น.445 วันนี้. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกัน ให้ดี จึงจะสามารถทำการศึกษาเปรียบเทียบได้ถูกต้อง. คำว่า "พระเจ้า" เป็นภาษาไทยแท้ หมายถึงสิ่งที่ ต้องอ้อนวอนหรือประจบตามความรู้สึกแห่งสัญชาตญาณ ของ สัตว์ทั่วไปที่มีความรู้สึกคิดนึกได้. ก่อนแต่ได้รับศาสนา พราหมณ์คนไทยก็ถือพระเจ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ในลักษณะที่ เป็นผีหรือเทวดาตามธรรมดาของชนชาติที่เร่ร่อน. ครั้นลง มาพบกับศาสนาพราหมณ์ในผืนแผ่นดินไทยปัจจุบันก็รับวัฒน- ธรรมอินเดีย มีพระเจ้าอย่างชาวอินเดีย เช่นพระศิวะ พระนา- รายณ์เป็นต้น. ครั้นพวกพราหมณ์บางยุคสอนว่า พระเจ้าแผ่น ดินคืออวตารของพระเจ้า จนถึงกับพอสวรรคตลงก็สร้าง เทวาลัยหรือเทวสถานอุทิศเฉพาะ, คำว่าพระเจ้า ก็ใช้แก่พระ เจ้าแผ่นดินด้วย; ทำให้เกิดสรรพนามว่า "ข้าพระเจ้า" หรือ "ข้าพเจ้า" ในเมื่อพูดเร็ว ๆ สั้น ๆ ขึ้นมาใช้สำหรับพูดจากัน. ครั้งถึงสมัยที่คนไทยได้รับพุทธศาสนาก็มีการสอนขยายออกไป
น.446 ๘๑ จนถึงกับสมมติพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ ทำนองเดียวกับพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ; ทำให้มีคำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" เกิดขึ้นเป็นคู่กัน, แต่บางทีก็พูดเร็ว ๆ หรือสั้น ๆ เพียงแต่ว่า "ข้าพเจ้า" เช่นเดียวกันอีก. ดังนั้น คำว่า ข้าพเจ้านั่นเองเป็น สัญลักษณ์อันแสดงว่า ชน เหล่านั้น มีการถือพระเจ้า, ซึ่งจะหมายถึงมนุษย์ก็ได้ เทวดาก็ได้ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งสูงสุดไปกว่านั้นก็ได้, หรือ อาจเล็งถึงอำนาจอะไรอันหนึ่งซึ่งยังเข้าใจไม่ได้ก็ได้ แล้วแต่ ว่าการศึกษา หรือวัฒนธรรมนั้น ได้เจริญสูงขึ้นไปเพียงไร, หรือประสงค์จะใช้ในกรณีเช่นไร. แต่ความหมายย่อมตรง กันหมด คือเล็งถึง สิ่งสูงสุดที่ต้องกลัว หรือต้องอ้อนวอน ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. เด็ก ๆ ก็ต้องมีพระเจ้าไปอย่างหนึ่ง, คนโต ๆ แล้วก็อย่างหนึ่ง, คนเรียนมากก็อย่างหนึ่ง, แล้วแต่ เขาจะพอใจหรือมีการอบรมกันอย่างไรนั่นเอง ; ดังนั้น สิ่ง ที่เรียกว่าพระเจ้านั้น มิใช่ของแปลกหรือของใหม่สำหรับคน ไทย แม้จะมีของใหม่เข้ามาโฆษณาให้น่าสนใจอย่างไร ความ รู้สึกก็ยังคงเป็นไปในแบบเดิม หรือความหมายเดิม.
น.447 ๘๒ เมื่อคำว่า God หรือพระยโฮวา หรือพระเยซูเป็นเจ้า ถูกนำเข้ามาสู่คนไทยที่มีพระเจ้าตามแบบของตนอยู่แล้ว จึง ไม่เป็นที่สนใจถึงกับตื่นเต้น. ดังนั้นจึงต้องมีประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็น ของทันตาเห็นเข้ามาช่วยในการแผ่ ศาสนาใหม่นั้นเช่นการศึกษา การรักษาความเจ็บไข้ การ ช่วยเหลือในการทำมาหากินเป็นต้น จึงมีคนจำนวนหนึ่ง สนใจและยินดีที่จะรับศาสนาใหม่ เพราะนอกจากจะได้รับ ประโยชน์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทันสมัย มีเกียรติ และเข้ารูปกัน ได้กับการนิยมฝรั่งซึ่งถือว่าเป็นชาติที่เจริญกว่า ดังนี้เป็นต้น. ดังนั้น คำว่า "พระเจ้า" ของบุคคลประเภทนี้ ยังมีความหมาย อย่างเดิมเพียงแต่เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เท่านั้น. คนเหล่านั้น ยังรู้จักพระเจ้าแต่ชนิดที่เป็นบุคคลในภาษาคน, ยังไม่รู้จัก พระเจ้าในความหมายที่แท้จริง คือพระเจ้าที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่ จิต ไม่ใช่วิญญาณ, แต่เป็น "ธรรม" หรืออำนาจของ "ธรรม" ซึ่งเป็นอยู่เองตามธรรมชาติ, ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า พระเจ้า ในภาษาธรรม. ตลอดเวลาที่ สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ยังเป็นพระ- เจ้าอย่างบุคคลในภาษาคนอยู่เพียงใด ก็กล่าวได้ว่า มนุษย์
น.448 ๘๓ ยังไม่เข้าถึงพระเจ้าที่แท้จริงอยู่เพียงนั้น, ยังจะต้องมีการ ยัดเยียดให้แก่กัน, กระทบกระทั่งกัน, และจะถูกปฏิเสธโดย ปัญญาชนยิ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งไม่มีพระเจ้าเหลืออยู่ในจิตใจของ ผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างใหม่ ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้เอง. แม้ จะมีคนที่มีการศึกษาดีสมัยนี้ เอ่ยถึงพระเจ้ากันบ้าง ก็เป็น เรื่องพลั้งปากเสียมากกว่า ในการสงครามก็ดี การงานที่ สำคัญ ๆ ก็ดี, แม้แต่การค้นพบทางวิทยาการก็ดี, มีคนเอ่ย ถึงพระเจ้า ในเมื่อมีการจนตรอกเข้าบ้าง, หรือประสบความ สำเร็จเพราะเหตุที่ตนอธิบายไม่ได้บ้าง, หรือมีอะไรเกิดขึ้น อย่างอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล (เพราะเหตุผลนั้นอยู่ลึกเกิน ไป) บ้าง, อย่างนี้เป็นเพียง พระเจ้าที่ริมฝีปาก และมา จากความเคยชิน. หาใช่พระเจ้าที่แท้จริงไม่ และ มีได้ ด้วยกันทุกชาติทุกศาสนาทุกภาษา. แม้ใครจะเชื่อผี เทวดา โชค พรหมลิขิตหรืออะไรก็ตามทีก็ล้วนแต่จะเอ่ยถึง พระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น หรือสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นพระเจ้าไป. ถ้ายังเป็นอยู่เช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ก็จะค่อย ๆ หมด ความหมายลงทุกที และเหลือแต่พิธีรีตองในที่สุด. นี้คือ ปัญหาของพระเจ้าอย่างบุคคล ในภาษาคน, ที่กำลังเกิดแก่ บุคคลผู้ถือพระเจ้าชนิดนี้.
น.449 ๘๔ การศึกษาเรื่องพระเจ้า จะต้องวิวัฒนาการจาก ระดับต่ำขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุด จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกัน ในฐานะเป็นธรรม, ไม่ใช่คน ไม่ใช่จิตหรือวิญญาณ. แต่ เป็นสิ่งพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องมีร่างกายและจิตใจ ไม่มี รูปร่าง ไม่อยู่ใต้อำนาจของกาละและเทศะ (time and space) อธิบายไม่ได้ด้วยภาษาคน หรือตามวิธีของภาษาคน, แต่ ต้องใช้ภาษาธรรม และวิธีพูดอย่างภาษาธรรม, ที่ใช้กันอยู่ แต่ในวงการศาสนาชั้นลึก. ถ้าทำได้เช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" จะยิ่งเป็นที่พอใจของปัญญาชนสมัยนี้ และอยู่กับ มนุษย์ได้อย่างที่ไม่ต้องมีการยัดเยียดให้แก่กัน, และจะเป็น สิ่งคุ้มครองโลกได้จริง. ส่วนพระเจ้าในภาษาคนนั้น ก็ยัง คงมีไว้สำหรับเด็ก ๆ หรือคนที่ยังไม่อาจจะเข้าใจพระเจ้าใน ภาษาธรรมไปพลาง จนกว่าเขาจะสามารถรับเอาพระเจ้าใน ภาษาธรรมได้ในกาลข้างหน้า. สรุปความเฉพาะตอนนี้ว่า พระเจ้าในความหมาย ทั่วไป นั้นเป็นพระเจ้าในภาษาคนยังไม่สูงถึงพระเจ้าในภาษา ธรรม. เราจะต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า แม้ สิ่งที่เรียกว่า
น.450 ๘๕ พระเจ้า ก็ยังมีอยู่เป็นสองระดับ หรือสองความหมาย เช่นนี้ด้วยกันทุกศาสนา. เพื่อสะดวกในการศึกษาเปรียบเทียบ จะได้วางหลัก เบื้องต้นให้ชัดเจนลงไปเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า พระเจ้าในภาษา คนนั้นคือ พระเจ้าที่ถูกกล่าวว่า มีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ รักก็เป็น พิโรธก็เป็น ต้องการนั่นนี่ก็เป็น ทำผิดทำถูกก็ ได้ ดังนี้เป็นต้น ส่วนพระเจ้าในภาษาธรรมนั้น ไม่มีรูปร่าง เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นองค์ปรกติคงที่อยู่เสมอไป คือรักไม่เป็น โกรธไม่เป็น อยู่เหนือความต้องการสิ่งใด ๆ ไม่มีการทำผิด หรือทำถูก ดังนี้เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าใน ภาษาคนนั้น อาจจะแปลความหมายให้เป็นพระเจ้าอย่าง ภาษาธรรมได้ ทุกเรื่องทุกราว. ปัญหามีอยู่ตรงที่ว่า จะสามารถแปลหรือไม่เท่านั้นเอง. ถ้าไม่มีการแปล ก็ยัง คงเป็นพระเจ้าสำหรับเด็ก ๆ หรือคนแรกเรียนอยู่ร่ำไป ไม่มี การถึงพระเจ้าที่แท้จริงด้วยสติปัญญาอันสูงสุดได้, ไม่ถึงจุด สูงสุดแห่งความมุ่งหมายของพระคัมภีร์ หรือของศาสนานั้น ๆ. ดังนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นได้ชัดแล้วว่า การศึกษาถึงพระเจ้า ในภาษาธรรม นั้น มีความสำคัญเพียงใด, และเราควร พยายามกันให้มากเท่าใด.
น.451 ๘๖ สิ่งที่ต้องสังเกตและเข้าใจกันอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมี ความสำคัญเท่ากันก็คือศาสนาทุกศาสนา ล้วนแต่มีสิ่งที่เรียก ว่า "พระเจ้า" ด้วยกันทั้งนั้น. หากแต่ศาสนาพวกหนึ่ง ได้กล่าวถึงพระเจ้านั้นในภาษาธรรมอย่างเดียว จึงดูราวกะว่า เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า และถูกจัดให้เป็นศาสนาที่ไม่มี พระเจ้า (ATHEISM) ไปเสีย. พุทธศาสนา และศาสนาไชนะ เป็นต้น อยู่ในพวกนี้. ส่วนศาสนาอีกพวกหนึ่งนั้น กล่าว ถึงพระเจ้าในภาษาคนเป็นส่วนใหญ่ พังเข้าใจได้ทันที จึงถูก จัดให้เป็นศาสนาที่มีพระเจ้า (THEISM) ไปเสียอีกพวกหนึ่ง. ศาสนาคริสเตียน, ศาสนาฮินดู, ศาสนาอิสลาม เป็นต้น อยู่ในจำพวกหลังนี้, ทั้งๆ ที่มีการกล่าวถึงพระเจ้าโดยภาษา ธรรม เป็นส่วนสำคัญ ดุจดังเนื้อในที่ซ่อนลึกอยู่ในเปลือก อยู่ด้วยอย่างลึกซึ้ง. นี้เห็นได้ว่า การที่แบ่งศาสนาในโลก ออกเป็นสองพวก คือมีพระเจ้ากับไม่มีพระเจ้านั้น เป็น การกระทำที่ผิวเผิน ไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาเลย. การที่ต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่ ในโลก สามารถมองเห็นอะไรได้ผิวเผินนั่นเอง จึงเข้าไม่ถึง ส่วนลึกของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้วพากันดูหมิ่น ศาสนายิ่งขึ้น
Buddhadasa