Buddhadasa.org

เขียนมา-ตอบไป ตอนที่ ๒๖ — ๒๔. จิตในระหว่างโคตรภูญาณ ต้องมีไตรลักษณญาณอีกหรือไม่?

เขียนมา-ตอบไป — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เขียนมา-ตอบไป (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.411 ๑๐๑ ปัญหาข้อ ๒๔ ถาม : จิตที่เป็นโคตรภูญาณนั้น เมื่อจะแทงตลอดอริยสัจนั้นจะต้องมี ไตรลักษณญาณอีกหรือไม่ ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้จำต้องปรับความเข้าใจกันบ้าง เพื่อผู้ถามกับผู้ตอบจะได้เข้าใจตรงกันแน่เสียก่อน. จิตที่ประกอบด้วยโคตรภูญาณ (ไม่ใช่เป็นโคตรภูญาณเสียเอง) นั้น หมายถึงจิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกิยะกับโลกุตตระ. ถ้าสมมตว่าจิตนี้มีขาสองขาในขณะนี้ ก็ขาหนึ่งเหยียบอยู่ฝั่งโลกิยะ, อีกขาหนึ่งก้าวเข้าไปเหยียบอยู่ฝั่งโลกุตตระแล้ว เป็นขณะที่เร็วแวบเดียว เพราะคำว่า โคตรภู ย่อมหมายถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีอยู่นิดเดียวจริง ๆ, (คำว่า โคตรภู คำนี้ ที่เป็นคำเดิมแท้ตามโวหารธรรมดานั้น เป็นคำกลาง หมายถึงสิ่งที่กำลังจะแปรเป็นสิ่งตรงกันข้ามทุกสิ่ง ; เช่นใบไม้สุกเต็มที่จะหล่น ก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, เจ้านาคที่กำลังสวดญัตติจตุตถกรรม จะละจากเพศฆราวาสเป็นภิกษุในขณะนั้นอย่างเด็ดขาด ก็เรียก โคตรภู เหมือนกัน, แต่ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าย่อมหมายเอาขณะนิดเดียวที่มันเปลี่ยนและเปลี่ยนแน่ ไม่นึกกลับ, ส่วนคำว่า โคตรภูญาณ (เติมคำว่า ญาณ เข้ามา และเป็นคำบัญญัติเฉพาะใช้ในการ

น.412 ๑๐๒ บรรลุมรรคผล) นั้น หมายถึงความรู้ของจิตในขณะที่มันกำลังเปลี่ยนจากโลกิยะเป็นโลกุตตระนั่นเอง. ที่ถามว่าในขณะนั้น จะต้อง มีไตรลักษณญาณอีกหรือไม่นี้, คำว่า ‘จะต้อง’ ย่อมหมายถึงการต้องใช้ความพากเพียรพยายามหรือมิใช่, ถ้าใช่ ขอตอบว่าลองคิดตามดูตัวอย่างต่อไปนี้. รถจักรยานที่กำลังวิ่งไปโดยเร็ว ขึ้นสะพานโค้งสูงถึงยอดสูงของสะพานแล้ว กำลังเร็วในตัวเองของรถก็ยังไม่หมด ทีนี้การที่จะเลื่อนไปสู่พื้นถนนราบฝ่ายโน้นนั้น คนขี่จะต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ใบไม้ที่เหลืองแล้ว สุกจัดแล้ว ความที่ยิ่งสุกจัดขึ้นไปอีกตามกฎของธรรมชาติ ก็ยังดำเนินไปเรื่อย ๆ ดังนี้ ใบไม้นั้นจะหล่นเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามหรือไม่ ? ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้เองว่า จะต้องมีไตรลักษณญาณหรือไม่ในขณะแห่งโคตรภูญาณ. กำลังพุ่งไปข้างหน้าเปรียบกันได้กับกำลังของไตรลักษณญาณ มันมีแรงมากพอที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ในขณะนั้น แต่ก็มีกำลังในตัวเหลืออยู่. อีกประการหนึ่ง อัฏฐังคิกมรรคนั้น ทรงตรัสไว้ว่า เอียงเทไปหาพระนิพพานอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำทุกสาย มีธรรมดาเอียงไปหามหาสมุทร น้ำในแม่น้ำจึงไปอื่นไม่ได้, โดยทำนองที่คล้ายกัน เมื่ออริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมสมังคีสมบูรณ์

น.413 ๑๐๓ แล้ว ก็นับว่าถึงขั้นที่ได้เข็นตนจนล้ำเข้าไปในเขตที่เอียงลาดไปหาพระนิพพานแล้ว มันก็เลื่อนลอยไปเอง และเป็นของแน่นอนต่อนิพพาน แม้ไม่ใช้ความพยายามเสียเลยก็ถึง แต่ถ้าใช้ความพยายามที่ถูกทางเพิ่มเข้าอีก มันก็ถึงเร็วเข้ากว่าธรรมดาอีกเท่านั้น, เช่นเดียวกับรถจักรยานที่ลงสะพานไม่ถีบก็ลงเองแต่ถ้าช่วยถีบเข้าอีก มันจะเป็นอย่างไร คงไม่มีปัญหา. และเมื่อพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นได้ว่ากำลังของไตรลักษณญาณยังหาหมดสิ้นไม่ มันยังคงส่งมาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกำลังพุ่งของสิ่งธรรมดาอย่างอื่น. แต่ที่ผู้ถาม ๆ ว่า จะต้องใช้ไหม ซึ่งหมายถึงเจตนาหรือการกำหนดด้วยเจตนาโดยเฉพาะ เหมือนเมื่อแรกฝึกยังไม่มาถึงขั้นนี้นั้น ย่อมจะต้องตอบว่า ไม่ต้อง. เพราะมันมีอยู่เองแล้ว. และมันจะต้องซึมซาบอยู่เองตลอดกาลนาน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต