Buddhadasa.org

คริสตธรรม และ พุทธธรรม ตอนที่ ๑๐ — ๔. พระเจ้าในภาษาคนมีความหมายภาษาธรรมทั้งสิ้น

คริสตธรรม และ พุทธธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คริสตธรรม และ พุทธธรรม (๑๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.474 ๑๐๙ สำหรับเรียกเป็นกลาง ๆ ซึ่งจะใช้เรียกอะไรก็ได้ แต่ไม่อาจ จะเรียกว่าเป็นจิต หรือวิญญาณได้เลย. ดังนั้น ข้าพเจ้าเข้า ใจว่า คำว่า "วิญญาณ" นี่เอง เป็นตัวการที่ทำให้เข้าใจกัน ไม่ได้. และอย่างที่จะเข้าใจได้ ก็เข้าใจว่า "วิญญาณ" นั้น เป็นพระเจ้าในภาษาคน หรืออย่างบุคลาธิษฐาน อยู่ร่ำไป หาใช่พระเจ้าตามความหมายที่แท้จริงไม่ จึงได้เรียกว่า "พระ เจ้าในภาษาคน" และถือว่า "พระเจ้า" ตามที่กล่าวถึงในไบเบิล ทั่ว ๆ ไปนั้น จะต้องตีความเป็นภาษาธรรมอยู่เสมอ. ๔. พระเจ้าในภาษาคน มีความหมาย ในภาษาธรรมซ่อนอยู่ด้วยเสมอ. ข้าพเจ้าอยากจะยืนยันว่า ทุกแห่งในพระคัมภีร์ของ ศาสนาไหนก็ตาม ที่กล่าวถึงพระเจ้าอย่างในภาษาคน นั้นอาจจะแปลความหมายเป็นภาษาธรรมได้ทั้งนั้น. เพื่อ เป็นการประหยัดเวลา จะขอยกตัวอย่างด้วยเรื่อง พระเจ้าผู้ สร้างโลกอย่างที่กล่าวไว้ในเยเนซิสโดยตรง. เรื่องพระเจ้าทรงสร้างโลก ใน เยเนซิส บทที่ หนึ่งถึงบทที่สามนั้น เป็นเรื่องสร้างโลกฝ่ายวิญญาณ, หรือ

น.475 ๑๑๐ ฝ่าย "ธรรม" ตามที่เรียกกันในหมู่พุทธบริษัท. ข้อนี้ หมายถึงการที่มนุษย์ ได้วิวัฒนาการทางความรู้สึกคิดนึก ขึ้นมา ถึงระดับที่ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉานอีกต่อไป, คือเป็นมนุษย์ ทั้งทางกายและทางใจนั่นเอง, หมายถึงอารยธรรมอย่างมนุษย์ ได้ตั้งขึ้นแล้วในจิตใจของสัตว์ที่แต่ก่อนก็มีรูปร่างอย่างมนุษย์ แต่จิตยังอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน หรือครึ่งมนุษย์ ครึ่งสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง. มนุษย์ทางร่างกายคือสักว่ามี รูปร่างอย่างมนุษย์นั้น เชื่อกันว่ามีมาแล้วตั้งสองแสนปี เป็น อย่างน้อย, และโลกหรือพื้นแผ่นดินทางฟิสิกส์นั้น .เชื่อกัน ว่ามีมาแล้วไม่น้อยกว่าพันล้านปี, ส่วนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ตามที่กล่าวไว้ในไบเบิลนั้น เมื่อคำนวณดูจากเรื่องราวนั้น ๆ แล้วจะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดเมื่อสักแปดพันปี หรือหมื่นปีเป็นอย่างมาก ดังนั้นคำว่า "โลก" ที่ถูกสร้าง นั้นจะเป็นโลกทางวัตถุหรือฟิสิกส์ไปไม่ได้, แต่ต้องเป็นโลก ทางเมตา-พี่สิกส์ (meta physic) , คือโลกในภาษาธรรมทาง ฝ่ายจิตใจหรือวิญญาณนั่นเอง. ข้อที่น่าขบขันอย่างหนึ่ง ก็คือข้อที่เจ้าหน้าที่คริสตศาสนิกบางคนไม่ยอมให้สมาชิกของ ตนเชื่อตามที่นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้กล่าวว่า คนมาจากลิง

น.476 ๑๑๑ หาใช่พระเจ้าสร้างไม่. เรื่องนี้มันไขว้กันอย่างน่าหัว. คน มาจากสัตว์ที่ครึ่งคนครึ่งลิง สัตว์ครึ่งคนครึ่งลิง มาจากลิงนี้ เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง หากแต่ว่าเป็นเรื่องเก่าแก่ตั้งล้าน- ล้านปีมาแล้ว หาใช่เรื่องเมื่อประมาณหมื่นปีมาแล้วเหมือนที่ กล่าวไว้ในเยเนซิสไม่. เรื่องสร้างโลกในเยเนซิส เป็นโลก ทางวิญญาณ หรือในภาษาธรรม เป็นโลกในใจของคน ที่ เจริญขึ้นมาพอที่จะแยกตัวจากสัตว์เดรัจฉานมาเป็นมนุษย์ได้ ตามความหมายของคำว่า "มนุษย์" ซึ่งจะแปลว่า "เชื้อสาย แห่งพระมนูเป็นเจ้า" หรือแม้แต่จะแปลว่า "สัตว์ที่มีใจ สูง" ก็ตาม พุทธบริษัทยอมรับในข้อนี้ โดยพุทธภาษิตที่ว่า "โลกก็ตาม เหตุให้เกิดโลกก็ตาม ความดับสนิทแห่งโลก ก็ตาม หนทางที่โลกจะดับสนิทก็ตาม ตถาคตบัญญัติว่ามี อยู่ในร่างกายของคนอันยาววาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจ" -(โลหิตตัสสสูตร จตุก. อํ.) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า สิ่งที่เรียก ว่า "โลก" ในภาษาธรรม หรือภาษาศาสนา นั้นหมายถึง โลก ที่มีอยู่ในใจของคน, หาใช่โลกทางวัตถุ หรือทางฟิสิกส์ ซึ่งเป็นโลกในภาษาคน ซึ่งอยู่นอกตัวคนไม่เลย, พระเจ้า ที่แท้จริง ต้องสร้างโลกในใจคน จึงจะสมกับความเป็น

น.477 ๑๑๒ พระเจ้า, ถ้าไปสร้างโลกทางวัตถุ หรือเนื้อหนังแล้ว พระเจ้า ก็จะลดค่าตัวเองต่ำลงไปจนหมดความหมายทีเดียว. แม้ที่ เกี่ยวกับสัตว์และวัตถุธาตุ พระเจ้าก็ต้องสร้างหรือยุ่งเกี่ยวกับ ส่วนที่เป็นสปิริต หรือเจตนารมณ์ ของสิ่งเหล่านั้น เช่น ความรู้สึกในใจหรือกฎแห่งกรรม, กฎแห่งความหมุนเวียนไป ตามเหตุผล ฯลฯ ซึ่งมีประจำอยู่ ในสิ่งเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน และเราจะเรียกมันว่า สปิริต หรือวิญญาณ ของสิ่งเหล่านั้น แม้ ที่เป็นวัตถุธาตุ เช่นก้อนกรวดก้อนหินเป็นต้น. พระเจ้า เป็นอำนาจลึกลับเหนือการบรรยายด้วยภาษามนุษย์ จึงสามารถ สร้างและควบคุมสิ่งทุกสิ่งได้จริง. แต่ข้อความเกี่ยวกับการ สร้างมนุษย์ในคัมภีร์เยเนซิสนั้น หมายถึง "สร้าง" มนุษย์ใน ทางจิตใจตามภาษาธรรมโดยตรง รู้ได้จากรายละเอียดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้. ในเยเนซิส ๓/๒๔ มีข้อความกล่าวถึง การที่ พระเจ้าไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะห้ามไม่ให้ มนุษย์กินผลไม้แห่งความรู้สึก ชั่วดี (Tree of Knowledge of Good and Evil) แต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันมิให้ มนุษย์ได้กินผลไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) . นี้แสดงว่า

น.478 ๑๑๓ ก่อนหน้านี้ มนุษย์ไม่มีความเป็นมนุษย์ถึงขนาดที่จะรู้ว่าอะไร ดี อะไรชั่ว, เป็นหญิงหรือเป็นชาย, นุ่งผ้าหรือเปลือยกาย, เป็นสามีหรือภรรยาเป็นต้น อันเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า สัตว์แม้ที่เป็นครึ่งคนครึ่งมนุษย์ หรือ ape man นั้น ไม่ มีความรู้สึกเหล่านั้น, แม้จะทำการสืบพันธุ์กันระหว่างตัวผู้ กับตัวเมีย ก็หามีความรู้สึกว่า สามี-ภรรยา เหมือนที่มนุษย์ สมัยที่ "กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว" ของพระเจ้าแล้วไม่. การ ที่มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้นมาถึงขนาดที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว นั่นเอง คือความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์, ข้อนี้ก็ ได้ทำให้มีปัญหาทางจิตใจ เกี่ยวกับความดีความชั่วมากขึ้น จนมีความทุกข์เกิดขึ้นใหม่อีกแบบหนึ่งสำหรับมนุษย์โดย เฉพาะ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานจะไม่มีเลย, และนี่แหละคือโทษถึง "ตาย" ที่มนุษย์ได้รับจากพระเจ้า เนื่องในการกินผลไม้ต้อง ห้ามต้นนั้น, มนุษย์มีภาระหนัก ที่จะต้องแก้ไขสะสาง ปัญหาของมนุษย์เกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะเหตุที่ ไม่ได้กินผลไม้ของต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ต้นไม้แห่ง ชีวิต" คือผลไม้แห่งอมตะ คือกินแล้วจะไม่ตายอีกต่อไปจะ อยู่ถาวรเหมือนพระเจ้า.

น.479 ๑๑๔ อยากจะขอกล่าวแทรกไว้เสียที่ตรงนี้สักหน่อยว่า ไบเบิลฉบับภาษาไทยแปลคำ tree of life ว่า "ต้นไม้ที่ให้ชีวิตเจริญ" ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นคำแปลที่ไม่ตรงความหมายเดิมอันจะต้องแปลว่า "ชีวิต" เฉย ๆ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า "ไม่ตาย" เพราะสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น คือความไม่ตาย. ถ้ามนุษย์ได้กินผลไม้ต้นนี้แล้วจะไม่ตาย คือมีความรู้อย่างที่ในพุทธศาสนาเรียกว่า "อมตธรรม" ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนสำหรับตาย. รวมทั้งไม่มีเกิด แก่ และเจ็บ, ด้วย ซึ่งหมายถึงการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานั่นเอง, นี้มีลักษณะที่กล่าวได้ โดยสำนวนภาษาคน ว่า ถึงความไม่ตาย, หรือเข้าสู่อมตมหานคร คือนิพพานได้ในชีวิตนี้ ที่ตนรู้สึกอยู่ด้วยใจเอง. ข้อนี้หมายความว่า ในเยเนซิสแห่งคัมภีร์ไบเบิลนั้นก็มีการกล่าวถึงสิ่งที่เรียกในพุทธศาสนาว่า โลกุตตรธรรมหรืออมตธรรม, ถ้ามีการแปลเป็นภาษาไทยอย่างถูกต้องแล้ว พุทธบริษัทก็จะมีความรักและนับถือคัมภีร์ไบเบิลเท่ากับพระไตรปิฎกของตนด้วยเหมือนกัน. น่าจะมีการชำระคำแปลไบเบิลฉบับภาษาไทยกันเสียใหม่ เพราะคำว่า “ให้ชีวิตเจริญ" นั้นในทางพุทธศาสนามีความหมายว่า ยิ่งมีความทุกข์ชนิดที่สูงประณีตละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม,

น.480 ๑๑๕ และไม่มีที่สิ้นสุด, ถ้าแปลว่า "ชีวิต" เฉย ๆ กลับเล็งไปถึงชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ในภาษาธรรมคือชีวิตนิรันดร อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกล่าวถึงอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง และเรียกในพุทธศาสนาว่า "อมตธรรม", หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “อนันตชีพ" หรือ eternity หรือ immortality เป็นต้น. เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า คำว่าพระเจ้าก็ดี โลกก็ดี ต้นไม้แห่งความรู้จักชั่วและดี ก็ดี, ต้นไม้แห่งชีวิตก็ดี ล้วนแต่เป็นคำที่อาจจะแปลความหมายจากภาษาคน มาสู่ภาษาธรรม ได้ด้วยกันทั้งนั้น. และเมื่อแปลแล้ว จะทำให้เราเข้าถึงแก่นความหมายของคำเหล่านั้น และเห็นว่าเป็นการแสดงธรรมะชั้นสูงในระดับโลกุตตระ หรือ ultra mundane เช่นเดียวกับพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ที่มีหลักธรรมะในระดับนั้น, หาใช่เป็นเพียง "นิทานโบราณของพวกเฮบราย" ดังที่บางคนชอบเรียกกันไม่เลย. ข้อละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ ลงไปที่ควรสนใจ หรือแปลความเป็นภาษาธรรม ยังมีอยู่อีกมากมาย เช่น :– ในเยเนซิส ๑/๒๖ มีว่า "ลำดับนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่าเราจะสร้างมนุษย์ให้มีรูปร่าง อย่างรูปร่างของเรา ให้เหมือน

น.481 ๑๑๖ เรา" ดังนี้ ข้อนี้นำมาซึ่งความขบขันอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้สอน ศาสนาคริสเตียนบางท่านแม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูง ยืน ยันอยู่ในหนังสือของท่านว่าพระเจ้าไม่มีรูปร่าง แล้วก็อ้างเหตุ ผลต่าง ๆ นานา พวกเด็ก ๆ ที่ข้าพเจ้าเอาหนังสือนั้นให้อ่าน ก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง เพราะถ้อยคำในไบเบิลกล่าวไว้ชัดว่า มนุษย์กับพระเจ้ามี likeness ที่เหมือนกัน และเป็นพระประสงค์ ของพระเจ้าโดยตรง. ข้อนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ตีความหมายใน ภาษาธรรมของคำ ๆ นี้ ให้ถูกต้อง. พระเจ้าสร้างมนุษย์ด้วย "ความเหมือน" กับพระเจ้านั้น ควรจะหมายความว่า สามารถ ที่จะเป็นเช่นเดียวกับพระเจ้า คือเข้าถึงความเป็นอันเดียว (unity) กันกับพระเจ้า เช่นถ้าได้กินผลไม้แห่งชีวิตเข้าไปก็จะ กลายเป็นพระเจ้าอย่างเดียวกัน ในกาลข้างหน้าโดยแน่นอน หากแต่พระเจ้าทรงประวิงเวลาอันนี้เอาไว้ก่อน ดังกล่าวไว้ใน เยเนซิส ๓/๒๔ ว่าทรงพิทักษ์ต้นไม้ต้นนั้นไว้เป็นพิเศษ ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงมันได้นั่นเอง การไปเถียงกันด้วยเรื่อง รูปร่างทางร่างกาย หรือทางฟิสิกส์ของพระเจ้านั้น น่า ขบขัน.

น.482 ๑๑๗ ในเยเนซิส ๒/๗ มีว่า "ลำดับนั้น พระเจ้าได้ทรง สร้างรูปของมนุษย์ขึ้นด้วยฝุ่นจากพื้นดิน และได้ทรงหายใจลมหายใจ แห่งชีวิตลงไปในรูจมูกของมนุษย์นั้น แล้วมนุษย์นั้น ก็ได้กลายเป็น มนุษย์ที่มีชีวิตขึ้นมา." คำว่ามนุษย์ที่สร้างขึ้นจากดินนั้นหมาย ถึงร่างกายของมนุษย์ ในสมัยที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอย่าง มนุษย์ ยังเป็นเหมือนสัตว์ที่ปราศจากสติปัญญา จึงมีค่าเท่า กับก้อนดินที่บั้นขึ้นมาเป็นรูปคน. ครั้นมาถึงสมัยที่มนุษย์ มีความรู้สึกสูง จนแยกตัวเองออกมาจากความเป็นสัตว์ เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไปแล้ว นั่นคือการที่พระเจ้าได้หายใจ "ลมแห่งชีวิต" ลงไปในรูจมูกของเขา. ข้อนี้เป็น การสร้าง มนุษย์กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นการสร้างทางวิญญาณ หรือทางจิตใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เราถือว่า การสร้างโลกที่กล่าว ในเยเนซิสนั้นเป็นการสร้างโลกฝ่ายวิญญาณดังที่กล่าวแล้ว. ในเยเนซิส ๒/๒๑-๒๒ มีว่า "ดังนั้นพระเจ้าจึง บันดาลความหลับสนิทให้เกิดแก่มนุษย์ผู้ชายนั้น, เมื่อเขากำลัง หลับอยู่ ได้ทรงดึงซี่โครงของเขาออกมาซี่หนึ่ง แล้วทรงปิดแผล นั้นเสียด้วยเนื้อ. ด้วยซี่โครงนั้น พระองค์ได้ทรงสร้างให้ เป็นผู้หญิง แล้วมอบให้แก่ผู้ขายนั้น." คำพูดทำนองนี้ คง

น.483 ๑๑๘ ไม่มีใครยอมรับได้ตรง ๆ ตามตัวหนังสือเหล่านั้น และคิดว่า คงจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งแฝงอยู่ และหาทางตีความ หมายกันต่อไป, ความหมายนั้น ตามความรู้สึกของพุทธบริษัท รู้สึกว่าหมายถึง การที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียม กันกับผู้ชาย นั่นเอง. ทั้งนี้เพราะมีคำกล่าวไว้ในที่อีกแห่ง หนึ่งซึ่งเรียกคนหนุ่มว่า "บุตรของพระเจ้า" และเรียกหญิงสาวว่า "บุตรีของมนุษย์"-(เยเนซิส ๖/๒) ซึ่งหมายความว่ามีอะไร ไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง. ผู้ชายนั้นสร้างขึ้นจากดิน ซึ่งหมาย ถึงลักษณะเข้มแข้ง และเรียกว่า man. ส่วนผู้หญิงนั้นสร้างขึ้น มาจากส่วนหนึ่งแห่งร่างกายผู้ชาย จึงได้เรียกว่า woman, ซึ่ง หมายถึงส่วนหนึ่งของผู้ชายนั่นเอง. ผู้ชายมี ฐานะเป็นถึงลูก ของพระเจ้า ส่วนผู้หญิงมีฐานะเพียงบุตรีของมนุษย์ ดังนี้แล้ว จะเป็นผู้ที่มีสิทธิและหน้าที่เสมอกันได้อย่างไร, และพึงเข้าใจ ต่อไปอีกว่า พระเจ้าหรือธรรมชาติก็ตาม, ไม่ได้ต้องการ ให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีอะไรเท่ากันและเหมือนกัน เพราะ อย่างน้อยผู้หญิงจะต้องคลอดบุตร และเลี้ยงลูกด้วยเลือดในอก ของตัว. การที่คนสมัยนี้ พยายามให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิ และหน้าที่เหมือนกันนั้น เป็นการฝืนความประสงค์ของพระ

น.484 ๑๑๙ เจ้าโดยตรง หรือฝืนธรรมชาติอย่างหลับหูหลับตา ถ้าผู้ หญิงคนใดอยากจะทำอย่างผู้ชายก็ควรทำการผ่าตัดต่อมแกลนด์ ต่าง ๆ ของผู้หญิงออกเสีย แล้วปลูกต่อมแกลนด์และอื่น ๆ ของ ผู้ชายลงไปแทนให้เป็นผู้ชายเต็มตัวเสียก่อน จะเป็นการดีกว่า การตบตา โดยข้างนอกเป็นอย่างหนึ่ง ข้างในเป็นอีกอย่างหนึ่ง และไม่เป็นการฝืนกฎของพระเจ้าด้วย. ข้อนี้เป็นการยืนยันว่า คริสตธรรมไม่ยอมรับว่าผู้หญิงมีสิทธิหน้าที่เท่ากับผู้ชาย เช่นเดียวกับพุทธศาสนาเหมือนกัน. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ข้อที่สตรีจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้, แต่การที่บุรุษจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็น สิ่งที่เป็นได้" (อัฏฐานปาลิ เอก. อํ.๒๑/๓๖/๑๖๔) และ ยังมีการกล่าวถึงการที่สตรีเป็นอะไร ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่างเช่น เป็น จักรพรรดิ์ ไม่ได้ เป็น พรหม ไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น. และในบาลี จตุก. อํ. ๒๑/๑๐๗/๘๐ มีข้อความอันแสดงให้ เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงรับรองข้อที่ปฏิบัติกันอยู่ในอินเดีย สมัยนั้นอันมีอยู่ว่า สตรีไม่นั่งในรัฐสภา, สตรีไม่ทำการงาน ที่สำคัญพิเศษ, สตรีไม่ไปรัฐกัมโพช (ซึ่งเทียบเท่ากับไป เรียนเมืองนอกกันในสมัยนี้), แล้วได้ตรัสเหตุผลที่ว่าทำไม

น.485 ๑๒๐ จึงควรเป็นเช่นนั้น ซึ่งสรุปความว่า เพราะสตรีไม่ได้ประ- กอบไปด้วยกำลังกายกำลังใจที่บึกบึนเข้มแข็งพอ, เพราะ ธรรมชาติสร้างสตรีมาเพื่อวัตถุประสงค์อันต่างจากผู้ชาย. ถ้า สตรีขืนไปทำหน้าที่ของผู้ชายเสียแล้ว หน้าที่ของสตรีในโลก นี้ก็จะไม่สมบูรณ์ และปัญหาใหม่ ๆ อย่างอื่น ๆ จะเกิดขึ้นอีก เป็นอันมาก ซึ่งเท่ากับ การลงโทษของพระเจ้าแก่มนุษย์ อีกนั่นเอง สรุปความข้อนี้ว่า คำกล่าวในไบเบิลที่ว่า สร้าง ผู้ชายด้วยดิน สร้างผู้หญิงด้วยซี่โครงของผู้ชายนั้นเป็นการ ถูกต้องแล้ว, เป็นความจริงแท้ของธรรมชาติแล้ว. ถ้าเรา เข้าใจไม่ได้ ก็ควรจะถือเสียว่า เขาเขียนไว้เพื่อให้พวกเรา ในยุคนี้กลายเป็นคนโง่ ไปนั่นเอง, ไม่ควรเห็นเป็นเรื่อง เหลวไหล หรือเป็นเพียง "นิทานโบราณของพวกเฮบราย" ดังที่บางคนเข้าใจ. ในเยเนซิส ๒/๑๖-๑๗ มีข้อความว่า " และ พระเจ้าได้ทรงบังคับผู้ชายนั้นว่า เจ้ากินผลไม้จากทุก ๆ ต้นได้ ตามใจชอบ เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้จักดีและชั่ว เจ้าต้องไม่กิน, เพราะในวันที่เจ้ากินนั่นเอง เจ้าจะต้องตาย ." ข้อความนี้ ถ้า ถือเอาตรงตามตัวอักษรอย่างหลับหูหลับตาแล้ว ก็เป็น เรื่อง

น.486 ๑๒๑ ตลกสิ้นดี และไม่มีใครเข้าใจได้ว่าทำไมพระเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา และรักเขาอย่างยิ่ง แล้วทำไมจึง ไม่อยากให้เขาเจริญด้วยความรู้เป็นต้นเล่า. เราต้องตีความ ในภาษาคน ที่กล่าวไว้ลึกซึ้งนี้กันเสียก่อนแล้วก็จะเข้าใจ. ข้อนี้ หมายความว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาในใจมนุษย์ ก็เพราะมนุษย์ ไปยึดถือความดีและความชั่ว ตามความเข้าใจของตน. กลัว ความชั่วจนทำอะไรไม่ถูกก็มี, ห่วงความดีจนนอนไม่หลับก็มี ; ฆ่าตัวเองตายเพราะกลัวจะถูกหาว่าเป็นคนชั่วก็มี. ความ ยึดถือในเรื่องดีชั่ว เป็นเหตุให้เกิดตัณหาความอยาก, อุปา- ทานความยึดถือในขั้นที่เป็นตัวความทุกข์โดยตรง, หรือให้ เกิดความโลภ โกรธ หลง โดยทั่วๆ ไป และเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น. ต่อเมื่อใด ระงับความดีความชั่วเสียได้, เพิก ถอนบุญและบาปเสียได้, อยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วโดยประการ ทั้งปวงแล้ว จึงจะเป็นพระอรหันต์ หรือนิพพานตามหลัก แห่งพุทธศาสนา. การที่พระเจ้าห้ามไม่ให้มนุษย์กินผลไม้ แห่งความรู้ดีชั่วนั้น มิได้หมายความว่าต้องการให้มนุษย์ เป็นสัตว์โง่เขลา, แต่มีความหมายว่า ต้องการไม่ให้เข้าไป เกี่ยวข้องกันเข้ากับรากฐานของความทุกข์ ซึ่งมีค่าเท่า

น.487 ๑๒๒ กับความตายทางวิญญาณ พระเจ้าจึงกล่าวว่ากินในวันใด จะตายในวันนั้น. ข้อนี้ เล็งถึงยุคใดสมัยใด ที่มนุษย์รู้เรื่อง ความดีชั่วและยึดถือกันแล้ว ยุคนั้นสมัยนั้น มนุษย์จะมีความ ทุกข์ชนิดใหม่ ที่ร้ายกาจลึกซึ้งกว่าความทุกข์อย่างอื่นหมด เกิดขึ้นทันที, และจัดว่าเป็นความตายทางวิญญาณเกิดขึ้นเป็น ปัญหาอันใหม่ สำหรับจะต้องรักษาเยียวยากันต่อไปอย่างใหญ่ หลวงกว่าปัญหาอื่นทั้งหมด. การที่เรียกการกินผลไม้นี้เข้า ไป ว่าเป็น การสร้างบาปดั้งเดิม (original sin) ของมนุษย์ นั้นเป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดเริ่มแรกที่มนุษย์ เริ่มถลำเข้าไปในบาป และติดเนื่องสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไม่ขาดสาย. บางคนไม่ยอมรับว่า บาปของมนุษย์คน แรกที่กินผลไม้เข้าไป จะติดมาถึงลูก หลาน สมัยหลัง ๆ ได้ อย่างไร เพราะบาปกรรมนั้น เป็นของเฉพาะตัวผู้ทำ. แต่ ที่แท้ข้อความนี้ เล็งถึงการที่มนุษย์ในโลกได้ตั้งต้นทำผิด อย่างดีหรืออย่างสูงมาแล้วในยุคนั้น และสืบเนื่องกันมาด้วย การถ่ายทอดความหลง (โมหะ) อันนี้ ให้แก่กันและกันสืบ มาอย่างไม่ขาดสาย และอย่างไม่รู้สึกตัว. ถ้าตีความหมาย ในภาษาธรรมกันอย่างนี้แล้ว หลักเรื่องบาปดั้งเดิม ใน

น.488 ๑๒๓ ศาสนาคริสเตียนก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และยอมรับได้ สำหรับพุทธบริษัททั่วไป เพราะมีใจความอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ไม่ให้ยึดเรื่องความดีและความชั่ว จนเกิดเป็น ทุกข์ขึ้นมานั่นเอง. สำหรับเรื่อง ต้นไม้แห่งชีวิต ที่กินแล้วไม่ตาย นั้น แม้จะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงอีกต่อไป ก็เป็นการกล่าว อย่างยิ่งอยู่แล้วในตัวคือ ข้อความทุกๆ แห่งที่พระเยซู- คริสต์ได้ตรัสถึงการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงชีวิตนิรันดรนั่นเอง เป็นการกินผลไม้แห่งชีวิตที่พระเจ้าหวงแหน ถึงกับขับ ไล่อาดามกับอีฟให้ออกไปเสียจากสวนนั้นเลย. แต่ในที่สุด พระเยซูคริสต์ก็ได้เปิดโอกาสให้ลูกหลานของอาตามในสมัย ของพระองค์ ได้กินผลแห่งต้นไม้ชีวิตนั้นจนได้. สำหรับ พุทธศาสนาไม่ได้กล่าวเป็นอุปมาทำนองนั้น แต่กล่าวตรง ๆ ถึงการปฏิบัติธรรมจนกระทั่งหมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้ง ปวง ลุถึงอมตธรรมที่ทำผู้ ได้บรรลุให้กลายเป็นผู้ ไม่มีปัญหา เกี่ยวกับความตายอีกต่อไป, ไม่เห็นว่ามีใครเกิดใครตาย, มี แต่สภาพที่เรียกว่า "ธรรม" หรือ "พระเจ้า" ปรากฏแก่ความ รู้สึกอยู่ตลอดไป. นี้คือ การตีความหมายเรื่องพระเจ้า

น.489 ๑๒๔ ห้ามไม่ให้กินผลไม้ ที่กล่าวไว้อย่างภาษาคน ออกมาเป็นภาษาธรรม แล้ว ลงรอยกันได้ในระหว่างคริสตธรรมกับพุทธศาสนา. ตัวอย่างอันสุดท้าย คือข้อความใน เยเนซิส ๖/๕–๖–๗ มีว่า "พระเจ้าได้ทรงเห็นแล้วว่า ความชั่วของมนุษย์ในโลกนี้แน่นหนาขึ้น, และว่าความคิดฝันต่าง ๆ ของมนุษย์นั้นเป็นไปแต่ในทางชั่วโดยส่วนเดียวอย่างไม่ขาดสาย, และพระเจ้าได้ทรงเสียพระทัยว่าพระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้, และมันได้ทำให้พระองค์รู้สึกสลดใจอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นพระเจ้าจึงตรัสว่า เราจะทำลายมนุษย์ที่เราได้สร้างขึ้นให้หมดไปจากพื้นผิวโลกนี้, ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หรือสัตว์เลื้อยคลานหรือนกในอากาศ, เพราะว่าเราเสียใจในการที่เราได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา," ดังนี้. ข้อนี้ถ้าแปลเป็นภาษาธรรม ก็อาจจะแปลได้หลายนัยเช่นว่า พระเจ้าก็ทำผิดได้เหมือนกัน เพราะในพระเจ้านั้นเป็นที่รวมแห่งสิ่งทุกสิ่ง คือรวมอยู่ทั้ง วิชชาและอวิชชา การสร้างโลกขึ้นมา จัดเป็นอวิชชา. การคิดจะเลิกล้างเสียไม่สร้างนั้นเป็นวิชชา. เราจะถือว่า พระเจ้าในที่นี้

น.490 ๑๒๕ เป็นบุคคลที่รู้จัก รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ เป็นต้นอย่างนี้ไม่ถูกแน่, เพราะในข้อความนั้นมีกล่าวอยู่ชัดว่า พระเจ้าจะทำลายเสียกระทั่งสัตว์เลื้อยคลาน กระทั่งนกในอากาศ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ไม่ได้ทำชั่วอะไรเลย. ดังนั้น ความสลดใจของพระเจ้าในที่นี้ย่อมจะหมายถึงความรู้สึกของมนุษย์ ที่สูงขึ้นมาจนถึงกับมองเห็นว่า การสร้างหรือการปรุงแต่งต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่น่าสลดใจ น่าสังเวช น่าเกลียดน่าระอา. การหยุดสร้าง หมายถึงการทำความสงบ, และ การเลิกถอนหรือทำลาย เสียนั้น คือ การทำลายอุปาทาน ความยึดมั่นว่าตัวว่าตนเสียให้สิ้นเชิง. และมนุษย์เริ่มมีความรู้สึกชังต่อการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเรียกในพุทธศาสนาว่าวัฏฏสงสารนั้นเป็นส่วนใหญ่. ในที่นี้ กล่าวไว้ในฐานะเป็นความรู้สึกของพระเจ้าในส่วนที่เป็นวิชชา หรือความรู้ในทางที่จะไม่สร้างไม่ปรุงแต่ง. แต่ในที่สุดพระเจ้าก็หาได้ทำลายโลกเสียตรง ๆ ดังที่ตัวหนังสือกล่าวไม่ เพราะเป็นคำพูดภาษาธรรมอีกนั่นเอง เช่นเดียวกับที่กล่าวว่าถ้าอาดามกินผลไม้นั้น แล้วจะต้องตายทันที แต่อาดามก็หาได้ตายไม่ ดังนี้เป็นตัวอย่าง. ดังนั้นคำที่ว่าจะทำลายโลกเสียนั้น เมื่อแปลตามภาษาธรรม ก็คือ

น.491 ๑๒๖ เริ่มเห็นโทษของการสร้างสิ่งต่าง ๆ อย่างจริงใจ แต่แล้วมนุษย์ ตามธรรมดาทั่วไป ก็หาอาจหยุดสร้างนั่นสร้างนี่ด้วยกิเลส ตัณหาของตนได้ไม่ จึงต้องทนทุกข์อย่างมนุษย์ธรรมดา. แต่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเบื่อต่อการสร้างนั้น ก็เป็นเหมือน รุ่งอรุณแห่งโลกุตตรธรรม ซึ่งจะผลิตดอกออกผลต่อไปใน กาลข้างหน้า ในจิตใจของมนุษย์บางคนเป็นลำดับไป. ความ รู้สึกที่สูงขึ้นมาข้อนี้ ก็คือ พระเจ้าในส่วนที่เป็นวิชชาของ มนุษย์ นั่นเอง. หลักธรรมของพุทธบริษัท ก็คือการกระ- ทำให้เกิดวิชชาชนิดนี้ด้วยเหมือนกัน และลุถึงความสงบหยุด สร้างหยุดปรุงแต่งที่เรียกว่านิพพาน ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าวิชชา นั้นโดยตรง. โดยเนื้อแท้นั้น สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอันแท้จริง นั้นย่อมอยู่เหนือความผิดและความถูก ทั้งที่ความผิดและ ความถูกมีครบถ้วนเต็มที่อยู่ในพระเจ้านั่นเอง. พระเจ้าไม่ อาจจะถูกกล่าวว่าดีหรือชั่ว ทั้งที่ความดีและความชั่วมีอยู่ เต็มที่ในพระเจ้า. ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าความผิดหรือ ความถูกก็ตาม ความดีหรือความชั่ว เป็นต้นก็ตาม เป็น เพียงความรู้สึกของมนุษย์เอง หาใช่ของพระเจ้าไม่.

น.492 ๑๒๗ สำหรับพระเจ้านั้น ไม่มีอะไรที่มีความหมายว่าอะไร, คือจะ มีโรคระบาดเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น แม้อยู่สบายกันดี ก็มี ความหมายเท่ากัน หรือเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน, แต่สำหรับมนุษย์ นั้น มันมีความหมายมาก จนถึงกับต้องการอย่างหนึ่ง และ ไม่ต้องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม ดังนี้เป็นต้น. เพราะ เหตุนี้เอง จึงมีคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดว่า น้ำท่วมหรือไม่ท่วม ไฟไหม้หรือไม่ไหม้ มีโรคระบาดหรือไม่มี แม้ที่สุดแต่ความ มีชีวิตอยู่หรือความตาย ฯลฯ และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม ก็ล้วนแต่ เป็น "พระประสงค์" ของพระเจ้า โดยเท่ากัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันสำหรับพระเจ้า. แต่สำหรับ มนุษย์ ที่ยังไม่เข้าถึงพระเจ้า ยังไม่เป็นอันเดียวกันกับ พระเจ้านั้น ย่อมทนไม่ไหว, ย่อมจะเลือกเอาแต่ส่วนที่ถูกใจ ตน และไม่ยอมรับส่วนที่ตรงกันข้าม. แต่ ผู้ที่ถึงพระเจ้า หรือถึง "ธรรม" แล้วจริง ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ตรงกัน ข้าม เห็นเป็นของที่ไม่มีความหมายเสมอกันไปหมดและไม่ยิน- ดียินร้ายต่อส่วนไหนเลย การที่กล่าวว่า พระเจ้าพอพระทัย หรือพระเจ้าทรงพิโรธ นั้นเป็นภาษาคนที่ต้องแปลความ หมายเป็นภาษาธรรม โดยทำนองนี้ทั้งนั้น. และเมื่อ

น.493 ๑๒๘ สามารถเข้าใจความหมายอันถูกต้องนี้แล้ว คนนั้นจะชอบใจ เลื่อมใส นับถือ และรักพระเจ้าอย่างไม่คืนคลาย และ ยอมรับว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งทั้งหลาย ไม่มีอะไรสูง ไปกว่า, และนั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในพุทธศาสนา นั่นเอง. ในศาสนาอื่น ๆ อาจจะเรียกอย่างอื่น, แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่า "ต๋าว" ในลัทธิต๋าว ก็ต้องมีความหมายเช่นนี้ด้วย เหมือนกัน. เป็นอันกล่าวได้ว่า พระเจ้า และเรื่องราวของพระ- เจ้าทุกข้อทุกกระทง ที่มีการกล่าวไว้อย่างภาษาคนนั้น อาจจะ แปลความหมายให้เป็นภาษาธรรมได้ทั้งนั้น และ จะสำเร็จ ประโยชน์แก่คนในโลกได้จริง ก็ต่อเมื่อได้มีการเข้าใจ ความหมายในภาษาธรรมอย่างถูกต้องทั้งนั้น. การที่เรา เรียกพระเจ้าว่าพระบิดา หรือเรียกว่า ปฐมเหตุ (The cause) เป็นต้นก็ตาม ก็เนื่องจาก พระเจ้า เป็นที่รวมแห่งสิ่ง ทั้งปวง เป็นที่ไหลออกแห่งสิ่งทั้งปวง, ทั้งที่เป็นวิสัย โลก และเหนือวิสัยโลก, ราวกะว่าเป็นผู้สร้างโลก และ ทำลายโลกด้วยพร้อมกันไปในตัว ในเมื่อกล่าวอย่างภาษาคน นั่นเอง. และคำว่า "โลก" ในที่นี้เล็งถึงโลกที่มีอยู่ในใจ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต