น.403 ๙๓ ปัญหาข้อ ๒๑ ถาม : ใจที่รู้สึกว่าใจเป็นของตัวเรา ที่นับว่าเป็นกิเลส กับ ใจที่ไม่รู้สึกว่าใจเป็นตัวของเรา ที่ไม่นับว่าเป็นกิเลส นั้น ต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ข้อความในตัวปัญหาเอง ก็เกือบจะชัดแจ้งอยู่แล้ว. อย่างแรก เป็นใจที่มีความยึดถือหนัก และเป็นทุกข์ เศร้า- หมอง มีความเห็นแก่ตัว. อย่างหลัง ตรงกันข้ามทุกอย่าง. อันการยึดถือตัวตน ภายในอัตตภาพนี้ ก็คือการยึด เอาใจเป็นตัวนั่นเอง และเป็นสัญชาตญาณ หรือสันดาน ซึ่ง ยึดเป็นมาแต่เดิม โดยเป็นกฎธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิต มิฉะนั้น มันก็ปฏิสนธิขึ้นมาไม่ได้ หากไม่มีความยึดถืออันนี้ติดเป็นเชื้อ มาด้วย. ความยึดถือว่ามีตัวของตัว เป็นเหตุให้ทำกรรมได้ทั้ง ดีและชั่ว ซึ่งถือว่าเป็นกิเลสเหมือนกันทั้งสองอย่าง เพราะแม้ ความดีหรือบุญ ก็เป็นเหตุผูกมัดให้ติดและวนเวียนไปใน สังสารวัฏฏ์ แต่เมื่อเรายังไม่อาจหลุดพ้นอยู่เพียงใด ก็ต้องทำดี อยู่เพียงนั้น ทั้งนี้เพราะว่า ติดในฝ่ายดี ยังดีกว่าติดในฝ่ายชั่ว จึงต้องทำดีและยึดถือตัวเพื่อทำดีไปก่อน. ครั้นเมื่อมีความรู้สึก อันสูงพอที่จะพ้นอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง จึงวางทั้งหมด และใจก็
น.404 ๙๔ ไม่ยึดถือตนว่าเป็นตนของตน หมดเครื่องเศร้าหมองทั้งที่เป็น ฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว. คนที่ไม่ยึดถืออะไรเสียเลย ย่อมไม่ทำอะไรเสียเลย หรือทำก็ไม่เป็นอันทำ จึงต่างกันเป็นอันมากกับคนที่อยากทำ อะไรอยู่ และทำก็เป็นอันทำ, ซึ่งได้แก่คนที่ยังมีความยึดถือว่า เป็นตัวอยู่. ในขั้นโลกิยะ มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถือ หรือ มีการยึดถืออยู่เอง ซึ่งเป็นเหตุให้กลัวบาปและรักบุญ. พวกที่ ไม่กลัวบาปหรือรักบุญ โดยความผืน หรือสำคัญผิดก็มี แต่ มิใช่หมดความยึดถือ. เช่นพวกโจรหรือคนพาลเป็นต้น. พวก นี้ยึดถือตัวตนอย่างหยาบยิ่งขึ้นไปอีก คือเห็นแก่ตัวจนหลงใหล ไม่รู้จักกฎความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. จึงกล่าวได้ในที่สุดว่า ใจที่ไม่ยึดถือนั้นสูงมาก และ เป็นคนละชนิดทีเดียว, ผู้มีใจชนิดนี้ เท่ากับว่าอยู่ในโลกอีก โลกหนึ่ง คนละโลกกับผู้ที่ยังต้องยึดถือ. คือมันเป็นโลกที่ ปราศจากบุญและปราศจากบาป, ต่างกับโลกนี้ซึ่งมีบุญและ บาปหนาแน่น. เมื่อยังต้องอยู่ในโลกนี้ คือยังต้องยึดถือ จำเป็นจะต้อง ยึดในฝ่ายที่เป็นเหตุให้ทำดี กลัวความชั่ว ให้ความเห็นแก่ตน เป็นรากฐานของศีลธรรม รักตัวสงวนตัว เพื่อยกตัวขึ้นสู่
น.405 ๙๕ สภาพที่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ. มันเหมือนกับหนามยอก จะต้อง ใช้หนามบ่ง; เมื่อความยึดถือเป็นเหตุให้หลงติด ก็ต้องใช้ ความยึดถือนั่นเองเป็นเหตุให้รักตัว ถอนตัวออกมาเสียจาก ความยึดถือ. ความที่ยังยึดถือ กับความที่หมดความยึดถือแล้ว ต่างกันตามนัยที่เปรียบเทียบมานี้.
Buddhadasa