Buddhadasa.org

เขียนมา-ตอบไป ตอนที่ ๑๕ — ๑๓. กรรม กับ อนัตตา เป็นหลักธรรมที่ขัดกันหรือไม่?

เขียนมา-ตอบไป — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เขียนมา-ตอบไป (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.364 ๕๔ ปัญหาข้อ ๑๓ ถาม: กรรมกับอนัตตาขัดกันหรือไม่ ? ถ้าอนัตตาไม่มีอะไร ทำไมจึงมีกรรรมส่งผล ? เกิดใหม่นั้นคืออะไร? ผมมีปัญหาใหญ่ข้องใจไม่รู้หาย คือปัญหาว่า หลัก กรรม กับ หลักอนัตตา ขัดกันหรือไม่. อนัตตาไม่มีอะไร แต่ ทำไมจึงมีกรรมส่งผลดีชั่ว. และการที่ไปเกิดใหม่นั้นคืออะไร. ปัญหานี้จะเป็นปัญหาหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมติดใจ เอามาก ๆ และจะไม่สบายใจเลย ถ้ายังไม่สามารถจะจับหลักได้ และเมื่อตอบมาแล้ว ก็อาจยังไม่เข้าใจเลย หรือบางส่วน ซึ่ง จะต้องขอถามจนถึงที่สุด จึงกราบเรียนไว้ก่อน. ส.ญ. พระนคร ๔ ตุลาคม ๒๔๘๔ ตอบ : ขอทำความเข้าใจเป็นพิเศษเสียก่อนว่า เรื่องกรรมกับ อนันตตาลึกซึ้งเข้าใจยาก เมื่อเริ่มอธิบายโดยละเอียดเต็มที่เสีย ทีเดียวในเบื้องต้น, ตามที่เคยพบมาแล้ว, ปรากฏว่า ทำให้ ยากแก่การฟัง จนบางคราวผู้ฟังงงไปหมด. จึงในที่นี้จะได้ อธิบายเค้าหยาบ ๆ ในเบื้องต้น ให้เข้าสู่ทางไว้เสียทีหนึ่งก่อน

น.365 ๕๕ แล้วจึงอธิบายหลักที่ละเอียดและเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน ของมัน อีกขั้นหนึ่ง. เมื่อได้เฟ้นหาประเด็นที่ถาม และความรู้สึกของผู้ถาม แล้ว พบว่าปัญหามีอยู่เป็นสองตอน. ตอนแรกถามถึงกรรมกับ อนัตตาขัดกันหรือไม่. ตอนหลังเกิดใหม่คืออะไร. ส่วนปัญหา ตอนแรกนั้นแสดงความรู้สึกของผู้ถามชัดอยู่แล้ว ว่าผู้ถามเห็น ว่าขัดกัน จึงได้ถามประกอบไว้ด้วยว่า อนัตตาไม่มีอะไร ทำไมจึงมีกรรมส่งผล. ที่แสดงความรู้สึกไว้ว่าไม่ทราบว่าคำถาม เช่นนี้ ควรจะเป็นปัญหาหรือไม่นั้น เป็นการแสดงความกลัว ไว้มากสักหน่อย เพราะปัญหานี้ เกิดขึ้นโดยเอาเรื่อง วิสัยโลก กับ โลกุตตระ มาไขว้กันอย่างจับผลัดจับผลู. จับพลัดจับผลู อย่างไร จะอธิบายในตอนตอบอย่างละเอียด. คำตอบอย่างย่อ หลักอนัตตานั้น มีความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา : คือคนหรือสิ่งที่สมมตนามว่าคนนั้น ก็เป็นอนัตตา, กรรมดีชั่วที่เขากระทำ ก็เป็นอนัตตา, วิบากที่เป็นผลของกรรม ที่เป็นบุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นอนัตตา คนผู้เสวยผลกรรมนั้นก็เป็นอนัตตา. กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขัด

น.366 ๕๖ กัน. หลักทฤษฎีเรื่อง กรรม กับหลักทฤษฎีเรื่อง อนัตตา ไม่ ขวางกันแต่อย่างใด. ถ้าถามว่า กรรมเป็นอนัตตาแล้ว ทำไมจึงเกิดผล หรือให้เกิดผลขึ้นได้เล่า. ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาทั่วไปไม่ว่า การเคลื่อนไหวของอะไร คือทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายจิต, เมื่อมีการ เคลื่อนไหว ย่อมมีผลกระท้อน (Reaction). ถ้าเป็นฝ่ายจิต ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีความคิดและเจตนาผลกระท้อนส่วนมาก ย่อม ให้เกิดความเป็นผลที่บ่อเกิด คือ Action ของมันนั่นเอง. แต่ ว่าการเคลื่อนไหวนั้นก็ดี ผลกระท้อนนั้นก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น กรรมจึงให้ผลได้ทั้งที่เป็นอนัตตา. ความรู้สึกซึ่งผู้ถามกำลังมีอยู่ในบัดนี้ว่าเราทำกรรม เรา ต้องได้รับผลกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นผลกระท้อนมาจากเหตุ หรือการกระทำทางจิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน, ซึ่งจะเป็นฝ่าย ความรู้หรือฝ่ายอวิชชา ก็ได้เท่ากัน. การยึดถือกรรม ก็เป็น ผลกระท้อนอย่างเดียวกันกับความรู้สึกที่ว่ามาแล้ว. เพราะเหตุ นั้น จึงไม่มีปัญหาอันใดเลยที่ว่า ความรู้สึก หรือความยึดถือ เหล่านั้นจะไม่พลอยเป็นอนัตตา คือไร้ตัวตน ไปด้วย. เป็น อนัตตา คือ ไร้ตัวมันเอง มีแต่ความไหลไปตามเหตุปัจจัย, แต่มันได้ยึดถือเอาความไหลไม่ขาดสาย จนสำคัญเป็นตัวเดียว

น.367 ๕๗ นั่นแหละเป็นตน, แล้วยังถือว่าเป็นตัวตนยืดยาวไปถึง การ เคลื่อนไหวและผลกระท้อนตามอำนาจแห่งเหตุ ซึ่งจะมีต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ว่าเป็นของ ๆ มันอีกด้วย. เพราะเหตุนี้เอง มัน จึงมีความรู้สึกว่าตัวตน หรือมีตัวตนได้ ทั้งๆ ที่มันทั้งปวงนั้น เป็นอนัตตาอยู่ในตัวมันเอง. เพราะกรรม ให้ผลได้ทั้งที่มันเป็นอนัตตา และเพราะ มูลเหตุ คือ ความหลงของมนุษย์ อาจยึดถือตัวเองว่าตัวตน ได้ ทั้งที่ตัวความหลงนั้น กับทั้งสิ่งที่มันยึดถือ ก็ล้วนแต่เป็น อนัตตาด้วยกัน กรรมกับอนัตตาจึงไม่ขวางกันเลย. จะมีความ สำคัญผิดว่าขวางกันได้บ้าง ก็ต่อเมื่อไม่มองเห็นความเป็น อนัตตาของกรรมเท่านั้น, คือ เข้าใจกรรมอย่างสมมต แต่ไป เข้าใจอนัตตาอย่างความจริง. เมื่อใดเข้าใจทั้งกรรมและอนัตตา ในด้านความจริงแท้ (Ultimate Truth) ด้วยกันทั้งสองแล้วจะ เห็นว่าไม่ขวางกันเลย ซึ่งความข้อนี้ จะได้อธิบายในตอนคำ ตอบอย่างละเอียดต่อไป. ส่วนที่ถามว่า "เกิดใหม่" คืออะไรนั้น ขอตอบว่า เมื่อกล่าวในด้านความจริงแท้แล้วความเกิดใหม่ไม่มี, มีแต่ตอน หนึ่งของความไหลเวียนของสิ่งที่ยังอยู่ภายใต้อำนาจแห่งเหตุ, หรือกล่าวให้ง่ายขึ้นอีกหน่อย ก็มีแต่ความกลับงอกใหม่ ของ

น.368 ๕๘ สิ่งที่ยังไม่หมดเชื้อ. อย่าลืมเสียว่า เชื้อนั้นก็ดี ต้นที่งอกงาม แล้วก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ตามความจริง นั้น คน ไม่มี, เมื่อคนไม่มีแล้ว ความตายหรือความเกิดใหม่ ของเขาจะมีขึ้นมาอย่างไรได้เล่า ถ้าไม่กล่าวตามนัยแห่งความจริงแท้ คือกล่าวกันอย่าง โวหารโลกธรรมดา หรือที่เรียกว่าสมมตแล้ว คนมี, การตาย และการเกิดใหม่ของคนก็มีด้วย, ทั้งนี้เพราะว่า ได้เอาสมมต นามว่า คน เข้าไปสวมให้ที่กลุ่มของธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง กำลังหมุนเวียนไป, และเอาสมมตนามว่า ตาย ไปสวมให้ที่ อาการตอนหนึ่ง แห่งความไหลเวียนอันยืดยาวของกลุ่ม ธรรมชาติที่ยังไม่หมดเหตุอันนั้น, และได้เอาคำว่า เกิดใหม่ ไปสวมให้ที่อาการตอนหนึ่ง แห่งความไหลเวียนนั้นเองอีก เหมือนกัน, แปลกกันแต่คำแรกเป็นการที่แสดงความสลายออก ของส่วนที่เป็นวัตถุหยาบๆ และคำหลังเป็นอาการที่แสดงความ กลับคุมกันขึ้นใหม่, สิ่งที่สลายไป และกลับคุมกันเข้าใหม่ บางเวลา ซึ่งได้แก่ฝ่ายรูปธรรมนั้นก็ดี, และสิ่งที่ไม่แสดงอาการ หยาบ ๆ เช่นนั้น แต่แสดงอาการเกิดดับถี่ยิบยิ่งกว่านั้น ซึ่งได้ แก่ฝ่ายนามธรรมหรือจิต ซึ่งเป็นตัวยืนโรงให้รูปเกิด ดับ อย่างหยาบ ๆ นั้นก็ดี, ล้วนเป็นอนัตตา, เพราะเหตุนี้เอง คำ

น.369 ๕๙ ว่า "การเกิดใหม่" นั้น เป็นของจริงเฉพาะเมื่อกล่าวกันอย่าง โลก ๆ หรืออย่างสมมต, แต่เป็นของหลอก ในเมื่อกล่าวกัน อย่างความจริงขั้นปรมัตถ์ (Ultimate Truth). จึงสรุปความในตอนนี้ได้ว่า ก. ตามแง่โลก เกิดใหม่ คือคนเราตายแล้วเอาวิญญาณ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางไปตั้งการเกิดใหม่ เหมือนนกถูกรื้อรัง มัน ไปสร้างรังเอาใหม่. ข. ตามแง่ปรมัตถ์ เกิดใหม่ คือคำนามที่จิตอันเต็ม ไปด้วยความหลง ได้เอาไปสวมครอบให้แก่อาการตอนหนึ่งของ กลุ่มธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่กำลังหมุนเวียนไป แล้วยึดถือไว้ใน ฐานเป็นของตน ทำนองเดียวกับที่ได้ยึดตัวของมันเอง (ซึ่ง เป็นแต่เพียงเกลียวหมุน) ว่าเป็นตัวตนของมัน ซึ่งเป็นเจ้าของ อาการ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของมัน. ต่อไปนี้ เป็นตอนตอบอย่างละเอียด. คำตอบอย่างละเอียด กรรมกับอนัตตา ปัญหามีอยู่ว่า อนันตตาไม่มีตัวตนอะไร แต่ทำไมจึง มีกรรมดีกรรมชั่ว ส่งผลให้ผู้ทำเป็นคนดีคนชั่ว มีผู้ทำเป็นผู้

น.370 ๖๐ รับผลของกรรม. ปัญหานี้เกิดขึ้นและขวางกันอยู่ในตัวเอง เพราะเหตุว่า ไปรับเอาความหลุดพ้น มาปนเปกับความที่ยัง ไม่หลุดพ้นจากอุปาทาน. อนันตานั้น เป็นอนันตาหมดทั้งผล กรรม คนผู้รับผลกรรมทั้งความดีความชั่ว กระทั่งถึงพระ นิพพานเอง ก็เป็นอนัตตา. นี้เป็นฝ่ายโลกุตตระหรือวิมุติ คือ เป็นความจริงจนหลุดพ้นจากอุปาทาน ไม่มีความรู้สึกว่าอะไร เป็นอัตตา หรือตัวเราตัวเขา หรือตัวอะไรของอะไร. ส่วนอีกฝ่าย หนึ่งนั้น คือ ฝ่ายโลกิยะ หรือยังไม่วิมุติ ยังมีความรู้สึกตาม อุปาทาน ที่มีมาเดิมในสันดาน เห็นตัวเป็นตัว เห็นกรรมเป็น ตัวกรรมดีชั่ว ซึ่งตัวจะเป็นผู้ทำ แล้วได้รับผลเป็นของตน ยึดถือเอานิพพานไว้ล่วงหน้า ว่าเป็นตัวอันหนึ่ง ซึ่งตัวจะเอา มาเป็นของตัวได้วันหนึ่ง. ฝ่ายนี้ มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็นอย่างหนึ่งเสมอ, จึงตรงกันข้าม กับฝ่ายโน้น ซึ่งหมดตัวและไม่มีผู้อยาก ไม่มีผู้ได้ ผู้เสีย ผู้เป็น โดยสิ้นเชิง. เมื่อความรู้สึกมีอยู่อย่างฝ่ายนี้ แล้วไป หยิบเอาอนัตตามาครอบให้ตัวเอง โดยสักว่าได้ฟังมา หรือจาก ทางหนึ่งทางใดก็ตาม ก็เกิดขัดกันขึ้นกับความรู้สึกว่า ฉันมี ตัวของฉันนี่, ฉันยังจะเอาผลดีผลชั่วที่ฉันทำไว้ ฉันไม่ยอมให้ มันแก่อนัตตาไป ฉันยังจะกิน จะใช้ ยังจะต้องเจ็บต้องไข้

น.371 ๖๑ ต้องรักษาพยาบาลมัน จะต้องมีเงินทำศพ จะต้องมีทุนสำหรับ สร้างอะไรไว้ เพื่อสวรรค์ในชาติหน้า ฉันจะตายอย่างอุ่นหนา ฝาคั่ง เหล่านี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ปัญหา เกิดขึ้นเนื่องจากไปหยิบเอาอนัตตามาครอบให้แก่ตัวอัตตา. (จิต ที่ยังถืออัตตา คือเต็มอยู่ด้วยอุปาทาน จะไปเอาเสื้ออนัตตามา สวมเข้าไม่ได้เลย จะเกิดเรื่องเช่นว่านี้. เพราะฉะนั้น จงพลิก ตัวอัตตานั้นแหละ ลงเป็นอนัตตาให้ได้เสียเอง ก็จะเข้าขีด นิพพาน ซึ่งอยู่พ้นหรือเหนือความมีตัวเรา เหนือกรรมทุกอย่าง เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนืออะไรทุกอย่าง และโกยสิ่งเหล่านั้นโยนไว้ฝ่ายโน้น คือฝ่ายโลกิยะ ให้มันรก รุงรังกันอยู่แต่ฝ่ายโน้นเถิด). เมื่อกรรมหรือผลกรรม ตามขึ้น มาฝ่ายนี้ไม่ถึงแล้ว มันจะมาขัดกับอนัตตาได้อย่างไร. ขอแต่ว่า ที่ว่าอนัตตานั้น ให้มันเป็นอนัตตาที่แท้จริง คือเป็นจริงก็แล้ว กัน, อย่าให้เป็นเพียงเสื้ออนัตตาที่ยืมมาสวม ตามเสียงที่ได้ยิน ได้ฟังมา หรือรับเข้าไว้ในฐานเป็นเพียงความจำ คล่องปาก ของคนแก่วัด ก็แล้วกัน. อนัตตา อยู่ร่วมกันไม่ได้กับอุปาทาน. ความยึดถือ ว่าเรา ว่าผลกรรมของเรา หรือตู่เอาล่วงหน้าว่านิพพานของเรา อันเป็นความรู้สึกตามธรรมดา หรือของคนธรรมดา, นั่นคือ

น.372 ๖๒ อุปาทาน. อุปาทานนี้ มาจากอวิชชา หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพวกอวิชชา. ความเห็นจริง ตามที่เป็นจริงด้วยอริยปัญญา ในตัวเรา ในผลกรรมของเรา ในอะไร ๆ ทุกสิ่งว่ามีความจริง อย่างไร ย่อมทำให้เห็นความไม่มีตัวตนในสิ่งเหล่านั้น, ความ ยึดถือหรืออุปาทานจึงร่วงหลุดไป คือเห็นอนัตตาในภายใน จริง ๆ. ผลกรรม หรือความดีความชั่วจึงไม่อาจขัดขวางกับ อนัตตาได้เลย เพราะมันก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน. ทุกสิ่งเป็น อนัตตา ทุกสิ่งหมายถึงทุกๆ สิ่งจริงๆ คือ ทั้งตัวเรา กรรม และผลกรรมของเรา ความเกิด ความตาย และความเกิด ใหม่ของเราเหล่านี้เป็นอนัตตา. ตัวเรานี้ มิใช่ตัวเรา คือเป็นอนัตตาฉันใด สิ่งอื่น ๆ ก็สักว่าธรรม หรือสิ่ง ๆ หนึ่งมิใช่ตัวใคร ตัวมัน ตัวเขา ที่ไหนเลย ที่ว่าสักว่า ธรรม นั้น, คำว่า ธรรม หมาย ถึงธรรมชาติ หรือสิ่งอันไหล ไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง, หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกตรงและลึกไปกว่านั้น ก็มิได้มีสิ่งอะไรเลย (มีแต่เกลียวของความหมุนของสิ่งที่หมุน ซึ่งเมื่อไล่ละเอียดลง ไป ก็เป็นเพียงธาตุส่วนหนึ่ง ๆ หมุนไป ทั้งฝ่ายรูปธาตุและ วิญญาณธาตุ. กรรมคือกิริยาของสิ่งเหล่านั้น, ก็คือกิริยาของ รูปธาตุและนามธาตุทั้งสองฝ่าย. ฝ่ายรูปธาตุเป็นตัวเคลื่อนไหว,

น.373 ๖๓ ฝ่ายนามธาตุเป็นเจตนาภายใน. ธาตุที่ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หมุนสืบมาจากเหตุปัจจัยข้างต้นอีกต่อหนึ่ง การหมุนของมันก็มี เหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง ตัวมันเองก็มีเหตุปัจจัยส่วนหนึ่ง, ฝ่ายรูป ก็เปลี่ยนไป ฝ่ายนามก็เปลี่ยนไป เพราะเหตุว่ามันหมุน การ เปลี่ยนย่อมเป็นไปในอาการสามอย่าง คือ เจริญขึ้น ทรงตัวอยู่ แตกดับไป นี้เท่านั้น. เกลียวที่ไหลเชี่ยวไปนี้ มีกำลังดันให้ หมุนไปในตัวมันเอง เช่นเดียวกับรถยนต์คันหนึ่ง มีการแล่น ไปหมุนไป และพร้อมกันนั้นมีส่วนที่ทำกำลังงานสำหรับให้วิ่ง นั้นด้วย, และส่วนที่ทำกำลังงานนั้น ก็มีเหตุปัจจัยส่วนที่ให้มัน ทำงานนั้นด้วย คือ คนผู้ขับ น้ำมัน อากาศ เป็นต้น, ซึ่งแต่ ละส่วน ๆ นั้น ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันต้องทำหน้าที่ หรือทำ งานเช่นนั้น ๆ เป็นของมันเอง; และปัจจัยชั้นที่ลึกเข้าไปนั้นเล่า ก็ล้วนแต่มีปัจจัยสืบทอยเข้าไป ไม่มีที่สิ้นสุด จึงจัดว่าเป็น เกลียวและเป็นสายเดียวกัน. คน, กับการหมุนไปในวัฏสงสาร หรือการทำกรรมของคน ก็เป็นเพียงสมมต. ที่แท้เป็นเพียง ปัจจัยที่ส่งต่อกันมาเป็นเกลียวเท่านั้นเอง, เป็นแต่เราสมมต เรียกกันว่า คน เช่นเดียวกับเราสมมติเรียกกลุ่ม ๆ โน้นว่า รถยนต์. สมมตอาการต่าง ๆ ในเกลียวนั้นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำกรรม รับผลกรรม ดีชั่ว บุญบาป, เช่นเดียวกับ

น.374 ๖๔ สมมติที่เกี่ยวกับรถยนต์ว่าสวย ไม่สวย วิ่งดี ไม่ดี คือ ไม่ ดื้อ น่าซื้อ ไม่น่าซื้อ โดยไม่มีการแยก (Analysis) ให้เห็น ความจริงอันเป็นส่วน ๆ นั้นเสียเลย. คนก็ดี กรรมและผลกรรมของคนก็ดี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดใหม่ของคนก็ดี นี้เป็นเพียงสมมต ซึ่งได้สมมต เข้าที่เกลียวหรือส่วนของเกลียวที่ไหลไปนั่นเอง แห่งใดแห่ง หนึ่ง หรืออาการใดอาการหนึ่ง. เมื่อรวมกลุ่มของอาการเข้า เป็นกลุ่มๆ ก็ย่อมพอที่จะสมมตเป็นอย่างหนึ่ง หรือเป็นลักษณะ หนึ่ง, แล้วสมมตทั้งหมดนั้น เป็นคนหรือเป็นตัวเจ้าของ. เมื่อเพิกสมมตออกทิ้งเสีย ก็พบความจริงเป็นชั้น ๆ เข้าไป จน กระทั่งพบอนัตตาขั้นสุด และหมดสมมตโดยเด็ดขาด. กรรม คืออาการหนึ่ง ๆ ของ สิ่งที่มิใช่คน แต่เราสมมติกันว่าคนนั้น- เอง. ผลกรรมก็คือปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมาตามควรของ กรรมนั้นอีกต่อหนึ่ง. ถ้ากรรมมิใช่ของคน ผลกรรมก็มิใช่ไป ตาม. ดีหรือชั่วเป็นสมมตย่อย ๆ ออกไปอีก ซึ่งสมมตให้แก่ ลักษณะของผลกรรมชนิดหนึ่ง ๆ. ถูกอกถูกใจ ไม่ต้องทน ทรมาน ก็เรียกว่าบุญหรือดี, ตรงกันข้ามก็เรียกว่าบาปหรือชั่ว, แต่ที่แท้ คนนั้น ไม่มี มีแต่ เกลียวหมุน. กรรมและผลกรรม ก็คือส่วนหนึ่งแห่งอาการหมุนของเกลียวนั้นเอง.

น.375 ๖๕ ตัวอย่างแห่งการถอนสมมตนั้น เช่น :- คน ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ เนื้อ หนัง กระดูก ฯลฯ เนื้อหนัง ฯลฯ ถอนสมมตออกแล้วเหลือ ธาตุผสม หลายธาตุ ธาตุผสม ถอนสมมตออกแล้ว เหลือธรรมชาติ ที่ เป็นธาตุแท้ ธาตุแท้ ถอนสมมตออกแล้ว เหลือส่วนย่อยของธาตุ แท้ ส่วนของธาตุแท้ ถอนสมมตออกแล้วเหลือ ธรรม- ชาติที่หมุนไป ๆ อยู่เป็นเกลียวตามเหตุปัจจัย ที่ผลักดันกันมา. นี้เป็นส่วนรูปหรือกาย คน ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ จิตที่คิด และรู้สึก ได้ จิต ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ นามธรรมย่อย ๆ ที่ เป็นส่วนประกอบให้สำเร็จการคิด และความรู้สึก. นามธรรมส่วนย่อย ถอนสมมตออกแล้ว เหลือ ธรรมชาติ ฝ่ายนามธรรมที่หมุนไป ๆ อยู่เป็นเกลียว ตามเหตุ ตามปัจจัยทั้งภายในและจากภายนอก ที่ผลักดันกันมา. นี้เป็นส่วนนามหรือใจ

น.376 ๖๖ ทั้งส่วนกายและใจนี้ สมมตรวมกันอีกชั้นหนึ่ง ว่าคน ชื่อนั้น ชื่อนี้. ส่วนสภาพอันเป็นที่ดับ และหยุดหมุนเวียน ของสมมตนี้ เรียกว่า นิพพาน . ทั้งกาย ใจ อันมีความ หมุนเวียน. และสมมตต่าง ๆ ที่สมมตเข้าที่อาการ หมุนเวียน ของมัน เช่นกรรม ผลกรรม นั้นก็ดี หรือพระนิพพานอัน ตรงกันข้าม กับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็ดี ล้วนเป็นอนัตตา. การที่เรียกสภาพอันเป็นความดับ ความหยุดของสิ่งทั้งปวง ว่า พระนิพพาน นั้นก็เป็นคำสมมตเหมือนกัน. การที่สมมต นี้ เป็นการจำเป็นของภาษาพูดของมนุษย์ และจำเป็นสำหรับ มนุษย์ที่ยังถอนสมมตไม่ได้ ยังรู้จักแต่ด้านโลก ที่ต้องใช้สมมต อย่างเดียวเท่านั้น ที่ทำความเข้าใจกันด้วยคำพูด. สมมต นี้ ถ้าเป็นชั้นละเอียดลงหน่อยก็เรียกว่าบัญญัติบ้างก็มี, เช่นบัญญัติ ว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนย่อยส่วนหนึ่ง ๆ ของสมมตทั้งคุ้นทั้งแท่ง ว่าสัตว์ ว่าคน. สมมตชั้นหยาบที่สุด ก็คือนามชื่อที่ตั้งให้ ว่า นาย ก. นาย ข. เป็นต้น. สมมต ที่เป็นไปเพื่อความยึดถือ ก็คือสมมตที่มีความหมายไปในทาง แสดงคุณลักษณะ เช่น สมมตว่า ลูก เมีย เงิน ทอง เป็นต้น. ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า อนัตตานั้นแสดงไปใน

น.377 ๖๗ ทางความจริง, ส่วนกรรม ผลกรรม หรือคนผู้ทำกรรมและ จะได้รับผลกรรมนั้น แสดงไปในส่วนสมมต. แต่พึงเข้าใจไว้ ด้วยว่า นามชื่อทั้งหมด ที่ให้แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นคำว่า คน กรรม นิพพาน เหล่านี้ก็ดี, หรือที่ให้แก่คุณลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่น คำว่า อนัตตา ดี ชั่ว เหล่านี้ก็ดี ล้วน เป็นนามสมมติ หรือคำนามบัญญัติ เหมือนกันทั้งนั้น. แต่ว่า สมมตนามเหล่านี้ บางประเภทเป็นสมมตที่ให้แก่สิ่งนั้น ๆ ด้วย อำนาจอุปาทานหรือความหลงผิด. ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้น เป็นความจริง ให้ด้วยปัญญาที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็น จริงแล้วเท่านั้น. เพราะฉะนั้นเพื่อกันความฟั่นเฝื่อ เราควร จำกัดความหมายของคำที่จะใช้ให้แน่นอนเสียก่อน คือสมมตที่ ใช้ไปด้วยความหลงผิด หรือความรู้สึกอย่างโลก ๆ นั้น จะ เรียกว่า สมมต ตามเดิม. ส่วนสมมตที่ให้ไปด้วยความรู้สึกที่ แท้แจ่มแจ้ง อย่างธรรมนั้น จะเรียกว่า บัญญัติ . ตัวอย่าง เช่น คำว่า นาย ก. นาย ข. คน สัตว์ ลูก เมีย เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสมมต. ส่วนคำว่า ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อนัตตา ทุกข์ นิพพาน ฯลฯ เหล่านี้ เป็นบัญญัติ. บางคำคำเดียวกัน ใช้ในที่ต่างกัน ความหมายแยกไปได้สองอย่าง เช่นคำว่า กรรม ถ้าผู้กล่าวถือเสมือนเป็นทรัพย์สมบัติอะไรของตนอย่าง

น.378 ๖๘ หนึ่งก็เป็นสมมต, ถ้ากล่าวในฐานะเป็นชื่อของกฎความจริง อย่างหนึ่ง ก็เป็นบัญญัติ เช่นเดียวกับคำว่าขันธ์ ว่าธาตุ นั้น เหมือนกัน. ผู้ศึกษาควรกำหนดความแตกต่างในส่วนนี้ให้ดี, และคำ ๆ หนึ่ง อาจให้มีความหมายทั้งสองแง่อย่างนี้ ได้แทบ ทั้งนั้น. การที่ถามว่า หลักกรรมกับหลักอนัตตาขัดกันหรือไม่ นั้น ย่อมตอบได้ทันทีว่า ไม่ขัดกัน. หลักกรรม คือหลักอัน ว่าด้วยกฎความจริงเรื่องการกระทำ และผลสะท้อนของการ กระทำ. ตัว กรรม นั้น คือตัวกระทำ หรือตัวการเคลื่อนไหว เป็นอาการอันหนึ่งของนามรูปที่กำลังหมุนไป ๆ. ผลกรรมนั้น คือตัวปฏิกิริยาที่กระท้อนออกมา เป็นเหมือนเงาของกรรมที่ ประจำกันอยู่กับกรรมนั่นเอง. ตัวกรรมและผลกรรมนี้ ตาม ความจริงแล้ว ก็เป็นสักว่า ธรรม อันหนึ่ง (คือสิ่ง ๆ หนึ่ง) ซึ่งเป็นเพียงอาการของนามรูป. เมื่อนามรูปเป็นอนัตตามิใช่ ตัวตนแล้ว กรรมและผลกรรม ก็ย่อมเป็นอนัตตาด้วย. ตาม ความจริง มันจึงเป็นอนัตตา. แต่คนเราไม่ได้ถือเอาในด้าน จริง ไปถือเอาในด้านเท็จ คือนามรูปเป็นตัวเรา. กรรมและ ผลกรรม ก็เลยถูกยึดถือให้เป็นตัวตนของเราขึ้นมาด้วย ยึดถือ มันเหมือนกับบุคคลหรืออะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาคอยจ้อง

น.379 ๖๙ ให้ผล คอยจองล้างจองผลาญ หรือคอยให้รางวัล (หนักเข้า ก็คล้ายกับตัวพระเจ้าที่คอยเฝ้าดูโลก) ทำให้เกิดความกลัว หรือ ความหวังอย่างมาก นั่นก็เพราะความยึดถือนั่นเอง. กรรม และผลกรรมที่ถูกมนุษย์ลูบคลำด้วยตัณหา และความเห็นผิด เช่นนี้ ก็ถูกเห็นเป็นอัตตาไป ทั้งที่ความจริงมันเป็นอนัตตา. สำหรับพวกอนัตตา หรือหลักอนัตตาเองนั้น เป็นความจริง ขั้นที่เกิดปัญญาสูงเสียแล้ว จึงถูกลูบคลำเล่นเช่นนั้นไม่ได้ เป็น กฎความจริงที่ครอบงำสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไรเลย, ไม่ขัด กับกรรม เพราะว่ากรรมเป็นอนัตตาเต็ม ๑๐๐ % นั่นเอง แต่ การที่ใครไปเห็นกรรมเป็นอัตตา หรือของอัตตาไปนั้น ย่อม ไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยนไปได้เลย. เขาเห็นอนัตตาเมื่อไร ก็ รู้จักกรรมในด้านสูงได้เอง. เมื่อกรรมเป็นอนัตตาดังนี้แล้ว การที่ถามว่าถ้าเป็น อนัตตาแล้ว ทำไมจึงมีดีมีชั่ว แก่ผู้ทำนั้น ? นี่ก็เพราะไม่รู้ อีกว่า แม้ตัวดีตัวชั่วนั่นก็เป็นอนัตตาอีกเหมือนกัน เพราะ คำว่า ดี ว่า ชั่ว เป็นเพียงคำบัญญัติที่บัญญัติให้แก่อาการหนึ่งๆ ของสิ่งที่เรียกว่ากรรมเท่านั้น. ผู้ทำดีทำชั่ว จะมีได้ก็แต่เมื่อ มองอย่างสมมต หรือยึดถือด้วยอวิชชาเท่านั้น. ถ้ามองด้วย อวิชชาหรือเพิกสมมตได้แล้ว ไม่มีใครที่เป็นผู้ทำดีทำชั่วเลย,

น.380 ๗๐ มีแต่เกลียวที่กำลังหมุนไป ๆ ประกอบด้วยลักษณะและอาการ ต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น. เมื่อตัวผู้ทำเป็น คนเพียงสักว่าสมมตให้ ดังนี้แล้ว ตัวผู้ที่จะรับผลดีผลชั่วก็ เช่นเดียวกันอีก คือ มีตัวต่อเมื่อกล่าวอย่างสมมต, แต่จะไม่มี ตัวเลย ในเมื่อกล่าวอย่างความจริง. จึงสรุปกล่าวได้ง่าย ๆ แต่ ค่อนข้างจะฟังยากว่า :- การกระทำหรือกรรมนั้น มีอยู่เสมอ กรรมนั้น ๆ ก็ ได้ทำไปเสร็จแล้วอยู่เสมอ แต่ตัวผู้ทำ หรือผู้รับผลของการ การกระทำนั้น หามีไม่เลยแม้แต่ขณะเดียว. อธิบายว่า จะโดยสมมตหรือวิมุติ (คือยึดถือหรือหมด ยึดถือ) ก็ตาม กรรมนั้นมีได้ทุกเมื่อ. แต่สำหรับความรู้สึกว่า บุคคลผู้กระทำและรับผลนั้น มีแต่ฝ่ายสมมตหรือยึดถือเท่านั้น. ในฝ่ายวิมุติหรือหลุดพ้นไม่ยึดถือนั้น หามีบุคคลเช่นว่านั้นไม่. นี่เพราะว่าคำว่าคนหรือบุคคลนั้น ไม่มีตัวจริงที่จริงแท้, มีตัว แต่ในด้านที่สมมตมันขึ้น โดยฝีมือของอวิชชา. มันสมมตให้ "เกลียว" ทั้งเกลียวนั่นแหละ เป็นตัว คน. ส่วนกรรมนั้น มีตัวจริง ในเมื่อบ่งถึงอาการของสิ่งที่มิใช่คนนั่นเอง. แต่ว่า คน นั่นอาจไปสมมตซ้ำเอากรรม ให้เป็นกรรมชนิดสมมตขึ้น มาอีกชั้นหนึ่งก็ได้, คือให้เป็นกรรมของตน กรรมที่ทำ

น.381 ๗๑ อันตรายหรือให้รางวัลแก่ตน. เพราะฉะนั้น กรรมมีได้ทั้งตัว จริง และตัวที่ถูกสมมตซ้ำ, และเพราะเหตุนั้นเอง ในด้าน สมมตก็มีกรรม, ในด้านวิมุติหรือความจริงก็มีกรรม; แต่ระวัง ให้ดีเถิด หาใช่กรรมอันเดียวกันไม่. กรรมอันหนึ่ง ถูกมิจฉา ทิฏฐิลูบคลำ, อีกอันหนึ่ง ไม่ถูกลูบคลำ. กรรมเฉย ๆ หรือ กรรมดีกรรมชั่ว ที่ใครยึดถือเอาเป็นของตน หรือเป็นตัวตน ที่จะทำอันตรายหรือให้รางวัลแก่ตน นั่นคือกรรมที่ถูกลูบคลำ หรือถูกสมมตซ้ำ. และกรรมพวกนี้เอง เมื่อฟังเผิน ๆ ทำให้ รู้สึกว่ามันขัดกับหลักอนัตตา เมื่อถอนสมมตเสียแล้ว กรรมนี้ ก็บริสุทธิ์ เป็นกรรม สักว่าการกระทำ เป็นเพียงอาการอันหนึ่ง ของธรรมชาติ (ทั้งฝ่ายนามและรูป) ที่หมุนเวียนไปล้วน ๆ. ซึ่งถ้าไม่ยึดถือ มันก็ไม่เป็นคนขึ้นมาได้, แต่ถ้ายึดถือเข้าเมื่อใด ก็มีคนขึ้นมาเมื่อนั้น. จะยึดถือหรือไม่ยึดถือนั้น อยู่ที่ว่าใน นามรูปนั้นมีอวิชชาลูบคลำอยู่หรือไม่, จะยึดถือเมื่อใดนั้น อยู่ที่ในนามรูปนั้น อวิชชากำลังทำงานอยู่หรือไม่. สรุปความ ว่า คนผู้ทำกรรม และคนผู้รับผลกรรมนั้น มีก็ต่อเมื่อกล่าว อย่างสมมต, เมื่อกล่าวตามความจริง ไม่มี , (มีแต่กลุ่มของ ธรรมชาติที่ประชุมกันหมุนเวียน ไปตามอำนาจเหตุปัจจัยตามที่ แยกให้เห็นแล้วข้างต้น). เมื่อคนผู้รับผลกรรมไม่มี กรรมนั้น

น.382 ๗๒ ดีหรือชั่ว ไม่มีปัญหาเพราะความอยู่เหนือความมีตัวมีตนเช่นนั้น ย่อมอยู่เหนือดีหรือชั่วโดยประการทั้งปวงด้วย เหนือบุญเหนือ บาปด้วยประการทั้งปวงด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เราจะวินิจฉัย ในข้อที่เรียกว่าดีหรือชั่วกันบ้างตามที่ควร เพื่อให้เข้าใจได้ ชัดเจนขึ้นอีก ว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นแต่เพียงสมมตนั้น มันมีความ จริงเพียงใด คำว่า ดีหรือชั่ว นี้ จะเป็นอย่างแท้หรืออย่างเทียม ก็ตาม ล้วนแต่เป็นสมมตทั้งนั้น ที่เป็นอย่างเทียม ก็คือที่เข้าใจ ผิดว่าดีหรือชั่ว ลูกเมียของใครก็ตาม ใครก็มักจะว่าดีกว่าคนอื่น เสมอ ทั้งที่ความจริงหาได้ดีกว่า หรือดีไม่ คนบางคนของคนอื่น ที่ไม่ใช่ของตนแล้ว ย่อมชั่วทั้งนั้น มีดีแต่ของตน หรือของ พวกของตนเท่านั้น. คนพวกนี้ อวิชชาลูบคลำเอาหนักเกินไป ถึงกับเรียกได้ว่าลูบศีรษะ. ดีหรือชั่วมองคนพวกนี้เรียกได้ว่า เป็นอย่างปลอม หรือเทียม หรือเท็จทั้งนั้น ทั้งที่ไม่ต้องเอา หลักอนัตตาเข้ามาจับ มันก็เป็นสมมติที่แดงโร่อยู่แล้ว. ส่วนดี ชั่วที่เป็นไปตามหลักที่ว่าถูกต้องหรือยุติธรรมแท้จริงนั้น เรียก ว่าดีชั่วที่เป็นอย่างแท้ในที่นี้. แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นเพียง สมมติอยู่นั่นเอง. ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรรมหรือผลกรรม เป็นเพียงอาการหนึ่ง ๆ แห่งอาการทั้งหลายทั้งสิ้นของธรรมชาติ

น.383 ๗๓ ล้วน ๆ ที่หมุนไปเป็นเกลียว. ถ้าอาการนั้น ๆ ให้เกิดปฏิกิริยา ชนิดที่เราเรียกกันว่า เจ็บปวด แก่ตนหรือแก่ผู้อื่น (ในเมื่อ เรียกอย่างสมมต). เราเรียกว่าชั่วหรือบาป; ถ้าให้เกิดตรงกัน ข้าม เราเรียกว่า ดี หรือ บุญ . ความหมายของคำว่า ดี ชั่ว บาป บุญ เลยไปตกอยู่ที่ เจ็บปวดทนทรมาน หรือ สนุกสนานเพลิดเพลิน ของปฏิกิริยานั้น ๆ เสียแล้ว. ความเจ็บ ปวด หรือสบายนั้น ก็อย่างเดียวกันนั่นเอง คือ เราต้องสมมต ให้ และเอาความตัดสินของอวิชชาเป็นเกณฑ์ สมมตเรียกว่า เจ็บปวด หรือสนุกสบายเพลิดเพลิน. ถ้าไม่แยกสมมตดังนี้ มันเป็นปฏิกิริยาล้วน ๆ เสมอกันเสีย ไม่แปลกกัน. ผลกรรม หรือปฏิกิริยาทั้งหลายที่กระท้อนออกมานั้น ถ้าไม่ได้กระท้อน เข้ามาในวงสมมตนี้แล้ว มันจะไม่มีดีชั่ว หรือสุขทุกข์เลย. อาการหมุนของธรรมชาติล้วน ๆ บางอาการที่เราเรียกว่ากรรม นั้น มักกระท้อนปฏิกิริยาออกมาตามกฎธรรมชาติ เท่านั้น ไม่ มีความหมายสำหรับธรรมชาติอย่างใดมากไปกว่าว่าเป็นเพียงปฏิ- กิริยาที่กระท้อนออกมา. แต่พอตกมาถึงอวิชชา และอุปาทาน ความหมายก็เกิดขึ้น ตามแต่ที่มันจะบันดาลให้เกิดสมมตคำใด ขึ้น, และทั้งหมดนี้ ต้องมีอวิชชาและอุปาทานหนุนหลังอยู่ ตลอดทั้งแนวจนกว่าจะเลิกหลุดจากอุปาทาน. เพราะฉะนั้นการ

น.384 ๗๔ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงใช้คำสั้น ๆ เกี่ยวกับ อุปาทาน อย่างเดียวเท่านั้น ก็พอแล้วเช่นกล่าวว่า "จิตหลุดพ้นจาก อุปาทาน" เช่นนี้หมายถึงการสำเร็จพระอรหันต์ และมีความ หมายกว้างขวางครบถ้วนโดยประการทั้งปวง ที่เกี่ยวกับอวิชชา ตัณหา ทิฏฐิ และกิเลสอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย และหมาย ถึงความที่ทุกข์ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ และผลแวดล้อมอย่างอื่น อีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นสมมตด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าไม่มีอุปาทาน อย่างเดียวเท่านั้นก็จะไม่มี ดีชั่ว บาปบุญ สุขทุกข์ กรรมและ ผลกรรมเลย. ผู้หมดอุปาทานคือพระอรหันต์ ไม่มีกรรม ไม่ ทำกรรม. สิ่งที่ท่านทำเป็นเพียง กิริยา หรือ "การเคลื่อนไหว" ล้วน ๆ ไม่เรียกได้ว่า กรรม เพราะไม่มีอุปาทานอันเป็นเหตุให้ ทำ และให้ทำด้วยยึดถือว่า ทำนั่น ทำนี่. มันจึงมีแต่ "การ เคลื่อนไหวอันบริสุธิ์แท้" บริสุทธิ์นั้น นอกจากไม่ชั่วแล้ว ต้องไม่ดีด้วย คือ พ้นดีขึ้นไปอีก จนอยู่เหนือการที่จะจัดว่าดี หรือชั่ว. ถ้ายังเรียกว่าดีอยู่เพียงใด ยังถูกตัณหาอุปาทานลูบคลำ เล่นอยู่เพียงนั้น หาใช่บริสุทธิ์ตามความหมายอันแท้จริงในที่นี้ ไม่. เพราะฉะนั้น ดีชั่ว ก็ยังอยู่ในพวกที่ไร้ความจริง เป็น เพียงสมมตอยู่นั่นเอง. ที่ว่าดีนั้น มีขึ้นมาได้เพราะอุปาทาน ที่เราสมมตหรือ

น.385 ๗๕ ยึดถือกันว่าดี. ถ้าเข้าใจว่าไม่ดี มันก็ดีขึ้นมาไม่ได้. อุทาหรณ์ ทางวัตถุ เช่นเครื่องเพชรพลอยกับไก่ ที่เห็นว่าข้าวสารเม็ด เดียว ยังจะดีกว่าเพชรเม็ดนี้. ทางใจ ก็เช่นบางคนที่เห็นอยู่ ชัดเจนแล้วว่าความหลุดพ้นไปจากโลกนั้น เขาเห็นว่าสู้อยู่ใน โลกนี้ไม่ได้ สนุกกว่า ดีกว่า. เป็นบ่าวกิเลสมีรสมีชาติดีกว่า ชนะกิเลส ดังนี้เป็นต้นเมื่อจะพูดให้หมดกันจริง ๆ แล้ว จะพูด ว่า สิ่งทั้งหลายมีแต่ ดี กับ ชั่ว นั้นยังไม่พอ. ยังต้องมีอีก ประการหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อยู่เหนือวิสัยหรือพูดไม่ได้ บัญญัติ ไม่ได้ ว่าดีหรือชั่ว คืออยู่เหนือดีกับชั่วนั่นเอง มิใช่อยู่ระหว่าง ดีกับชั่ว ซึ่งความจริง สิ่งที่อยู่ระหว่างดีกับชั่วนั้นไม่มี เพราะ อาจจัดเป็นดีหรือชั่วได้อย่างหนึ่งเสมอ ตามแต่ความรู้สึก และ ความยึดถือของผู้นั้นเป็นคน ๆ ไป. และเพราะว่าสิ่งที่ไม่มีดี อะไร เราก็ย่อมเรียกว่าไม่ดี หรือชั่วอยู่แล้ว. ด้วยเหตุดังว่า มานี้ ดีกับชั่ว จึงเป็นพวกสมมตและบัญญัติเท่านั้น. เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นการไม่แปลก ที่ถ้ามีการยึดถือว่ามีตัวเราผู้ทำกรรม แล้ว ย่อมจะมีการยึดถือว่ากรรมดีชั่วเป็นธรรมดา. ด้วยเหตุ ว่า ก่อนแต่จะทำกรรมใดลงไป ย่อมยึดถือว่าอย่างไรดี อย่าง ไรชั่วอยู่ก่อนแล้ว. มิฉะนั้น ก็ทำกรรมไม่ได้ ไม่เป็นกรรม. เมื่อยึดถือว่ามีผู้ทำกรรมดีชั่วแล้วย่อมมีการยึดถือว่า มีตัวได้รับ

น.386 ๗๖ ผลกรรมดีชั่วนั้นด้วย. มิฉะนั้นก็ไม่ทำ และถึงทำ ก็ไม่เป็น กรรมนั่นเองอีก. การทำกรรมดีชั่ว และการได้รับผลดีชั่วจึงมี ในด้านสมมตด้วยกันเท่านั้น. สมมต หรือพ้นสมมต คือ วิมุติ ก็ตามทั้งสองอย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนัตตา. แต่คนเราอาจมีความหลงผิด ยึดถือให้ เป็นอัตตา ทั้งสมมตและวิมุติก็ได้. ที่ยึดถือว่าอัตตาในสังขาร ทั้งหลายด้วยความโง่หลงนั้น เป็นธรรมดาอยู่แล้ว. แต่ที่ยึดถือ วิมุติหรือวิสังขารว่าเป็นอัตตานั้น ก็อาจมีได้ เพราะความหลง ผิดยังเหลืออยู่อย่างละเอียด. หมดอวิชชาสิ้นเชิงเมื่อใด ก็ถอน อัตตาออกหมดได้ คงเหลือแต่ธรรม หรือธรรมชาติล้วน; ซึ่ง พวกหนึ่งหมุนเวียนและแตกดับ และอีกพวกหนึ่งไม่หมุนเวียน และไม่แตกดับ. ไม่ยึดถืออะไรเอาเป็นของตน เพราะหมดความ ยึดถือเสียแล้ว. ในภูมินี้เอง หรือในขั้นนี้เอง ผู้เห็นเช่นนั้น ย่อมเห็นได้ด้วยตนเองว่า กรรมดีกรรมชั่ว นั่นก็อยู่ที่สมมต และหมุนเวียน เป็นมายาเช่นเดียวกับตัวคนผู้ทำกรรมดีกรรมชั่ว นั้นเหมือนกัน. กรรมดีอย่างสูงสุด ก็ให้ผลเพียงเข้าถึงสวรรค์ หรือพรหมโลก ซึ่งยังเป็นพวกสังขาร เป็นขณะของเกลียว หมุนเท่านั้น เพราะฉะนั้น กรรมดีกรรมชั่ว จึงมีได้แก่คนผู้ทำ ทั้งที่เป็นอนัตตาด้วยกันทั้งสองฝ่าย. ปัดความยึดถือออกเสีย ก็

น.387 ๗๗ ไม่มีกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีคนผู้ทำ. มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เท่านั้น หมุนไป ๆ และหยุดหมุนในที่สุด ไม่มีตัวผู้เกิด ผู้แก่ ผู้ตาย. ไม่มีผู้ทำกรรมและรับผลกรรม. ถ้าเราจะปัดสมมตเฉพาะที่ตัว คนผู้ทำ ยังคงยึดถือไว้ที่ส่วนกรรมและผลกรรม ปัญหาก็เกิด ขึ้นคัดง้างกันอยู่เรื่อยไปเพราะความจริงนั้น มันเป็นอนัตตาทั้ง ผู้ทำ และกรรมพร้อมทั้งผลที่เขาทำดังที่กล่าวมาแล้วอย่างยืดยาว. ทีนี้จะมีปัญหาเกิดขึ้นมาว่า ถ้าอะไร ๆ เป็นอนัตตา หมดแล้ว เราจะพยายามทำดีกันไปทำไม นอนหรือฆ่าตัวตาย เสียเลยไม่ดีกว่าหรือ. ข้อนี้ผู้ถามยังไม่ได้ถาม. ถ้าจะตอบ ก็ ต้องอีกเรื่องหนึ่ง. การเกิดใหม่ บัดนี้ จะได้ข้ามไปยังปัญหาที่ว่า การเกิดใหม่ คืออะไร สืบไป. ซึ่งมิใช่ปัญหายืดยาวอะไรเลย. เมื่อถอนสมมตออกเสีย และไม่มี ตัวคน ตัวสัตว์ คง มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ สองพวก; พวกที่หนึ่งหมุนเวียน อีกพวก หนึ่งหยุดสงบคือนิพพาน ดังนี้แล้ว. การเกิดและการตาย ก็ไม่ มี ซึ่งการเกิดใหม่ก็ไม่อาจมีอีกต่อไปด้วย การเกิดที่มีขึ้น และ กำลังมีอยู่นี้ เพราะไปยึดถือเอาอาการอันหนึ่งของเกลียวหมุน ให้เป็นการเกิด อันหนึ่งให้เป็นการตาย. และไปยึดเอาอาการ

น.388 ๗๘ ที่เวียนกลับไปถึงอาการแรกอีก ว่าการเกิดใหม่ สลับกันไปไม่ มีที่สิ้นสุด; จึงมีวัฏสงสารขึ้น. ได้แก่การเวียนเกิดเวียนตาย อันไม่รู้สิ้นสุด. เปรียบเหมือนน้ำกลายเป็นไอไปหมด เรียกว่า มันตายก็ได้. ครั้นมันไปเป็นเมฆฝน และกลับตกลงมาอีก เรียก ว่ามันมาเกิดใหม่ ก็ได้ดุจกัน. เมื่อใดหมดเหตุหมดปัจจัย ที่ ทำให้หยุดเข้าใจผิดเช่นนั้น การเกิดและการตายก็ไม่มี เกลียว หมุนของอวิชชาก็ขาดออก หรือหักลง หมุนอีกไม่ได้ ทุกข์ก็ ไม่มีอีกต่อไป. ครั้นต่อจากนั้นไป ปัจจัยที่ทำให้มันหมุน ก็ หมดลงไปอีก สังขารกลุ่มนั้นดับสนิทไป ไม่มีการหมุนอีก ไม่ มีเชื้อเหลืออยู่สำหรับก่อภพ เป็นการดับครั้งสุดท้าย. เกลียว หมุนของซากที่เหลืออยู่บ้างก็หยุดหมุนเป็นครั้งสุดท้าย. การดับ อันแรกได้แก่ดับอวิชชา เป็นพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่. ดับอัน หลัง รูปกายและนามกายดับอีกครั้งหนึ่ง หมดเชื้อกันพอดี. การดับอวิชชาของครั้งแรกนั้นเอง เป็นเหตุให้หมดตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุให้ต่อภพต่อชาติ. ซึ่งทำให้มีการดับของ รูปกายและนามกาย อันเป็นการดับครั้งที่สอง. อาการอันนี้ จะ เปรียบกับสิ่งใดได้ยากมาก ถ้าจะเปรียบพอรู้ความการดับ อัน หลังก็เท่ากับการที่ฝนนั้น หมดเหตุหมดปัจจัย เช่นหมดธาตุ ไฮโดรเย็นกับอ๊อกซิเย็น ที่จะประกอบกันเข้าเป็นน้ำฝนเป็นต้น. แต่การหมดเหตุหมดปัจจัยเช่นของน้ำฝนนี้ เป็นฝ่ายรูปธรรม

น.389 ๗๙ ล้วน อันไม่อาจมีขึ้นได้เพราะเหตุสักว่าการหยุดเข้าใจผิดอย่าง เดียว ซึ่งเป็นฝ่ายนามธรรมล้วน. แต่พอที่จะกำหนดความดับ เป็นสองชั้นได้เหมือนกัน. คือครั้งแรกดับความเข้าใจว่าฝนเกิด หรือฝนหาย คือตกและหยุดตก. เพราะเหตุที่ได้มาทราบว่า ฝน นั้นหามีตัวจริงไม่ มีแต่เกลียวของความหมุนเวียนของธาตุย่อย ๆ เช่น ไฮโดรเย็น และ อ๊อกซิเย็น เป็นต้นเท่านั้น. คนไปหลง สมมติเข้าที่อาการตอนหนึ่งของเกลียวอันนี้ คืออาการตอนที่เป็น น้ำหล่นลงมาซ่า ๆ ว่า เป็นฝน จึงเลยมีฝนตก ฝนหยุดตก. ถ้าไปมองที่ความจริง คือเกลียวแห่งความหมุนเวียนทั้งหมด ของมันแล้ว จะพบแต่เพียงว่า ธาตุย่อย ๆ หลาย ๆ อย่าง เหล่านั้น แสดงปรากฏการณ์ของมันในรูปต่าง ๆ กัน ด้วย อำนาจแห่งเหตุปัจจัยบังคับเท่านั้น. เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้ความยึด ถือว่าฝน ว่าตก หรือว่าแล้ง ก็หมดไป. ขั้นต่อไป อยากจะ เปรียบอีกครั้งหนึ่งซึ่งลึกเข้าไปขั้นหนึ่งอีก. ได้แก่ขั้นที่ว่า แม้ ว่าธาตุย่อย ๆ เหล่านั้น ที่หมุนเวียนด้วยการแสดงอาการต่าง ๆ กัน มันก็หาใช่ธาตุที่มีตัวตนเป็นธาตุเช่นนั้น ๆ ไม่. เมื่อถ้า สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อย ก็จะพบอีกว่า มันเป็นเพียง เกลียวของอะไรสักสายหนึ่งเหมือนกันเป็นแน่ เช่นเดียวกับที่ที แรกเราเข้าใจว่าเป็นฝน ต่อมาพบว่าเป็นเพียงเกลียวของความ

น.390 ๘๐ หมุนเวียน ของธาตุย่อย ๆ เหล่านั้นเท่านั้น. ฝนเป็นมายาที่ เราหลงเห็นเป็นฝนขึ้นมาเองฉันใด ธาตุเหล่านั้น ก็จักเป็น เพียงมายาฉันนั้นเหมือนกัน. หากแต่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ เราในเวลานี้ ยังค้นมันไม่ได้ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นเท่านั้นเอง. แต่ อย่างไรก็ตาม ก็คงพบธาตุแท้เหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยปรมาณู ของมัน ซึ่งปรมาณูหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยที่ว่าง. โปรตรอน. และอิเล็กตรอน. ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้น ก็พอจะกล่าวได้ขั้นหนึ่ง ก่อนว่า ธาตุแท้หนึ่ง ๆ ก็คือเกลียวหมุนของส่วนประกอบของ มันนั่นเอง. ความเข้าใจว่าธาตุนั้นธาตุนี้ก็ดับไปอีกขั้นหนึ่ง ต่อ จากความเข้าใจว่าฝน ที่ได้เคยดับมาขั้นหนึ่งแล้ว โดยทำนอง เดียวกัน. เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่มีการตกลงและการแล้งของ ฝน ก็ไม่ควรมีด้วยมีแต่ "เกลียวแห่งความหมุนเวียน ของ ธรรมชาติล้วน ๆ" เท่านั้น. อะไรเกิด อะไรตาย อะไรเกิดใหม่ท่านย่อมตอบได้ เอง. เมื่อตอบได้ดังนั้น ท่านก็ตอบได้สืบ ไปเองอีกว่า การ เกิดคืออะไร การตายคืออะไร และการเกิดใหม่คืออะไร อีก ด้วย. ยังไม่เข้าใจตอนไหน ยินดีรับคำถามใหม่เสมอ. ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต