น.468 ๑๐๓ อย่างไรก็ดี เมื่อได้ปฏิบัติจนเข้าถึงตัวจริงของสิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็จะมาอยู่ที่สิ่งสิ่งเดียวกันอีกนั่นเอง. เมื่อวินิจฉัยกันถึง พระเจ้าในภาษาธรรม กันอย่าง แจ่มแจ้งแล้ว ก็ควรจะพูดกันถึงพระเจ้าในภาษาคน อีกสัก หน่อยเท่าที่จำเป็น คือเท่าที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในทาง ศาสนานั่นเอง. ๓. พระเจ้าในภาษาคน. พระเจ้าในภาษาคน เป็นที่ตั้งแห่งความยุ่งยากนานา ประการ คือต้องแปลความหมายของคำ หรือข้อความ เหล่านั้นให้ถูกต้อง. ถ้าแปลผิด หรือไม่แปล ก็จะเกิด ขัดขวางกันขึ้นกับวิชาการอื่น ๆ บ้าง, ต้องปฏิบัติตาม ๆ กัน ไปอย่างงมงายบ้าง, ทำให้คนทิ้งศาสนาเดิมของตน ไปมี ศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนาไปเลยบ้าง, ทำให้ศาสนิกชนแห่ง ศาสนานั้นเข้ากับศาสนิกชนแห่งศาสนาอื่นไม่ได้บ้าง, ดังนี้ เป็นต้น. ขออภัยที่จะต้องขอยกตัวอย่างที่ฟังดูแล้วค่อนข้างจะ หยาบคาย เช่น เราจะบอกกับเด็ก ๆ ว่า สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า
น.469 ๑๐๔ นั้นสิงสถิต (pervade) อยู่ในสิ่งทุกสิ่ง และในที่ทุกแห่ง. เด็กก็จะสงสัยและถามว่า แม้ในสุนัขและแม้ในมูลอุจจาระของ สุนัขด้วยเที่ยว หรือ ? เมื่อเป็นดังนี้ เราจะอธิบายว่าอย่างไร เพราะเด็ก ๆ รู้จักพระเจ้าแต่ในภาษาคนเท่านั้น จึงไม่อาจจะ เห็นด้วยได้ว่าพระเจ้าจะสิงอยู่ในสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร. ถ้า จะตอบว่ามิได้สิงอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ก็จะยิ่งผิดไปใหญ่ จน พระเจ้าหมดความหมาย เพราะมิได้มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง. พระเจ้าในภาษาคน ที่มีบุคลิกภาพ และความ รู้สึกอย่างคน คือโกรธก็ได้, รักก็ได้, เป็นต้นนั้น ย่อม อยู่ในสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ เพราะเหม็นและสกปรก, หรือเป็น ของที่ต่ำทรามเกินไปกว่าที่สิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้. ส่วนพระเจ้าในภาษาธรรมที่เรียกว่า "ธรรม” เช่น กฎ แห่งกรรม, กฎแห่งเหตุผล, กฎแห่งการสร้างและการ ทำลาย; เป็นต้นนั้น ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, รักไม่เป็น, โกรธไม่เป็น, จึงรู้สึกเหม็นหรือหอมไม่ได้, รู้สึกสะอาดหรือ สกปรกไม่ได้. ดังนั้นจึงสิงอยู่ได้ในทุกสิ่ง แม้แต่ในมูล อุจจาระของสุนัข เป็นต้น.
น.470 ๑๐๕ ถึงตอนนี้ ควรจะกล่าวเสียด้วยว่า คำกล่าวของพุทธศาสนาบางนิกาย ที่ว่าพุทธภาวะก็ตาม สุญญตาก็ตามตถาตา ฯลฯ อะไรในชื่ออื่นอีกหลายอย่างก็ตาม มีในทุกสิ่ง แม้แต่สุนัข หรือมูลสุนัข นั้นเหมือนกัน. นี้เป็นเพราะไม่เล็งถึงบุคคลนั้นเอง เช่นพุทธะคือความว่าง, หมายถึงว่างจากตัวตนบุคคลที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะที่แท้จึงเป็นเพียง "ธรรม" หรือธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเป็นพืชพันธุ์แห่งความรู้ เพราะว่างจากความรู้สึกว่า "ตัวกู–ของกู", ที่อยู่ในระดับต่าง ๆ กัน, เช่นในระดับที่ยังเป็นเหมือนเมล็ดพืชที่ยัง "นอนหลับ" อยู่, หรือกำลังผลิหน่ออยู่, หรือที่กำลังเจริญอยู่, หรือที่เจริญเต็มที่เบิกบานเต็มที่แล้ว คือที่มีในมนุษย์ที่มีการตรัสรู้แล้ว. ทุกอันดับเรียกว่า "ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ" ได้ด้วยกันทั้งนั้น, และมีความว่าง หรือ สุญญตาเป็นลักษณะประจำเสมอกัน อยู่ในส่วนลึก, ไม่ใช่ที่ผิวนอกหรือที่กิริยาอาการ, ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็น"ธรรม" ผู้นั้นเห็นตถาคต" – (อิติ.ขุ. ๒๕/๓๐๐) ซึ่งหมายความว่า การเห็นองค์พระพุทธเจ้า ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์ต่อเมื่อเห็นธรรมที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นและในทุก
น.471 ๑๐๖ สิ่งอย่างถูกต้องตลอดถึงในตัวเองด้วย จึงจะชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงรับรอง. ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า เห็นร่างกายของพระองค์นั้นคือเห็นพระพุทธเจ้าอย่างภาษาคน, ส่วนการเห็น "ธรรม" นั้นคือเห็นพระพุทธเจ้าอย่างภาษาธรรมนั่นเอง, และเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงด้วย. พระพุทธเจ้าอย่างภาษาคน จะมีอยู่ในที่ทุกแห่งและตลอดอนันตกาลนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, ส่วน พระพุทธเจ้าในภาษาธรรมนั้นมีอยู่ได้ในที่ทุกแห่ง และตลอดอนันตกาล ด้วย, ทำนองเดียวกับสิ่งที่เรียก "ธรรม" ในฐานะที่เป็นพระเจ้า ซึ่งอยู่ในรูปกฎแห่งกรรม, กฎแห่งเหตุผล, กฎแห่งการปรุงแต่งให้มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป, ดังนี้เป็นต้นนั้น มีอยู่ในที่ทุกแห่ง แม้แต่ในมูลอุจจาระแห่งสุนัข ดังที่กล่าวแล้ว. ดังนั้นเราจึงสรุปความได้อีกครั้งหนึ่งว่า พระเจ้าในภาษาคน นั้นเป็นเพียง คำพูดที่สมมติพูดกันอย่างภาษาชาวบ้าน เพื่อให้ฟังง่ายสำหรับเด็ก ๆ หรือผู้มีความรู้สึกอย่างเด็ก มีความรู้อย่างเด็ก มีความคิดอย่างเด็ก ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุแล้วไปพลางก่อน จนกว่าจะมีความเจริญทางสติปัญญา สามารถเข้าใจพระเจ้าในภาษาธรรม ได้ในที่สุดนั่นเอง แล้วก็จะเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันไปในตัว.
น.472 ๑๐๗ ในคัมภีร์ไบเบิล มีการบรรยายพระเจ้าอย่างสำนวนภาษาคนมากมาย และไม่มีการตีความเป็นภาษาธรรมอย่างเป็นทางการ แต่บังคับให้เชื่อตามตัวอักษรเช่นนั้นไปก่อนจนกว่าจะมีความเข้าใจด้วยตนเองในภายหลัง. ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะไม่ให้บางคนเกิดความเห็นขัดแย้ง เพราะทนเชื่ออย่างยาวนานไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น การตีความที่เป็นภาษาคนออกมาเป็นภาษาธรรม อาจจะไม่เหมาะสำหรับสมัยโบราณในถิ่นนั้น เพราะจะทำให้หมดความศักดิ์สิทธิ์ และขัดต่อความรู้สึกของคนสมัยนั้น. ครั้นตกมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ เหตุผลเช่นที่กล่าวนั้น ควรจะหมดไปแล้ว และควรจะตีความเป็นภาษาธรรมกันได้ทุก ๆ ประโยคหรือแม้ทุกตัวอักษรด้วยซ้ำไป. ข้าพเจ้าคิดว่า คำบางคำเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยาก ที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นระหว่างศาสนาอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า spirit หรือวิญญาณ. ทางคริสเตียนบัญญัติว่าพระเจ้าที่แท้จริงนั้นไม่ใช่คนหรือบุคคล แต่เป็นวิญญาณ หรือจิต (spirit) ส่วนคำว่า "วิญญาณ" นั้น ในภาษาไทย หรือภาษาบาลีก็ตาม เป็นเพียงสิ่งที่ไม่คงที่ถาวร มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงได้
น.473 ๑๐๘ และเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่งของบุคคล, ดังนั้นพวกพุทธบริษัทจึงเข้าใจพระเจ้าชนิดที่เป็นจิตหรือวิญญาณ นั้นไม่ได้. ยิ่งเมื่อในคัมภีร์เยเนซิสได้กล่าวถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกในลักษณะที่เป็นบุคคลที่มีความรู้สึกคิดนึกอย่างคนไว้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ว่าสิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณ" หรือ "จิต" ที่เป็นพระเจ้านั้นเป็นอะไรกันแน่. ยิ่งมีคนบางคนใช้คำว่า character เข้ากับพระเจ้าด้วยแล้ว ก็เลยเข้าใจไม่ได้เอาเสียทีเดียว. ดังนั้นคำเช่นนี้ทุกคำ ต้องมีการจำกัดความ หรือตีความหมายเป็นภาษาธรรมให้รัดกุม จึงจะมีช่องทางที่พุทธบริษัทจะทำความเข้าใจกันได้และร่วมมือกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลกเป็นส่วนรวม โดยไม่มีอะไรที่กระทบกระทั่งกัน หรือกีดขวางกันได้เป็นอย่างดี. ตามความรู้สึกของพุทธบริษัทนั้น พระเจ้าจะเป็น, หรือจะมี, ปุคลิกภาพ (personality) หรือปัจเจกภาพ (individuality) ไม่ได้ เพราะมิใช่บุคคล หรืออะไร ๆ ที่มีลักษณะ (character) อันจะให้กำหนดได้ว่าเป็นอย่างไรหรือมีจำนวนเท่าใด, แม้แต่จะกล่าวว่ามีจำนวน "หนึ่ง" ก็กล่าวไม่ได้เสียแล้ว. สิ่งที่เป็น อภาวะ เช่นนี้ พุทธบริษัทใช้คำว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมชาติ" เป็นคำสามานยนาม
Buddhadasa