้เขาสามารถควบคุมการที่เขาจะทำตอบ ต่อสิ่งใด ๆ ที่เข้า มาเกี่ยวข้องนั้น ให้อยู่ในอำนาจของเขาได้เสมอไป. (11) The Buddha said: "Work out your own salva tion with diligence." Buddhism knows authority for truth save the intuition of the individual, and that is authority for himself alone. Each man suffers the consequences of his own acts, and learns thereby, while helping his fellow men to the same deliverance ; nor will prayer to the Buddha or to any God prevent an effect from effowing its cause. Buddhist monks are teachers and exemplars, and in no sense intermediates between Reality and the indivdual. The utmost tolerance is practised towards all other religions and philosophies, for no man has the right to interfere in his neighbour's journey to the Goal. (๑๑) พระพุทธองค์ตรัสว่า "จงสร้างความหลุดพ้น ของท่านเองให้สำเร็จด้วยความแข็งขันเถิด." พุทธศาสนาไม่
น.448 ๑๓๙ ใช้อำนาจบัญญัติอะไรไว้ตายตัว เกี่ยวกับความจริงที่ใครจะ บรรลุถึง, แต่ปล่อยไว้ให้เขาเข้าใจซึมซาบของเขาเอง ให้เป็น อำนาจบัญญัติของเขาเองโดยเฉพาะ. ทุกคนย่อมทนเสวยผล แห่งการกระทำของตนเอง และศึกษาหาความจริงจากการเสวย ผลกรรมนั้นเอง, ทั้งในขณะนั้น ก็กำลังช่วยเพื่อนฝูงของตน ให้ได้รับความรอดพ้นอย่างเดียวกันด้วย, ทั้งไม่ทำการอ้อนวอน ต่อพระพุทธองค์ หรือต่อพระเป็นเจ้าองค์ใด ๆ ว่าให้ทรงช่วย ห้ามกัน อย่าให้ผลกรรมติดตามเหตุของมัน มาสู่ตัวเขา. บรรดาพระพุทธสาวกทั้งหลาย ย่อมเป็นทั้งครูผู้สอน และผู้ทำ ตัวอย่างให้ดู, ไม่ได้ทำตนเป็นเอเย่นต์หรือสื่อกลางระหว่าง สัจจภาวะ กับบุคคลผู้ปรารถนาจะลุถึงสัจจภาวะนั้นเลย ไม่ ว่าโดยทางใด. พุทธศาสนายอมอะลุ้มอะหล่วย จนถึงสุดขีด ที่จะอะลุ้มอะหล่วยได้ ต่อบรรดาศาสนาและปรัชญาของพวก อื่น ๆ ทุกพวก เพราะว่าไม่มีใครทรงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรม ในอันที่จะเข้าไปขัดขวางทางดำเนินไปสู่จุดยอดแห่งความ ปรารถนาของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน. (12) Buddhism is neither pessimistic nor "escapist," nor does it deny the existence of God or soul, though it places its own meaning on these terms. It is, on the contrary, a system of thought, a religion, a spiritual science
น.449 ๑๔๐ and a way of life, which is reasonable, practical and all- embracing. For over two thousand years it has satisfied the spiritual needs of nearly one-third of mankind. It appeals to the West because it has no dogmas, satisfies the reason and the heart alike, insists on self-reliance coupled with tolerance for other points of view, embraces science, religion, philosophy, psychology, ethics and art, and points to man alone as the creator of his present life and sole designer of his destiny. Peace to all Beings (๑๒) พุทธศาสนา ไม่ใช่ลัทธิแห่งการมองสิ่งทั้งหลาย ในแง่ร้าย และทั้งไม่ใช่ "ลัทธิที่สอนให้คอยแต่จะหลบหนี," และทั้งไม่ใช่ลัทธิที่ปฏิเสธความมีอยู่แห่งพระเป็นเจ้า หรือความ มีอยู่แห่งสิ่งที่เรียกกันว่า ตัวตน, แม้ว่าพุทธศาสนาจะได้ให้ ความหมายตามแบบแห่งพุทธศาสนา แก่คำว่า พระเป็นเจ้า กับคำว่า ตัวตน นั้นเสียใหม่แล้ว. แต่ตรงกันข้ามทีเดียว, พุทธศาสนานั้นเป็นทั้งระบอบความคิด เป็นทั้งศาสนา เป็นทั้ง วิทยาศาสตร์ทางจิต เป็นทั้งทางดำเนินของชีวิต และประกอบ อยู่ตามหลักแห่งเหตุผล, ไม่เหลือวิสัยแห่งการปฏิบัติ, และ เข้าไหนเข้าได้ไปทุกทาง. เป็นเวลากว่าสองพันปีมาแล้วที่พุทธ ศาสนาได้ทำให้ความปรารถนา ทางฝ่ายด้านจิตใจ ลุถึงผล
น.450 ๑๔๑ ตามที่ตนปรารถนา ให้แก่มนุษย์เกือบหนึ่งในสาม ของพลโลก ทั้งสิ้น. พุทธศาสนากล้าเสนอตัวเองให้ชาวตะวันตกรับเอา ก็ เพราะเหตุว่า พุทธศาสนาไม่มีหลักลัทธิอันใด ที่มีการบัญญัติ เอาเองตามใจชอบอย่างงมงาย, และเป็นศาสนาที่ทำให้เกิดความ พอใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเอาเหตุผลเป็นประมาณ หรือจะเอาความ รู้สึกของจิตใจเป็นประมาณ ก็ตาม, เป็นศาสนาที่รบเร้าให้ใช้ ความแน่ใจของตัวเองเป็นใหญ่ และพร้อมกันนั้น ก็มีการ ผ่อนผันสั้นยาว ต่อความคิดเห็นของชนพวกอื่นด้วย, สามารถที่ จะกลมกลืนกันได้กับ วิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา ธรรมจริยา และศิลปะ, และเป็นศาสนาซึ่งเมื่อมีปัญหาขึ้นว่า ใครเป็นผู้สร้างชีวิตปัจจุบัน และใครเป็นผู้บังคับโชคชะตาของ มนุษย์แต่ละคนให้เป็นไป ก็ตอบชี้ไปยังตัวมนุษย์ผู้นั้น นั่นเอง สันติสุข จงมี แด่สรรพสัตว์
น.452 ๑๔๔ บันทึกท้ายเรื่อง ผู้ที่ได้อ่านต้นฉบับนี้ก่อนนำลงพิมพ์ ได้ท้วงว่า สำเนาคำแปล นี้ ไม่เหมือนกับสำเนาคำแปลในสมุดเอกสารพุทธธรรม ซึ่งแปลโดย ท่านเจ้าคุณศรีวิสุทธิญาณ ฯ ขอทำความเข้าใจไว้ในที่นี้ว่า การแปล เสียใหม่ไม่ถือเอาตามสมุดเอกสารฉบับนั้น ๆ ก็เพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ทันทีโดยไม่ต้องนึก สำหรับพวกที่ไม่เคยชินกับธรรมะ เช่น พวก นักศึกษาหนุ่ม, และสำหรับ อุบาสก อุบาสิกา ที่ไม่คุ้นกับคำอธิบาย ธรรมะด้วยภาษาไทยในสำนวนฝรั่งสั้น ๆ แปลคำต่อคำเช่นนั้น. ไม่ใช่ เพราะมีความเห็นแย้งสำนวนคำแปลซึ่งแปลอย่างเร่งร้อน และรักษา รูปพยัญชนะนั้นแต่อย่างใด. - ผู้แปล ๑๕ มีค. ๙๐
น.453 ๑๔๕ ต่อไปนี้ คือคำอธิบายที่จะชี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่า ข้อไหน สรุปเป็นหัวข้อสั้น ๆ ได้ว่าอย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น. ข้อ .๑ ลงมือทำทันทีที่ทราบว่าตัวมีทุกข์ ข้อนี้อยู่ในรูปของพุทธภาษิต ที่พระองค์ตรัสตำหนิผู้ที่ ไม่สนใจในการปฏิบัติตามอริยสัจ ๔ เพราะมัวแต่อยากไปสงสัย ในปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ โลกเที่ยงหรือไม่ มีที่สุด หรือไม่ คนที่ตายไปเกิดใหม่นั้น คนเดียวกันหรือไม่ ฯลฯ แล้วพระองค์ตรัสเปรียบด้วยคนถูกลูกศร. เป็นอันว่า นายฮัม- เฟรย์ ได้จำลองเอาพระพุทธภาษิตมาทั้งคุ้น จึงไม่เป็นปัญหา อย่างใดเลย. แล้วเขายังแถมอธิบายเป็นทำนองตอบคำถามไว้ ด้วยเสร็จ เผื่อใครจะเกิดสงสัยขึ้นว่า ถ้าไม่ให้ถามหรือไม่ให้ เรียนอะไรเสียให้เพียงพอก่อนแล้ว จะปฏิบัติได้อย่างไร. เขา ตอบไว้เสร็จว่า การดำเนินทางนี้ เมื่อเดินไปนั่นแหละ เป็น การเรียนไปพร้อมกันในตัว เวลามีเพียงพออยู่ในนั้น ไม่ต้อง รอเรียนจบพระไตรปิฎก เป็นต้น แล้วจึงลงมือปฏิบัติ. ให้ดู สิ่งที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตที่ตนรู้สึกด้วยใจเอง แล้วหาคำตอบเอาจาก
น.454 ๑๔๖ นั้น จะได้คำตอบที่ถูกต้องยิ่งกว่าการอ่านหรือการฟังจากผู้อื่น ซึ่งช่วยได้แต่เพียงชั้นต้น ๆ. ข้อ ๒ สิ่งที่ไม่เที่ยง หมายถึงชีวิต และแบบหรือรูปต่าง ๆ ของชีวิต ไม่ว่า จะเป็นวัตถุ หรือเป็นนามธรรม ล้วนแต่ตกอยู่ใต้กฎแห่งความ ไหลเวียน จึงไม่เที่ยง. ชีวิตไหลเลื่อนไปเป็นวงเหมือนล้อรถ ตีนตะขาบ ชาวจีนจึงว่า ชีวิตนี้เหมือนสะพานเลื่อน. ครั้น ใครเข้าไปยึดถือเอาตอนใดตอนหนึ่ง หรือรูปใดรูปหนึ่งเป็น ของตัว เขาก็ต้องใจหายใจคว่ำ กระหืดกระหอบไปตามความ ไหลเลื่อนเปื้อนของชีวิต ซึ่งเปลี่ยนรูปเสมอไม่หยุดหย่อน ชีวิตนั้น ที่แท้ไม่มีตัว, แต่ได้สมมตลงบนตัวความไหลนั่นเอง เป็นตัวชีวิต และถือว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสิ่งที่ไหลเลื่อนนั้น คงทยอยตามกันเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นอนันตกาล. หมายความ สั้น ๆ ว่า สังขารทั้งหลายแล้ว ก็ต้องไม่เที่ยงคือเปลี่ยนเสมอ ความเปลี่ยนนั้นมีเป็นอนันตกาล เพราะฉะนั้น ชีวิตจึงถูกถือว่า เป็นอนันตกาล คือมีไม่สิ้นสุด.
น.455 ๑๔๗ ข้อ ๓ สิ่งที่เที่ยง ข้อนี้หมายถึงธรรมะประเภทอสังขตะ คือเป็นวิสังขาร ได้แก่นิพพาน. เมื่อจะปฏิเสธฝ่ายที่ไม่เที่ยง อย่าให้เข้ามาปะปน กับฝ่ายที่เที่ยง นายฮัมเฟรย์ จึงกล่าวปฏิเสธอย่างเด็ดขาด อีกครั้งหนึ่ง คือปฏิเสธ "ตัวตน" ซึ่งเคยเข้าใจกันว่า เที่ยง, ชี้ว่าเป็นสิ่งที่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง เช่นเดียว กับสิ่งที่ไม่เที่ยงและเห็นได้ง่าย ๆ ทั้งหลาย. ยกเว้น "ภาวะซึ่ง ใครตั้งชื่อให้ไม่ได้" เสียแล้ว สิ่งนอกนั้นไม่มีหลักอะไรในตัว มันเอง อันแสดงให้เห็นว่ามันเป็นของเที่ยง, ยิ่งดูไปพิจารณาไป ยิ่งเห็นว่าไม่เที่ยงมากขึ้นทุกที. แล้วยืนยันไว้ว่า พวกสังขาร ทั้งหลายนั้น ออกมาจากวิสังขาร ซึ่งข้อนี้พุทธบริษัทในประเทศ ไทยเรา ก็เคยยืนยันกันเหมือนกัน เพราะถือว่า กฎที่บังคับ ให้สิ่งทั้งปวงเวียนไป (คือ เกิด เจริญ เสื่อม ดับ) เป็น สิ่งที่มีอยู่ และกฎนี้เป็นธรรมะประเภทวิสังขาร หรืออสังขตะ, เป็นตัวบันดาลให้สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขาร ไหลเวียนเลื่อนลอย ไป และสมมตเรียกเกลียวแห่งความไหลเลื่อนนั้นว่าชีวิต มี หลายรูปหลายแบบ เพราะมันเปลี่ยนเรื่อยไป. ตลอดเวลาที่ กฎอำนาจบังคับอันนั้นยังมีอยู่เพียงใด ชีวิตก็ยังคงมีอยู่เพียงนั้น
น.456 ๑๔๘ เพราะว่าความไหลของสิ่งทั้งหลายยังมีอยู่เพียงนั้น. ฉะนั้น ชีวิต จึงพลอยเป็นอนันตกาลไปด้วย เช่นเดียวกับที่ วิสังขารเป็น อนันตกาล แต่เป็นอนันตกาลคนละแบบ คือ อันหนึ่งไหล อันหนึ่งหยุด. อันไหนอยากพ้นทุกข์ ก็จงหลีกออกมาเสียจาก การไหล เข้ามาอยู่เสียกับอันที่หยุด ก็แล้วกัน. นายฮัมเฟร่ย์ จึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องชี้ หรือกล่าวถึงสิ่งที่เที่ยง หรือหยุดนี้ ไว้ด้วย ให้เป็นคู่กันกับสิ่งที่ไหลไม่หยุด เขาจึงกล่าวไว้เป็นข้อ ที่สาม. และว่าความไหลนั้น ใครเข้ายึดเอาเป็นเจ้าของไม่ได้ ถ้าใครขืนทำ ก็มีผลเท่ากับที่หลอดไฟฟ้า จะเกิดยึดเอาว่า มันเองเป็นเจ้าของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าไปจุดไส้ในหลอดนั้น ให้สว่าง ซึ่งก็เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนดีอยู่แล้ว. ทั้งนี้ ก็เพื่อ ให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อสิ่งไม่เที่ยง หันไปสนใจในสิ่งที่เที่ยง นั่นเอง. ข้อ ๔ กฎแห่งกรรม นี้กล่าวถึงเหตุผล และกฎแห่งเหตุผล. สากลโลกเป็น ผลแห่งการไหลเวียนของสิ่งที่ไหลเวียน และถือว่าอำนาจที่ทำ ให้ไหลเวียนนั้นอยู่ที่กฎประจำโลก หรือประจำสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.
น.457 ๑๔๙ สิ่งที่เป็นเหตุ ย่อมให้เกิดผล หรือกล่าวกลับกันก็ว่า ผลทั้งหลาย ย่อมมีเหตุ จึงเกิดขึ้นได้. ที่เคยเป็นผลในระยะหนึ่ง กลับกลาย เป็นเหตุในระยะต่อมาก็ได้ เช่นแม่ให้เกิดลูก แล้วลูกนั้นก็กลาย เป็นแม่ให้เกิดลูก ฯลฯ ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด. แล้วมีกฎละเอียด ซ้อนอยู่ในนั้นอีกว่า เหตุละเอียดประณีตหยาบเลวมากน้อย อย่างไร ผลย่อมเกิดขึ้นอย่างนั้น. ทุกอย่างมีกฎตายตัว แต่มี มากเกินกว่าที่จะคำนวณไหว และเราไม่สามารถมองทะลุลงไป ได้ถึงเหตุเสมอไป หรือแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่อาจมองเห็นเหตุ เลยก็ว่าได้ เราจึงสนใจกันอยู่เพียงแค่ผล และคอยแต่จะเข้าใจผิด ไปต่าง ๆ นานา. กรรมก็คือกฎแห่งเหตุผล จึงได้บังคับบัญชา อยู่เหนือสิ่งทุกสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล ซึ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย นอกจากนิพพานอย่างเดียว, เพราะนิพพานเป็นที่ดับแห่งเหตุ และผล. เหตุผลย่อมไหลเวียนไปตามอำนาจแห่งกฎของมันเอง เขาจึงว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างอนาคตและบังคับโชคชะตาของตน เอง แล้วแต่ว่าตัวเหตุผลนั้นมันเป็นไปอย่างไร เพราะว่า ตัว ความเป็นไปแห่งเหตุผลนั่นแหละคือตัวมนุษย์. ที่เกี่ยวกับการ พ้นทุกข์นั้น อธิบายว่าเหตุผลเดินไปในทางแห่งวิชชา หรือ ญาณ หรือความรู้ คือเป็นเหตุผลฝ่ายกุศล มันค่อยเป็นค่อยไป ของมันเอง เพราะชีวิตคือการศึกษา แต่จะช้ามากหรือช้าน้อย
น.458 ๑๕๐ นั้น อยู่ที่เหตุผลพิเศษเฉพาะราย ทุกชีวิตจึงไหลไปยังการ ตรัสรู้ คือเหตุผลไหลไปทางสูง มีจุดยอดอยู่ที่ได้ตรัสรู้สิ่งซึ่ง ทำให้หยุดไหล. เพราะได้สิ่งซึ่งทำให้หยุดอยาก หยุดต้องการ จึงหยุดไหล. นายฮัมเฟร่ย์ จึงยืนยันซ้ำไว้ในข้อนี้ว่า ชีวิต ทุกรูปทุกแบบจะต้องตรัสรู้ ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว จะเป็นอย่างอื่น ไม่ได้. ข้อ ๕ เมตตา ข้อนี้ เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไรก็ได้. เมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาบริสุทธิ์นั้น ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ตั้งอยู่บนอำนาจ ของตัณหา แต่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจของปัญญา คือรู้ว่าชีวิตทุกรูป ทุกนามนั้น เป็นของอันเดียวกัน หรือชีวิตมีเพียงอันเดียว เช่นเดียวกับอากาศเป็นอากาศอันเดียว. พอเข้าใจถูก เมตตา ชนิดที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงก็มีมาเอง. และเมตตานี้เป็นความ จริงอันหนึ่งเหมือนกัน ทุกคนต้องผ่านความจริงอันนี้ ไปหา ความจริงใหญ่ หรือที่รวมของความจริง กล่าวคือการตรัสรู้ ฉะนั้นผู้ที่อยากจะตรัสรู้ จึงข้ามเมตตาไปไม่ไหว และไม่มีทาง.
น.459 ๑๕๑ ข้อ ๖ อริยสัจ นายฮัมเฟร่ย์ พรรณนาภูเขาลูกเดียวกัน แต่เป็นอีก ด้านหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยได้พูดกันคือแทนที่จะพูดว่าทุกข์เกิดมา จากตัณหา พูดว่าทุกข์เกิดมาจาก ความสำคัญผิดหรือเข้าใจผิด ที่จริงเรื่องนี้ แม้ที่อยู่ในรูปพุทธภาษิตเอง ก็กล่าวไว้หลายอย่าง: ในอริยสัจทั่วไป ตรัสว่าทุกข์มาจากตัณหา; ในอริยสัจใหญ่ คือ ปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกข์มาจากอวิชชา หรือความไม่รู้; และ ในบางแห่งมีนัยอันวางไว้ว่า ทุกข์มาจากอุปาทาน คือความ ยึดถือ. ที่กล่าวไว้หลายอย่างเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการกล่าวผิด เป็น แต่กล่าวให้เหมาะกับเรื่องนั้นๆ เพราะ ไม่ว่าอะไรที่เป็นฝ่าย อกุศล หรือสังขารแล้วมันก็ไปสุดอยู่ที่อวิชชาด้วยกันทั้งนั้น. ตัณหาหรืออุปาทานก็ตาม ล้วนมาแต่อวิชชา. และยังมีทางที่ จะกล่าวได้อีกหลายอย่าง ในฐานะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์. ข้าพเจ้า จึงว่า เรากำลังกล่าวถึงภูเขาลูกเดียวกัน. ข้อความนอกนั้น เข้า ใจกันอยู่ดีแล้วในประเทศไทยเรา. ข้อ ๗ มรรคมีองค์แปด รายละเอียดอันเกี่ยวกับองค์แปดนั้น ไม่ต้องอธิบาย
น.460 ๑๕๒ สำหรับพุทธบริษัทชาวไทยเรา. แต่มีข้อที่ต้องย้ำกันอยู่เสมอ ๆ เพื่อ กันลืม ว่ามรรคนี้มีไว้สำหรับเดินตาม ไม่ใช่เพียงเขียน แผนที่สำหรับเรียน. และการเดินตามมรรคเป็นลำดับไปนั่น แหละ คือตัวการกระทำเพื่อเข้าถึงการตรัสรู้. ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้สะอาด ๓ อย่างนี้ ก็คือมรรคนั่นเอง คือขยายออกเป็น แปดก็ได้. เท่ากับที่ "แปด" ขององค์มรรค ย่นลงให้เหลือ เพียง "สาม" ก็ได้เช่นเดียวกัน. ข้อ ๘ ตรัสรู้ได้ทุกคน ข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ค่อยจะชินหู สำหรับพวกพุทธบริษัท ฝ่ายเถรวาท เช่นในประเทศไทยเรา. แต่สำหรับฝ่ายมหายาน นั้น ก็เป็นของธรรมดา. และความเป็นมหายานหรือยานใหญ่ ของเขา ก็มีใจความสำคัญ อยู่ตรงที่ทำให้ทุกคนมีหวังที่จะ ตรัสรู้นี่เอง และทั้งสอนให้รอคอยกันด้วย. แต่เมื่อเอาความ จริง ความถูกเป็นเกณฑ์กันแล้ว ทั้งเถรวาท และมหายาน ก็ต้องยอมรับตรงกัน. คือเมื่อยอมรับว่า ชีวิตทุกรูปทุกแบบ! มีการตรัสรู้เป็นจุดที่ประสงค์ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๔ แล้ว ในข้อนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร. การที่ นายฮัมเฟร่ย์ กล้ากล่าวว่า
น.461 ๑๕๓ เราอาจตรัสรู้ได้บนแผ่นดินผืนนี้ ก็เพราะว่าโลกนี้เหมาะสำหรับ เป็นบทเรียนแห่งการตรัสรู้ยิ่งกว่าพรหมโลกหรือเทวโลก เพราะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้บนโลกนี้. ที่ว่าอำนาจที่จะทำให้ตรัสรู้ มีอยู่ ในตัวพร้อมแล้วทุกคนนั้น เป็นการกล่าวถูกอย่างยิ่ง เพราะว่า ทุกคนกำลังไหลไปนิพพาน ผิดกันเพียงแต่ยังอยู่ใกล้ไกลกว่า กันเท่านั้น. เมื่อมีเจตนาอยากจะพ้นทุกข์ อันนั้นแหละ จะเป็น กำลังอำนาจที่ทำให้ดิ้นรนไปยังความพ้นทุกข์เอง โดยไม่รู้สึกตัว. ยิ่งได้ผ่านทุกข์มามาก ๆ ก็ยิ่งมีอำนาจนี้มากขึ้นเสมอ. ส่วน สมรรถภาพดั้งเดิมของจิตใจนั้น แม้ที่สุดแต่ของสัตว์เดรัจฉาน ก็มีพอที่จะขยายตัวไปในทางสูง งอกงามไปในทางที่ทำให้มันรู้ อะไรมากขึ้นกว่าเก่า จนถึงขีดที่จะเป็นฝักฝ่ายของการตรัสรู้แล้ว ค่อย ๆ เจริญขึ้นไปจนถึงการตรัสรู้. สำหรับผู้ที่กำลังเป็นมนุษย์ อยู่นั้น อย่างต่ำที่สุด ก็นับได้ว่า มีส่วนสัมพันธ์อยู่กับการ ตรัสรู้มากมายทีเดียว. แม้ว่าเขาจะกำลังมั่วสุมอยู่ในกามคุณเป็น ต้น ก็มิได้หมายความว่าเป็นการตัดหนทางที่จะไปข้างหน้าเสีย จนหมดหวัง เพราะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ชีวิตเป็นการ ศึกษา. มันจึงอยู่ที่ว่าเขาศึกษาได้มากน้อยเท่าไรต่างหาก ซึ่ง จะไม่ให้เป็นการศึกษาเสียเลยนั้นเป็นไปไม่ได้แน่. ความเบื่อ หน่ายที่ถึงกับทำให้หลุดพ้น ของพระพุทธเจ้า หรือพระมหา
น.462 ๑๕๔ สาวกทั้งหลาย ก็มาทางการศึกษาโลกในด้านกามคุณ และดู เหมือนจะกล่าวได้ว่า เป็นการศึกษาชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ หรือเตรียมอุดมอยู่ที่เดียว เพราะฉะนั้น เราจะมองไปทางไหน ก็ตาม เราจะพบแต่การศึกษาของชีวิตทุกรูปทุกแบบ เต็มไป หมด ไม่มีชีวิตใดที่อยู่นอกวงของการศึกษา ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม: จิตใจของเขาจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ เสมอ และนั่นคือความเจริญของจิตใจ หรือความค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง เป็นการดำเนินไปสู่นิพพาน ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของตัว มันเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าที่กำลังตรัสรู้. ข้อ ๙ ญาณสัมปยุตต์ ข้อนี้หมายถึง ความเชื่อ ที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้หรือ เหตุผล ไม่ใช่ความเชื่องมงายตามเขาบอก แล้วก็เชื่อทันที. ได้ ฟังอะไรแล้วมองเห็นลู่ทาง ชัดเจน ด้วยปัญญาของตนเอง ว่า มันจะเป็นไปอย่างนั้นได้จริง นี้เรียกว่าญาณสัมปยุตต์ คือ ความเชื่อที่เป็นไปตามเหตุผล. พุทธศาสนาเปิดโอกาสให้ใช้ ความเชื่อชนิดนี้ในเบื้องต้น ให้ความรู้กับความเชื่อเจริญสลับ กันไปและเป็นคู่กันไป จิตใจจึงสูงเร็ว. จากความตรัสรู้ที่ยัง
น.463 ๑๕๕ เป็นเพียงความเชื่อตามเหตุผลไปยังความตรัสรู้จริง คือรู้จัก นิพพานด้วยใจตนเองจริง ๆ นั้น มีทางสายกลางทอดไว้ให้เดิน คือมรรคมีองค์แปด ซึ่งมรรคมีองค์แปดนั้นก็คือ ความกลม กล่อมของปัญญากับความเชื่อที่ขนานเป็นเกลียวกันไปอีกนั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้เดินจึงไม่มีโอกาสที่จะใช้ความเชื่ออย่างงมงายถ้า เขาเดินตามทางนี้. คนที่เลื่อมใสใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ก็เพราะมองเห็นว่าท่านดีตรงที่อยู่คนละฝ่ายกับ ความทุกข์ เปรียบเสมือนอยู่ฝั่งโน้น คนละฝั่งกันกับเรา มอง เห็นจ่อหน้ากันอยู่ แต่เรากระโดดข้ามไปฝั่งโน้นไม่ได้ ทั้งที่ เราเห็นว่าฝั่งนี้เต็มไปด้วยทุกข์. แต่ถึงกระนั้น เขาก็เห็นชัด ด้วยปัญญาของเขาเอง ว่าท่านเหล่านั้น เดินไปถึงฝั่งโน้นแล้ว ได้รับผลเป็นเช่นนั้น ๆ เราเดินตามหรือข้ามไปก็เป็นการถูก เช่นเดียวกัน คุ้มค่าของการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง. ดังนั้น เขา จึงเสียสละและเดินตาม. นี่คือตัวญาณสัมปยุตต์ที่ใหญ่หลวง. ความเข้าใจถูกเบ็ดเตล็ดต่อๆ ไปอีก เช่นเห็นว่านั่นมันเหมาะ สำหรับทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนโง่ ฉลาด มั่งมี ยากจน ผู้หญิง ผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ ญาณสัมปยุตต์ย่อมจะลดส่วนสัด ของมันเอง ให้พอเหมาะพอดีกับจิตใจเสมอ นายฮัมเฟร่ย์ จึง กล่าวว่า หัวใจกับจิตใจต้องเจริญเสมอกัน. หรือกล่าวอีกอย่าง
น.464 ๑๕๖ หนึ่งก็คือว่า ความเชื่อหรือความต้องการในสิ่งนั้นต้องเสมอกัน กับปัญญาหรือความรู้ที่เข้าใจในสิ่งนั้น. ถ้าส่วนใดมากน้อยเกิน ส่วนไป ส่วนที่มากเกินไปย่อมไร้ประโยชน์ และอาจทำให้เกิด ความสับสนอลหม่านขึ้นได้ จนกว่าจะถูกเพิ่มหรือถูกลดให้พอ สมสัดสมส่วนกัน. พระพุทธเจ้ามีพระกรุณาในสรรพสัตว์ ย่อม หมายความว่า สัตว์ทั้งหมด อยู่ในข่ายของความกรุณาของ พระองค์ สัตว์ทั้งหมดจึงจำเป็นที่จะรับเอาธรรมะนั้น ๆ ตาม สัดส่วนแห่งปัญญาของตน, และข้อที่พระองค์เป็นสัพพัญญูคือ รู้ทุกสิ่งนั้น หมายถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้น มีกว้างขวาง ครอบ ไว้ทุกชั้นที่จิตใจของสัตว์ต่าง ๆ จะรับเอา. การเข้าใจพระพุทธ- เจ้าในลักษณะเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นญาณสัมปยุตต์เหมือนกัน เพราะเมื่อใครมองเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมรู้สึก ว่าธรรมะนี้ มีให้ทุกขนาด ไม่จำกัดขนาดเลยผิดกับสิ่งอื่น ๆ เขาทดลองชิมดูได้จากขนาดเล็กที่สุด ขึ้นไปตามลำดับ ก็ยิ่ง แน่ใจ และกล้าขยับขยายขึ้นไปหาขนาดหนักด้วยความมั่นใจ เพราะอำนาจแห่งปัญญา และเหตุผลของเขาเองไม่ต้องเกี่ยวกับ คนอื่น. พุทธบริษัทมีญาณสัมปยุตต์เป็นบริษัทประกันภัยให้ แก่ตัวเองดังว่ามานี้ และเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่ นายฮัมเฟร่ย์ จะเอามาจัดเป็นหลักข้อหนึ่ง. พุทธบริษัทชาวไทยเรา แม้ที่ สุดตามวัดตามศาลาก็พูดกันมากถึงเรื่องนี้.
น.465 ๑๕๗ ข้อ ๑๐ สติ สตินี้ เรียกกันในนามเต็มว่า "สติปัฏฐาน" สติ- ปัฏฐานนี้ เป็นทั้งสมาธิและปัญญาหรือทั้งสมถะและวิปัสสนา อยู่ในตัวเองเสร็จ. สมาธินั้น โดยกิริยาอาการ ก็คือการรวม กำลังจิตให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้มีกำลังมาก เพราะอำนาจ ความบริสุทธิ์ สงบ มีจุดหมาย มีจุดหมายอันเดียว มีกรรม- นียภาพ คือความคล่องแคล่วต่อหน้าที่อันมันจะต้องทำในขณะ นั้น. และจากนั้น จึงน้อมไปเพื่อวิปัสสนา คือเพื่อจะเห็น ความจริงอันลึกซึ้ง แต่โดยพฤตินัยนั้น มันน้อมของมันไปเอง เพราะว่าความอยากรู้นั้น มีอยู่เต็มปรี่เป็นต้นทุนอยู่ตั้งแต่ก่อน การเป็นสมาธิของมันจึงพอสักว่าน้อม มันก็น้อมไป. ยิ่งมีการ เพ่งเพื่อจะให้รู้มากขึ้นเท่าใด กำลังแห่งสมาธิ ก็มีมากขึ้นเพียง นั้นโดยลำพังตัวมันเอง เพราะเหตุที่จิตเป็นสภาพนามธรรม คล่องแคล่วต่อการเปลี่ยนตัวเป็นอย่างยิ่งและรวดเร็ว. " ความ เพ่งไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญามีไม่ได้แก่ผู้ไม่มีความ- เพ่ง" คำนี้เป็นพุทธภาษิต หรือเป็นคำมีเหตุผลทนต่อการ พิสูจน์. พุทธศาสนาจึงย้ำแต่เรื่องสติ (คือการรวมกำลังจิตแล้ว เพ่งหาความจริงข้อใดข้อหนึ่ง) ว่าเป็นตัวแก่นสารของการงาน
น.466 ๑๕๘ ทางจิต. เราไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีแต่สมาธิแล้วไม่มีปัญญา หรือมีแต่ปัญญาแล้วไม่มีสมาธิ. ขอให้มีขึ้นมาให้เห็นได้สักอย่างหนึ่งเถิด ก็จะเป็นอันว่ามีทั้งสองอย่าง. คือลงมือเจริญปัญญาเถิด อนันตริกะสมาธิก็เกิดขึ้นมารับปัญญาเอง. หรือมีสมาธิให้รุนแรงเถิด ปัญญาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งจะต้องคลอดออกมาเป็นผลของสมาธินั้น ไม่มากก็น้อย. แต่ตามทางของพุทธศาสนานั้น สรรเสริญอนันตริกะสมาธิ เพราะว่าเพียงแต่เจริญปัญญามันก็มาเอง จึงเป็นของที่อาจทำได้ทุกคน ไม่เลือกว่าจะเป็นใคร. เหตุนั้น ท่านจึงสอนให้ลงมือพิจารณาขันธ์ หรือธาตุโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เสียเลยทีเดียว. ยิ่งเพ่งพิจารณาไป อนันตริกะสมาธิก็เกิดเองโดยสมส่วนกัน ทำให้มรรคมีองค์แปด มีองค์ประกอบสมสัดสมส่วนเป็นมรรคสมังคีได้. ในที่นี้ นายฮัมเฟร่ย์ กล่าวโดยนิตินัยจึงกล่าวด้วยคำสองคำคือ Concentration คำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการรวมกำลังจิต. และ Meditation อีกคำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเพ่งจิตที่รวมกำลังได้แล้วนั้น ส่งไปยังปัญหาข้อใดข้อหนึ่งเพื่อขบให้แตกออกมา ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพียงพอแก่การดำเนินไปแล้วตามกฎแห่งจิตใจ. การเพ่งพิจารณาสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานั้น ก็คือการ Meditate
น.467 ๑๕๙ ในสิ่งนั้นนั่นเอง. คำว่าสมาธินี้ นักศึกษาชาวตะวันตกบางคนแปลว่า Meditation ก็มี แต่ส่วนมากที่ยุติกันนั้น แปลว่า Concentration แทบทั้งนั้น. พวกแรกเพ่งเอาพฤตินัยเป็นใหญ่ เล็งไปตามความจริงที่จิตมันจะดำเนินของมันไปเอง เป็นสำคัญถือว่าถูกโดยอรรถะ. แต่ไม่ถูกโดยพยัญชนะ. ส่วนพวกหลังหรือส่วนมาก ที่แปลว่า Concentration นับว่าถูกโดยพยัญชนะไม่มีที่ติเลย แต่ให้ผลน้อยอยู่สักหน่อยในทางหลักปฏิบัติเพราะให้เกิดความเข้าใจไม่เต็มที่. สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าเองนั้น ถ้าเราพิจารณาดูให้ดี เราจะเห็นเจตนาของพระองค์ว่าทรงรวมวิปัสสนาไว้ในคำว่า สัมมาสติโดยตรง. และรวมไว้ในคำว่าสัมมาสมาธิโดยอ้อม หรือโดยนิตินัย. มรรคมีองค์แปดของพระองค์จึงสมบูรณ์ คือมีวิปัสสนา หรือปัญญารวมอยู่ด้วยอย่างเต็มเปี่ยม. ฉะนั้นในที่นี้ ข้าพเจ้าจึงสรุปหัวข้อหลักพุทธศาสนาข้อนี้ของ นายฮัมเฟร่ย์ ว่าเขาว่าด้วย สติ. คือทั้ง Concentration และ Meditation รวมกัน. ข้อความตอนต่อไปของ นายฮัมเฟร่ย์ ชัดเจนดีแล้วว่า หมายถึงสติระลึกได้ทันท่วงที ที่กระทบอารมณ์ยั่วยวน คุ้มครองจิตหรือตัวเองไว้ได้ และสามารถยั้งใจในการกระทำตอบต่อสิ่งใด ๆ ที่เข้ามากระทบกระทั่งตนอันเราชอบเรียกกันในประเทศไทยเราว่า ไม่ยินดียินร้ายต่อโลกธรรมที่มากระทบ.
น.468 ๑๖๐ ข้อ ๑๑ ปัจจัตตภาวะ ความที่พุทธศาสนาเป็นของเฉพาะตัวผู้นั้นเป็นคน ๆ ไป ทั้งในส่วนปริยัติ คือการเรียน และปฏิเวธคือการเสวยผลของการกระทำ นี้เราเรียกว่าปัจจัตตภาวะ หรือภาวะแห่งความเป็นของเฉพาะตัว. เรียนเอง ทำเอง ได้ผลเอง คือปัจจัตตภาวะ. พระพุทธภาษิตที่ว่า "อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" อันพระองค์ตรัสเป็นคำสุดท้าย เมื่อจะเสด็จปรินิพพานนี้ นักศึกษาชาวตะวันตกชอบแปลกันอย่างที่ นายฮัมเฟร่ย์ เองก็แปลเช่นนั้นหรืออ้างเอามาเช่นนั้น, คือแปลว่า Work out your own salvation with diligence. ซึ่งข้าพเจ้าถอดความออกมาเป็นภาษาไทยอีกชั้นหนึ่งว่า "จงสร้างความหลุดพ้นของท่านให้สำเร็จ ด้วยความแข็งขันเถิด," แต่พวกเราในเมืองไทยพอใจแปลกันตามตัวพยัญชนะว่า "จงทำ (ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน) ให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาทเถิด" ชะรอยนักศึกษาพวกนั้นจะเห็นว่าความกล้าหาญและความแข็งขัน ก็คือความไม่ประมาทนั่นเอง เพราะถ้าประมาทเสียแล้ว ก็ไม่ขยันขันแข็ง. ข้อนี้ชอบกลอยู่บ้าง. แต่เมื่อเพ่งเล็งเอาแต่ใจความแล้ว เรื่องไปอย่างเดียวกัน คือให้รีบทำหน้าที่อันสำคัญของตัวเอง. อย่า
น.469 ๑๖๑ หวังคนอื่น อย่าผัดเวลา. และหลักที่ดีมากที่ นายฮัมเฟร่ย์ นำมากล่าวก็คือว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้วจะได้ผลปรากฏแก่จิตใจอย่างไรนั้น เราไม่ควรจะนำมาเขียนไว้ให้ตายตัว เพราะทำไม่ได้ มันไม่เหมือนกันทุกคน และบังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ของใคร ใครเห็นเอง ย่อมจะถูกกว่า ดีกว่าแน่นอนกว่า. ผลกรรมทั้งหลายผู้นั้นเสวยของเขาเอง, ขณะที่เสวยผลกรรมนั่นแหละ ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่ว เขาจะได้ความรู้ใหม่ ๆ เสมอไป ทั้งสามารถบอกกล่าวแก่เพื่อนฝูง ให้มีส่วนรู้เห็นความจริงนั้นตามสมควร เพื่อเขาจะพลอยได้รับผล โดยเร็วกว่าธรรมดา. ความเป็นปัจจัตตภาวะของพุทธศาสนานั้นขยายไปถึงว่า เราไม่หวังพึ่งผู้อื่น แม้แต่พระศาสดาของเราเองในเรื่องอันเกี่ยวกับการกระทำและการรับผลของการกระทำ. เขาทำสิ่งใดไว้ เขาต้องรับผลของสิ่งนั้น โดยที่พระเป็นเจ้าหรือใครก็มาแก้ไขไม่ได้. พระศาสดาหรือสาวกก็ตาม เป็นแต่ผู้ชี้ทางอย่างเดียว ไม่สามารถอุ้มเขาไป หรือเดินแทนเขา เขาต้องเดินเอง อย่างที่พระองค์ตรัสว่า ตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้ทางหรือบอกทางเท่านั้น (อกฺขาตาโร ตถาคต). นี่เรียกว่า ปัจจัตตภาวะในส่วนการทำ หรือการปฏิบัติ. เพราะเหตุที่การเข้าถึงความจริงเป็นปัจจัตตภาวะเฉพาะตัวใครตัวเขา เขา
น.470 ๑๖๒ ต้องมีความคิดเห็นของเขาเอง เขาจามาเห็นเหมือนเราโดยไม่มี เหตุผลของเขานั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเขากำลังเห็นอยู่ อย่างอื่นต่างจากเรา ก็ต้องอะลุ้มอะหล่วยปล่อยเขาไปก่อน ไม่มีประโยชน์อะไร ในการที่จะไปล่อ หรือบังคับขู่เข็นเขา ให้มาเห็นอย่างเดียวกับเรา ในเมื่อเหตุผลของเขายังไม่เป็นไป อย่างนั้น หรือยังไม่มากพออย่างเรา. ความรู้สึกว่า ธรรมะนี้ เป็นปัจจัตตภาวะ ทั้งการเรียน การทำ และการรับผลนี้เอง ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเป็นทางแห่งการอะลุ้ม- อะหล่วยจนสุดที่จะอะลุ้มอะหล่วยกันได้. ข้อ ๑๒ ความกลมกลืนกันได้กับลัทธิทั้งปวง ผู้ที่มีนิสัยสังเกตการณ์อยู่เสมอ ย่อมจะเห็นได้เองแล้วว่า พุทธศาสนานั้น เป็นลัทธิที่ปล่อยสิ่งทั้งหลายไปตามเหตุผล ไม่กล่าวอะไรเด็ดขาดลงไปโดยส่วนเดียว. อย่างมีผู้มาทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คำจริงนั้นเป็นของควรกล่าวเสมอไป ไหม, ตรัสตอบว่าต้องดูก่อน ถ้ามีประโยชน์เกื้อกูลแก่เขาจึง จะกล่าว ถ้าไม่มีประโยชน์ แม้เป็นคำจริง ก็ไม่กล่าว. โดย เหตุที่พุทธศาสนาถือหลักเหตุผลเป็นประมาณนี่เอง จึงไม่วาง
น.471 ๑๖๓ หลักลงไปว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้าย หรือเป็นของดี. แต่ถือ หลักเหตุผลว่า สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุผล หรือปัจจัย ของมัน, เราอาจแก้ไขได้ที่เหตุหรือปัจจัยของมันก็ได้ ถ้ามี ความจำเป็นและมีเหตุผลเพียงพอ. เราไม่หนี เพราะเราไม่มี ที่จะหนี. ที่ นายฮัมเฟร่ย์ ว่า พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธความมี แห่งพระเป็นเจ้า และสิ่งที่เรียกว่าตัวตนนั้น ดูเหมือนว่า ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ อยู่ที่การปรานีประนอมระหว่างศาสนา ของตัวกับศาสนาที่ยังถือจัดในพระเป็นเจ้าผู้สร้าง และอาตมัน ที่ยั่งยืน, นายฮัมเฟร่ย์ จึงถือเอาโอกาสที่พอมีอยู่บ้าง กล่าว ขึ้นดังนี้. โอกาสนั้นคือ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา มีสิ่งซึ่ง เป็นต้นเหตุให้เกิดโลภ หรือทุกข์ หรือเป็นประดุจว่า ผู้สร้าง โลกหรือทุกข์ขึ้นมาเหมือนกัน ปรากฏในปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชา เป็นต้นเงื่อนแห่งสิ่งทั้งหลาย จึงถือเสมือนเป็นพระ- เจ้าผู้สร้าง, และกรรม เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาสิ่งทั้งปวงที่กำลัง ปรากฏหรือเป็นไปตามที่ นายฮัมเฟร่ย์ เองก็กล่าวไว้ในข้อ ๔ จึงถือเสมือนพระเป็นเจ้าผู้ควบคุมโลก คือยอมรับโดยเด็ดขาด ว่า มีสิ่งที่สร้างโลก และคุมโลก คอยลงโทษ และให้รางวัล ไม่ขาดแคลนเลย. ส่วนข้อที่ว่า พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธความมี แห่งตัวตนนั้น เห็นกันอยู่แล้ว ว่าตัวตนคือความยึดถือ เมื่อใด
น.472 ๑๖๔ มีความคิดนึกว่ามีตัวเรา มันก็มีตัวเรา. พุทธศาสนากล่าวถึง ตัวเราชนิดนี้ และสอนให้เข้าใจถูกเสียใหม่ โดยประการที่จะ ไม่เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาได้ คือเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นเพียง ความไหล ดังที่ นายฮัมเฟรย์ กล่าวไว้ในข้อ ๒. แต่ถ้าจะ เพ่งเล็งกันถึงตัวตนอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะเช่น อาตมัน ของลัทธิเวทานตะ ซึ่งอธิบายลักษณะของตัวตนหรืออาตมันนี้ ไว้ในทำนองตรงกันข้าม คือว่า เมื่อได้ปฏิเสธตัวตนอย่างต่ำ ๆ เช่นที่กล่าวมาข้างต้นว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแล้ว ก็แสดง ลักษณะแห่งตัวตนที่แท้จริงว่า ตัวตนที่แท้จริง หรืออาตมันนั้น ไม่มีการเกิด การดับ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกฎแห่งความเปลี่ยน- แปลง มีอยู่ในที่ทั่วไป เป็นที่ไหลออกของสิ่งทั้งปวงหรือโลกนี้ ดังนี้แล้ว พุทธศาสนาก็ตอบว่า เรามีสิ่งที่มีลักษณะดังที่กล่าว มาแล้วนั้นเหมือนกัน เราไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่มีสภาพเป็นเช่นนั้น ไม่มี เป็นแต่ว่าเราไม่เรียกสิ่งนั้นว่าตัวตน หรืออาตมัน เรา เรียกโดยชื่ออื่น แล้วแต่ว่าเราจะพิจารณากันในแง่ไหน เช่น เขามักจะเรียกว่า อสังขตธรรม หรือ ธรรม เฉย ๆ ก็มี, คือ ถือว่าเป็นธรรมหรือสิ่ง ๆ หนึ่งล้วน ๆ ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับสิ่งทั้งหลาย. การที่เราไม่เรียกว่าตัวตน ก็เพราะ ว่าคำว่าตัวตนนี้ ออกมาจากความเข้าใจผิด หรือความยึดถือ
น.473 ๑๖๕ นั่นเอง, เมื่อเราถึงฝั่งแห่งเวท คือรู้ความจริงถึงที่สุดแล้ว เราไม่เรียกอะไรว่าเป็นตัวตนเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของมันเอง หรือของใคร เว้นไว้แต่เรียกโดยสมมต หรือโลกิยโวหาร เช่นที่พูดกันเป็นประจำวัน เพราะคำพูดมีให้พูดเท่านั้นอย่าง นั้น. แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ปฏิเสธว่า สิ่งที่มีลักษณะดังเช่น ว่านั้น ไม่มี, เรายอมรับว่า มี. ข้าพเจ้าเห็นว่า นายฮัมเฟรย์ ได้กล่าวไปอย่างเหมาะเจาะแล้ว ในการที่กล่าวว่า พุทธศาสนา ไม่ปฏิเสธความมีอยู่แห่งพระเป็นเจ้า และสิ่งที่เรียกกันว่าตัวตน, ในฐานะที่เห็นแก่การปรานีประนอมก็ตาม หรือกล่าวตามความ จริงก็ตาม. ส่วนข้อต่อ ๆ ไปที่ว่า พุทธศาสนาเป็นระบอบ ความคิดนั้น คือเป็นระบอบความคิดที่นักปราชญ์คิดกันมาแล้ว จนถึงที่สุด ไม่รู้จะคิดให้เลยนั้นไปอย่างไรได้แล้ว วางเป็น ระบอบไว้สำหรับการคิด. ที่ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนานั้น หมายถึงดูกันในแง่ของความจริง เท่าที่เกี่ยวกับความพ้นทุกข์ แล้วชี้แจงไว้ว่า เมื่อสิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนั้น ๆ เช่นทุกสิ่ง ไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วเราจะต้องปฏิบัติตัวของเราอย่างไร, กล่าว ให้กะทัดรัดสั้น ๆ เป็นรูปแห่งการปฏิบัติ รวมทั้งมีฐานที่ตั้ง ของความเชื่อ จูงใจให้ประพฤติตาม นี้เรียกว่าเป็นศาสนา. ที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์นั้น โดยใจความหมายถึงความมีเหตุผล
น.474 ๑๖๖ ทนต่อการพิสูจน์, รู้พุทธศาสนาเข้าไปเท่าไดก็เป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปเพียงนั้น ที่เหลือยังไม่รู้นั้น คงเป็นปรัชญาสำหรับผู้นั้นไปก่อน จนกว่าจะรู้ จึงกลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป, สำหรับผู้ที่รู้ถึงที่สุดแล้ว เช่น พระองค์เอง และพระอรหันต์ทั้งหลาย พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์สำหรับท่านโดยตรง ไม่เป็นปรัชญาเลย. ที่ว่าเป็นทางดำเนินแห่งชีวิตนี้ หมายถึงว่าเป็นเรื่องทำ ไม่ใช่เรื่องเรียนเฉย ๆ. พุทธศาสนามีพิเศษอยู่อย่างใหญ่หลวงอีกอย่างหนึ่ง คือว่าทำความพอใจให้ได้พร้อมกันทั้งสองทาง คือทางที่เอาเหตุผลเป็นใหญ่ และเอาความรู้สึกของจิตใจเป็นใหญ่, ข้อนี้เองเป็นเหตุให้เกิดความกลมกลืนกับลัทธิข้างเคียงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ใครจะทำบุญเพราะอยากได้ของตอบแทน คือสวรรค์ก็ได้ นี้ถือเอาตามความรู้สึกของจิตใจเป็นใหญ่, หรือใครจะทำบุญเพราะเห็นว่ามันเป็นประโยชน์แก่โลกก็ได้ ซึ่งถือเอาเหตุผลเป็นประมาณ ไม่ขัดขวางกันเข้ากันได้. คนนอกศาสนาจึงไม่รังเกียจพุทธศาสนา เท่ากับที่พุทธศาสนาไม่รังเกียจเขา. จึงเป็นเหตุอันสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งทำให้ต้องรับรองกันขึ้นว่า พุทธศาสนาที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้น ต้องไม่ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งอย่างใดขึ้นเลยเป็นอันขาด และเหมาะสมแล้วที่จะเป็นศาสนากลางของ
น.475 ๑๖๗ โลกหรือศาสนาสากล. ลักษณะอันกลมกล่อมนี้ ทำให้ศาสนานี้รับเอาภาวะต่าง ๆ เข้ามากลมกลืนกับตัวเองได้ คืออาจดูศาสนานี้แล้วพอใจ ไม่ว่าจะดูกันด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ หรือนักศาสนา นักปรัชญา นักจิตวิทยา นักธรรมจรรยา หรือแม้ที่สุดแต่นักศิลปะผู้มองสิ่งทั้งปวงแต่ในแง่ของความดึงดูดใจก็ตาม. และประโยคสุดท้ายที่ นายฮัมเฟร่ย์ เขียนไว้เพื่อแสดง ความกลมกล่อมที่น่าแปลกประหลาดของพุทธศาสนานั้น ก็คือว่า เมื่อเราจะเอามนุษย์เป็นเกณฑ์กันแล้วสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำเอาได้เอง จึงจะเป็นที่แน่นอนว่าสิ่งนั้นเหมาะสำหรับมนุษย์จริง ๆ โดยไม่ต้องระแวงสงสัย. เพราะฉะนั้น เขาจึงชี้ลงไปว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างตัวเอง และควบคุมตัวเองไปในตัวเสร็จ มิฉะนั้นก็ไม่ควรจะถือว่า เป็นมนุษย์เลย. เมื่อได้ชี้ให้เห็นว่า ๑๒ ข้อ นายฮัมเฟร่ย์ มีอยู่เป็นข้อๆอย่างไร พอที่ท่านจะนำไปคิดได้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว เราก็มาถึง ปัญหาสุดท้าย คือ :– ปัญหาที่ว่า เราจะเห็นด้วยกับ นายฮัมเฟร่ย์ เพียงไร ในการที่จะถือว่า หลัก ๑๒ ข้อนี้ เป็นหลักพุทธศาสนา
น.476 ๑๖๘ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ควรแก่การถือเป็นหลักพุทธศาสนาระหว่างชาติ และช่วยกันเผยแผ่ตามหลักนี้. เรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่อยู่ฐานะที่จะแสดงความคิดเห็นเป็น ส่วนรวม เพราะว่าตามหลักของพุทธศาสนาที่กล่าวมาแล้ว ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดของตัวเอง. แต่ถ้าใครมีความเห็นพ้องและ ไม่พบข้อที่ควรจะแก้ไขเพิ่มเติมในบัดนี้ ก็น่าจะยอมรับด้วย ความเปิดเผยว่า นายฮัมเฟร่ย์ได้ทำประโยชน์ให้แก่ศาสนาอัน เป็นที่รักร่วมของเรา และลองติดต่อกับเขา เพื่อหาทางทำการ เผยแผ่ศาสนาบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับการเมืองอะไรมากไปกว่าการ ทำโลกทั้งสิ้นให้รักใคร่กลมเกลียวกัน เพื่อหิตประโยชน์ของ มนุษยชาติในส่วนรวม ตามหน้าที่ของสาวกแห่งพระศาสดาที่ โลกยอมรับว่า เป็นเจ้าของศาสนาที่ทำการเผยแผ่เป็นศาสนา แรกในโลกนั้น เทอญ.
น.478 Twelve Principles of Buddhism [ February, 1948 ] [These Principles, drafted for the use of Western Buddhists have been translated into Japanese, Chinese, Siamese, Burmese, and Sinhalese. In Japan, the seventeen major sects approved them; the late Venerable Tai Hsü approved them on behalf of millions of Chinese Buddhists; the Supreme Patriarch of Siam, after consulting the Bud- dhists Order, approved them: responsible lay Buddhists have approved them in Burma and Ceylon. They are in process of adoption by Buddhist organisations in various European countries and in the U.S.A. They may become the common platform for a world Buddhism] Gotama, the Buddha, was born in North India in the 7th Century B.C., the son of a reigning prince. At the age of thirty, dissatisfied with luxury when life was filled with suffering he set forth as a wanderer to seek deli- verance from suffering for all mankind. After years of spiritual search he attained to self-enlightenment, and was thereafter known as the Buddha, "the All-Enlightened One." For the rest of his life he taught to all who came to him the "Middle Way" which leads to the end of suffer- ing. After his passing his teaching was carried far and wide, until to-day nearly one-third of humanity regards
น.479 ๑๗๑ the Buddha as the Guide who, having reached Deliverance, proclaims the means of reaching it to all mankind. Buddhism to-day is divided, broadly speaking, into the Southern School, the Hinayana, or Thera Vada , "the Teaching of the Elders," including Ceylon Burma, Siam and parts of India [which is not, however, any longer a Buddhist country], and the Northern School, or Mahayana, which covers Tibet, South Mongolia and mil- lions of the population of China and Japan. These schools, completely tolerant towards each other, are the comple- mentary aspects of one whole. Buddhism is called the Religion of Peace because there has never been a Buddhist war, nor has any man at any time been persecuted by a Buddhist organisation for his beliefs or the expression of them. The following are some of the basic truths or principles of Buddhism :- [1] Self-salvation is for any man the immediate task. If a man lay wounded by a poisoned arrow he would not delay extraction by demanding details of the man who shot it, or the length and make of the arrow. There will be time for ever increasing understanding of the Teaching during the trading of the Way. Meanwhile, begin now by facing life as it is, learning always by direct and personal experience. [2] The first fact of existence is the law of change or impermanence. All that exists, from a mole to
น.480 ๑๗๒ a moutain, from a thought to an empire, passes through the same cycle of existence - i. e., birth, growth, decay and death. Life alone is continuous, ever seeking self-expres- sion in new forms. "Life is a bridge; therefore build no house on it." Life is a process of flow, and he who clings to any form, however splendid will suffer by resisting the flow. [3] The law of change applies equally to the 'soul'. There is no principle in an individual which is immortal and unchanging. Only the "Namelessness," the ultimate Reality, is beyond change, and all forms of life, including man, are manifestations of this Reality. No one owns the life which flows in him any more than the elec- tric light bulb owns the current which gives it light. [4] The universe is the expression of law. All effects have causes, and man's soul or character is the sum total of his previous thoughts and acts. Karma, meaning action-reaction, governs all existence, and man is the sole creator of his circumstances and his reaction to them, his future condition, and his final destiny. By right thought and action he can gradually purify his inner nature, and so by self-realisation attain in time liberation from rebirth. The process covers great periods of time, involving life after life on earth, but ultimately every form of life will reach Enlightenment.
น.481 ๑๗๓ [5] Life is one and indivisible, though its ever- changing forms are innumerable and perishable. There is, in truth, no death, though every form must die. From an understanding of life's unity arises compassion, a sense of identity with the life in other forms. Compassion is described as "the Law of laws-eternal harmony", and he who breaks this harmony of life will suffer accordingly and delay his own Enlightenment. [6] Life being One, the interests of the part should be those of the whole. In his ignorance man thinks he can successfully strive for his own interests, and this wrongly-directed energy of selfishness produces suffering. He learns from his suffering to reduce and finally eliminate its cause. The Buddha taught four Noble Truths: [a] The omni-presence of suffering; (b) its cause, wrongly directed desire; [c] its cure the removal of the cause; and [d] the Noble Eightfold Path of self-development which leads to the end of suffering. [7] The Eightfold Path consists in Right (or per- fect) Views or preliminary understanding, Right Aims or Motive, Right Speech, Right Acts, Right Livelihood, Right Effort, Right Concentration or mind-development, and finally, Right Samadhi, leading to full Enlightenment. As Buddhism is a way of living, not merely a theory of life, the treading of this Path is essential to self-deliverance. "Cease to do evil, learn to do good, cleanse your own heart: this is the Teaching of the Buddhas."
น.482 ๑๗๔ [8] Reality is indescribable, and a God with attributes is not the final Reality. But the Buddha, a human being, became the All-Enlightened One, and the purpose of life is the attainment of Enlightement. This state of Consciousness, Nirvana, the extinction of the limi- tations of self-hood, is attainable on earth. All men and all other forms of life contain the potentiality of Enlighten- ment, and the process therefore consists in becoming what you are. "Look within: thou art Buddha." [9] From potential to actual Enlightenment there lies the Middle Way, the Eightfold Path "from desire to peace," a process of self-development between the "op- posites," avoiding all extremes. The Buddha trod this Way to the end, and the only faith required in Buddhism is the resonable belief that where a Guide has trodden it is worth our while to tread. The Way must be trodden by the whole man, not merely the best of him, and heart and mind must be developed equally. The Buddha was the All-Compassionate as well as the All-Enlightened One. [10] Buddhism lays great stress on the need of inward concentration and meditation, which leads in time to the development of the inner spiritual faculties. The subjective life is as important as the daily round, and periods of quietude for inner activity are essential for a balanced life. The Buddhist should at all times be "mind- ful and self-possessed," refraining from mental and emo- tional attachment to "the passing show." This increasingly watchful attitude to circumstance, which he knows to be
น.483 ๑๗๕ his own creation, helps him to keep his reaction to it always under control. [11] The Buddha said: "Workout your own salvation with diligence." Buddhism knows authority for truth save the intuition of the individual, and that is authority for himself alone. Each man suffers the conse- quences of his own acts, and learns thereby, while helping his fellow men to the same deliverance; nor will prayer to the Buddha or to any God prevent an effect from following its cause. Buddhist monks are teachers and exemplars, and in no sense intermediates between Reality and the indivi- dual. The utmost tolerance is practised towards all other religions and philosophies, for no man has the right to interfere in his nieghbour's journey to the Goal. [12] Buddhism is neither pessimistic nor "esea- pist," nor does it deny the existence of God or soul, though it places its own meaning on these terms. It is, on the contrary, a system of thought, a religion, a spiritual science and a way of life, which is reasonable, practical and all- embracing. For over two thousand years it has satisfied the spiritual needs of nearly one-third of mankind. It appeals to the West because it has no dogmas, satisfies the reason and the hearth alike, insists on self-reliance coupled with tolerance for other points of view, embraces science, religion, philosophy, psychology, ethics and art, and points to man alone as the creator of his present life and sole designer of his destiny. Peace to all Beings.
น.484 [รูปภาพ] พิมพ์ที่กรุงสยามการพิมพ์ ๔-๑๐ ถนนราชบพิธ กรุงเทพฯ โทร. ๒๒๕๒๑๗, ๒๒๕๔๔๖ นายจุมพล เชษฐพงศ์พันธุ์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๗
น.485 หนังสือน่าสนใจ ของ ธรรมบูชา ที่กำลังจะออกตามมา
น.486 พ่อแม่ - รักลูกไม่เป็น ! ! พ่อแม่ยุคใหม่ รักลูกไม่เป็น ที่รักไม่เป็น เพราะตามใจตัว ไม่รู้จัก บังคับใจตัวเอง ดำรงใจตัวเอง ไม่ให้เห็นแก่ตัว เขาก็เลยเห็นแก่ตัวจัดจน ประกอบอาชีพที่เป็นภัยแก่ลูกหลาน อาทิ โรงอบอาบนวด โรงแรมม่านรูด ไนท์คลับ โบว์ลิ่ง การพนัน ล๊อตเตอรี่ของรัฐและเอกชน ผลิตและจำหน่าย สิ่งเสพติดกันอย่างแพร่หลาย มีเฮโรอีน สุรา เบียร์ บุหรี่ แพร่ภาพและ สิ่งพิมพ์ที่ลามกอนาจาร ทำเครื่องมือสำหรับประหัตประหารกัน แล้วยังทำ ตัวเป็นฮิปปี้ เป็นผีเสื้อให้ลูกหลานดูตำตาอีก แล้วปากก็ร้องตะโกนว่า "เด็กสมัยนี้หาดียาก" ใครเล่าเป็นคนสร้างสิ่งเลวร้ายขึ้นในสังคม เด็ก หรือผู้ใหญ่กันแน่ ? เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรวัยรุ่น แก้ปัญหาเด็กเกเร ไม่อยู่ในโอวาท ของพ่อแม่เราทุกคนต้องการให้ลูกหลานเป็นคนดี เราจะต้องหาทางกำจัดสิ่ง ที่เป็นภัยต่อลูกหลานดังกล่าวให้หมดไป และพร้อมกันนั้น เราทุกคนจะต้อง รักลูกให้ถูกทาง นักเรียน นิสิตนักศึกษา ต่อไปท่านจะต้องเป็นพ่อ - แม่ของเด็ก ท่านจะต้องทราบถึงหน้าที่ของพ่อ - แม่ไว้ล่วงหน้า กระทรวงศึกษา ฯ เขา ไม่จัดให้ท่านได้เรียน ท่านก็จะศึกษาเอาด้วยตนเอง นั้นคือ รักลูกให้ถูก ทาง ของ ท่านปัญญานันทภิกขุ มี ๓ ภาค ๆ ละ ๑๒ เรอง รวม ๓๖ เรื่อง ขณะนี้รักลูกให้ถูกทางภาค ๑ ออกจำหน่ายแล้ว เล่มละ๗ .- ค่า สั่ง ๒ .- มีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒
น.487 บวช เพื่ออะไร ? โดยส่วนใหญ่ เราไม่รู้ว่า บวชทำไม? บวชเพื่ออะไร? จนเป็นที่ ล้อเลียนว่า ". . . บวชลี้ บวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนี สงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน ... " อย่างนี้มัน น่าสมเพชเวทนา เราจะต้องรู้ว่า บวชนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว หรือ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ ท่านจะทราบได้จาก - การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ... ๒ .- - จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ... ๘.- ท่านทำลายความเห็นแก่ตัวลงได้เท่าใด ท่านมีสิทธิได้รับเครื่องบูชา คุณจากชาวบ้านได้มากเท่านั้น ถ้าผิดจากนี้จะกลายเป็นบวชเพื่อหลอกลวง ชาวบ้านด้วย นายทุนสร้างลัทธิคอมมูนิสต์ สร้างโดยวิธีอย่างไร ท่านจะทราบได้จาก - ทิฏฐิ คืออะไร ? - จิต คืออะไร ? มีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒
น.488 ข้อคิดข้อเขียนที่แหวกแนว-ล้ำยุค !!! น.ส.พ. เกือบ ๑๐ ฉบับ ปรบมือให้เกียรติ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ทั่วประเทศใช้เป็นหนังสือสำหรับศึกษาค้นคว้า ประชาชนทั่วไปทั้งในและ ต่างประเทศหยิบอ่านแล้ววางไม่ลง ต้องพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นจำนวนร่วม ๑๐๐,๐๐๐ เล่มแล้ว นั่นคือ นิยายชีวิต ของ "แพรเยื่อไม้" ได้แก่ ๑. หลวงตา เล่ม ๑ เล่มละ ๘ บาท ๒. หลวงตา เล่ม ๒ เล่มละ ๑๐ บาท ๓. หลวงตา เล่ม ๓ เล่มละ ๘ บาท ๔. ของฝากจากหลวงตา เล่มละ ๑๐ บาท ๕. หลวงตา ชุด กระโหลกหัวเราะ เล่มละ ๑๐ บาท ๖. หลวงตา ตอน บ้าน้ำลาย เล่มละ ๑๐ บาท ๗. กงกรรม - กงเกวียน เล่มละ ๘ บาท ๘. ริมฝั่งน้ำ เล่มละ ๕ บาท ๙. อเทนราช (ปกแข็ง) เล่มละ ๑๕ บาท ๑๐. หลวงตา ชุด เพลงศาสนา เล่มละ ๑๐ บาท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒ (ค่าส่งเล่มละ ๒.๕๐)
น.489 โลกกำลังจะวินาศเพราะการศึกษา !!! เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ว่าการศึกษาเจริญ บางคนมีปริญญายาวเป็นหาง แต่ โลกกำลังเต็มไปด้วยความเดือดร้อนระส่ำระสายเพราะการเบียดเบียนกัน นายทุนขูดรีดคนยากจนทั่วไปหมด คนอยากจนอดอยากยากแค้นมีมากขึ้น ข้าราชการล้วนแต่มีการศึกษาสูง ๆ แต่ก็ปรากฏว่ามีการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์ บังหลวงเต็มไปหมด โจรผู้ร้ายชุกชุมมากขึ้น ๆ "การแสวงหาความสุขบน ความทุกข์ของผู้อื่น การแสวงหาความสมบูรณ์ด้วยการพยายามทำให้ผู้อื่น ขาดแคลน เป็นวิธีการของโจรใจชั่ว ... " (จากเรื่องหนี้รักในเล่มของฝาก จากหลวงตา) ซึ่งเป็นโจรเหนือกฎหมาย มีทั่วไปทุกมุมเมือง อย่างนี้เราจึงเห็นได้ว่า การศึกษาแผนปัจจุบันทั่วโลกผิด อย่างแน่นอน ผิดทั้งฝ่ายศาสนจักร์และฝ่ายอาณาจักร์ เพราะอะไรจึงผิด ? ผิดตรงที่ไม่มีการวางแผนการศึกษาที่จะทำให้ ผู้ศึกษาสามารถทำลายสัญชาตญาณอย่างสัตว์ อันเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเลย ตรงข้ามการศึกษาแผนปัจจุบันกลับส่งเสริมให้สัญชาตญาณอย่างสัตว์สูง ขึ้น ๆ ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้น ๆ จึงต้องเบียดเบียนกันดังที่เราเห็นกันอยู่ ดังนั้น ผู้บริหารประเทศ ของทุกชาติ หากรักที่จะให้บ้านเมือง สงบสุข ท่านจะต้องรีบวางแผนการศึกษาเสียใหม่ ให้ผู้ศึกษารู้จักวิธีบังคับ จิต ควบคุมจิต ดำรงจิต เพื่อให้อยู่เหนืออิทธิพลของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ โดยรีบด่วนที่สุด วิธีการมีอยู่ในศาสนาทุกศาสนา นั่นก็คือให้ทุกคนรู้วิธี ควบคุมจิต บังคับจิต ดำรงจิต ตั้งแต่ขณะยังเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา
น.490 หากไม่บรรจุวิชาดังกล่าว เข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนแล้ว ผู้ บริหารประเทศของทุกชาติก็คือฆาตกรหฤโหด หรืออาชกรสงคราม ที่ทำ ให้โลกร้อนเป็นไฟมากขึ้น ๆ นี่แหละ โลกกำลังจะวินาศเพราะการศึกษาแผนปัจจุบัน ข้อพิสูจน์ ท่านจะเห็นได้จาก งานของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่ง สวนโมกข์ ไชยา คือ :- - การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ - สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย - การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ - สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู - การศึกษาคืออะไร - โลกขาดแม่ เพราะการศึกษา ? หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒
Buddhadasa