Buddhadasa.org

คริสตธรรม และ พุทธธรรม ตอนที่ ๘ — ๒. พระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัท

คริสตธรรม และ พุทธธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คริสตธรรม และ พุทธธรรม (๑๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.452 ๘๗ ทุกที โดยเฉพาะก็คือดูหมิ่นสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั่นเอง. และ พากัน ประกาศตัวเป็นผู้ไม่มีศาสนาหรือพระเจ้าไปในที่สุด. ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงพระเจ้าที่มีอยู่ในพุทธศาสนาก่อน เพื่อ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าในภาษาธรรมนั้นมีอยู่ในพุทธศาสนา ในลักษณะเช่นไร. ๒. พระเจ้าในภาษาธรรม ของพุทธบริษัท. ในพุทธศาสนานั้น กล่าวถึง พระเจ้าผู้สร้างโลก โดยนามว่า "อวิชชา" คือเป็น อำนาจธรรมชาติอันหนึ่ง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นมูลเหตุให้เกิดสิ่งทั้งปวง, จนกระทั่งมี ความทุกข์เกิดขึ้นในโลก กล่าวถึง พระเจ้าผู้สำนึกตัวว่าการสร้างโลกนั้น เป็นสิ่งที่ทำผิดเสียแล้ว (อย่างที่ปรากฏอยู่ใน เยเนซิส ๖/ ๖-๗) โดยนามว่า "วิชชา" คือ ธรรมชาติแห่งความรู้ใน ทางที่ตรงกันข้ามจากอวิชชา ว่าการสร้างสิ่งใด ๆ ขึ้นนั้น เป็นการสร้างทุกข์นั่นเอง. กล่าวถึง พระเจ้าที่ควบคุมโลก, พระเจ้าที่ลงโทษ หรือให้ประโยชน์แก่สัตว์โลก โดยนามว่า "กรรม" หรือ "กฎ

น.453 ๘๘ แห่งกรรม” ในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งมีอำนาจ หน้าที่อันสูงสุดในกรณีนี้. กล่าวถึง พระเจ้าที่ทำลายโลก โดยนามว่า "วิชชา" อีกครั้งหนึ่ง, ในฐานะที่จะทำให้ความทุกข์ทั้งปวงระงับไปใน ที่สุดจริง ๆ. กล่าวถึง พระเจ้าที่สิงอยู่ในที่ทั่วไป เพื่อไม่ให้ การกระทำใด ๆ ของมนุษย์พ้นไปจากสายตาของพระองค์ได้ โดยนามว่า "กรรม" หรือ "กฎแห่งกรรม" อีกนั่นเอง, ดังนี้เป็นต้น. แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา, วิชชา, กรรม, เหล่านั้น อาจจะเรียกรวมลงได้ในคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" เหมือนกันหมด. ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือความเมตตา, ความดีงาม, ความยุติธรรม, ความจริง, ฯลฯ และอะไรอื่น ที่ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าหนึ่ง ๆ หรือส่วนหนึ่งก็ตาม ล้วนแต่รวมเรียกลงไปได้ในคำคำเดียวกันว่า "ธรรม" ทั้งนั้น ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" คือพระเจ้าในพุทธศาสนา, และสามารถแบ่งออกไปได้เป็น ๔ ส่วนคือ ๑. ตัวธรรมชาติ

น.454 ๘๙ โดยตรง เรียกว่าสภาวธรรม, ๒. ตัวกฎของธรรมชาติ เรียก ว่าสัจจธรรม ๓. ตัวหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ เรียก ปฏิบัติติธรรม หรือนิยยานิกธรรม, และ ๔. ตัวผลที่จะเกิด ขึ้นแก่มนุษย์ตามกฎธรรมชาตินั้น เรียกว่า วิปากธรรม หรือ ปฏิเวธธรรม เป็นต้น. ทั้งสี่อย่างนี้ รวมเรียกว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. อย่างที่สอง ที่เรียกว่า "กฎแห่งธรรมชาติ" นั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายว่า ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าโดยตรง แต่แม้ส่วนที่เหลืออีก ๓ อย่าง คือส่วนที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ นั้น ก็ตั้งอยู่ในฐานะที่ต้อง เคารพเอื้อเฟื้ออย่างยิ่งด้วย เหมือนกัน, กล่าวคือ :- สำหรับตัว สภาวธรรม (NATURE) นั้น เป็นสิ่งที่ พระเจ้าได้บันดาลขึ้นมาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระ ประสงค์ของพระเจ้า นั่นเอง, เราจะต้องเคารพด้วยการ เอื้อเฟื้อเอาใจใส่อย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ก็เป็นการเข้าถึงพระเจ้าในความหมายหนึ่ง นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้สามารถต้อนรับสิ่งที่เรียกกันในวง ของคริสเตียนว่า "พระประสงค์ของพระเจ้า" แม้จะออกมาใน รูปแห่ง น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, โรคระบาด, ฯลฯ เหล่านี้

น.455 ๙๐ เป็นต้น ได้โดยไม่รู้สึกเสียใจหรือเป็นทุกข์เลย, หรือแม้ที่สุด ต่อสิ่งที่เรียกว่าความตาย. สภาวธรรมทั้งหมด ย่อมแสดง เจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด ซึ่งก็ย่อมจะเป็น การแสดงถึงตัวพระเจ้าเองอยู่แล้วในตัว. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ปฏิปัตติธรรม หรือหน้าที่ (DUTY) นั้น เราเคารพด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เท่ากับ เป็น การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อการเข้าถึงพระเจ้านั่นเอง. การพยายามปฏิบัติตามอย่าง สุดกำลังนั้นเป็น การอ้อนวอนที่แท้จริง อยู่ในตัวมันเอง แล้ว สำหรับพระเจ้าที่มิใช่เป็นบุคคล. หรือแม้แต่พระเจ้า ที่เป็นบุคคล ก็คงประสงค์ให้ทำตามความต้องการจริง ๆ ยิ่ง กว่าการพูดอ้อนวอนแต่ปาก. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า วิปากธรรม หรือผลดีที่มนุษย์ จะพึงได้รับนั้น เราทำความเคารพด้วยวิธีอย่างที่เรียกในฝ่าย คริสเตียนว่า "อนุโมทนาในพระคุณของพระเจ้า" นั่นเอง. สิ่งนี้หมายถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับ ดังนั้น ความ ปรารถนาอย่างยิ่งของเราในสิ่งนั้น ย่อมแสดงว่าเป็น ความเคารพอย่างยิ่งอยู่แล้วในตัวมันเอง ด้วยเหมือนกัน

น.456 ๙๑ การเคารพอย่างนี้มีความหมาย หรือเป็นเกียรติยิ่งกว่าเพียง แต่ทำท่าทางหรือกล่าววาจาตามธรรมเนียม อย่างที่จะเปรียบ กันไม่ได้เลย. สิ่งทั้งสี่นี้ ที่รวมลงในคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" นี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น ไม่ในแง่ใด ก็แง่หนึ่ง, และเรียกว่า พระเจ้าในภาษาธรรม ดังที่กล่าวแล้ว. บางคนอาจจะสงสัยว่า สิ่งที่ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล จะ เรียกว่าพระเจ้าได้อย่างไร ? ข้อนี้ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า สิ่งชนิดนี้ควรแก่การเรียกว่าพระเจ้า ยิ่งกว่า สิ่งที่มีความรู้สึกอย่างบุคคลไปเสียอีก. การมีความรู้สึก อย่างคนนั้นทำให้มีความรู้สึกรัก โกรธ เป็นต้นขึ้นมาได้ ทำให้ พระเจ้าชนิดนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนไปทันที, ทำให้มี รูปร่าง, ทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจกาลเวลาเป็นต้น ซึ่งทำให้ มีความหมายเป็นตัวเป็นตนอย่างคนธรรมดาไปในที่สุด, ซึ่ง ทำให้เกิดมี "พระเจ้าในภาษาคน" ในระดับที่ต่ำลงไปดังที่ กล่าวมาแล้ว. ในคริสตธรรม ก็มีพระเจ้าในภาษาธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น, ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" หรือ THE WORD ดังที่ปรากฏอยู่ในโยฮัน ๑/๑-๒ ว่า "พระคำนั้น

น.457 ๙๒ มีมาแล้วแต่เดิมที, อยู่กับพระเจ้า, และพระคำนั้นเป็นพระเจ้า ." คำว่า "พระคำ" ในที่นี้ คือกฎธรรมชาตินั่นเอง จะเรียกว่า “อยู่กับพระเจ้า" หรือ "เป็นพระเจ้าเสียเอง" ก็เป็นการถูก ต้องทั้งนั้น. เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" ก็เป็นพระเจ้า ได้แล้ว ทำไมสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้าไม่ได้เล่า. อันที่แท้ก็คือสิ่งเดียวกัน! เพราะ เหตุที่เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิมก่อนสิ่งอื่นทั้งหมดด้วยกัน ซึ่งใน พุทธศาสนาก็มีคำกล่าวเช่นเดียวกันนั้นว่า "ธมฺโม หเว ปาตุร- โหสิ ปุพฺเพ" - ธรรมแล ได้ปรากฎอยู่แล้วก่อน, - (กาลิงค- วัณณนาชาตกัตถกถา ภาค ๔ น. ๒๖๑). คำว่า "พระเจ้า" นั้นเล็งถึงอำนาจ และคำว่า "พระคำ" นั้นเล็งถึงกฎ , ส่วน คำว่า "ธรรม” นั้นเล็งถึงอำนาจและกฎรวมกัน และยัง เล็งถึงสิ่งอื่นได้อีกทุกสิ่ง นับว่าเป็นคำพูดที่แปลกประหลาด ที่สุดและไม่อาจจะแปลเป็นภาษาอื่นได้เลย เพื่อเข้าใจคำว่า "ธรรม” ยิ่งขึ้นไปอีก เราอาจ เทียบ สภาวธรรมเท่ากับโลก หรือสัตวโลก, เทียบคำว่า สัจจธรรม เท่ากับพระเจ้า, คำว่าปฏิปัตติธรรม หรือ นิยยานิกธรรม เท่ากับพระสมัย หรือศาสนาที่เป็นระบบแห่งการปฏิบัติ,

น.458 ๙๓ เทียบคำวิปากธรรมหรือ ปฏิเวธธรรมเท่ากับ CONSUMA- TION หรือ SALVATION ดังนี้เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้สิ่งทั้งสี่ในคริสตธรรมนั้น ก็รวมลงในคำพูดเพียงคำ เดียวว่า "ธรรม" และมีความหมายมากเกินกว่าที่จะเรียกว่า "พระเจ้า" ไปเสียอีก. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” ในลักษณะทั้งสี่นี้ เป็นสิ่ง ที่อาจหาพบได้ทั้งหมดในมนุษย์ที่มีชีวิต หรือในชีวิตของ มนุษย์นั่นเอง ดังพระพุทธภาษิตว่า "โลกก็ดี, เหตุให้เกิด โลกก็ดี, ความดับเย็นแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับเย็น แห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายอันยาวประมาณว่า หนึ่ง อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" -(โรหิตัสสสูตร จตุกก- นิบาต อังคุตตรนิกาย). สิ่งที่เรียกว่าโลกในที่นี้ หมายถึง โลกในความหมายที่เต็มไปด้วยบาปหรือทุกข์ ทำนองเดียวกับ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์คริสเตียนนั้นเหมือนกัน. โลก เท่ากับ Creation, เหตุให้เกิดโลกเท่ากับ CREATOR, ความดับ เย็นแห่งโลก เท่ากับ Consumation และ ทางให้ถึงความ ดับเย็นแห่งโลก ก็เท่ากับ Redemption นั่นเอง. และสิ่ง ทั้งสี่นี้ ก็ยังรวมเรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" อีกที

น.459 ๙๔ หนึ่ง. "ธรรม" ในที่นี้มีความหมายเท่ากับ "พระเจ้า" ดังที่ กล่าวมาแล้ว และอธิบายได้ว่าโลกก็คือพระประสงค์ของ พระเจ้า พระองค์จึงได้สร้างมันขึ้น, เหตุให้เกิดโลก ก็คือ พระเจ้าโดยตรงอยู่แล้ว, ความดับเย็นแห่งโลก ก็คือพระ- ประสงค์ของพระเจ้าในอันดับสุดท้าย, ทางให้ถึงความดับเย็น แห่งโลกก็คือ การกระทำของพระเจ้าในการช่วยสัตวโลก นั่นเอง. ดังนั้นสิ่งทั้งสี่นี้จึงคือพระเจ้า โดยตรงบ้าง, โดย อ้อมบ้าง แต่ก็จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้. แม้พระเจ้าโดย นัยนี้ก็เป็น "พระเจ้าในภาษาธรรม ของ พุทธบริษัท" อีกนั่นเอง, และแม้จะหาพบได้ทั้งหมด ในภายในบุคคลที่ยัง มีชีวิต โดยบุคคลที่มีสติปัญญา และได้รับการอบรมสั่งสอน มาแล้วอย่างเพียงพอ. พุทธบริษัทถือว่า "ธรรม" คือ "ทุกสิ่ง" และถือ ว่า "พระเจ้าที่สมบูรณ์" ก็คือ "ทุกสิ่ง" ด้วยเหมือนกัน, เพราะธรรมกับพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวกัน. พุทธบริษัทถือว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่ามาร หรือซาตาน ก็รวมอยู่ในคำว่า "ธรรม" หรือ "พระเจ้า" ด้วยเหมือนกัน, เพราะถ้าพระเจ้าไม่สร้างซา- ตานขึ้นมาแล้วอะไรเล่าจะสร้างซาตานขึ้นมาได้, และ มารหรือ

น.460 ๙๕ ซาตานนั่นก็ไม่เป็นอะไรอื่นมากไปกว่า "ข้อสอบไล่" ของพระเจ้า ที่มีไว้สำหรับมนุษย์นั่นเอง. เรากล่าวได้ว่าไม่ มีอะไร ที่ไม่คลอดออกมาจาก "ธรรม" หรือจากพระเจ้า ตาม ที่เรียกกันในหมู่ชนที่ได้รับการสั่งสอนให้เรียกเช่นนั้นมา แต่ก่อน. ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า "ทำไม จึงได้เรียกสิ่งที่ พระเจ้าสร้างขึ้นมานั้น ว่า "พระเจ้า" ด้วยเล่า ?" คำตอบคือ “เพราะมันรวมอยู่ หรือมีอยู่แล้ว ในสิ่งที่เราเรียกว่าพระเจ้า นั่นเอง." เพื่อให้เข้าใจชัดจะได้แยกให้เห็นเป็นข้อ ๆ อีกครั้ง หนึ่ง ดังต่อไปนี้. ถ้าตัวธรรมชาติแท้ ๆ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ มิได้รวม อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าด้วยแล้ว พระเจ้าจะมีอะไรมาสร้าง สิ่งที่เรียกว่า จักรวาล หรืออะไร ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้ามี อะไรที่เหลืออยู่ คือมิได้รวมอยู่ในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะ เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ไปไม่ได้. ดังนั้น ตัวธรรมชาติแท้ ๆ ก็ รวมอยู่ในคำว่า "พระเจ้า" หมดด้วยกันทุกอย่าง กระทั่งสิ่ง ที่เรียกว่า "ซาตาน" หรือ "มาร" แล้วแต่ศาสนาไหน จะเรียก ว่าอะไร. นี้แสดงว่าสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า นั้น คือสิ่งที่เรียก ในพุทธศาสนาว่า "ธรรม".

น.461 ๙๖ สำหรับตัว กฎของธรรมชาตินั้น ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็น "พระเจ้า" อย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุด. ถ้าพระเจ้ามิได้มีหรือเป็นอำนาจชนิดนี้แล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรมาสร้าง, มาบันดาลหรือควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. พระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดก็เพราะเป็นสิ่งนี้. แต่ พุทธศาสนา ก็ยังเรียกสิ่งนี้ ด้วยคำพูดคำเดียวกันอีก ว่า "ธรรม", ในฐานะที่เป็นสัจจธรรม หรือกฎธรรมชาติ. สำหรับ หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ นั้นก็คือหน้าที่ของพระเจ้านั่นเอง. กฎธรรมชาติ ทำให้เกิดหน้าที่ตามธรรมชาติ. ถ้าพระเจ้ามิได้มี หรือเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรมาช่วยมนุษย์ มารักมนุษย์มาลงโทษมนุษย์เป็นต้นได้เล่า ? มนุษย์จะถ่ายแบบหรือเอาอย่างระเบียบปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ มาจากใคร. ดังนั้น หน้าที่ (function) สำหรับช่วยโลก ก็คือพระเจ้าอีกความหมายหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง, ที่มอบหมายให้มนุษย์กระทำในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ. ผู้ใดรับเอาพระเจ้าในความหมายนี้มานับถือหรือยึดถือ ก็เป็นการกระทำที่ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้ายิ่งกว่าความหมายอื่น. สำหรับ

น.462 ๙๗ พุทธบริษัท ก็ยังคงเรียกหน้าที่นี้ด้วยคำคำเดียวกันอีก คือคำว่า "ธรรม", ในฐานะที่เป็นปฏิปัตติธรรมหรือนิยยานิกธรรมดังที่เคยกล่าวมาแล้ว. สำหรับผลที่จะได้รับตามกฎแห่งธรรมชาติ หรือ Consumation นั้น เป็นสิ่งรวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้ามาเสร็จแล้วด้วยเหมือนกัน, ถ้ามิฉะนั้นแล้ว พระเจ้าจะเอาอะไรที่ไหนมาคลอดออกมาเป็นการตอบแทนการทำตามความประสงค์ของพระเจ้า ให้แก่มนุษย์ได้เล่า. ถ้ายกให้เป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างอื่น ซึ่งมิใช่พระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็ขาดความเป็นสิ่งสมบูรณ์และล้มละลายลงทันที. พุทธบริษัทก็ยังคงเรียกผลแห่งการกระทำตามกฎธรรมชาตินี้ว่า "ธรรม" คำเดียวกันอีกนั่นเอง. แม้จะเรียกโดยชื่อต่างๆกันว่า วิปากธรรม, ปฏิเวธธรรม, หรือแม้แต่โลกุตตรธรรม ก็ยังคงเป็นเพียงสักว่า "ธรรม" อยู่นั่นเอง. รวมความว่า "ธรรม" ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติก็ดี, ที่เป็นตัวกฎแห่งธรรมชาติก็ดี ที่เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติก็ดี, ที่เป็นผลเกิดตามกฎธรรมชาติก็ดี, ล้วนแต่เป็นสักว่า "ธรรม" เหมือนกันหมด เพื่อเป็นสิ่งที่มีความหมายครบ

น.463 ๙๘ ถ้วน เหมือนกับสิ่งที่เรียกโดยพวกอื่นว่า "พระเจ้า" นั่นเอง "พระเจ้า" ในภาษาธรรมของพุทธบริษัทมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ เพราะเหตุว่าเป็นการบรรยายตามแบบ ธรรมาธิษฐาน คือ การมองทะลุบุคคลไปยังสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ หรือ "ธรรม" ดังที่กล่าวมาแล้วอย่างซ้ำซากนั่นเอง. บุคคลประกอบอยู่ด้วยร่างกายกับจิตหรือวิญญาณก็มี, และที่บัญญัติว่าประกอบอยู่ด้วยร่างกายอย่างเดียว เช่นอสัญญีพรหม ก็มี, และที่ประกอบอยู่ด้วยจิตหรือวิญญาณอย่างเดียว เช่น อรูปพรหม ก็มี, ถ้ากล่าวบรรยายไปในลักษณะที่เป็นบุคคลเหล่านั้นแล้ว เรียกว่าการกล่าวตามแบบ ปุคลาธิษฐาน, เรียกว่า การกล่าวอย่างภาษาคนมิใช่ภาษาธรรม, และถือกันว่า การกล่าวอย่างปุคลาธิษฐานเช่นนั้น เป็นการกล่าวอย่างสมมติ คือกล่าวอย่างชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้ธรรมเป็นผู้กล่าว. ไม่ถือว่าเป็นความจริงแท้หรือเด็ดขาด (ultimate truth) อย่างในภาษาธรรม. ด้วยเหตุนี้พระเจ้าในภาษาธรรมของพุทธบริษัทนั้น มิใช่บุคคล, มิใช่จิตหรือวิญญาณ, มิใช่ร่างกายล้วน ๆ, และมิใช่จิตร่วมกันกับร่างกาย เป็นต้น, หากเป็นธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน ไม่มีลักษณะ ไม่มีรูปร่างหรือขนาด ไม่อยู่ใต้อำนาจเวลา นับไม่ได้ว่าองค์เดียวหรือหลายองค์ เพราะไม่มี

น.464 ๙๙ อะไรให้เป็นที่ตั้งแห่งการนับ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น, หากแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และเป็นที่รวมแห่งทุกสิ่งจริง ในความหมายที่ต่าง ๆ กัน ในอำนาจหน้าที่ที่ต่างกัน มากมายจนเหลือวิสัยแห่งการนับ ดังนี้เป็นต้น, พระเจ้าที่กล่าวไว้ในรูปของบุคคลหรือในภาษาคน นั้นจะเป็นเพียงฝุ่นละอองเม็ด หนึ่ง ที่นำเข้าไปเปรียบกับสากลจักรวาลทั้งหมด, ใน เมื่อนำเข้าไปเปรียบกับพระเจ้าในภาษาธรรม ซึ่งมี ขนาดหรือปริมาณที่คำนวณไม่ได้, จนต้องเรียกว่า "สิ่ง ที่คำนวณไม่ได้" ขึ้นมาอีกชื่อหนึ่ง. ถ้าพระเจ้าเป็นบุคคลหรือแม้แต่เป็นจิตเป็นวิญญาณ ก็อยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่คำนวณได้ โดยมาตรการ หรือมิติแห่งหลักวิชาใดวิชาหนึ่งไปทันที, และร่างกาย หรือจิตหรือวิญญาณ ก็เป็นเพียงฝุ่นละอองอณูหนึ่งของพระเจ้าในภาษาธรรมเท่านั้น, เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ พุทธบริษัทจึงไม่ถือว่าสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น เป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ, แต่เป็นธรรม หรือธรรมชาติประเภทอสังขตธรรม อันมีลักษณะนอกไปจากภาวที่จะพูดกันเข้าใจได้ด้วยภาษาพูดตามธรรมดา. ตัวอย่างแห่ง ลักษณะของ อสังขตธรรม เช่นไม่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ไม่ถูกบัญญัติว่าดีหรือชั่ว, ไม่มีเหตุ

น.465 ๑๐๐ ปัจจัยอะไรปรุงแต่งได้, ไม่อาจจะยินดียินร้ายได้ด้วยการกระทำ ของผู้ใด, ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับการอ้อนวอนของใคร คือไม่ มี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะการอ้อนวอนของ ใคร, ไม่มีรูปร่าง เพราะไม่กินเนื้อที่และไม่เกี่ยวกับเวลา, ไม่ ให้อะไรแก่ใคร ไม่รับอะไรจากใคร ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ซึ่ง พรรณนาไม่ไหว, หากแต่คงที่ตายตัว แน่นอน สม่ำเสมออยู่ ในความสมบูรณ์ครบถ้วน ทุกประการจนเราถือว่ามีอยู่ในทุก หนทุกแห่ง. ส่วนธรรมหรือธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง ซึ่ง ตรงกันข้ามจากที่กล่าวมานี้เรียกว่า สังขตธรรม, ได้แก่ วัตถุ ร่างกาย จิต วิญญาณ การกระทำ และผลของการกระทำ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ด้วยการยักย้ายเปลี่ยนแปลงนานาชนิด ที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ หรือ phenomenon ของโลกนั้น เป็นเพียงมายา หรือสิ่งลวงตาที่มาจากส่วนที่เป็น อวิชชา ในตัวมันเองปรุงแต่งกันขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีก เช่นเดียว กัน. อาการเหล่านี้ถูกบัญญัติเป็นดีเป็นชั่ว เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นหญิงเป็นชาย และเป็นอะไร ๆ ที่จัดเป็นคู่ ๆ จนนับหรือทำบัญชีไม่ไหว, แต่เนื้อแท้ของมันมิได้เป็นอะไร เช่นนั้นเลย, และนั่นแหละคือ ความเป็นอสังขตธรรม

น.466 ๑๐๑ ซึ่งมีซ่อนอยู่ในสิ่งที่เป็นเหตุการณ์, อย่างลึกลับและตาม ธรรมดามองเห็นไม่ได้. เพราะมองเห็นสิ่งที่เป็นความ จริงแท้ไม่ได้ ก็ต้องไปรู้จัก และยึดถือแต่สิ่งที่เป็นผิวนอก ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงต้องเป็นทุกข์. กฎแห่งกรรมนั้นเป็น อสังขตธรรม, และ มีอยู่ ในสิ่งทุกสิ่ง หรือในทุกปรมาณูของสิ่งทั้งปวง ที่จะทำให้ เกิดความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทางใจของมนุษย์เรา, และในทุก ๆ ปฏิกิริยาใด ๆ ที่เกิด อยู่กับสิ่งเหล่านั้น. ความเป็นอสังขตธรรมนี้ ที่ซ่อนอยู่ใน สิ่งทั้งปวงก็ดี ที่เป็นกฎแห่งกรรมก็ดี เป็นสิ่งต้องศึกษาด้วย การปฏิบัติตามวิธีของศาสนา จนกระทั่งเห็นชัด แล้วก็จะมี ค่าเท่ากับการเห็นพระเจ้า การถึงพระเจ้า หรือการปลดเปลื้อง ตนออกมาได้จากสิ่งที่เป็นเพียงมายาชั่วคราวเสียได้, แล้วอยู่ กับพระเจ้า หรือในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างไม่มีความทุกข์ เลยอีกต่อไป. ข้อนี้เมื่อกล่าวโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือ ไม่มีตัว ตนของตน สำหรับจะเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น อีกต่อไป นั่นเอง, แต่เรากล่าวกันอย่างภาษาคนว่าเราเข้าไป อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า เช่นนี้เป็นต้น.

น.467 ๑๐๒ ในตัวธรรมชาติก็ดี, ในตัวกฎแห่งธรรมชาติก็ดี, ในตัวหน้าที่ตามธรรมชาติก็ดี, ในตัวผลที่เกิดขึ้นตามหน้าที่ นั้นก็ดี, ล้วนแต่มีสิ่งที่เรียกว่า อสังขตธรรม, คือเป็นอะไร กะใครไม่ได้นอกจากตัวมันเอง, ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดทั้งนั้น และตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นตัวจริง ของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เพียงสิ่งเดียว ; นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ใน ฐานะที่เป็น "พระเจ้า" ในภาษาธรรม ของพุทธบริษัทใน ที่นี้. ส่วน คำว่า "ธรรม" ในฐานะที่เป็นคำสั่งสอน แห่งพระพุทธเจ้า ดังที่เราได้ยินกันทั่ว ๆ ไปในแบบเรียน เบื้องต้นนั้น หมายถึงบันทึกคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในลักษณะที่จะศึกษาและปฏิบัติตาม แล้วก็จะเข้าถึงตัว "ธรรม" ที่มีความหมายเท่ากับคำว่า "พระเจ้า" ในภาษาธรรม ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. นอกจาก นี้ เรายังมีคำว่า ธรรม คำเดียวกันนี้ ในความหมายอื่นอีกบ้าง, ทำนองเดียวกับคำว่า พระเจ้าในคริสตศาสนา ซึ่งบางทีก็ หมายถึงพระบุตร หรือพระจิต เป็นต้นได้อีกด้วย. แต่

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต