น.314 ลำดับข้อปัญหา * ๑. จดหมายในสวนโมกข์ ฯ ๒. จะปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นั้น ปฏิบัติอย่างไร ? ๓. ปฏิบัติอย่างไร จึงจะละกิเลสได้สิ้นเชิง ? ๔. จะให้ศีล สมาธิ ปัญญาดำรงอยู่ได้เสมอนั้น ทำอย่างไร ? ๕. ชีวิตครองเรือน จะปฏิบัติธรรมอย่างไร ? ๖. ทำอย่างไร จึงจะกันมิให้เกิดพอใจ และไม่พอใจ ? ๗. การที่จะมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอนั้น ทำอย่างไร ? ๘. ทำสติให้รู้เท่าสังขารนั้น ทำอย่างไร ? ๙. ทำอย่างไร จึงจะรู้เท่าทันอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ?
น.315 จดหมายจากสวนโมกข์ กระต๊อบ ๒. สวนโมกข์ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๗๗ สาสนปัชโชตภิกขุ ที่นับถือ ผมอยากจะซ้อมหรือซ้ำความเข้าใจในหลักการฝึกภาวนา สำหรับฐานะอย่างเราๆ ด้วยกันอีกว่า ขอให้มี การคิด (วิปัสสนา) ให้มากที่สุด อย่าสงบ (สมถะ) เสียตะพึดหรือมากจนเกินควร. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ไม่มีใครเคยบรรลุแจ้งฉานซึม ซาบใจในสิ่งนั้น. จริงอยู่ ที่หลักธรรมบ่งว่า สมถะอยู่หน้า วิปัสสนาอยู่ข้างหลัง. แต่ถ้าเราไม่ก้าวหน้า เราจะไปได้อย่างไร ? สมถะจำเป็นแต่ในเมื่อวิตกชั่วร้ายรบกวน ถ้ามันไม่รบกวนแล้ว อย่าไปคิดถึงสมถะเลย เว้นไว้แต่คิดแล้วมันฟุ้งเกินไปเท่านั้น เรามีสมถะไว้กำราบเมื่อฟุ้ง ดีกว่านอนใจใช้ให้ทำหน้าที่ข่ม เสียหมด. อกุศลวิตกที่เกิดขึ้น ถ้าข่มไว้ด้วยสมถะ ก็ต้องข่ม กันเรื่อยไป. สู้ทำลายมันเสียให้แหลกละเอียดด้วยการคิด (คือ วิปัสสนา) ไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง สมถะหรือสมาธิเอาไว้เป็น การเข้าอยู่พักผ่อนเพื่อความสุขในบางคราวเท่านั้นก็ได้. ถ้ายัง มีหน้าที่ทำลายกิเลสแล้ว จงจำไว้ว่าต้อง "วิปัสสนา" เท่านั้น. สมถะ ไม่ให้สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดได้.
น.316 ๔ ก็เมื่อเสนาสนะของเราสงัดดีพอ วิสภาคารมณ์ มีน้อย ถึงปานนี้แล้ว สมถะส่วนซึ่งจำเป็นเฉพาะเสนาสนะคลุกคลี มี วิสภาคารมณ์มากนั้น ก็เกือบไม่จำเป็นสำหรับเรา. ผมใคร่ครวญ เรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งวิธีเจริญสมาธิของต่างประเทศ ฝ่าย มหายาน. เขาฝึกใจด้วยการข่มหรือทรมานกันแต่ในเบื้องต้น เป็นส่วนน้อย จะให้ได้ผลต้องคิดให้ตกไปในเรื่องนั้น ๆ. สมาธิ เป็นเหมือนเอาของหนักทับความชั่วไว้, ส่วน ปัญญา หรือ วิปัสสนา เป็นการตัดต้นไฟ ได้แก่การขุดทิ้งรื้อทิ้งทีเดียว สมถะย่อมชวนเพลิน และเป็นความสุขก็จริง แต่เป็นอันตราย ต่อเมื่อเปลี่ยนสถานที่ หรือกระทบวิสภาคารมณ์. สมถะที่ได้ อุดคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต จะมีอำนาจต่อเมื่อเจริญสำเร็จได้ คล่องแคล่วตามปรารถนา และอาจสู้รบวิสภาคารมณ์ได้. เช่น เราจำอุดคหนิมิตของอสุภอันหนึ่งได้สำเร็จ พออารมณ์ยั่วยวน ผ่าน เรานึกเอานิมิตนั้นมาเป็นรั้วเช่นนี้ย่อมสำเร็จผลดี แต่ขอ ให้เข้าใจว่า นั่นไม่ใช่กิริยาแห่งสมถะ (สงบ) แท้ เป็นตัววิปัสสนา ส่วนหนึ่งทีเดียว ขอให้ใคร่ครวญให้มาก. เราไม่พึงเชื่อลัทธิเกี่ยวกับความสงบ ชนิดยึดมั่น ถือมั่น อย่างโบราณบางอย่าง ซึ่งไม่ได้เอาผลแท้จริงเป็นเกณฑ์หรือ เครื่องวัด, เขาเอาพิธีและกิริยาอาการ หรือของแปลก ๆ เป็น
น.317 ๕ เครื่องวัด. ผลที่ได้จึงไม่ตรงตามที่ทรงประสงค์. ขอจงสังเกต ดูในบาลีให้มาก จะเห็นว่าไม่มีกล่าวถึงวิธีของสมถะนัก, แต่มา มีวิตถารในดัมภีร์ชั้นหลังๆ. ส่วนที่กล่าวทำนองวิปัสสนา ย่อม มีดาดดื่นทีเดียว. อย่าลืมว่าเราต้องการ พ้นทุกข์ เราต้องมุ่ง เฉพาะสิ่งที่ ดับทุกข์ ได้ และสิ่งนั้นเราต้องคิดเห็นได้เองอย่าง ประจักษ์ใจ ไม่ต้องเชื่ออารมณ์ผู้สอนกัมมฐานดายไป. ผู้สำเร็จ สมาธิยังเข้าตะรางได้, ส่วนผู้มีวิปัสสนาจะไม่เข้าตะรางเลย พวกเราหวัง ปัญญาวิมุติ ไม่หวัง เจโตวิมุติ. ผมมั่นใจว่า คุณเป็นนักค้นคว้า และเห็นแก่การศึกษาแท้ ผมจึงพูดตรง ๆ ชนิดที่ไม่พูดกะคนทั่วไป เพราะจะเป็นผลร้าย. ขออย่าให้เชื่อดายไป ในพิธีแห่งสมาธิที่สืบกันมาอย่างปรัมปรา ด้วยการทำตาม ๆ กันก็ดี หรือด้วยหนังสือบางเล่มก็ดี. จงเลือก เอาเฉพาะที่ไว้ใจได้ และใคร่ครวญเห็นเหตุผลเสียก่อน จึงยึดเอา เป็นหลักในใจ, ข้อสำคัญอยู่ที่การใคร่ครวญเท่านั้น. วิธีที่ผมชอบในบัดนี้คือ :- สติสัมปชัญญะเป็นตัว ยามระวังเหตุให้แก่ใจอยู่เสมอ. ทุกข์, บาปอกุศล, ลามกธรรม, อันใดผ่านมา เป็นต้นว่า ความกำหนัด ความอาลัยระลึกถึง ความห่วงใย ความหงุดหงิด ความมึนชา ฯลฯ ผ่านมาแม้ เล็กน้อย สติสัมปชัญญะที่บำรุงฝึกฝนไว้ จะเป็นผู้จับมันไปส่ง
น.318 ๖ ยังดวงปัญญา (วิปัสสนา) ทันที. ค้นหาว่านี่มันมาอย่างไร กัน ? อะไรเป็นเหตุ ? อะไรเป็นผล ? จะให้เกิดอะไรขึ้น บ้าง ? ทำลายมันได้อย่างไรในกาลต่อไป ? ป้องกันอย่างไร ? แล้วก็กระทำโดวิธีนั้น ๆ. นี่แหละควรเป็นความเป็นอยู่วันหนึ่งๆ ของนักภาวนาตามที่ผมเข้าใจ และเห็นว่าดีที่สุด. การฆ่ากิเลส ที่เข้ามาติดตาข่ายของเราเสมอไปทุกครั้งนั่นคือ "พระนิพ- พาน" น้อย ๆ ของเราทุกครั้ง นิพพานแห่งกิเลส : อริยมรรค น้อย ๆ ก็ตัดกิเลสตัวน้อยๆ ขุดรากของมันออกทีละน้อย ๆ. เราได้หน่วงอริยผลทีละน้อย ๆ เสมอไปทุกคราว, จะได้ไปถึง ไหนแล้วนั้นอย่าคิดเลย คิดอย่างเดียวโดด ๆ คือ เราจะก้าวหน้า เรื่อยไปเท่านั้น ก็พอแล้ว. เมื่อเห็นว่า กิริยาเช่นนี้ขูดเกลา กิเลสแล้วเป็นลงมือทันที. เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนคุญผู้ที่ผม ถือเป็นน้องชายโดยพรรษาว่า อย่าทำลายเวลาให้หมดไปด้วย "การสงบ" เสียท่าเดียว มันจะไม่เป็นการก้าวหน้า. และจะ ถอยหลังในเมื่อรสชาติแห่งความสงบมันจืดชืด จางลง, เพราะ ยังเป็นโลกิยะอยู่. ที่ทวารทั้ง ๖ เฉพาะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ควรขึงตาข่าย ไว้พอสมควร, เพราะเสนาสนะของเราสงัดพอแล้ว และเรา ตัดการคลุกคลีลงไปแล้วเป็นอย่างมาก ตลอดถึงอาหารก็ปราศ-
น.319 ๗ จากโทษ. ยังเหลือแต่ทวารที่ ๖ คือ ใจ นี่แหละสำคัญนัก จงขึงตาข่าย กล่าวคือ สติสัมปชัญญะให้ละเอียดถี่ยิบทีเดียว เพราะศัตรูที่รอดเข้าไปได้ถึงด่านนี้ ย่อมตัวเล็กมาก ต้องทำ กะมันโดยแยบคาย. สำหรับ คุณ มีบางอย่างเยี่ยมกว่า ผม เช่น กำลังใจ เป็นต้น. จึงขอให้คุณตั้งหน้าพยายามให้เต็มที่เถิด จะต้องสำเร็จแน่นอน ไม่ต้องนึกถึงว่าเรียนมามาก เรียนมาน้อย ข้อนั้นไม่สู้สำคัญในการจับกิเลสฆ่า, ข้อนั้นมีประโยชน์สำหรับ การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งควรทำแต่บางคน บางส่วนที่ ควรทำเท่านั้น. สำหรับ การคิด, ถ้าไม่แยบคายก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร คิด ดูนั่นก็ไม่เป็นเรื่อง นี่ก็ไม่เป็นเรื่องเอาทีเดียว. แต่ถ้าคิด ให้แยบคายแล้ว มีมากถมไป. คอยคิดแต่เรื่องในใจของตน วันหนึ่งก็พอแล้ว คิดหาเหตุผลลงไปเป็นชั้น ๆ มันมีหลายร้อย หลายพันชั้นนัก คิดให้ลึกเท่าใด ก็ยิ่งวิเศษ เพราะจะรื้อราก ของมันได้มาก ๆ นี่ผมกล่าวเฉพาะเรื่องแห่ง ความทุกข์ และ การดับทุกข์. ปัญหา นิพพานคืออะไร ? นี่, คิดได้ทุกวัน มีแง่ ให้คิดกระทั่งทุกอิริยาบถ จนเมื่อ ฉัน ดื่ม ไปถาน ไปดู ปลาในสระ ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีแง่สำหรับคิดทั้งนั้น. พระพุทธ- องค์ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วคิดตีปัญหานั้นเรื่อย ๆ จนทะลุปรุไป
น.320 ๘ หมด ก็เพราะทรงคิดมาแล้วเป็นอย่างมากนั่นเอง : คิดมาก่อน ตรัสรู้ คิดมาแต่ชาติก่อน การคิดได้มารวบรวมเหตุผลตัดสิน เป็นหนึ่งเด็ดขาดลงไปในวันตรัสรู้ เพราะถึงที่สุดแห่งการคิด แต่เพียงนั้น เท่านั้นเอง. ตอนแรกทรงค้นคว้าเรื่อย ๆ มาว่า อะไรคือทุกข์, อะไรให้เกิดทุกข์, อะไรดับทุกข์ได้, อะไรให้ ถึงความดับทุกข์นั้น ? เมื่อรวบรวมเหตุผลได้มากพอ ก็ทรง พบความจริงอันนี้ ถูกต้องคงที่ไม่แปรปรวนอีก. พวกเราเป็นสาวกของพระองค์ จะไม่เดินตามรอยยุคล- บาทอย่างไรเล่า. ถึงเราจะไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็จริง แต่เรา ต้องรู้อริยสัจ อย่างเดียวกับที่พระองค์รู้ เพื่อความสิ้นทุกข์ ของเรา. เราต้องพยายามแต่เรื่องนี้เท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราต้องคิด, ต้องมีการคิดค้นคว้าพร้อมกับการทดลองทำดูด้วย ในสิ่งที่ทำได้ เช่นข้อที่ทรงกล่าวว่า ทำอย่างนี้ ๆ ช่วยเหลือใน การคิดให้ดำเนินเป็นผลสำเร็จโดยเร็ว. ศีล, ธุดงค์, สมาธิ เป็นเพียงอุปกรณ์แห่งการคิด ข้อสำคัญตัวจริง อยู่ที่การคิด เพราะฉะนั้น เป็นอันสรุปความได้ว่า "วันคืนแห่งกัมมฐาน คือ การคิด!" หาใช่ความสงบรำงับ หาความสุขเกิดแต่วิเวก ตะพึดไปอย่างเดียวไม่, อาการสงบเคร่งขรึม มีผู้เลื่อมใสนิยม มากก็จริง แต่ผลสำคัญอยู่ที่การคิด. เราสงบเพื่อให้คิดได้
น.321 ๙ ลึกซึ้ง ไม่ใช่เมื่อสงบก็พอแล้ว. อาจกล่าวเป็นหลักได้ว่า ถ้า ตามธรรมดาเราเป็นผู้ที่คิดได้เต็มที่ โดยไม่ใช่เป็นนักราคะจริต หรือโทสะจริตแล้ว เราก้าวหน้าการคิดไปอย่างเดียวก็พอ. การ คิดตกแล้วนั่นแหละกลับเป็นอาวุธสำหรับทำลาย ราคะ โทสะ โมหะ ที่แม้ยังไม่เคยผ่านออกมาปรากฏแก่ใจเลย (อนุสัย). เมื่อ คิดตก แล้ว สิ่งต่างๆ อันเป็นความชั่ว ด็พลอย ตก ไปหมดสิ้น. การคิดตกมีมากน้อยเป็นขั้น ๆ แต่ไม่ค่อยมีใครนึกกี่คนดอกว่า นั่นแหละคือ สิ่งที่เราเรียกกันว่า บรรลุมรรคผล, จึงทำให้เรา เห็นเต็มที่ในคุณค่าของการคิดให้ตก, คิดตกหมด ก็ บรรลุ นิพพาน นั่นเอง. วันคืนแห่งกัมมฐานที่แท้จริง คือ วันคืนแห่งการคิด ! อินทปัญโญ ภิกขุ หมายเหตุ ภิกขุผู้อาศัยในสวนโมกข์ ฯ ไม่มีการพบและสนทนา กัน ในสมัยภาวนา. หากจะมีข้อบอกเล่าแก่กัน ก็ใช้การเขียน ใส่กระดาษทิ้งไว้ให้กันตามสถานกลาง เช่น ที่อ่านหนังสือเป็นต้น. จึงมีจดหมายที่เขียนเต็มไปด้วยข้อธรรม หรือวิธีปฏิบัติธรรมบาง อย่าง.
Buddhadasa