น.369 ๒ สิ่งแรกที่จำต้องนำมาทำการเปรียบเทียบ ก็คือ ทั้งพระพุทธเจ้าและพระเยซูคริสต์ ล้วนแต่เกิดมาในโลกนี้ เพื่อทำสิ่งที่ยังพร่องอยู่ให้สมบูรณ์. พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า "เรามิได้มาเพื่อยกเลิกคำสอนและบรรดาศาสดาอื่น ๆ เหล่านั้น แต่ เรามาเพื่อให้สำเร็จตามนั้น, " -(มัดธาย ๕/๑๗) และยังมีคำ ของยะซายาอันกล่าวถึงพระเยซูคริสต์อีกว่า "พระองค์จะทรง ประกาศการ พิพากษาระหว่างชาติต่าง ๆ พระองค์จะไม่ขันสู้ใคร , พระองค์จะไม่ส่งเสียงดัง, จะไม่มีใครได้ยินเสียงของพระองค์ตาม ท้องถนนหลวง, พระองค์จะไม่ทรงกระชากไม้อ้อแม้ที่หักแล้วให้ออก จากกันเป็นท่อน; พระองค์จะไม่ทรงบี้ไส้ตะเกียงที่เหลือแต่ควันกรุ่น ให้ดับสนิทลงไป. จนกระทั่งทรงนำความเป็นธรรมไปสู่ชัยชนะได้. ชาติต่าง ๆ จะฝากความหวังไว้ในพระองค์". - (มัดธาย ๑๒/๑๘- ๒๑). ข้อความนี้เห็นได้ชัดว่า : เป็นคำกล่าวที่มุ่งหมาย ครอบคลุมทั่วโลก หรือระหว่างนานาชาติ, สมตามที่ศาสนา เป็นของนานาชาติ มิได้เฉพาะชาติใด ดังนั้นขอให้ถือไว้ เป็นหลักตายตัวว่า คำกล่าวของพระเยซูคริสต์ หรือของศาสดา องค์ใดในคัมภีร์ ไบเบิลก็ตาม เป็นคำกล่าวที่มุ่งหมายเพื่อโลก ทั้งโลก มิใช่มุ่งหมายเฉพาะดินแดนปาเลสไตน์โดยเฉพาะ.
น.370 ๓ สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้ตรัสว่า "ตถาคต เกิดขึ้นในโลก เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อ ประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งของเทวดา และมนุษย์." - (มุ.ม. ๑๒/๓๗/๔๖). ใจความสำคัญอยู่ตรง ที่มิได้เกิดมาเพื่อการกระทบกระทั่งกับผู้ใด หรือลัทธิใด หากแต่เพื่อทำโลกให้สมบูรณ์ด้วยวัตถุประสงค์แห่งการมีโลก, ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงกระทบกับศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีอยู่ ก่อน หากแต่ได้ทรงสอนสิ่งซึ่งในศาสนาเหล่านั้นยังขาดอยู่ พร่องอยู่ หรือทรงอธิบายเสียใหม่ในแง่ที่สูงขึ้นไป เป็นการ แสดงให้ครบทุกแบบ และทรงเปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเอา ตามพอใจ ไม่มีการบังคับ. ตัวอย่างเช่นเรื่องนรกและสวรรค์ ที่สอนกันอยู่ก่อนอย่างไร ก็ไม่ทรงเลิกถอน แต่กลับทรง แสดงในลักษณะที่น่าสนใจกว่า, จำเป็นกว่า ใกล้ชิดกว่า เห็นได้ชัดกว่า, คือนรกหรือสวรรค์ที่กำลังเกิดอยู่ในใจของคน จริง ๆ ในโลกนี้, มิใช่เรื่องหลังจากตายแล้วเป็นต้น. เมื่อทำการเปรียบเทียบกัน ระหว่างศาสนาพุทธ กับศาสนาคริสต์ เราจะเห็นว่าพระศาสดาของแต่ละศาสนา
น.371 ๔ มิได้เกิดขึ้นเพื่อกระทบกระทั่งกันระหว่างลัทธิใด ๆ เพราะพระ ศาสดานั้น ๆ มิได้ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำเพื่อมหา ชนทั้งโลก, พวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ที่ทำ การต่อสู้และกระทบกระทั่งอยู่ฝ่ายเดียว. พระเยซูคริสต์ก็ตาม พระพุทธเจ้าก็ตาม มิได้ทรงมีเจตนาที่จะทำลายผู้ใด มีแต่ การเสียสละเพื่อความสมบูรณ์ของสิ่งที่มนุษย์จะได้รับเท่านั้น. แม้การกระทำของพระองค์ จะมีลักษณะเป็นการปฏิวัติ ก็ เป็นการปฏิวัติที่มีสัจจธรรมเป็นเครื่องมือ สำหรับหว่านโปรย ไปในโลกเท่านั้นเอง. เราจึงควรถือเป็นหลักว่า พระศาสดา ทั้งหลายในโลก เกิดขึ้นมาเพื่อร่วมมือกัน ทำโลก ให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับ. สาวกของ พระศาสดาองค์ใดทำไปอย่างผิดความประสงค์อันนี้ เช่นทำ ไปเพื่อกวาดล้างกันเป็นต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ นอกคอก. สิ่งที่สอง ที่จะต้องสนใจกันต่อไป คือ สำนวน ภาษาที่ใช้อยู่ในคัมภีร์แห่งศาสนานั้น ๆ มีอยู่สองชนิด คือภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ตามธรรมดา ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "ภาษาคน" , ชนิดหนึ่ง, อีกชนิดหนึ่งนั้น เป็นภาษาของ
น.372 ๕ ฝ่ายศาสนาโดยเฉพาะ มีความหมายพิเศษเล็งถึงเรื่องทางนาม ธรรม คือทางฝ่ายจิตหรือวิญญาณ ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่า "ภาษาธรรม". ในพระไตรปิฎกก็ดี ในไบเบิลก็ดี เต็ม อยู่ด้วยภาษาทั้งสองชนิดนี้ และมีความยุ่งยากเกิดขึ้นเนื่อง จากคนส่วนมากไม่เข้าใจในส่วนที่เป็น “ภาษาธรรม" แล้วถือ เอาความหมายอย่างกะว่าเป็นภาษาคน เลยเข้าใจผิด หรือ เข้าใจไม่ได้เลย เป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากขึ้นนานาประการ ในวงการของศาสนานั้น หรือที่เนื่องกันกับศาสนาอื่น ใน เมื่อจะมีการศึกษาเปรียบเทียบ ดังที่เรากำลังกระทำกันอยู่. เพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจะต้องขอร้องท่านทั้งหลายให้อดทน ทำความเข้าใจกันในส่วนนี้ มากเป็นพิเศษ. เพื่อเป็นการ ประหยัดเวลา ข้าพเจ้าจะอธิบายด้วยการให้ตัวอย่างต่าง ๆ ที่มี อยู่ในไบเบิลเอง. ใน เยเนซิส ๒/-๑๗ มีคำกล่าวของพระเจ้า ห้าม อาดัมไม่ให้กินผลไม้ต้นนั้นว่า "ถ้าขืนกินจะต้องตาย" คำว่า "ตาย" ในที่นี้ เป็นภาษาธรรม คือมิได้หมายถึงการตายตามธรรมดา แต่เป็นการตายทางวิญญาณ. พระเจ้าเองก็ดี หรือจะเป็นผู้ เขียนคัมภีร์เยเนซิสเองก็ดี ย่อมรู้อยู่แล้วว่าอาดัมในขณะนั้น
น.373 ๖ ยังไม่รู้ความหมายของคำว่าตายด้วยซ้ำไป, แม้จะรู้ ก็ต้องรู้ อย่างมีความหมายในภาษาคน คือตายตามธรรมดา. อาดัมยัง ไม่ได้กินผลไม้นั้น ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับของเป็นคู่ ๆ เช่น ความตายกับความมีชีวิต, ความเป็นหญิงเป็นชาย, ความดี ความชั่ว ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น. อย่างมากที่อาดัมจะรู้ก็คือ ความตายตามธรรมดา ในภาษาคนธรรมดา. ส่วนพระเจ้า หรือผู้กล่าวคัมภีร์เยเนซิสนั้นรู้ดีว่า คำว่าตายในที่นี้ หมายถึง “ตายทางวิญญาณ" ซึ่งในกรณีนี้ย่อมหมายถึงการเกิดบาป ดั้งเดิม (Original Sin) ขึ้นมาทำให้มนุษย์ต้องเป็นทุกข์อย่าง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง มาจนกระทั่งทุกวันนี้. คำว่า "ตาย" ในกรณีเช่นนี้ เราเรียกว่าเป็น คำพูดในภาษาธรรม, ไม่ ใช่ภาษาคน แต่ประการใด. ใน โยฮัน ๓ / -๓ มีคำกล่าวว่า "ถ้าผู้ใดไม่บังเกิดใหม่ แล้ว จะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้." คำว่า "เกิดใหม่" ในที่นี้ เป็นภาษาธรรม คือเกิดได้ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องสิ้นชีวิตเสีย ทีหนึ่งก่อนแล้วจึงเกิด. แต่อาจเกิดด้วยการเปลี่ยนใจเป็น อย่างตรงกันข้ามจากที่เคยเป็นมาก่อน. และในข้อถัดไปอีก เล็กน้อย คือข้อ ๓/ -๖ ก็มีคำกล่าวอยู่ชัดแล้วว่า "สิ่งซึ่งบัง
น.374 ๗ เกิดทางเนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง, สิ่งซึ่งบังเกิดทางวิญญาณ (spirit) ก็เป็นวิญญาณ," นี้ชี้ให้เห็นว่า เกิดทางเนื้อหนัง นั้นเป็นการเกิดตามภาษาคน, การเกิดทางวิญญาณเป็นการ เกิดในภาษาธรรม ในมัดธาย ๒๐๐ -๒๘ มีคำกล่าวว่า "ทรงประทานชีวิต ของพระองค์ ให้เป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก", และในข้อ ๑๙/ -๑๗ มีคำกล่าวว่า "ถ้าประสงค์จะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือปฏิบัติตาม พระบัญญัติไว้" , คำว่า "ชีวิต" ในข้อความสองแห่งนี้ต่างตรง กันข้าม คือชีวิตในข้อความประโยคแรก หมายถึงชีวิตตาม ธรรมดา ในภาษาคน, ส่วนชีวิตในประโยคหลัง หมายถึง ชีวิตที่ไม่รู้จักตายในภาษาธรรม หรือภาษาพระเจ้า. ในที่บางแห่งได้มีการกล่าวในสำนวนภาษาธรรม ตามแบบ ต๋าว-เต๊-กิง ของเล่าจื้อ เช่นใน มัดธาย ๑๐/ - ๓๙ มีคำกล่าวว่า "ผู้ใดพยายามจะให้ชีวิตของตนรอด จะต้องเสียชีวิต, ส่วนผู้ที่ยอมเสียชีวิต จะรอดชีวิต" ดังนี้. ท่านจะเห็นได้เอง แล้วว่า คำว่า ชีวิตมีความหมายสองอย่าง คือภาษาคนอย่าง หนึ่ง ภาษาธรรมอีกอย่างหนึ่ง, ข้อความส่วนนี้ ถ้อยคำ ที่เป็นภาษาธรรมนั้นยังแถมมีสำนวนเป็นสำนวนภาษาธรรม
น.375 ๘ อีกด้วย,คือสำนวนที่คนธรรมดาซึ่งไม่เคยได้ศึกษามาก่อน จะ ฟังเข้าใจไม่ได้เลย. ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่าชีวิตเป็นคำที่มี ความหมายสองอย่าง อย่างตรงกันข้ามนั่นเอง. ตัวอย่างเพียงเท่านี้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะ แสดงให้เห็นว่า มีภาษาซ้อนกันอยู่ถึงสองภาษา และมีวิธี พูดต่างกันอย่างไร ในพระคัมภีร์ของเรา ทั้งของพุทธศาสนา และคริสตศาสนา. สิ่งที่จะต้องสังเกตให้เห็น เพราะมี ความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อไปอีกก็คือ เพราะไม่เข้าใจภาษา ธรรมในศาสนาของตนนั่นเอง คนจึงละทิ้งศาสนาเดิมของตน ไปหาศาสนาอื่น. ถ้าเขาเข้าใจข้อความในภาษาธรรมแห่ง ศาสนาของตนเองแล้ว เขาจะรักศาสนาของเขาอย่างชีวิต จิตใจทีเดียว. สำหรับศาสนาคริสเตียนนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า เป็นเพราะพวกยิวสมัยนั้น ไม่เข้าใจความหมายในภาษาธรรม ของพระเยซูคริสต์อยู่หลายประการ เขาจึงไม่ยอมเชื่อว่าพระ- องค์เป็นบุตรของพระเจ้า ทั้งที่พระเยซูคริสต์ ได้ทรงแสดง ปาฏิหาริย์หลายอย่างหลายประการก็ไม่ยอมเชื่อ แล้วสิ่งที่ เรียกว่า รีเด็มปชั่นหรือการไถ่บาปด้วยชีวิตเป็นเดิมพันจึง เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้คือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า
น.376 ๙ "ภาษาธรรม". ถ้าเราจะทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง สองศาสนา เราจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะตี ความหมายแห่งภาษาธรรมในศาสนาของตน ๆให้ถูกต้อง จึง จะนำมาซึ่งผลดี. ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันข้อความในพระคัมภีร์ ของตน ๆ อย่างเป็นภาษาคนตรงตามตัวหนังสือไปหมดแล้ว ไม่มีทางที่ศาสนาใดจะลงรอยกันกับศาสนาอื่นได้แม้แต่นิดเดียว จะวิวาทและดูหมิ่นกัน จนเกิดเป็นผลร้ายขึ้นแก่โลก เพราะ ปัญหาระหว่างศาสนานั่นเอง. สำหรับพุทธบริษัทนั้น จะ ยอมรับข้อความในศาสนาคริสเตียนได้ทั้งหมด ว่าลงรอยกัน กับพุทธศาสนา ถ้าหากว่ายอมให้มีการตีความในภาษาธรรม ตามแบบของพุทธบริษัท ซึ่งข้าพเจ้าจะได้ชี้ให้เห็นในการ บรรยายตอนต่อๆ ไป. ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้เถิดว่า มหาชนส่วนใหญ่ ที่ยังเขลาต่อภาษาธรรมนั่นแหละคือ ศัตรูอันร้ายกาจของ ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสเตียนหรือศาสนาพุทธ. เรา ไปมัวหลงเห็นสิ่งอื่นเป็นศัตรูของศาสนา จึงไม่ได้จัดการไป ในทางที่เป็นผลดีแก่ศาสนาและมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นคนพากันละทิ้งศาสนาบ้าง, ถือศาสนาอย่างเขลา ๆ เป็น
น.377 ๑๐ เพียงพิธีรีตองบ้าง, หรือเปลี่ยนศาสนากันไม่หยุดบ้าง, เผย แผ่ศาสนาไม่เป็นผลสำเร็จบ้าง ดังนี้เป็นต้น. ถ้าท่าน พิจารณาดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า การทำความ เข้าใจกันและกันเกี่ยวกับภาษาคนและภาษาธรรมนี้ มีความ สำคัญและจำเป็นอย่างไร และทำไมข้าพเจ้าจึงได้รบกวนเวลา ของท่าน เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียอย่างยืดยาวเช่นนี้. การแตก แยกเป็นนิกาย ๆ ในศาสนาเดียวกัน ก็มีมูลมาจากตีความหมาย เกี่ยวกับภาษาธรรมต่างกันนั่นเอง นับว่าเป็นผลร้ายแก่ศาสนา นั้น ๆ โดยไม่จำเป็นเลย. ความประสงค์ของพระศาสดา ทั้งหลาย ในการที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นผลดีแก่มนุษย์ให้ สมบูรณ์เกิดชะงักงันเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะสาวกแห่งศาสนา นั้น ๆ ตีความหมายในทางภาษาธรรมแห่งพระศาสดาของตน อย่างผิด ๆ รักษาไว้อย่างผิด ๆ และสอนกันไปอย่างผิด ๆ จน โลกมีวิกฤตกาลบางอย่างเกิดขึ้น เพราะปัญหาทางศาสนา ระหว่างศาสนาด้วยกัน ดังที่กล่าวแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย สนใจในเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษ. เรื่องที่สาม ต่อไป. ในตอนนี้ ข้าพเจ้าอยากจะ กล่าวถึง การยินยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวกันในระหว่าง
น.378 ๑๑ ศาสนา โดยยอมรับหลักการที่ว่า "มีผู้ประกาศสัจจธรรมของ พระเป็นเจ้า ในหมู่มนุษย์ ทุกชาติทุกภาษา" - (กุรอ่าน บท ๑๐ ตอน ๕ โศลกที่ ๔๗) เป็นข้อแรกเสียก่อน, แล้วจึงจะถึงการ ผ่อนสั้นผ่อนยาวอย่างอื่น ซึ่งมีความสำคัญรอง ๆ ลงไปตาม ลำดับ, แล้วการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนา จักเกิดผล ดี สุดที่จะพรรณนา. คำว่า "ผู้ประกาศสัจจธรรมของพระเจ้า" หรือ APOSTLE นั้นมีอยู่จริงในทุกศาสนา แม้กระทั่งพุทธศาสนา. ข้อนี้หมายความว่า คำว่า "พระเจ้า" นั้นเป็นภาษาธรรม อาจจะตีความหมายได้ต่างๆ กันตามความรู้สึกของศาสนานั้น ๆ. ข้าพเจ้าผู้ที่กำลังพูดอยู่กับท่านทั้งหลายในที่นี้ ได้ใช้สรรพนาม เรียกตัวเองว่า "ข้าพเจ้า" , คำคำนี้หมายความว่า "ผู้ที่เป็น ข้าของพระเจ้า" แต่เราพูดเร็ว ๆ สั้น ๆ ว่า "ข้าพเจ้า" เมื่อ เป็นดังนี้แล้ว ท่านที่เป็นคริสเตียนทั้งหลายจะมีความตึงเครียด ถึงกับไม่ยอมให้ข้าพเจ้ามีพระเจ้าเหมือนกับท่านทั้งหลายได้อย่าง ไรกัน. ถ้าท่านไม่ยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กันและกัน แม้ใน ลักษณะเช่นนี้แล้ว เราจะมาพูดกันให้เสียเวลาทำไม. พุทธ- บริษัทก็มีพระเจ้าหรือ พระเป็นเจ้าก็ตาม ตามแบบของ
น.379 ๑๒ ตน และมีความหมายอย่างเดียวกันกับพระเจ้าของพวกอื่น. ข้อ นี้จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟังอย่างละเอียด ในปาฐกถาตอนที่สองพรุ่งนี้. ในขณะนี้ขอร้องแต่ให้มีการ ผ่อนสั้นผ่อนยาว เพื่อปรับความเข้าใจกันได้ โดยสะดวก และ เป็นธรรมเท่านั้น. ถ้าท่านเผยแผ่คริสตธรรมในประเทศ- ไทยไม่ประสบความสำเร็จ มันก็ต้องเป็นเพราะท่าน ทั้งหลายไม่ยอมรับว่าพวกพุทธบริษัทก็มีพระเจ้าของเขา อยู่แล้วด้วยเหมือนกัน นั่นเอง. ดังนั้น เราจะต้องมีการ ผ่อนสั้นผ่อนยาวกันถึงกับว่า ไม่ว่ามนุษย์ชาติไหนภาษาไหน ย่อมจะมีสิ่งที่มีความหมาย ในลักษณะที่เป็น "พระเจ้า" ของ เขาอยู่แล้วด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าอารยธรรมของเขาอยู่ในระดับ ต่ำ เขาก็จะมีความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ของเขา ในลักษณะที่แคบหรือเพิ่งจะงอกงาม มิใช่ว่าจะอยู่ใน ลักษณะที่ผิด หรือถึงกับไม่มีเอาเสียทีเดียว. แต่อย่างไร ก็ตามสิ่งที่เราเรียกว่า "พระเจ้า" ของเขา ก็จะวิวัฒนาการขึ้น ไปจนกว่าจะสมบูรณ์, พวกเราก็มีหน้าที่ช่วยเหลือเขาในข้อนี้ โดยอนุโลมตามคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “เรามาเพื่อช่วยให้ สิ่งเหล่านั้นสมบูรณ์" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.
น.380 ๑๓ สำหรับ ผู้ประกาศ นั้น จะเป็นพระศาสดา (PROPHET) ก็ได้, เป็นสาวกที่จบกิจส่วนตนแล้ว (APOSTLE) ก็ได้, ย่อมสามารถที่จะประกาศสัจจธรรมเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า ได้ ตามความเหมาะสมแห่งกาละ และเทศะ, ไม่จำเป็นจะ ต้องมีคำพูดในภาษาคนอย่างตรงกันทุกตัวอักษรเสมอไป ขอ แต่ให้มีความหมายในภาษาธรรม ตรงกันโดยใจความก็พอแล้ว แม้จะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่ในวิธีพูดจา หรือถ้อยคำที่ ใช้ เนื้อแท้ของสิ่งที่จะประกาศนั้นย่อมมีความมุ่งหมายตรงกัน หมด คือการเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงเข้าถึงได้ใน ตอนท้ายที่สุดนั่นเอง. แม้ว่าคนบางคนกำลังกระทำผิดอยู่ ในบัดนี้ เราต้องถือว่านั่นคือบทเรียนที่พระเจ้าโปรดประทาน แก่เขา เพื่อเขาจะทำถูกต่อไปนั่นเอง. ลำพังความเข็ดหลาบ ของเขา ก็มีกำลังผลักดันมากพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจและ เสาะแสวงหาเรื่องใหม่ ๆ ที่จะไม่ทำให้เขาเจ็บปวดอีกต่อไป. พวกผู้ประกาศสัจจธรรมทั้งหลายช่วยเขาให้หาพบสิ่งนั้นได้เร็ว เข้า ก็เป็นการคุ้มค่าแล้ว, และเราจะทำอะไรให้มากหรือเร็ว ไปกว่านี้ไม่ได้เลย เพราะคนทุกคนต้องเป็นไปตามกฎนี้ เพราะพระเจ้าหรือธรรมชาติก็ตามสร้างเขาเพื่อให้รักอิสรภาพ
น.381 ๑๔ ในการคิด การตัดสินใจเป็นต้น ของเขาเอง. ดังนั้น ขอ ให้เรามีสมมติฐาน (hypothesis) ในเรื่องนี้อย่างตรงกันหมดว่า "มีผู้ประกาศสัจจธรรมของพระเจ้าในมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา" ดังที่ กล่าวแล้ว. ข้อที่เราจะต้องมีการผ่อนผันสั้นยาวกันต่อไปอีก ก็คือ การที่คนในโลกแห่งสมัยนี้มีการศึกษาศาสนาของตน ๆ อย่างที่ เรียกว่า "ขึ้นต้นไม้ลงมาจากทางปลาย", ไม่เหมือนกับ คนในสมัยพระพุทธเจ้าหรือพระเยซูคริสต์ก็ตาม ซึ่งทำการ ศึกษาอย่าง "ขึ้นต้นไม้ไปจากทางโคน" ข้อนี้หมายความ ว่า พวกเราสมัยนี้ พอเกิดมา ก็มีพระคัมภีร์อันมากมาย ทั้งที่ เป็นตัวบทเดิม (text) และคำอธิบายตัวบทนั้นๆ (commentary) กองรออยู่แล้วเป็นภูเขาเลากา และเราก็เรียนกันอย่างตาเปียก ตาแฉะ จนมีความรู้ท่วมหัวทั้งในแง่ของศาสนา, ปรัชญา, วรรณคดี และอื่น ๆ จนเราไม่รู้ว่าจะเลือกเอาข้อไหนเป็น ที่พึ่ง. ยิ่งเรียนพระคัมภีร์มากเท่าไร ก็ยิ่งไม่รู้ตัวแท้ ของศาสนา ยิ่งขึ้นเท่านั้น, เพราะเหตุว่า ตัวแท้ของศาสนา นั้น เป็นสิ่งที่จะรู้จักได้ด้วยการปฏิบัติลงไปจริง ๆ เท่า นั้น. นี่เรียกว่าเราคลำหาตัวศาสนาเหมือนกับขึ้นต้นไม้ลง
น.382 ๑๕ มาจากทางปลายกันอยู่ทั่วไปในสมัยนี้ และในทุก ๆ ศาสนา ส่วนคนในสมัยโบราณโน้น เขาไม่มีตำราและความรู้ท่วมหัว เหมือนคนสมัยนี้ หรือแทบจะกล่าวได้ว่าตั้งต้นขึ้นมาโดยไม่มี ความรู้อะไรเลย แล้วรับเอาคำสอนเพียงทีละข้อสองข้อไป ปฏิบัติสูงเรื่อยขึ้นมาตามลำดับ ๆ เขาจึงเข้าถึงตัวแท้ของศาสนา ได้ ในลักษณะที่เหมือนกับขึ้นต้นไม้ไปจากทางโคน ดังที่ กล่าวแล้วนั่นเอง. ดังนั้นพวกเราในโลกสมัยนี้ทั้งหมดจะต้อง มีความผ่อนผันสั้นยาวกันเห็นใจกันในข้อที่ตกอยู่ในภาวะแห่ง ความเขลาโดยไม่รู้สึกตัวนี้เช่นเดียวกัน. การตีปัญหาทาง ศาสนาในข้อความใด ๆ ย่อมเป็นการง่ายที่จะแตกต่างกัน และ เดินกันคนละทางห่างกันออกไปจนกระทั่งเห็นเป็นศัตรูกัน เพราะความรู้ที่ต่างคนต่างมีอย่างท่วมหัวของตน ไปคนละ แนวๆ แล้วมาตีปัญหาหัวข้อเดียวกันเช่นนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเรานำคริสตธรรม เข้าไปสู่อินเดีย ในสมัยพุทธกาลก็จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ในฐานะที่ เป็นเพื่อน หรือเป็นพี่น้องกันทีเดียว เพราะคนที่นั่นในสมัย นั้น มีใจกว้างจนถึงกับกล่าวไว้เป็นหลักว่า มนุษย์มีหนทางที่ จะรอดพ้นได้โดยหนทางสามอย่าง คือ ปัญญาธิกะ เอา
น.383 ๑๖ ปัญญาขึ้นเป็นเบื้องหน้าก็ได้ สัทธาธิกะ เอาความเชื่อเป็น เบื้องหน้าก็ได้ และ วิริยาธิกะ เอาการกระทำด้วยกำลังใจอัน เข้มแข็งเป็นเบื้องหน้าก็ได้, รวมเป็นสามทางด้วยกัน แล้วแต่ ใครจะเลือกเอาวิธี ไหนให้เหมาะแก่อุปนิสัยแห่งตน ๆ, และ พุทธบริษัทในทุกวันนี้ ก็ยังยอมรับหลักการอันนี้ซึ่งเป็นของ ที่ธรรมชาติ หรือพระเจ้า ได้กำหนดมาให้อย่างที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ได้นั่นเอง. และเมื่อพิจารณากันดูด้วยใจอันไม่ลำเอียง ทุก คนอาจจะลงความเห็นพ้องต้องกันว่า พระพุทธศาสนาเอียง ไปในทางที่จะเป็นพวกปัญญาธิกะ, คริสตศาสนาเอียง ไปในทางสัทธาธิกะ, อิสลามมิกศาสนาเอียงไปในทาง วิริยาธิกะ, หรือต่างก็ได้ถือเอาสิ่งนั้น ๆ ตามลำดับ ขึ้นเป็น ลักษณะเฉพาะแห่งศาสนาของตน ๆ นั่นเอง แต่เมื่อกล่าวโดย ที่แท้แล้ว จะมีศาสนาใดถือหลักแต่เพียงข้อเดียวเช่นนั้น ไม่ ได้เป็นอันขาด คือจะต้องมีครบด้วยกันทั้งสามอย่าง หากแต่ ว่าศาสนาหนึ่ง ได้ถือเอาหลักข้อ หนึ่งขึ้นเป็นหลักสำคัญดัง- เช่นคริสตศาสนาได้มีหลักเรื่องความเชื่อเป็นหัวข้อสำคัญดังนี้ เป็นต้น. คริสตธรรมประกอบอยู่ด้วยปัญญาและความเพียร อย่างไร ข้าพเจ้าจะได้ชี้ให้เห็นชัดในตอนถัดไป, ในที่นี้มุ่ง-
น.384 ๑๗ หมายแต่จะชี้ให้เห็นว่า ทุกศาสนาจะต้องมีหลักที่ครบถ้วน ทุกๆ หัวข้อแห่งธรรม อันมนุษย์จะพึงมี เช่นความเชื่อ ความเพียร ปัญญา เมตตา การเสียสละ ความไม่เห็นแก่ตน และความไม่มีตนเป็นของตน ฯลฯ เหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น ศาสนาไหนจะยกเอาข้อไหนขึ้นเป็นเบื้องหน้านั้น ย่อมแล้วแต่ ว่าศาสนานั้นตั้งขึ้นเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ใคร ในถิ่นไหน และยุคไหน ตามควรแก่อุปนิสัยของคนในถิ่นนั้นและยุค นั้นนั่นเอง ดังนั้นขอให้เราช่วยกันระมัดระวัง อย่าให้ ความรู้ชนิดที่เราได้มาจาก "การขึ้นต้นไม้จากทางปลาย" นั้น มาปิดบังข้อเท็จจริง ที่เราทุกศาสนาจะต้องมีความ เห็นอกเห็นใจกันและผ่อนผันสั้นยาวแก่กัน ในการที่ร่วมมือ กันทำหน้าที่ของตน ๆ ในโลก ตามความมุ่งหมายอันถูกต้อง ของศาสนานั่นเอง. ในสากลจักรวาลและระยะกาลอันยาวยืดนั้น, ในถิ่น หนึ่งและยุคหนึ่ง คนที่นั่นต้องการหลักเรื่อง ความเชื่อ อีกถิ่นหนึ่งยุคหนึ่ง ต้องการ การใช้เหตุผล, อีกถิ่นหนึ่งยุค หนึ่งต้อง การวิธีบังคับจิต หรือใช้กำลังใจอันเข้มแข็ง. ครั้นมาถึงอีกยุคหนึ่ง ที่หลักธรรมทั้งสามนั้นมาพบกันเข้า
น.385 ๑๘ เพราะการคมนาคมที่ทำให้โลกแคบเข้าทุกที แล้วเราจะมามัว ทะเลาะกันดังนั้นหรือ ทั้งที่เป็นความประสงค์ของธรรมชาติ หรือของพระเป็นเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้ามองเห็นข้อเท็จจริงไปใน ทำนองที่ว่า ทุกศาสนาจักเข้ากันได้อย่างสนิทสนม ถ้า หากว่ามีการผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กันและกัน แล้วแต่ว่า ศาสนาไหนจะยกเอาธรรมะข้อไหนเป็นเบื้องหน้า และใช้ ธรรมะพวกไหนเป็นส่วนประกอบ ได้โดยสมควรแก่สิ่งแวด ล้อมของตน ๆ. ครั้นมาพบกันเข้าก็สามารถ ทำให้ทั้งสามสาย กลมกลืนเป็นสายเดียวกัน, ดังแม่น้ำหลาย ๆ สายในแถบภูเขา ไหลมาบรรจบเป็นสายเดียวกัน ย่อมจะมีปุ๋ยที่ให้ความอุดม สมบูรณ์ได้ครบถ้วนแก่ทุ่งนาที่ไหลผ่านไป ยิ่งกว่าแม่น้ำสาย เดียวโดดโดยแน่นอน. ศาสนาทุกศาสนาในโลกมีการ ผ่อนผันสั้นยาวกันมากขึ้นเพียงใด ก็จะเป็นผลดีหรือ พรอันประเสริฐของพระเจ้าแก่โลกมากขึ้นเพียงนั้น. สิ่งที่ต้องการความผ่อนผันสั้นยาวต่อไปอีกก็คือ การตี ความในถ้อยคำทางศาสนา เช่นคำว่า พระเจ้า คำว่า ธรรม, ศาสนา, กรรม, ความรอด, กระทั่งคำว่า มรรค ผล นิพพาน, แม้ที่สุดแต่คำว่า โลก เป็นต้น ทั้งหมดนี้ จะต้อง
น.386 ๑๙ ยอมให้ตีความกันในลักษณะที่เป็นภาษาธรรม, ไม่ใช่ภาษาคน ตามตัวหนังสือ. การตีความหมายของคำในทำนองภาษา- ธรรมนั้น จะเป็นไปแต่ในทางที่จะเป็นโชคดีแก่มนุษย์ในโลก อย่างเดียวเท่านั้น. หรือถ้าจะถือให้เป็นหลักที่แคบเข้ามา คือให้รัดกุมยิ่งขึ้น เราควรจะถือว่า การตีความหมายของคำ คำใด ในศาสนาใด ถ้าเป็นไปเพื่อความแตกร้าว ไม่ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์เป็นส่วนรวมแล้ว การตี ความแห่งคำนั้นเป็นของผิด หรือไม่ตรงต่อพระประสงค์ ของพระเจ้า หรือเป็นการกระทำของซาตานหรือพญา- มารนั่นเอง. ข้าพเจ้าขอยืนยันไว้ในที่นี้ว่า การตีความ แห่งคำใด แห่งศาสนาใด ในที่ประชุมใดก็ตาม ถ้ายินยอมกัน ให้ตีไปในทางที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ เป็น เบื้องหน้า โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเพณี (tradition) ซึ่งเป็น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว การตีความนั้นไม่มีทางที่จะผิด, หรือ พลาดไปจากพระประสงค์ของพระเจ้าไปได้เลย. แต่เรามัก จะไม่ค่อยยอมกัน ต่างฝ่ายต่างจะถือเอาตามประเพณีของตน ที่ทำสืบ ๆ กันมาช้านาน จนกระทั่งไม่ทราบความหมายอันแท้ จริงไปแล้วก็มี. และนั่นก็คือ การตีความหมายของคำว่า
น.387 ๒๐ "ความเชื่อ" อย่างไม่ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้า และนับว่าเป็น ตัวอย่างที่ควรสังวร. ถ้าทางฝ่ายศาสนามีการผ่อนผันสั้นยาวกัน เพื่อการตีความหมายทางศาสนาให้ถูกต้องโดยลงรอยกันได้ทุกศาสนาแล้ว การตีความชนิดนั้น จะเป็นการต่อต้านสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาได้อย่างถึงที่สุด. ในปัจจุบันนี้เราถือกันว่า ลัทธิ dialectic matertalism เป็นข้าศึกต่อศาสนา ข้อนั้นเป็นเพราะสถาบันทางศาสนาตีความข้อความบางอย่างในศาสนาอย่างผิด ๆ ทำให้ศาสนาต่าง ๆ คุมกันไม่ติด หรือทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอหรือทุกแบบ ลัทธิวัตถุนิยมเช่นนั้นจึงเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้ และเป็นข้าศึกที่จะทำลายศาสนาต่าง ๆ ให้หมดไป. แต่ถ้าหากว่าสถาบันทางศาสนาตีความข้อความที่สำคัญ ๆ อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นภาษาธรรมแล้ว ศาสนานั่นแหละจะกลับเป็นข้าศึกของลัทธิวัตถุนิยมทุกชนิด จะต่อต้านลัทธินั้น ๆ ให้กระจัดกระจายไปอย่างรอหน้าไม่ติด หรือถึงกับไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลกได้เลย. ดังนั้นศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ จะต้องมีการผ่อนผันสั้นยาว
น.388 ๒๑ ต่อกันและกันในการตีความหมายของหลักที่สำคัญ ๆ เพื่อจะกลมกลืนกันได้ทุกศาสนา ทำให้มีคำตอบหรือวิธีการที่จะแก้ปัญหาชีวิตทุกชนิดและทุกแบบ ของคนทุกชาติทุกภาษาได้จริง สมตามความมุ่งหมายของสิ่งที่เราเรียกกันว่า "พระเจ้า" : เราจะต้องถือกันอย่างแน่นแฟ้นว่า พระเจ้าได้ทรงประทานหลักที่ถูกต้องมาให้อย่างครบถ้วนแล้ว แต่เรามาตีความหมายอย่างผิด ๆ กันเสียเอง ผลจึงเกิดขึ้นในทำนองที่อาจจะกล่าวได้ว่า พระเจ้าจะต้องทดลองมนุษย์อีกต่อไปด้วยการเปิดโอกาสให้ลัทธิวัตถุนิยมครองโลกกันเสียสักพักหนึ่งจนกว่ามนุษย์จะเข็ดหลาบนั่นเอง. ขอให้นักศาสนาทั้งหลายอะลุ้มอะหล่วยกัน ในการตีความข้อธรรมในศาสนา ให้เป็นไปในทางที่ศาสนาทั้งหลายในโลก จะประสานกัน กำจัดวิกฤตกาลในโลกให้หมดไป เพราะประชาชนสามารถรับเอาหลักทางศาสนาไปแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ได้ ทั้งในทางการเมือง การเศรษฐกิจ และอื่น ๆ กระทั่งปัญหาทางจิตทางวิญญาณ ทุกประการนั่นเอง. การผ่อนสั้นผ่อนยาว ที่ข้าพเจ้าจะนำมาเป็นตัวอย่างข้อสุดท้าย ก็คือ การเกี่ยงงอนกันเพื่อจะไม่ใช้
น.389 ๒๒ คำบัญญัติทางศาสนาร่วมกัน. ตัวอย่างเช่นพุทธบริษัท เกี่ยงงอนที่จะไม่ใช้คำว่า religion กับศาสนาของตน โดย กล่าวหาสิ่งที่เรียกว่ารีลิจยั่น นั้น ใช้กับระบบศาสนาที่มีพระเจ้า และการอ้อนวอน พุทธศาสนาไม่มีสิ่งเหล่านั้น, โดยที่หารู้ ไม่ว่า คำว่า พระเจ้าในทางภาษาธรรมนั้น หมายถึงอะไรได้ กี่อย่าง, และคำอ้อนวอนนั้น มีความหมายที่ตื้นลึกอยู่หลาย ชั้น ซึ่งแม้ที่สุดแต่อาจจะหมายถึงระบบวิธีที่จะต้องใช้กับตน เองโดยไม่ต้องเกี่ยวกับใครอื่นก็ยังได้. เพราะคน ๆ หนึ่งย่อม แบ่งความรู้สึกของตนออกได้เป็นสองส่วนหรือสองคน อยู่ เสมอไป ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า คนที่รู้สึกฝ่ายดี และคนที่ รู้สึกฝ่ายชั่ว ที่มีการต่อสู้กันทางภายในใจอยู่เสมอ. ถ้าเราใช้ คำว่าบังคับตัวเอง หรือหลอกตัวเองก็ได้แล้ว เราก็มีทางที่ จะใช้คำว่า "อ้อนวอน" กับตนเองได้เหมือนกัน และนั่น- แหละ คือการอ้อนวอนพระเจ้าในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้ สำหรับคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า นั้นโดยทั่วไปเราหมายถึงความดี. ทางฝ่ายคริสเตียน ก็คงไม่ยอมใช้คำว่า "นิพพาน" ในพุทธศาสนา ต่อสิ่งที่ตนเรียกว่า ความรอด ( salvation)
น.390 ๒๓ โดยเด็ดขาดก็เป็นได้ และจะหาทางขัดแย้งโดยประการต่าง ๆ ว่าไม่มีทางที่จะลงรอยกันได้เลย เพราะความรอดนั้นจะต้อง มาจากพระเจ้า มิใช่มาจากการปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด- ประการของพุทธบริษัท. แต่ข้าพเจ้าอยากจะชี้ว่า มรรคมี องค์แปดประการนั้น คือตัวสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม", และ "ธรรม" นั้นคือตัวพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายให้เห็น ชัดในครั้งต่อไปพรุ่งนี้. คำที่สำคัญที่สุดอีกคำหนึ่ง คือคำว่า สิ่งที่พระเจ้า เปิดเผยให้ หรือประทานลงมา revelation เช่นที่โมเซสได้ รับจากพระเจ้าก็ดี หรือแม้แต่วิวรณ์ต่าง ๆ ที่เซ็นต์โยฮันได้ รับจากพระเจ้าโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ก็ดี ทางคริสเตียน ถือว่าเป็นสิ่งที่ประทานลงมาจากสวรรค์โดยตรง. พุทธ- บริษัทบางพวกไม่ยอมรับคำว่า revelation นี้มาใช้ในพุทธ- ศาสนาโดยถือเสียว่าเป็นสิ่งที่มีไม่ได้โดยเด็ดขาด. แต่โดย ที่แท้แล้วสิ่ง ๆ นี้มีทั่วไปในพุทธศาสนา ปรากฏชัดอยู่ในบาลี ต่าง ๆ เช่นในพุทธอุทานว่า "เมื่อใดธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์ก็สิ้นไป" ดังนี้เป็นต้น. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อผู้ใดก็ตาม เพ่งหา
น.391 ๒๔ ความจริงข้อใดข้อหนึ่งอยู่ด้วยสมาธิ อย่างแรงกล้าเป็นเวลานาน พอและเหมาะสม ธรรมที่มีลักษณะเหมือนแสงสว่างจะปรากฏ แก่เขาในลักษณะผิดธรรมดา จนถึงกับต้องเรียกว่าเป็นของ. เหนือวิสัยมนุษย์ตามปรกติ และเรียกว่า divine หรือมาจาก สวรรค์ได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นที่น่าอัศจรรย์เกินไปนั่นเอง อย่างไรก็ตามคำว่า revelation นี้ ก็มีความหมายแต่เพียงว่า ปรากฏออกมาอย่างผิดวิสัยธรรมด า เท่านั้น, ดังนั้นจึงเป็น สิ่งที่มีได้ในทุกศาสนา ไม่ควรจะเป็นที่รังเกียจในการที่จะ นำมาใช้ในความหมายที่ตรงกันทุก ๆ ศาสนา. ข้อนี้เป็น อันว่า เมื่อคำที่สำคัญ ๆ อันสงวนไว้เฉพาะศาสนาใดศาสนา หนึ่งมาแต่เดิมนั้น ก็เป็นคำที่ใช้เป็นคำกลางได้ดังนี้แล้ว คำ ที่มีความสำคัญน้อย หรือที่รองลงมา ก็สามารถใช้เป็นคำ ธรรมดาระหว่างศาสนาได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย เว้นเสียแต่ จะมัวตั้งข้อเกี่ยงงอนแก่กันและกัน เพื่อข่มขี่ลบล้างกัน โดย ฝืนต่อบัญญัติของพระเจ้าอย่างซึ่งหน้าเท่านั้น. สรุปความในตอนนี้ ที่ว่าด้วยการผ่อนสั้นยาวแก่กัน เสียชั้นหนึ่งก่อนว่า การที่เจ้าหน้าที่ทางศาสนา ตีความใน ศาสนาของตน ๆ อย่างเห็นแก่ตัว ปราศจากการผ่อนผัน
น.392 ๒๕ สั้นยาวเพื่อให้ประสานกลมเกลียวกันได้นั่นเอง ย่อมทำให้เกิด ความรู้สึกขึ้นในใจของมนุษย์ว่า มีศาสนาหลายศาสนา แทนที่จะมีแต่ศาสนาเดียวเป็นสากล, และรู้สึกว่า มี พระเจ้าต่าง ๆ กันหลายองค์ แทนที่จะรู้สึกว่าโดยเนื้อแท้ แล้ว มีเพียงองค์เดียว และรู้สึกเกิด ความคิดที่เป็นพวก เขาพวกเราเป็นฝักเป็นฝ่าย แทนที่จะรู้สึกไปในทำนอง ว่าโดยเนื้อแท้นั้น มนุษย์ทั้งโลกเป็นคนคนเดียวกัน หรือมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น. พระเยซู- คริสต์ก็มิได้ทรงตั้งชื่อศาสนาของพระองค์ว่า ศาสนาคริสต์, พวกเราเพิ่งจะมาตั้งขึ้นเองทีหลัง แล้วมุ่งจะแยกตัวออกจาก ศาสนาอื่น. พระเยซูคริสต์พร่ำบอกแต่หนทางที่จะเข้าถึง แผ่นดินของพระเจ้าได้อย่างไรเท่านั้น และสำหรับทุกคนใน โลก. พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงตั้งชื่อศาสนาของพระองค์ว่า ศาสนาพุทธ, พระองค์ทรงเรียกการปฏิบัติระบบนั้นว่า พรหมจรรย์ ดังบาลีว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ เป็นต้น ไม่ได้ เรียกว่าศาสนาเลย. พวกเราทีหลังต่างหาก เพิ่งจะตั้งชื่อ ให้ว่าศาสนาพุทธ แล้วก็มุ่งจะแยกตัวออกจากศาสนาอื่น ๆ เป็นศาสนา ๆ ไป อย่างทรงไว้ซึ่งอำนาจ (authority) ว่ามีอะไร
น.393 ๒๖ เป็นของตัวโดยเฉพาะ พระพุทธองค์ตรัสว่า "จงประกาศ พรหมจรรย์ (การประพฤติที่ดี) ให้งดงามทั้งเบื้องต้น (สำหรับคนมีสติปัญญาน้อย) ทั้งท่ามกลาง (สำหรับคนมีสติ ปัญญาปานกลาง) ทั้งเบื้องปลาย (สำหรับคนมีปัญญาสูงสุด) ให้สมบูรณ์ทั้งอรรถะและพยัญชนะ (คือทั้งหัวข้อและคำ อธิบาย), ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่เทวดาและมนุษย์." เมื่อเป็นดังนี้แล้วจงคิดดูเถิดว่า มันเป็นความผิดของใคร ที่ ทำให้เกิดความแตกแยกทางศาสนาเป็นศาสนาต่าง ๆ ต่างตี ความไปในทางที่จะข่มขี่ลบล้างกัน จนกระทั่งอ่อนแอไป ด้วยกัน ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อ ศาสนาเป็นส่วนรวมได้เลย. เรื่องที่สี่. เรื่องที่อยากจะทำความเข้าใจเพื่อการ ศึกษาเปรียบเทียบเป็นเรื่องที่สี่นั้น มีหัวข้อว่า “ศาสนา คริสเตียนในทัศนะของพุทธบริษัท." ข้อแรกที่สุด ที่จะต้องปรับความเข้าใจกันเสียก่อน ก็คือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ว่า ศาสนาทุกศาสนา มีส่วนที่เป็น เปลือกห่อหุ้มอยู่ด้วยกันทุกศาสนา. ข้อนี้หมายถึงพิธี รีตองต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตามสิ่งแวดล้อมในชั้นหลัง จน
น.394 ๒๗ กระทั่งเกิดมี สิ่งที่สักว่าทำสืบ ๆ กันมา (traditional teaching) รวมทั้ง DOGMA ต่าง ๆ ที่คณะสงฆ์ (CHURCH) นั้น ๆ ตั้ง เพิ่มขึ้น ๆ ตามมติของหมู่คณะของตน ๆ และนำไปสู่พิธีรีตอง ต่าง ๆ ในที่สุดอีกนั่นเอง. นานเข้า ๆ เปลือกเหล่านี้หุ้มห่อ เนื้อแท้เสียจนมิดมองไม่เห็น มหาชนส่วนใหญ่จึงมีศาสนา ของตน ๆ แต่เพียงชั้นเปลือก ๆ และที่เข้ากันได้กับความ ต้องการตามสัญชาตญาณของตนคือความโลภ. ตัวอย่างเช่น การค้ากำไรเกินควร ด้วยการทำบุญเพียงไม่กี่บาท ก็ได้ไป สวรรค์มีวิมานมากมายเป็นของตนดังนี้. เมื่องมงายหนัก เข้าก็กลายเป็นปนเปกันไปหมดจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นไสยศาสตร์ (superstitious) และอะไรเป็นศาสนา. ข้าพเจ้าเอง เคยได้ ยินผู้สอนศาสนาคริสเตียนบางคน ทางวิทยุและอัดแผ่น- เสียง พูดว่าศาสนาพุทธ คือการสอนให้ไหว้ศาลพระภูมิ และห้ามมิให้ลอดราวตากผ้าเป็นต้น. ฟังดูก็ขำดี ที่สิ่ง เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ย่อมทราบได้ดีว่า มันไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาแต่ประการใดเลย, แล้วทำไมมันจึง ถูกจัดเป็นพุทธศาสนาไปได้. นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “เสียยิ่งกว่าเปลือก" ที่ผู้ที่เรียกว่าพุทธบริษัทบางคนจะ
น.395 ๒๘ ได้ปฏิบัติอยู่จริง จนทำให้ผู้อื่นเข้าใจไปว่า นั่นเป็นพุทธ- ศาสนา, หรือยิ่งกว่านั้นก็คือ พุทธบริษัทที่ปฏิบัติอยู่เช่นนั้น เรื่อย ๆไป นานเข้าก็เกิดชังพุทธศาสนาของตนเอง หันไป นับถือศาสนาคริสเตียน ที่เป็นของมาใหม่และไม่มีการปฏิบัติ ที่งมงายเช่นนั้น โดยไม่มีโอกาสที่จะรู้จักพุทธศาสนาที่ เป็นศาสนาเดิมของตนอย่างถูกต้องเลย. นี่แหละคือ เปลือก และ โทษของเปลือก ของศาสนา. ดังนั้นเมื่อ เราจะทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนา เราต้องทำ ความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ต้องเป็นศาสนาที่แกะเปลือกออก หมดแล้ว จึงนำมาเทียบกัน หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะนำมากล่าว ต้องเป็นข้อความที่อยู่ในระดับบาลี (text) ของศาสนานั้น ๆ หรือถ้าจะเป็นชั้นอรรถกถา (commentary) บ้าง ก็ต้องเป็น อรรถกถาที่ถูกต้องไม่ขัดกับบาลีนั้น ๆ เสมอไป. ก่อนแต่ที่จะกล่าวถึงทัศนะของพุทธบริษัทที่มีต่อคริส- เตียนอย่างไรนั้น ควรจะได้ทำความเข้าใจกัน ถึงทัศนะของ พุทธบริษัทที่มีต่อคำว่า "ศาสนา" ล้วน ๆ โดยไม่ต้องระบุ ถึงศาสนาชื่ออย่างไรกันเสียก่อน.
น.396 ๒๙ คำว่า "ศาสนา" ตามความเข้าใจของคนทั้งหมดใน โลก ย่อมมีมากมายหลายแง่หลายมุมหลายระดับ จนนำมา กล่าวไม่ไหว. ดังนั้นในที่นี้ เราจะกล่าวกัน เฉพาะในแง่ ที่จะเกิดความเข้าใจอันดี ระหว่างคริสตศาสนิกและพุทธ บริษัท ที่คงแก่เรียนในศาสนาของตน ๆ และยึดเอาหลักวิชา (scientification basis) เป็นเครื่องมือสำหรับศึกษาและพิจารณา เพื่อทำการเปรียบเทียบเป็นต้น เท่านั้น. และเราจะต้อง ยอมรับว่า เราใช้คำว่า religion ร่วมกัน ในเมื่อเรากล่าวเล็ง ถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนาในที่นี้, และเราควรจะวินิจฉัยกันถึงคำ คำนี้ ว่าเราอาจจะใช้ร่วมกันได้อย่างไร เป็นข้อแรกก่อน. พวกนักศาสนาฝ่ายตะวันตกเอง ก็ถกเถียงกันมาก ว่าคำว่า religion นี้มีรากศัพท์ (root) ว่าอย่างไร. ประมวล ดูแล้วได้ความว่า วรรณกรรมเก่า ก่อนสมัยซิเซโร (CICERO) ขึ้นไป ดูเหมือนจะถือว่า คำนี้มีรากศัพท์ว่า lig ซึ่งแปลว่า to observe ได้แก่การสังเกตและปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัจจธรรม ที่เปิดเผยโดยพระเจ้า (GOD'REVELATION), ดังนั้นศาสนา ก็คือ การปฏิบัติระบอบหนึ่ง อันจะนำไปสู่จุดหมายปลาย ทางของมนุษย์ นั่นเอง. แม้พุทธศาสนาก็มีลักษณะเช่น
น.397 ๓๐ ว่านี้ คือการปฏิบัติระบอบหนึ่งซึ่งนำคนไปสู่ภาวะแห่งความ ไม่มีทุกข์สิ้นเชิง. ครั้นตกมาถึงสมัยเซอร์วิยุส (Servius) นักวรรณ- กรรมถือกันว่าคำว่า religion นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า leg ซึ่งแปลว่า “ผูกพัน" (to bind) หมายความว่าเป็น เครื่องผูก พันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด คือพระเจ้า นั่นเอง. ถ้า เป็นดังนี้ พุทธศาสนาก็คือเครื่องมือที่ผูกพันมนุษย์กับภาวะ สูงสุด ที่เป็นเครื่อง หรือเป็นแดนดับทุกข์สิ้นเชิง ซึ่งชาว คริสเตียนเรียกว่าแผ่นดินแห่งพระเจ้า และชาวพุทธก็เรียกว่า อมตนคร เป็นต้น, พุทธศาสนาจึงยังคงเป็นรีลิจยั่นชนิดหนึ่ง อยู่นั่นเอง. ครั้นตกมาถึงสมัย เซ็นต์ ออกัสตุส (Saint Augustus) วรรณกรรมแห่งสมัยนั้นถือว่า รวมรากศัพท์ทั้ง lig และ leg เข้าด้วยกันนั่นแหละเป็นการถูกต้องและสมบูรณ์ ดังนั้นความ หมายของคำว่า รีลิจยั่น จึงขยายออกไปว่า "การปฏิบัติตาม บัญญัติที่ทำให้เกิดการผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด คือพระเจ้า เมื่อเป็นดังนี้ พุทธศาสนาก็คือ รีลิจยั่นที่สมบูรณ์ ด้วยเหมือนกัน กล่าวคือเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ระบอบหนึ่ง
น.398 ๓๑ ซึ่งเมื่อปฏิบัติครบถ้วนแล้วทำผู้ปฏิบัติให้เนื่องอยู่กับภาวะที่ ไม่มีทุกข์เลย ซึ่งจะเรียกว่านิพพานหรือบรมธรรม หรือ ธรรมชาติอันไม่ตาย หรืออะไรอื่นอีกมากมาย ล้วนแต่มี ความหมายอย่างเดียวกับ สวรรค์ของพระเจ้า นั่นเอง. พุทธบริษัทสามารถยอมรับความหมายของคำว่า รีลิจยั่นในลักษณะเช่นนี้ได้โดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ ประการใด, และทั้งยังหวังว่า แม้ศาสนาไหนในโลกนี้ทุก ศาสนา ก็จะมีความมุ่งหมายอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่า ระเบียบปฏิบัติจะแตกต่างกันบ้าง เพราะสิ่งแวดล้อมบังคับ, โดยอนุโลมกาลเวลา ตามถิ่นที่จะมีการปฏิบัติ ให้ตรงกับ อุปนิสัยของมนุษย์ที่นั่น. เราอาจจะกล่าวได้ว่า พระเจ้า องค์เดียวกันนั่นแหละ ถ้าต้องตรัสกับ มนุษย์ในอินเดียเมื่อ ๒๕ ศตวรรษมาแล้ว, และตรัสกับมนุษย์ตาม เขตปาเลสไตน์ เมื่อ ๒๐ ศตวรรษมาแล้ว และตรัสกับหมู่ชนในแคว้น อาหรับเมื่อ ๑๕ ศตวรรษมาแล้ว จะตรัสให้เหมือนกันไม่ได้ โดยแน่นอน แล้ว เราจะไปหวังอะไรที่จะให้คัมภีร์ของแต่ละศาสนาตรงกัน ทุกตัว อักษร สำหรับพุทธบริษัทก็จะต้องพูดว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" อันจะปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่นั้น ก็จะต้องปรากฏ
น.399 ๓๔ คริสต์เท่าที่มีอยู่ในคัมภีร์ใหม่ (NEW TESTAMENT) นั้น ย่อมเป็นการเพียงพอ หรือยิ่งกว่าเพียงพอที่เราจะปฏิบัติตาม แล้วเอาตัวรอดได้. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราเว้นคัมภีร์เก่าเสีย ก็ยังได้ จะได้เอาเวลาและจิตใจทั้งหมด มาใช้ปฏิบัติตาม ข้อความที่เป็นคำของพระเยซูคริสต์ได้ โดยสมบูรณ์. ตาม ความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าเห็นไปในทำนองว่า คริสตศาส- นิกชนในสมัยที่พระเยซูยังมีพระชนม์อยู่ สามารถปฏิบัติ ตามคำสอนของพระเยซูอย่างสมบูรณ์ ได้รับผลถึงที่สุดโดย ไม่ได้สนใจกับคัมภีร์เก่าอันยืดยาวนั้นเลย.ข้อนี้เป็นอย่าง เดียวกันกับที่ในครั้งพุทธกาลมีผู้ คนในอินเดียปฏิบัติตาม คำสอนของพระองค์ จนบรรลุมรรคผลไปเป็นอันมาก โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่ง เพิ่งจะรวบรวมกันขึ้น ในตอนที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน แล้วนั้นเลย. แต่ความแปลกกันยังมีอยู่ในข้อที่ว่า พระไตร ปิฎกทั้งหมด ซึ่งมีปริมาณมากกว่าพระคัมภีร์ ไบเบิลทั้งหมด ตั้งหลายเท่านั้น ล้วนแต่เป็นบันทึกเกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อ การดับทุกข์โดยตรง ส่วนใดส่วนหนึ่งแบบใดแบบหนึ่ง เป็น ส่วน ๆ ไป. ส่วนคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีบันทึกเรื่องการปฏิบัติ
น.400 ๓๕ เพื่อเอาตัวรอดโดยตรงเฉพาะในคัมภีร์ใหม่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ หนึ่งในสี่ ของไบเบิลทั้งหมด. แม้จะมีอยู่น้อยเพียงเท่านั้น ก็เป็นการเพียงพอ หรือยิ่งกว่าพอที่จะปฏิบัติเพื่อเอาตัว รอดได้. ข้าพเจ้าจึงกล้าคาดคะเนออกไปอีกว่า พระเยซู คริสต์เอง ก็คงจะได้ห้ามไม่ให้สาวกของพระองค์ลงมือตั้ง ต้นการศึกษา หรือการปฏิบัติ โดยข้องแวะคัมภีร์เก่าเท่าที่มี อยู่ในสมัยนั้น แม้จะไม่มากเท่าที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ก็ตาม ข้าพเจ้ามีเหตุผลอย่างไรในข้อนี้ จะได้ทำการเปรียบเทียบ ให้ท่านเห็นสืบไป. ข้อนี้เป็นเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงสามารถ ห้ามสาวกของพระองค์ ไม่ให้ตั้งต้นการศึกษาด้วยการตั้ง คำถามว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? อะไรไปเกิด ? เกิด อย่างไร ? โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ ? ดังที่ปรากฏอยู่ในมาลุง- กโยวาทสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย, แม้กระทั่งปัญหาว่า เทวดามี จริงไหม ? สวรรค์มีจริงไหม ? อยู่ที่ไหน ? นี่ก็ให้รอไว้ก่อน, และเรียกว่า "ปัญหาที่จะไม่ทรงตอบ" . แต่พระองค์ทรง คะยั้นคะยอให้ตั้งปัญหาว่าความทุกข์ต่าง ๆ ที่บีบคั้นจิตใจของ เราอยู่นี้มันตั้งต้นขึ้นมาจากอะไร ? มันงอกออกมาจากอะไร ?
น.401 ๓๖ มันเกิดออกมาจากอะไรโดยตรง ? ให้หาคำตอบเอาจากความ รู้สึกที่ได้ผ่านมาแล้วในใจของตนเอง (spiritual experience) โดย ตรง จนกระทั่งพบว่า ความทุกข์ หรือความตายทางวิญญาณ ของคนเราทุก ๆ ชนิด เกิดมาจากการที่ผู้นั้นยังไม่เข้าถึงธรรม ยังไม่เข้าถึงพระเจ้า คือยังไม่เข้าถึงความจริงอันเด็ดขาดของ สากลจักรวาล ที่มีอยู่ว่า "มีความรู้สึกว่าตัวเป็นของตัว แล้วเห็นแก่ตัวขึ้นที่ไหน ย่อมมีความทุกข์เกิดขึ้นที่นั่น และเมื่อนั้น, ต่อเมื่ออย่ามีตัวเป็นของตัว คือมีตัวเป็น พระเจ้าหรือของธรรมเสีย ความทุกข์ก็จะดับไปหรือไม่ เกิดขึ้น". เมื่อผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติไปจนทำลายความรู้สึกว่า มีตัวและเห็นแก่ตัวเสียได้ เขาก็หมดความทุกข์ และพอใจจน ไม่อยากจะรู้อีกว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด สวรรค์อยู่ที่ไหน ? ดังนี้เป็นต้น อันเป็นปัญหาที่มีอยู่ก่อน. เพราะว่า ความสุข ที่เกิดจากการดับความรู้สึกว่ามีตัวและเห็นแก่ตัวเสียได้นี้ สูง กว่าความสุขในสวรรค์ตามที่กล่าว ๆ กันนั้น อย่างที่จะเปรียบ กันไม่ได้ทีเดียว. บัดนี้เขาหมดความรู้สึกที่เป็นอัตตวาท (egoism) อย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีตัวที่จะตายหรือเกิด, มีแต่ ธรรมชาติบริสุทธิ์ล้วน ๆ มีอยู่ได้เองตลอดกาล โดยไม่ตาย
น.402 ๓๗ ไม่เกิด อันเป็นความรู้สึกที่มีความหมายอย่างที่เรียกกันใน ภาษาคนว่า "เข้าถึงพระเจ้า" หรือ อมตธรรม นั่นเอง. ทุกคนจะต้องมองให้เห็นความจริงข้อนี้ว่า "เวลาใด (นาที หรือชั่วโมง หรือวัน ก็ตาม) ที่เราปราศจากความรู้สึกที่ มีตัวเราเป็นของเรา เมื่อนั้นเป็นเวลาที่เราเข้าถึงพระ- เจ้า", ทั้งนี้เพราะว่า อวิชชาหรืออุปาทานที่ว่ามีตัวเรา อัน เป็นเหมือนเปลือกหุ้ม ได้ถูกทำลายไปในขณะนั้น รัศมีแห่ง พระเจ้าหรือบรมธรรม ก็ส่องลงมายังจิตของเรา (หรือที่แท้ เป็นของธรรมชาติสากล) ทำให้มีการเกิดใหม่ หรือเข้าสู่ชีวิต อีกชนิดหนึ่งในขณะนั้น, ซึ่งตรงกันข้ามจากชีวิตตามธรรมดา โดยสิ้นเชิง. ถ้าทำได้อย่างนี้ เป็นการเด็ดขาดตายตัวไป ก็เรียก ว่าความรอดหรือวิมุติ หลุดพ้นจากโลกิยธรรมฝ่ายเนื้อหนัง ได้ตลอดไป เป็นอันจบกิจในทางฝ่ายศาสนาสำหรับผู้นั้น นี่แหละคือวิธีที่จะไม่ต้องไปเสียเวลาในการศึกษาสิ่งที่ไม่ จำเป็น, คงศึกษาแต่ส่วนที่จำเป็น และเป็นปัญหารีบด่วน เฉพาะหน้า แล้วรีบปฏิบัติให้ลุล่วงไปโดยเร็ว. เราศึกษา กันเพียงข้อเดียวว่า ทำอย่างไรจะเปลื้องความรู้สึกทางฝ่าย เนื้อหนัง (flesh) ที่ทำให้รู้สึกว่า "ตัวกู -- ของกู” ออกไปเสีย
น.403 ๓๘ จากจิตใจได้ ให้เป็นจิตบริสุทธิ์เท่านั้นเอง. ข้าพเจ้าจึงกล้า เชื่อว่า ไม่ว่าพระศาสดาองค์ไหน ย่อมจะ ทรงหวังดีต่อสาวก ของตน โดยช่วยประหยัดเวลาให้ ด้วยกันทั้งนั้น. แม้แต่ ข้อความในเทศนาบนภูเขาในคัมภีร์มัดธาย เท่าที่มีอยู่ไม่ กี่หน้านั้น ก็เป็นการเพียงพอแล้วอย่างสมบูรณ์ที่จะปฏิบัติเพื่อ เอาตัวรอดได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับส่วนที่เหลือของคัมภีร์ใหม่ และยืดออกไปถึงคัมภีร์เก่าอีกทั้งหมด. ข้าพเจ้าอยากจะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งประกาศศาสนาคริสเตียนอยู่ตามโบสถ์ ตามข้างถนน หรือตามสถานีวิทยุก็ตาม ไม่รู้จักคัดเลือกเอา หัวใจของศาสนามาเผยแพร่ทำนองเดียวกับภิกษุในพุทธศาสนา เองก็มัวสอนกันแต่ส่วนที่เป็นเปลือกหรือกะพี้ของพุทธ- ศาสนา อยู่ทั่วไป ไม่ถึง เนื้อในของพระธรรม คือ ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตนหรือของ ตน นั่นเอง. ในบาลีมหาสาโรปมสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกายระบุไว้ชัดว่า แก่นแท้ของพรหมจรรย์หรือศาสนา นั้น คือความรอดพ้น หรือวิมุติ ซึ่งตรงกับคำว่า salvation นั่นเอง, ปัญญาเป็นกะพื้นอกแก่นออกมา, สมาธิเป็นเปลือก นอกออกมาอีก, สีลเป็นเพียงผิวเปลือกแห้ง ๆ ชั้นนอกสุด,
น.404 ๓๙ ส่วนลาภสักการะเสียงสรรเสริญหรือแม้แต่สวรรค์เป็นใบแห้ง ๆ เท่านั้นเอง. "ดังนั้นสิ่งที่สอนหรือสนใจกันอยู่ทั่วไปนั้น ไม่ค่อยเกี่ยวกับแก่นแท้ หรือถึงแก่น จึงพากันกระจัดกระจายไปหมด. นี้เป็นการ เปรียบเทียบ อย่างตรงไป ตรงมาที่สุดโดยไม่ต้องเกรงใจผู้ใด. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้สนใจเป็นพิเศษ. พระไตรปิฎกก็ดี พระคัมภีร์ไบเบิลก็ดี มีส่วน เกิน คือที่ทุกคนไม่ต้องสนใจก็ได้อยู่เป็นอันมาก เว้นแต่บางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่สั่งสอน หรือประสงค์จะเป็นผู้แตกฉานทางวิชาการเช่นวรรณคดีเป็นต้น เท่านั้น. เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่ตถาคตรู้ นั้นมีปริมาณมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, ส่วนสิ่งที่นำมาสอนนั้น มีปริมาณ เท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ลักษณาการเช่นเดียวกันนี้ ย่อมมีแก่พระเยซูคริสต์ด้วย ดังเราจะเห็นได้ว่า พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตรัสอะไรกี่คำ แม้กับสาวกชั้นนำ ๑๒ คนของพระองค์. ถึงแม้พระเจ้าเองก็เหมือนกัน สิ่งที่ทรงเปิดเผยแก่โมเซสก็ดีแก่อับราฮามและคนอื่น ๆ ตลอดถึงพระเยซูคริสต์เองก็ดี มีปริมาณเป็นคำพูดเพียงไม่กี่คำ และดูเหมือนจะทรงประสงค์
น.405 ๔๐ เพียง ความเชื่อและปฏิบัติตาม เท่านั้น. ส่วนพระคัมภีร์ซึ่งเพิ่งรวบรวมและร้อยกรองกันขึ้นภายหลังเรื่อย ๆ มานั้น มีมากขึ้นจนเวียนหัว. ผู้ศึกษาชั้นหลังจึง หลงทางอยู่ในดงของพระคัมภีร์ทั้งที่มีความรู้ท่วมหัว ดังที่กล่าวมาแล้ว.นี่เรียกว่า คัมภีร์ไบเบิลก็ดี พระไตรปิฎกก็ดี ล้วนแต่ตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดการล่าช้าขึ้นแก่บุคคลที่ต้องการจะเข้าถึงแก่นของศาสนาโดยเร็วที่สุด, นับว่าเป็น สิ่งที่ต้องประชุมเพื่อปรึกษากันเสียใหม่, เพื่อทำสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตอันมีอยู่ในศาสนานั้น ให้ออกมาสู่มนุษย์ในลักษณะที่เข้มข้นและทันแก่เหตุการณ์เหมือนหรือเทียมทันกันกับความก้าวหน้าทางวัตถุแห่งโลกสมัยนี้. ทีนี้ เราจะได้พิจารณาถึงตัว, คริสตธรรม โดยเปรียบเทียบกับพุทธธรรม ต่อไป. ปัญหาอันแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือ คริสตศาสนากับพุทธศาสนานั้น มีแตกต่างกันที่ตรงไหน ? สิ่งแรกที่สุดที่พุทธบริษัทจะตั้งข้อสังเกตต่อคริสตศาสนาก็คือเป็นศาสนาที่สอนการช่วยตัวเองหรือให้ผู้อื่นช่วย ? และถ้าการที่จะให้ผู้อื่นช่วยนั้น คือการที่ตนต้องกระทำทุกอย่างตามที่ผู้อื่น
น.406 ๔๑ ต้องการให้ทำดังนี้แล้ว นี่จะเรียกว่าเป็นการช่วยตัวเอง หรือ ผู้อื่นช่วย. เท่าที่เราได้ยินได้ฟังกันมานั้น พอจะสรุปได้ว่า ศาสนาคริสเตียนถือว่าทุกอย่างต้องแล้วแต่พระเจ้าจะประสงค์ เราไม่มีทางที่จะช่วยตัวเอง โดยที่พระเจ้าไม่ช่วยหรือไม่ทรง โปรดให้เป็นไปตามความประสงค์ของเรา. ส่วนศาสนาพุทธ นั้นถือว่า เราต้องช่วยตัวเอง โดยการกระทำของเราเอง แล้วเราก็จะได้รับผลแห่งการกระทำของเราเองโดยไม่ต้องเกี่ยว กับพระเจ้านอกไปจากกฎแห่งกรรม ถ้าจะมีพระเจ้าเข้ามา เกี่ยว ก็คือกฎแห่งกรรม นั่นแหละคือพระเจ้า ไม่ใช่ พระเจ้าที่เป็นบุคลิกภาพ ที่อยู่บนสวรรค์พร้อมกับคอยควบคุม มนุษย์อยู่ในที่ทั้งปวง. นี้ถ้าพูดกันอย่างภาษาคน หรือ conventional mode of speaking ก็ต้องถือว่า คริสตศาสนา เป็นศาสนาที่ต้องให้ผู้อื่นช่วย, ส่วน พุทธศาสนานั้นเป็น ศาสนาที่ต้องช่วยตัวเอง แตกต่างกันอยู่อย่างไม่มีทางที่จะ ลงรอยกันได้. แต่ถ้าจะพูดกันอย่าง ภาษาธรรมคือภาษา แห่งความจริง โดยเล็งเอาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ ตัวหนังสือ หรือเสียงที่พูดแล้ว ก็กล่าวได้เหมือนกันว่า
น.407 ๔๒ พระเจ้ากับสิ่งที่เรียกว่า "กฎแห่งกรรม" ในพุทธศาสนานั้น เป็นของสิ่งเดียวกันดังนี้แล้ว ก็ถือได้ว่า ศาสนาทั้งสองนี้ ลงกันได้สนิทโดยใจความ ขัดกันเพียงตัวหนังสือ หรือ เสียงที่ใช้เรียกว่าพระเจ้า หรือกรรมนั่นเอง. พุทธบริษัท ถือว่ากรรมมิใช่บุคคลที่ช่วยเรา เราทำสิ่งที่ควรทำให้ถูกต้อง ตามกฎแห่งกรรมนั้น และได้รับผลโดยสมควรแก่กรรม เสมอไป; หรือเราจะเลือกทำชั่วและรับผลชั่วก็ได้, หรือ แม้เราจะเข้าใจผิดเอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดีแล้วทำลงไป ก็ยังคงได้รับผลตามกฎแห่งกรรมอยู่นั่นเอง หามาสับกันเสีย อย่างความหลงผิดของเราไม่. ดังนั้นถือว่าเราช่วยตัวเอง ตามกฎแห่งธรรมชาติหรือ กฎแห่งกรรมซึ่งตรงแท้แน่นอน มีอำนาจเด็ดขาดควรแก่การที่จะเรียกว่าพระเจ้า ได้เหมือน กัน. และเมื่อเรามองไปยังคริสเตียน เราก็มองไปในแง่ ที่ว่า พระเจ้าที่ช่วยให้การกระทำของมนุษย์มีผลนั้น ก็คือ กฎแห่งกรรมอย่างเดียวกันแท้กับที่เราถืออยู่ ดังนั้นเราจึงยก น้ำหนักทั้งหมดให้แก่สิ่งที่เรียกว่า "กรรม" ซึ่งหมายถึงกฎแห่ง กรรม อันเป็นกฎของธรรมชาติที่ครองจักรวาลนี้อยู่, และ เรียกพุทธศาสนานี้ ว่า "ศาสนาแห่งกรรม" หรือ "ศาสนา แห่งการช่วยตัวเอง."
น.408 ๔๓ ส่วนศาสนาคริสเตียนนั้น ผู้สั่งสอนมากคนได้ย้ำ หนักแน่นเด็ดขาดลงไปในข้อที่ว่า การกระทำของมนุษย์จะมี ผล ก็ต่อเมื่อเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า และพระเจ้าทรงให้ เป็นอย่างนั้นเท่านั้น. ผู้สอนบางคนถึงกับกล่าวว่า แม้จะ ทำดีอย่างไร ถ้ามิได้ทำไปด้วยความเชื่อในพระเจ้าแล้ว เป็น ไม่มีผลเลย, มนุษย์รอดไม่ได้ด้วยการเชื่อกฎแห่งกรรมที่ตน กระทำเอง รอดได้แต่เพราะความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น และ พระเจ้าเป็นผู้ช่วยให้รอด, หาใช่กฎแห่งกรรม หรือกรรมที่ ได้กระทำไปตามกฎนั้น ๆ ไม่. เมื่อให้หลักดังนี้ พุทธบริษัท ก็มองคริสตศาสนาไปในทางที่เป็น "ศาสนาแห่งความเชื่อ" หรือ "ศาสนาแห่งการช่วยของผู้อื่น" ไปทันที. พุทธ- ศาสนายอมให้ใช้ความคิดของตนอย่างเป็นอิสระพุทธบริษัท จึงยอมรับได้ โดยสนิทใจและทันทีว่า พระเจ้าก็คือกรรมนั้น- เอง ส่วนคริสตศาสนิกนั้น ไม่กล้าหรือไม่มีอิสสระที่จะใช้ เหตุผลของตนเองเช่นนั้นก็ไม่สามารถจะยอมรับว่า สิ่งที่เรียก ว่า "กรรม" หรือ "กฎแห่งกรรม" ในพุทธศาสนานั้นคือสิ่ง ที่เรียกในศาสนาของตนว่า "พระเจ้า". เมื่อเป็นดังนี้ ผล จึงเกิดขึ้นในทำนองที่ว่า พุทธธรรม และคริสตธรรมเดินกัน
น.409 ๔๔ คนละทาง คือพุทธธรรม มีหลักช่วยตัวเอง, คริสตธรรมมี หลักให้ผู้อื่นช่วย. แต่แล้วก็จะเป็นสิ่งที่น่าขบขันที่สุดยิ่งกว่า สิ่งใดในโลก คือถ้าปรากฏว่า สิ่งที่เป็นความจริงอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้มนุษย์ได้รับผลแห่งการกระทำของตนนั้น เป็นสิ่ง เดียวกัน ! อีกแง่หนึ่งนั้น เรามักจะตั้งปัญหากันในหมู่ พุทธ- บริษัทว่า ศาสนาที่สอนและปฏิบัติกันอยู่ ไม่ว่าศาสนาใด ย่อมมีอยู่สองระดับ ตามระดับของบุคคลที่เราแบ่งแยกกันว่า เป็น "พวกตาสีตาสา" พวกหนึ่ง, และเป็นพวก "ปัญญาชน" อีกพวกหนึ่ง, แล้วเราจะถือเอาพวกไหนเป็นมาตรฐาน หรือ วงการที่ทรงอำนาจโดยถูกต้อง ? ถ้าศาสนาคริสเตียนจะสงวน สิทธิถึงกับไม่ยอมให้ผู้ฟังใช้สติปัญญาของตนแล้วให้เชื่อตะพึด ไปโดยส่วนเดียวแล้ว จะมิมีแต่สาวกที่เป็นพวกตาสีตาสาไป เสียหรือ ? เราได้ยินเจ้าหน้าที่สอนศาสนาคริสเตียนทั้งตาม ข้างถนนและทางสถานีวิทยุโพ้นทะเล พูดย้ำแต่เรื่องความเชื่อ อย่างเดียว ปิดประตูของการใช้การกระทำของผู้ช่วยตนเอง เสียหมดสิ้น. อย่างนี้เราไม่เชื่อว่าเป็นหลักของพระเยซูคริสต์ อย่างถูกต้อง เพราะเราได้ฟังว่าพระเยซูคริสต์ได้ตรัส กว่า
น.410 ๔๕ พระองค์เป็นทาง และให้ทุกคนเดินตามทาง เช่นเดียวกับที่พระ- พุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนเดินตามทาง คือปฏิบัติให้เหมือน พระองค์นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาที่สอนกัน อยู่บนธรรมาสน์สวย ๆ บนศาลาสวย ๆ นั้น ก็พูดกันแต่ เรื่องความเชื่อในเรื่องสวรรค์วิมาน หาได้พูดกันถึงเรื่องการ เดินตามมรรคมีองค์แปดซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาไม่ ไม่ มีการสอนให้ใช้สติปัญญาหาเหตุผล ผู้ฟังส่วนมากก็เป็นผู้เชื่อ เต็มที่จนถึงกับหลับบ้างฟังบ้างไปจนจบ. ดังนั้น เมื่อจะทำ การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนาให้เป็นธรรม หรือถูก ต้องกันจริงๆ แล้วก็ ย่อมจำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องทำการ จับคู่กัน โดยเอาศาสนาคริสเตียนตามข้างถนนหรือตามสถานี วิทยุโพ้นทะเล เข้าคู่กันกับพุทธศาสนาบนธรรมาสน์สวย ๆ บนศาลาสวย ๆ แล้วอีกทางหนึ่งก็จับคู่กันระหว่างผู้ที่พยายาม พิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งหลักธรรมจากคัมภีร์ไบเบิลและพระไตร ปีฎกเอง และ มีการตีความหมายกันให้ถูกต้องทั้งโดย ภาษาคน และภาษาธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นด้วย. อย่างน้อยที่สุด เราควรจะวาง กฎเกณฑ์อันจะ แสดงถึงลักษณะของศาสนา อย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นที่
น.411 ๔๖ แน่นอน ว่าถ้ามีลักษณะอย่างไร ก็จะเรียกว่าศาสนาอะไร เป็นต้น เมื่อกล่าวโดยคร่าว ๆ เราอาจจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้ :- (๑) ศาสนาแห่งอิทธิปาฏิหาริย์ สำเร็จได้ด้วย ความกลัวหรืออ่อนแอของสาวก. (๒) ศาสนาแห่งความเชื่อ สำเร็จได้โดยลำพัง ความเชื่อและอ้อนวอนผู้อื่น. (๓) ศาสนาแห่งกรรม สำเร็จได้ด้วยการ กระทำที่เป็นการช่วยตัวเอง. (๔) ศาสนาแห่งปัญญา สำเร็จได้ด้วยการใช้ เหตุผลอย่างอิสระ. (๕) ศาสนาแห่งศานติ สำเร็จได้ด้วยไม่มีการ เบียดเบียนตนและผู้อื่น (๖) ศาสนาแห่งเมตตาหรือความรัก สำเร็จ ได้ด้วยเสียสละสิ้นเชิง . ดังนี้เป็นต้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนหรือทุกฝ่าย ก็พอจะมอง ออกได้เองว่า ควรจะจัดศาสนาไหนในโลกนี้ว่าเป็นศาสนา อะไร, และจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งซึ่งมีลักษณะเพียงอย่าง เดียวแล้วเป็นการเพียงพอ ได้หรือไม่ ? และคุณสมบัติข้อไหน เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีทั่วไปในทุกศาสนา.
น.412 ๔๗ เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าอยากจะขอร้องท่าน ทั้งหลายให้ย้อนไประลึกถึงคำแปล และความหมายของคำว่า religion กันอีกครั้งหนึ่ง. ดังที่ได้วินิจฉัยกันมาแล้วว่ารีลิจยัน คือ "ระบบแห่งการสังเกตและปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการผูกพัน กันระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์",เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งที่ เรียกว่า การสังเกตและปฏิบัตินั่นเอง เป็นคุณสมบัติ ทั่วไปที่จะต้องมีอยู่ในทุกศาสนา, หรือทุกระบบแห่งการ เคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่าศาสนา. การสังเกตนั้นคือปัญญา, การปฏิบัตินั้นคือการกระทำหรือกรรม, ดังนั้นทุกศาสนาใน โลกนี้ ที่จะเรียกว่ารีลิจยันได้ก็ต้องมีคุณสมบัติแห่งปัญญา และ กรรม รวมอยู่ในลักษณะที่เป็นพื้นฐาน หรือ back ground เสมอไป. เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเรียกศาสนาไหนโดยนามว่า อย่างไรใน ๖ ชื่อนั้นได้เล่า ? คำตอบก็คือ ส่วนที่เป็นพื้นฐาน หรือ back ground นั้น ไม่ต้องพูดถึง, คงเพ่งเล็งเฉพาะ แต่คุณสมบัติที่เด่นจนออกหน้า แล้วเรียกชื่อศาสนานั้น โดยชื่อนั้นก็เป็นการถูกต้องแล้ว. ถ้าหากศาสนาใดมีกรรม หรือปัญญาออกหน้า ก็ต้องถือว่าศาสนานั้นมีกรรมหรือปัญญา
น.413 ๔๘ ก็ตาม เป็นสองเท่าตัว หรือสองชั้น คือชั้นพื้นฐาน ชั้นหนึ่ง และชั้นที่เป็นตัวแท้จนออกหน้านั้นอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้. บัดนี้เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่า ทุกศาสนาต้องมี ปัญญาและ กรรม เป็นพื้นฐานเหมือน BASE หรือ LAYER อยู่ด้วยกันทั้งหมด, ดังนั้นจึงไม่อาจจะมีศาสนาใดมีอะไรเพียง อย่างเดียว โดยไม่มีรากฐานสองประการนี้นั้นย่อมเป็นไป ไม่ได้ โดยแน่นอนตามที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็นโดยปัญญา สามัญ หรือ common sense ก็จะเห็นได้ว่า ศาสนาแห่งอิทธิ- ปาฏิหาริย์ ก็ต้องมีการกระทำ, ศาสนาแห่งความเชื่อ ก็ต้อง มีการกระทำ, ศาสนาแห่งศานติ ก็ต้องมีการกระทำ, ศาสนา แห่งเมตตาและความรัก ก็ต้องมีการกระทำ, และการกระทำ นั้นต้องอาศัยการสังเกตเสมอไป และการสังเกตเองนั้น ก็ ยังเป็นการกระทำอยู่นั่นเอง, การกระทำนั้นเรียกว่ากรรม, เราจึงควรถือเป็นหลักที่ตรงกันในที่นี้เสียเลยว่า ศาสนาทุก ศาสนาในโลกนั้น เป็นศาสนาเดียวกัน อยู่โดยส่วนลึก และโดยส่วนเนื้อแท้, คือมีกรรมหรือการกระทำนั่นแหละ เป็นตัวศาสนา. และการกระทำนั้นก็เพื่อให้เกิดการเนื่องถึง กัน ระหว่างมนุษย์กับพระเป็นเจ้า, และสิ่งที่เรียกว่าพระ
น.414 ๔๙ เป็นเจ้านั้น จะเป็นบุคคล หรือเป็นสภาวะ อย่างใดอย่าง หนึ่งก็ตาม ขอแต่ให้มีคุณสมบัติเป็นที่ดับแห่งความทุกข์ เพียงอย่างเดียว ก็เป็นการเพียงพอแล้ว เพราะถ้ามากไปกว่า นี้ ก็ย่อมจะเป็นส่วนเกิน หรือเฟ้อเป็นธรรมดา. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เมื่อทำการเปรียบเทียบ, ระหว่างศาสนาคริสเตียนกับพุทธศาสนาแล้ว จะ มีความแตก ต่างกัน หรือเหมือนกันในลักษณะไร? คนเราจะ สามารถเป็นคริสเตียน และเป็นพุทธบริษัทพร้อมกัน ไปในคราวเดียวในบุคคลคนเดียวนั้น ได้หรือไม่ ? คำตอบสำหรับปัญหานี้ จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าศาสนา ไหน เป็นศาสนาแห่งอะไร ใน ๖ อย่างนั้นนั่นเอง. ถ้าเอาความรู้สึกในระดับที่เรียกว่าของ "ตาสีตาสา" เป็นประมาณกันแล้วศาสนาทุกศาสนา ก็ต้องเป็นศาสนาแห่ง ความเชื่อ ไปทั้งหมด. แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏ อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล และตามความรู้สึกของพุทธบริษัทเมื่อ ได้อ่านข้อความนั้นแล้ว ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลตามวิธี ของพุทธบริษัทเองแล้ว เรามีความรู้สึกว่า คริสตธรรมนั้น เป็นศาสนา ปัญญาและกรรม เช่นเดียวกับพุทธศาสนา
น.415 ๕๐ นั่นเอง. และ เราสามารถเข้าถึงเนื้อแท้ของศาสนาทั้ง สองแล้ว เราสามารถเป็นทั้งพุทธบริษัทและคริสเตียน ได้ในเวลาเดียวกันโดยบุคคลคนเดียวกัน. และยิ่งไป กว่านั้นอีก ก็คืออาจที่จะเป็นอิสลามิก หรือพราหมณิกที่แท้ พร้อมกันไปด้วย. เหตุผลหรือข้อเท็จจริงมีอยู่อย่างไร ข้า- พเจ้าจะได้กล่าวต่อไป ตามทัศนะของพุทธบริษัทตามวิธีของ พุทธบริษัท ที่ถือเอาปัญญาหรือเหตุผลเป็นที่ตั้งนั่นเอง. เราไม่รู้สึกว่า คริสตธรรม จะเป็นศาสนาแห่ง ความเชื่ออย่างเดี่ยวโดด เหมือนที่ได้ยินจากสถานีวิทยุ หรือใบปลิวตามข้างถนนหรือบนรถไฟไปได้เลย. แต่เรา รู้สึกว่าเป็นศาสนาแห่งการกระทำ, แห่งปัญญา, แห่งเมตตา และแห่งการพึ่งตนเองไปตามลำดับ ดังต่อไปนี้. ที่รู้สึกว่าเป็นศาสนาแห่งกรรมนั้น เกิดมาจากอ่าน ข้อความดังต่อไปนี้ :- ข้อแรกที่สุด มีคำของเปโตร ทูลพระเยซูคริสต์ ในโยฮัน ๖/๖๘ ว่า "คำของพระองค์ เป็นคำแห่งชีวิตนิรันดร" ดังนี้. พวกเราพุทธบริษัทรู้สึกว่า ชีวิตนิรันดรนั้น ไม่อาจ จะถึงได้ด้วยลำพังความเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น. แต่ถึงได้
น.416 ๕๑ ด้วยการปฏิบัติตามคำที่พระเยซูคริสต์สอนด้วยความระมัด ระวังสุขุมรอบคอบด้วยสติปัญญา เพื่อรู้รสของชีวิตนิรันดร นั้นแล้ว จึงจะเรียกว่า "เชื่อ" ได้โดยสมบูรณ์. ก่อนหน้า นั้น ยังมิใช่ความเชื่อที่สมบูรณ์. นอกไปจากนี้แล้วเรารู้สึก ว่าสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิตนิรันดรนั้นเป็นภาษาธรรม มีความหมาย ลุ่มลึก รู้จักหรือเข้าใจได้ แต่ด้วยสติปัญญาอันเพียงพอเท่านั้น. ชีวิตนิรันดร ลึกเกินไปกว่าที่จะรู้จักได้ด้วยความเชื่อล้วน ๆ. เมื่อไม่รู้จักโดยแท้จริงแล้วจะปรารถนาและยกย่องสรรเสริญสิ่ง นั้นได้อย่างไร. แม้เปโตรจะเป็นชาวประมงมาก่อน ก็ต้องมี ปัญญาที่จะรู้จักสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามจากชีวิตธรรมดาๆ ที่ท่านเคยผ่านมาแล้ว, และรู้สึกว่าไม่มีสาระอะไรในชีวิต ชนิดนั้น ความรู้สึกอันนี้ต้องแจ่มแจ้งชัดเจนใสแจ๋วอยู่ในใจ ของท่าน จึงจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนิรันดรนั้นได้. ลักษณะ อย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะของความเชื่อโดยสักว่าบอกให้เชื่อ แต่ เป็นลักษณะของปัญญาอันจะนำไปสู่การกระทำอย่างสูงสุด. ในโยฮัน ๖/๖๓ มีคำกล่าวของพระเยซูคริสต์เองว่า "วิญญาณ (spirit) ให้ได้แต่ชีวิตอย่างเดียว, เนื้อหนังเป็นสิ่ง ไร้สาระ, คำที่เราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เป็นทั้งวิญญาณ
น.417 ๕๒ และชีวิต" ดังนี้. คำกล่าวเช่นนี้ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร โดยลำพัง ความเชื่อเฉย ๆ โดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลย เพราะ เป็นภาษาธรรม อย่างสูงของคนมีปัญญาชั้นสูง, ต่อเมื่อมี สติปัญญาเพียงพอจึงจะเข้าใจเป็นเรื่องเป็นราว และนำไปสู่ การปฏิบัติที่ถูกต้องในที่สุด. ถ้าใครจะถือเอาข้อความนี้ อย่างภาษาคนธรรมดา แล้วท้องและเชื่อไปตามนั้นทุกตัว อักษร ก็จะกลายเป็นความเชื่อที่งมงายเหลือประมาณไปทันที และไม่เป็นคริสตธรรมได้แต่ประการใด. การที่ถ้อยคำใดๆ จะเป็นได้ทั้งวิญญาณและชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ อย่างถูกต้อง ยิ่งกว่าวิชาเทคนิคแห่งสมัยนี้ไปเสียอีก. วิญญาณในที่นี้มิใช่ใจตามธรรมดา, ชีวิตในที่นี้ก็มิใช่ชีวิต ตามธรรมดา. แต่เป็น สิ่งประเภทนิรันดร หรือไม่รู้จัก ตาย ไปทั้งนั้น. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าคำกล่าวชนิดนี้ มีไม่ได้ในศาสนาแห่งความเชื่อล้วนๆหรือการอ้อนวอนล้วนๆ. สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อนั้น เล็งถึงสมาธิจิตที่เกิด แต่การกระทำด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง, และเพื่อ การกระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนั่นเอง. คำกล่าว ในมัดธาย ๒๑/๒๑ ที่ว่า "ถ้าเชื่อก็เคลื่อนภูเขาลงทะเลได้ "
น.418 ๕๓ ก็ดี, ในมัดธาย ๑๗/ ๒๐ ที่มีคำกล่าวอย่างเดียวกันก็ดี, และ ในมัดขาย ๑๕/๓๒ ที่กล่าวถึง เปโตรผู้เชื่อไม่พอและจมทะเล จนพระเยซูคริสต์ต้องฉุด ก็ดี, ล้วนแต่แสดงว่าความเชื่อนั้น หมายถึงสมาธิจิตอย่างรุนแรงทั้งนั้น ดังนั้น ความเชื่ออย่าง หลับหูหลับตานั้น จะมาเป็นความเชื่อชนิดที่พระเจ้าต้องการ นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้. การบอกให้เชื่ออย่างเดียว โดยไม่มี ความเข้าใจอันถูกต้อง ในเรื่องอันเกี่ยวกับพระเจ้านั้น คง จะมีในคริสตธรรมไม่ได้. เราจะรักผู้อื่นอย่างยิ่ง และทำลาย ความเห็นแก่ตัวของเราโดยเชื่อคำของผู้อื่น แต่ไม่ทราบว่า ทำไปทำไมและมีประโยชน์แก่ใครอย่างไรนั้น จะเป็นสิ่งที่ เป็นไปได้ในลักษณะอย่างไร ? และจะมีกำลังมากพอถึงกับ จะเคลื่อนภูเขาได้เชียวหรือ ? คำว่า "ภูเขา" ในลักษณะเช่นนี้ พุทธบริษัทย่อมตีความว่าเล็งถึง ความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น อุปสรรคอันสำคัญของมนุษย์ในการที่จะเข้าถึงพระเจ้านั่นเอง. ภูเขาชนิดนี้หนักกว่าภูเขาหินที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ซึ่ง เคลื่อนตัวเองอยู่เป็นนิจเป็นไหน ๆ, และความเชื่อของพุทธ บริษัทก็คือความเชื่อในการที่จะเคลื่อนภูเขาเหล่านั้นเสียด้วย เหมือนกัน, เพราะต้องการจะเข้าถึง "พระเจ้า" ในลักษณะ
น.419 ๕๔ หนึ่งด้วยเหมือนกัน. ระบบเช่นนี้เราไม่ควรจะเรียกว่าระบบ แห่งความเชื่อ แต่ควรเรียกว่า ระบบแห่งการกระทำด้วย สติปัญญาอันสูงสุด ชนิดที่เป็นของพระเจ้า. คำในมัดธาย ๖/๑๕ มีว่า "ท่านอดโทษความผิดที่ ผู้อื่นทำแก่ท่าน แล้วพระเจ้าจึงอดโทษของท่านให้แก่ท่าน" นี้ แสดงชัดอยู่ที่เดียวว่า ไม่ใช่ระบบแห่งการอ้อนวอน, หรือ ระบบแห่งการเชื่อแล้วจะรอด แต่ประการใดเลย. เราต้อง ทำกรรม คือการอดโทษผู้อื่น เราจึงสามารถถอนตน ออกมาได้จากความผิดของเรา หรือถึงกับสามารถบังคับ พระเจ้าให้ทำหน้าที่ของท่านให้แก่เราได้. ระบบอย่างนี้ พุทธบริษัทเรียกว่าระบบแห่งการกระทำกรรม มิใช่ระบบ อ้อนวอน คือต้องช่วยตัวเองแล้วพระเจ้าจึงจะช่วย ทีหลัง. ข้อที่เรายอมอดโทษผู้อื่นตามความต้องการของ พระเจ้านั้น เป็นเพราะเราต้องการที่จะได้ประโยชน์ที่เราต้อง การต่างหาก, หาได้มีใครทำไปเพราะประสงค์แต่จะให้ถูก พระทัยของพระเจ้าแต่อย่างเดียวไม่. พุทธบริษัทเรียกการ กระทำเช่นนี้ ว่าเป็นการช่วยตัวเองโดยแท้จริง, และมีความ รู้สึกว่า การช่วยตัวเองเช่นนี้มีอยู่ในคริสตธรรมอย่างมั่นคง
น.420 ๕๕ หากแต่มีการตีความหมายไปต่าง ๆ กันตามยุคตามคราว จน กระทั่งยกให้เป็นเรื่องของความเชื่อและการอ้อนวอนไปใน ที่สุดก็เป็นได้. ขอให้เราเอาข้อความในไบเบิลเองเป็นหลัก แทนที่จะถือเอา traditional church teaching เป็นต้น เป็นหลัก เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบกันสืบไป. ในมัดธาย ๗/๑๘-๒๐ มีคำกล่าวว่า "ดู คนดีคนชั่ว ที่การกระทำของเขา" นี้คือหลักอย่างเดียวกันกับหลักกรรม ในพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์, ทุกคนกระทำตามที่เขาต้องการ. มัดธาย ๖/๓๓ มีคำกล่าวว่า "มอบใจของท่านไว้ใน แผ่นดินของพระเจ้าและในความยุติธรรมของพระองค์ ก่อน สิ่งอื่นใดทั้งหมด, แล้วสิ่งนอกนั้น ก็จะมาหาท่านเอง." ข้อนี้ ฟังดูอย่างผิวเผินก็คล้ายกับเป็นเรื่องของความเชื่อ หรือ การมอบชีวิตจิตใจด้วยความเชื่อ แต่ความรู้สึกของพุทธ บริษัทที่มีความเคยชินตามวิธีของพุทธบริษัทหาเป็นอย่างนั้น ไม่. คำว่า มอบ หมายถึง การสละสิ้นเชิง เรียกเป็นภาษา บาลีว่า ปฏินิสสัคคะ แปลว่า การสละคืน. อธิบายว่า ก่อนนี้ เราไปเอาอะไรของธรรมชาติหรือของพระเจ้าก็ตาม มายึด ครองไว้ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา ซึ่งถ้ารุนแรงหนักเข้าก็
น.421 ๕๖ เป็น “ตัวกู" หรือ "ของกู", บัดนี้เราจะต้องสละสิ่งเหล่านั้น คืนให้พระเจ้า หรือธรรมชาติก็ตาม ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ตัวเราหรือของเรา อีกต่อไปโดยสิ้นเชิง. เมื่อเราทำได้เช่น นั้น ความรอดหรือสันติสุขทั้งหมดทั้งสิ้นจักเกิดขึ้นแก่เราโดย ครบถ้วน ไม่มีขาดตกบกพร่องอีกต่อไป. เราเรียกพระเจ้าว่า "ธรรม" หรือธรรมชาติอันยุติธรรม และเฉียบขาด, พอเรา สละสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นตัวเราและของเราเสีย นั่นคือการ กระทำที่ถูกต้อง และยุติธรรมที่สุด, เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ ของเรา. แม้ตัวเราหรือใจของเรา ที่แท้ก็ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของธรรม หรือพระเจ้านั่นเอง. จิตใจที่ไม่มีความ รู้สึกว่าอะไรเป็นตัวของเรา ย่อมเป็นจิตใจที่ถึงพระเจ้า หรือถึงธรรมในอันดับสูงสุดในพุทธศาสนา ที่เรียกกัน ว่า โลกุตตรธรรม. ดังนั้นเราจึงรู้สึกว่า คำกล่าวในมัดขาย ข้อนี้ คือธรรมะในขั้นโลกุตตรธรรมในคริสตศาสนานั้นเอง, และถือว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เรียกว่า "ความเชื่อ" แต่เรียก " กรรม" หรือการกระทำขั้นสุดยอดที่จะระงับเสียซึ่ง ความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยสำหรับต้องปฏิบัติ อีกต่อไป.
น.422 ๕๗ คำกล่าวในมัดธาย ๗ /๒ ที่ว่า "ท่านตวงให้เขาด้วย ทะนานใด เขาจะตวงให้ท่านด้วยทะนานนั้น" นั้น พวกพุทธ- บริษัทรู้สึกว่าเป็น หลักเรื่องกรรมในพุทธศาสนาอย่าง เต็มที่, และคำว่า "เขา" ในที่นี้ เรามิได้เล็งถึงเพื่อนบ้านที่ แลกเปลี่ยนสิ่งของกัน แต่เราหมายถึง พระเจ้าในฐานะที่ เป็นกฎแห่งกรรม ด้วย. คำในมัดธาย ๗/ ๑๒ ที่ว่า "อยากให้เขาทำแก่ท่าน อย่างไร จงกระทำอย่างนั้นแก่เขาก่อน" นี้ก็คือ หลักเรื่อง กรรมในพุทธศาสนา เราอยากจะให้พระเจ้ารักเรา เราต้องรัก พระเจ้าก่อน เราอยากให้พระเจ้าทำให้ถูกใจเรา เราต้องทำให้ ถูกใจพระเจ้าก่อน. นี้หมายความว่า ให้ถูกกฎแห่งกรรม ในฐานะที่เป็นพระเจ้าอันเฉียบขาด นั้นเอง. แม้เราเชื่อ หรือไม่เชื่อ แต่เมื่อเราทำตามนั้นผลย่อมเกิดขึ้นตามนั้นโดย ยุติธรรมเสมอ. และถือว่านี่เป็นหลักแห่งการช่วยตัวเองด้วย เหมือนกัน . ข้อความในมัดธาย ๗ /๗ ที่ว่า "จงขอแล้วจะได้, จงหาแล้วจะพบ, จงเกาะแล้วจะเปิด" ดังนี้นั้น พุทธบริษัท ถือว่าเป็นเรื่องกรรม คือเราเอง ต้องขอ, ต้องหา, ต้องเคาะ,
น.423 ๕๘ พระเจ้าจึงจะเคลื่อนไหว. ลำพังความเชื่อเฉย ๆ คงเป็น ไปไม่ได้, แม้จะมีการนั่งอ้อนวอนอยู่ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เหมือนกัน. คำว่า "ขอ" ในที่นี้ ต้องเล็งถึงความพยายามจะ เอาให้ได้จริงๆ ด้วย คือเรา ขอกะกฎแห่งกรรมด้วยการ กระทำของเรา ไม่ใช่ขอด้วยปากเลย. มัดธาย ๒๑/ ๒๙ มีข้อความกล่าวไว้เป็นคำของพระ- เยซูคริสต์ว่า "จงเอาแอกของเราไปแบกไว้" อย่างนี้ แสดง ชัดเหลือเกินว่า ให้ ทนรับภาระแห่งการกระทำเพื่อให้รอด ไม่ใช่ให้แบกความหนักอกหนักใจเกี่ยวกับความเชื่อไว้เฉย ๆ แต่ให้เป็นการกระทำอย่างยิ่งด้วยความอดกลั้นอดทน. นี้ก็ คือเรื่องกรรมในพุทธศาสนา. มัดธาย ๑๒/๓๓ มีคำตรัสว่า "จงทำต้นไม้ให้ดีเถิด แล้วผลของมันจะดีเอง, จงทำต้นไม้ให้ชั่วเถิด แล้วผลของมัน จะชั่วเอง." นี่คือ หลักเรื่องกรรมในพุทธศาสนา และ ในทุกศาสนาที่สอนเรื่องกรรม. (คำแปลของประโยคข้าง บนนั้น ตรงกันทั้งฉบับอังกฤษและฉบับอเมริกัน). พุทธ- บริษัทจึงมอง คริสตศาสนา ในฐานะเป็นศาสนาแห่ง
น.424 ๕๙ กรรม เช่นเดียวกับพุทธศาสนา, ไม่อาจจะมองเป็นศาสนา แห่งความเชื่อไปได้เลย. ในมัดธาย ๑๒/๕๐ มีคำตรัสว่า "ผู้ใดกระทำตาม พระประสงค์ (do the will of) แห่งพระบิดาของเราในสวรรค์ ผู้นั้นเป็นพี่ชายน้องขายของเรา, พี่สาวน้องสาวของเรา, เป็น มารดาของเรา" ข้อความนี้ใช้คำว่า "กระทำ" (do) แทนที่ จะใช้คำว่าเชื่อ คือเชื่อในพระเจ้าที่เป็นบิดา, นี้หมายความว่า พระเยซูคริสต์ก็ทรงเน้นที่การกระทำ ยิ่งกว่าจะเน้นที่ ความเชื่อ. ลำพังความเชื่อล้วน ๆ คงไม่ทำให้ใครเป็นพี่ หรือน้อง หรือมารดาของพระองค์ได้. พระองค์ทรงปฏิเสธ พระนางมาเรียว่ามิใช่มารดา และปฏิเสธพี่น้องอีกหลายคน ว่ามิใช่พี่น้อง แต่ทรงรับเอาผู้ที่กระทำตามพระประสงค์ แห่ง บิดาของพระองค์ ว่าเป็นพี่น้องหรือมารดาของพระองค์ แล้ว แต่กรณี. สิ่งที่มีน้ำหนักมากมายเห็นปานนี้ ก็เน้นความ หมายที่การกระทำ หาได้เน้นที่ความเชื่อ หรือการอ้อน วอนไม่. มัดธาย ๑๘/๓๕ มีข้อความว่า "ถ้าท่านไม่อภัยความ ผิดให้แก่พี่น้องของท่านจากหัวใจของท่าน, พระบิดาในสวรรค์
น.425 ๖๐ ก็จะทรงกระทำอย่างเดียวกันกับที่ท่านกระทำ, แก่ท่าน" นี้ แสดงว่า สิ่งที่เรียกว่าเมตตา หรืออภัยนั้น ไม่ใช่เรื่อง ของความเชื่อ แต่เป็นการกระทำด้วยใจจริง หรือเจตนา จัดเป็นเรื่องกรรมแท้. มัดธาย ๑๙/๑๗ "ถ้าท่านประสงค์จะเข้าถึงชีวิต ก็จงปฏิบัติตามพระบัญญัติทั้งหลายเถิด." (คำว่าปฏิบัติ ในที่นี้ ภาษาอังกฤษคือคำว่า keep ) ปฏิบัติตามพระบัญญัติ นั้น ยิ่งกว่าเชื่อตามพระบัญญัติ หรือเชื่อในสิ่งอื่นใด, ดังนั้นหลักแห่งคริสตธรรม จึงเหมือนกับหลักแห่งพุทธ- ศาสนาในข้อที่ต้องมีการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่เชื่อหรือเลื่อมใส หรือภักดีเฉย ๆ โดยไม่มีการกระทำด้วยสติปัญญา. เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ ท่านผู้ฟังทั้งหลายคงจะสังเกต ได้เองแล้วว่า แม้แต่ ในคัมภีร์มัดธาย ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หน้า มีคำสอนเรื่องที่ตรงกับหลักกรรมในพุทธศาสนา มาก- มายถึงเพียงนี้ แล้ว, ดังนั้นถ้ารวมหมดทุก ๆ คัมภีร์แห่งพระ คัมภีร์ใหม่ (new testament) แล้วหลักที่เกี่ยวกับเรื่องกรรม จะมีมากสักเท่าไร ขอให้ลองคำนวณดูเถิด.
น.426 ๖๑ ตามความรู้สึกของพุทธบริษัทนั้น คำสอนแห่ง ศาสนาคริสเตียนอันว่าด้วยความอดกลั้นอดทน ความให้อภัย ความรักศัตรู การช่วยผู้อื่น การรักผู้อื่นเท่ากับตัว หรือยิ่ง กว่าตัวเหล่านี้ เป็นเรื่องการกระทำทั้งนั้น หาใช่ความเชื่อไม่. ใครจะรู้เรื่องพระเจ้าหรือไม่รู้ก็ตาม ถ้าประพฤติไปในสิ่ง เหล่านี้แล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นอย่างเดียวกัน ตามกฎแห่ง กรรมซึ่งพุทธบริษัทถือว่านั่นแหละคือพระเจ้า. แม้ที่สุด แต่การอธิษฐานอ้อนวอน ก็ถือว่าเป็นกรรมหรือการกระทำ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพราะเหตุที่ต้องกระทำด้วยกายวาจา ใจ ครบถ้วนทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นเอง. แม้ ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกกันว่า "ความเชื่อ" นั้น ถ้าเป็นความเชื่อ ที่ถูกต้องและประกอบ อยู่ด้วยปัญญาเป็นรากฐานแล้ว ความเชื่อนั้น ก็ถูกจัดเป็นมโนกรรมที่เป็นกุศลชนิด หนึ่งได้ เพราะเหตุว่า ความเชื่อนั้นมีมูลมาจากเจตนา หรือเป็นตัวเจตนาอย่างหนึ่ง ในการที่จะทำที่พึ่งแก่ตน ด้วยปัญญา หรือ อโมหะนั่นเอง. แต่ถ้าเป็นความเชื่ออย่าง งมงาย ตื่นข่าวเป็นต้นแล้ว หาจัดว่าเป็นกรรมในที่นี้ไม่.
น.427 ๖๒ ทีนี้เราจะได้ดูกันต่อไปในแง่อื่น ๆ เพื่อให้รู้ว่า หลัก แห่งคริสตธรรมนั้นยังมีอะไรที่ลงรอยกันได้กับหลักแห่งพุทธ- ศาสนาอีก, นอกไปจากหลักแห่งกรรม และการช่วยตัวเอง แง่สำคัญที่ถัดลงไป ที่ควรยกมากล่าวก็คือ ความเป็น "ศาสนาแห่งปัญญา". มัดธาย ๑๘/๗ มีข้อความว่า "โลกนี้ต้องเป็นทุกข์ เพราะการถูกล่อลวงให้ทำบาป." (หรือบางฉบับก็ว่า ถูกล่อ ลวงให้เดินพลาด). ข้อนี้ย่อมแสดงว่าต้องการปัญญาหรือ แสงสว่างมาเป็นเครื่องแก้ไขให้เดินถูกทาง. หรือถ้าจะพูด ว่า มีผู้นำที่ดีและเชื่อผู้นำนั้นเสีย ผู้นำนั้นก็ต้องเป็นแสง สว่างหรือปัญญานั่นเอง. พระเจ้าตั้งอยู่ในฐานะเป็น แสงสว่างอย่างเต็มที่ในกรณีนี้. ความเชื่อในพระเจ้า นั้น ก็คือการเดินตามแสงสว่างของพระเจ้านั่นเอง. ความเชื่อนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลที่สองไปจากตนเป็นส่วนใหญ่, ถ้าเกิดไปเชื่อตนเองเข้าเมื่อไร ความเชื่อนั้นก็แปรรูป ไปเป็นแสงสว่าง. ส่วนแสงสว่างหรือปัญญานั้น ขึ้นอยู่กับ ตนเองเป็นส่วนสำคัญ. การไม่ถูกล่อลวงอันแท้จริงและสูงสุด นั้นขึ้นอยู่กับความมีแสงสว่าง ที่ตาของเราจะมองเห็นได้เอง
น.428 ๖๓ กว่าที่จะขึ้นอยู่กับความเชื่อในผู้จูง. พุทธบริษัทจึงถือว่า มีหลักเรื่องการใช้ปัญญาอยู่ในคริสตธรรมอย่างเต็มที่. มัดขาย ๑๓/๒๓ มีคำกล่าวว่า "พืชของผู้ที่ได้ฟัง ถ้อยคำนั้นแล้วเข้าใจ หว่านไปแล้วย่อมเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง" นี้ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า มีคำ ตรัสว่า "ฟังแล้วเข้าใจ" หาใช่ฟังแล้วเชื่อไม่. พุทธบริษัท ถือว่า พระเยซูคริสต์ทรงต้องการสาวกที่พึ่งแล้วเข้าใจ หาต้องการสาวกที่ได้ฟังแล้วเชื่อไม่, เพราะมีคำกล่าวปรากฏ ชัดอยู่ในข้อ ๑๓/๒๐-๒๑ ว่า "พืชที่หว่านลงบนหินไม่เกิดผล นั้น คือผู้ที่พอได้ฟังถ้อยคำนั้น ก็รับเอาถ้อยคำนั้นทันทีด้วย ความยินดี, แต่รากไม่มั่นคงในตัวเขาจึงทนอยู่ได้ชั่วคราว พอ เกิดการคุกคามข่มเหงเนื่องด้วยถ้อยคำนั้น เขาก็ผละไปเสีย ทันที." นี้แสดงว่า ผู้ที่มีความเข้าใจในพระวจนะจริง ๆ นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้, ส่วนผู้ที่เชื่อตะบันไปนั้นย่อม เป็นเหมือนพืชที่หว่านลงบนก้อนหิน ถูกแดดเหี่ยวไปไม่ ออกผลเลย, พุทธบริษัทรู้สึกว่า แม้ศาสนาคริสเตียนก็ เป็น "ศาสนาแห่งปัญญา" แม้เพราะเหตุนี้. เจ้าหน้าที่ สอนศาสนาผู้สอนคริสตธรรม เน้นแต่เรื่องความเชื่อตะพึด,
น.429 ๖๔ จึงมีผู้ที่มีบรรพบุรุษเป็นคริสเตียนจำนวนหนึ่งได้ละจาก ศาสนาเดิมของตนไปหาศาสนาอื่น หรือไม่ถือศาสนาใดเลย. ข้าพเจ้าได้ทราบจากการสนทนากับคนเหล่านั้น ซึ่งมีอยู่หลาย คนด้วยกัน และรู้สึกว่าเป็น เรื่องที่ไม่ควรจะมี. ในมัดธาย ๓/๔ มีคำตรัสว่า "ให้เขี่ยผงในตา ตัวเองออกเสียก่อน แล้วจึงค่อยเขี่ยผงในตาผู้อื่น" ข้อนี้ตรง เป็นอันเดียวกันกับพุทธภาษิตที่ว่า "สอนตัวเองเสียก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก" - (ธ. ขุ. ๒๕/๓๖) คำว่าสอนตัวเอง นี้หมายถึงตนประพฤติดีประกอบ ด้วยคุณสมบัติที่จะสอนผู้อื่นแล้วจึงสอน. คำว่าเขี่ยผงออก จากตา เป็นเรื่องของปัญญาโดยเฉพาะ ยิ่งกว่าเรื่องของความ เชื่อ. ถ้าอันนี้เป็นหลักใหญ่ในคริสตธรรม คริสตธรรมก็ เป็นศาสนาแห่งปัญญา โดยมี พระเจ้าเป็นผู้เขี่ยผงออกจาก ตา เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนามีสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นพระเจ้าอยู่ภาคหนึ่ง. ต่อไปนี้เราจะได้พูดกันถึง ความมีอิสระในการ ที่จะใช้เหตุผล หรือปัญญา ทำนองกาลามสูตร ของพุทธ- ศาสนา.
น.430 ๖๕ มัดธาย ๑๒/๑๓ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "ดังนั้นจึง เป็นการถูกต้อง (LAWFUL) ที่จะกระทำความดีในวันซะปาโต." เมื่อพวกยิวและประชาชนที่ถือศาสนาเดิม ถือวันซะปาโตเป็น วันหยุด ทำอะไรไม่ได้ พระเยซูคริสต์ก็ไม่ทรงยอมถือ แต่ ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์เห็นว่าดี นี้คือ การไม่ยอมถือตาม ๆ กันมาอย่างปรัมปรา (มา ปรมปราย) ตามที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ในกาลามสูตร อังคุตตรนิกาย อันเป็นสูตรหนึ่ง ซึ่ง เป็นหัวใจของพุทธศาสนา, และเมื่อถกเถียงกันกับพวกพระ และผู้ที่ถือศาสนาเดิม พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "ฉันขอบอกแก่ ท่านทั้งหลายว่า ที่นี่มีสิ่งที่เป็นใหญ่กว่าโบสถ์เสียอีก" -(มัดธาย ๑๒/๖) และว่า "บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเหนือวันซะปาโต." -(มัดธาย ๑๒/๘). พระองค์ทรงถือว่า พระองค์มีเหตุผล ที่จะไม่ปฏิบัติตามศาสดาเดิมที่ถือกันมาอย่างงมงาย และทรง ประสงค์ที่จะเพิกถอนความงมงายเหล่านั้น จึงได้ตรัสถ้อยคำ เช่นนี้ ทั้งที่วันซะปาโตก็เป็นวันของพระเจ้า และอุทิศเพื่อ พระเจ้าโดยเฉพาะให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์เหนือวันอื่นใด. พระ เยซูคริสต์มุ่งจะใช้อำนาจพระเจ้าลบล้างสิ่งที่เขาอุทิศพระเจ้าก็ เพื่อจะลบล้างความงมงาย และสอนให้มนุษย์รู้จักใช้เหตุผล
น.431 ๖๖ นั่นเอง. แต่คนพวกนั้นงมงายมากเกินไปกว่าที่จะเข้าใจได้ จึงได้คิดกำจัดพระองค์เสีย. พุทธบริษัทได้ศึกษาเรื่องนี้แล้ว ก็นิยมชมชอบใน ความเป็นผู้อยู่ในเหตุผลอย่างยิ่งของพระ เยซูคริสต์ และถือว่า คริสตธรรมก็เป็นศาสนาแห่งเหตุ ผล เช่นเดียวกับพุทธศาสนา. ในมัดธาย ๑๕/๒ มีกล่าวถึงพวกเจ้าหน้าที่สั่งสอน ในศาสนาเดิมเข้ามาต่อว่าพระองค์ว่า สาวกของพระองค์ไม่ ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร เป็นการลบล้างประเพณีเดิม (tradition of the Elders), พระองค์ตรัสตอบแก่เขาว่า "ไม่ใช่ สิ่งที่ติดเข้าไปในปากที่จะทำให้มนุษย์มีมลทิน แต่สิ่งที่ออกมา จากปากต่างหากที่จะทำให้มนุษย์มีมลทิน" - (มัดธาย ๑๕/ ๑๑). และว่า "สิ่งที่ออกมาทางปากนั้น ออกมาทางใจ, สิ่งนั้นแหละที่ทำมนุษย์ให้มีมลทิน. ความคิดชั่วร้าย ความ เป็นผู้ร้ายฆ่าคน การประพฤติผิดในของรักของผู้อื่น การล่วง ประเพณีในทางผัวเมีย การขโมย การเป็นพยานเท็จ การ กล่าวคำร้ายต่อผู้อื่น เหล่านี้ออกมาจากใจ, และทำมนุษย์ให้มี มลทิน. ส่วนการรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือนั้น หาทำ มนุษย์ให้มีมลทินไปได้ไม่," (มัดธาย ๑๕/๑๘-๑๙-๒๐).
น.432 ๖๗ ข้อนี้เป็นเครื่องแสดงว่า คริสตธรรม มิใช่ศาสนาแห่งพิธี รีตอง ซึ่งยึดถือในสิ่งภายนอก หรือการกระทำทางภายนอก เป็นประมาณ อย่างเดียวกับพุทธศาสนา. แต่เป็นที่น่า เห็นใจที่ว่า พิธีรีตองต่าง ๆ ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้นเคลือบหุ้มศาสนา ตัวจริงอย่างมากมายจนกระทั่งน่าขยะแขยง. พระเยซูคริสต์ ไม่ทรงถือประเพณีเรียกพ่อแม่พี่น้องอย่างที่คนธรรมดาเขา เรียกกัน แต่ทรงเรียกผู้ที่ปฏิบัติตามประสงค์ของพระเจ้า ว่า เป็นพี่น้องหรือมารดาของพระองค์ ดังที่กล่าวไว้ในมัดธาย ๑๒/๕๐ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงก้าวไปไกลจน ประเพณีตามไม่ถึง, เพื่อเข้าถึงความจริงอันสูงสุดของศาสนา นั่นเอง. ข้อนี้ตรงกับหลักในพุทธศาสนาที่ว่า "เกิดใหม่ เสียแล้วโดยอริยชาติ" จึงได้มีพ่อแม่พี่น้องอีกแบบหนึ่ง ต่างหาก นับว่าเป็น การอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลและสติ- ปัญญาในขั้นสูงสุด. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปถึงลักษณะอื่น ๆ นอกจาก ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเป็นหลักอันสำคัญควรแก่การสนใจ. มัดธาย ๑๙/๒๑ มีคำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่า "ถ้า ท่านต้องการเป็นผู้มีสิ่งที่สมบูรณ์ก็จงกลับไปบ้าน ขายทรัพย์-
น.433 ๖๘ สมบัติทั้งสิ้นเอาเงินแจกคนจนหมดแล้ว ... จงกลับมาไปด้วย กันกับเรา". การกระทำอย่างนี้หมายความว่าเป็น การครอง ชีวิตแบบอนาคาริก ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีครอบครัว ไม่มี ทรัพย์สมบัติ ซึ่ง พระเยซูคริสต์เองได้ทรงกระทำ และ ต้องประสงค์ให้สาวกกระทำ ให้สุดความสามารถของตน เพื่อไม่ห่วงหน้าห่วงหลังในการทำกิจเพื่อความรอด ดังที่ พระองค์ได้ตรัสไว้ในที่อีกแห่งหนึ่งว่า "ไม่มีบ่าวคนใดที่จะ รับใช้นายถึงสองคนในคราวเดียวกัน." - (มัดธาย ๖/ ๒๔). ข้อนี้หมายความว่า แผ่นดินของพระเจ้าก็อยากจะได้, ความ ร่ำรวยในเมืองมนุษย์นี้ก็อยากจะได้ แล้วจะทำพร้อมกันได้ อย่างไร เพราะว่า "การจูงอูฐลอดรูเข็มง่ายกว่าการจูงคนมั่งมี เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า" - (มัดขาย ๑๙/๒๔) แม้คนที่ มั่งมีจะทำบุญกุศล ก็เพื่อประดับความมั่งมีของตนมากกว่า เพื่อนิพพานหรือแผ่นดินของพระเจ้า. ข้อความทั้งสามแห่ง ที่เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์เหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า ในคริสตธรรมก็สรรเสริญการเป็นอยู่แบบอนาคาริก คือ ผู้ไม่ครองเรือน หลีกออกจากกามคุณโดยสิ้นเชิง เพื่อเข้าถึง ธรรม หรือภาวะที่สมบูรณ์และเรียกโดยชื่อในภาษาบาลีว่า
น.434 ๖๙ เนกขัมมะ หรือ เนกขัมมบารมี. พระเยซูคริสต์เอง ทรง เป็นผู้นำในเรื่องนี้. สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งในพุทธศาสนานั้น คือ สิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา, ได้แก่ การปฏิบัติธรรมใน สายกลาง, ไม่หย่อนคือไม่หลงใหลอยู่ในกามคุณทางเนื้อหนัง, ไม่ตึงคือไม่ทรมานกายให้ลำบากเจียนตายหรือตายไปครึ่งหนึ่ง ตามแบบของผู้บำเพ็ญตบะบางชนิด, แต่ให้อยู่ในระดับที่ พอดี ๆ มีกำลังกายและกำลังใจพอเพียงที่จะทำหน้าที่นั้น ๆ. พระเยซูคริสต์ทรงนิยมอย่างนี้ และทรงกระทำเองอย่างนี้ และทรงสอนหรือชักชวนให้สาวกทำอย่างนี้, ดังคำตรัสของ พระองค์ว่า "จงรับเอาแอกของเราไปแบกไว้, จงเรียนจากเรา , ใจของเราสุภาพอ่อนโยน, ท่านจะได้รับความพักผ่อนในวิญญาณ ของท่าน, เพราะแอกของเราคล่องแคล่ว, และของบรรทุกของ เราก็เบา." - (มัดธาย ๑๑/๒๙-๓๐). ข้อนี้แสดงว่า คริสตธรรมมีหลักแห่งการ กระทำด้วยสติปัญญาที่พอเหมาะ พอดีไม่หย่อนไม่ตึง, ตรงกับหลักสำคัญแห่งพุทธศาสนา. (บางฉบับแปลว่า "แอกของเราน่าแบก" my yoke is good to bear).
น.435 ๗๐ ทีนี้ก็มาถึงหลักที่ประณีตยิ่งขึ้นไป คือหลักของ "ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องรู้เองเห็นเอง" เรียกว่า ปัจจัตตัง ; หรือ เป็นสิ่งต้องศึกษาและรู้ข้างภายในตน จากภายในตน, เรียกว่า อัชฌัตตัง. พุทธศาสนายึดหลักอันนี้ในฐานะเป็นของจริง ของสติปัญญาไม่ต้องเชื่อตามที่ผู้อื่นว่า "แม้แต่ผู้ที่เป็นครู ของตน, แม้แต่คำนั้นมีอยู่ในพระคัมภีร์, หรือแม้แต่ผู้กล่าว เป็นผู้อยู่ในฐานะที่ควรเชื่อถือ, - (กาลามสูตร ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย). คริสตธรรมก็มีหลักที่นิยมสิ่งที่รู้สึกได้ด้วย ตนเอง จากภายในตนเอง เพราะพระเยซูคริสต์ตรัสว่า "ลำธารทั้งหลายแห่งแม่น้ำชีวิต จะไหลออกมาจากตัวเขาผู้เชื่อ เรา ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้" - (โยฮัน ๗/๓๘). ข้อนี้ หมายความว่า ผู้ใดเชื่อโดยปฏิบัติตามพระองค์เขาจะได้ดื่มน้ำ แห่งชีวิตอมตะที่ไหลออกมาจาก ภายในแห่งตัวเขาเอง. การปฏิบัติในที่นี้ ต้องเป็นอย่างเดียวกันกับการปฏิบัติใน พุทธศาสนา คือ การไม่มีตัวทางฝ่ายเนื้อหนังเป็นของตัว แต่มีตัวฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นของธรรมชาติหรือของพระเจ้า นั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนั้น จะได้รับรสแห่งความรู้สึกเป็น ความสงบเย็นเหลือที่จะเย็นออกมาจากภายในของตนเอง.
น.436 ๗๑ ถ้ากล่าวโดยสำนวนพุทธศาสนาอย่างตรง ๆ ก็กล่าวว่า พบ นิพพานอันเป็นที่ดับแห่งทุกข์ซึ่งมีอยู่แล้วในตน. พระ- พุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติเป็นสูตรลงไปว่า "โลกก็ดี, เหตุให้เกิด โลกก็ดี, ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับ สนิทแห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายอันยาวประมาณ วาหนึ่งนี้ ซึ่งยังมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ." (โรหิตัสสสูตร จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย) ข้อนี้หมายความว่า เราจะหา พบได้ทุกอย่างจากภายในตัวเรา ตามแต่เราจะปฏิบัติมัน อย่างไร, แม้ที่สุดแต่พระเจ้าหรือพระเยซูคริสต์ หรือพรของ พระเจ้าเช่นน้ำแห่งชีวิตอมตะเป็นต้นนี้ก็ดี ย่อมหาพบได้ จากภายในตัวเรา ด้วยการกระทำของเรา. ในทางที่ตรง กันข้าม คือซาตานหรือความทุกข์นานาชนิด ซึ่งเรียกว่า นรกเปลวไฟก็ดี เราจะหาพบได้จากภายในตัวเรา ด้วยการ ปฏิบัติของเราอย่างเดียวกัน. ถ้าเราปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ถึง ที่สุด เราจะพบแผ่นดินแห่งพระเจ้า ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเรา เช่นเดียวกัน, มันอยู่ที่ว่าแล้วแต่เราจะปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น เอง. เชื่อหรือไม่เชื่อ ? ถอนตัวตนทางเนื้อหนัง หรือไม่ถอน ? นั่นคือปัญหาทั้งหมด ที่จะทำให้มีการเกิดใหม่ในแผ่นดินของ
น.437 ๗๒ พระเจ้า ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเรา, หรือจะยังคงจมอยู่ในนรก ต่อไปตามเดิม ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเรานี้เหมือนกัน ดังนั้น หลักเรื่องปัจจัตตัง และอัชฌัตตัง ในพุทธศาสนา ก็มี อยู่ในคริสตธรรมด้วยเหมือนกัน. คำว่า "เกิดใหม่" ในโยฮัน ๓/๓ ก็ดี, และคำว่า "เข้าสู่ชีวิต (enter life)" ในมัดธาย ๑๙/๑๗ ก็ดี, ล้วนแต่เป็น เรื่อง การกระทำทางใจ ภายในใจ ที่นี่ ในโลกนี้ ด้วยกัน ทั้งนั้น. แม้นี้ก็คือ ลักษณะแห่ง ปัจจัตตัง และอัชฌัตตัง ในพุทธศาสนา. ถึงแม้คำอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วๆไป เช่นคำว่า “เข้าถึงแผ่นดินของพระเจ้า" เป็นต้นนั้น ก็มีความหมาย " อย่างเดียวกัน. สิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่สุด ที่จะนำมาทำการเปรียบ เทียบก็คือการที่ ปัจฉิมวาจา หรือคำตรัสในวันสุดท้ายแก่ สาวกนั้น เหมือนกันทั้งของพระเยซูคริสต์ และพระพุทธเจ้า ข้อหนึ่งคือ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "จงสอนเขาให้ปฏิบัติ ทุกอย่างตามที่เราได้สอนท่านทั้งหลายไว้ และเราย่อมอยู่กับ ท่านเสมอไปจนตลอดกัลปาวสาน." (มัดธาย ๒๘-๒๐). พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า "ธรรมและวินัยที่เราได้บัญญัติไว้
น.438 ๗๓ แสดงไว้แก่ท่านทั้งหลายนั้น นั่นคือศาสดาของเธอทั้งหลาย ตลอดกาลที่ล่วงไปแห่งเรา". - มหาปรินิพพานสูตรมหา. ที.) และว่า "สิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้เต็ม", - (สูตรเดียว กัน). พระศาสดาทั้งสองทรงเป็นธุระในการที่จะให้สาวกมี ความขยันขันแข็งในการปฏิบัติธรรมในศาสนา ในวันที่จะจาก ไปโดยร่างกาย, และ ทรงยืนยันการอยู่กับสาวกเสมอไป โดยธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของเหล่าสาวกที่มีการปฏิบัติจริง ตลอดกัลปาวสาน. ศาสนาคริสเตียนอาจเรียกว่า เป็นการ อยู่โดยจิตใจหรือโดยวิญญาณ ในขณะเดียวกันกับที่พุทธบริษัท เรียกว่าเป็น การอยู่โดยธรรมวินัย ที่มีอยู่ในใจของสาวก ผู้มีจิตใจสะอาด สว่าง และสงบอยู่เสมอ คำล่าวที่ว่า "พระศาสดายังคงมีชีวิตอยู่ตลอดกาล" นี้เป็นคำกล่าวอย่าง ภาษาธรรม ซึ่งจะต้องแปลความหมายกันอย่างแยบคายที่สุด ถ้ามีการแปลที่ถูกต้องแล้ว ทุกคนจะเห็นว่าพระศาสดายัง คงอยู่กับพวกเราตลอดกาลเสมอไปจริง ๆ. ขอให้สนใจเป็น พิเศษ แล้วจะเห็นว่าเป็น สิ่งที่มีได้ด้วยกันทุกศาสนา.
น.439 ๗๔ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ใน ปัจฉิมวาจาของ พระเยซูคริสต์ก็คือทรงย้ำให้สาวกหรือคนทั่วไป ปฏิบัติ ธรรมตามคำสอนของพระองค์ หาได้ทรงย้ำในเรื่องความ เชื่อไม่. ข้อนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ความเชื่อ ก็คือการปฏิบัติ ตามนั่นเอง เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามแล้วก็ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น และพระเยซูคริสต์ก็คงจะไม่ทรงย้ำด้วยคำว่า "ให้ปฏิบัติ" สิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" นั้นเป็นเพียงบุรพภาคของการ ปฏิบัติโดยตรง, เพราะ ตัวความเชื่อเองนั้น ก็เป็นการ ปฏิบัติอยู่แล้วส่วนหนึ่ง. พระเยซูคริสต์ได้ทรงย้ำให้สาวกช่วยกันเผยแผ่ คริสตธรรมให้ทั่วทุกประเทศชาติ คือทั่วโลกในวันที่จะ ทรงจากไปนี้. ส่วนพระพุทธเจ้าได้ทรงย้ำเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่ เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ๆ เมื่อทรงมีสาวกแล้วเพียงหกสิบองค์. ความหวังที่จะให้โลกทั้งหมดได้รับแสงสว่างนั้น เป็น สิ่งที่ เหมือนกันในระหว่างพระศาสดาทั้งสอง . พระเยซูคริสต์ ตรัสว่า "ดังนั้นเธอทั้งหลายจงไป, และจงทำให้เกิดผู้ปฏิบัติ ตามทั่วทุกประเทศชาติ, จงให้ศีลบัพติศมาแก่เขาเหล่านั้น ในนามของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณอันประเสริฐ.
น.440 ๗๕ -(มัดธาย ๒๘/๑๙) ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสว่า "พวกเธอทั้ง- หลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่โลก, เพื่อประโยชน์เพื่อความ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. อย่าไปทางเดียวกันสองรูป". - (มหาวัค. วิ. ๔/ ๓๙/๓๒). เมื่อใดสาวกปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนแล้วก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ทั้งศาสนาคริสต์และพุทธศาสนา ย่อมเป็น ศาสนาแห่งสากล โลก ตรงตามความมุ่งหมายของพระศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ. ทั้งหมดนี้สำเร็จได้ด้วยการกระทำที่ซื่อตรงได้ ของบรรดาสาวก ต่อพระศาสดา หรือ ต่อพระธรรม ที่เป็นตัวศาสนา หรือ แม้ที่สุด ต่อตัวเอง ที่ได้มอบให้แก่ศาสนาของตนเสียแล้ว ไม่ มีตนสำหรับจะเห็นแก่ตัวเองอีกต่อไป. ทั้งหมดนี้ คือ การเปรียบเทียบระหว่าง คริสต- ธรรมกับพุทธธรรมในแง่ต่าง ๆ กัน อย่างที่จะให้ได้รับการ พิจารณาทุกแง่ทุกมุม แม้ในแง่ ที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน เลย เพื่อความถูกต้องและเที่ยงตรง ในการทำการเปรียบ เทียบระหว่างศาสนานั่นเอง.
น.441 ๗๖ สรุปความ เราอาจสรุปความแห่งการบรรยายทั้ง- หมดของตอนที่หนึ่งนี้ ได้อย่างสั้น ๆ ว่า ( ๑) พระศาสดาทุก องค์เกิดขึ้นในโลก เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ปรารถนา ได้ลุถึงความสมบูรณ์, (๒) ในคัมภีร์ของทุกศาสนา มีถ้อยคำอยู่สองชนิด คือภาษาคน และภาษาธรรม, ถ้าตีความหมายไม่ถูกต้องตามภาษานั้นแล้วศาสนาต่าง ๆ จะขัด กันร่วมมือกันไม่ได้, คนบางคนอาจจะอึดอัดในศาสนาเดิม ของตนหันไปหาศาสนาใหม่ หรือถึงกับไม่มีศาสนาเลย และ ข้อปฏิบัติบางอย่างไม่สามารถจะปฏิบัติได้, (๓) การผ่อน สั้นผ่อนยาว เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี จึงจะทำการศึกษา เปรียบเทียบระหว่างศาสนาให้เป็นผลดีแก่โลกได้, เช่นยอม รับว่า มีผู้ประกาศธรรมของพระเจ้า ในมนุษย์ทุกชาติทุก ภาษา, คนสมัยนี้เรียนศาสนาอย่างขึ้นต้นไม้จากทางปลาย มัว หลงอยู่ในดงคัมภีร์ที่มากมาย, การตีความในหลักศาสนาข้อใด ต้องตีไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่โลกเป็นส่วนรวม, การ พยายามใช้คำบัญญัติทางศาสนาให้ร่วมกันได้ทุกศาสนา เพื่อ คนในโลกจะศึกษาได้โดยง่ายและรวดเร็ว, (๔) เมื่อจะเปรียบ เทียบคริสตธรรมกับพุทธศาสนานั้น จะต้องยอมรับกัน
น.442 ๗๗ ว่า ศาสนามีทั้งส่วนที่เป็นชั้นเปลือกและชั้นเนื้อในต้องจับคู่ เปรียบกันให้ถูกต้อง, สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ต้องจำกัดความ ลงไปว่า "ระบอบแห่งการสังเกตและการกระทำชนิดที่ทำ ให้เกิดการผูกพันกัน ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด ซึ่งจะ เรียกว่าพระเจ้าหรือพระนิพพานก็ตามที, ข้อความในคัมภีร์ ใหม่ (new testament) มีหลักตรงกับหลักในพุทธศาสนาหรือ พระไตรปิฎกอย่างมากมาย ซึ่งทำให้เกิดทัศนะแก่พุทธบริษัท ว่า คริสตธรรมนั้น เป็น "ศาสนาแห่งการกระทำ การช่วย ตัวเองด้วยการใช้สติปัญญาและเหตุผล" หาใช่เป็นศาสนา แห่งความเชื่อโดยส่วนเดียว เหมือนที่กล่าวกันไม่ด้วยข้อพิสูจน์ เพียงสั้น ๆ ว่า ถ้าคริสตธรรมเป็นศาสนาแห่งความเชื่อล้วน ๆ ไม่มีอะไรอื่นที่เป็นหลักสำคัญแล้ว พระเยซูคริสต์ก็ไม่ทรงย้ำ เรื่องการกระทำ หรือการปฏิบัติตามพระบัญญัติไปเสียทั่วทุก- หนทุกแห่งในคำสอนของพระองค์, และไม่ทรงย้ำเป็นคำสุด- ท้ายเมื่อจะทรงจากไปว่า "จงสอนเขาให้ปฏิบัติทุกอย่างตามที่ ได้สอนไว้" เป็นแน่. (๕) ดังนั้น ศาสนาทั้งสองนี้จึง เป็นศาสนาแห่ง การกระทำด้วยตน รับผลด้วยตนและ จากตน ในเมื่อได้ประพฤติตาม ธรรม หรือตามสิ่งที่เรียก
น.443 ๗๘ อีกอย่างหนึ่งว่า "พระประสงค์ของพระเจ้า" หรือ " พระ- เจ้า" เฉย ๆ ก็ตาม, อย่างที่ลงรอยกันได้ในระหว่างศาสนาทั้ง สอง ทุกข้อทุกกระทงทีเดียว ดังจะได้พิจารณากันอีกใน ตอนต่อๆ ไป. จบตอนที่หนึ่ง (อันว่าด้วยการทำความเข้าใจอันดี ระหว่างคริสตศาสนา และ พุทธศาสนา)
น.444 ปาฐกถาทอมป์สัน ชุดที่ ๕ ของ ภิกขุ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ ตอนที่ ๒ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณ. ท่านผู้ฟังทั้งหลาย, การบรรยายครั้งที่สองนี้ จะได้พิจารณากันถึงเรื่อง พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ เพื่อการศึกษาเปรียบ เทียบสืบไป. พระบิดาในที่นี้ เล็งถึง พระเจ้า ในฐานะ ที่เป็นผู้สร้างโลก ปกครองโลก และทำลายโลกในที่สุด, ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยกัน ทั้งโดยภาษาคน และภาษาธรรม, เพื่อความสมบูรณ์ดังต่อไปนี้. ๗๙
น.445 ๘๐ ๑. พระเจ้าในความหมายทั่วไป. คนไทยที่เป็นพุทธบริษัท มีพระเจ้าของตนมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนการได้รับพุทธศาสนา จนกระทั่งได้รับพุทธศาสนา และสืบมาจนทุกวันนี้. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกัน ให้ดี จึงจะสามารถทำการศึกษาเปรียบเทียบได้ถูกต้อง. คำว่า "พระเจ้า" เป็นภาษาไทยแท้ หมายถึงสิ่งที่ ต้องอ้อนวอนหรือประจบตามความรู้สึกแห่งสัญชาตญาณ ของ สัตว์ทั่วไปที่มีความรู้สึกคิดนึกได้. ก่อนแต่ได้รับศาสนา พราหมณ์คนไทยก็ถือพระเจ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ในลักษณะที่ เป็นผีหรือเทวดาตามธรรมดาของชนชาติที่เร่ร่อน. ครั้นลง มาพบกับศาสนาพราหมณ์ในผืนแผ่นดินไทยปัจจุบันก็รับวัฒน- ธรรมอินเดีย มีพระเจ้าอย่างชาวอินเดีย เช่นพระศิวะ พระนา- รายณ์เป็นต้น. ครั้นพวกพราหมณ์บางยุคสอนว่า พระเจ้าแผ่น ดินคืออวตารของพระเจ้า จนถึงกับพอสวรรคตลงก็สร้าง เทวาลัยหรือเทวสถานอุทิศเฉพาะ, คำว่าพระเจ้า ก็ใช้แก่พระ เจ้าแผ่นดินด้วย; ทำให้เกิดสรรพนามว่า "ข้าพระเจ้า" หรือ "ข้าพเจ้า" ในเมื่อพูดเร็ว ๆ สั้น ๆ ขึ้นมาใช้สำหรับพูดจากัน. ครั้งถึงสมัยที่คนไทยได้รับพุทธศาสนาก็มีการสอนขยายออกไป
น.446 ๘๑ จนถึงกับสมมติพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ ทำนองเดียวกับพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ; ทำให้มีคำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" เกิดขึ้นเป็นคู่กัน, แต่บางทีก็พูดเร็ว ๆ หรือสั้น ๆ เพียงแต่ว่า "ข้าพเจ้า" เช่นเดียวกันอีก. ดังนั้น คำว่า ข้าพเจ้านั่นเองเป็น สัญลักษณ์อันแสดงว่า ชน เหล่านั้น มีการถือพระเจ้า, ซึ่งจะหมายถึงมนุษย์ก็ได้ เทวดาก็ได้ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งสูงสุดไปกว่านั้นก็ได้, หรือ อาจเล็งถึงอำนาจอะไรอันหนึ่งซึ่งยังเข้าใจไม่ได้ก็ได้ แล้วแต่ ว่าการศึกษา หรือวัฒนธรรมนั้น ได้เจริญสูงขึ้นไปเพียงไร, หรือประสงค์จะใช้ในกรณีเช่นไร. แต่ความหมายย่อมตรง กันหมด คือเล็งถึง สิ่งสูงสุดที่ต้องกลัว หรือต้องอ้อนวอน ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. เด็ก ๆ ก็ต้องมีพระเจ้าไปอย่างหนึ่ง, คนโต ๆ แล้วก็อย่างหนึ่ง, คนเรียนมากก็อย่างหนึ่ง, แล้วแต่ เขาจะพอใจหรือมีการอบรมกันอย่างไรนั่นเอง ; ดังนั้น สิ่ง ที่เรียกว่าพระเจ้านั้น มิใช่ของแปลกหรือของใหม่สำหรับคน ไทย แม้จะมีของใหม่เข้ามาโฆษณาให้น่าสนใจอย่างไร ความ รู้สึกก็ยังคงเป็นไปในแบบเดิม หรือความหมายเดิม.
น.447 ๘๒ เมื่อคำว่า God หรือพระยโฮวา หรือพระเยซูเป็นเจ้า ถูกนำเข้ามาสู่คนไทยที่มีพระเจ้าตามแบบของตนอยู่แล้ว จึง ไม่เป็นที่สนใจถึงกับตื่นเต้น. ดังนั้นจึงต้องมีประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็น ของทันตาเห็นเข้ามาช่วยในการแผ่ ศาสนาใหม่นั้นเช่นการศึกษา การรักษาความเจ็บไข้ การ ช่วยเหลือในการทำมาหากินเป็นต้น จึงมีคนจำนวนหนึ่ง สนใจและยินดีที่จะรับศาสนาใหม่ เพราะนอกจากจะได้รับ ประโยชน์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทันสมัย มีเกียรติ และเข้ารูปกัน ได้กับการนิยมฝรั่งซึ่งถือว่าเป็นชาติที่เจริญกว่า ดังนี้เป็นต้น. ดังนั้น คำว่า "พระเจ้า" ของบุคคลประเภทนี้ ยังมีความหมาย อย่างเดิมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เท่านั้น. คนเหล่านั้น ยังรู้จักพระเจ้าแต่ชนิดที่เป็นบุคคลในภาษาคน, ยังไม่รู้จัก พระเจ้าในความหมายที่แท้จริง คือพระเจ้าที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่ จิต ไม่ใช่วิญญาณ, แต่เป็น "ธรรม" หรืออำนาจของ "ธรรม" ซึ่งเป็นอยู่เองตามธรรมชาติ, ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า พระเจ้า ในภาษาธรรม. ตลอดเวลาที่ สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ยังเป็นพระ- เจ้าอย่างบุคคลในภาษาคนอยู่เพียงใด ก็กล่าวได้ว่า มนุษย์
น.448 ๘๓ ยังไม่เข้าถึงพระเจ้าที่แท้จริงอยู่เพียงนั้น, ยังจะต้องมีการ ยัดเยียดให้แก่กัน, กระทบกระทั่งกัน, และจะถูกปฏิเสธโดย ปัญญาชนยิ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งไม่มีพระเจ้าเหลืออยู่ในจิตใจของ ผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างใหม่ ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้เอง. แม้ จะมีคนที่มีการศึกษาดีสมัยนี้ เอ่ยถึงพระเจ้ากันบ้าง ก็เป็น เรื่องพลั้งปากเสียมากกว่า ในการสงครามก็ดี การงานที่ สำคัญ ๆ ก็ดี, แม้แต่การค้นพบทางวิทยาการก็ดี, มีคนเอ่ย ถึงพระเจ้า ในเมื่อมีการจนตรอกเข้าบ้าง, หรือประสบความ สำเร็จเพราะเหตุที่ตนอธิบายไม่ได้บ้าง, หรือมีอะไรเกิดขึ้น อย่างอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล (เพราะเหตุผลนั้นอยู่ลึกเกิน ไป) บ้าง, อย่างนี้เป็นเพียง พระเจ้าที่ริมฝีปาก และมา จากความเคยชิน. หาใช่พระเจ้าที่แท้จริงไม่ และ มีได้ ด้วยกันทุกชาติทุกศาสนาทุกภาษา. แม้ใครจะเชื่อผี เทวดา โชค พรหมลิขิตหรืออะไรก็ตามทีก็ล้วนแต่จะเอ่ยถึง พระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น หรือสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นพระเจ้าไป. ถ้ายังเป็นอยู่เช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ก็จะค่อย ๆ หมด ความหมายลงทุกที และเหลือแต่พิธีรีตองในที่สุด. นี้คือ ปัญหาของพระเจ้าอย่างบุคคล ในภาษาคน, ที่กำลังเกิดแก่ บุคคลผู้ถือพระเจ้าชนิดนี้.
น.449 ๘๔ การศึกษาเรื่องพระเจ้า จะต้องวิวัฒนาการจาก ระดับต่ำขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุด จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกัน ในฐานะเป็นธรรม, ไม่ใช่คน ไม่ใช่จิตหรือวิญญาณ. แต่ เป็นสิ่งพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องมีร่างกายและจิตใจ ไม่มี รูปร่าง ไม่อยู่ใต้อำนาจของกาละและเทศะ (time and space) อธิบายไม่ได้ด้วยภาษาคน หรือตามวิธีของภาษาคน, แต่ ต้องใช้ภาษาธรรม และวิธีพูดอย่างภาษาธรรม, ที่ใช้กันอยู่ แต่ในวงการศาสนาชั้นลึก. ถ้าทำได้เช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" จะยิ่งเป็นที่พอใจของปัญญาชนสมัยนี้ และอยู่กับ มนุษย์ได้อย่างที่ไม่ต้องมีการยัดเยียดให้แก่กัน, และจะเป็น สิ่งคุ้มครองโลกได้จริง. ส่วนพระเจ้าในภาษาคนนั้น ก็ยัง คงมีไว้สำหรับเด็ก ๆ หรือคนที่ยังไม่อาจจะเข้าใจพระเจ้าใน ภาษาธรรมไปพลาง จนกว่าเขาจะสามารถรับเอาพระเจ้าใน ภาษาธรรมได้ในกาลข้างหน้า. สรุปความเฉพาะตอนนี้ว่า พระเจ้าในความหมาย ทั่วไป นั้นเป็นพระเจ้าในภาษาคนยังไม่สูงถึงพระเจ้าในภาษา ธรรม. เราจะต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า แม้ สิ่งที่เรียกว่า
น.450 ๘๕ พระเจ้า ก็ยังมีอยู่เป็นสองระดับ หรือสองความหมาย เช่นนี้ด้วยกันทุกศาสนา. เพื่อสะดวกในการศึกษาเปรียบเทียบ จะได้วางหลัก เบื้องต้นให้ชัดเจนลงไปเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า พระเจ้าในภาษา คนนั้นคือ พระเจ้าที่ถูกกล่าวว่า มีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ รักก็เป็น พิโรธก็เป็น ต้องการนั่นนี่ก็เป็น ทำผิดทำถูกก็ ได้ ดังนี้เป็นต้น ส่วนพระเจ้าในภาษาธรรมนั้น ไม่มีรูปร่าง เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นองค์ปรกติคงที่อยู่เสมอไป คือรักไม่เป็น โกรธไม่เป็น อยู่เหนือความต้องการสิ่งใด ๆ ไม่มีการทำผิด หรือทำถูก ดังนี้เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าใน ภาษาคนนั้น อาจจะแปลความหมายให้เป็นพระเจ้าอย่าง ภาษาธรรมได้ ทุกเรื่องทุกราว. ปัญหามีอยู่ตรงที่ว่า จะสามารถแปลหรือไม่เท่านั้นเอง. ถ้าไม่มีการแปล ก็ยัง คงเป็นพระเจ้าสำหรับเด็ก ๆ หรือคนแรกเรียนอยู่ร่ำไป ไม่มี การถึงพระเจ้าที่แท้จริงด้วยสติปัญญาอันสูงสุดได้, ไม่ถึงจุด สูงสุดแห่งความมุ่งหมายของพระคัมภีร์ หรือของศาสนานั้น ๆ. ดังนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นได้ชัดแล้วว่า การศึกษาถึงพระเจ้า ในภาษาธรรม นั้น มีความสำคัญเพียงใด, และเราควร พยายามกันให้มากเท่าใด.
น.451 ๘๖ สิ่งที่ต้องสังเกตและเข้าใจกันอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมี ความสำคัญเท่ากันก็คือศาสนาทุกศาสนา ล้วนแต่มีสิ่งที่เรียก ว่า "พระเจ้า" ด้วยกันทั้งนั้น. หากแต่ศาสนาพวกหนึ่ง ได้กล่าวถึงพระเจ้านั้นในภาษาธรรมอย่างเดียว จึงดูราวกะว่า เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า และถูกจัดให้เป็นศาสนาที่ไม่มี พระเจ้า (ATHEISM) ไปเสีย. พุทธศาสนา และศาสนาไชนะ เป็นต้น อยู่ในพวกนี้. ส่วนศาสนาอีกพวกหนึ่งนั้น กล่าว ถึงพระเจ้าในภาษาคนเป็นส่วนใหญ่ พังเข้าใจได้ทันที จึงถูก จัดให้เป็นศาสนาที่มีพระเจ้า (THEISM) ไปเสียอีกพวกหนึ่ง. ศาสนาคริสเตียน, ศาสนาฮินดู, ศาสนาอิสลาม เป็นต้น อยู่ในจำพวกหลังนี้, ทั้งๆ ที่มีการกล่าวถึงพระเจ้าโดยภาษา ธรรม เป็นส่วนสำคัญ ดุจดังเนื้อในที่ซ่อนลึกอยู่ในเปลือก อยู่ด้วยอย่างลึกซึ้ง. นี้เห็นได้ว่า การที่แบ่งศาสนาในโลก ออกเป็นสองพวก คือมีพระเจ้ากับไม่มีพระเจ้านั้น เป็น การกระทำที่ผิวเผิน ไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาเลย. การที่ต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ ในโลก สามารถมองเห็นอะไรได้ผิวเผินนั่นเอง จึงเข้าไม่ถึง ส่วนลึกของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้วพากันดูหมิ่น ศาสนายิ่งขึ้น
น.452 ๘๗ ทุกที โดยเฉพาะก็คือดูหมิ่นสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั่นเอง. และ พากัน ประกาศตัวเป็นผู้ไม่มีศาสนาหรือพระเจ้าไปในที่สุด. ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงพระเจ้าที่มีอยู่ในพุทธศาสนาก่อน เพื่อ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าในภาษาธรรมนั้นมีอยู่ในพุทธศาสนา ในลักษณะเช่นไร. ๒. พระเจ้าในภาษาธรรม ของพุทธบริษัท. ในพุทธศาสนานั้น กล่าวถึง พระเจ้าผู้สร้างโลก โดยนามว่า "อวิชชา" คือเป็น อำนาจธรรมชาติอันหนึ่ง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นมูลเหตุให้เกิดสิ่งทั้งปวง, จนกระทั่งมี ความทุกข์เกิดขึ้นในโลก กล่าวถึง พระเจ้าผู้สำนึกตัวว่าการสร้างโลกนั้น เป็นสิ่งที่ทำผิดเสียแล้ว (อย่างที่ปรากฏอยู่ใน เยเนซิส ๖/ ๖-๗) โดยนามว่า "วิชชา" คือ ธรรมชาติแห่งความรู้ใน ทางที่ตรงกันข้ามจากอวิชชา ว่าการสร้างสิ่งใด ๆ ขึ้นนั้น เป็นการสร้างทุกข์นั่นเอง. กล่าวถึง พระเจ้าที่ควบคุมโลก, พระเจ้าที่ลงโทษ หรือให้ประโยชน์แก่สัตว์โลก โดยนามว่า "กรรม" หรือ "กฎ
น.453 ๘๘ แห่งกรรม” ในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งมีอำนาจ หน้าที่อันสูงสุดในกรณีนี้. กล่าวถึง พระเจ้าที่ทำลายโลก โดยนามว่า "วิชชา" อีกครั้งหนึ่ง, ในฐานะที่จะทำให้ความทุกข์ทั้งปวงระงับไปใน ที่สุดจริง ๆ. กล่าวถึง พระเจ้าที่สิงอยู่ในที่ทั่วไป เพื่อไม่ให้ การกระทำใด ๆ ของมนุษย์พ้นไปจากสายตาของพระองค์ได้ โดยนามว่า "กรรม" หรือ "กฎแห่งกรรม" อีกนั่นเอง, ดังนี้เป็นต้น. แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา, วิชชา, กรรม, เหล่านั้น อาจจะเรียกรวมลงได้ในคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" เหมือนกันหมด. ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือความเมตตา, ความดีงาม, ความยุติธรรม, ความจริง, ฯลฯ และอะไรอื่น ที่ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าหนึ่ง ๆ หรือส่วนหนึ่งก็ตาม ล้วนแต่รวมเรียกลงไปได้ในคำคำเดียวกันว่า "ธรรม" ทั้งนั้น ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" คือพระเจ้าในพุทธศาสนา, และสามารถแบ่งออกไปได้เป็น ๔ ส่วนคือ ๑. ตัวธรรมชาติ
น.454 ๘๙ โดยตรง เรียกว่าสภาวธรรม, ๒. ตัวกฎของธรรมชาติ เรียก ว่าสัจจธรรม ๓. ตัวหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ เรียก ปฏิบัติติธรรม หรือนิยยานิกธรรม, และ ๔. ตัวผลที่จะเกิด ขึ้นแก่มนุษย์ตามกฎธรรมชาตินั้น เรียกว่า วิปากธรรม หรือ ปฏิเวธธรรม เป็นต้น. ทั้งสี่อย่างนี้ รวมเรียกว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. อย่างที่สอง ที่เรียกว่า "กฎแห่งธรรมชาติ" นั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายว่า ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าโดยตรง แต่แม้ส่วนที่เหลืออีก ๓ อย่าง คือส่วนที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ นั้น ก็ตั้งอยู่ในฐานะที่ต้อง เคารพเอื้อเฟื้ออย่างยิ่งด้วย เหมือนกัน, กล่าวคือ :- สำหรับตัว สภาวธรรม (NATURE) นั้น เป็นสิ่งที่ พระเจ้าได้บันดาลขึ้นมาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระ ประสงค์ของพระเจ้า นั่นเอง, เราจะต้องเคารพด้วยการ เอื้อเฟื้อเอาใจใส่อย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ก็เป็นการเข้าถึงพระเจ้าในความหมายหนึ่ง นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้สามารถต้อนรับสิ่งที่เรียกกันในวง ของคริสเตียนว่า "พระประสงค์ของพระเจ้า" แม้จะออกมาใน รูปแห่ง น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, โรคระบาด, ฯลฯ เหล่านี้
น.455 ๙๐ เป็นต้น ได้โดยไม่รู้สึกเสียใจหรือเป็นทุกข์เลย, หรือแม้ที่สุด ต่อสิ่งที่เรียกว่าความตาย. สภาวธรรมทั้งหมด ย่อมแสดง เจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด ซึ่งก็ย่อมจะเป็น การแสดงถึงตัวพระเจ้าเองอยู่แล้วในตัว. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ปฏิปัตติธรรม หรือหน้าที่ (DUTY) นั้น เราเคารพด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เท่ากับ เป็น การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อการเข้าถึงพระเจ้านั่นเอง. การพยายามปฏิบัติตามอย่าง สุดกำลังนั้นเป็น การอ้อนวอนที่แท้จริง อยู่ในตัวมันเอง แล้ว สำหรับพระเจ้าที่มิใช่เป็นบุคคล. หรือแม้แต่พระเจ้า ที่เป็นบุคคล ก็คงประสงค์ให้ทำตามความต้องการจริง ๆ ยิ่ง กว่าการพูดอ้อนวอนแต่ปาก. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า วิปากธรรม หรือผลดีที่มนุษย์ จะพึงได้รับนั้น เราทำความเคารพด้วยวิธีอย่างที่เรียกในฝ่าย คริสเตียนว่า "อนุโมทนาในพระคุณของพระเจ้า" นั่นเอง. สิ่งนี้หมายถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับ ดังนั้น ความ ปรารถนาอย่างยิ่งของเราในสิ่งนั้น ย่อมแสดงว่าเป็น ความเคารพอย่างยิ่งอยู่แล้วในตัวมันเอง ด้วยเหมือนกัน
น.456 ๙๑ การเคารพอย่างนี้มีความหมาย หรือเป็นเกียรติยิ่งกว่าเพียง แต่ทำท่าทางหรือกล่าววาจาตามธรรมเนียม อย่างที่จะเปรียบ กันไม่ได้เลย. สิ่งทั้งสี่นี้ ที่รวมลงในคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" นี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น ไม่ในแง่ใด ก็แง่หนึ่ง, และเรียกว่า พระเจ้าในภาษาธรรม ดังที่กล่าวแล้ว. บางคนอาจจะสงสัยว่า สิ่งที่ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล จะ เรียกว่าพระเจ้าได้อย่างไร ? ข้อนี้ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า สิ่งชนิดนี้ควรแก่การเรียกว่าพระเจ้า ยิ่งกว่า สิ่งที่มีความรู้สึกอย่างบุคคลไปเสียอีก. การมีความรู้สึก อย่างคนนั้นทำให้มีความรู้สึกรัก โกรธ เป็นต้นขึ้นมาได้ ทำให้ พระเจ้าชนิดนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนไปทันที, ทำให้มี รูปร่าง, ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจกาลเวลาเป็นต้น ซึ่งทำให้ มีความหมายเป็นตัวเป็นตนอย่างคนธรรมดาไปในที่สุด, ซึ่ง ทำให้เกิดมี "พระเจ้าในภาษาคน" ในระดับที่ต่ำลงไปดังที่ กล่าวมาแล้ว. ในคริสตธรรม ก็มีพระเจ้าในภาษาธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น, ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" หรือ THE WORD ดังที่ปรากฏอยู่ในโยฮัน ๑/๑-๒ ว่า "พระคำนั้น
น.457 ๙๒ มีมาแล้วแต่เดิมที, อยู่กับพระเจ้า, และพระคำนั้นเป็นพระเจ้า ." คำว่า "พระคำ" ในที่นี้ คือกฎธรรมชาตินั่นเอง จะเรียกว่า “อยู่กับพระเจ้า" หรือ "เป็นพระเจ้าเสียเอง" ก็เป็นการถูก ต้องทั้งนั้น. เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" ก็เป็นพระเจ้า ได้แล้ว ทำไมสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้าไม่ได้เล่า. อันที่แท้ก็คือสิ่งเดียวกัน! เพราะ เหตุที่เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิมก่อนสิ่งอื่นทั้งหมดด้วยกัน ซึ่งใน พุทธศาสนาก็มีคำกล่าวเช่นเดียวกันนั้นว่า "ธมฺโม หเว ปาตุร- โหสิ ปุพฺเพ" - ธรรมแล ได้ปรากฎอยู่แล้วก่อน, - (กาลิงค- วัณณนาชาตกัตถกถา ภาค ๔ น. ๒๖๑). คำว่า "พระเจ้า" นั้นเล็งถึงอำนาจ และคำว่า "พระคำ" นั้นเล็งถึงกฎ , ส่วน คำว่า "ธรรม” นั้นเล็งถึงอำนาจและกฎรวมกัน และยัง เล็งถึงสิ่งอื่นได้อีกทุกสิ่ง นับว่าเป็นคำพูดที่แปลกประหลาด ที่สุดและไม่อาจจะแปลเป็นภาษาอื่นได้เลย เพื่อเข้าใจคำว่า "ธรรม” ยิ่งขึ้นไปอีก เราอาจ เทียบ สภาวธรรมเท่ากับโลก หรือสัตวโลก, เทียบคำว่า สัจจธรรม เท่ากับพระเจ้า, คำว่าปฏิปัตติธรรม หรือ นิยยานิกธรรม เท่ากับพระสมัย หรือศาสนาที่เป็นระบบแห่งการปฏิบัติ,
น.458 ๙๓ เทียบคำวิปากธรรมหรือ ปฏิเวธธรรมเท่ากับ CONSUMA- TION หรือ SALVATION ดังนี้เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้สิ่งทั้งสี่ในคริสตธรรมนั้น ก็รวมลงในคำพูดเพียงคำ เดียวว่า "ธรรม" และมีความหมายมากเกินกว่าที่จะเรียกว่า "พระเจ้า" ไปเสียอีก. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ในลักษณะทั้งสี่นี้ เป็นสิ่ง ที่อาจหาพบได้ทั้งหมดในมนุษย์ที่มีชีวิต หรือในชีวิตของ มนุษย์นั่นเอง ดังพระพุทธภาษิตว่า "โลกก็ดี, เหตุให้เกิด โลกก็ดี, ความดับเย็นแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับเย็น แห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายอันยาวประมาณว่า หนึ่ง อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" -(โรหิตัสสสูตร จตุกก- นิบาต อังคุตตรนิกาย). สิ่งที่เรียกว่าโลกในที่นี้ หมายถึง โลกในความหมายที่เต็มไปด้วยบาปหรือทุกข์ ทำนองเดียวกับ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์คริสเตียนนั้นเหมือนกัน. โลก เท่ากับ Creation, เหตุให้เกิดโลกเท่ากับ CREATOR, ความดับ เย็นแห่งโลก เท่ากับ Consumation และ ทางให้ถึงความ ดับเย็นแห่งโลก ก็เท่ากับ Redemption นั่นเอง. และสิ่ง ทั้งสี่นี้ ก็ยังรวมเรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" อีกที
น.459 ๙๔ หนึ่ง. "ธรรม" ในที่นี้มีความหมายเท่ากับ "พระเจ้า" ดังที่ กล่าวมาแล้ว และอธิบายได้ว่าโลกก็คือพระประสงค์ของ พระเจ้า พระองค์จึงได้สร้างมันขึ้น, เหตุให้เกิดโลก ก็คือ พระเจ้าโดยตรงอยู่แล้ว, ความดับเย็นแห่งโลก ก็คือพระ- ประสงค์ของพระเจ้าในอันดับสุดท้าย, ทางให้ถึงความดับเย็น แห่งโลกก็คือ การกระทำของพระเจ้าในการช่วยสัตวโลก นั่นเอง. ดังนั้นสิ่งทั้งสี่นี้จึงคือพระเจ้า โดยตรงบ้าง, โดย อ้อมบ้าง แต่ก็จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้. แม้พระเจ้าโดย นัยนี้ก็เป็น "พระเจ้าในภาษาธรรม ของ พุทธบริษัท" อีกนั่นเอง, และแม้จะหาพบได้ทั้งหมด ในภายในบุคคลที่ยัง มีชีวิต โดยบุคคลที่มีสติปัญญา และได้รับการอบรมสั่งสอน มาแล้วอย่างเพียงพอ. พุทธบริษัทถือว่า "ธรรม" คือ "ทุกสิ่ง" และถือ ว่า "พระเจ้าที่สมบูรณ์" ก็คือ "ทุกสิ่ง" ด้วยเหมือนกัน, เพราะธรรมกับพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวกัน. พุทธบริษัทถือว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่ามาร หรือซาตาน ก็รวมอยู่ในคำว่า "ธรรม" หรือ "พระเจ้า" ด้วยเหมือนกัน, เพราะถ้าพระเจ้าไม่สร้างซา- ตานขึ้นมาแล้วอะไรเล่าจะสร้างซาตานขึ้นมาได้, และ มารหรือ
น.460 ๙๕ ซาตานนั่นก็ไม่เป็นอะไรอื่นมากไปกว่า "ข้อสอบไล่" ของพระเจ้า ที่มีไว้สำหรับมนุษย์นั่นเอง. เรากล่าวได้ว่าไม่ มีอะไร ที่ไม่คลอดออกมาจาก "ธรรม" หรือจากพระเจ้า ตาม ที่เรียกกันในหมู่ชนที่ได้รับการสั่งสอนให้เรียกเช่นนั้นมา แต่ก่อน. ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า "ทำไม จึงได้เรียกสิ่งที่ พระเจ้าสร้างขึ้นมานั้น ว่า "พระเจ้า" ด้วยเล่า ?" คำตอบคือ “เพราะมันรวมอยู่ หรือมีอยู่แล้ว ในสิ่งที่เราเรียกว่าพระเจ้า นั่นเอง." เพื่อให้เข้าใจชัดจะได้แยกให้เห็นเป็นข้อ ๆ อีกครั้ง หนึ่ง ดังต่อไปนี้. ถ้าตัวธรรมชาติแท้ ๆ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ มิได้รวม อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าด้วยแล้ว พระเจ้าจะมีอะไรมาสร้าง สิ่งที่เรียกว่า จักรวาล หรืออะไร ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้ามี อะไรที่เหลืออยู่ คือมิได้รวมอยู่ในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะ เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ไปไม่ได้. ดังนั้น ตัวธรรมชาติแท้ ๆ ก็ รวมอยู่ในคำว่า "พระเจ้า" หมดด้วยกันทุกอย่าง กระทั่งสิ่ง ที่เรียกว่า "ซาตาน" หรือ "มาร" แล้วแต่ศาสนาไหน จะเรียก ว่าอะไร. นี้แสดงว่าสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า นั้น คือสิ่งที่เรียก ในพุทธศาสนาว่า "ธรรม".
น.461 ๙๖ สำหรับตัว กฎของธรรมชาตินั้น ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็น "พระเจ้า" อย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุด. ถ้าพระเจ้ามิได้มีหรือเป็นอำนาจชนิดนี้แล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรมาสร้าง, มาบันดาลหรือควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. พระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดก็เพราะเป็นสิ่งนี้. แต่ พุทธศาสนา ก็ยังเรียกสิ่งนี้ ด้วยคำพูดคำเดียวกันอีก ว่า "ธรรม", ในฐานะที่เป็นสัจจธรรม หรือกฎธรรมชาติ. สำหรับ หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ นั้นก็คือหน้าที่ของพระเจ้านั่นเอง. กฎธรรมชาติ ทำให้เกิดหน้าที่ตามธรรมชาติ. ถ้าพระเจ้ามิได้มี หรือเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรมาช่วยมนุษย์ มารักมนุษย์มาลงโทษมนุษย์เป็นต้นได้เล่า ? มนุษย์จะถ่ายแบบหรือเอาอย่างระเบียบปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ มาจากใคร. ดังนั้น หน้าที่ (function) สำหรับช่วยโลก ก็คือพระเจ้าอีกความหมายหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง, ที่มอบหมายให้มนุษย์กระทำในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ. ผู้ใดรับเอาพระเจ้าในความหมายนี้มานับถือหรือยึดถือ ก็เป็นการกระทำที่ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้ายิ่งกว่าความหมายอื่น. สำหรับ
น.462 ๙๗ พุทธบริษัท ก็ยังคงเรียกหน้าที่นี้ด้วยคำคำเดียวกันอีก คือคำว่า "ธรรม", ในฐานะที่เป็นปฏิปัตติธรรมหรือนิยยานิกธรรมดังที่เคยกล่าวมาแล้ว. สำหรับผลที่จะได้รับตามกฎแห่งธรรมชาติ หรือ Consumation นั้น เป็นสิ่งรวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้ามาเสร็จแล้วด้วยเหมือนกัน, ถ้ามิฉะนั้นแล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรที่ไหนมาคลอดออกมาเป็นการตอบแทนการทำตามความประสงค์ของพระเจ้า ให้แก่มนุษย์ได้เล่า. ถ้ายกให้เป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างอื่น ซึ่งมิใช่พระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็ขาดความเป็นสิ่งสมบูรณ์และล้มละลายลงทันที. พุทธบริษัทก็ยังคงเรียกผลแห่งการกระทำตามกฎธรรมชาตินี้ว่า "ธรรม" คำเดียวกันอีกนั่นเอง. แม้จะเรียกโดยชื่อต่างๆกันว่า วิปากธรรม, ปฏิเวธธรรม, หรือแม้แต่โลกุตตรธรรม ก็ยังคงเป็นเพียงสักว่า "ธรรม" อยู่นั่นเอง. รวมความว่า "ธรรม" ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติก็ดี, ที่เป็นตัวกฎแห่งธรรมชาติก็ดี ที่เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติก็ดี, ที่เป็นผลเกิดตามกฎธรรมชาติก็ดี, ล้วนแต่เป็นสักว่า "ธรรม" เหมือนกันหมด เพื่อเป็นสิ่งที่มีความหมายครบ
น.463 ๙๘ ถ้วน เหมือนกับสิ่งที่เรียกโดยพวกอื่นว่า "พระเจ้า" นั่นเอง "พระเจ้า" ในภาษาธรรมของพุทธบริษัทมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ เพราะเหตุว่าเป็นการบรรยายตามแบบ ธรรมาธิษฐาน คือ การมองทะลุบุคคลไปยังสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ หรือ "ธรรม" ดังที่กล่าวมาแล้วอย่างซ้ำซากนั่นเอง. บุคคลประกอบอยู่ด้วยร่างกายกับจิตหรือวิญญาณก็มี, และที่บัญญัติว่าประกอบอยู่ด้วยร่างกายอย่างเดียว เช่นอสัญญีพรหม ก็มี, และที่ประกอบอยู่ด้วยจิตหรือวิญญาณอย่างเดียว เช่น อรูปพรหม ก็มี, ถ้ากล่าวบรรยายไปในลักษณะที่เป็นบุคคลเหล่านั้นแล้ว เรียกว่าการกล่าวตามแบบ ปุคลาธิษฐาน, เรียกว่า การกล่าวอย่างภาษาคนมิใช่ภาษาธรรม, และถือกันว่า การกล่าวอย่างปุคลาธิษฐานเช่นนั้น เป็นการกล่าวอย่างสมมติ คือกล่าวอย่างชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้ธรรมเป็นผู้กล่าว. ไม่ถือว่าเป็นความจริงแท้หรือเด็ดขาด (ultimate truth) อย่างในภาษาธรรม. ด้วยเหตุนี้พระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัทนั้น มิใช่บุคคล, มิใช่จิตหรือวิญญาณ, มิใช่ร่างกายล้วน ๆ, และมิใช่จิตร่วมกันกับร่างกาย เป็นต้น, หากเป็นธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน ไม่มีลักษณะ ไม่มีรูปร่างหรือขนาด ไม่อยู่ใต้อำนาจเวลา นับไม่ได้ว่าองค์เดียวหรือหลายองค์ เพราะไม่มี
น.464 ๙๙ อะไรให้เป็นที่ตั้งแห่งการนับ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น, หากแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และเป็นที่รวมแห่งทุกสิ่งจริง ในความหมายที่ต่าง ๆ กัน ในอำนาจหน้าที่ที่ต่างกัน มากมายจนเหลือวิสัยแห่งการนับ ดังนี้เป็นต้น, พระเจ้าที่กล่าวไว้ในรูปของบุคคลหรือในภาษาคน นั้นจะเป็นเพียงฝุ่นละอองเม็ด หนึ่ง ที่นำเข้าไปเปรียบกับสากลจักรวาลทั้งหมด, ใน เมื่อนำเข้าไปเปรียบกับพระเจ้าในภาษาธรรม ซึ่งมี ขนาดหรือปริมาณที่คำนวณไม่ได้, จนต้องเรียกว่า "สิ่ง ที่คำนวณไม่ได้" ขึ้นมาอีกชื่อหนึ่ง. ถ้าพระเจ้าเป็นบุคคลหรือแม้แต่เป็นจิตเป็นวิญญาณ ก็อยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่คำนวณได้ โดยมาตรการ หรือมิติแห่งหลักวิชาใดวิชาหนึ่งไปทันที, และร่างกาย หรือจิตหรือวิญญาณ ก็เป็นเพียงฝุ่นละอองอณูหนึ่งของพระเจ้าในภาษาธรรมเท่านั้น, เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ พุทธบริษัทจึงไม่ถือว่าสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น เป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ, แต่เป็นธรรม หรือธรรมชาติประเภทอสังขตธรรม อันมีลักษณะนอกไปจากภาวที่จะพูดกันเข้าใจได้ด้วยภาษาพูดตามธรรมดา. ตัวอย่างแห่ง ลักษณะของ อสังขตธรรม เช่นไม่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ไม่ถูกบัญญัติว่าดีหรือชั่ว, ไม่มีเหตุ
น.465 ๑๐๐ ปัจจัยอะไรปรุงแต่งได้, ไม่อาจจะยินดียินร้ายได้ด้วยการกระทำ ของผู้ใด, ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับการอ้อนวอนของใคร คือไม่ มี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะการอ้อนวอนของ ใคร, ไม่มีรูปร่าง เพราะไม่กินเนื้อที่และไม่เกี่ยวกับเวลา, ไม่ ให้อะไรแก่ใคร ไม่รับอะไรจากใคร ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ซึ่ง พรรณนาไม่ไหว, หากแต่คงที่ตายตัว แน่นอน สม่ำเสมออยู่ ในความสมบูรณ์ครบถ้วน ทุกประการจนเราถือว่ามีอยู่ในทุก หนทุกแห่ง. ส่วนธรรมหรือธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง ซึ่ง ตรงกันข้ามจากที่กล่าวมานี้เรียกว่า สังขตธรรม, ได้แก่ วัตถุ ร่างกาย จิต วิญญาณ การกระทำ และผลของการกระทำ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ด้วยการยักย้ายเปลี่ยนแปลงนานาชนิด ที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ หรือ phenomenon ของโลกนั้น เป็นเพียงมายา หรือสิ่งลวงตาที่มาจากส่วนที่เป็น อวิชชา ในตัวมันเองปรุงแต่งกันขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีก เช่นเดียว กัน. อาการเหล่านี้ถูกบัญญัติเป็นดีเป็นชั่ว เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นหญิงเป็นชาย และเป็นอะไร ๆ ที่จัดเป็นคู่ ๆ จนนับหรือทำบัญชีไม่ไหว, แต่เนื้อแท้ของมันมิได้เป็นอะไร เช่นนั้นเลย, และนั่นแหละคือ ความเป็นอสังขตธรรม
น.466 ๑๐๑ ซึ่งมีซ่อนอยู่ในสิ่งที่เป็นเหตุการณ์, อย่างลึกลับและตาม ธรรมดามองเห็นไม่ได้. เพราะมองเห็นสิ่งที่เป็นความ จริงแท้ไม่ได้ ก็ต้องไปรู้จัก และยึดถือแต่สิ่งที่เป็นผิวนอก ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงต้องเป็นทุกข์. กฎแห่งกรรมนั้นเป็น อสังขตธรรม, และ มีอยู่ ในสิ่งทุกสิ่ง หรือในทุกปรมาณูของสิ่งทั้งปวง ที่จะทำให้ เกิดความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทางใจของมนุษย์เรา, และในทุก ๆ ปฏิกิริยาใด ๆ ที่เกิด อยู่กับสิ่งเหล่านั้น. ความเป็นอสังขตธรรมนี้ ที่ซ่อนอยู่ใน สิ่งทั้งปวงก็ดี ที่เป็นกฎแห่งกรรมก็ดี เป็นสิ่งต้องศึกษาด้วย การปฏิบัติตามวิธีของศาสนา จนกระทั่งเห็นชัด แล้วก็จะมี ค่าเท่ากับการเห็นพระเจ้า การถึงพระเจ้า หรือการปลดเปลื้อง ตนออกมาได้จากสิ่งที่เป็นเพียงมายาชั่วคราวเสียได้, แล้วอยู่ กับพระเจ้า หรือในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างไม่มีความทุกข์ เลยอีกต่อไป. ข้อนี้เมื่อกล่าวโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือ ไม่มีตัว ตนของตน สำหรับจะเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น อีกต่อไป นั่นเอง, แต่เรากล่าวกันอย่างภาษาคนว่าเราเข้าไป อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า เช่นนี้เป็นต้น.
น.467 ๑๐๒ ในตัวธรรมชาติก็ดี, ในตัวกฎแห่งธรรมชาติก็ดี, ในตัวหน้าที่ตามธรรมชาติก็ดี, ในตัวผลที่เกิดขึ้นตามหน้าที่ นั้นก็ดี, ล้วนแต่มีสิ่งที่เรียกว่า อสังขตธรรม, คือเป็นอะไร กะใครไม่ได้นอกจากตัวมันเอง, ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดทั้งนั้น และตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นตัวจริง ของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เพียงสิ่งเดียว ; นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ใน ฐานะที่เป็น "พระเจ้า" ในภาษาธรรม ของพุทธบริษัทใน ที่นี้. ส่วน คำว่า "ธรรม" ในฐานะที่เป็นคำสั่งสอน แห่งพระพุทธเจ้า ดังที่เราได้ยินกันทั่ว ๆ ไปในแบบเรียน เบื้องต้นนั้น หมายถึงบันทึกคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในลักษณะที่จะศึกษาและปฏิบัติตาม แล้วก็จะเข้าถึงตัว "ธรรม" ที่มีความหมายเท่ากับคำว่า "พระเจ้า" ในภาษาธรรม ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. นอกจาก นี้ เรายังมีคำว่า ธรรม คำเดียวกันนี้ ในความหมายอื่นอีกบ้าง, ทำนองเดียวกับคำว่า พระเจ้าในคริสตศาสนา ซึ่งบางทีก็ หมายถึงพระบุตร หรือพระจิต เป็นต้นได้อีกด้วย. แต่
น.468 ๑๐๓ อย่างไรก็ดี เมื่อได้ปฏิบัติจนเข้าถึงตัวจริงของสิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็จะมาอยู่ที่สิ่งสิ่งเดียวกันอีกนั่นเอง. เมื่อวินิจฉัยกันถึง พระเจ้าในภาษาธรรม กันอย่าง แจ่มแจ้งแล้ว ก็ควรจะพูดกันถึงพระเจ้าในภาษาคน อีกสัก หน่อยเท่าที่จำเป็น คือเท่าที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในทาง ศาสนานั่นเอง. ๓. พระเจ้าในภาษาคน. พระเจ้าในภาษาคน เป็นที่ตั้งแห่งความยุ่งยากนานา ประการ คือต้องแปลความหมายของคำ หรือข้อความ เหล่านั้นให้ถูกต้อง. ถ้าแปลผิด หรือไม่แปล ก็จะเกิด ขัดขวางกันขึ้นกับวิชาการอื่น ๆ บ้าง, ต้องปฏิบัติตาม ๆ กัน ไปอย่างงมงายบ้าง, ทำให้คนทิ้งศาสนาเดิมของตน ไปมี ศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนาไปเลยบ้าง, ทำให้ศาสนิกชนแห่ง ศาสนานั้นเข้ากับศาสนิกชนแห่งศาสนาอื่นไม่ได้บ้าง, ดังนี้ เป็นต้น. ขออภัยที่จะต้องขอยกตัวอย่างที่ฟังดูแล้วค่อนข้างจะ หยาบคาย เช่น เราจะบอกกับเด็ก ๆ ว่า สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า
น.469 ๑๐๔ นั้นสิงสถิต (pervade) อยู่ในสิ่งทุกสิ่ง และในที่ทุกแห่ง. เด็กก็จะสงสัยและถามว่า แม้ในสุนัขและแม้ในมูลอุจจาระของ สุนัขด้วยเที่ยว หรือ ? เมื่อเป็นดังนี้ เราจะอธิบายว่าอย่างไร เพราะเด็ก ๆ รู้จักพระเจ้าแต่ในภาษาคนเท่านั้น จึงไม่อาจจะ เห็นด้วยได้ว่าพระเจ้าจะสิงอยู่ในสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร. ถ้า จะตอบว่ามิได้สิงอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ก็จะยิ่งผิดไปใหญ่ จน พระเจ้าหมดความหมาย เพราะมิได้มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง. พระเจ้าในภาษาคน ที่มีบุคลิกภาพ และความ รู้สึกอย่างคน คือโกรธก็ได้, รักก็ได้, เป็นต้นนั้น ย่อม อยู่ในสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ เพราะเหม็นและสกปรก, หรือเป็น ของที่ต่ำทรามเกินไปกว่าที่สิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้. ส่วนพระเจ้าในภาษาธรรมที่เรียกว่า "ธรรม” เช่น กฎ แห่งกรรม, กฎแห่งเหตุผล, กฎแห่งการสร้างและการ ทำลาย; เป็นต้นนั้น ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, รักไม่เป็น, โกรธไม่เป็น, จึงรู้สึกเหม็นหรือหอมไม่ได้, รู้สึกสะอาดหรือ สกปรกไม่ได้. ดังนั้นจึงสิงอยู่ได้ในทุกสิ่ง แม้แต่ในมูล อุจจาระของสุนัข เป็นต้น.
น.470 ๑๐๕ ถึงตอนนี้ ควรจะกล่าวเสียด้วยว่า คำกล่าวของพุทธศาสนาบางนิกาย ที่ว่าพุทธภาวะก็ตาม สุญญตาก็ตามตถาตา ฯลฯ อะไรในชื่ออื่นอีกหลายอย่างก็ตาม มีในทุกสิ่ง แม้แต่สุนัข หรือมูลสุนัข นั้นเหมือนกัน. นี้เป็นเพราะไม่เล็งถึงบุคคลนั้นเอง เช่นพุทธะคือความว่าง, หมายถึงว่างจากตัวตนบุคคลที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะที่แท้จึงเป็นเพียง "ธรรม" หรือธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเป็นพืชพันธุ์แห่งความรู้ เพราะว่างจากความรู้สึกว่า "ตัวกู–ของกู", ที่อยู่ในระดับต่าง ๆ กัน, เช่นในระดับที่ยังเป็นเหมือนเมล็ดพืชที่ยัง "นอนหลับ" อยู่, หรือกำลังผลิหน่ออยู่, หรือที่กำลังเจริญอยู่, หรือที่เจริญเต็มที่เบิกบานเต็มที่แล้ว คือที่มีในมนุษย์ที่มีการตรัสรู้แล้ว. ทุกอันดับเรียกว่า "ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ" ได้ด้วยกันทั้งนั้น, และมีความว่าง หรือ สุญญตาเป็นลักษณะประจำเสมอกัน อยู่ในส่วนลึก, ไม่ใช่ที่ผิวนอกหรือที่กิริยาอาการ, ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็น"ธรรม" ผู้นั้นเห็นตถาคต" – (อิติ.ขุ. ๒๕/๓๐๐) ซึ่งหมายความว่า การเห็นองค์พระพุทธเจ้า ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์ต่อเมื่อเห็นธรรมที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นและในทุก
น.471 ๑๐๖ สิ่งอย่างถูกต้องตลอดถึงในตัวเองด้วย จึงจะชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงรับรอง. ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า เห็นร่างกายของพระองค์นั้นคือเห็นพระพุทธเจ้าอย่างภาษาคน, ส่วนการเห็น "ธรรม" นั้นคือเห็นพระพุทธเจ้าอย่างภาษาธรรมนั่นเอง, และเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงด้วย. พระพุทธเจ้าอย่างภาษาคน จะมีอยู่ในที่ทุกแห่งและตลอดอนันตกาลนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, ส่วน พระพุทธเจ้าในภาษาธรรมนั้นมีอยู่ได้ในที่ทุกแห่ง และตลอดอนันตกาล ด้วย, ทำนองเดียวกับสิ่งที่เรียก "ธรรม" ในฐานะที่เป็นพระเจ้า ซึ่งอยู่ในรูปกฎแห่งกรรม, กฎแห่งเหตุผล, กฎแห่งการปรุงแต่งให้มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, ดังนี้เป็นต้นนั้น มีอยู่ในที่ทุกแห่ง แม้แต่ในมูลอุจจาระแห่งสุนัข ดังที่กล่าวแล้ว. ดังนั้นเราจึงสรุปความได้อีกครั้งหนึ่งว่า พระเจ้าในภาษาคน นั้นเป็นเพียง คำพูดที่สมมติพูดกันอย่างภาษาชาวบ้าน เพื่อให้ฟังง่ายสำหรับเด็ก ๆ หรือผู้มีความรู้สึกอย่างเด็ก มีความรู้อย่างเด็ก มีความคิดอย่างเด็ก ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุแล้วไปพลางก่อน จนกว่าจะมีความเจริญทางสติปัญญา สามารถเข้าใจพระเจ้าในภาษาธรรม ได้ในที่สุดนั่นเอง แล้วก็จะเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันไปในตัว.
น.472 ๑๐๗ ในคัมภีร์ไบเบิล มีการบรรยายพระเจ้าอย่างสำนวนภาษาคนมากมาย และไม่มีการตีความเป็นภาษาธรรมอย่างเป็นทางการ แต่บังคับให้เชื่อตามตัวอักษรเช่นนั้นไปก่อนจนกว่าจะมีความเข้าใจด้วยตนเองในภายหลัง. ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะไม่ให้บางคนเกิดความเห็นขัดแย้ง เพราะทนเชื่ออย่างยาวนานไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น การตีความที่เป็นภาษาคนออกมาเป็นภาษาธรรม อาจจะไม่เหมาะสำหรับสมัยโบราณในถิ่นนั้น เพราะจะทำให้หมดความศักดิ์สิทธิ์ และขัดต่อความรู้สึกของคนสมัยนั้น. ครั้นตกมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ เหตุผลเช่นที่กล่าวนั้น ควรจะหมดไปแล้ว และควรจะตีความเป็นภาษาธรรมกันได้ทุก ๆ ประโยคหรือแม้ทุกตัวอักษรด้วยซ้ำไป. ข้าพเจ้าคิดว่า คำบางคำเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยาก ที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นระหว่างศาสนาอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า spirit หรือวิญญาณ. ทางคริสเตียนบัญญัติว่าพระเจ้าที่แท้จริงนั้นไม่ใช่คนหรือบุคคล แต่เป็นวิญญาณ หรือจิต (spirit) ส่วนคำว่า "วิญญาณ" นั้น ในภาษาไทย หรือภาษาบาลีก็ตาม เป็นเพียงสิ่งที่ไม่คงที่ถาวร มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงได้
น.473 ๑๐๘ และเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่งของบุคคล, ดังนั้นพวกพุทธบริษัทจึงเข้าใจพระเจ้าชนิดที่เป็นจิตหรือวิญญาณ นั้นไม่ได้. ยิ่งเมื่อในคัมภีร์เยเนซิสได้กล่าวถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกในลักษณะที่เป็นบุคคลที่มีความรู้สึกคิดนึกอย่างคนไว้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ว่าสิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณ" หรือ "จิต" ที่เป็นพระเจ้านั้นเป็นอะไรกันแน่. ยิ่งมีคนบางคนใช้คำว่า character เข้ากับพระเจ้าด้วยแล้ว ก็เลยเข้าใจไม่ได้เอาเสียทีเดียว. ดังนั้นคำเช่นนี้ทุกคำ ต้องมีการจำกัดความ หรือตีความหมายเป็นภาษาธรรมให้รัดกุม จึงจะมีช่องทางที่พุทธบริษัทจะทำความเข้าใจกันได้และร่วมมือกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลกเป็นส่วนรวม โดยไม่มีอะไรที่กระทบกระทั่งกัน หรือกีดขวางกันได้เป็นอย่างดี. ตามความรู้สึกของพุทธบริษัทนั้น พระเจ้าจะเป็น, หรือจะมี, ปุคลิกภาพ (personality) หรือปัจเจกภาพ (individuality) ไม่ได้ เพราะมิใช่บุคคล หรืออะไร ๆ ที่มีลักษณะ (character) อันจะให้กำหนดได้ว่าเป็นอย่างไรหรือมีจำนวนเท่าใด, แม้แต่จะกล่าวว่ามีจำนวน "หนึ่ง" ก็กล่าวไม่ได้เสียแล้ว. สิ่งที่เป็น อภาวะ เช่นนี้ พุทธบริษัทใช้คำว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมชาติ" เป็นคำสามานยนาม
น.474 ๑๐๙ สำหรับเรียกเป็นกลาง ๆ ซึ่งจะใช้เรียกอะไรก็ได้ แต่ไม่อาจ จะเรียกว่าเป็นจิต หรือวิญญาณได้เลย. ดังนั้น ข้าพเจ้าเข้า ใจว่า คำว่า "วิญญาณ" นี่เอง เป็นตัวการที่ทำให้เข้าใจกัน ไม่ได้. และอย่างที่จะเข้าใจได้ ก็เข้าใจว่า "วิญญาณ" นั้น เป็นพระเจ้าในภาษาคน หรืออย่างบุคลาธิษฐาน อยู่ร่ำไป หาใช่พระเจ้าตามความหมายที่แท้จริงไม่ จึงได้เรียกว่า "พระ เจ้าในภาษาคน" และถือว่า "พระเจ้า" ตามที่กล่าวถึงในไบเบิล ทั่ว ๆ ไปนั้น จะต้องตีความเป็นภาษาธรรมอยู่เสมอ. ๔. พระเจ้าในภาษาคน มีความหมาย ในภาษาธรรมซ่อนอยู่ด้วยเสมอ. ข้าพเจ้าอยากจะยืนยันว่า ทุกแห่งในพระคัมภีร์ของ ศาสนาไหนก็ตาม ที่กล่าวถึงพระเจ้าอย่างในภาษาคน นั้นอาจจะแปลความหมายเป็นภาษาธรรมได้ทั้งนั้น. เพื่อ เป็นการประหยัดเวลา จะขอยกตัวอย่างด้วยเรื่อง พระเจ้าผู้ สร้างโลกอย่างที่กล่าวไว้ในเยเนซิสโดยตรง. เรื่องพระเจ้าทรงสร้างโลก ใน เยเนซิส บทที่ หนึ่งถึงบทที่สามนั้น เป็นเรื่องสร้างโลกฝ่ายวิญญาณ, หรือ
น.475 ๑๑๐ ฝ่าย "ธรรม" ตามที่เรียกกันในหมู่พุทธบริษัท. ข้อนี้ หมายถึงการที่มนุษย์ ได้วิวัฒนาการทางความรู้สึกคิดนึก ขึ้นมา ถึงระดับที่ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉานอีกต่อไป, คือเป็นมนุษย์ ทั้งทางกายและทางใจนั่นเอง, หมายถึงอารยธรรมอย่างมนุษย์ ได้ตั้งขึ้นแล้วในจิตใจของสัตว์ที่แต่ก่อนก็มีรูปร่างอย่างมนุษย์ แต่จิตยังอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน หรือครึ่งมนุษย์ ครึ่งสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง. มนุษย์ทางร่างกายคือสักว่ามี รูปร่างอย่างมนุษย์นั้น เชื่อกันว่ามีมาแล้วตั้งสองแสนปี เป็น อย่างน้อย, และโลกหรือพื้นแผ่นดินทางฟิสิกส์นั้น .เชื่อกัน ว่ามีมาแล้วไม่น้อยกว่าพันล้านปี, ส่วนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ตามที่กล่าวไว้ในไบเบิลนั้น เมื่อคำนวณดูจากเรื่องราวนั้น ๆ แล้วจะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดเมื่อสักแปดพันปี หรือหมื่นปีเป็นอย่างมาก ดังนั้นคำว่า "โลก" ที่ถูกสร้าง นั้นจะเป็นโลกทางวัตถุหรือฟิสิกส์ไปไม่ได้, แต่ต้องเป็นโลก ทางเมตา-พี่สิกส์ (meta physic) , คือโลกในภาษาธรรมทาง ฝ่ายจิตใจหรือวิญญาณนั่นเอง. ข้อที่น่าขบขันอย่างหนึ่ง ก็คือข้อที่เจ้าหน้าที่คริสตศาสนิกบางคนไม่ยอมให้สมาชิกของ ตนเชื่อตามที่นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้กล่าวว่า คนมาจากลิง
น.476 ๑๑๑ หาใช่พระเจ้าสร้างไม่. เรื่องนี้มันไขว้กันอย่างน่าหัว. คน มาจากสัตว์ที่ครึ่งคนครึ่งลิง สัตว์ครึ่งคนครึ่งลิง มาจากลิงนี้ เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง หากแต่ว่าเป็นเรื่องเก่าแก่ตั้งล้าน- ล้านปีมาแล้ว หาใช่เรื่องเมื่อประมาณหมื่นปีมาแล้วเหมือนที่ กล่าวไว้ในเยเนซิสไม่. เรื่องสร้างโลกในเยเนซิส เป็นโลก ทางวิญญาณ หรือในภาษาธรรม เป็นโลกในใจของคน ที่ เจริญขึ้นมาพอที่จะแยกตัวจากสัตว์เดรัจฉานมาเป็นมนุษย์ได้ ตามความหมายของคำว่า "มนุษย์" ซึ่งจะแปลว่า "เชื้อสาย แห่งพระมนูเป็นเจ้า" หรือแม้แต่จะแปลว่า "สัตว์ที่มีใจ สูง" ก็ตาม พุทธบริษัทยอมรับในข้อนี้ โดยพุทธภาษิตที่ว่า "โลกก็ตาม เหตุให้เกิดโลกก็ตาม ความดับสนิทแห่งโลก ก็ตาม หนทางที่โลกจะดับสนิทก็ตาม ตถาคตบัญญัติว่ามี อยู่ในร่างกายของคนอันยาววาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจ" -(โลหิตตัสสสูตร จตุก. อํ.) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า สิ่งที่เรียก ว่า "โลก" ในภาษาธรรม หรือภาษาศาสนา นั้นหมายถึง โลก ที่มีอยู่ในใจของคน, หาใช่โลกทางวัตถุ หรือทางฟิสิกส์ ซึ่งเป็นโลกในภาษาคน ซึ่งอยู่นอกตัวคนไม่เลย, พระเจ้า ที่แท้จริง ต้องสร้างโลกในใจคน จึงจะสมกับความเป็น
น.477 ๑๑๒ พระเจ้า, ถ้าไปสร้างโลกทางวัตถุ หรือเนื้อหนังแล้ว พระเจ้า ก็จะลดค่าตัวเองต่ำลงไปจนหมดความหมายทีเดียว. แม้ที่ เกี่ยวกับสัตว์และวัตถุธาตุ พระเจ้าก็ต้องสร้างหรือยุ่งเกี่ยวกับ ส่วนที่เป็นสปิริต หรือเจตนารมณ์ ของสิ่งเหล่านั้น เช่น ความรู้สึกในใจหรือกฎแห่งกรรม, กฎแห่งความหมุนเวียนไป ตามเหตุผล ฯลฯ ซึ่งมีประจำอยู่ ในสิ่งเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน และเราจะเรียกมันว่า สปิริต หรือวิญญาณ ของสิ่งเหล่านั้น แม้ ที่เป็นวัตถุธาตุ เช่นก้อนกรวดก้อนหินเป็นต้น. พระเจ้า เป็นอำนาจลึกลับเหนือการบรรยายด้วยภาษามนุษย์ จึงสามารถ สร้างและควบคุมสิ่งทุกสิ่งได้จริง. แต่ข้อความเกี่ยวกับการ สร้างมนุษย์ในคัมภีร์เยเนซิสนั้น หมายถึง "สร้าง" มนุษย์ใน ทางจิตใจตามภาษาธรรมโดยตรง รู้ได้จากรายละเอียดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้. ในเยเนซิส ๓/๒๔ มีข้อความกล่าวถึง การที่ พระเจ้าไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะห้ามไม่ให้ มนุษย์กินผลไม้แห่งความรู้สึก ชั่วดี (Tree of Knowledge of Good and Evil) แต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันมิให้ มนุษย์ได้กินผลไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) . นี้แสดงว่า
น.478 ๑๑๓ ก่อนหน้านี้ มนุษย์ไม่มีความเป็นมนุษย์ถึงขนาดที่จะรู้ว่าอะไร ดี อะไรชั่ว, เป็นหญิงหรือเป็นชาย, นุ่งผ้าหรือเปลือยกาย, เป็นสามีหรือภรรยาเป็นต้น อันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า สัตว์แม้ที่เป็นครึ่งคนครึ่งมนุษย์ หรือ ape man นั้น ไม่ มีความรู้สึกเหล่านั้น, แม้จะทำการสืบพันธุ์กันระหว่างตัวผู้ กับตัวเมีย ก็หามีความรู้สึกว่า สามี-ภรรยา เหมือนที่มนุษย์ สมัยที่ "กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว" ของพระเจ้าแล้วไม่. การ ที่มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้นมาถึงขนาดที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว นั่นเอง คือความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์, ข้อนี้ก็ ได้ทำให้มีปัญหาทางจิตใจ เกี่ยวกับความดีความชั่วมากขึ้น จนมีความทุกข์เกิดขึ้นใหม่อีกแบบหนึ่งสำหรับมนุษย์โดย เฉพาะ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานจะไม่มีเลย, และนี่แหละคือโทษถึง "ตาย" ที่มนุษย์ได้รับจากพระเจ้า เนื่องในการกินผลไม้ต้อง ห้ามต้นนั้น, มนุษย์มีภาระหนัก ที่จะต้องแก้ไขสะสาง ปัญหาของมนุษย์เกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะเหตุที่ ไม่ได้กินผลไม้ของต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ต้นไม้แห่ง ชีวิต" คือผลไม้แห่งอมตะ คือกินแล้วจะไม่ตายอีกต่อไปจะ อยู่ถาวรเหมือนพระเจ้า.
น.479 ๑๑๔ อยากจะขอกล่าวแทรกไว้เสียที่ตรงนี้สักหน่อยว่า ไบเบิลฉบับภาษาไทยแปลคำ tree of life ว่า "ต้นไม้ที่ให้ชีวิตเจริญ" ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นคำแปลที่ไม่ตรงความหมายเดิมอันจะต้องแปลว่า "ชีวิต" เฉย ๆ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า "ไม่ตาย" เพราะสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น คือความไม่ตาย. ถ้ามนุษย์ได้กินผลไม้ต้นนี้แล้วจะไม่ตาย คือมีความรู้อย่างที่ในพุทธศาสนาเรียกว่า "อมตธรรม" ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนสำหรับตาย. รวมทั้งไม่มีเกิด แก่ และเจ็บ, ด้วย ซึ่งหมายถึงการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานั่นเอง, นี้มีลักษณะที่กล่าวได้ โดยสำนวนภาษาคน ว่า ถึงความไม่ตาย, หรือเข้าสู่อมตมหานคร คือนิพพานได้ในชีวิตนี้ ที่ตนรู้สึกอยู่ด้วยใจเอง. ข้อนี้หมายความว่า ในเยเนซิสแห่งคัมภีร์ไบเบิลนั้นก็มีการกล่าวถึงสิ่งที่เรียกในพุทธศาสนาว่า โลกุตตรธรรมหรืออมตธรรม, ถ้ามีการแปลเป็นภาษาไทยอย่างถูกต้องแล้ว พุทธบริษัทก็จะมีความรักและนับถือคัมภีร์ไบเบิลเท่ากับพระไตรปิฎกของตนด้วยเหมือนกัน. น่าจะมีการชำระคำแปลไบเบิลฉบับภาษาไทยกันเสียใหม่ เพราะคำว่า “ให้ชีวิตเจริญ" นั้นในทางพุทธศาสนามีความหมายว่า ยิ่งมีความทุกข์ชนิดที่สูงประณีตละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม,
น.480 ๑๑๕ และไม่มีที่สิ้นสุด, ถ้าแปลว่า "ชีวิต" เฉย ๆ กลับเล็งไปถึงชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ในภาษาธรรมคือชีวิตนิรันดร อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกล่าวถึงอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง และเรียกในพุทธศาสนาว่า "อมตธรรม", หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “อนันตชีพ" หรือ eternity หรือ immortality เป็นต้น. เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า คำว่าพระเจ้าก็ดี โลกก็ดี ต้นไม้แห่งความรู้จักชั่วและดี ก็ดี, ต้นไม้แห่งชีวิตก็ดี ล้วนแต่เป็นคำที่อาจจะแปลความหมายจากภาษาคน มาสู่ภาษาธรรม ได้ด้วยกันทั้งนั้น. และเมื่อแปลแล้ว จะทำให้เราเข้าถึงแก่นความหมายของคำเหล่านั้น และเห็นว่าเป็นการแสดงธรรมะชั้นสูงในระดับโลกุตตระ หรือ ultra mundane เช่นเดียวกับพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ที่มีหลักธรรมะในระดับนั้น, หาใช่เป็นเพียง "นิทานโบราณของพวกเฮบราย" ดังที่บางคนชอบเรียกกันไม่เลย. ข้อละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ ลงไปที่ควรสนใจ หรือแปลความเป็นภาษาธรรม ยังมีอยู่อีกมากมาย เช่น :– ในเยเนซิส ๑/๒๖ มีว่า "ลำดับนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่าเราจะสร้างมนุษย์ให้มีรูปร่าง อย่างรูปร่างของเรา ให้เหมือน
น.481 ๑๑๖ เรา" ดังนี้ ข้อนี้นำมาซึ่งความขบขันอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้สอน ศาสนาคริสเตียนบางท่านแม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูง ยืน ยันอยู่ในหนังสือของท่านว่าพระเจ้าไม่มีรูปร่าง แล้วก็อ้างเหตุ ผลต่าง ๆ นานา พวกเด็ก ๆ ที่ข้าพเจ้าเอาหนังสือนั้นให้อ่าน ก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง เพราะถ้อยคำในไบเบิลกล่าวไว้ชัดว่า มนุษย์กับพระเจ้ามี likeness ที่เหมือนกัน และเป็นพระประสงค์ ของพระเจ้าโดยตรง. ข้อนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ตีความหมายใน ภาษาธรรมของคำ ๆ นี้ ให้ถูกต้อง. พระเจ้าสร้างมนุษย์ด้วย "ความเหมือน" กับพระเจ้านั้น ควรจะหมายความว่า สามารถ ที่จะเป็นเช่นเดียวกับพระเจ้า คือเข้าถึงความเป็นอันเดียว (unity) กันกับพระเจ้า เช่นถ้าได้กินผลไม้แห่งชีวิตเข้าไปก็จะ กลายเป็นพระเจ้าอย่างเดียวกัน ในกาลข้างหน้าโดยแน่นอน หากแต่พระเจ้าทรงประวิงเวลาอันนี้เอาไว้ก่อน ดังกล่าวไว้ใน เยเนซิส ๓/๒๔ ว่าทรงพิทักษ์ต้นไม้ต้นนั้นไว้เป็นพิเศษ ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงมันได้นั่นเอง การไปเถียงกันด้วยเรื่อง รูปร่างทางร่างกาย หรือทางฟิสิกส์ของพระเจ้านั้น น่า ขบขัน.
น.482 ๑๑๗ ในเยเนซิส ๒/๗ มีว่า "ลำดับนั้น พระเจ้าได้ทรง สร้างรูปของมนุษย์ขึ้นด้วยฝุ่นจากพื้นดิน และได้ทรงหายใจลมหายใจ แห่งชีวิตลงไปในรูจมูกของมนุษย์นั้น แล้วมนุษย์นั้น ก็ได้กลายเป็น มนุษย์ที่มีชีวิตขึ้นมา." คำว่ามนุษย์ที่สร้างขึ้นจากดินนั้นหมาย ถึงร่างกายของมนุษย์ ในสมัยที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอย่าง มนุษย์ ยังเป็นเหมือนสัตว์ที่ปราศจากสติปัญญา จึงมีค่าเท่า กับก้อนดินที่บั้นขึ้นมาเป็นรูปคน. ครั้นมาถึงสมัยที่มนุษย์ มีความรู้สึกสูง จนแยกตัวเองออกมาจากความเป็นสัตว์ เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไปแล้ว นั่นคือการที่พระเจ้าได้หายใจ "ลมแห่งชีวิต" ลงไปในรูจมูกของเขา. ข้อนี้เป็น การสร้าง มนุษย์กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นการสร้างทางวิญญาณ หรือทางจิตใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เราถือว่า การสร้างโลกที่กล่าว ในเยเนซิสนั้นเป็นการสร้างโลกฝ่ายวิญญาณดังที่กล่าวแล้ว. ในเยเนซิส ๒/๒๑-๒๒ มีว่า "ดังนั้นพระเจ้าจึง บันดาลความหลับสนิทให้เกิดแก่มนุษย์ผู้ชายนั้น, เมื่อเขากำลัง หลับอยู่ ได้ทรงดึงซี่โครงของเขาออกมาซี่หนึ่ง แล้วทรงปิดแผล นั้นเสียด้วยเนื้อ. ด้วยซี่โครงนั้น พระองค์ได้ทรงสร้างให้ เป็นผู้หญิง แล้วมอบให้แก่ผู้ขายนั้น." คำพูดทำนองนี้ คง
น.483 ๑๑๘ ไม่มีใครยอมรับได้ตรง ๆ ตามตัวหนังสือเหล่านั้น และคิดว่า คงจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งแฝงอยู่ และหาทางตีความ หมายกันต่อไป, ความหมายนั้น ตามความรู้สึกของพุทธบริษัท รู้สึกว่าหมายถึง การที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียม กันกับผู้ชาย นั่นเอง. ทั้งนี้เพราะมีคำกล่าวไว้ในที่อีกแห่ง หนึ่งซึ่งเรียกคนหนุ่มว่า "บุตรของพระเจ้า" และเรียกหญิงสาวว่า "บุตรีของมนุษย์"-(เยเนซิส ๖/๒) ซึ่งหมายความว่ามีอะไร ไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง. ผู้ชายนั้นสร้างขึ้นจากดิน ซึ่งหมาย ถึงลักษณะเข้มแข้ง และเรียกว่า man. ส่วนผู้หญิงนั้นสร้างขึ้น มาจากส่วนหนึ่งแห่งร่างกายผู้ชาย จึงได้เรียกว่า woman, ซึ่ง หมายถึงส่วนหนึ่งของผู้ชายนั่นเอง. ผู้ชายมี ฐานะเป็นถึงลูก ของพระเจ้า ส่วนผู้หญิงมีฐานะเพียงบุตรีของมนุษย์ ดังนี้แล้ว จะเป็นผู้ที่มีสิทธิและหน้าที่เสมอกันได้อย่างไร, และพึงเข้าใจ ต่อไปอีกว่า พระเจ้าหรือธรรมชาติก็ตาม, ไม่ได้ต้องการ ให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีอะไรเท่ากันและเหมือนกัน เพราะ อย่างน้อยผู้หญิงจะต้องคลอดบุตร และเลี้ยงลูกด้วยเลือดในอก ของตัว. การที่คนสมัยนี้ พยายามให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิ และหน้าที่เหมือนกันนั้น เป็นการฝืนความประสงค์ของพระ
น.484 ๑๑๙ เจ้าโดยตรง หรือฝืนธรรมชาติอย่างหลับหูหลับตา ถ้าผู้ หญิงคนใดอยากจะทำอย่างผู้ชายก็ควรทำการผ่าตัดต่อมแกลนด์ ต่าง ๆ ของผู้หญิงออกเสีย แล้วปลูกต่อมแกลนด์และอื่น ๆ ของ ผู้ชายลงไปแทนให้เป็นผู้ชายเต็มตัวเสียก่อน จะเป็นการดีกว่า การตบตา โดยข้างนอกเป็นอย่างหนึ่ง ข้างในเป็นอีกอย่างหนึ่ง และไม่เป็นการฝืนกฎของพระเจ้าด้วย. ข้อนี้เป็นการยืนยันว่า คริสตธรรมไม่ยอมรับว่าผู้หญิงมีสิทธิหน้าที่เท่ากับผู้ชาย เช่นเดียวกับพุทธศาสนาเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ข้อที่สตรีจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้, แต่การที่บุรุษจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็น สิ่งที่เป็นได้" (อัฏฐานปาลิ เอก. อํ.๒๑/๓๖/๑๖๔) และ ยังมีการกล่าวถึงการที่สตรีเป็นอะไร ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่างเช่น เป็น จักรพรรดิ์ ไม่ได้ เป็น พรหม ไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น. และในบาลี จตุก. อํ. ๒๑/๑๐๗/๘๐ มีข้อความอันแสดงให้ เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงรับรองข้อที่ปฏิบัติกันอยู่ในอินเดีย สมัยนั้นอันมีอยู่ว่า สตรีไม่นั่งในรัฐสภา, สตรีไม่ทำการงาน ที่สำคัญพิเศษ, สตรีไม่ไปรัฐกัมโพช (ซึ่งเทียบเท่ากับไป เรียนเมืองนอกกันในสมัยนี้), แล้วได้ตรัสเหตุผลที่ว่าทำไม
น.485 ๑๒๐ จึงควรเป็นเช่นนั้น ซึ่งสรุปความว่า เพราะสตรีไม่ได้ประ- กอบไปด้วยกำลังกายกำลังใจที่บึกบึนเข้มแข็งพอ, เพราะ ธรรมชาติสร้างสตรีมาเพื่อวัตถุประสงค์อันต่างจากผู้ชาย. ถ้า สตรีขืนไปทำหน้าที่ของผู้ชายเสียแล้ว หน้าที่ของสตรีในโลก นี้ก็จะไม่สมบูรณ์ และปัญหาใหม่ ๆ อย่างอื่น ๆ จะเกิดขึ้นอีก เป็นอันมาก ซึ่งเท่ากับ การลงโทษของพระเจ้าแก่มนุษย์ อีกนั่นเอง สรุปความข้อนี้ว่า คำกล่าวในไบเบิลที่ว่า สร้าง ผู้ชายด้วยดิน สร้างผู้หญิงด้วยซี่โครงของผู้ชายนั้นเป็นการ ถูกต้องแล้ว, เป็นความจริงแท้ของธรรมชาติแล้ว. ถ้าเรา เข้าใจไม่ได้ ก็ควรจะถือเสียว่า เขาเขียนไว้เพื่อให้พวกเรา ในยุคนี้กลายเป็นคนโง่ ไปนั่นเอง, ไม่ควรเห็นเป็นเรื่อง เหลวไหล หรือเป็นเพียง "นิทานโบราณของพวกเฮบราย" ดังที่บางคนเข้าใจ. ในเยเนซิส ๒/๑๖-๑๗ มีข้อความว่า " และ พระเจ้าได้ทรงบังคับผู้ชายนั้นว่า เจ้ากินผลไม้จากทุก ๆ ต้นได้ ตามใจชอบ เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้จักดีและชั่ว เจ้าต้องไม่กิน, เพราะในวันที่เจ้ากินนั่นเอง เจ้าจะต้องตาย ." ข้อความนี้ ถ้า ถือเอาตรงตามตัวอักษรอย่างหลับหูหลับตาแล้ว ก็เป็น เรื่อง
น.486 ๑๒๑ ตลกสิ้นดี และไม่มีใครเข้าใจได้ว่าทำไมพระเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา และรักเขาอย่างยิ่ง แล้วทำไมจึง ไม่อยากให้เขาเจริญด้วยความรู้เป็นต้นเล่า. เราต้องตีความ ในภาษาคน ที่กล่าวไว้ลึกซึ้งนี้กันเสียก่อนแล้วก็จะเข้าใจ. ข้อนี้ หมายความว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาในใจมนุษย์ ก็เพราะมนุษย์ ไปยึดถือความดีและความชั่ว ตามความเข้าใจของตน. กลัว ความชั่วจนทำอะไรไม่ถูกก็มี, ห่วงความดีจนนอนไม่หลับก็มี ; ฆ่าตัวเองตายเพราะกลัวจะถูกหาว่าเป็นคนชั่วก็มี. ความ ยึดถือในเรื่องดีชั่ว เป็นเหตุให้เกิดตัณหาความอยาก, อุปา- ทานความยึดถือในขั้นที่เป็นตัวความทุกข์โดยตรง, หรือให้ เกิดความโลภ โกรธ หลง โดยทั่วๆ ไป และเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น. ต่อเมื่อใด ระงับความดีความชั่วเสียได้, เพิก ถอนบุญและบาปเสียได้, อยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วโดยประการ ทั้งปวงแล้ว จึงจะเป็นพระอรหันต์ หรือนิพพานตามหลัก แห่งพุทธศาสนา. การที่พระเจ้าห้ามไม่ให้มนุษย์กินผลไม้ แห่งความรู้ดีชั่วนั้น มิได้หมายความว่าต้องการให้มนุษย์ เป็นสัตว์โง่เขลา, แต่มีความหมายว่า ต้องการไม่ให้เข้าไป เกี่ยวข้องกันเข้ากับรากฐานของความทุกข์ ซึ่งมีค่าเท่า
น.487 ๑๒๒ กับความตายทางวิญญาณ พระเจ้าจึงกล่าวว่ากินในวันใด จะตายในวันนั้น. ข้อนี้ เล็งถึงยุคใดสมัยใด ที่มนุษย์รู้เรื่อง ความดีชั่วและยึดถือกันแล้ว ยุคนั้นสมัยนั้น มนุษย์จะมีความ ทุกข์ชนิดใหม่ ที่ร้ายกาจลึกซึ้งกว่าความทุกข์อย่างอื่นหมด เกิดขึ้นทันที, และจัดว่าเป็นความตายทางวิญญาณเกิดขึ้นเป็น ปัญหาอันใหม่ สำหรับจะต้องรักษาเยียวยากันต่อไปอย่างใหญ่ หลวงกว่าปัญหาอื่นทั้งหมด. การที่เรียกการกินผลไม้นี้เข้า ไป ว่าเป็น การสร้างบาปดั้งเดิม (original sin) ของมนุษย์ นั้นเป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดเริ่มแรกที่มนุษย์ เริ่มถลำเข้าไปในบาป และติดเนื่องสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไม่ขาดสาย. บางคนไม่ยอมรับว่า บาปของมนุษย์คน แรกที่กินผลไม้เข้าไป จะติดมาถึงลูก หลาน สมัยหลัง ๆ ได้ อย่างไร เพราะบาปกรรมนั้น เป็นของเฉพาะตัวผู้ทำ. แต่ ที่แท้ข้อความนี้ เล็งถึงการที่มนุษย์ในโลกได้ตั้งต้นทำผิด อย่างดีหรืออย่างสูงมาแล้วในยุคนั้น และสืบเนื่องกันมาด้วย การถ่ายทอดความหลง (โมหะ) อันนี้ ให้แก่กันและกันสืบ มาอย่างไม่ขาดสาย และอย่างไม่รู้สึกตัว. ถ้าตีความหมาย ในภาษาธรรมกันอย่างนี้แล้ว หลักเรื่องบาปดั้งเดิม ใน
น.488 ๑๒๓ ศาสนาคริสเตียนก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และยอมรับได้ สำหรับพุทธบริษัททั่วไป เพราะมีใจความอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ไม่ให้ยึดเรื่องความดีและความชั่ว จนเกิดเป็น ทุกข์ขึ้นมานั่นเอง. สำหรับเรื่อง ต้นไม้แห่งชีวิต ที่กินแล้วไม่ตาย นั้น แม้จะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงอีกต่อไป ก็เป็นการกล่าว อย่างยิ่งอยู่แล้วในตัวคือ ข้อความทุกๆ แห่งที่พระเยซู- คริสต์ได้ตรัสถึงการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงชีวิตนิรันดรนั่นเอง เป็นการกินผลไม้แห่งชีวิตที่พระเจ้าหวงแหน ถึงกับขับ ไล่อาดามกับอีฟให้ออกไปเสียจากสวนนั้นเลย. แต่ในที่สุด พระเยซูคริสต์ก็ได้เปิดโอกาสให้ลูกหลานของอาตามในสมัย ของพระองค์ ได้กินผลแห่งต้นไม้ชีวิตนั้นจนได้. สำหรับ พุทธศาสนาไม่ได้กล่าวเป็นอุปมาทำนองนั้น แต่กล่าวตรง ๆ ถึงการปฏิบัติธรรมจนกระทั่งหมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้ง ปวง ลุถึงอมตธรรมที่ทำผู้ ได้บรรลุให้กลายเป็นผู้ ไม่มีปัญหา เกี่ยวกับความตายอีกต่อไป, ไม่เห็นว่ามีใครเกิดใครตาย, มี แต่สภาพที่เรียกว่า "ธรรม" หรือ "พระเจ้า" ปรากฏแก่ความ รู้สึกอยู่ตลอดไป. นี้คือ การตีความหมายเรื่องพระเจ้า
น.489 ๑๒๔ ห้ามไม่ให้กินผลไม้ ที่กล่าวไว้อย่างภาษาคน ออกมาเป็นภาษาธรรม แล้ว ลงรอยกันได้ในระหว่างคริสตธรรมกับพุทธศาสนา. ตัวอย่างอันสุดท้าย คือข้อความใน เยเนซิส ๖/๕–๖–๗ มีว่า "พระเจ้าได้ทรงเห็นแล้วว่า ความชั่วของมนุษย์ในโลกนี้แน่นหนาขึ้น, และว่าความคิดฝันต่าง ๆ ของมนุษย์นั้นเป็นไปแต่ในทางชั่วโดยส่วนเดียวอย่างไม่ขาดสาย, และพระเจ้าได้ทรงเสียพระทัยว่าพระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้, และมันได้ทำให้พระองค์รู้สึกสลดใจอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นพระเจ้าจึงตรัสว่า เราจะทำลายมนุษย์ที่เราได้สร้างขึ้นให้หมดไปจากพื้นผิวโลกนี้, ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หรือสัตว์เลื้อยคลานหรือนกในอากาศ, เพราะว่าเราเสียใจในการที่เราได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา," ดังนี้. ข้อนี้ถ้าแปลเป็นภาษาธรรม ก็อาจจะแปลได้หลายนัยเช่นว่า พระเจ้าก็ทำผิดได้เหมือนกัน เพราะในพระเจ้านั้นเป็นที่รวมแห่งสิ่งทุกสิ่ง คือรวมอยู่ทั้ง วิชชาและอวิชชา การสร้างโลกขึ้นมา จัดเป็นอวิชชา. การคิดจะเลิกล้างเสียไม่สร้างนั้นเป็นวิชชา. เราจะถือว่า พระเจ้าในที่นี้
น.490 ๑๒๕ เป็นบุคคลที่รู้จัก รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ เป็นต้นอย่างนี้ไม่ถูกแน่, เพราะในข้อความนั้นมีกล่าวอยู่ชัดว่า พระเจ้าจะทำลายเสียกระทั่งสัตว์เลื้อยคลาน กระทั่งนกในอากาศ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ไม่ได้ทำชั่วอะไรเลย. ดังนั้น ความสลดใจของพระเจ้าในที่นี้ย่อมจะหมายถึงความรู้สึกของมนุษย์ ที่สูงขึ้นมาจนถึงกับมองเห็นว่า การสร้างหรือการปรุงแต่งต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่น่าสลดใจ น่าสังเวช น่าเกลียดน่าระอา. การหยุดสร้าง หมายถึงการทำความสงบ, และ การเลิกถอนหรือทำลาย เสียนั้น คือ การทำลายอุปาทาน ความยึดมั่นว่าตัวว่าตนเสียให้สิ้นเชิง. และมนุษย์เริ่มมีความรู้สึกชังต่อการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเรียกในพุทธศาสนาว่าวัฏฏสงสารนั้นเป็นส่วนใหญ่. ในที่นี้ กล่าวไว้ในฐานะเป็นความรู้สึกของพระเจ้าในส่วนที่เป็นวิชชา หรือความรู้ในทางที่จะไม่สร้างไม่ปรุงแต่ง. แต่ในที่สุดพระเจ้าก็หาได้ทำลายโลกเสียตรง ๆ ดังที่ตัวหนังสือกล่าวไม่ เพราะเป็นคำพูดภาษาธรรมอีกนั่นเอง เช่นเดียวกับที่กล่าวว่าถ้าอาดามกินผลไม้นั้น แล้วจะต้องตายทันที แต่อาดามก็หาได้ตายไม่ ดังนี้เป็นตัวอย่าง. ดังนั้นคำที่ว่าจะทำลายโลกเสียนั้น เมื่อแปลตามภาษาธรรม ก็คือ
น.491 ๑๒๖ เริ่มเห็นโทษของการสร้างสิ่งต่าง ๆ อย่างจริงใจ แต่แล้วมนุษย์ ตามธรรมดาทั่วไป ก็หาอาจหยุดสร้างนั่นสร้างนี่ด้วยกิเลส ตัณหาของตนได้ไม่ จึงต้องทนทุกข์อย่างมนุษย์ธรรมดา. แต่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเบื่อต่อการสร้างนั้น ก็เป็นเหมือน รุ่งอรุณแห่งโลกุตตรธรรม ซึ่งจะผลิตดอกออกผลต่อไปใน กาลข้างหน้า ในจิตใจของมนุษย์บางคนเป็นลำดับไป. ความ รู้สึกที่สูงขึ้นมาข้อนี้ ก็คือ พระเจ้าในส่วนที่เป็นวิชชาของ มนุษย์ นั่นเอง. หลักธรรมของพุทธบริษัท ก็คือการกระ- ทำให้เกิดวิชชาชนิดนี้ด้วยเหมือนกัน และลุถึงความสงบหยุด สร้างหยุดปรุงแต่งที่เรียกว่านิพพาน ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าวิชชา นั้นโดยตรง. โดยเนื้อแท้นั้น สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอันแท้จริง นั้นย่อมอยู่เหนือความผิดและความถูก ทั้งที่ความผิดและ ความถูกมีครบถ้วนเต็มที่อยู่ในพระเจ้านั่นเอง. พระเจ้าไม่ อาจจะถูกกล่าวว่าดีหรือชั่ว ทั้งที่ความดีและความชั่วมีอยู่ เต็มที่ในพระเจ้า. ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าความผิดหรือ ความถูกก็ตาม ความดีหรือความชั่ว เป็นต้นก็ตาม เป็น เพียงความรู้สึกของมนุษย์เอง หาใช่ของพระเจ้าไม่.
น.492 ๑๒๗ สำหรับพระเจ้านั้น ไม่มีอะไรที่มีความหมายว่าอะไร, คือจะ มีโรคระบาดเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น แม้อยู่สบายกันดี ก็มี ความหมายเท่ากัน หรือเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน, แต่สำหรับมนุษย์ นั้น มันมีความหมายมาก จนถึงกับต้องการอย่างหนึ่ง และ ไม่ต้องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม ดังนี้เป็นต้น. เพราะ เหตุนี้เอง จึงมีคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดว่า น้ำท่วมหรือไม่ท่วม ไฟไหม้หรือไม่ไหม้ มีโรคระบาดหรือไม่มี แม้ที่สุดแต่ความ มีชีวิตอยู่หรือความตาย ฯลฯ และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม ก็ล้วนแต่ เป็น "พระประสงค์" ของพระเจ้า โดยเท่ากัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันสำหรับพระเจ้า. แต่สำหรับ มนุษย์ ที่ยังไม่เข้าถึงพระเจ้า ยังไม่เป็นอันเดียวกันกับ พระเจ้านั้น ย่อมทนไม่ไหว, ย่อมจะเลือกเอาแต่ส่วนที่ถูกใจ ตน และไม่ยอมรับส่วนที่ตรงกันข้าม. แต่ ผู้ที่ถึงพระเจ้า หรือถึง "ธรรม" แล้วจริง ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ตรงกัน ข้าม เห็นเป็นของที่ไม่มีความหมายเสมอกันไปหมดและไม่ยิน- ดียินร้ายต่อส่วนไหนเลย การที่กล่าวว่า พระเจ้าพอพระทัย หรือพระเจ้าทรงพิโรธ นั้นเป็นภาษาคนที่ต้องแปลความ หมายเป็นภาษาธรรม โดยทำนองนี้ทั้งนั้น. และเมื่อ
น.493 ๑๒๘ สามารถเข้าใจความหมายอันถูกต้องนี้แล้ว คนนั้นจะชอบใจ เลื่อมใส นับถือ และรักพระเจ้าอย่างไม่คืนคลาย และ ยอมรับว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งทั้งหลาย ไม่มีอะไรสูง ไปกว่า, และนั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในพุทธศาสนา นั่นเอง. ในศาสนาอื่น ๆ อาจจะเรียกอย่างอื่น, แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่า "ต๋าว" ในลัทธิต๋าว ก็ต้องมีความหมายเช่นนี้ด้วย เหมือนกัน. เป็นอันกล่าวได้ว่า พระเจ้า และเรื่องราวของพระ- เจ้าทุกข้อทุกกระทง ที่มีการกล่าวไว้อย่างภาษาคนนั้น อาจจะ แปลความหมายให้เป็นภาษาธรรมได้ทั้งนั้น และ จะสำเร็จ ประโยชน์แก่คนในโลกได้จริง ก็ต่อเมื่อได้มีการเข้าใจ ความหมายในภาษาธรรมอย่างถูกต้องทั้งนั้น. การที่เรา เรียกพระเจ้าว่าพระบิดา หรือเรียกว่า ปฐมเหตุ (The cause) เป็นต้นก็ตาม ก็เนื่องจาก พระเจ้า เป็นที่รวมแห่งสิ่ง ทั้งปวง เป็นที่ไหลออกแห่งสิ่งทั้งปวง, ทั้งที่เป็นวิสัย โลก และเหนือวิสัยโลก, ราวกะว่าเป็นผู้สร้างโลก และ ทำลายโลกด้วยพร้อมกันไปในตัว ในเมื่อกล่าวอย่างภาษาคน นั่นเอง. และคำว่า "โลก" ในที่นี้เล็งถึงโลกที่มีอยู่ในใจ
น.494 ๑๒๙ ของมนุษย์โดยตรง, ซึ่งเป็นโลกในภาษาธรรม แต่นำมากล่าว อย่างภาษาคน. ต่อไปนี้ จะได้พิจารณากันถึง พระเจ้าในนามว่า "พระบุตร" ซึ่งเล็งถึงพระเยซูคริสต์ ในฐานะเป็นผู้ประกาศ คำสอนแทนพระบิดา และเป็นผู้ไถ่บาปของมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยชีวิตของพระองค์ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากบาปดั้งเดิมจน กระทั่งเข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือชีวิตนิรันดรได้ในที่สุด กัน ต่อไป. ๕. พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระบุตร. พระบุตรซึ่งเล็งถึง พระเยซูคริสต์นั้น มีความ หมายที่จักต้องศึกษาถึง ๔ ความหมาย ด้วยกันคือ ๑. พระ เยซูคริสต์ ในฐานะเป็น บุตรดาวิด, ๒. พระเยซูคริสต์ใน ฐานะเป็น ศาสดาพยากรณ์, สองความหมายนี้ เป็นอย่าง ภาษาคน. ๓. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็น บุตรพระเจ้า, และ ๔. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็น พระเจ้า เสียเอง. สอง ความหมายนี้เป็นภาษาธรรม.
น.495 ๑๓๐ ในไบเบิลที่มีข้อความเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ มีข้อความที่เป็นการเล่าประวัติของพระองค์เองโดยพระ- องค์เองเลย มีแต่ที่อยู่ในถ้อยคำของผู้เขียนบันทึกในเวลาต่อ มาทั้งนั้น. ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะระยะกาลของพระองค์เป็น เวลาสั้นเพียงสามปี, มีการบันทึกได้น้อย และผู้บันทึกก็ เรียงความอย่างย่อ, และอาจจะเป็นเพราะไม่มีการทำสังคายนา คำสอนกันทันทีที่พระองค์ดับขันธ์ เหมือนการทำสังคายนา ในพุทธศาสนา. สำหรับพุทธประวัติในพระไตรปิฎกอันมาก- มายของพุทธบริษัทนั้น มีข้อความมากมายที่ทำให้พระองค์ ได้ตรัสเล่าถึงความเป็นไปของพระองค์เองโดยทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ ยังทรงเป็นกุมาร จนกระทั่งนิพพาน. เมื่อรวมข้อความ เหล่านี้เข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว มีปริมาณมากเกือบเท่าคัมภีร์ new testament ทั้งหมดทีเดียว. ดังนั้นเราจึงต้องถือเอา ประวัติของพระเยซูคริสต์ไปตามเท่าที่มีผู้บันทึกไว้. คัมภีร์ มัดธาย, มารโก, ลูกา, และโยฮัน, ๔ คัมภีร์ มีปริมาณมาก เกือบครึ่งหนึ่งของ new testament นั่นเอง. และจากคัมภีร์ ทั้ง ๔ นี้ เราจะพิจารณากันถึงประวัติของพระเยซูคริสต์ทั้งสี่ ความหมายนั้น.
น.496 ๑๓๑ (ก) พระเยซูในฐานะเป็นบุตรดาวิด. ข้อนี้ เป็นการกล่าวอย่างภาษาคนตามธรรมดา เช่นพุทธศาสนาถือ ว่า พระพุทธองค์เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ดังนี้เป็น ต้น, ซึ่งถือว่ามีความหมายน้อยมากในภาษาธรรม. พระเยซู เอง ก็ทรงปฏิเสธฐานะอันนี้ ดังที่กล่าวไว้ใน มัดธาย ๑๒/๔๙, มารโก ๓/๓๔ ว่าผู้ที่เป็นมารดาและพี่น้องของ พระองค์ คือผู้ปฏิบัติตามประสงค์ของพระบิดาของพระองค์ เท่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่ให้กำเนิดทางร่างกาย. เมื่อเป็นดังนี้ การที่จะสืบสาวไปถึงกษัตริย์ดาวิด ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ โยเสฟ ซึ่งที่แท้ก็มิใช่บิดาของพระองค์อยู่แล้ว แล้วดึงลง มาเป็นบรรพบุรุษในนามว่าบิดา ของพระองค์นั้น เป็น สิ่งที่ เพิ่งจะกระทำกันในภายหลัง เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ แก่พระเยซู ดังเช่นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ กล่าวไว้ในหนังสือ เทศนาเสือบ่านั้น โดยแน่นอน. แต่อีกทางหนึ่งนั้นดูกลับ จะตรงกันข้าม คือเป็นคำสบประมาทอยู่ในตัวว่า มิใช่บุตร พระเจ้า ดังเราจะสังเกตเห็นได้ในข้อความบางแห่ง แห่ง พระคัมภีร์นั่นเอง. ข้อนี้เช่นเดียวกับที่ถ้าใครเรียกพระพุทธ องค์โดยชื่อบรรพบุรุษที่เป็นต้นโคตรว่า “พระสมณโคดม"
น.497 ๑๓๒ ดังนี้ ก็ถือว่าเป็นการไม่เคารพและสบประมาทอยู่ในตัว. ดูปรากฏจะเป็นครั้งแรกใน มัดธาย ๙/๒๗ ที่มีการเรียก พระเยซูว่าบุตร ดาวิด โดยคนตาบอดสองคนที่มาให้ พระองค์ช่วยรักษา. นี้เป็นการประหลาดที่ว่า ถ้าเขาเชื่อ ว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้าจึงจะสามารถรักษาเขา แล้วทำไม จึงไปเรียกว่า บุตรดาวิด. ดังนั้นทำให้เข้าใจว่า เรื่องบุตร- ดาวิดนี้อาจจะพลัดเข้ามาในชั้นหลัง คือเมื่อถึงสมัยที่ต้อง การจะเทอดทูนพระเยซูให้ยิ่งขึ้นไป แม้ในทางการกำเนิดฝ่าย ร่างกาย. ข้อนี้ เช่นเดียวกับที่หนังสือชั้นหลัง ๆ ในพุทธ ศาสนา เช่นปฐมสมโพธิ์เป็นต้น เทอดทูนพระพุทธองค์ ด้วยการสืบสายบรรพบุรุษของพระองค์ขึ้นไป จนถึงพระเจ้า สมมติราช ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของโลกนั้นเอง ซึ่งข้อนี้ ไม่มีกล่าวถึงในพระพุทธภาษิต หรือแม้ในพระไตรปิฎกเอง เลย. ข้อนี้สรุปความว่า เราต้องยอมรับกันโดยดีว่า ข้อความ ต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติของพระศาสดาแห่งพระศาสนา ไหนก็ตาม ต้องมีส่วนเกินอยู่บ้างเป็นธรรมดา, แต่เราก็ ต้องยอมรับนับถือ และนำมาใช้กันจนเป็นธรรมเนียม และ มั่นคงขึ้นเองในชั้นหลัง.
น.498 ๑๓๓ (ข) พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นศาสดาพยา- กรณ์. คำว่า ศาสดาพยากรณ์ หรือ prophet นั้นเป็นคำที่ ใช้แก่พระเยซูคริสต์ด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในถ้อยคำของพระ- องค์เองใน มัดธาย ๑๓/๕๗ ว่า "ศาสดาพยากรณ์ ย่อมเป็น ผู้มีเกียรติ เว้นเสียแต่ในประเทศของตน และในบ้านเรือน ของตน" . ข้อนี้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดา องค์หนึ่งในบรรดาศาสดาทั้งหลาย และในที่บางแห่งยังทรง จัดพระองค์เองเป็น "เดียรถีย์" ลัทธิหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เมื่อพูดถึงพวกอื่น ก็ตรัสเรียกว่าอัญญเดียรถีย์. แต่ใน ภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ หามีหลักอย่างนั้นไม่ คือเอาคำว่า เดียรถีย์ไปให้พวกอื่นหมด ราวกะว่าตนเองมิใช่เดียรถีย์. ดังนั้น แม้พระเยซู ก็เป็นเดียรถีย์หนึ่งด้วยเหมือนกัน และ ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นคำด่า ถ้ามีใครกล่าวเช่นนั้น เพราะ ศาสดา หรือศาสดาพยากรณ์หนึ่ง ๆ ก็เป็นเดียรถีย์หนึ่ง นั่นเอง. การที่นำข้อนี้มากล่าวไว้ในที่นี้ ก็เพื่อกันความเข้าใจผิด, เพราะมีพุทธบริษัทที่ยังโง่เขลา ใช้คำว่าเดียรถีย์แก่พระเยซู ในความหมายที่เป็นคำสบประมาทอยู่บ่อย ๆ.
น.499 ๑๓๔ สำหรับ การที่พระศาสดาไม่ได้รับความนับถือ ในถิ่นของตน นั้น ข้อนี้ดูจะเป็นของธรรมดาทั่วไป. ใน พุทธศาสนาก็ปรากฏว่า พระญาติวงศ์ของพระพุทธองค์ ก็ แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อพระองค์ ไม่ยอมรับนับถือ เต็มที่เหมือนในถิ่นอื่นทั่วไป แม้ในตอนหลังก็ยังมีญาติบาง หมู่ที่ไม่ยอมรับนับถือพระองค์เลย. สำหรับ ความที่เป็นพระศาสดาสมบูรณ์ นั้น เรา ทราบได้จากคำของพระเยซูเองในมัดธาย ๒๘/๑๘ ว่า " อำนาจ ครอบครอง (authority) ในแผ่นดินสวรรค์ก็ดี ในโลกนี้ก็ดี เราได้มอบแล้วทั้งหมด ". นี้หมายความตามทัศนะของพุทธ บริษัทก็คือ ชัยชนะที่พระองค์ได้รับ หรือประสบความ สำเร็จในหน้าที่การงานของพระองค์ และส่วนตัวพระองค์เอง ด้วย. ส่วนตัวพระองค์ก็คือไม่ได้ตกจมอยู่ในโลก. หรือ วิสัยโลก, ส่วนผู้อื่นก็คือทรงกระทำให้เขากลับใจ โดยทรง เอาชีวิตของพระองค์เป็นเดิมพัน. ข้อนี้หมายความว่า ทรง ชนะกิเลสที่เป็นเหตุให้ถูกผูกพันอย่างเด็ดขาด, มีความหมาย ทำนองคล้าย ๆ กันกับพุทธศาสนา แม้จะมีคำกล่าวที่ต่างกัน จนทำให้เห็นว่าตรงกันข้าม. พระพุทธองค์ตรัสว่า "ภิกษุ
น.500 ๑๓๕ ทั้งหลาย บัดนี้เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของ ทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์, แม้เธอทั้งหลาย ก็พ้นแล้วจาก บ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์" - (มหา.วิ.) ทั้งหมดนี้ ก็เล็งถึงชัยชนะ เหนือสิ่งทั้งปวง อย่างเดียวกันนั่นเอง, ทำให้เรากล่าวได้ในแง่ที่สำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่เป็นศาสดาคือ "ศาสดาแห่งชัยชนะ" เหมือน กันทุกองค์. พุทธบริษัทยอมรับพระเยซูคริสต์ ได้ในฐานะ เป็นผู้ชนะอีกเหมือนกัน. สำหรับ วิธีการแห่งการสั่งสอนเพื่อประกาศพระ ศาสนา นั้น น่าประหลาดใจที่ว่า พระเยซูคริสต์มีวิธีการ เช่นเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในบรรดาศาสนาในประเทศอินเดีย ทั้ง ที่ระยะเวลาห่างกันตั้งห้าศตวรรษ และคนละท้องที่. ข้อนั้น คือ การสอนโดยใช้อุปมาอันลึกซึ้ง. ธรรมเทศนาบน ภูเขาของพระเยซูที่มีสำนวนอย่าง ต๋าว เต๊ กิง ของเล่าจื้อก็ดี, ธรรมเทศนาที่เปรียบด้วยการหว่านพืช (มัดธาย ๑๓/๓-๙) ก็ดี มีลักษณะเหมือนที่พระพุทธองค์ทรงใช้อยู่ทุกประการ คำตรัสของพระเยซูที่คนธรรมดาฟังแล้วตกใจ เช่นว่า คนเศร้า คือคนมีความสุข, คนหิวคือคนอิ่ม, คนถูกเบียดเบียนคือคน
น.501 ๑๓๖ ได้รับการประศาสน์พร ดังนี้เป็นต้น ซึ่งปรากฏอยู่ในมัธาย ๕/๔-๖-๑๐ นั้น พระพุทธองค์ก็มีการใช้วิธีการที่ตรัสคำ อันน่าตกใจทำนองเดียวกันนั้นว่า "จงฆ่าบิดามารดาเสีย," "จงเป็นคนอกตัญญู" - (ธ.ขุ.) ดังนี้เป็นต้น. คำเหล่านี้ มีคำอธิบายพิเศษโดยเฉพาะ และเป็นคำอุปมาในภาษาธรรม เหมือนกัน. สำหรับคำสอนที่เป็น หลักสำคัญของคริสตธรรม คือเมตตา นั้น ในเมื่อพระเยซูตรัสสอนว่า "ถ้าเขาตบแก้มขวา ของท่าน ก็จงให้เขาตบแก้มซ้ายด้วย, ถ้าเขาฟ้องศาลเพื่อจะ ปรับเอาเสื้อของท่าน ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขา เสียด้วย" - (มัดฉาย ๕/ ๓๙-๔๐) ซึ่งนับว่าเป็นความอดกลั้นและ เมตตาอย่างสูงสุด. ส่วนพระพุทธองค์ตรัสในกรณีนี้ว่า "ถ้าโจรจับเธอมัด แล้วเอาเลื่อยเลื่อยจากหนังถึงเนื้อ จาก เนื้อถึงกระดูก จากกระดูกถึงเยื่อในกระดูก ภิกษุใดมี ความรู้สึกขัดแค้นต่อโจรนั้น ภิกษุนั้นมิใช่คนของเรา" - (กกจูปมสูตร ม.ม.) ดังนี้, ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบกันดู ว่ามีความแตกต่าง หนักเบา มากน้อย กว่ากันอย่างไร. อย่างไร ก็ตาม เราอาจกล่าวได้ โดยไม่กลัวผิดว่า ทั้งสองศาสนาเป็น
น.502 ๑๓๗ ศาสนาแห่งความเมตตา, เสียแต่ว่า ศาสนิกแห่งศาสนาที่มี ความเจริญแล้วแห่งสมัยนี้ ได้ย้อนกลับไปหาลัทธิ "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" กันเสีย โลกจึงระอุด้วยสงคราม อย่างเป็นวิกฤตกาล ถาวรอยู่ในทุกวันนี้. คำสอนของศาสนาในข้อนี้ ดูจะ เป็นหมันมากกว่าข้ออื่น เท่าที่เกี่ยวกับมนุษย์เราทั่วโลก ปัจจุบัน. วิธีการให้บรรพชา หรือการบวช นับว่าเป็นสิ่ง ที่น่าขันอย่างยิ่ง ในเมื่อได้ทราบว่า ทั้งพระเยซูคริสต์ และ พระพุทธองค์ได้ทรงใช้วิธีเดียวกัน คือ วิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา นั่นเอง. เมื่อพระเยซูตรัสกับซีโมนว่า "จงตามเรามา" - (มารโก ๑/ ๑๗) หรือที่ตรัสกับเลวีอย่างเดียวกัน ในมารโก ๒/๑๔ เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่า การบวชเป็นสาวกของ พระองค์ สมบูรณ์แล้ว. พระพุทธองค์ก็ได้ให้การอุปสมบท แก่กุลบุตรด้วยพระองค์เอง ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เพียงเท่านั้น เหมือนกัน คือว่า "จงมา เพื่อประพฤติการทำที่สุดแห่ง ทุกข์" พิธีอุปสมบทอันยืดยาว เหมือนที่ทำกันอยู่ในตอนหลัง นั้น พระพุทธองค์ไม่ได้เคยทรงใช้เลย. เรื่องนี้แม้ค่อนข้าง
น.503 ๑๓๘ จะเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด แต่ก็น่าขันมากที่ไปตรงกันอย่างไม่น่า เชื่อว่าเป็นเพียงการบังเอิญ หรือ co incident ไปได้เลย. ทีนี้อยากจะกล่าวถึงเรื่องที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์. เรื่องปาฏิหาริย์ นี้ นับว่าเป็นปัญหายุ่งยากที่สุด เกี่ยวกับศาสนา. พวกที่มีความขลาดและยังไม่เข้าถึงธรรมนั้น สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์มีความจำเป็นมากสำหรับเขา, มิฉะนั้น แล้วเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเอาเสียทีเดียว. "ปาฏิหาริย์" มีความหมายแต่เพียงว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์จนครอบงำใจคนให้ คล้อยตาม, แต่มิได้หมายความแต่เพียงการกระทำฤทธิ์เดชที่ น่ากลัว หรือประหลาดจนอธิบายไม่ได้นั้น หากแต่หมายถึง วิธีการธรรมดา ๆ เช่น การพูดจาสั่งสอน จนคนยอมกลับ ใจ อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย. พระพุทธองค์ทรงใช้ และ แนะให้ใช้แต่ปาฏิหาริย์อย่างนี้, และทรงติเตียนและห้าม ปาฏิหาริย์การกระทำฤทธิ์เดชอย่างที่เขาทำกัน และทรงอธิบาย ว่า ปาฏิหาริย์แบบนั้น พวกมายาวีทั่วไปก็ทำได้ เดี๋ยวคนจะ หาว่าพระองค์ก็เป็นพวกมายาวีพวกหนึ่ง ดังที่พระเยซูถูก กล่าวหาว่าขับผีได้ ก็เพราะเป็นนายแห่งพวกผี หาใช่เพราะ เป็นบุตรพระเจ้าไม่.
น.504 ๑๓๙ อิทธิปาฏิหาริย์ ชนิดที่กล่าวว่า ทำคนตาบอดให้ หาย คนหูหนวกได้ยิน คนใบ้พูดได้ คนง่อยเดินได้ ลูกแกะ เล่นกะเสือหรือราชสีห์ได้เป็นต้น นั้น ในหนังสือชั้นหลัง เช่นนิทานกถาแห่งอรรถกถาชาดก กล่าวว่าได้ปรากฏขึ้นเอง ในโลกนี้ ในขณะที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัม- โพธิญาณ. แต่แม้กระนั้น พุทธบริษัททั่วไปก็ยังถือว่าเป็น ปาฏิหาริย์ที่ต้องแปลความหมายจากภาษาคนเป็นภาษาธรรม อีกนั่นเอง เช่น คนตาบอดแลเห็นได้ นั้น ความหมายว่า มนุษย์ตาบอดเพราะมีอวิชชา, พอพระพุทธองค์ตรัสรู้ขึ้นใน โลกนี้ ก็หมายความว่ามนุษย์อย่างน้อยคนหนึ่ง คือพระองค์ เอง ทำลายอวิชชาเสียได้ กลายจากตาบอดเป็นตาดี, แล้ว พระองค์ ได้ทรงสั่งสอนให้คนอีกเป็นอันมาก หายจากตาบอด ด้วยอำนาจอวิชชานั้น จนกล่าวได้ว่า ทำโลกนี้ให้หายจากตา บอด คือมองเห็นทางรอด หรือความดับทุกข์นั่นเอง. ที่ ว่า คนหูหนวกหายจากหูหนวก นั้น หมายความว่าก่อน หน้านี้ เขาฟังอะไรไม่รู้เรื่องอันเกี่ยวกับความดับทุกข์หรือ นิพพาน พอพระองค์ตรัสรู้ขึ้นมา สามารถ สั่งสอนให้เข้า ใจได้ นั่นเอง. คนง่อยเดินได้ หมายความว่ามนุษย์ตาม
น.505 ๑๔๐ ธรรมดาเดินข้ามจากความทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ไม่ได้ เดี๋ยว นี้เขา เดินได้เพราะการนำของพระองค์. คนใบ้พูดได้ หมายความว่ามนุษย์พูดเรื่องความทุกข์หรือนิพพานไม่เป็น เดี๋ยวนี้พูดเป็น. ลูกแกะ ลูกเนื้อ เล่นกับเสือหรือราชสีห์ ได้นั้นหมายความว่า ธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น ทำให้เกิด เมตตากรุณากัน จนกระทั่งคนแข็งแรงไม่เบียดเบียนคนอ่อน แอ ดังนี้เป็นต้น. คำพูดเหล่านั้น ต้องแปลความหมายเป็น ภาษาธรรมเสียก่อน สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์จึงจะเป็นปาฏิหาริย์ คือน่าอัศจรรย์สูงสุดจริง ๆ. ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูเถิด ว่าการรักษาคนตาบอดให้หายสักคนหนึ่งกับ การทำคนที่มี อวิชชาให้หมดอวิชชา นั้น อันไหนเป็นปาฏิหาริย์กว่ากัน ? อันไหนน่าอัศจรรย์กว่ากัน ? อันไหนทำยากกว่ากัน ? เพราะ เหตุอันนี้เอง ในพุทธศาสนาจึงนิยม อนุสาสนียปาฏิหาริย์ คือ การทำคนให้เข้าถึงอมตธรรม ว่าเป็น ปาฏิหาริย์ที่แท้ จริง ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ใด ๆ. แม้ว่าเราจะสามารถทำคน ตายให้กลับเป็นขึ้นมาได้ แต่ถ้าเขายังโง่เท่าเดิม ยังเป็นทุกข์ เท่าเดิม แล้วการกระทำนั้นจะมีประโยชน์อะไร. ดังนั้น ปาฏิหาริย์ชนิดที่ว่า ทำคนตายให้กลายเป็นคนเป็นขึ้นมานั้น
น.506 ๑๔๑ มีความหมายอันแท้จริงคือ ทำคนที่ตายเพราะกินผลไม้ต้นที่ อาดามกินเข้าไป ให้กลับเป็น คือให้เข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ นั่นเอง , ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คำกล่าวในไบเบิลที่ว่าพระเยซูคริสต์ ทำคนที่ตายให้เป็นได้นั้น ควรจะมีความหมายอย่างนี้, หาก แต่การกระทำเช่นนี้ มีค่าหรือหมายลึกเกินไป พวกฟาริซาย หรือข้าศึกของพระองค์ ไม่อาจจะเข้าใจได้ จึงไม่เชื่อพระองค์ และทำการกำจัดพระองค์เสีย. ปาฏิหาริย์ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่ กล่าวได้ว่าเป็นหมันต่อพวกฟาริซาย พระองค์จึงไม่ทรง ประสงค์จะแสดงปาฏิหาริย์แก่คนพวกนี้อีก เพราะทำให้เขาไม่ เชื่อพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก ๗) เท่า ดังคำตรัสของพระองค์ว่า " เมื่อผีถูกขับออกมาจากคนคนนั้นแล้ว มันก็เที่ยวไป ตามที่ แห้งแล้งต่าง ๆ เพื่อหาที่พักอาศัยแต่ก็ไม่ได้, ดังนั้นมันจึงพูด ว่ากลับไปที่เรือนของคนที่เราเพิ่งออกมา, เมื่อไปถึงเรือนนั้น มันได้พบว่า เรือนว่างสะอาดเป็นระเบียบดี มันจึงไปพาผีอื่น ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่ามันมาอีกเจ็ดผี แล้วเข้าสิงอยู่ในเรือนนั้น. ดังนั้นสภาพของคนคนนั้นในตอนนี้ ก็กลับเลวร้ายลงไปยิ่งกว่า ตอนแรกเสียอีก " - (มัดธาย ๑๒/ ๔๓-๔๕). พระองค์
น.507 ๑๔๒ ทรงรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำปาฏิหาริย์กะคนที่ไม่เชื่อ พระองค์, มิหนำซ้ำจะกล่าวหาพระองค์ว่าขับผีออกได้เพราะ ฤทธิ์ของนายผี ดังที่กล่าวไว้ในมัดขาย ๑๒/๒๔ ยิ่งขึ้นไปอีก เท่านั้นเอง. จากข้อความในมัดธาย ๑๒/๔๑ และ ๑๖/๔ ทำให้ เราทราบได้ว่า บรรดาปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ของพระเยซู ทั้งหมด นั้น. ปาฏิหาริย์คือการที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว สามวันสามคืนก็กลับคืนชีพใหม่ นี้เป็นปาฏิหาริย์สูงสุดกว่า ปาฏิหาริย์ใด. แม้ปาฏิหาริย์ข้อนี้ ก็ยังต้องแปลความหมาย จากภาษาคนเช่นนั้น ไปสู่ภาษาธรรมอยู่นั่นเอง. ข้อนี้ หมายความว่าเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว "สามวัน สามคืน" ซึ่งอาจจะเล็งถึงกาลเวลาสมัยหนึ่ง ซึ่งจะเป็นสามปี หรือสามสิบปี หรือสามร้อยปีล่วงมา คำสั่งสอนของพระองค์ จะรุ่งเรืองขึ้นในโลกและครองโลก ซึ่งมีความหมายตรงกับ คำว่า ฟื้นคืนชีพขึ้นมา; เช่นเดียวกับ พุทธศาสนาเพิ่ง จะรุ่งเรืองเด่นขึ้นมา ก็ต่อเมื่อถึงศตวรรษที่สามหลังจาก ปรินิพพาน คือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงนับถือและ เผยแผ่พุทธศาสนานั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งควรจะนึกถึงข้อ
น.508 ๑๔๓ ความในหนังสือชั้นหลังที่กล่าวว่า ถึงเวลาหนึ่งพระอัฏฐิธาตุ ของพระพุทธองค์ที่มีอยู่ในโลก จะรวมตัวกันเข้าเป็นพระ- พุทธองค์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะทรงแสดงธรรม อันรุ่งเรืองยิ่งกว่าคราวที่แล้วมา แล้วจึงนิพพานโดยแท้จริง ข้อนี้ชวนให้คิดว่า ความคิดที่ว่าพระศาสดาซึ่งดับขันธ์แล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกนั้น เป็น คติที่มีต้นตอมาจากอิน- เดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ด้วยซ้ำไป และเป็นสิ่งที่ต้องตี ความหมายในภาษาธรรม เช่นเดียวกับ "นิทานโบราณของโลก เฮบราย" นั้นเหมือนกัน ; หรือว่าใครจะยืมของใครมา เป็น สิ่งที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป. สรุปความว่า สิ่งที่เรียก ปาฏิหาริย์นั้น ในศาสนาพุทธก็ตาม ในศาสนาคริสต์ก็ ตาม ที่มีข้อความอันกล่าวไว้อย่างภาษาคน สำหรับ เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ยังมีความรู้สึกอย่างเด็ก ๆ นั้น เป็น สิ่งที่ต้องตีความหมายออกเป็นภาษาธรรมเสมอไป. ขึ้น เชื่อตรงตามตัวอักษรแล้ว จะต้องโง่ลงไปอีกเจ็ดเท่าตัว ราวกะว่าผีเข้าสิงเพิ่มขึ้นอีกเจ็ดผีนั่นเอง. ทีนี้มาถึงเรื่อง สาวกทรยศ. เรื่องสาวกทรยศนี้ มีด้วยกันทั้งแก่พระเยซูคริสต์ และแก่พระพุทธองค์กล่าวคือ กล่าวคือ ยูดาสอิสคาริออต และพระเทวทัตต์นั่นเอง.
น.509 ๑๔๔ สิ่งที่แปลกประหลาด ก็คือ พระเยซูคริสต์ก็ทรง ทราบดีว่ายูดาสจะทำเช่นนั้น ดังที่เราทราบได้จาก โยฮัน ๗/ ๖๔ -๗๐ พระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีว่า พระเทวทัตต์จะต้อง ทำเช่นนั้น ดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถาชาดกมากมายหลายสิบ แห่ง. แต่แล้วทำไมพระศาสดาทั้งสอง จึงยอมรับคนสองคน นี้เข้ามาเป็นสาวกของพระองค์ ? สำหรับยูคาสนั้น ปรากฏว่า พระเยซูทรงเลือกเขาเองด้วยซ้ำไป, ทำไมจึงทรงทำอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอธิบายกันตามแบบภาษาธรรมอีกนั่นเอง. คำตอบอาจจะรวม ๆ กันไปได้ว่า เป็นเพราะเป็น ความ ประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพื่อให้สิ่งที่เรียก ว่า "การไถ่มนุษย์จากบาป" (redemption) เป็นไปได้สำเร็จ ตามความประสงค์ของพระเจ้า, หรือเป็น การกรุณาแก่คน ชั่วอย่างสูงสุดทั้งที่รู้อยู่, ดังนี้เป็นต้น. แต่สำหรับพระ พุทธองค์นั้น อาจจะทรงถือว่าเป็น เรื่องที่ต้องเป็นไปตาม กรรมของพระเทวทัตต์เอง, หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็น เรื่องธรรมดา ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษสำหรับ ผู้หลุดพ้นแล้วจากอุปาทาน จึงทรงปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป ตามกฎของมันเอง. ไม่มีการทรยศ ไม่มีการไม่ทรยศ สำหรับ
น.510 ๑๔๕ พระองค์, หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีความหมายสำหรับพระองค์ ผู้ไม่ประสงค์อะไรจากใคร, ไม่มีการได้การเสีย, การอยู่หรือ การตาย อีกต่อไป. ถ้าจะมองกันในแง่ของการไถ่บาป ก็ พอจะมองเห็นได้บ้างว่า การรับคนที่โลกเรียกว่าคนทรยศเข้า มาเพื่อเบียดเบียนพระองค์เองนั้น เป็น สิ่งหนึ่งที่ทำให้คน ทั้งปวงเกิดความสนใจในธรรมของพระองค์เป็นพิเศษ และบูชาการเสียสละของพระองค์, เป็นผลดีแก่คนเหล่านั้น ในการที่จะเข้าถึงธรรมด้วยเหมือนกัน. และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ จะต้องเป็นที่ยอมรับกันว่า การทรยศของสาวกคน นั้น เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งพระศาสดาทุกๆ พระองค์จะต้อง เผชิญ หาใช่เฉพาะแต่พระเยซูคริสต์และพระพุทธองค์แต่ เพียงสองพระองค์ไม่. ปัญหาเหลืออยู่แต่เพียงว่า ผลแห่ง การทรยศนั้น จะแตกต่างมากน้อยกว่ากันอย่างไรเท่านั้น และ ย่อมจะขึ้นอยู่กับมติของมหาชนที่นั่นส่วนหนึ่งด้วย. ค. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นบุตรพระเจ้า. ผู้ ที่ไม่ยอมเชื่อหรือนับถือพระเยซูคริสต์ ย่อมสบประมาทพระ- องค์ว่าเป็นบุตรที่ไม่มีบิดา. แต่ในมัดธาย์ ๑/๒๐ มีข้อ ความกล่าวว่า "เมื่อโยเสฟ กำลังไตร่ตรองอยู่นั้น ทูตของ
น.511 ๑๔๖ พระเจ้าได้ปรากฏแก่เขาในความฝัน และบอกเขาว่า โยเสฟ ผู้บุตรแห่งดาวิด, ท่านอย่ากลัวในการที่จะรับมาเรียภรรยาท่าน, เพราะว่าบุตรที่ปฏิสนธิในครรภ์ของมาเรียแล้วนั้น เป็นบุตร แห่งวิญญาณบริสุทธิ์. มาเรียจะคลอดบุตรเป็นขาย และ ท่านจงขนานนามนั้นว่า เยซูสเพราะว่าท่านจะช่วยคนทั้งปวง ให้พ้นจากบาปของเขา." ข้อนี้หมายความว่า พระเยซูคริสต์ เป็นบุตรของพระเจ้า, ในเมื่อกล่าวอย่างภาษาคน, สำหรับพระพุทธองค์ก็มีเรื่องราวที่แสดงว่าเป็นบุตรพระเจ้า ในทำนองนี้ ปรากฏอยู่ในหินสลักพุทธประวัติยุค พ.ศ. ๔๐๐ เศษ เช่นหินสลักภารหุตเป็นต้น ที่กล่าวว่า มีช้างเผือกลง มาจากสวรรค์วนรอบพระกายพระนางมหามายาสามรอบแล้ว เข้าไปในอุทร และตั้งปฏิสนธิพระสิทธัตถกุมารในเวลานั้น อันเป็นเวลาที่พระมารดากำลังอยู่ในอุโบสถศีลไม่ข้องแวะด้วย ผู้ชายและบรรทมหลับทรงพระสุบิน. ข้อความนี้มาปรากฏ อยู่ในหนังสือรุ่นต่อมา เช่นคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์เป็นต้น มี ข้อความตรงกัน. นี่แสดงให้เห็นว่า คติที่ว่าพระศาสดาที่ สำคัญ ๆ จะต้องเป็นบุตรพระเจ้า, ไม่ใช่บุตรมนุษย์นั้น, มีในอินเดียแล้วตั้งแต่ก่อนการกำเนิดของพระคริสต์ตั้ง
น.512 ๑๔๗ ๑-๒ ศตวรรษ, ดังนั้นการที่พระเยซูคริสต์จะถือกำเนิดจาก พระเจ้าอีกองค์หนึ่งนั้น ย่อมไม่เป็นของแปลกสำหรับพุทธ- บริษัท และทั้งยังจะถือว่าคติหรือลัทธิเช่นนี้มีแล้วในอินเดีย ในฐานะเป็นต้นตอด้วยซ้ำไป. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่าเราจะ ถือเอาตามตัวหนังสือเช่นนั้น, หรือว่าเราจะต้องตีความใน ภาษาธรรมกันเสียก่อนว่าอย่างไรเท่านั้นเอง. นี่เรียกว่า ความเป็นบุตรพระเจ้าอย่างภาษาคน. สำหรับ ความเป็นบุตรพระเจ้าในภาษาธรรม ซึ่ง ตีความหมายออกไปจากภาษาคนนั้นมีได้หลายอย่าง เช่นว่า พระเยซูคริสต์เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ที่แยกออกมา เป็นคราว ๆ เพื่อช่วยสั่งสอนโลกเช่นเดียวกับศาสดาพยากรณ์ องค์อื่น ๆ ตามยุคตามสมัยไป. สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" นั้น ไม่ใช่รูปธรรมนามธรรม ไม่มีเนื้อตัว ไม่มีปากหรือเสียงจะพูด อย่างที่เราพูดกัน, แต่สามารถบันดาลให้เกิดมีเนื้อมีตัว มีปาก มีเสียงที่จะพูด โดยทางบุคคลที่ถือกันว่าเป็นบุตรของพระองค์ เพราะเขาพูดสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จะให้พูด. คติมหา- ยานในฝ่ายพระพุทธศาสนา บัญญัติขึ้นไว้ว่า มี พระพุทธ- เจ้าชั้น "อาทิพุทธ" อยู่องค์หนึ่ง มีลักษณะเป็นอนันตกาล
น.513 ๑๔๘ หรืออนันตชีพทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้สำหรับพระเจ้า. จาก พระพุทธเจ้าองค์นี้ มีพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นมนุษย์ใน ประวัติศาสตร์ เช่นพระโคตมพุทธ หรือพระเยซูเป็นต้น แยกตัวออกมาเป็นยุคเป็นคราว แล้วแต่เหตุการณ์จะเป็นไป. นี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่อง ทำนองเดียว กันแท้. ถ้าท่านทั้งหลาย ยอมรับว่า พระเจ้านั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งคลอดออกมาจาก ธรรม รวมทั้งผู้ที่จะเป็นพระศาสดาด้วย. ผิดกันอยู่ก็แต่ว่า ส่วนมากนั้นไม่พูด หรือไม่แสดงสิ่งที่ "ธรรม" ต้องการให้ แสดงในฐานะเป็นสิ่งดับทุกข์, แต่กลับไปแสดงสิ่งที่เป็นทุกข์ หรือเป็นบาปกันเสียหมด จึงไม่ได้นามว่าบุตรพระเจ้า. จะ เป็นบุตรพระเจ้าได้ ก็เฉพาะแต่ผู้ที่สามารถแสดงสิ่งที่ทำมนุษย์ ให้เข้าถึง "ธรรม" นั้นเท่านั้นเอง. บุตรพระเจ้า ในภาษาคนก็ดี ในภาษาธรรมก็ดี, เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในหมู่พุทธบริษัท โดยไม่มีข้อรังเกียจแต่ ประการใด. (ง) พระเยซูคริสต์ในฐานะที่เป็นพระเจ้าเสีย เอง. มีข้อความในไบเบิล ส่วน New Testament นั่นเอง
น.514 ๑๔๙ ที่แสดงร่องรอยให้เห็นว่า พระเยซูก็มีทูตสวรรค์ และมี แผ่นดินสวรรค์. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า คำว่าพระเยซูในกรณี เช่นนี้ เล็งถึงพระเจ้าโดยตรง, เพราะว่าเราอาจจะกล่าว ได้ว่า ในองค์พระเยซูนั้น มีสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า, เราอาจ จะไล่ขึ้นไปตามลำดับโดยภาษาคนว่า ในร่างกายของพระเยซู มีวิญญาณที่มาจากพระเจ้า, ในวิญญาณนั้นมีคุณสมบัติแสดง ลักษณะ หรือ qualification faculty ของพระเจ้าอยู่ โดยแน่นอน ดังนั้นเมื่อเราจะระบุหรือชี้องค์พระเจ้า เราจะชี้ที่ร่างกาย หรือที่วิญญาณ หรือที่ "สิ่ง" ซึ่งมีอยู่ในวิญญาณนั้น หรือ เป็นคุณสมบัติของวิญญาณนั้นกันดีเล่า ? พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่ เห็นเรา แม้ว่าเขาจะจับมุมจีวรของเราถืออยู่" -(อิติ. ขุ. ๒๔/๓๐๐). ข้อนี้หมายความว่า ผู้ที่เห็นพระองค์นั้น คือผู้ที่ เห็นธรรมอันมีอยู่ในใจของพระองค์, มิใช่เห็นที่ร่างกาย หรือ ใจของพระองค์, แต่เห็นที่ สิ่ง ที่มีอยู่ในใจ, สิ่งที่มีอยู่ในใจ นั่นเอง คือ "ธรรม" หรือพระเจ้า. ดังนั้น สิ่งนั้นจะเป็น บุตรของพระเจ้า หรืออะไรของพระเจ้าไม่ได้อีกแล้ว นอกจาก จะเป็นพระเจ้าเสียเอง. พุทธะก็คือ "ธรรม" ; "ธรรม"
น.515 ๑๕๐ ก็คือพระเจ้า. ดังนั้นพระเยซูคริสต์ ในกรณีที่เล็งถึงสิ่งที่มี อยู่ในวิญญาณของท่าน ก็คือพระเจ้าเสียเองนั่นเอง. ร่างกาย และวิญญาณ เป็นเพียงเปลือกที่รอง ๆ ออกไป. นี่คือ พระเยซูคริสต์ในฐานะที่เป็นพระเจ้าเสียเอง ในเมื่อกล่าวอย่าง ภาษาธรรม. บัดนี้ เรา หาพบพระเยซูคริสต์ได้ครบแล้วทั้ง ๔ สถาน คือ พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นบุตรดาวิด ๑, พระเยซู คริสต์ในฐานะที่เป็นศาสดาในประวัติศาสตร์ ๑, พระเยซู คริสต์ในฐานะที่เป็นบุตรพระเจ้า ๑, และพระเยซูคริสต์ใน ฐานะที่เป็นพระเจ้าเสียเอง ๑, และเราสามารถรู้จักพระพุทธ- องค์ได้ในลักษณะ ๔ สถานนี้เช่นเดียวกัน. ๖. พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระจิต หรือวิญญาณ. เมื่อจะกล่าวกันถึง พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระจิต หรือวิญญาณแล้ว ข้าพเจ้าอยากจะขอร้องให้ทุกคนระลึกถึง ข้อความใน โยฮัน ๑/๑-๕ กันอีกครั้งหนึ่ง. ข้อความ นั้นมีว่า “พระคำมีอยู่แล้วตั้งแต่เดิมที, และพระคำนั้นได้อยู่
น.516 ๑๕๑ กับพระเจ้า, และพระคำนั้นเป็นพระเจ้า. พระองค์ (คือ พระคำ) ได้อยู่กับพระเจ้าตั้งแต่เดิมที ; สิ่งทั้งปวงได้ถูก สร้างขึ้นจากพระองค์ (พระคำ). ไม่มีอะไรที่สร้างขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้โดยปราศจากพระองค์ (พระคำ). ใน พระองค์ (พระคำ) มีชีวิต, และชีวิตนั้นเป็นแสงสว่างของ มนุษย์. แสงสว่างนั้นส่องลงในความมืด และความมืดนั้น มิได้ครอบงำแสงสว่างนั้น ," ดังนี้. สิ่งที่เรียกพระคำ (The Word) หรือพระวจนะ นี้คืออะไรกันแน่. ข้าพเจ้าเข้าใจ ว่าพระคำนั้นเอง คือสิ่งที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Spirit ที่มา แปลกันเป็นภาษาไทยว่า จิตหรือวิญญาณ, ซึ่งเป็นคำแปลที่ ทำให้คนไทยเข้าใจผิดต่อสิ่งนั้น เป็นอย่างยิ่ง, เมื่อเข้าใจผิด ต่อคำว่า spirit แล้ว ก็ย่อมเข้าใจคำว่าพระเจ้าในฐานะที่เป็น พระจิต หรือพระวิญญาณ ผิดไปอีกต่อหนึ่ง, คือทำให้มี ความหมายไปในทำนองที่เป็น consciousness หรือ soul ไปเสีย. สิ่งที่เรียกว่า พระคำ นั้นบ่งถึงชีวิต (life) และแสงสว่าง (light) อย่างชัดเจนอยู่ในข้อความแห่งโยฮันนั้น สิ่งที่เรียกว่า spirit นั้น มีความหมายของคำว่า life และคำว่า light อยู่อย่าง เต็มที่, ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าจิตหรือวิญญาณในภาษาไทย
น.517 ๑๕๒ ถ้าจะใช้คำว่าจิต หรือวิญญาณ ก็ตามก็ต้องให้ความหมายแก่คำ คำนี้เสียใหม่ ซึ่งมิใช่ความหมายที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทยตาม ธรรมดา หรือแม้แต่ในภาษาบาลีซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำ สองคำนี้ในภาษาไทย. สำหรับ คำว่า The Word หรือพระคำ นั้น เห็น ได้ชัดว่าเล็งถึง ธรรมในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ หรือที่เรียกกันในพุทธศาสนาว่า "สัจจธรรม" นั่นเอง. สิ่งนี้ มีมาแล้วแต่เดิมที่, สิ่งนี้อยู่กับพระเจ้ามาแต่เดิมที, สิ่งนี้เป็น อันเดียวกับพระเจ้า, สิ่งนี้เป็นชีวิตและเป็นแสงสว่างของมนุษย์. ดังนั้นจึงเป็น spirit หรือใจกลางของทุกสิ่ง. สิ่งที่เป็นใจ กลางของทุกสิ่งนั้น ในพุทธศาสนาเรียกว่า "ธรรม" ไม่มี คำอื่นที่ดีไปกว่าคำคำนี้. ดังนั้นเมื่อกล่าวกัน ตามภาษา ธรรมดาแล้ว สิ่งที่เรียกว่า spirit นั้นก็คือ ธรรม ในพุทธ- ศาสนานั้นเอง, มีความหมายเป็นได้ทั้งชีวิต และแสงสว่าง พร้อมกันไปในคราวเดียว. ผู้ที่เชี่ยวชาญทางศัพทศาสตร์ (etymologist) ควรจะสอบสวนรากคำของคำว่า spirit ซึ่งอยู่ใน รูปของภาษากรี๊ก หรือละติน ดูกันเสียใหม่ เพื่อจะได้แปล คำว่า spirit นั้นออกมาเป็นภาษาไทยโดยถูกต้อง ทั้งโดยคำ
น.518 ๑๕๓ และโดยความหมาย (คือทั้งโดยพยัญชนะและโดยอรรถ) เพราะเป็นคำที่สำคัญที่สุดคำหนึ่งในคริสตธรรมใน ฐานะที่เป็นพระเจ้า. ข้อนั้นจะเป็นการดี ใน การที่ชาวไทยจะได้เข้าใจคำว่าพระจิตหรือพระวิญญาณอย่างถูกต้อง ถึงกับยอมรับได้ว่าตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าได้จริง แล้วมีความสนิทสนมกับคริสตธรรมได้เต็มที่. สำหรับคำว่า holy ghost นั้น คนไทยฟังแล้วสะดุ้ง แต่แล้วก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุไร. เพื่อเป็นการเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไป เราอาจลองพิจารณาคำทั้งสามคำนี้พร้อม ๆ กัน โดยอาศัยคำว่า ตรีมูรติ หรือ trinity นั่นเอง. ๗. พระเจ้าในฐานะสิ่ง ๓ สิ่งรวมกัน (TRINITY). ถ้าจะอธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจถึง trinity ได้โดยง่ายหรือโดยเร็วแล้ว ควรใช้อุปมาในภาษาคน คือ : - พระบิดา บนสวรรค์ เท่ากับเจ้าของบ่อพลอยมีเพชรพลอยมาก. พระบุตร คือพระเยซู เท่ากับผู้เอาเพชรพลอยไปแจกทั่วโลก.
น.519 ๑๕๔ พระจิต หรือพระวิญญาณ เท่ากับเพชรพลอยนั่นเอง. สิ่งทั้งสามนี้เป็นสิ่งเดียวกัน โดยมีเพชรพลอยด้วยกัน ทำงานรวมกัน ไม่อาจจะแยกจากกันได้ เช่นเดียวกับ trinity ในพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธองค์ คือผู้ค้นพบบ่อพลอยอันมหาศาล. พระธรรม คือเพชรพลอยเหล่านั้น. พระสงฆ์ คือผู้นำเพชรพลอยไปแจกทั่วโลก. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบตรีมูรติของพุทธบริษัทกับตรีมูรติของคริสตศาสนิก ดูเองเถิดว่า อะไรคืออะไร และจะมีอะไรแตกต่างกันที่ตรงไหนหรือไม่แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คำว่า God the spirit ในที่นี้นั้นควรจะแปลคำว่า spirit นั้นออกมาเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี จึงจะตรงกับความหมายดั้งเดิมในภาษาเฮบราย, ภาษากรึ๊ก, และภาษาละติน ที่เขาใช้กันอยู่ในกาลก่อน. บางทีเราอาจได้คำแปลในภาษาไทย ที่ดีกว่าที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ก็ได้. ในที่สุด เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเอา trinity เป็นหลักแล้ว พุทธบริษัทกับคริสตศาสนิกชน ย่อมประสานงาน
น.520 ๑๕๕ กันในการทำสิ่งที่เป็นสันติสุขในโลก ให้แก่กันและกันได้เป็นอย่างดี อย่างที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน เป็นแน่ทีเดียว. สรุปความ แห่งปาฐกถาที่สองนี้ว่า ผู้อยากจะเข้าถึงพระเจ้า จะต้องพยายาม ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้นให้ครบทุกแง่ทุกมุม เพื่อทำพระเจ้าที่แท้จริงในภาษาธรรมให้เกิดขึ้นในใจของตน และมีชั่วโมงที่พระเจ้าอยู่กับตน นั้นให้มากขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งกลายเป็น ผู้อยู่กับพระเจ้าตลอดเวลา ไม่มีระยะว่างเว้น, แล้วก็จะมีผลเช่นเดียวกับพุทธบริษัทผู้เข้าถึงธรรมโดยแท้จริง มีแต่จิตใจที่ สะอาด - สว่าง - สงบอยู่ตลอดเวลา ฉันใดก็ฉันนั้น. พระเจ้าในความหมายทั่วไป คือสิ่งที่ทุกคน ต้องเชื่อ ต้องกลัว ต้องอ้อนวอน และต้องประจบด้วยการประพฤติตนให้ตรงตามที่พระองค์ประสงค์. พระเจ้าใน ภาษาธรรม ของพุทธบริษัทนั้น เป็นสิ่งที่ต้องแยกออกเป็นส่วน ๆ คือส่วนที่เป็นอวิชชาหรือตัณหาผู้สร้างสรรปรุงแต่งนั้น ต้องทำให้กลายเป็นวิชชา หยุดสร้างและปรุงแต่ง เพื่อเกิดเป็นความสงบขึ้นมาแทน. ส่วนที่เป็นกรรมหรือกฎแห่งกรรมนั้น ต้องสังเกตและกระทำไปจนถึงกรรมที่
น.521 ๑๕๖ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ก็จะ ลุถึงการหยุดเวียน ว่ายและเป็นความสงบไปอีกเช่นเดียวกัน. พระเจ้าในภาษาคน มีไว้สำหรับสอนคนที่ยังมีความรู้สึก อย่างเด็ก ๆ และกล่าวไว้ในรูปของนิยาย หรือ mythology เพื่อจำง่าย เชื่อง่าย, พระเจ้าในภาษาคนทุกเรื่องทุกราว สามารถแปลออกไปเป็นพระเจ้าในภาษาธรรมได้ทั้งสิ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำเช่นนั้น, มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ จะไม่ถึงพระเจ้าที่แท้จริงได้ แต่จะจมปลักอยู่ในความเชื่อที่ งมงายไปในที่สุด. พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระบุตร กล่าว คือพระเยซูคริสต์นั้น ในฐานะที่เป็นบุตรดาวิดก็ดี เป็น ศาสดาในประวัติศาสตร์ก็ดี เป็นบุตรพระเจ้าก็ดี หรือเป็น เพียงคุณธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่ในใจของท่านเองก็ดี ล้วน แต่ มีเรื่องราวที่อาจจะทำให้กลมกลืนกันกับความเป็นไปใน ประวัติของพระพุทธองค์ ได้อย่างน่าประหลาดใจ. พระเจ้า ในฐานะที่เป็นพระจิต ในคริสตธรรม ควรจะเล็งถึงสิ่งที่ เรียกว่า นิยยานิกธรรม ในพระพุทธศาสนา เป็นของขวัญ อันสูงสุดของสัตว์โลก อย่างกะเป็นเพชรพลอยทางวิญญาณ (spiritual gem) ที่น่ายินดีปรีดาอย่างยิ่ง. ส่วน พระเจ้าใน
น.522 ๑๕๗ ฐานะที่เป็นตรีมูรติ หรือ trinity นั้นเป็น ของกลางสำหรับ โลก และมีอยู่แล้วด้วยกันในทุก ๆ ศาสนา ที่ปรากฏแล้ว แก่มนุษย์ในโลกนี้ หรือโลกอื่น ๆ ถ้าหากจะมี. จบตอนที่สอง (อันว่าด้วยการสร้างโลก พระบิดา พระบุตร และพระจิต) ———————————
น.523 ปาฐกถาทอมป์สัน ชุดที่ ๕ ของ ภิกขุพุทธทาส อินฺทปญฺโญ ตอนที่ ๓ การไถ่บาป และ การประสบความสำเร็จ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย , ในการบรรยายครั้งที่สามนี้ จะได้พิจารณากันถึงสิ่ง ที่เรียกว่า การไถ่บาป และ ผลสำเร็จอันจะพึงได้รับในขั้น สุดท้าย, สองเรื่องด้วยกัน ๑. การไถ่บาป (redemption) สำหรับ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ นั้น พุทธ บริษัทมีความรู้สึกว่ามีความหมายตรงกันกับ "การบำเพ็ญ บารมีเพื่อการรื้อขนสัตว์ออกจากกองทุกข์" นั่นเอง. ก่อน ๑๕๘
น.524 ๑๕๙ แต่ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ จะต้องมีการบำเพ็ญ บารมี เพื่อเห็นแก่ผู้อื่นกระทั่งยอมเสียชีวิตของตนเอง เสีย สละบุตรภรรยาที่รักและเสียอวัยวะและอื่น ๆ มาแล้วอย่างมาก มาย จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังทำการ "รื้อขน" มนุษย์ออกจากกองทุกข์ ซึ่งเป็นเสมือนนรกในปัจจุบัน, ทำความร่มเย็นให้เกิดขึ้นในโลก แม้แก่สัตว์เดรัจฉานทั่วไป. อาการอย่างนี้ มีความหมายตรงที่เสียสละชีวิตหรือความสุข ส่วนตัว เพื่อช่วยผู้อื่นโดยตรง, จึงได้เรียกว่าเป็น "การไถ่" คือเอาการเสียสละของพระองค์ ไถ่สัตว์ออกมาเสียจากการผูก พันของกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นการผูกพันไม่มีอะไรเสมอเหมือน สัตว์ทั้งปวงมีอวิชชา เป็นเสมือนเจ้าหนี้ หรือพญามาร ยึด ตัวเอาไว้ ในเมื่อพูดอย่างภาษาคน. และเมื่อพูดอย่างภาษา ธรรม ก็คือ เขาจมอยู่ในความโง่ของเขาเองอย่างหลับหูหลับ ตา ไม่ยอมเชื่อฟังใครง่ายๆ จึงต้องมีผู้ยอมเสียสละ ถึงขนาด เสียสละชีวิต เพื่อทำให้เขาหายโง่ และเป็นอิสระจากความทุกข์ ชนิดที่ไม่รู้สึกตัวของเขาเอง. การยอมสละชีวิตของ "ผู้ไถ่" นั้น มีผลยืดยาวตลอดกาลนาน เพราะได้มอบมรดกแห่งคำ ชี้แจงสั่งสอนนั้นไว้ในโลก ตลอดเวลาเป็นศตวรรษ หรือ เป็นสิบ ๆ ศตวรรษทีเดียว.
น.525 ๑๖๐ ความหมายที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน ให้ ถูกต้องนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า "การไถ่" นั้นมีอยู่สองชั้น หรือ สองซ้อน ชั้นแรก เป็น การไถ่ของผู้อื่น, ชั้นที่สองเป็น การไถ่ของตัวเอง. พระพุทธองค์ทรงเสียสละทุกประการ เพื่อค้นให้พบวิธีฆ่ากิเลสหรือมารเสียก่อน แล้วจึงทรงเสียสละ สั่งสอนสัตว์ด้วยการฝ่าอันตรายอย่างยิ่ง จนชนะน้ำใจเขาได้, เมื่อผู้นั้นเข้าใจในคำสั่งสอนนั้นแล้ว ก็นำมาปฏิบัติเพื่อถอน ตนออกจากความโง่หรือกิเลสของตนจึงรอดได้. ตอนแรก เป็นการไถ่ของพระศาสดา ตอนหลังเป็นการไถ่ของตนเอง, มีอยู่เป็นสองตอนดังนี้. แต่เนื่องจากความสำคัญที่สุดนั้นอยู่ ในตอนสุดท้าย พุทธบริษัทจึงถือว่าไถ่ตนเองนั้นเป็นหลัก สำคัญ ถึงกับเรียกว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ซึ่งแปลว่า "ตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง" -(อัตตวรรค ธ.ขุ), และพระ พุทธองค์ก็ทรงรับรองเช่นนั้น โดยที่มีคำตรัสไว้ว่า "การเดิน ทางเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง, พระตถาคตทั้งหลาย เป็นแต่ผู้ชี้หนทาง" -(ธ.ขุ. ๒๕/๕๑). ถ้าปราศจากการ เดินของตนเองเสียแล้ว เราก็ถึง "แผ่นดินของพระเจ้า" ไม่ได้.
น.526 ๑๖๑ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับว่า ถ้าปราศจาก การชี้ทางของพระพุทธองค์เสียแล้ว การเดินทางก็ไม่มี แม้เผอิญจะมีใครบางคน คลำหาหนทางจนพบด้วยความ ลำบากของตนเองสักคนสองคน เขาก็จะไม่สามารถกลับมา รับใครได้ คือเขารู้แคบเกินไปเฉพาะตัวเขาเอง ไม่มีปัญญา ที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจในเรื่องอันแสนจะลึกซึ้งนี้ได้, ต้อง เป็นสติปัญญาของบุคคลในระดับพระพุทธเจ้า จึงจะสามารถ บอกให้เดิน และเดินตามตัวอย่างกันเป็นลำดับ ๆ มา ผู้ไถ่ บาปชั้นแรกจึงคือพระศาสดา และ ผู้ไถ่ที่เป็นตัวการแท้ จริง คือตัวผู้เดินทางนั่นเอง. ถ้ายอมรับหลักการอันนี้ เราจะมองเห็นได้ว่า การไถ่บาปนี้มีด้วยกันในทุก ๆ ศาสนา. เหมือนกันโดยใจความ ผิดกันก็เพียงคำอธิบายที่ปลีกย่อย. การไถ่บาป กับการล้างบาป นั้นไม่เหมือนกัน การล้างบาปก็เป็นไปในทำนองให้ผู้อื่นล้างให้ และเป็นเรื่อง ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมให้อธิบาย. ในฝ่ายฮินดู มีกล่าว ถึงเรื่องพระรามช่วยทำการล้างบาปให้นางอหัลยาเป็นต้น ไม่ มีความหมายเป็นการไถ่บาปในที่นี้ เว้นเสียแต่จะแปลความ หมายในภาษาคนทำนองนั้น ให้มาเป็นความหมายทางภาษา
น.527 ๑๖๒ ธรรมเสียก่อนเท่านั้น. ทางพุทธศาสนาไม่ยอมรับเรื่อง การล้างบาป ด้วยวิธีศักดิ์สิทธิ์ หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น. ยอมรับได้เฉพาะไถ่บาปในความหมาย ดังที่กล่าวมาแล้ว. สำหรับปัญหาที่ว่า การไถ่บาปชนิดไหนควรจัด เป็น "มหาไถ่" หรือ great redemption นั้น ทางพุทธบริษัท จะ ไม่ถือเอาสิ่งที่เสียสละออกไปเป็นประมาณ แต่จะถือเอา สิ่งที่ผู้ถูกไถ่จะได้รับ เป็นประมาณ. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าการไถ่นั้น ทำให้คนได้รับประโยชน์อันสูงสุด เช่นได้รับ นิพพาน หรือแผ่นดินพระเจ้าเป็นผลตอบแทนแล้ว ก็ถือว่า การไถ่นั้นเป็นการไถ่สูงสุด หรือ "มหาไถ่", ส่วนการที่จะต้อง เสียสละชีวิตหรือไม่นั้น ไม่เป็นของสำคัญ, ถ้าเสียสละชีวิต ไป แล้วมีผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็เสียชีวิตเปล่า ไม่เป็น การไถ่ที่สูงสุดไปได้. ดังนั้น การไถ่ที่สูงสุด ไม่จำเป็นที่ผู้ ไถ่จะต้องเสียชีวิตเลยก็ได้. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ได้รับสมญาว่า "พระมหาไถ่" (GREAT REDEEMER) นั้น เป็นเพราะพระ องค์ ได้ทรงพยายามให้เชื้อสายของอาดามที่กินผลไม้อัน ทำให้
น.528 ๑๖๓ ต้องตายทางวิญญาณเข้าไปจนเกิดมี "บาปดั้งเดิม” กันทุกคน นั้น ได้กินผลไม้แห่งชีวิต (tree of life) กันเสียใหม่ แล้ว พ้นจากบาปดั้งเดิมได้ กล่าวคือการปฏิบัติตามคำสอนของ พระองค์ จนเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้. อันนี้เป็นเหตุให้ พระองค์ทรงได้สมญาว่า "พระมหาไถ่" หาใช่เพราะการไถ่โดย เอาชีวิตเป็นเดิมพันไม่ เพราะ ชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเกิน ไปสำหรับบุคคลอย่างพระเยซู หรือพระพุทธเจ้า. แต่ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่ามีคริสตศาสนิกจำนวนมาก ที่ยึดถือ การเสียสละชีวิตกันอย่างเดียว ข้าพเจ้าจึงขอเสนอความคิด ของพุทธบริษัทเป็นเครื่องเทียบไว้ในที่นี้. ข้าพเจ้าอยากจะ กล่าวว่า พระเยซูคริสต์จะเสียชีวิต หรือไม่เสียชีวิตก็ตาม เป็น เรื่องธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับการไถ่ก็ได้, . เพราะว่า ถ้า พระองค์ไปทรงสั่งสอนเช่นนั้นในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะ ในสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์จะไม่ต้องเสียชีวิตเลย และ อาจทรงสั่งสอนได้สืบไปจนตลอดอายุขัยของพระองค์. การ ไถ่อย่างสูงสุดของพระองค์ อยู่ที่การทำให้ คนเข้า ถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ ในฐานะที่เป็นผลอันประเสริฐ (consumation) นั่นเอง. ถ้าหากพระองค์จะไปพูดกับคนโง่แล้ว
น.529 ๑๖๔ แม้จะทรงเสียชีวิตอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีความหมายอันใดเลย เพราะ ไม่มีใครเข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ แม้แต่สักคนเดียว. ความหมายของ redemption อันแท้จริง นั้น คือ การทำให้มีการเกิดใหม่ ดังที่กล่าวถึงในโยฮัน ๓/๓ นั่น เอง และเป็นสิ่งที่พระเยซูทรงต้องประสงค์อย่างยิ่ง. พระ- พุทธองค์ทรงผ่าดาบขององคุลิมาลเข้าไปทำให้เขาได้เกิดใหม่ที่ ตรงนั้นเอง. นี้เป็นตัวอย่างของการไถ่ส่วนบุคคลที่เป็นชั้น สูงสุดในพุทธศาสนา. กา ดังนั้นเราสรุปความได้อย่างสั้น ๆ ที่สุดว่า การไถ่บาปคือ การทำให้คนเกิดใหม่ทางวิญญาณ ในปัจจุบันชาตินี้เอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องมีสิ่งที่เรา เรียกกันในที่นี้ว่า "การไถ่" เป็นงานสำคัญด้วยกันทุกศาสนา, มิฉะนั้นแล้วก็จะสูญเสียความ หมาย ของความเป็นศาสนา เอาทีเดียว. ถ้าเขยิบออกไปอีกหน่อย เราอาจจะกล่าวได้ว่า การ ไถ่บาปนั้นเป็นงานของเมตตา. คนจะต้องมีเมตตาใน ขั้นสูงสุด จึงจะทำการไถ่ได้. แม้จะถือว่ารับใช้พระเจ้ามา ทำการไถ่ก็ยังกล่าวได้อีกว่า มาจากพระเจ้าแห่งเมตตา หรือ เมตตาในฐานะที่เป็นคุณสมบัติของพระเจ้า. พระเจ้าทรง
น.530 ๑๖๕ เสียสละคนของท่าน ให้ทำการไถ่มนุษย์จากความบาป ก็ด้วยเมตตาของพระองค์, นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน. เมื่อคนเราตามปกติ ก็มีเมตตาต่อตัวเองแล้ว ก็อาจที่จะทำ การไถ่ตัวเอง ได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน, และในที่สุด ก็สามารถรับเอาวิธีการไถ่ของพระศาสดานั่นเอง มาทำการไถ่ตน คือการปฏิบัติตามคำสั่งจนถึงที่สุด และทำให้การไถ่ของพระเจ้าสำเร็จเป็นความหมายอันแท้จริงขึ้นมา เพราะเหตุนั้น. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงถือว่า การไถ่บาปของมนุษย์นั้น เป็นหน้าที่ของศาสนาทุกศาสนา และพร้อมกันนั้นก็ตกเป็น หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องทำการไถ่ตัวเอง และสามารถกระทำไปได้แม้ด้วยอำนาจแห่ง สัญชาตญาณ หรือ instinct, เพราะว่า สัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง ต้องการความรอดอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น, ผิดกันแต่ความอยู่รอดในทางศาสนานั้นหมายถึงความอยู่รอดในระดับสูงสุดเท่านั้น แม้กระนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้สึกของสัญชาตญาณเป็นรากฐาน จึงจะเป็นไปได้โดยง่ายดาย. สำหรับผู้ที่ไม่มีศาสนา หรือไม่มีความรู้ในทางศาสนา แต่มีสติปัญญาตามปกติสามัญชน ก็ย่อมนึกถึงความ
น.531 ๑๖๖ รอดของตัวอยู่ไม่แบบใดก็แบบหนึ่งเสมอไป, แต่ใจความอาจจะตรงกันในข้อที่อยากจะรอดจากทุกข์ทรมาน ที่กำลังทรมานจิตใจของเขาอยู่. พอเขาคิดจะหาทางชนะมันเท่านั้นก็เรียกได้ว่า เขามีศาสนาแล้วโดยไม่รู้สึกตัว และสิ่งที่เรียกว่าการไถ่ตัวเอง ก็จะตั้งรากฐานขึ้นในตัวเขา และข้อนั้นแหละเป็น สิ่งที่อำนวยความสำเร็จให้แก่พระศาสดาทั้งหลายที่จะไถ่บาปให้คนในโลกนี้ได้. เพราะถ้าเขาไม่มีรากฐานอันนี้แล้ว พระศาสดาจะลงทุนเสียชีวิตเป็นเดิมพันไถ่บาปให้เขาสักเท่าไร ก็ดูไม่มีทางจะสำเร็จได้. ดังนั้นเราควรจะถือว่า การไถ่บาปของทางศาสนา นั้นมีรากฐานอันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณของสัตว์ที่ต้องการความรอดอยู่แล้วในระดับต่าง ๆ กัน นั่นเอง. ถ้าทางการของศาสนาเอาใจใส่ให้เต็มที่แล้ว การไถ่บาปจะประสบผลที่น่าชื่นใจ เพราะจะทำให้โลกนี้สะอาดน่าอยู่อาศัยเหลือที่จะกล่าวได้ทีเดียว. สัตว์โลกทั้งปวง ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการไถ่บาปให้แก่ตน โดยการทำ "ความเกิดใหม่" ด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ทางศาสนามีไว้ให้ศึกษา ให้สังเกต จนเกิดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองอย่างแท้จริง แล้วทำ ตามอย่าง
น.532 ๑๖๗ สุดชีวิตจิตใจอย่างที่เราเรียกกันว่า พลีชีวิตเพื่อพระเจ้า จะได้ตรงตามพระประสงค์ของท่านในการที่จะช่วยเรา. นี้เป็นการกล่าวอย่างภาษาคน ระคนปนกันไปกับการกล่าวอย่างภาษาธรรม. ส่วนเนื้อแท้ก็คือเราต้องรักตัวเอง ช่วยตัวเองให้เอาชนะกิเลสให้ได้ เพื่อเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งมวล. ถ้าทำได้ดังนี้ บาปดั้งเดิม หรือ บาปใหม่ หรือ บาปครั้ง สุดท้าย ก็ตาม จะถูกไถ่ถอนไปหมด ด้วยการกระทำอันนั้น. สำหรับ กิริยาอาการไถ่ หรือการปฏิบัตินั้น ในคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ อาจจะเขียนไว้ ต่างกันโดยตัวหนังสือ ส่วนใจความนั้นตรงกัน. เช่นในคริสตธรรมอาจจะกล่าวถึง การสละตนเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า. หรือ การปรนนิบัติผู้อื่นคือการปรนนิบัติพระเจ้า, การทำตนให้เป็นพระญาติของพระเยซูคริสต์ตามที่ท่านต้องการ, ดังนี้เป็นต้น. ส่วนในพุทธศาสนาอาจจะกล่าวว่า ทำบุญหรือความดีให้มากเข้าไว้ ทำอวิชชาให้หมดไป, ทำจิตไม่ให้ยึดมั่นสิ่งใด ๆ ด้วยอุปาทาน, ทำกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว อันเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี กรรมชั่ว ในที่สุด, นี้ฟังดูแต่ตามตัวหนังสือแล้ว คล้ายกับว่าต่างกันคนละอย่างเพราะทางหนึ่งเต็มไปด้วยคำว่าพระเจ้า,
น.533 ๑๖๘ อีกทางหนึ่งไม่มีกลิ่นไอของพระเจ้าเสียเลย, แต่ที่แท้นั้น เป็นเรื่องเดียวกันแท้. สมมติว่าเราจะใช้คำว่า "อ้อนวอนพระเจ้า" มันก็ยังหมายความว่าเราแนะหรือจูงตัวเองให้ทำตามความประสงค์ของพระเจ้า. การทำตามประสงค์ของพระเจ้าก็คือการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายถึงการทำลายความเห็นแก่ตัว (selfishness) อย่างตรงกันทุกศาสนา. บาปทุกชนิดรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้เกิดความโลภ โกรธ หลง แล้วประกอบมลทินหรือความชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ทุกชนิด. เราไถ่บาปนี้ออกไปให้หมดสิ้นด้วยการกระทำที่ตรงกันข้าม ในลักษณะที่เหมือนกับ เมื่อเราจุดตะเกียงขึ้นแล้วความมืดก็หายไปไม่เหลืออยู่. เราปฏิบัติอย่างนี้คือ การอ้อนวอนพระเจ้าเพราะเราพยายามประจบท่านด้วยการทำให้ถูกใจท่านอย่างสุดความสามารถของเรา. ส่วน คำอ้อนวอนที่เป็นวาจา นั้น คือคำจูงใจเราเองหรืออ้อนวอนเราเองให้ทำตามประสงค์ของพระเป็นเจ้า, เพราะข้อความในคำอ้อนวอนนั้น ย่อมมีความหมายที่เป็นการจูงใจไปในทางดี หรือทางที่จะเข้าหาพระเจ้าเสมอ. พุทธบริษัท
น.534 ๑๖๙ ไม่รังเกียจและยอมรับรองคำอ้อนวอนของศาสนาใดก็ได้ ใน เมื่อได้แปลความหมายให้เป็นภาษาธรรมแล้วอย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง. พุทธบริษัทยอมรับได้ทันที แม้ในคำอ้อนวอน ของชาวศาสนาบาฮออิ (BAHAI’ I prayer) ที่ว่า :- ๏ ขอให้ความงามของพระองค์ เป็นอาหาร อันวิเศษแก่ความรู้สึกของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ จงเป็นน้ำอมฤตรดใจข้าพเจ้า, ๏ ขอให้ความพอพระทัยของพระองค์ เป็น ความหวังทั้งหมดของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้การระลึกถึงพระองค์ เป็นเพื่อนเดิน ทางของข้าพเจ้า, ๏ ขอให้นิวาสสถานของพระองค์ เป็นบ้าน เรือนของข้าพเจ้า. ดังนี้เป็นต้น. เมื่อแปลคำว่าพระองค์ให้เป็นสิ่งที่หมายถึง "ธรรม" ทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นหลักพุทธศาสนาไปทันที, ท่านทั้งหลายลองคิดดูเอาเองเถิด จะเข้าใจได้ โดยไม่ยากเลย. พุทธบริษัทก็มีการสวดอ้อนวอน ขอให้พระพุทธ พระ-
น.535 ๑๗๐ ธรรม พระสงฆ์ ยกโทษล่วงเกินให้แก่ตน อยู่ทุกเช้าเย็นด้วย เหมือนกัน หากแต่มีความหมายในภาษาธรรม คือการบีบ บังคับหรือปลอบโยนตัวเองก็ตาม เพื่อมิให้ทำผิดอีกต่อไป. ส่วนการที่จะมีบางคนเข้าใจการกระทำอันนี้ ไปตามตัวหนังสือ เพราะการศึกษาไม่พอ, อยู่บ้างนั้น เป็นของธรรมดา และมี อยู่ด้วยกันทุกศาสนา. สำหรับพุทธบริษัทที่มีการศึกษา สมบูรณ์แล้วย่อม "อ้อนวอนพระองค์" ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิบัติบูชา" ของเขาเอง. สรุปความในข้อนี้ว่า การไถ่บาปของมนุษย์เรา มีเงื่อนต้นมาจากพระศาสดา ที่ทรงเสียสละอย่างยิ่งเพื่อช่วย เรา แล้วจบลงด้วยการตอบสนองของเรา ในการพยายามทำ ความเข้าใจในคำสั่งสอนของพระองค์ แล้วปฏิบัติตามอย่างสุด ชีวิตจิตใจนั่นเอง. การไถ่นั้นจะใหญ่หลวงหรือไม่ใหญ่หลวง ย่อมขึ้นอยู่กับคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ หรือไม่ประเสริฐนั่นเอง. การร่วมมือกันไถ่บาปทำนองนี้ เป็นเนื้อแท้ของศาสนาทุกศาสนา, เพราะเป็นการชำระ โลกนี้ให้สะอาดปราศจากบาปและความทุกข์ ซึ่งเป็นวัตถุ ประสงค์ของการมีศาสนาสำหรับมนุษย์ โดยทุกประการ
น.536 ๑๗๑ ๒. ผลสุดท้ายจากศาสนา (consumation) ผลสุดท้ายที่มนุษย์พึงได้รับจากการปฏิบัติในศาสนา ของตน ๆ นั้น ก็คือ ความสุข อันเขาจะพึงได้รับในโลกนี้ และ ประโยชน์ที่จะได้รับในโลกของพระเจ้าข้างหน้า. เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว ประโยชน์ในโลกนี้ เช่น การมีทรัพย์ มีชื่อเสียงมีการสมาคมดี ตลอดถึงความราบรื่น เรียบร้อยในครอบครัวนั้น ควรจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ทั่วไป ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของศาสนา ก็ยังได้. และ วัฒนธรรมส่วนใหญ่ในโลก ก็แยกตัวออกมาจากระบบของ ศาสนานั่นเอง หรือจะกล่าวว่าเป็น ศาสนาในระดับที่ยัง อ่อนอยู่ ก็ยังได้. ถ้าเป็นดังนี้แล้ว ประโยชน์ที่จะได้รับ จากศาสนาโดยตรง ก็ต้องเป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับโลกอื่น ที่อยู่เหนือวิสัยที่วัฒนธรรมเป็นต้น จะอำนวยให้ได้, ซึ่งเรา มักจะเรียกกันว่า โลกของพระเจ้า นั่นเอง. โลกของพระเจ้านี้ ก็ยังมีความหมายต่างกัน. ถ้า พูดอย่างภาษาคน ก็พูดว่าเป็นโลกที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายแล้ว ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ก็ว่า โลกของพระเจ้านั้นแท้ที่จริงก็อยู่ ในโลกมนุษย์ปัจจุบันนี้เอง หากแต่เราไม่มองเห็นเอง.
น.537 ๑๗๒ อีกประการหนึ่ง ในภาษาคนนั้น เข้าใจกันว่าโลกของพระเจ้ามีของสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนานทำนองในโลกนี้ หากแต่มีมากกว่า ดีกว่า ได้อย่างอกอย่างใจกว่า ดังนี้เป็นต้น. แต่ถ้ากล่าวโดยภาษาธรรมแล้ว หามีสิ่งเหล่านั้นไม่หากแต่มีความสงบเย็น ไม่ต้องดิ้นรนเร่าร้อนหลงใหลมัวเมาไปตามอารมณ์เหล่านั้น แทน, และรสของความสงบนี้ เป็นที่น่าพอใจ หรือจับใจยิ่งไปเสียกว่า สิ่งสวยงามเหล่าโน้นไปเสียอีก. ในทางพุทธศาสนาเรียกความสงบนี้ว่านิพพานและเป็นสิ่งที่อาจได้รับแม้ในโลกปัจจุบันนี้. และสภาพอันนี้เอง คือ แผ่นดินของพระเจ้า ที่มนุษย์ต้องเข้าให้ถึง ให้เร็วที่สุดก่อนแต่ที่จะดับขันธ์. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในไบเบิล เกี่ยวกับความสงบ ทำนองนี้ คือข้อความในโครินเธียน ๑, ๗/ ๒๙ – ๓๑ ที่สอนให้ปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ว่า มีภรรยาก็มีอย่างกะไม่มี, มีความโศก อย่างกะไม่มีความโศก, ยินดีอย่างกะไม่ยินดี, ซื้อของอย่างไม่รับเอาอะไรมา, ใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ในโลกอย่างกะมิได้ใช้" ดังนี้เป็นต้น. การปฏิบัติอย่างนี้เรียกในพุทธศาสนาว่า การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจาก
น.538 ๑๗๓ อุปาทานในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. การปฏิบัติอย่างนี้ เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน คือมีอะไรมากระทบใจ ทางตาก็ตาม ทางหู จมูก ลิ้น ผิวกาย ก็ตาม หรือในใจคิดขึ้นมาเองก็ตาม ต้องสามารถควบคุมไว้ มิให้ปรุงเป็นความคิดชนิดที่เป็นตัวตนคือ egoism หรือ selfishness ขึ้นมา แล้วมีสติปัญญาเต็มที่ มีใจคอเยือกเย็นอยู่เสมอ. การทำได้อย่างนี้ในเวลาใดชื่อว่า อยู่ในแผ่นดินพระเจ้า ในเวลานั้น เพราะมีแต่ความบริสุทธิ์ สะอาด ความสว่างไสว แจ่มแจ้ง และความสุขสงบเย็นหาที่เปรียบมิได้, และสามารถทำการงานเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นได้ถึงที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง เราได้พบว่า พระเยซูคริสต์ทรงสรรเสริญจิตชนิดที่เป็นจิตอย่างเด็ก ๆ ไม่เดียงสา (innocent) ดังที่ปรากฏอยู่ในมัดธาย ๑๙/๑๔ และ ๑๘/๓ – ๖ เป็นต้นจนทำให้ได้นามว่า “พระเยซูผู้รักเด็ก". ข้อนี้หมายความว่า จิตของเด็กไม่ยึดถืออะไรเป็นตัวตนหรือของตนมากเหมือนผู้ใหญ่, ไม่มีความคิดที่เป็นบาปมากเหมือนผู้ใหญ่ รวมความแล้วก็คือ ไม่ยึดถือจนเป็นทุกข์ นั่นเอง.
น.539 ๑๗๔ ดังนั้น ถ้าท่านเข้าใจเรื่องทั้งสองนี้ดี ท่านจะมองเห็นได้ด้วย ตนเองว่า คริสตธรรมกับพุทธศาสนานั้น มีอะไรที่ไปด้วย กันได้ มากกว่าที่ท่านเคยรู้ หรือเคยคิด หรือเคยหวัง. ที่น่าขบขันอีกอย่างหนึ่ง คือข้อที่เขียนไว้ตรงกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดในศาสนานั้นเป็นของแจกฟรี หรือให้เปล่า. ในมัดธาย ๑๐/๙ มีข้อความว่า "สิ่งที่ได้รับมาเปล่า ๆ จงให้ กันเปล่า ๆ" ในวิวรณ์ ๒๑/๖ ว่า "เราจะให้เขาดื่มจาก บ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียค่าอันใด" , และในวิวรณ์ ๒๒/๑๗ ว่า "และผู้ใดประสงค์ ก็จงมาดื่มน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องจ่ายมูลค่าอันใด" ดังนี้เป็นต้น. ในพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า "ลฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา" "ได้นิพพาน มาบริโภคอยู่เปล่า ๆ" - (รตนสูตร ขุท.ขุ.) ดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้แสดงว่า สิ่งสูงสุดของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ แจกฟรี หากแต่ว่าผู้ที่จะได้รับนั้นต้องขยันขันแข็งในการเข้า ไปรับ ดังที่กล่าวไว้ในมัดธาย ๑๑/๑๒ ว่า "แผ่นดิน สวรรค์เป็นสิ่งที่ต้องชิงเอา" , ซึ่งเข้าใจว่าต้องเป็นการแข่งขัน กันยิ่งกว่า การเข้าจับจองเหมืองทองคำหรือบ่อพลอยในโลก
น.540 ๑๗๕ นี้เสียอีก. แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่ามีใครสักกี่คน ที่รู้ จักสิ่งเหล่านี้ และขยันขันแข็งในการที่จะเข้าไปรับเอา. เป็นอันว่า ผลสำเร็จในขั้นสุดท้ายของศาสนาที่ มนุษย์จะได้รับ นั้น คือสิ่งที่เรียกกันว่า บรมธรรม หรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับในชีวิตนี้ มิใช่หลังจากตาย แล้ว, เว้นเสียแต่จะเป็น "การตายทางวิญญาณ" ซึ่ง คนธรรมดากำลังตายกันอยู่ทุกคน. พอปฏิบัติตามคำของ พระเจ้า ก็เลิกการตายชนิดนั้นเสีย เกิดใหม่เป็นผู้ที่ไม่มีการ ตายชนิดนั้นอีกต่อไป, เรียกโดยสำนวนคริสเตียนว่า “การ เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า" และเรียกว่า "การเข้าถึงอมต- ธรรม” โดยสำนวนพุทธศาสนาในภาษาธรรม, และเรียกว่า "เข้าสู่เมืองนิพพาน" โดยภาษาคน นั่นเอง. ข้อนี้จะ เป็นการได้ในชาตินี้ในชีวิตนี้หรือจะได้ต่อเข้าโลงไปแล้ว นั้น ผู้มีปัญญาจงใคร่ครวญดูเองก็แล้วกัน. สรุปความ แห่ง ปาฐกถาทั้งสาม. การทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา เป็นสิ่ง ที่ต้องทำ ในฐานะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์. ต้องมี
Buddhadasa