น.323 ๑๓ ปัญหาข้อ ๓ ถาม : ปฏิบัติอย่างไร จึงจะละกิเลสได้สิ้นเชิง ? ตอบ : อะไรเป็นที่ตั้งของกิเลสจงโค่นสิ่งนั้นเสีย. เราอยาก เราโกรธ เราหลงใหลมัวเมา, นี่จะเห็นได้ว่ากิเลสตั้งอยู่บนตัว เรา หรืออัตตา ซึ่งเป็นตัวผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิด ทางอายตนะ ต่าง ๆ ตัวเรามาจากหรือตั้งอยู่บนอวิชชา. ความไม่รู้ตามเป็น จริง เรียกว่า อวิชชา ทำให้จิตสำคัญตัวเป็นตัวขึ้นมา ซึ่ง เป็นผู้อยาก ผู้โกรธ ผู้มัวเมาหลงใหล. ถ้ามีความรู้จริง ไม่ เกิดการยึดถือว่าเป็นตัวเราขึ้น ก็ไม่มีผู้อยาก ผู้โกรธ และ ผู้ หลงใหล คือ ไม่รู้ว่าจะอยาก หรือโกรธ หรือหลงใหล ไป ให้ใคร ความอยากเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวเสมอ มิฉะนั้น จะอยากไม่ได้. แต่เมื่อเราเองมีความหลงใหลหรือการเห็นแก่ ตัวเป็นฝ่ายตัวเราเสียแล้ว ก็เห็นเป็นฝ่ายถูกไปเสียเลย ทำให้ไม่ มี ผู้ละ. ความเห็นแก่ตัว เป็นเหตุให้ทำดีทำชั่วได้ ตามแต่ ความเห็นแก่ตัวนั้นจะเป็นไปในรูปไหน. ทั้งดีและทั้งชั่ว ถ้า ไปยึดถือมันเข้าก็เป็นกิเลส. ความหมดกิเลสสิ้นเชิงนั้น ต้อง พ้นเสียทั้งดีและชั่ว. บาป ให้ไปอบาย, บุญ ให้ไปสุคติ, ทั้ง อบายและสุคติย่อมอยู่ในวงของสังสารวัฏ มีกิเลสพัวพัน, ต้อง
น.324 ๑๔ พ้นบุญพ้นบาป ซึ่งเรียกว่า วิมุติ จึงจะหมดกิเลสสิ้นเชิงแท้จริง อันการละกิเลสนั้น ละไปได้สามชนิด คือ (๑) ละไป ชั่วคราว เพราะจิตประสพกับอารมณ์ที่เป็นกุศลบางประการ ความรู้สึกที่เป็นกิเลสหลบไปเองตามกฎธรรมดา เช่น ความ กำหนัดหายไปในขณะที่พบกับสิ่งที่ปฏิกูล แม้โดยบังเอิญ. (๒) ละไปเพราะข่มมันไว้ด้วยอำนาจการปฏิบัติที่มีหลักมีเกณฑ์ คือ สมาธิวิธี, ตลอดเวลานี้ กิเลสไม่ปรากฏ, แต่ก็เป็นของชั่วคราว คือชั่วเวลาที่ประพฤติปฏิบัติอย่างนั้น อยู่เท่านั้น. (๓) ละ ได้เด็ดขาดเพราะ ปัญญา อันสมบูรณ์ เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็น จริง ถอนอัตตาอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสเสียได้ ไม่มีอวิชชาอัน เป็นเหตุให้เกิดอัตตาหรือตัวของตัว ที่เป็นเหตุให้ อยาก โกรธ หลงใหล เพื่อตัวหรือเพราะเหตุเห็นแก่ตัว. ถ้าจะเปรียบการ ละกิเลสเหมือนการปราบหญ้าคาที่รกรุงรัง, อย่างที่หนึ่ง เปรียบ เหมือนถากเอาหรือเอาไฟจุดไม่กี่วันก็ขึ้นมาใหม่, อย่างที่สอง เหมือนเอาไม้หรืออิฐไปปูทับไว้ ยกเสียเมื่อใด ก็งอกขึ้นมาอีก, และ อย่างที่สาม ย่อมเหมือนกันการฟื้นแผ่นดินรื้อเอาราก ของมันขึ้นมาจนหมดสิ้น ใส่ครกตำละเอียดทั้งต้นทั้งราก ตาก แห้งเผาไฟเอาขี้เถ้าละลายแม่น้ำไป. เมื่อปรากฏว่า ปัญญา สามารถละกิเลสได้สิ้นเชิงดังนี้
น.325 ๑๕ การปฏิบัติที่ละกิเลสได้สิ้นเชิง ก็คือ การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อ อบรมปัญญาให้แก่กล้าถึงที่สุด นั่นเอง. การอบรมปัญญา เนื่องมาจาก ศีลสมาธิ เป็นเบื้อง ต้น และเฝ้าใช้เหตุผล หัดคิด หัดนึกของตนเอง อย่างขะมัก เขม้น เอาให้ได้ก่อนแต่จะตาย เหมือนคนที่อยากได้เงิน รีบ หาเงินไม่มัวรอคอยถูกลอตเตอรี่. พยายามใช้เรื่องจริงของชีวิต เป็นวัตถุสำหรับการคิด อย่าหลงใหลยึดถือหมู่คณะ ว่ามีเกียรติ ยศเป็นศิษย์ของสำนักนี้แล้วต้องหลุดพ้น หรือเป็นคนวิเศษ อย่ายึดถือหนังสือตำราเสมอไป จนจิตใจของตัวไม่มีความคิด ของมันเอง กลายเป็นคนเพียงแต่ จำเก่ง พูดเก่ง, ความคิด นึกทุกเรื่องต้องมีเหตุผลเด่นชัด ไม่มัว ๆ หรือสลัว ๆ เป็น วิจิกิจฉา และอย่าถือรั้นความคิดเห็นของตน จนไม่มีทางฟื้น ฟูให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป, และข้อสำคัญที่สุดก็คือ อย่าทำสิ่งนี้ ด้วยเหตุสักว่า โก้เก๋ หรือ ตามบรรพบุรุษอย่างเดียว. เมื่อมีหลักดังว่านี้แล้ว วันคืนจะล่วงไปด้วยความเจริญ งอกงามของปัญญา มีความสามารถมากขึ้นในการคิด คิดอะไร ออกเร็วและถูกต้องดี แม่นยำ ไม่คิดแล้วคิดอีกหรือวนเวียน ลืมหน้าลืมหลัง. ถ้าเรื่องที่เป็นอารมณ์ของปัญญาชั้นละเอียด ผ่านมา ก็สามารถจับฉวยเอาได้ทันทีทุกเรื่อง และมองเห็น
น.326 ๑๖ ความจริงแจ่มใสพร้อมกันไปในตัว พบคำอธิบายกว้างขวางทั้ง เพื่อตนเองและผู้อื่น พร้อมอยู่ในนั้นเสร็จ, ขณะนี้จะมองเห็น ความโง่เขลาของชีวิตของตนเอง ที่ผ่านมาแล้วแต่หลังอย่างน่า สลดสังเวช และมองเห็นความหลงใหลของโลกที่เป็นปัจจุบัน ดุจดังว่าอยู่บนที่สูงมองเด็กทารกกำลังเล่นทรายเล่นโคลน อยู่ อย่างไม่ประสีประสา และกำลังเย่อหยิ่งในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ หรือ ตัวทำได้ว่าเก่งกว่าใคร ๆ หรือเบียดเบียนกันในระหว่างผู้แข่ง- ขัน, ต่างฝ่ายต่างหลงยึดถือตัวหรือเกียรติยศของตัว แล้วก็ กรากเข้าใส่กันซึ่งเป็นฉากทั่ว ๆ ไปของละครโลก. เห็นความ เกิดขึ้นแล้วแปรไป จนกว่าจะแตกสลายของธรรมชาติต่างๆ ที่ แวดล้อมตัวเอง จนกล่าวได้ว่าโลกและโลกิยธรรมทั้งหลาย เป็น เพียงธรรมชาติล้วน ๆ กลิ้งไป ๆ เท่านั้น และกลิ้งไปเพราะเหตุ และปัจจัยที่แวดล้อม. แม้แต่จิตเองก็หมุนกลิ้งไปในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้ได้ว่าสักกี่แบบและกี่ร้อยกี่พันครั้ง. มันยึดถือหรือจับฉวย ตัวเอง ในบางขณะขึ้นยึดถือ สำหรับดีใจหรือเสียใจตามเรื่อง ที่เกิดขึ้น และตรงกับลักษณะที่มันควรจะพอใจหรือเสียใจ. หรือเพิ่งสมมตเรียกกันในชั้นหลังเองต่างหากว่า เช่นนั้นดีใจ เช่นนั้นเสียใจ, เช่นเดียวกับที่เห็นน้ำไหลซึมออกมาจากภูเขา ก็สมมตว่าภูเขาร้องไห้ หรือผีในภูเขาร้องไห้ดังนี้ก็มี. แท้ที่จริง
น.327 ๑๗ เป็นเพียงฉากหนึ่ง ท่าหนึ่ง หรือลักษณะหนึ่ง ๆ ของธรรม- ชาติที่กลิ้งไปเท่านั้น, แต่เพราะประชุมแห่งธรรมชาติเหล่านี้ มีปากพูดได้ มีใจนึกได้ก็นึกและพูดไปตามที่มันจะอยากพูด อยากเรียกไปตามอวิชชาและตัณหาของมันเท่านั้น. กิเลสย่อมมี อยู่ในที่ทุกแห่งที่มีความงมงายหรืออวิชชา คือ ภาวะแห่งความ ไม่รู้จริง. ในที่ใด ไม่มีความรู้จริง, ธรรมชาติที่เป็นเครื่อง เศร้าหมองเผาลนก็มีในที่นั้น และที่เรากำลังเรียกกันอยู่บัดนี้ ว่า กิเลส นั่นเอง. ในที่ใด มีความรู้จริง ในที่นั้นไม่มีกิเลส เช่นเดียวกับทางวัตถุ ที่ใดมีแสงอาทิตย์ ที่นั้นก็ไม่มีความมืด ฉันนั้น. อุตส่าห์อบรมการคิดตามเหตุผล โดยนัยนี้อัน กล่าวมาแล้วเถิด ความรู้จริงจักเกิดขึ้น และกิเลส จักหมดไปโดยสิ้นเชิง.
Buddhadasa