Buddhadasa.org

เขียนมา-ตอบไป ตอนที่ ๓๐ — ๒๘. ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมายถึงอะไร?

เขียนมา-ตอบไป — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เขียนมา-ตอบไป (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.423 ๑๑๓ ปัญหาข้อ ๒๘ ถาม : ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมายถึงรู้อะไร ? ตอบ : รู้สิ่งที่เมื่อรู้แล้วทำให้ใจหมดความอยากรู้สิ่งอื่น ๆ อีก ต่อไป. ถ้ารู้สิ่งใดแล้ว ก็ยังอยากรู้สิ่งอื่นอยู่อีก พึงทราบเถิด ว่าสิ่งที่รู้นั้น เท็จ ๑ และการรู้นั้นก็ต้องเท็จไปตามด้วย. ความรู้ ที่ทำให้รู้ว่า ทุกข์ไม่มีแก่เราต่อไปอีก เราไม่มีการว่ายเวียนมา ในหมู่ทุกข์อีกต่อไป ความเกิดไม่มีอีกต่อไป เพราะก่อนนี้เคย หลงไปต่าง ๆ นานา บัดนี้ไม่หลงไม่ยึดถือสิ่งใดหมด ดังนี้ เป็นต้น, ชื่อว่ารู้จริงเห็นจริงแล้ว. และความจริงนี้หาเรียนได้ จากเบญจขันธ์หรือกายอันยาวประมาณวาหนึ่งพร้อมทั้งใจนี่เอง เป็นโรงเรียน. เรารวมเรียกโรงเรียนของเราทั้งหมดว่า สังขาร ธรรม หรือ โลกิยธรรม เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ดี ก็รู้สิ่งตรงกันข้าม คือรู้วิสังขารธรรม หรือ โลกุตตรธรรม, เช่นเดียวกับถ้าเรารู้ จัก "ความมี" ได้ดีถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องรู้จัก "ความไม่มี" ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามด้วย, โดยปัดสิ่งที่มีออกไปเสียให้พ้น. ตัวอย่างเช่น เราเห็นพระจันทร์ในน้ำเราไม่รู้จริง, แต่ รู้เท็จว่า พระจันทร์มีอยู่ในนั้นจริง ๆ ใคร ๆ ก็เห็นเหมือนกัน. ๑. เท็จในที่นี้หมายถึงยังไม่จริงพอ, เท็จต่อความหลุดพ้น.

น.424 ๑๑๔ ครั้นทำการศึกษาต่าง ๆ จนในที่สุดลองเทน้ำออกเสียหรือ แหงนขึ้นดูพระจันทร์ในท้องฟ้า เรารู้จริงในขั้นนี้ว่า พระจันทร์ ที่นั่นที่เรา ๆ เคยหลงนั้นไม่มี. ถึงพระจันทร์ในท้องฟ้านั่นก็อีก เหมือนกัน คงไม่มีเช่นเดียวกับที่พระจันทร์ในขันน้ำไม่มี ถ้า เรามองตามแง่ของปรมัตถธรรม (ไม่ใช่มองตามแง่โลก), เช่น เดียวกับที่สัตว์บุคคลไม่มี ตามนัยแห่งปรมัตถ์ฉันนั้น. เมื่อใด รู้ความจริงที่เรารู้แล้ว รู้สึกว่าเท่านี้พอแล้ว เพราะพ้นทุกข์จริง ไม่อยากรู้อะไรอีก เมื่อนั้นชื่อว่ารู้จริงเห็นจริง. ข้อนี้อาจกว้าง แคบกว่ากันได้ตามลักษณะของบุคคลผู้รู้ แต่ตรงกันโดยฐาน เป็นความจริงที่ทำให้พอใจ หมดความอยากรู้อีกต่อไป เพราะ สิ่งที่รู้นั้นทำให้ไม่ปรารถนาอะไรอีก.

น.425 ฮัมเฟร่ย์ พร้อมกับ บันทึกท้ายเรื่อง โดย พุทธทาส ภิกขุ

น.426 ย์ ควรได้รับการพิจารณาจากพุทธศาสนิกชนชาวไทย อย่างละเอียดทั่วถึง โดย พุทธทาส อินทปัญโญ ข้าพเจ้าถูกซักถามทั้งในพระนครและชนบทหลายครั้ง หลายหน ว่า หลักพุทธศาสนา ๑๒ ข้อ ของ ฮัมเฟร่ย์ นั้น มีหลักเป็นข้อ ๆ อย่างไร เพราะดูเป็นข้อความยืดยาว และซ้ำ ๆ กันเกือบทุกข้อ ไม่สามารถจะจับใจความให้ได้เป็นข้อ ๆ ว่าข้อ ไหนว่าด้วยหลักอะไร และแยกเด็ดขาดจากข้ออื่นอย่างไร และ ซ้ำข้อความบางตอน ก็ไม่สามารถจะทราบได้ว่า เขากล่าวว่า อย่างไรด้วยซ้ำไป. ข้าพเจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ทันทีในเมื่อถูกถาม เพราะว่าในครั้งแรกข้าพเจ้า ก็ไม่เคยได้อ่านข้อความเหล่านั้น และไม่มีเวลาที่จะพิจารณาข้อความนั้นโดยถี่ถ้วนตลอดเวลาที่ ข้าพเจ้าเข้ามาพักอยู่ในพระนคร. ครั้นภายหลังเมื่อได้อ่านและ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นว่า พุทธ- ศาสนิกชนชาวไทย ควรจะเอาใจใส่ในถ้อยคำของ ฮัมเฟร่ย์ให้

น.427 ๑๑๘ เพียงพอแก่เจตนาดีของเขา และข้าพเจ้าควรจะตอบปัญหา ข้างต้นที่เป็นหนี้อยู่นั้น ให้แจ่มแจ้งเท่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถ ตอบได้. ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่จะปล่อยให้เจตนาดีของ นายฮัม- เฟร่ย์ เป็นหมันไป เช่นเดียวกับความอยากของพวกเราบางคน นั้น เป็นการไม่สมควรเลย. นายฮัมเฟร่ย์ มีความประสงค์จะได้หลักพุทธศาสนาที่ ถูกต้อง และตรงกันหมดในวงพุทธศาสนิก ไม่ว่าชาติใดประเทศ ใดนิกายไหน เพื่อถือเอาเป็นมาตรฐานสำหรับสมัยปัจจุบันว่า พุทธศาสนาของเรามีหลักอย่างนี้- เท่านี้- โดยตายตัว แล้วเร่ง มือช่วยกันระดมเผยแผ่ให้แก่โลก ในสมัยที่กำลังต้องการเครื่อง ระงับทุกข์. เราจาไม่พากันติว่า นายฮัมเฟร่ย์ เป็นคนอวดดี ทะเยอ ทะยาน จะเอาชื่อเสียงในการเป็นผู้วางหลักพุทธศาสนาระหว่าง ประเทศ เพราะเราเห็นกันอยู่แล้วว่า ตลอดเวลาที่แล้วมา ซึ่ง ก็นานไม่ใช่น้อย ไม่เคยมีใครพยายามทำการสื่อสารติดต่อ ระหว่างชาติเป็นที่เป็นพุทธศาสนิก เพื่อปรับปรุงความเข้าใจ ในเรื่องนี้ให้แน่นอนลงไป. ดูคล้าย ๆ กับไม่มีใครรู้สึกว่าศาสนา ของเรามีหลักสำคัญ ที่จะต้องปรับปรุงความเข้าใจให้ตรงกัน และช่วยกันเผยแผ่หลักอันถูกต้องเหล่านั้น, และคล้าย ๆ กับว่า

น.428 ๑๑๙ พุทธศาสนานี้มีหลักแตกแยกกัน จนไม่สามารถจะลงรอยกันได้ ระหว่างชาติที่เป็นพุทธศาสนิกด้วยกัน แต่ว่าต่างพวกหรือต่าง นิกายกัน. และอีกอย่างหนึ่ง ดูคล้าย ๆ กับว่าพุทธบริษัททั้งหลาย หมดความสามารถที่จะปรับปรุงกันในเรื่องนี้เสียแล้ว หรือมิ- ฉะนั้น ก็เต็มไปด้วยความเกียจคร้านดูหมิ่นในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ของตัว ในส่วนที่จะพึงทำแก่มมุษยชาติโดยวงกว้าง. หลักพุทธศาสนาระหว่างชาติ คือ ตรงกันทุกชาตินี้ เป็นของสำคัญอย่างไรหรือ เราจึงควรพยามให้มีขึ้น. คำถามข้อนี้ ไม่สู้จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยกันให้มากมาย ไปกว่าความประสงค์อันสำคัญที่สุด คือถ้ามีหลักพุทธศาสนาที่ ยุติถูกต้อง เป็นที่รับรองกันในวงพุทธบริษัททั่วโลกแล้ว ชาว โลกส่วนที่ยังไม่เป็นพุทธบริษัท ก็จะเข้าใจหลักพุทธศาสนาได้ ง่ายดาย และปราศจากความระแวง ซึ่งกำลังระแวงกันอยู่อย่าง หนักว่า หนักพุทธศาสนาของประเทศไหน หรือนกายไหน เป็นของถูกต้องกันแน่ เราควรจะศึกษาพุทธศาสนาของคณะ ไหนดี. และอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นเสมือนวัตถุพลอยได้โดยไม่ ต้องลงทุนอะไรเลย ก็คือว่า เมื่อยุติกันได้เช่นนั้นแล้ว พุทธ- บริษัททุก ๆ หย่อม ทั่วทุกมุมโลก ต่างก็จะได้ระดมแรงเร่งมือ

น.429 ๑๒๐ ทำการโฆษณาหลักศาสนาของตัวได้ โดยไม่ต้องห่วงหน้าห่วง หลัง ซึ่งจะช่วยให้ธรรมะในพุทธศาสนาแพร่หลายไปทั่วถึง โดยเร็ว. ปัญหาอาจมีขึ้นได้ในห้วงความคิดนึกของคนบางคนว่า พุทธ- ศาสนาเรามีหลายนิกายและแยกกันอยู่ในหลายประเทศ แล้วเราจะทำให้ คนจำนวนมากเช่นนั้นมีความคิดเห็นตรงกันหมด มิเป็นของเหลือวิสัย ไปหรือ เพราะปรากฏว่าเป็นทรับรองกันแล้วว่า ศาสนาต้องมีแบ่งแยก เป็นนิกาย จะมีทางให้รับรองหลักตรงเป็นอันเดียวกันได้อย่างไร. ในข้อนี้ เราควรจะเหลือบสายตามองไป ยังความขยัน ขันแข็งอย่างน่าเอ็นดูของ นายฮัมเฟร่ย์ ก็แล้วกัน. เขาได้ กล่าวไว้พอเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความมุ่งหมายของเขาแล้ว ว่าเขา มุ่งหมายเฉพาะ "หลักธรรม" ที่สำคัญ ๆ และเท่าที่ถือตรงกัน หมดเท่านั้น. ส่วนที่เราอาจถือตรงกันหมด ไม่ขัดแย้งกัน มี เท่าใด เราก็เอาเท่านั้นก่อน, และปริมาณเท่านั้น ก็มากถมไป แล้ว ข้อปฏิบัติปลีกย่อยระหว่างนิกาย ซึ่งแตกแยกกันจนเข้า กันไม่ได้นั้น เป็นเครื่องประกอบนอก ๆ ไม่ใช่ ‘ใจความ สำคัญ’ อะไรเลย, มิหนำบางแห่ง ก็เป็นเพียงเรื่องที่เห็น ๆ กันอยู่ว่า เป็นเป็นเครื่องอวดเคร่งของบางพวก และความปล่อย ให้หย่อนยานของบางหมู่ ซึ่งที่แท้ก็ทำไปทั้งที่รู้ ๆ อยู่แก่ใจเอง ด้วยกันทั้งนั้น. ในส่วนใจความที่เป็นหลักสำคัญแล้ว ย่อมตรง

น.430 ๑๒๑ กันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นทุกนิกายมุ่งนิพพาน การไปนิพพาน อาศัยการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด ทุกคนต้องช่วยตัวเอง ทุก อย่างไม่เที่ยงอย่ายึดถือดังนี้เป็นต้น. ไม่ว่านิกายไหน ซึ่งนิยม กันว่าสูงหรือต่ำอย่างไร ย่อมรับรองหลักนี้เสมอกันหมด. เพราะฉะนั้น เรามีทางที่จะเลือกเฟ้นเอา "หลักพุทธศาสนา" เท่าที่ถืออยู่ตรงกันทุก ๆ นิกาย หรือทุก ๆ ประเทศได้โดยแน่ นอน. เราจึงควรตั้งอกตั้งใจเลือกเฟ้นมาให้มากที่สุดและแยบ คายที่สุด เพื่อประโยชน์แก่การเผยแผ่ศาสนาของเราเป็นการ ใหญ่ในยุคปัจจุบันนี้, และทั้งจะได้ผลพิเศษในวงภายในพวก เราเอง คือ ว่าเมื่อพิจารณากันหนักเข้าในส่วนที่ตรงเป็นอัน- เดียวกัน เราอาจคลายความถือมั่นยึดมั่นระหว่างนิกายลงได้ ความสามัคคีอาจเกดขึ้นได้ สมกับที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ความจริง เพราะความจริงนั้นต้องตรงกันหมด ไม่ทำให้เกิด ความแตกแยกกัน. เหตุผลดังนี้ จะทำให้เราเกิดความเห็นอก เห็นใจใน นายฮัมเฟร่ย์ และไม่ปล่อยให้ความเหน็ดเหนื่อยของเขา เป็นหมันไป เพราะอย่างไรเสียก็ได้ชื่อว่าเขาได้ลงมือทำใน สิ่งที่เราควรทำ แต่เราพากันเฉยอยู่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมิฉะนั้น ก็ความขี้เกียจคิด ขี้เกียจนึก อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้เท่านั้นกระมัง.

น.431 ๑๒๒ ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เท่าที่ นายฮัมเฟร่ย์ ได้ เสนอขึ้นมานั้น ผิดถูกอย่างไร เราจะรับรองแก่เขาได้เพียง ใดหรือว่าเราไม่เข้าใจเขาเสียเลย. เราควรพิจารณาดูหลัก ๑๒ ข้อของเขาให้เข้าใจจริง ๆ เสียก่อนว่าเขาวางไว้อย่างไร. เราจะต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า การที่ จะสรุปหลักธรรมอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ให้ย่นเข้ามาเป็น ข้อ ๆ เพียงไม่กี่ข้อนั้น ทำได้ยาก, ยิ่งให้น้อยข้อเพียงใด ก็ยิ่ง ยากขึ้นเพียงนั้น. เพราะจะอมความที่ควรอมไว้ไม่หมด. และ ยังแถมยากตรงที่ข้อความทั้งหลายเหล่านั้น เกี่ยวสัมพันธ์กันอยู่ เป็นธรรมดา. ถ้ามีการเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาแทรก แซง เช่นเข้าใจภาษาอังกฤษที่เขาใช้. เข้าใจความหมายที่เขา หมาย ไขว้กันแล้ว ก็จะยุ่งจนจับหลักอะไรไม่ได้เลย. ผู้ที่เป็น นักศึกษาทางภาษา ย่อมเข้าใจกันอยู่ดีแล้วว่า การแปลภาษา หนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่ง โดยอาศัยปทานุกรมของภาษานั้นเป็นหลัก นั้น บางทีย่อมทำให้ได้ความเป็นอย่างอื่น เพี้ยนไปจากความ มุ่งหมายของผู้เขียนเดิมก็ได้. นี้ชั้นหนึ่ง; และอีกชั้นหนึ่ง ก็คือ คำในภาษานั้น ๆ เมื่อเขาใช้ในสำนวนกลางบ้านร้านตลาด ก็เป็น อย่างหนึ่ง เมื่อไปใช้ในสำนวนวรรณคดีหรือศาสนา คำ ๆ เดียว กันนั้น ย่อมมีความหมายแตกต่างออกไปอีก จนบางครั้งหมาย

น.432 ๑๒๓ ไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่ากันทีเดียว; ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ ต้องสังวรณ์ไว้ชั้นหนึ่ง; แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ขอให้สังเกตดู จะเห็นได้ว่า เรื่องธรรมะชั้นสูงนั้น แม้เขียนอยู่ในภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของเราเองแท้ๆ บางทีเราก็ยังมืดเอาทีเดียวว่า มัน หมายถึงอะไรเพียงไหน. ยิ่งถ้อยคำที่เป็นอรรถเป็นธรรมนั้นไป อยู่ในภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีทางที่จะผิดได้ถึงสองชั้น คือ ชั้นจากภาษาเขามาสู่ภาษาเราชั้นหนึ่ง และจากภาษาเราเข้าไปสู่ ความจริงอีกชั้นหนึ่ง. ถ้าเราแก้ข้อขัดข้องที่กล่าวมานี้ ไม่ตกเรา อาจเข้าใจความรู้ของ นายฮัมเฟรย์ ผิดไปจากที่เขารู้ก็ได้ แล้ว ผลก็คือความเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน. แต่เมื่อมองดูให้ดี ยังมีช่องทางที่ดีอยู่ทางหนึ่ง คือว่า ภาษาธรรมะนั้น ถ้ารู้ธรรมะจริงก็ย่อมอาจที่จะตีความหมายของ ภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งกำลังกล่าวถึงธรรมะนั้นได้ดีกว่าการใช้ ปทานุกรม หรือใช้ตามความหมายพื้น ๆ ทั่วไป. ข้อนี้ข้อเดียว เท่านั้น ที่จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมะที่เขากล่าว ตรง หรือเท่า กันกับที่เขารู้อยู่ในใจและต้องการให้เรารู้เหมือนที่เขารู้. เพราะ ฉะนั้น การที่เราจะถือเอาใจความจากข้อเขียนธรรมะที่เขียนอยู่ ในภาษาต่างประเทศ ภาษาใดภาษาหนึ่งนั้น เราจะต้องใช้ "ปทานุกรม' ถึง ๓ เล่ม หรือ ๓ ชั้น คือปทานุกรมคำซึ่งมี

น.433 ๑๒๔ พิมพ์อยู่เป็นเล่ม ๆ ปทานุกรมแห่งการตีความเอาจากคำอื่น ๆ ที่ห้อมล้อมคำนั้นอยู่ ในเมื่อคำนั้น ๆ ในปทานุกรมแปลได้หลาย อย่าง, และ ปทานุกรมหลักธรรมะ ที่มีอยู่ในจิตใจของเราเอง ว่า แนวธรรมะมันมีอยู่อย่างนี้ๆ. เมื่อภาษาที่แปลออกมาตรงๆ มันไม่ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ก็เขียนถ้อยคำใหม่ ให้ได้ ความเข้าใจตรงกับของเดิม ตรงตามธรรมะที่ผู้เขียนเขาก็รู้และ ตั้งใจกล่าวให้เราเข้าใจเช่นนั้นเหมือนกัน, อันนี้จะว่าเดินไปตาม เหตุผลก็ได้ แต่ต้องเป็นเหตุผลของหลักธรรมะ. เพราะฉะนั้น เราจะอ่านเอาใจความจากข้อเขียนของ นายฮัมเฟรย์ ก็ดี หรือ เราจะหยั่งถึงความรู้ของ นายฮัมเฟรย์ ก็ดี เราต้องไม่ลืมที่จะใช้ ความพินิจอย่างละเอียดลออ แล้วมาปรึกษาหารือกันดู ก่อนที่ จะวินิจฉัยอะไรลงไป. เราทำดังนี้ เพราะเราเคารพต่อหลัก ธรรมแห่งพุทธศาสนาของเรา และอยากจะได้หลักที่สรุปขึ้น อย่างถูกต้อง เพื่อใช้ในการเผยแผ่จริง ๆ มิใช่เพียงแต่จะเคารพ เจตนาดีของพุทธบริษัทผู้เจตนาดี คือ นายฮัมเฟรย์ อย่างเดียว. การที่บางคน กล่าวขึ้นว่า หลัก ๑๒ ข้อ ของนาย- ฮัมเฟรย์ ไม่ได้เรื่องได้ราว ดูติดกันเป็นพืด ไม่เป็นหลัก เป็นข้อนั้น ควรจะคิดเสียใหม่ว่า ก่อนที่เราจะคิดเช่นนั้น หรือกล่าวเช่นนั้น หรือกำลังสงสัยกันอยู่ว่าเป็นอย่างไรแน่ก็ดี,

น.434 ๑๒๕ เราไม่ได้พิจารณาของเขาอย่างละเอียดทั่วถึงก็เป็นได้. เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอวิงวอนชักชวนเพื่อนพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั้งหลายว่าสมควรที่จะพิจารณา หลักข้อ ๑๒ ของ นาย- ฮัมเฟร่ย์ อย่างละเอียด ให้สมกับเจตนาของเขาในการที่เข้ามา ขอความร่วมมือจากเรา. สำหรับท่านบางคน ที่ได้ตั้งคำถามแก่ข้าพเจ้า ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น. ขอตอบว่า นายฮัมเฟร่ย์ ได้กล่าวเป็นข้อๆ เป็นหลักๆ ไม่ได้ปะปนกันจนเลอะเทอะ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เขา จะต้องกล่าวเค้าความข้อหนึ่งเกี่ยวไปถึงข้อหนึ่ง ในเมื่อเรื่องมัน สัมพันธ์กัน ถ้าเราจับใจความให้ได้เสียก่อนว่า ข้อไหนเขามุ่ง กล่าวถึงอะไรแล้วก็จะง่ายขึ้น. เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจได้บ้าง ข้าพเจ้าจะให้หัวข้อตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ข้อไหนว่าด้วยอะไร แล้วให้ย้อนไปอ่านหลัก ๑๒ ข้อของ นายฮัมเฟร่ย์ ดูเองจนทั่ว ถึง ซึ่งอยู่ในอันดับติดต่อกันนี้. แล้วต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะ อธิบายเพิ่มเติมชี้ให้เห็นว่า ข้อไหนได้กล่าวถึงเรื่องอะไร เพียงไหนต่อไป. ครั้นท่านจับหลักได้เป็นข้อ ๆ แล้ว จึงค่อย วินิจฉัยกันต่อไปถึงประเด็นสำคัญของเรื่อง คือว่าเราจะรับรอง หลัก ๑๒ ข้อนี้ได้เพียงไร. หัวข้อนั้นมีดังต่อไปนี้ :-

น.435 ๑๒๖ หลักข้อที่ ๑ ลงมือทำทันทีที่ทราบว่าตัวมีทุกข์ (ไม่ต้อง รอเรียนพระไตรปิฎก) หลักข้อที่ ๒ สิ่งที่ไม่เที่ยง หลักข้อที่ ๓ สิ่งที่เที่ยง หลักข้อที่ ๔ กฎแห่งกรรม หลักข้อที่ ๕ เมตตา หลักข้อที่ ๖ อริยสัจ หลักข้อที่ ๗ มรรคมีองค์แปด และต้องเดินไม่ใช่เพียง แต่เรียน หลักข้อที่ ๘ ตรัสรู้ได้ทุกคน หลักข้อที่ ๙ ญาณสัมปยุตต์ หลักข้อที่ ๑๐ สติ (เป็นเครื่องมือสำคัญ และต้องการได้ ทุกเมื่อ) หลักข้อที่ ๑๑ ปัจจัตตภาวะ (ความเป็นของเฉพาะผู้นั้น ไม่ เกี่ยวกับผู้อื่น) หลักข้อที่ ๑๒ ความกลมกลืนกันได้กับลัทธิทั้งปวง. ต่อไปนี้ เป็นคำแปลหลัก ๑๒ ข้อของ นายฮัมเฟร่ย์ ซึ่งขอให้ท่านค่อย ๆ อ่านไปทีละข้อ เพื่อจับหลักให้ได้ไปพลาง

น.436 ๑๒๗ ว่าตรงกันกับหัวข้อที่ให้ไว้ข้างบนหรือไม่. เมื่อไม่เห็นว่าตรงกัน ได้จริงๆ ก็เก็บเอาไว้สอบกับคำอธิบาย ให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น หรือไม่ ซึ่งจะเขียนไว้ต่อท้ายนี้ไป. (สำหรับต้นฉบับภาษา อังกฤษนั้นได้คัดมาลงไว้เป็นข้อ ๆ เพื่อเป็นเครื่องเทียบสำหรับ ท่านผู้รู้ภาษาอังกฤษดี). ต้นฉบับ Twelve Principles of Buddhism. (February, 1948) ได้พิมพ์ลงไว้ในท้ายเล่มหนังสือนี้

น.437 หลักพุทธศาสนา ๑๒ ข้อ โดย นายคริสตมาส ฮัมเฟรย์ เอม. เอ. แอลแอล. บี นายกพุทธสมาคม ลอนดอน (1) Self-salvation is for any man the immediate task. If a man lay wounded by a poisoned arrow he would not delay extraction by demanding details of the man who shot it, or the length and make of the arrow. There will be time for ever increasing understanding of the Teaching during the treading of the Way. Meanwhile, begin now by facing life as it is, learning always by direct and personal experience. (๑) การช่วยตัวเองให้รอดพ้น เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้อง ลงมือทำทันที. เมื่อใครคนหนึ่งถูกยิงล้มลงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เขาไม่ควรรีรอในการดึงเอาลูกศรออก เพราะไปมัวต้องการ ทราบรายละเอียดเสียก่อนว่า ใครเป็นผู้ยิง หรือว่าลูกศรนั้น ยาวเท่าไร ทำด้วยอะไร เป็นต้น. เวลาจะมีเพียงพอสำหรับ การเข้าใจในพระโอวาทยิ่งขึ้น ๆ เสมอ ในขณะที่กำลังดำเนิน ไปในธรรมปฏิบัตินั่นเอง. จงเริ่มต้นด้วยการมองดูชีวิต ตาม

น.438 ๑๒๙ ที่มันเป็นอยู่อย่างไร เสียแต่ในบัดนี้ตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไปเถิด, ศึกษาอยู่เสมอ โดยอาศัยสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแก่ชีวิตจิตใจของตนเอง โดยตรง เป็นบทเรียน. (2) The first fact of existence is the law of change or impermanence. All that exists, from a mole to a mou- tain, from a thought to an empire, passes through the same eycle of existence-i.e., birth, growth, decay and death. Life alone is continuous, ever seeking self-expression in new forms. "Life is a bridge ; therefore build no house on it." Life is a process of flow, and he who clings to any form, however splendid, will suffer by resisting the flow. (๒) กฎความจริงข้อแรกที่สุด แห่งความมีความเป็น ของสิ่งทั้งหลายนั้น คือ "กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง" หรือ ความไม่คงอยู่ถาวร. ทุกสิ่งที่กำลังมีอยู่เป็นอยู่ นับตั้งแต่ไฝดำ เล็กๆขึ้นไปจนถึงภูเขา, หรือจากความคิดฝัน ขึ้นไปจนถึง อาณาจักรที่สร้างขึ้นสำเร็จตามฝัน ล้วนแต่ผ่านไปในภพสัง สาระ (กล่าวคือความวนเวียนของความมีความเป็น) วงเดียวกัน กล่าวคือวงกลมแห่งความเกิดขึ้นแห่งความงอกงาม ความเสื่อม และความแตกดับ. ลำพังชีวิตล้วน ๆ เป็นของไม่มีที่สิ้นสุด, กำลังแสวงหาโอกาสที่จะแสดงตัวมันเองออกมาในรูปใหม่แบบ- ใหม่ เสมอไปไม่มีหยุด. ชาวจีนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือสะพาน

น.439 ๑๓๐ ฉะนั้น อย่าสร้างบ้านเรือนลงบนชีวิตนั้นเลย. ชีวิตคือเกลียว ของความไหล, และบุคคลที่เข้าไปยึดมั่นต่อชีวิตฉากใด ๆ แม้ จะเป็นฉากที่สวยงามที่สุดก็ตาม เขาจะต้องได้รับทุกข์อันเกิด จากการทวนกระแส. (3) The law of change applies equally to the 'soul'. There is no principle in an individual which is immortal and unchanging. Only the "Namelessness," the ultimate Reality, is beyond change, and all forms of life, including man, are manifestations of this Reality. No one owns the life which flows in him any more than the electric light bulb owns the current which gives it light. (๓) กฎของความเปลี่ยนแปลง ตามที่กล่าวมานั้น นำไปใช้ได้กับสิ่งที่เรียกว่า "ตัวตน" โดยเสมอกันกับสิ่งอื่น ๆ. ไม่มีหลักเครื่องยืนยันอันใด ในแต่ละสิ่ง อันจะยืนยันว่าสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ตาย และไม่เปลี่ยนแปลง. เว้นเสียแต่ "ภาวะ ซึ่งใครตั้งชื่อให้ไม่ได้” กล่าวคือสัจจภาวะอันตายตัว เท่านั้น, อันนี้ย่อมอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลง. ชีวิตหลาย ๆ รูป หลายๆ แบบ รวมทั้งที่เป็นมนุษย์นี้ด้วย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกส่งออกมา จากสัจจภาวะอันตายตัวนั้น. ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของชีวิต ซึ่ง กำลังไหลผ่านอยู่ในตัวเขา ได้มากไปกว่าที่หลอดไฟฟ้าจะเป็น เจ้าของกระแสไฟฟ้า ซึ่งกำลังไหลเข้าไปจุดไส้ในหลอดนั้น ให้สว่าง.

น.440 ๑๓๑ (4) The universe is the expression of law. All effects have causes, and man's soul or character is the sum total of his previous thoughts and acts. Karma, meaning action-reaction, governs all existence, and man is the sole creator of his circumstances and his reaction to them, his future condition, and his final destiny. By right thought and action he can gradully purify his inner nature, and so by self-realisation attain in time liberation from rebirth. The process covers great periods of time, involving life after life on earth, but ultimately every form of life will reach Enlightenment. (๔) โลกนี้ทั้งโลก คือ ฝีไม้ลายมือที่กฎธรรมชาติ (คือ สัจจภาวะอันตายตัว) นั้นแสดงออกมาให้เห็น. สิ่งซึ่งเป็นผล ล้วนแต่มีเหตุ. สิ่งซึ่งเราพากันเรียกว่า ตัวตน หรือลักษณะ ประจำตัวตน ของมนุษย์เรานี้ ก็คือผลรวบยอดของความคิดนึก และการกระทำอันมีมาแล้วในอดีต ของมนุษย์นั้นเอง. กรรม ซึ่งหมายรวมทั้งการกระทำ และผลอันเกิดจากการกระทำนั้น ๆ ย่อมบังคับบัญชาอยู่เหนือสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งกำลังมีกำลังเป็น, และ มนุษย์นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้สร้างเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นใส่ตัวเขา พร้อมทั้งผลสะท้อนต่อ ๆ ออกไปจากเหตุการณ์นั้น ๆ, สร้าง สภาพอนาคตของเขา และโชคชะตาสุดท้ายของเขา. โดยอาศัย การคิดถูกและกระทำชอบ เขาย่อมสามารถทำสันดานในภายใน ของเขาให้บริสุทธิ์ขึ้นทีละน้อย ๆ, และอาศัยการเห็นความจริง

น.441 ๑๓๒ อย่างแจ่มแจ้งของเขาเอง ภายในเวลาอันสมควร เขาย่อมลุถึง ความเป็นอิสระ พ้นจากการที่ต้องเวียนมาเกิดใหม่. ความค่อย เป็นค่อยไปเช่นว่านี้ อาจกินเวลานานหลายกัลป์ นับรวมทั้ง การเกิดแล้วเกิดอีกบนแผ่นดินโลกนี้ ก็จริง, แต่ว่าในที่สุด ชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้ ทุกรูปทุกแบบ จะเข้าถึงการตรัสรู้ โดยจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้. (5) Life is one and indivisible, though its ever- changing forms are innumerable and perishable. There is, in truth, no death, though every form must die. From an understanding of life's unity arises compassion, a sense of identity with the life in other forms. Compassion is des- cribed as "the Law of laws-eternal harmony," and he who breaks this harmony of life will suffer accordingly and delay his own Enlightenment. (๕) ชีวิตเป็นของสิ่งเดียว และแบ่งแยกไม่ได้, แม้ ว่ามันจะมีรูปร่างซึ่งกำลังเปลี่ยนอยู่เรื่อยไปไม่หยุดหย่อน อันมี จำนวนนับไม่ไหว และเป็นของพังทลายได้ก็ตาม. ตามความ จริงนั้น ความตายของชีวิต ไม่มี, แม้ว่ารูปหนึ่งแบบหนึ่งของ ชีวิต จะต้องละลายไปทุก ๆ แบบ. จากความเข้าใจซึ้งถึงความ ที่ชีวิตเป็นของอันเดียวกันหมด นี่เอง ย่อมเกิดความเมตตา กล่าวคือ ความรู้สึกต่อชีวิตในรูปอื่น ๆ ว่าเป็นชีวิตอันเดียวกัน

น.442 ๑๓๓ ทั้งนั้น. ความเมตตานี้ท่านยกขึ้นเป็น "กฎแห่งความเข้ากัน ได้ ไม่มีที่สิ้นสุด," ผู้ใดละเมิดกฎแห่งเมตตา หรือความเข้า กันได้สนิทระหว่างชีวิตต่อชีวิต นี้แล้ว ผู้นั้นจะต้องทนรับผล คือความเนิ่นช้าในการตรัสรู้ของตนเอง โดยเพียงพอกันกับ ความละเมิดของตนทีเดียว. (6) Life being One, the interests of the part should be those of the whole. In his ignorance man thinks he can successfully strive for his own interests, and this wrongly- directed energy of selfishness produces suffering. He learns from his suffering to reduce and finally eliminate its cause. The Buddha taught four Noble Truths: (a) The omnipre- sence of suffering ; (b) its cause, wrongly directed desire ; (c) its cure, the removal of the cause ; and (d) the Noble Eightfold Path of selfdevelopment which leads to the end of suffering. (๖) เมื่อชีวิตมีเพียงชีวิตเดียวเช่นนี้ ผลได้ผลเสียของ คนแต่ละส่วน ก็คือผลได้ผลเสียของคนทั้งหมดนั่นเอง. เพราะ ไม่ทราบเรื่องนี้ มนุษย์ก็คิดว่าเขาสามารถเก็บเกี่ยวเอาผล ประโยชน์เพื่อตัวเขาโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย ก็ทำได้ แรงอำนาจแห่งความเห็นแก่ตัว ซึ่งพุ่งไปอย่างผิด ๆ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้น. และเขาย่อมศึกษาจากความทุกข์ ของเขานั่นเอง เพื่อบรรเทามันเสียในเบื้องต้น และตัดรากเง่า

น.443 ๑๓๔ มันเสียในที่สุด. พระพุทธองค์ ได้ทรงสอนความจริงอัน ประเสริฐ ๔ ประการไว้ คือ (ก) ความเต็มไปด้วยทุกข์. (ข) ต้นเหตุของความทุกข์นั้น ๆ, กล่าวคือความปรารถนาอันพุ่งไป ผิด (ค) การดับทุกข์นั้น ๆ, กล่าวคือการเพิกถอนต้นเหตุ ของมันเสียให้สิ้น. และ (ง) วิธีอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ แปดประการ เพื่อความบ่มตัวเอง อันเป็นทางนำไปสู่ความสั้น สุดแห่งความทุกข์นั้น ๆ. (7) The Eightfold Path consists in Right (or perfect) Views or preliminary understanding, Right Aims or Motive, Right Speech, Right Acts, Right Livelihood, Right Effort, Right Concentration or mind-development, and, finally, Right Samadhi, leading to full Enlightenment. As Budd- hism is a way of living, not merely a theory of life, the treading of this Path is essential to self-deliverance. "Cease to do evil, learn to do good, cleanse your own heart : this is the Teaching of the Buddhas." (๗) วิถีอันประกอบด้วยองค์แปดประการนั้น คือ ประกอบด้วย ความเห็นถูก หรือความเข้าใจถูก ในเบื้องต้น ๑ ความมุ่งหมายหรือความดำริที่ชอบ ๑ พูดชอบ ๑ ทำชอบ ๑ เลี้ยงชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ดำรงสติชอบ ๑ และ องค์สุดท้าย คือการเพ่งจิตอย่างถูกต้อง ๑ ซึ่งนำไปสู่สมาธิเต็ม ที่ หรือการตรัสรู้. เพราะ พุทธศาสนาเป็นวิธีแห่งการครอง

น.444 ๑๓๕ ชีวิตแบบหนึ่ง มิใช่เป็นเพียงข้อคิดล้วน ๆ อันเกี่ยวกับชีวิต อย่างเดียว, ฉะนั้น การปฏิบัติดำเนินไปตามทางมีองค์แปดนี้ จึงเป็นตัวแก่นสาร ของการทำตนให้หลุดพ้น. "งดเว้นไม่ทำ ชั่ว, พยายามทำดี, ทำใจของท่านให้สะอาด นี่คือคำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย." (8) Reality is indescribable, and a God with attri- butes is not the final Reality. But the Buddha, a human being, became the All-Enlightened One, and the purpose of life is the attainment of Enlightenment. This state of Consciousness, Nirvana, the extinction of the limitations of self-hood, is attainable on earth. All men and other forms of life contain the potentiality of Enlightenment, and the process therefore consists in becoming what you are. "Look within : thou art Buddha." (๘) สัจจภาวะนั้น เป็นสิ่งซึ่งมีลักษณะบรรยายไม่ได้ พระเป็นเจ้ารวมทั้งคุณสมบัติประจำพระเป็นเจ้า ก็ไม่ใช่สัจจ- ภาวะอันสุดท้าย. แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นมนุษย์ ได้เป็นผู้ ตรัสรู้สิ่งทั้งปวง, อนึ่ง จุดที่ประสงค์ของชีวิต ก็คือการตรัสรู้ นั่นเอง. ระดับแห่งจิตในชั้นนี้ กล่าวคือนิพพาน ซึ่งเป็น ความดับแห่งความยึดติดในความเป็นตัวเป็นตนนั้น เป็นสิ่งที่ เราอาจลุถึงได้บนแผ่นดินผืนนี้. มนุษย์ตลอดถึงชีวิตที่กำลังอยู่

น.445 ๑๓๖ ในรูปอื่น ๆ (นอกไปจากรูปมนุษย์) ทั้งหมดก็ล้วนแต่มีอำนาจ ซึ่งจะทำให้ตรัสรู้ได้ อยู่ในตัวพร้อมแล้วทั้งนั้น, เพราะฉะนั้น การดำเนินไปสู่นิพพานโดยอำนาจนั้น เรื่อย ๆ ก็รวมอยู่ในความ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งท่านกำลังมีอยู่นั่นเอง. "จงมองดูข้างในซิ ท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเหมือนกัน." (9) From potential to actual Enlightenment there lies the Middle Way, the Eightfold Path "from desire to peace," a process of selfdevelopment between the "oppo- sites," avoiding all extremes. The Buddha trod this Way to the end, and the only faith required in Buddhism is the reasonable belief that where a Guide has trodden it is worth our while to tread. The Way must be trodden by the whole man, not merely the best of him, and heart and mind must be developed equally. The Buddha was the All-Compassion- ate as well as the All-Enlightened One. (๙) จากการตรัสรู้ชนิดที่ยังเป็นเพียงความหวัง ไปจน ถึงการตรัสรู้แล้วจริง ๆ นั้น มีทางสายกลางทอดไว้ให้เดิน, คือ ทางประกอบด้วยองค์แปด "จากความดิ้นรนไปสู่ความสงบ," เป็นการคืบหน้าของการบ่มตัวเองไปในระหว่างสิ่งซึ่งผิดตรงกัน ข้าม และหลีกเลี่ยงเสียจากการเล่นเตลิดเกินขอบเขตทุกๆ อย่าง. พระพุทธองค์ได้ทรงดำเนินไปตามนี้จนถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น ใน พุทธศาสนานี้ จึงต้องการแต่ความเชื่อ ชนิดที่เชื่อโดยมีเหตุผล

น.446 ๑๓๗ เพียงพอว่าทางที่ท่านผู้นำได้เดินไปจนถึงที่สุดแล้วนั้น ย่อมคุ้ม ค่าของเวลา ในการที่เราจะเดินตาม. ทาง ๆ นี้ ต้องเดินกัน ทุกคน มิใช่เฉพาะแต่คนที่ใครเห็นว่าดีกว่าเขาทั้งหมด, ทั้ง หัวใจกับจิตใจ ต้องเจริญสูงเสมอกันด้วย. พระพุทธองค์เป็น ผู้กรุณาต่อสรรพสัตว์ เช่นเดียวกับที่เป็นผู้รู้ในสรรพสิ่ง. (10) Buddhism lays great stress on the need of in- ward concentration and meditation, which leads in time to the development of the inner spiritual faculties. The subjective life is as important as the daily round, and periods of quietude for inner activity are essential for a balanced life. The Buddhist should at all times be "mind- ful and self-possessed," refraining from mental and emo- tion attachment to "the passing show." This increasingly watchful attitude to circumstance, which he knows to be his own creation, helps him to keep his reaction to it always under control. (๑๐) พุทธศาสนาย้ำหนัก ไปในทางต้องการให้ผู้ ปฏิบัติรวบรวมกำลังจิต และเพ่งพิจารณา ในด้านใน ก็จะนำ เขาไปสู่ความแก่จัดของอินทรีย์ในฝ่ายจิต และที่เป็นภายใน. การบำเพ็ญประโยชน์ทางจิตที่ได้รับเฉพาะตนผู้เดียวนี้ เป็นสิ่ง สำคัญเหมือนกับหน้าที่ประจำวันอื่น ๆ อันตนจะพึงทำ. เวลา ที่ทำความสงบจิต เพื่อให้เกิดกรรมนียภาพ (คือความคล่อง

น.447 ๑๓๘ แคล่วพร้อมที่จะตรัสรู้) แก่จิตนั้น นับว่าเป็นตัวแก่นสารของ ชีวิตที่มีการประคับประคองไว้ตามทางธรรม. พุทธบริษัทควร เป็น "ผู้มีสติ และคุ้มครองตนเองได้" อยู่เสมอทุกเวลา เว้นขาดเสียจากการหลงติดอกติดใจ และฟุ้งไปตามอารมณ์ยั่ว ยวน ที่ "ผ่านมาชั่วแล่น." กิริยาที่เขามีสติสัมปชัญญะต่อสิ่ง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเขา สมบูรณ์รอบคอบยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ ซึ่งเขาก็ทราบดีว่า เป็นคุณธรรมที่เขาสร้างขึ้นมาเองนี้ ย่อมจะ ช่วยให้เขาสามารถควบคุมการที่เขาจะทำตอบ ต่อสิ่งใด ๆ ที่เข้า มาเกี่ยวข้องนั้น ให้อยู่ในอำนาจของเขาได้เสมอไป. (11) The Buddha said: "Work out your own salva tion with diligence." Buddhism knows authority for truth save the intuition of the individual, and that is authority for himself alone. Each man suffers the consequences of his own acts, and learns thereby, while helping his fellow men to the same deliverance ; nor will prayer to the Buddha or to any God prevent an effect from effowing its cause. Buddhist monks are teachers and exemplars, and in no sense intermediates between Reality and the indivdual. The utmost tolerance is practised towards all other religions and philosophies, for no man has the right to interfere in his neighbour's journey to the Goal. (๑๑) พระพุทธองค์ตรัสว่า "จงสร้างความหลุดพ้น ของท่านเองให้สำเร็จด้วยความแข็งขันเถิด." พุทธศาสนาไม่

น.448 ๑๓๙ ใช้อำนาจบัญญัติอะไรไว้ตายตัว เกี่ยวกับความจริงที่ใครจะ บรรลุถึง, แต่ปล่อยไว้ให้เขาเข้าใจซึมซาบของเขาเอง ให้เป็น อำนาจบัญญัติของเขาเองโดยเฉพาะ. ทุกคนย่อมทนเสวยผล แห่งการกระทำของตนเอง และศึกษาหาความจริงจากการเสวย ผลกรรมนั้นเอง, ทั้งในขณะนั้น ก็กำลังช่วยเพื่อนฝูงของตน ให้ได้รับความรอดพ้นอย่างเดียวกันด้วย, ทั้งไม่ทำการอ้อนวอน ต่อพระพุทธองค์ หรือต่อพระเป็นเจ้าองค์ใด ๆ ว่าให้ทรงช่วย ห้ามกัน อย่าให้ผลกรรมติดตามเหตุของมัน มาสู่ตัวเขา. บรรดาพระพุทธสาวกทั้งหลาย ย่อมเป็นทั้งครูผู้สอน และผู้ทำ ตัวอย่างให้ดู, ไม่ได้ทำตนเป็นเอเย่นต์หรือสื่อกลางระหว่าง สัจจภาวะ กับบุคคลผู้ปรารถนาจะลุถึงสัจจภาวะนั้นเลย ไม่ ว่าโดยทางใด. พุทธศาสนายอมอะลุ้มอะหล่วย จนถึงสุดขีด ที่จะอะลุ้มอะหล่วยได้ ต่อบรรดาศาสนาและปรัชญาของพวก อื่น ๆ ทุกพวก เพราะว่าไม่มีใครทรงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรม ในอันที่จะเข้าไปขัดขวางทางดำเนินไปสู่จุดยอดแห่งความ ปรารถนาของเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน. (12) Buddhism is neither pessimistic nor "escapist," nor does it deny the existence of God or soul, though it places its own meaning on these terms. It is, on the contrary, a system of thought, a religion, a spiritual science

น.449 ๑๔๐ and a way of life, which is reasonable, practical and all- embracing. For over two thousand years it has satisfied the spiritual needs of nearly one-third of mankind. It appeals to the West because it has no dogmas, satisfies the reason and the heart alike, insists on self-reliance coupled with tolerance for other points of view, embraces science, religion, philosophy, psychology, ethics and art, and points to man alone as the creator of his present life and sole designer of his destiny. Peace to all Beings (๑๒) พุทธศาสนา ไม่ใช่ลัทธิแห่งการมองสิ่งทั้งหลาย ในแง่ร้าย และทั้งไม่ใช่ "ลัทธิที่สอนให้คอยแต่จะหลบหนี," และทั้งไม่ใช่ลัทธิที่ปฏิเสธความมีอยู่แห่งพระเป็นเจ้า หรือความ มีอยู่แห่งสิ่งที่เรียกกันว่า ตัวตน, แม้ว่าพุทธศาสนาจะได้ให้ ความหมายตามแบบแห่งพุทธศาสนา แก่คำว่า พระเป็นเจ้า กับคำว่า ตัวตน นั้นเสียใหม่แล้ว. แต่ตรงกันข้ามทีเดียว, พุทธศาสนานั้นเป็นทั้งระบอบความคิด เป็นทั้งศาสนา เป็นทั้ง วิทยาศาสตร์ทางจิต เป็นทั้งทางดำเนินของชีวิต และประกอบ อยู่ตามหลักแห่งเหตุผล, ไม่เหลือวิสัยแห่งการปฏิบัติ, และ เข้าไหนเข้าได้ไปทุกทาง. เป็นเวลากว่าสองพันปีมาแล้วที่พุทธ ศาสนาได้ทำให้ความปรารถนา ทางฝ่ายด้านจิตใจ ลุถึงผล

น.450 ๑๔๑ ตามที่ตนปรารถนา ให้แก่มนุษย์เกือบหนึ่งในสาม ของพลโลก ทั้งสิ้น. พุทธศาสนากล้าเสนอตัวเองให้ชาวตะวันตกรับเอา ก็ เพราะเหตุว่า พุทธศาสนาไม่มีหลักลัทธิอันใด ที่มีการบัญญัติ เอาเองตามใจชอบอย่างงมงาย, และเป็นศาสนาที่ทำให้เกิดความ พอใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเอาเหตุผลเป็นประมาณ หรือจะเอาความ รู้สึกของจิตใจเป็นประมาณ ก็ตาม, เป็นศาสนาที่รบเร้าให้ใช้ ความแน่ใจของตัวเองเป็นใหญ่ และพร้อมกันนั้น ก็มีการ ผ่อนผันสั้นยาว ต่อความคิดเห็นของชนพวกอื่นด้วย, สามารถที่ จะกลมกลืนกันได้กับ วิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา ธรรมจริยา และศิลปะ, และเป็นศาสนาซึ่งเมื่อมีปัญหาขึ้นว่า ใครเป็นผู้สร้างชีวิตปัจจุบัน และใครเป็นผู้บังคับโชคชะตาของ มนุษย์แต่ละคนให้เป็นไป ก็ตอบชี้ไปยังตัวมนุษย์ผู้นั้น นั่นเอง สันติสุข จงมี แด่สรรพสัตว์

น.452 ๑๔๔ บันทึกท้ายเรื่อง ผู้ที่ได้อ่านต้นฉบับนี้ก่อนนำลงพิมพ์ ได้ท้วงว่า สำเนาคำแปล นี้ ไม่เหมือนกับสำเนาคำแปลในสมุดเอกสารพุทธธรรม ซึ่งแปลโดย ท่านเจ้าคุณศรีวิสุทธิญาณ ฯ ขอทำความเข้าใจไว้ในที่นี้ว่า การแปล เสียใหม่ไม่ถือเอาตามสมุดเอกสารฉบับนั้น ๆ ก็เพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ทันทีโดยไม่ต้องนึก สำหรับพวกที่ไม่เคยชินกับธรรมะ เช่น พวก นักศึกษาหนุ่ม, และสำหรับ อุบาสก อุบาสิกา ที่ไม่คุ้นกับคำอธิบาย ธรรมะด้วยภาษาไทยในสำนวนฝรั่งสั้น ๆ แปลคำต่อคำเช่นนั้น. ไม่ใช่ เพราะมีความเห็นแย้งสำนวนคำแปลซึ่งแปลอย่างเร่งร้อน และรักษา รูปพยัญชนะนั้นแต่อย่างใด. - ผู้แปล ๑๕ มีค. ๙๐

น.453 ๑๔๕ ต่อไปนี้ คือคำอธิบายที่จะชี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่า ข้อไหน สรุปเป็นหัวข้อสั้น ๆ ได้ว่าอย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น. ข้อ .๑ ลงมือทำทันทีที่ทราบว่าตัวมีทุกข์ ข้อนี้อยู่ในรูปของพุทธภาษิต ที่พระองค์ตรัสตำหนิผู้ที่ ไม่สนใจในการปฏิบัติตามอริยสัจ ๔ เพราะมัวแต่อยากไปสงสัย ในปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ โลกเที่ยงหรือไม่ มีที่สุด หรือไม่ คนที่ตายไปเกิดใหม่นั้น คนเดียวกันหรือไม่ ฯลฯ แล้วพระองค์ตรัสเปรียบด้วยคนถูกลูกศร. เป็นอันว่า นายฮัม- เฟรย์ ได้จำลองเอาพระพุทธภาษิตมาทั้งคุ้น จึงไม่เป็นปัญหา อย่างใดเลย. แล้วเขายังแถมอธิบายเป็นทำนองตอบคำถามไว้ ด้วยเสร็จ เผื่อใครจะเกิดสงสัยขึ้นว่า ถ้าไม่ให้ถามหรือไม่ให้ เรียนอะไรเสียให้เพียงพอก่อนแล้ว จะปฏิบัติได้อย่างไร. เขา ตอบไว้เสร็จว่า การดำเนินทางนี้ เมื่อเดินไปนั่นแหละ เป็น การเรียนไปพร้อมกันในตัว เวลามีเพียงพออยู่ในนั้น ไม่ต้อง รอเรียนจบพระไตรปิฎก เป็นต้น แล้วจึงลงมือปฏิบัติ. ให้ดู สิ่งที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตที่ตนรู้สึกด้วยใจเอง แล้วหาคำตอบเอาจาก

น.454 ๑๔๖ นั้น จะได้คำตอบที่ถูกต้องยิ่งกว่าการอ่านหรือการฟังจากผู้อื่น ซึ่งช่วยได้แต่เพียงชั้นต้น ๆ. ข้อ ๒ สิ่งที่ไม่เที่ยง หมายถึงชีวิต และแบบหรือรูปต่าง ๆ ของชีวิต ไม่ว่า จะเป็นวัตถุ หรือเป็นนามธรรม ล้วนแต่ตกอยู่ใต้กฎแห่งความ ไหลเวียน จึงไม่เที่ยง. ชีวิตไหลเลื่อนไปเป็นวงเหมือนล้อรถ ตีนตะขาบ ชาวจีนจึงว่า ชีวิตนี้เหมือนสะพานเลื่อน. ครั้น ใครเข้าไปยึดถือเอาตอนใดตอนหนึ่ง หรือรูปใดรูปหนึ่งเป็น ของตัว เขาก็ต้องใจหายใจคว่ำ กระหืดกระหอบไปตามความ ไหลเลื่อนเปื้อนของชีวิต ซึ่งเปลี่ยนรูปเสมอไม่หยุดหย่อน ชีวิตนั้น ที่แท้ไม่มีตัว, แต่ได้สมมตลงบนตัวความไหลนั่นเอง เป็นตัวชีวิต และถือว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสิ่งที่ไหลเลื่อนนั้น คงทยอยตามกันเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นอนันตกาล. หมายความ สั้น ๆ ว่า สังขารทั้งหลายแล้ว ก็ต้องไม่เที่ยงคือเปลี่ยนเสมอ ความเปลี่ยนนั้นมีเป็นอนันตกาล เพราะฉะนั้น ชีวิตจึงถูกถือว่า เป็นอนันตกาล คือมีไม่สิ้นสุด.

น.455 ๑๔๗ ข้อ ๓ สิ่งที่เที่ยง ข้อนี้หมายถึงธรรมะประเภทอสังขตะ คือเป็นวิสังขาร ได้แก่นิพพาน. เมื่อจะปฏิเสธฝ่ายที่ไม่เที่ยง อย่าให้เข้ามาปะปน กับฝ่ายที่เที่ยง นายฮัมเฟรย์ จึงกล่าวปฏิเสธอย่างเด็ดขาด อีกครั้งหนึ่ง คือปฏิเสธ "ตัวตน" ซึ่งเคยเข้าใจกันว่า เที่ยง, ชี้ว่าเป็นสิ่งที่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง เช่นเดียว กับสิ่งที่ไม่เที่ยงและเห็นได้ง่าย ๆ ทั้งหลาย. ยกเว้น "ภาวะซึ่ง ใครตั้งชื่อให้ไม่ได้" เสียแล้ว สิ่งนอกนั้นไม่มีหลักอะไรในตัว มันเอง อันแสดงให้เห็นว่ามันเป็นของเที่ยง, ยิ่งดูไปพิจารณาไป ยิ่งเห็นว่าไม่เที่ยงมากขึ้นทุกที. แล้วยืนยันไว้ว่า พวกสังขาร ทั้งหลายนั้น ออกมาจากวิสังขาร ซึ่งข้อนี้พุทธบริษัทในประเทศ ไทยเรา ก็เคยยืนยันกันเหมือนกัน เพราะถือว่า กฎที่บังคับ ให้สิ่งทั้งปวงเวียนไป (คือ เกิด เจริญ เสื่อม ดับ) เป็น สิ่งที่มีอยู่ และกฎนี้เป็นธรรมะประเภทวิสังขาร หรืออสังขตะ, เป็นตัวบันดาลให้สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขาร ไหลเวียนเลื่อนลอย ไป และสมมตเรียกเกลียวแห่งความไหลเลื่อนนั้นว่าชีวิต มี หลายรูปหลายแบบ เพราะมันเปลี่ยนเรื่อยไป. ตลอดเวลาที่ กฎอำนาจบังคับอันนั้นยังมีอยู่เพียงใด ชีวิตก็ยังคงมีอยู่เพียงนั้น

น.456 ๑๔๘ เพราะว่าความไหลของสิ่งทั้งหลายยังมีอยู่เพียงนั้น. ฉะนั้น ชีวิต จึงพลอยเป็นอนันตกาลไปด้วย เช่นเดียวกับที่ วิสังขารเป็น อนันตกาล แต่เป็นอนันตกาลคนละแบบ คือ อันหนึ่งไหล อันหนึ่งหยุด. อันไหนอยากพ้นทุกข์ ก็จงหลีกออกมาเสียจาก การไหล เข้ามาอยู่เสียกับอันที่หยุด ก็แล้วกัน. นายฮัมเฟร่ย์ จึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องชี้ หรือกล่าวถึงสิ่งที่เที่ยง หรือหยุดนี้ ไว้ด้วย ให้เป็นคู่กันกับสิ่งที่ไหลไม่หยุด เขาจึงกล่าวไว้เป็นข้อ ที่สาม. และว่าความไหลนั้น ใครเข้ายึดเอาเป็นเจ้าของไม่ได้ ถ้าใครขืนทำ ก็มีผลเท่ากับที่หลอดไฟฟ้า จะเกิดยึดเอาว่า มันเองเป็นเจ้าของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าไปจุดไส้ในหลอดนั้น ให้สว่าง ซึ่งก็เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนดีอยู่แล้ว. ทั้งนี้ ก็เพื่อ ให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อสิ่งไม่เที่ยง หันไปสนใจในสิ่งที่เที่ยง นั่นเอง. ข้อ ๔ กฎแห่งกรรม นี้กล่าวถึงเหตุผล และกฎแห่งเหตุผล. สากลโลกเป็น ผลแห่งการไหลเวียนของสิ่งที่ไหลเวียน และถือว่าอำนาจที่ทำ ให้ไหลเวียนนั้นอยู่ที่กฎประจำโลก หรือประจำสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.

น.457 ๑๔๙ สิ่งที่เป็นเหตุ ย่อมให้เกิดผล หรือกล่าวกลับกันก็ว่า ผลทั้งหลาย ย่อมมีเหตุ จึงเกิดขึ้นได้. ที่เคยเป็นผลในระยะหนึ่ง กลับกลาย เป็นเหตุในระยะต่อมาก็ได้ เช่นแม่ให้เกิดลูก แล้วลูกนั้นก็กลาย เป็นแม่ให้เกิดลูก ฯลฯ ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด. แล้วมีกฎละเอียด ซ้อนอยู่ในนั้นอีกว่า เหตุละเอียดประณีตหยาบเลวมากน้อย อย่างไร ผลย่อมเกิดขึ้นอย่างนั้น. ทุกอย่างมีกฎตายตัว แต่มี มากเกินกว่าที่จะคำนวณไหว และเราไม่สามารถมองทะลุลงไป ได้ถึงเหตุเสมอไป หรือแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่อาจมองเห็นเหตุ เลยก็ว่าได้ เราจึงสนใจกันอยู่เพียงแค่ผล และคอยแต่จะเข้าใจผิด ไปต่าง ๆ นานา. กรรมก็คือกฎแห่งเหตุผล จึงได้บังคับบัญชา อยู่เหนือสิ่งทุกสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล ซึ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย นอกจากนิพพานอย่างเดียว, เพราะนิพพานเป็นที่ดับแห่งเหตุ และผล. เหตุผลย่อมไหลเวียนไปตามอำนาจแห่งกฎของมันเอง เขาจึงว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างอนาคตและบังคับโชคชะตาของตน เอง แล้วแต่ว่าตัวเหตุผลนั้นมันเป็นไปอย่างไร เพราะว่า ตัว ความเป็นไปแห่งเหตุผลนั่นแหละคือตัวมนุษย์. ที่เกี่ยวกับการ พ้นทุกข์นั้น อธิบายว่าเหตุผลเดินไปในทางแห่งวิชชา หรือ ญาณ หรือความรู้ คือเป็นเหตุผลฝ่ายกุศล มันค่อยเป็นค่อยไป ของมันเอง เพราะชีวิตคือการศึกษา แต่จะช้ามากหรือช้าน้อย

น.458 ๑๕๐ นั้น อยู่ที่เหตุผลพิเศษเฉพาะราย ทุกชีวิตจึงไหลไปยังการ ตรัสรู้ คือเหตุผลไหลไปทางสูง มีจุดยอดอยู่ที่ได้ตรัสรู้สิ่งซึ่ง ทำให้หยุดไหล. เพราะได้สิ่งซึ่งทำให้หยุดอยาก หยุดต้องการ จึงหยุดไหล. นายฮัมเฟร่ย์ จึงยืนยันซ้ำไว้ในข้อนี้ว่า ชีวิต ทุกรูปทุกแบบจะต้องตรัสรู้ ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว จะเป็นอย่างอื่น ไม่ได้. ข้อ ๕ เมตตา ข้อนี้ เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไรก็ได้. เมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาบริสุทธิ์นั้น ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ตั้งอยู่บนอำนาจ ของตัณหา แต่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจของปัญญา คือรู้ว่าชีวิตทุกรูป ทุกนามนั้น เป็นของอันเดียวกัน หรือชีวิตมีเพียงอันเดียว เช่นเดียวกับอากาศเป็นอากาศอันเดียว. พอเข้าใจถูก เมตตา ชนิดที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงก็มีมาเอง. และเมตตานี้เป็นความ จริงอันหนึ่งเหมือนกัน ทุกคนต้องผ่านความจริงอันนี้ ไปหา ความจริงใหญ่ หรือที่รวมของความจริง กล่าวคือการตรัสรู้ ฉะนั้นผู้ที่อยากจะตรัสรู้ จึงข้ามเมตตาไปไม่ไหว และไม่มีทาง.

น.459 ๑๕๑ ข้อ ๖ อริยสัจ นายฮัมเฟร่ย์ พรรณนาภูเขาลูกเดียวกัน แต่เป็นอีก ด้านหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยได้พูดกันคือแทนที่จะพูดว่าทุกข์เกิดมา จากตัณหา พูดว่าทุกข์เกิดมาจาก ความสำคัญผิดหรือเข้าใจผิด ที่จริงเรื่องนี้ แม้ที่อยู่ในรูปพุทธภาษิตเอง ก็กล่าวไว้หลายอย่าง: ในอริยสัจทั่วไป ตรัสว่าทุกข์มาจากตัณหา; ในอริยสัจใหญ่ คือ ปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกข์มาจากอวิชชา หรือความไม่รู้; และ ในบางแห่งมีนัยอันวางไว้ว่า ทุกข์มาจากอุปาทาน คือความ ยึดถือ. ที่กล่าวไว้หลายอย่างเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการกล่าวผิด เป็น แต่กล่าวให้เหมาะกับเรื่องนั้นๆ เพราะ ไม่ว่าอะไรที่เป็นฝ่าย อกุศล หรือสังขารแล้วมันก็ไปสุดอยู่ที่อวิชชาด้วยกันทั้งนั้น. ตัณหาหรืออุปาทานก็ตาม ล้วนมาแต่อวิชชา. และยังมีทางที่ จะกล่าวได้อีกหลายอย่าง ในฐานะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์. ข้าพเจ้า จึงว่า เรากำลังกล่าวถึงภูเขาลูกเดียวกัน. ข้อความนอกนั้น เข้า ใจกันอยู่ดีแล้วในประเทศไทยเรา. ข้อ ๗ มรรคมีองค์แปด รายละเอียดอันเกี่ยวกับองค์แปดนั้น ไม่ต้องอธิบาย

น.460 ๑๕๒ สำหรับพุทธบริษัทชาวไทยเรา. แต่มีข้อที่ต้องย้ำกันอยู่เสมอ ๆ เพื่อ กันลืม ว่ามรรคนี้มีไว้สำหรับเดินตาม ไม่ใช่เพียงเขียน แผนที่สำหรับเรียน. และการเดินตามมรรคเป็นลำดับไปนั่น แหละ คือตัวการกระทำเพื่อเข้าถึงการตรัสรู้. ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้สะอาด ๓ อย่างนี้ ก็คือมรรคนั่นเอง คือขยายออกเป็น แปดก็ได้. เท่ากับที่ "แปด" ขององค์มรรค ย่นลงให้เหลือ เพียง "สาม" ก็ได้เช่นเดียวกัน. ข้อ ๘ ตรัสรู้ได้ทุกคน ข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ค่อยจะชินหู สำหรับพวกพุทธบริษัท ฝ่ายเถรวาท เช่นในประเทศไทยเรา. แต่สำหรับฝ่ายมหายาน นั้น ก็เป็นของธรรมดา. และความเป็นมหายานหรือยานใหญ่ ของเขา ก็มีใจความสำคัญ อยู่ตรงที่ทำให้ทุกคนมีหวังที่จะ ตรัสรู้นี่เอง และทั้งสอนให้รอคอยกันด้วย. แต่เมื่อเอาความ จริง ความถูกเป็นเกณฑ์กันแล้ว ทั้งเถรวาท และมหายาน ก็ต้องยอมรับตรงกัน. คือเมื่อยอมรับว่า ชีวิตทุกรูปทุกแบบ! มีการตรัสรู้เป็นจุดที่ประสงค์ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๔ แล้ว ในข้อนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร. การที่ นายฮัมเฟร่ย์ กล้ากล่าวว่า

น.461 ๑๕๓ เราอาจตรัสรู้ได้บนแผ่นดินผืนนี้ ก็เพราะว่าโลกนี้เหมาะสำหรับ เป็นบทเรียนแห่งการตรัสรู้ยิ่งกว่าพรหมโลกหรือเทวโลก เพราะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้บนโลกนี้. ที่ว่าอำนาจที่จะทำให้ตรัสรู้ มีอยู่ ในตัวพร้อมแล้วทุกคนนั้น เป็นการกล่าวถูกอย่างยิ่ง เพราะว่า ทุกคนกำลังไหลไปนิพพาน ผิดกันเพียงแต่ยังอยู่ใกล้ไกลกว่า กันเท่านั้น. เมื่อมีเจตนาอยากจะพ้นทุกข์ อันนั้นแหละ จะเป็น กำลังอำนาจที่ทำให้ดิ้นรนไปยังความพ้นทุกข์เอง โดยไม่รู้สึกตัว. ยิ่งได้ผ่านทุกข์มามาก ๆ ก็ยิ่งมีอำนาจนี้มากขึ้นเสมอ. ส่วน สมรรถภาพดั้งเดิมของจิตใจนั้น แม้ที่สุดแต่ของสัตว์เดรัจฉาน ก็มีพอที่จะขยายตัวไปในทางสูง งอกงามไปในทางที่ทำให้มันรู้ อะไรมากขึ้นกว่าเก่า จนถึงขีดที่จะเป็นฝักฝ่ายของการตรัสรู้แล้ว ค่อย ๆ เจริญขึ้นไปจนถึงการตรัสรู้. สำหรับผู้ที่กำลังเป็นมนุษย์ อยู่นั้น อย่างต่ำที่สุด ก็นับได้ว่า มีส่วนสัมพันธ์อยู่กับการ ตรัสรู้มากมายทีเดียว. แม้ว่าเขาจะกำลังมั่วสุมอยู่ในกามคุณเป็น ต้น ก็มิได้หมายความว่าเป็นการตัดหนทางที่จะไปข้างหน้าเสีย จนหมดหวัง เพราะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ชีวิตเป็นการ ศึกษา. มันจึงอยู่ที่ว่าเขาศึกษาได้มากน้อยเท่าไรต่างหาก ซึ่ง จะไม่ให้เป็นการศึกษาเสียเลยนั้นเป็นไปไม่ได้แน่. ความเบื่อ หน่ายที่ถึงกับทำให้หลุดพ้น ของพระพุทธเจ้า หรือพระมหา

น.462 ๑๕๔ สาวกทั้งหลาย ก็มาทางการศึกษาโลกในด้านกามคุณ และดู เหมือนจะกล่าวได้ว่า เป็นการศึกษาชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ หรือเตรียมอุดมอยู่ที่เดียว เพราะฉะนั้น เราจะมองไปทางไหน ก็ตาม เราจะพบแต่การศึกษาของชีวิตทุกรูปทุกแบบ เต็มไป หมด ไม่มีชีวิตใดที่อยู่นอกวงของการศึกษา ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม: จิตใจของเขาจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ เสมอ และนั่นคือความเจริญของจิตใจ หรือความค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง เป็นการดำเนินไปสู่นิพพาน ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของตัว มันเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าที่กำลังตรัสรู้. ข้อ ๙ ญาณสัมปยุตต์ ข้อนี้หมายถึง ความเชื่อ ที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้หรือ เหตุผล ไม่ใช่ความเชื่องมงายตามเขาบอก แล้วก็เชื่อทันที. ได้ ฟังอะไรแล้วมองเห็นลู่ทาง ชัดเจน ด้วยปัญญาของตนเอง ว่า มันจะเป็นไปอย่างนั้นได้จริง นี้เรียกว่าญาณสัมปยุตต์ คือ ความเชื่อที่เป็นไปตามเหตุผล. พุทธศาสนาเปิดโอกาสให้ใช้ ความเชื่อชนิดนี้ในเบื้องต้น ให้ความรู้กับความเชื่อเจริญสลับ กันไปและเป็นคู่กันไป จิตใจจึงสูงเร็ว. จากความตรัสรู้ที่ยัง

น.463 ๑๕๕ เป็นเพียงความเชื่อตามเหตุผลไปยังความตรัสรู้จริง คือรู้จัก นิพพานด้วยใจตนเองจริง ๆ นั้น มีทางสายกลางทอดไว้ให้เดิน คือมรรคมีองค์แปด ซึ่งมรรคมีองค์แปดนั้นก็คือ ความกลม กล่อมของปัญญากับความเชื่อที่ขนานเป็นเกลียวกันไปอีกนั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้เดินจึงไม่มีโอกาสที่จะใช้ความเชื่ออย่างงมงายถ้า เขาเดินตามทางนี้. คนที่เลื่อมใสใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ก็เพราะมองเห็นว่าท่านดีตรงที่อยู่คนละฝ่ายกับ ความทุกข์ เปรียบเสมือนอยู่ฝั่งโน้น คนละฝั่งกันกับเรา มอง เห็นจ่อหน้ากันอยู่ แต่เรากระโดดข้ามไปฝั่งโน้นไม่ได้ ทั้งที่ เราเห็นว่าฝั่งนี้เต็มไปด้วยทุกข์. แต่ถึงกระนั้น เขาก็เห็นชัด ด้วยปัญญาของเขาเอง ว่าท่านเหล่านั้น เดินไปถึงฝั่งโน้นแล้ว ได้รับผลเป็นเช่นนั้น ๆ เราเดินตามหรือข้ามไปก็เป็นการถูก เช่นเดียวกัน คุ้มค่าของการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง. ดังนั้น เขา จึงเสียสละและเดินตาม. นี่คือตัวญาณสัมปยุตต์ที่ใหญ่หลวง. ความเข้าใจถูกเบ็ดเตล็ดต่อๆ ไปอีก เช่นเห็นว่านั่นมันเหมาะ สำหรับทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนโง่ ฉลาด มั่งมี ยากจน ผู้หญิง ผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ ญาณสัมปยุตต์ย่อมจะลดส่วนสัด ของมันเอง ให้พอเหมาะพอดีกับจิตใจเสมอ นายฮัมเฟร่ย์ จึง กล่าวว่า หัวใจกับจิตใจต้องเจริญเสมอกัน. หรือกล่าวอีกอย่าง

น.464 ๑๕๖ หนึ่งก็คือว่า ความเชื่อหรือความต้องการในสิ่งนั้นต้องเสมอกัน กับปัญญาหรือความรู้ที่เข้าใจในสิ่งนั้น. ถ้าส่วนใดมากน้อยเกิน ส่วนไป ส่วนที่มากเกินไปย่อมไร้ประโยชน์ และอาจทำให้เกิด ความสับสนอลหม่านขึ้นได้ จนกว่าจะถูกเพิ่มหรือถูกลดให้พอ สมสัดสมส่วนกัน. พระพุทธเจ้ามีพระกรุณาในสรรพสัตว์ ย่อม หมายความว่า สัตว์ทั้งหมด อยู่ในข่ายของความกรุณาของ พระองค์ สัตว์ทั้งหมดจึงจำเป็นที่จะรับเอาธรรมะนั้น ๆ ตาม สัดส่วนแห่งปัญญาของตน, และข้อที่พระองค์เป็นสัพพัญญูคือ รู้ทุกสิ่งนั้น หมายถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้น มีกว้างขวาง ครอบ ไว้ทุกชั้นที่จิตใจของสัตว์ต่าง ๆ จะรับเอา. การเข้าใจพระพุทธ- เจ้าในลักษณะเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นญาณสัมปยุตต์เหมือนกัน เพราะเมื่อใครมองเห็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมรู้สึก ว่าธรรมะนี้ มีให้ทุกขนาด ไม่จำกัดขนาดเลยผิดกับสิ่งอื่น ๆ เขาทดลองชิมดูได้จากขนาดเล็กที่สุด ขึ้นไปตามลำดับ ก็ยิ่ง แน่ใจ และกล้าขยับขยายขึ้นไปหาขนาดหนักด้วยความมั่นใจ เพราะอำนาจแห่งปัญญา และเหตุผลของเขาเองไม่ต้องเกี่ยวกับ คนอื่น. พุทธบริษัทมีญาณสัมปยุตต์เป็นบริษัทประกันภัยให้ แก่ตัวเองดังว่ามานี้ และเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่ นายฮัมเฟร่ย์ จะเอามาจัดเป็นหลักข้อหนึ่ง. พุทธบริษัทชาวไทยเรา แม้ที่ สุดตามวัดตามศาลาก็พูดกันมากถึงเรื่องนี้.

น.465 ๑๕๗ ข้อ ๑๐ สติ สตินี้ เรียกกันในนามเต็มว่า "สติปัฏฐาน" สติ- ปัฏฐานนี้ เป็นทั้งสมาธิและปัญญาหรือทั้งสมถะและวิปัสสนา อยู่ในตัวเองเสร็จ. สมาธินั้น โดยกิริยาอาการ ก็คือการรวม กำลังจิตให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้มีกำลังมาก เพราะอำนาจ ความบริสุทธิ์ สงบ มีจุดหมาย มีจุดหมายอันเดียว มีกรรม- นียภาพ คือความคล่องแคล่วต่อหน้าที่อันมันจะต้องทำในขณะ นั้น. และจากนั้น จึงน้อมไปเพื่อวิปัสสนา คือเพื่อจะเห็น ความจริงอันลึกซึ้ง แต่โดยพฤตินัยนั้น มันน้อมของมันไปเอง เพราะว่าความอยากรู้นั้น มีอยู่เต็มปรี่เป็นต้นทุนอยู่ตั้งแต่ก่อน การเป็นสมาธิของมันจึงพอสักว่าน้อม มันก็น้อมไป. ยิ่งมีการ เพ่งเพื่อจะให้รู้มากขึ้นเท่าใด กำลังแห่งสมาธิ ก็มีมากขึ้นเพียง นั้นโดยลำพังตัวมันเอง เพราะเหตุที่จิตเป็นสภาพนามธรรม คล่องแคล่วต่อการเปลี่ยนตัวเป็นอย่างยิ่งและรวดเร็ว. " ความ เพ่งไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญามีไม่ได้แก่ผู้ไม่มีความ- เพ่ง" คำนี้เป็นพุทธภาษิต หรือเป็นคำมีเหตุผลทนต่อการ พิสูจน์. พุทธศาสนาจึงย้ำแต่เรื่องสติ (คือการรวมกำลังจิตแล้ว เพ่งหาความจริงข้อใดข้อหนึ่ง) ว่าเป็นตัวแก่นสารของการงาน

น.466 ๑๕๘ ทางจิต. เราไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีแต่สมาธิแล้วไม่มีปัญญา หรือมีแต่ปัญญาแล้วไม่มีสมาธิ. ขอให้มีขึ้นมาให้เห็นได้สักอย่างหนึ่งเถิด ก็จะเป็นอันว่ามีทั้งสองอย่าง. คือลงมือเจริญปัญญาเถิด อนันตริกะสมาธิก็เกิดขึ้นมารับปัญญาเอง. หรือมีสมาธิให้รุนแรงเถิด ปัญญาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งจะต้องคลอดออกมาเป็นผลของสมาธินั้น ไม่มากก็น้อย. แต่ตามทางของพุทธศาสนานั้น สรรเสริญอนันตริกะสมาธิ เพราะว่าเพียงแต่เจริญปัญญามันก็มาเอง จึงเป็นของที่อาจทำได้ทุกคน ไม่เลือกว่าจะเป็นใคร. เหตุนั้น ท่านจึงสอนให้ลงมือพิจารณาขันธ์ หรือธาตุโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เสียเลยทีเดียว. ยิ่งเพ่งพิจารณาไป อนันตริกะสมาธิก็เกิดเองโดยสมส่วนกัน ทำให้มรรคมีองค์แปด มีองค์ประกอบสมสัดสมส่วนเป็นมรรคสมังคีได้. ในที่นี้ นายฮัมเฟร่ย์ กล่าวโดยนิตินัยจึงกล่าวด้วยคำสองคำคือ Concentration คำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการรวมกำลังจิต. และ Meditation อีกคำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเพ่งจิตที่รวมกำลังได้แล้วนั้น ส่งไปยังปัญหาข้อใดข้อหนึ่งเพื่อขบให้แตกออกมา ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพียงพอแก่การดำเนินไปแล้วตามกฎแห่งจิตใจ. การเพ่งพิจารณาสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานั้น ก็คือการ Meditate

น.467 ๑๕๙ ในสิ่งนั้นนั่นเอง. คำว่าสมาธินี้ นักศึกษาชาวตะวันตกบางคนแปลว่า Meditation ก็มี แต่ส่วนมากที่ยุติกันนั้น แปลว่า Concentration แทบทั้งนั้น. พวกแรกเพ่งเอาพฤตินัยเป็นใหญ่ เล็งไปตามความจริงที่จิตมันจะดำเนินของมันไปเอง เป็นสำคัญถือว่าถูกโดยอรรถะ. แต่ไม่ถูกโดยพยัญชนะ. ส่วนพวกหลังหรือส่วนมาก ที่แปลว่า Concentration นับว่าถูกโดยพยัญชนะไม่มีที่ติเลย แต่ให้ผลน้อยอยู่สักหน่อยในทางหลักปฏิบัติเพราะให้เกิดความเข้าใจไม่เต็มที่. สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าเองนั้น ถ้าเราพิจารณาดูให้ดี เราจะเห็นเจตนาของพระองค์ว่าทรงรวมวิปัสสนาไว้ในคำว่า สัมมาสติโดยตรง. และรวมไว้ในคำว่าสัมมาสมาธิโดยอ้อม หรือโดยนิตินัย. มรรคมีองค์แปดของพระองค์จึงสมบูรณ์ คือมีวิปัสสนา หรือปัญญารวมอยู่ด้วยอย่างเต็มเปี่ยม. ฉะนั้นในที่นี้ ข้าพเจ้าจึงสรุปหัวข้อหลักพุทธศาสนาข้อนี้ของ นายฮัมเฟร่ย์ ว่าเขาว่าด้วย สติ. คือทั้ง Concentration และ Meditation รวมกัน. ข้อความตอนต่อไปของ นายฮัมเฟร่ย์ ชัดเจนดีแล้วว่า หมายถึงสติระลึกได้ทันท่วงที ที่กระทบอารมณ์ยั่วยวน คุ้มครองจิตหรือตัวเองไว้ได้ และสามารถยั้งใจในการกระทำตอบต่อสิ่งใด ๆ ที่เข้ามากระทบกระทั่งตนอันเราชอบเรียกกันในประเทศไทยเราว่า ไม่ยินดียินร้ายต่อโลกธรรมที่มากระทบ.

น.468 ๑๖๐ ข้อ ๑๑ ปัจจัตตภาวะ ความที่พุทธศาสนาเป็นของเฉพาะตัวผู้นั้นเป็นคน ๆ ไป ทั้งในส่วนปริยัติ คือการเรียน และปฏิเวธคือการเสวยผลของการกระทำ นี้เราเรียกว่าปัจจัตตภาวะ หรือภาวะแห่งความเป็นของเฉพาะตัว. เรียนเอง ทำเอง ได้ผลเอง คือปัจจัตตภาวะ. พระพุทธภาษิตที่ว่า "อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" อันพระองค์ตรัสเป็นคำสุดท้าย เมื่อจะเสด็จปรินิพพานนี้ นักศึกษาชาวตะวันตกชอบแปลกันอย่างที่ นายฮัมเฟร่ย์ เองก็แปลเช่นนั้นหรืออ้างเอามาเช่นนั้น, คือแปลว่า Work out your own salvation with diligence. ซึ่งข้าพเจ้าถอดความออกมาเป็นภาษาไทยอีกชั้นหนึ่งว่า "จงสร้างความหลุดพ้นของท่านให้สำเร็จ ด้วยความแข็งขันเถิด," แต่พวกเราในเมืองไทยพอใจแปลกันตามตัวพยัญชนะว่า "จงทำ (ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน) ให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาทเถิด" ชะรอยนักศึกษาพวกนั้นจะเห็นว่าความกล้าหาญและความแข็งขัน ก็คือความไม่ประมาทนั่นเอง เพราะถ้าประมาทเสียแล้ว ก็ไม่ขยันขันแข็ง. ข้อนี้ชอบกลอยู่บ้าง. แต่เมื่อเพ่งเล็งเอาแต่ใจความแล้ว เรื่องไปอย่างเดียวกัน คือให้รีบทำหน้าที่อันสำคัญของตัวเอง. อย่า

น.469 ๑๖๑ หวังคนอื่น อย่าผัดเวลา. และหลักที่ดีมากที่ นายฮัมเฟร่ย์ นำมากล่าวก็คือว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้วจะได้ผลปรากฏแก่จิตใจอย่างไรนั้น เราไม่ควรจะนำมาเขียนไว้ให้ตายตัว เพราะทำไม่ได้ มันไม่เหมือนกันทุกคน และบังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ของใคร ใครเห็นเอง ย่อมจะถูกกว่า ดีกว่าแน่นอนกว่า. ผลกรรมทั้งหลายผู้นั้นเสวยของเขาเอง, ขณะที่เสวยผลกรรมนั่นแหละ ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่ว เขาจะได้ความรู้ใหม่ ๆ เสมอไป ทั้งสามารถบอกกล่าวแก่เพื่อนฝูง ให้มีส่วนรู้เห็นความจริงนั้นตามสมควร เพื่อเขาจะพลอยได้รับผล โดยเร็วกว่าธรรมดา. ความเป็นปัจจัตตภาวะของพุทธศาสนานั้นขยายไปถึงว่า เราไม่หวังพึ่งผู้อื่น แม้แต่พระศาสดาของเราเองในเรื่องอันเกี่ยวกับการกระทำและการรับผลของการกระทำ. เขาทำสิ่งใดไว้ เขาต้องรับผลของสิ่งนั้น โดยที่พระเป็นเจ้าหรือใครก็มาแก้ไขไม่ได้. พระศาสดาหรือสาวกก็ตาม เป็นแต่ผู้ชี้ทางอย่างเดียว ไม่สามารถอุ้มเขาไป หรือเดินแทนเขา เขาต้องเดินเอง อย่างที่พระองค์ตรัสว่า ตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้ทางหรือบอกทางเท่านั้น (อกฺขาตาโร ตถาคต). นี่เรียกว่า ปัจจัตตภาวะในส่วนการทำ หรือการปฏิบัติ. เพราะเหตุที่การเข้าถึงความจริงเป็นปัจจัตตภาวะเฉพาะตัวใครตัวเขา เขา

น.470 ๑๖๒ ต้องมีความคิดเห็นของเขาเอง เขาจามาเห็นเหมือนเราโดยไม่มี เหตุผลของเขานั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเขากำลังเห็นอยู่ อย่างอื่นต่างจากเรา ก็ต้องอะลุ้มอะหล่วยปล่อยเขาไปก่อน ไม่มีประโยชน์อะไร ในการที่จะไปล่อ หรือบังคับขู่เข็นเขา ให้มาเห็นอย่างเดียวกับเรา ในเมื่อเหตุผลของเขายังไม่เป็นไป อย่างนั้น หรือยังไม่มากพออย่างเรา. ความรู้สึกว่า ธรรมะนี้ เป็นปัจจัตตภาวะ ทั้งการเรียน การทำ และการรับผลนี้เอง ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเป็นทางแห่งการอะลุ้ม- อะหล่วยจนสุดที่จะอะลุ้มอะหล่วยกันได้. ข้อ ๑๒ ความกลมกลืนกันได้กับลัทธิทั้งปวง ผู้ที่มีนิสัยสังเกตการณ์อยู่เสมอ ย่อมจะเห็นได้เองแล้วว่า พุทธศาสนานั้น เป็นลัทธิที่ปล่อยสิ่งทั้งหลายไปตามเหตุผล ไม่กล่าวอะไรเด็ดขาดลงไปโดยส่วนเดียว. อย่างมีผู้มาทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คำจริงนั้นเป็นของควรกล่าวเสมอไป ไหม, ตรัสตอบว่าต้องดูก่อน ถ้ามีประโยชน์เกื้อกูลแก่เขาจึง จะกล่าว ถ้าไม่มีประโยชน์ แม้เป็นคำจริง ก็ไม่กล่าว. โดย เหตุที่พุทธศาสนาถือหลักเหตุผลเป็นประมาณนี่เอง จึงไม่วาง

น.471 ๑๖๓ หลักลงไปว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้าย หรือเป็นของดี. แต่ถือ หลักเหตุผลว่า สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุผล หรือปัจจัย ของมัน, เราอาจแก้ไขได้ที่เหตุหรือปัจจัยของมันก็ได้ ถ้ามี ความจำเป็นและมีเหตุผลเพียงพอ. เราไม่หนี เพราะเราไม่มี ที่จะหนี. ที่ นายฮัมเฟร่ย์ ว่า พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธความมี แห่งพระเป็นเจ้า และสิ่งที่เรียกว่าตัวตนนั้น ดูเหมือนว่า ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ อยู่ที่การปรานีประนอมระหว่างศาสนา ของตัวกับศาสนาที่ยังถือจัดในพระเป็นเจ้าผู้สร้าง และอาตมัน ที่ยั่งยืน, นายฮัมเฟร่ย์ จึงถือเอาโอกาสที่พอมีอยู่บ้าง กล่าว ขึ้นดังนี้. โอกาสนั้นคือ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา มีสิ่งซึ่ง เป็นต้นเหตุให้เกิดโลภ หรือทุกข์ หรือเป็นประดุจว่า ผู้สร้าง โลกหรือทุกข์ขึ้นมาเหมือนกัน ปรากฏในปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชา เป็นต้นเงื่อนแห่งสิ่งทั้งหลาย จึงถือเสมือนเป็นพระ- เจ้าผู้สร้าง, และกรรม เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาสิ่งทั้งปวงที่กำลัง ปรากฏหรือเป็นไปตามที่ นายฮัมเฟร่ย์ เองก็กล่าวไว้ในข้อ ๔ จึงถือเสมือนพระเป็นเจ้าผู้ควบคุมโลก คือยอมรับโดยเด็ดขาด ว่า มีสิ่งที่สร้างโลก และคุมโลก คอยลงโทษ และให้รางวัล ไม่ขาดแคลนเลย. ส่วนข้อที่ว่า พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธความมี แห่งตัวตนนั้น เห็นกันอยู่แล้ว ว่าตัวตนคือความยึดถือ เมื่อใด

น.472 ๑๖๔ มีความคิดนึกว่ามีตัวเรา มันก็มีตัวเรา. พุทธศาสนากล่าวถึง ตัวเราชนิดนี้ และสอนให้เข้าใจถูกเสียใหม่ โดยประการที่จะ ไม่เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาได้ คือเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นเพียง ความไหล ดังที่ นายฮัมเฟรย์ กล่าวไว้ในข้อ ๒. แต่ถ้าจะ เพ่งเล็งกันถึงตัวตนอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะเช่น อาตมัน ของลัทธิเวทานตะ ซึ่งอธิบายลักษณะของตัวตนหรืออาตมันนี้ ไว้ในทำนองตรงกันข้าม คือว่า เมื่อได้ปฏิเสธตัวตนอย่างต่ำ ๆ เช่นที่กล่าวมาข้างต้นว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแล้ว ก็แสดง ลักษณะแห่งตัวตนที่แท้จริงว่า ตัวตนที่แท้จริง หรืออาตมันนั้น ไม่มีการเกิด การดับ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกฎแห่งความเปลี่ยน- แปลง มีอยู่ในที่ทั่วไป เป็นที่ไหลออกของสิ่งทั้งปวงหรือโลกนี้ ดังนี้แล้ว พุทธศาสนาก็ตอบว่า เรามีสิ่งที่มีลักษณะดังที่กล่าว มาแล้วนั้นเหมือนกัน เราไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่มีสภาพเป็นเช่นนั้น ไม่มี เป็นแต่ว่าเราไม่เรียกสิ่งนั้นว่าตัวตน หรืออาตมัน เรา เรียกโดยชื่ออื่น แล้วแต่ว่าเราจะพิจารณากันในแง่ไหน เช่น เขามักจะเรียกว่า อสังขตธรรม หรือ ธรรม เฉย ๆ ก็มี, คือ ถือว่าเป็นธรรมหรือสิ่ง ๆ หนึ่งล้วน ๆ ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับสิ่งทั้งหลาย. การที่เราไม่เรียกว่าตัวตน ก็เพราะ ว่าคำว่าตัวตนนี้ ออกมาจากความเข้าใจผิด หรือความยึดถือ

น.473 ๑๖๕ นั่นเอง, เมื่อเราถึงฝั่งแห่งเวท คือรู้ความจริงถึงที่สุดแล้ว เราไม่เรียกอะไรว่าเป็นตัวตนเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของมันเอง หรือของใคร เว้นไว้แต่เรียกโดยสมมต หรือโลกิยโวหาร เช่นที่พูดกันเป็นประจำวัน เพราะคำพูดมีให้พูดเท่านั้นอย่าง นั้น. แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ปฏิเสธว่า สิ่งที่มีลักษณะดังเช่น ว่านั้น ไม่มี, เรายอมรับว่า มี. ข้าพเจ้าเห็นว่า นายฮัมเฟรย์ ได้กล่าวไปอย่างเหมาะเจาะแล้ว ในการที่กล่าวว่า พุทธศาสนา ไม่ปฏิเสธความมีอยู่แห่งพระเป็นเจ้า และสิ่งที่เรียกกันว่าตัวตน, ในฐานะที่เห็นแก่การปรานีประนอมก็ตาม หรือกล่าวตามความ จริงก็ตาม. ส่วนข้อต่อ ๆ ไปที่ว่า พุทธศาสนาเป็นระบอบ ความคิดนั้น คือเป็นระบอบความคิดที่นักปราชญ์คิดกันมาแล้ว จนถึงที่สุด ไม่รู้จะคิดให้เลยนั้นไปอย่างไรได้แล้ว วางเป็น ระบอบไว้สำหรับการคิด. ที่ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนานั้น หมายถึงดูกันในแง่ของความจริง เท่าที่เกี่ยวกับความพ้นทุกข์ แล้วชี้แจงไว้ว่า เมื่อสิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนั้น ๆ เช่นทุกสิ่ง ไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วเราจะต้องปฏิบัติตัวของเราอย่างไร, กล่าว ให้กะทัดรัดสั้น ๆ เป็นรูปแห่งการปฏิบัติ รวมทั้งมีฐานที่ตั้ง ของความเชื่อ จูงใจให้ประพฤติตาม นี้เรียกว่าเป็นศาสนา. ที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์นั้น โดยใจความหมายถึงความมีเหตุผล

น.474 ๑๖๖ ทนต่อการพิสูจน์, รู้พุทธศาสนาเข้าไปเท่าไดก็เป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปเพียงนั้น ที่เหลือยังไม่รู้นั้น คงเป็นปรัชญาสำหรับผู้นั้นไปก่อน จนกว่าจะรู้ จึงกลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป, สำหรับผู้ที่รู้ถึงที่สุดแล้ว เช่น พระองค์เอง และพระอรหันต์ทั้งหลาย พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์สำหรับท่านโดยตรง ไม่เป็นปรัชญาเลย. ที่ว่าเป็นทางดำเนินแห่งชีวิตนี้ หมายถึงว่าเป็นเรื่องทำ ไม่ใช่เรื่องเรียนเฉย ๆ. พุทธศาสนามีพิเศษอยู่อย่างใหญ่หลวงอีกอย่างหนึ่ง คือว่าทำความพอใจให้ได้พร้อมกันทั้งสองทาง คือทางที่เอาเหตุผลเป็นใหญ่ และเอาความรู้สึกของจิตใจเป็นใหญ่, ข้อนี้เองเป็นเหตุให้เกิดความกลมกลืนกับลัทธิข้างเคียงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ใครจะทำบุญเพราะอยากได้ของตอบแทน คือสวรรค์ก็ได้ นี้ถือเอาตามความรู้สึกของจิตใจเป็นใหญ่, หรือใครจะทำบุญเพราะเห็นว่ามันเป็นประโยชน์แก่โลกก็ได้ ซึ่งถือเอาเหตุผลเป็นประมาณ ไม่ขัดขวางกันเข้ากันได้. คนนอกศาสนาจึงไม่รังเกียจพุทธศาสนา เท่ากับที่พุทธศาสนาไม่รังเกียจเขา. จึงเป็นเหตุอันสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งทำให้ต้องรับรองกันขึ้นว่า พุทธศาสนาที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้น ต้องไม่ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งอย่างใดขึ้นเลยเป็นอันขาด และเหมาะสมแล้วที่จะเป็นศาสนากลางของ

น.475 ๑๖๗ โลกหรือศาสนาสากล. ลักษณะอันกลมกล่อมนี้ ทำให้ศาสนานี้รับเอาภาวะต่าง ๆ เข้ามากลมกลืนกับตัวเองได้ คืออาจดูศาสนานี้แล้วพอใจ ไม่ว่าจะดูกันด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ หรือนักศาสนา นักปรัชญา นักจิตวิทยา นักธรรมจรรยา หรือแม้ที่สุดแต่นักศิลปะผู้มองสิ่งทั้งปวงแต่ในแง่ของความดึงดูดใจก็ตาม. และประโยคสุดท้ายที่ นายฮัมเฟร่ย์ เขียนไว้เพื่อแสดง ความกลมกล่อมที่น่าแปลกประหลาดของพุทธศาสนานั้น ก็คือว่า เมื่อเราจะเอามนุษย์เป็นเกณฑ์กันแล้วสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำเอาได้เอง จึงจะเป็นที่แน่นอนว่าสิ่งนั้นเหมาะสำหรับมนุษย์จริง ๆ โดยไม่ต้องระแวงสงสัย. เพราะฉะนั้น เขาจึงชี้ลงไปว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างตัวเอง และควบคุมตัวเองไปในตัวเสร็จ มิฉะนั้นก็ไม่ควรจะถือว่า เป็นมนุษย์เลย. เมื่อได้ชี้ให้เห็นว่า ๑๒ ข้อ นายฮัมเฟร่ย์ มีอยู่เป็นข้อๆอย่างไร พอที่ท่านจะนำไปคิดได้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว เราก็มาถึง ปัญหาสุดท้าย คือ :– ปัญหาที่ว่า เราจะเห็นด้วยกับ นายฮัมเฟร่ย์ เพียงไร ในการที่จะถือว่า หลัก ๑๒ ข้อนี้ เป็นหลักพุทธศาสนา

น.476 ๑๖๘ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ควรแก่การถือเป็นหลักพุทธศาสนาระหว่างชาติ และช่วยกันเผยแผ่ตามหลักนี้. เรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่อยู่ฐานะที่จะแสดงความคิดเห็นเป็น ส่วนรวม เพราะว่าตามหลักของพุทธศาสนาที่กล่าวมาแล้ว ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดของตัวเอง. แต่ถ้าใครมีความเห็นพ้องและ ไม่พบข้อที่ควรจะแก้ไขเพิ่มเติมในบัดนี้ ก็น่าจะยอมรับด้วย ความเปิดเผยว่า นายฮัมเฟร่ย์ได้ทำประโยชน์ให้แก่ศาสนาอัน เป็นที่รักร่วมของเรา และลองติดต่อกับเขา เพื่อหาทางทำการ เผยแผ่ศาสนาบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับการเมืองอะไรมากไปกว่าการ ทำโลกทั้งสิ้นให้รักใคร่กลมเกลียวกัน เพื่อหิตประโยชน์ของ มนุษยชาติในส่วนรวม ตามหน้าที่ของสาวกแห่งพระศาสดาที่ โลกยอมรับว่า เป็นเจ้าของศาสนาที่ทำการเผยแผ่เป็นศาสนา แรกในโลกนั้น เทอญ.

น.478 Twelve Principles of Buddhism [ February, 1948 ] [These Principles, drafted for the use of Western Buddhists have been translated into Japanese, Chinese, Siamese, Burmese, and Sinhalese. In Japan, the seventeen major sects approved them; the late Venerable Tai Hsü approved them on behalf of millions of Chinese Buddhists; the Supreme Patriarch of Siam, after consulting the Bud- dhists Order, approved them: responsible lay Buddhists have approved them in Burma and Ceylon. They are in process of adoption by Buddhist organisations in various European countries and in the U.S.A. They may become the common platform for a world Buddhism] Gotama, the Buddha, was born in North India in the 7th Century B.C., the son of a reigning prince. At the age of thirty, dissatisfied with luxury when life was filled with suffering he set forth as a wanderer to seek deli- verance from suffering for all mankind. After years of spiritual search he attained to self-enlightenment, and was thereafter known as the Buddha, "the All-Enlightened One." For the rest of his life he taught to all who came to him the "Middle Way" which leads to the end of suffer- ing. After his passing his teaching was carried far and wide, until to-day nearly one-third of humanity regards

น.479 ๑๗๑ the Buddha as the Guide who, having reached Deliverance, proclaims the means of reaching it to all mankind. Buddhism to-day is divided, broadly speaking, into the Southern School, the Hinayana, or Thera Vada , "the Teaching of the Elders," including Ceylon Burma, Siam and parts of India [which is not, however, any longer a Buddhist country], and the Northern School, or Mahayana, which covers Tibet, South Mongolia and mil- lions of the population of China and Japan. These schools, completely tolerant towards each other, are the comple- mentary aspects of one whole. Buddhism is called the Religion of Peace because there has never been a Buddhist war, nor has any man at any time been persecuted by a Buddhist organisation for his beliefs or the expression of them. The following are some of the basic truths or principles of Buddhism :- [1] Self-salvation is for any man the immediate task. If a man lay wounded by a poisoned arrow he would not delay extraction by demanding details of the man who shot it, or the length and make of the arrow. There will be time for ever increasing understanding of the Teaching during the trading of the Way. Meanwhile, begin now by facing life as it is, learning always by direct and personal experience. [2] The first fact of existence is the law of change or impermanence. All that exists, from a mole to

น.480 ๑๗๒ a moutain, from a thought to an empire, passes through the same cycle of existence - i. e., birth, growth, decay and death. Life alone is continuous, ever seeking self-expres- sion in new forms. "Life is a bridge; therefore build no house on it." Life is a process of flow, and he who clings to any form, however splendid will suffer by resisting the flow. [3] The law of change applies equally to the 'soul'. There is no principle in an individual which is immortal and unchanging. Only the "Namelessness," the ultimate Reality, is beyond change, and all forms of life, including man, are manifestations of this Reality. No one owns the life which flows in him any more than the elec- tric light bulb owns the current which gives it light. [4] The universe is the expression of law. All effects have causes, and man's soul or character is the sum total of his previous thoughts and acts. Karma, meaning action-reaction, governs all existence, and man is the sole creator of his circumstances and his reaction to them, his future condition, and his final destiny. By right thought and action he can gradually purify his inner nature, and so by self-realisation attain in time liberation from rebirth. The process covers great periods of time, involving life after life on earth, but ultimately every form of life will reach Enlightenment.

น.481 ๑๗๓ [5] Life is one and indivisible, though its ever- changing forms are innumerable and perishable. There is, in truth, no death, though every form must die. From an understanding of life's unity arises compassion, a sense of identity with the life in other forms. Compassion is described as "the Law of laws-eternal harmony", and he who breaks this harmony of life will suffer accordingly and delay his own Enlightenment. [6] Life being One, the interests of the part should be those of the whole. In his ignorance man thinks he can successfully strive for his own interests, and this wrongly-directed energy of selfishness produces suffering. He learns from his suffering to reduce and finally eliminate its cause. The Buddha taught four Noble Truths: [a] The omni-presence of suffering; (b) its cause, wrongly directed desire; [c] its cure the removal of the cause; and [d] the Noble Eightfold Path of self-development which leads to the end of suffering. [7] The Eightfold Path consists in Right (or per- fect) Views or preliminary understanding, Right Aims or Motive, Right Speech, Right Acts, Right Livelihood, Right Effort, Right Concentration or mind-development, and finally, Right Samadhi, leading to full Enlightenment. As Buddhism is a way of living, not merely a theory of life, the treading of this Path is essential to self-deliverance. "Cease to do evil, learn to do good, cleanse your own heart: this is the Teaching of the Buddhas."

น.482 ๑๗๔ [8] Reality is indescribable, and a God with attributes is not the final Reality. But the Buddha, a human being, became the All-Enlightened One, and the purpose of life is the attainment of Enlightement. This state of Consciousness, Nirvana, the extinction of the limi- tations of self-hood, is attainable on earth. All men and all other forms of life contain the potentiality of Enlighten- ment, and the process therefore consists in becoming what you are. "Look within: thou art Buddha." [9] From potential to actual Enlightenment there lies the Middle Way, the Eightfold Path "from desire to peace," a process of self-development between the "op- posites," avoiding all extremes. The Buddha trod this Way to the end, and the only faith required in Buddhism is the resonable belief that where a Guide has trodden it is worth our while to tread. The Way must be trodden by the whole man, not merely the best of him, and heart and mind must be developed equally. The Buddha was the All-Compassionate as well as the All-Enlightened One. [10] Buddhism lays great stress on the need of inward concentration and meditation, which leads in time to the development of the inner spiritual faculties. The subjective life is as important as the daily round, and periods of quietude for inner activity are essential for a balanced life. The Buddhist should at all times be "mind- ful and self-possessed," refraining from mental and emo- tional attachment to "the passing show." This increasingly watchful attitude to circumstance, which he knows to be

น.483 ๑๗๕ his own creation, helps him to keep his reaction to it always under control. [11] The Buddha said: "Workout your own salvation with diligence." Buddhism knows authority for truth save the intuition of the individual, and that is authority for himself alone. Each man suffers the conse- quences of his own acts, and learns thereby, while helping his fellow men to the same deliverance; nor will prayer to the Buddha or to any God prevent an effect from following its cause. Buddhist monks are teachers and exemplars, and in no sense intermediates between Reality and the indivi- dual. The utmost tolerance is practised towards all other religions and philosophies, for no man has the right to interfere in his nieghbour's journey to the Goal. [12] Buddhism is neither pessimistic nor "esea- pist," nor does it deny the existence of God or soul, though it places its own meaning on these terms. It is, on the contrary, a system of thought, a religion, a spiritual science and a way of life, which is reasonable, practical and all- embracing. For over two thousand years it has satisfied the spiritual needs of nearly one-third of mankind. It appeals to the West because it has no dogmas, satisfies the reason and the hearth alike, insists on self-reliance coupled with tolerance for other points of view, embraces science, religion, philosophy, psychology, ethics and art, and points to man alone as the creator of his present life and sole designer of his destiny. Peace to all Beings.

น.484 [รูปภาพ] พิมพ์ที่กรุงสยามการพิมพ์ ๔-๑๐ ถนนราชบพิธ กรุงเทพฯ โทร. ๒๒๕๒๑๗, ๒๒๕๔๔๖ นายจุมพล เชษฐพงศ์พันธุ์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๗

น.485 หนังสือน่าสนใจ ของ ธรรมบูชา ที่กำลังจะออกตามมา

น.486 พ่อแม่ - รักลูกไม่เป็น ! ! พ่อแม่ยุคใหม่ รักลูกไม่เป็น ที่รักไม่เป็น เพราะตามใจตัว ไม่รู้จัก บังคับใจตัวเอง ดำรงใจตัวเอง ไม่ให้เห็นแก่ตัว เขาก็เลยเห็นแก่ตัวจัดจน ประกอบอาชีพที่เป็นภัยแก่ลูกหลาน อาทิ โรงอบอาบนวด โรงแรมม่านรูด ไนท์คลับ โบว์ลิ่ง การพนัน ล๊อตเตอรี่ของรัฐและเอกชน ผลิตและจำหน่าย สิ่งเสพติดกันอย่างแพร่หลาย มีเฮโรอีน สุรา เบียร์ บุหรี่ แพร่ภาพและ สิ่งพิมพ์ที่ลามกอนาจาร ทำเครื่องมือสำหรับประหัตประหารกัน แล้วยังทำ ตัวเป็นฮิปปี้ เป็นผีเสื้อให้ลูกหลานดูตำตาอีก แล้วปากก็ร้องตะโกนว่า "เด็กสมัยนี้หาดียาก" ใครเล่าเป็นคนสร้างสิ่งเลวร้ายขึ้นในสังคม เด็ก หรือผู้ใหญ่กันแน่ ? เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรวัยรุ่น แก้ปัญหาเด็กเกเร ไม่อยู่ในโอวาท ของพ่อแม่เราทุกคนต้องการให้ลูกหลานเป็นคนดี เราจะต้องหาทางกำจัดสิ่ง ที่เป็นภัยต่อลูกหลานดังกล่าวให้หมดไป และพร้อมกันนั้น เราทุกคนจะต้อง รักลูกให้ถูกทาง นักเรียน นิสิตนักศึกษา ต่อไปท่านจะต้องเป็นพ่อ - แม่ของเด็ก ท่านจะต้องทราบถึงหน้าที่ของพ่อ - แม่ไว้ล่วงหน้า กระทรวงศึกษา ฯ เขา ไม่จัดให้ท่านได้เรียน ท่านก็จะศึกษาเอาด้วยตนเอง นั้นคือ รักลูกให้ถูก ทาง ของ ท่านปัญญานันทภิกขุ มี ๓ ภาค ๆ ละ ๑๒ เรอง รวม ๓๖ เรื่อง ขณะนี้รักลูกให้ถูกทางภาค ๑ ออกจำหน่ายแล้ว เล่มละ๗ .- ค่า สั่ง ๒ .- มีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒

น.487 บวช เพื่ออะไร ? โดยส่วนใหญ่ เราไม่รู้ว่า บวชทำไม? บวชเพื่ออะไร? จนเป็นที่ ล้อเลียนว่า ". . . บวชลี้ บวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนี สงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน ... " อย่างนี้มัน น่าสมเพชเวทนา เราจะต้องรู้ว่า บวชนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว หรือ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ ท่านจะทราบได้จาก - การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ... ๒ .- - จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ... ๘.- ท่านทำลายความเห็นแก่ตัวลงได้เท่าใด ท่านมีสิทธิได้รับเครื่องบูชา คุณจากชาวบ้านได้มากเท่านั้น ถ้าผิดจากนี้จะกลายเป็นบวชเพื่อหลอกลวง ชาวบ้านด้วย นายทุนสร้างลัทธิคอมมูนิสต์ สร้างโดยวิธีอย่างไร ท่านจะทราบได้จาก - ทิฏฐิ คืออะไร ? - จิต คืออะไร ? มีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒

น.488 ข้อคิดข้อเขียนที่แหวกแนว-ล้ำยุค !!! น.ส.พ. เกือบ ๑๐ ฉบับ ปรบมือให้เกียรติ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ทั่วประเทศใช้เป็นหนังสือสำหรับศึกษาค้นคว้า ประชาชนทั่วไปทั้งในและ ต่างประเทศหยิบอ่านแล้ววางไม่ลง ต้องพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นจำนวนร่วม ๑๐๐,๐๐๐ เล่มแล้ว นั่นคือ นิยายชีวิต ของ "แพรเยื่อไม้" ได้แก่ ๑. หลวงตา เล่ม ๑ เล่มละ ๘ บาท ๒. หลวงตา เล่ม ๒ เล่มละ ๑๐ บาท ๓. หลวงตา เล่ม ๓ เล่มละ ๘ บาท ๔. ของฝากจากหลวงตา เล่มละ ๑๐ บาท ๕. หลวงตา ชุด กระโหลกหัวเราะ เล่มละ ๑๐ บาท ๖. หลวงตา ตอน บ้าน้ำลาย เล่มละ ๑๐ บาท ๗. กงกรรม - กงเกวียน เล่มละ ๘ บาท ๘. ริมฝั่งน้ำ เล่มละ ๕ บาท ๙. อเทนราช (ปกแข็ง) เล่มละ ๑๕ บาท ๑๐. หลวงตา ชุด เพลงศาสนา เล่มละ ๑๐ บาท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒ (ค่าส่งเล่มละ ๒.๕๐)

น.489 โลกกำลังจะวินาศเพราะการศึกษา !!! เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ว่าการศึกษาเจริญ บางคนมีปริญญายาวเป็นหาง แต่ โลกกำลังเต็มไปด้วยความเดือดร้อนระส่ำระสายเพราะการเบียดเบียนกัน นายทุนขูดรีดคนยากจนทั่วไปหมด คนอยากจนอดอยากยากแค้นมีมากขึ้น ข้าราชการล้วนแต่มีการศึกษาสูง ๆ แต่ก็ปรากฏว่ามีการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์ บังหลวงเต็มไปหมด โจรผู้ร้ายชุกชุมมากขึ้น ๆ "การแสวงหาความสุขบน ความทุกข์ของผู้อื่น การแสวงหาความสมบูรณ์ด้วยการพยายามทำให้ผู้อื่น ขาดแคลน เป็นวิธีการของโจรใจชั่ว ... " (จากเรื่องหนี้รักในเล่มของฝาก จากหลวงตา) ซึ่งเป็นโจรเหนือกฎหมาย มีทั่วไปทุกมุมเมือง อย่างนี้เราจึงเห็นได้ว่า การศึกษาแผนปัจจุบันทั่วโลกผิด อย่างแน่นอน ผิดทั้งฝ่ายศาสนจักร์และฝ่ายอาณาจักร์ เพราะอะไรจึงผิด ? ผิดตรงที่ไม่มีการวางแผนการศึกษาที่จะทำให้ ผู้ศึกษาสามารถทำลายสัญชาตญาณอย่างสัตว์ อันเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเลย ตรงข้ามการศึกษาแผนปัจจุบันกลับส่งเสริมให้สัญชาตญาณอย่างสัตว์สูง ขึ้น ๆ ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้น ๆ จึงต้องเบียดเบียนกันดังที่เราเห็นกันอยู่ ดังนั้น ผู้บริหารประเทศ ของทุกชาติ หากรักที่จะให้บ้านเมือง สงบสุข ท่านจะต้องรีบวางแผนการศึกษาเสียใหม่ ให้ผู้ศึกษารู้จักวิธีบังคับ จิต ควบคุมจิต ดำรงจิต เพื่อให้อยู่เหนืออิทธิพลของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ โดยรีบด่วนที่สุด วิธีการมีอยู่ในศาสนาทุกศาสนา นั่นก็คือให้ทุกคนรู้วิธี ควบคุมจิต บังคับจิต ดำรงจิต ตั้งแต่ขณะยังเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา

น.490 หากไม่บรรจุวิชาดังกล่าว เข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนแล้ว ผู้ บริหารประเทศของทุกชาติก็คือฆาตกรหฤโหด หรืออาชกรสงคราม ที่ทำ ให้โลกร้อนเป็นไฟมากขึ้น ๆ นี่แหละ โลกกำลังจะวินาศเพราะการศึกษาแผนปัจจุบัน ข้อพิสูจน์ ท่านจะเห็นได้จาก งานของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่ง สวนโมกข์ ไชยา คือ :- - การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ - สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย - การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ - สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู - การศึกษาคืออะไร - โลกขาดแม่ เพราะการศึกษา ? หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือทั่วไป หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ อัษฎางค์ ก.ท. ๒

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต