น.494 ๑๒๙ ของมนุษย์โดยตรง, ซึ่งเป็นโลกในภาษาธรรม แต่นำมากล่าว อย่างภาษาคน. ต่อไปนี้ จะได้พิจารณากันถึง พระเจ้าในนามว่า "พระบุตร" ซึ่งเล็งถึงพระเยซูคริสต์ ในฐานะเป็นผู้ประกาศ คำสอนแทนพระบิดา และเป็นผู้ไถ่บาปของมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยชีวิตของพระองค์ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากบาปดั้งเดิมจน กระทั่งเข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือชีวิตนิรันดรได้ในที่สุด กัน ต่อไป. ๕. พระเจ้าในฐานะที่เป็นพระบุตร. พระบุตรซึ่งเล็งถึง พระเยซูคริสต์นั้น มีความ หมายที่จักต้องศึกษาถึง ๔ ความหมาย ด้วยกันคือ ๑. พระ เยซูคริสต์ ในฐานะเป็น บุตรดาวิด, ๒. พระเยซูคริสต์ใน ฐานะเป็น ศาสดาพยากรณ์, สองความหมายนี้ เป็นอย่าง ภาษาคน. ๓. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็น บุตรพระเจ้า, และ ๔. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็น พระเจ้า เสียเอง. สอง ความหมายนี้เป็นภาษาธรรม.
น.495 ๑๓๐ ในไบเบิลที่มีข้อความเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ มีข้อความที่เป็นการเล่าประวัติของพระองค์เองโดยพระ- องค์เองเลย มีแต่ที่อยู่ในถ้อยคำของผู้เขียนบันทึกในเวลาต่อ มาทั้งนั้น. ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะระยะกาลของพระองค์เป็น เวลาสั้นเพียงสามปี, มีการบันทึกได้น้อย และผู้บันทึกก็ เรียงความอย่างย่อ, และอาจจะเป็นเพราะไม่มีการทำสังคายนา คำสอนกันทันทีที่พระองค์ดับขันธ์ เหมือนการทำสังคายนา ในพุทธศาสนา. สำหรับพุทธประวัติในพระไตรปิฎกอันมาก- มายของพุทธบริษัทนั้น มีข้อความมากมายที่ทำให้พระองค์ ได้ตรัสเล่าถึงความเป็นไปของพระองค์เองโดยทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ ยังทรงเป็นกุมาร จนกระทั่งนิพพาน. เมื่อรวมข้อความ เหล่านี้เข้าด้วยกันทั้งหมดแล้ว มีปริมาณมากเกือบเท่าคัมภีร์ new testament ทั้งหมดทีเดียว. ดังนั้นเราจึงต้องถือเอา ประวัติของพระเยซูคริสต์ไปตามเท่าที่มีผู้บันทึกไว้. คัมภีร์ มัดธาย, มารโก, ลูกา, และโยฮัน, ๔ คัมภีร์ มีปริมาณมาก เกือบครึ่งหนึ่งของ new testament นั่นเอง. และจากคัมภีร์ ทั้ง ๔ นี้ เราจะพิจารณากันถึงประวัติของพระเยซูคริสต์ทั้งสี่ ความหมายนั้น.
น.496 ๑๓๑ (ก) พระเยซูในฐานะเป็นบุตรดาวิด. ข้อนี้ เป็นการกล่าวอย่างภาษาคนตามธรรมดา เช่นพุทธศาสนาถือ ว่า พระพุทธองค์เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ดังนี้เป็น ต้น, ซึ่งถือว่ามีความหมายน้อยมากในภาษาธรรม. พระเยซู เอง ก็ทรงปฏิเสธฐานะอันนี้ ดังที่กล่าวไว้ใน มัดธาย ๑๒/๔๙, มารโก ๓/๓๔ ว่าผู้ที่เป็นมารดาและพี่น้องของ พระองค์ คือผู้ปฏิบัติตามประสงค์ของพระบิดาของพระองค์ เท่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่ให้กำเนิดทางร่างกาย. เมื่อเป็นดังนี้ การที่จะสืบสาวไปถึงกษัตริย์ดาวิด ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ โยเสฟ ซึ่งที่แท้ก็มิใช่บิดาของพระองค์อยู่แล้ว แล้วดึงลง มาเป็นบรรพบุรุษในนามว่าบิดา ของพระองค์นั้น เป็น สิ่งที่ เพิ่งจะกระทำกันในภายหลัง เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ แก่พระเยซู ดังเช่นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ กล่าวไว้ในหนังสือ เทศนาเสือบ่านั้น โดยแน่นอน. แต่อีกทางหนึ่งนั้นดูกลับ จะตรงกันข้าม คือเป็นคำสบประมาทอยู่ในตัวว่า มิใช่บุตร พระเจ้า ดังเราจะสังเกตเห็นได้ในข้อความบางแห่ง แห่ง พระคัมภีร์นั่นเอง. ข้อนี้เช่นเดียวกับที่ถ้าใครเรียกพระพุทธ องค์โดยชื่อบรรพบุรุษที่เป็นต้นโคตรว่า “พระสมณโคดม"
น.497 ๑๓๒ ดังนี้ ก็ถือว่าเป็นการไม่เคารพและสบประมาทอยู่ในตัว. ดูปรากฏจะเป็นครั้งแรกใน มัดธาย ๙/๒๗ ที่มีการเรียก พระเยซูว่าบุตร ดาวิด โดยคนตาบอดสองคนที่มาให้ พระองค์ช่วยรักษา. นี้เป็นการประหลาดที่ว่า ถ้าเขาเชื่อ ว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้าจึงจะสามารถรักษาเขา แล้วทำไม จึงไปเรียกว่า บุตรดาวิด. ดังนั้นทำให้เข้าใจว่า เรื่องบุตร- ดาวิดนี้อาจจะพลัดเข้ามาในชั้นหลัง คือเมื่อถึงสมัยที่ต้อง การจะเทอดทูนพระเยซูให้ยิ่งขึ้นไป แม้ในทางการกำเนิดฝ่าย ร่างกาย. ข้อนี้ เช่นเดียวกับที่หนังสือชั้นหลัง ๆ ในพุทธ ศาสนา เช่นปฐมสมโพธิ์เป็นต้น เทอดทูนพระพุทธองค์ ด้วยการสืบสายบรรพบุรุษของพระองค์ขึ้นไป จนถึงพระเจ้า สมมติราช ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของโลกนั้นเอง ซึ่งข้อนี้ ไม่มีกล่าวถึงในพระพุทธภาษิต หรือแม้ในพระไตรปิฎกเอง เลย. ข้อนี้สรุปความว่า เราต้องยอมรับกันโดยดีว่า ข้อความ ต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติของพระศาสดาแห่งพระศาสนา ไหนก็ตาม ต้องมีส่วนเกินอยู่บ้างเป็นธรรมดา, แต่เราก็ ต้องยอมรับนับถือ และนำมาใช้กันจนเป็นธรรมเนียม และ มั่นคงขึ้นเองในชั้นหลัง.
น.498 ๑๓๓ (ข) พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นศาสดาพยา- กรณ์. คำว่า ศาสดาพยากรณ์ หรือ prophet นั้นเป็นคำที่ ใช้แก่พระเยซูคริสต์ด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในถ้อยคำของพระ- องค์เองใน มัดธาย ๑๓/๕๗ ว่า "ศาสดาพยากรณ์ ย่อมเป็น ผู้มีเกียรติ เว้นเสียแต่ในประเทศของตน และในบ้านเรือน ของตน" . ข้อนี้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดา องค์หนึ่งในบรรดาศาสดาทั้งหลาย และในที่บางแห่งยังทรง จัดพระองค์เองเป็น "เดียรถีย์" ลัทธิหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เมื่อพูดถึงพวกอื่น ก็ตรัสเรียกว่าอัญญเดียรถีย์. แต่ใน ภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ หามีหลักอย่างนั้นไม่ คือเอาคำว่า เดียรถีย์ไปให้พวกอื่นหมด ราวกะว่าตนเองมิใช่เดียรถีย์. ดังนั้น แม้พระเยซู ก็เป็นเดียรถีย์หนึ่งด้วยเหมือนกัน และ ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นคำด่า ถ้ามีใครกล่าวเช่นนั้น เพราะ ศาสดา หรือศาสดาพยากรณ์หนึ่ง ๆ ก็เป็นเดียรถีย์หนึ่ง นั่นเอง. การที่นำข้อนี้มากล่าวไว้ในที่นี้ ก็เพื่อกันความเข้าใจผิด, เพราะมีพุทธบริษัทที่ยังโง่เขลา ใช้คำว่าเดียรถีย์แก่พระเยซู ในความหมายที่เป็นคำสบประมาทอยู่บ่อย ๆ.
น.499 ๑๓๔ สำหรับ การที่พระศาสดาไม่ได้รับความนับถือ ในถิ่นของตน นั้น ข้อนี้ดูจะเป็นของธรรมดาทั่วไป. ใน พุทธศาสนาก็ปรากฏว่า พระญาติวงศ์ของพระพุทธองค์ ก็ แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อพระองค์ ไม่ยอมรับนับถือ เต็มที่เหมือนในถิ่นอื่นทั่วไป แม้ในตอนหลังก็ยังมีญาติบาง หมู่ที่ไม่ยอมรับนับถือพระองค์เลย. สำหรับ ความที่เป็นพระศาสดาสมบูรณ์ นั้น เรา ทราบได้จากคำของพระเยซูเองในมัดธาย ๒๘/๑๘ ว่า " อำนาจ ครอบครอง (authority) ในแผ่นดินสวรรค์ก็ดี ในโลกนี้ก็ดี เราได้มอบแล้วทั้งหมด ". นี้หมายความตามทัศนะของพุทธ บริษัทก็คือ ชัยชนะที่พระองค์ได้รับ หรือประสบความ สำเร็จในหน้าที่การงานของพระองค์ และส่วนตัวพระองค์เอง ด้วย. ส่วนตัวพระองค์ก็คือไม่ได้ตกจมอยู่ในโลก. หรือ วิสัยโลก, ส่วนผู้อื่นก็คือทรงกระทำให้เขากลับใจ โดยทรง เอาชีวิตของพระองค์เป็นเดิมพัน. ข้อนี้หมายความว่า ทรง ชนะกิเลสที่เป็นเหตุให้ถูกผูกพันอย่างเด็ดขาด, มีความหมาย ทำนองคล้าย ๆ กันกับพุทธศาสนา แม้จะมีคำกล่าวที่ต่างกัน จนทำให้เห็นว่าตรงกันข้าม. พระพุทธองค์ตรัสว่า "ภิกษุ
น.500 ๑๓๕ ทั้งหลาย บัดนี้เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของ ทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์, แม้เธอทั้งหลาย ก็พ้นแล้วจาก บ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์" - (มหา.วิ.) ทั้งหมดนี้ ก็เล็งถึงชัยชนะ เหนือสิ่งทั้งปวง อย่างเดียวกันนั่นเอง, ทำให้เรากล่าวได้ในแง่ที่สำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่เป็นศาสดาคือ "ศาสดาแห่งชัยชนะ" เหมือน กันทุกองค์. พุทธบริษัทยอมรับพระเยซูคริสต์ ได้ในฐานะ เป็นผู้ชนะอีกเหมือนกัน. สำหรับ วิธีการแห่งการสั่งสอนเพื่อประกาศพระ ศาสนา นั้น น่าประหลาดใจที่ว่า พระเยซูคริสต์มีวิธีการ เช่นเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในบรรดาศาสนาในประเทศอินเดีย ทั้ง ที่ระยะเวลาห่างกันตั้งห้าศตวรรษ และคนละท้องที่. ข้อนั้น คือ การสอนโดยใช้อุปมาอันลึกซึ้ง. ธรรมเทศนาบน ภูเขาของพระเยซูที่มีสำนวนอย่าง ต๋าว เต๊ กิง ของเล่าจื้อก็ดี, ธรรมเทศนาที่เปรียบด้วยการหว่านพืช (มัดธาย ๑๓/๓-๙) ก็ดี มีลักษณะเหมือนที่พระพุทธองค์ทรงใช้อยู่ทุกประการ คำตรัสของพระเยซูที่คนธรรมดาฟังแล้วตกใจ เช่นว่า คนเศร้า คือคนมีความสุข, คนหิวคือคนอิ่ม, คนถูกเบียดเบียนคือคน
น.501 ๑๓๖ ได้รับการประศาสน์พร ดังนี้เป็นต้น ซึ่งปรากฏอยู่ในมัธาย ๕/๔-๖-๑๐ นั้น พระพุทธองค์ก็มีการใช้วิธีการที่ตรัสคำ อันน่าตกใจทำนองเดียวกันนั้นว่า "จงฆ่าบิดามารดาเสีย," "จงเป็นคนอกตัญญู" - (ธ.ขุ.) ดังนี้เป็นต้น. คำเหล่านี้ มีคำอธิบายพิเศษโดยเฉพาะ และเป็นคำอุปมาในภาษาธรรม เหมือนกัน. สำหรับคำสอนที่เป็น หลักสำคัญของคริสตธรรม คือเมตตา นั้น ในเมื่อพระเยซูตรัสสอนว่า "ถ้าเขาตบแก้มขวา ของท่าน ก็จงให้เขาตบแก้มซ้ายด้วย, ถ้าเขาฟ้องศาลเพื่อจะ ปรับเอาเสื้อของท่าน ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขา เสียด้วย" - (มัดฉาย ๕/ ๓๙-๔๐) ซึ่งนับว่าเป็นความอดกลั้นและ เมตตาอย่างสูงสุด. ส่วนพระพุทธองค์ตรัสในกรณีนี้ว่า "ถ้าโจรจับเธอมัด แล้วเอาเลื่อยเลื่อยจากหนังถึงเนื้อ จาก เนื้อถึงกระดูก จากกระดูกถึงเยื่อในกระดูก ภิกษุใดมี ความรู้สึกขัดแค้นต่อโจรนั้น ภิกษุนั้นมิใช่คนของเรา" - (กกจูปมสูตร ม.ม.) ดังนี้, ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบกันดู ว่ามีความแตกต่าง หนักเบา มากน้อย กว่ากันอย่างไร. อย่างไร ก็ตาม เราอาจกล่าวได้ โดยไม่กลัวผิดว่า ทั้งสองศาสนาเป็น
น.502 ๑๓๗ ศาสนาแห่งความเมตตา, เสียแต่ว่า ศาสนิกแห่งศาสนาที่มี ความเจริญแล้วแห่งสมัยนี้ ได้ย้อนกลับไปหาลัทธิ "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" กันเสีย โลกจึงระอุด้วยสงคราม อย่างเป็นวิกฤตกาล ถาวรอยู่ในทุกวันนี้. คำสอนของศาสนาในข้อนี้ ดูจะ เป็นหมันมากกว่าข้ออื่น เท่าที่เกี่ยวกับมนุษย์เราทั่วโลก ปัจจุบัน. วิธีการให้บรรพชา หรือการบวช นับว่าเป็นสิ่ง ที่น่าขันอย่างยิ่ง ในเมื่อได้ทราบว่า ทั้งพระเยซูคริสต์ และ พระพุทธองค์ได้ทรงใช้วิธีเดียวกัน คือ วิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา นั่นเอง. เมื่อพระเยซูตรัสกับซีโมนว่า "จงตามเรามา" - (มารโก ๑/ ๑๗) หรือที่ตรัสกับเลวีอย่างเดียวกัน ในมารโก ๒/๑๔ เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่า การบวชเป็นสาวกของ พระองค์ สมบูรณ์แล้ว. พระพุทธองค์ก็ได้ให้การอุปสมบท แก่กุลบุตรด้วยพระองค์เอง ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เพียงเท่านั้น เหมือนกัน คือว่า "จงมา เพื่อประพฤติการทำที่สุดแห่ง ทุกข์" พิธีอุปสมบทอันยืดยาว เหมือนที่ทำกันอยู่ในตอนหลัง นั้น พระพุทธองค์ไม่ได้เคยทรงใช้เลย. เรื่องนี้แม้ค่อนข้าง
น.503 ๑๓๘ จะเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด แต่ก็น่าขันมากที่ไปตรงกันอย่างไม่น่า เชื่อว่าเป็นเพียงการบังเอิญ หรือ co incident ไปได้เลย. ทีนี้อยากจะกล่าวถึงเรื่องที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์. เรื่องปาฏิหาริย์ นี้ นับว่าเป็นปัญหายุ่งยากที่สุด เกี่ยวกับศาสนา. พวกที่มีความขลาดและยังไม่เข้าถึงธรรมนั้น สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์มีความจำเป็นมากสำหรับเขา, มิฉะนั้น แล้วเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเอาเสียทีเดียว. "ปาฏิหาริย์" มีความหมายแต่เพียงว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์จนครอบงำใจคนให้ คล้อยตาม, แต่มิได้หมายความแต่เพียงการกระทำฤทธิ์เดชที่ น่ากลัว หรือประหลาดจนอธิบายไม่ได้นั้น หากแต่หมายถึง วิธีการธรรมดา ๆ เช่น การพูดจาสั่งสอน จนคนยอมกลับ ใจ อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย. พระพุทธองค์ทรงใช้ และ แนะให้ใช้แต่ปาฏิหาริย์อย่างนี้, และทรงติเตียนและห้าม ปาฏิหาริย์การกระทำฤทธิ์เดชอย่างที่เขาทำกัน และทรงอธิบาย ว่า ปาฏิหาริย์แบบนั้น พวกมายาวีทั่วไปก็ทำได้ เดี๋ยวคนจะ หาว่าพระองค์ก็เป็นพวกมายาวีพวกหนึ่ง ดังที่พระเยซูถูก กล่าวหาว่าขับผีได้ ก็เพราะเป็นนายแห่งพวกผี หาใช่เพราะ เป็นบุตรพระเจ้าไม่.
น.504 ๑๓๙ อิทธิปาฏิหาริย์ ชนิดที่กล่าวว่า ทำคนตาบอดให้ หาย คนหูหนวกได้ยิน คนใบ้พูดได้ คนง่อยเดินได้ ลูกแกะ เล่นกะเสือหรือราชสีห์ได้เป็นต้น นั้น ในหนังสือชั้นหลัง เช่นนิทานกถาแห่งอรรถกถาชาดก กล่าวว่าได้ปรากฏขึ้นเอง ในโลกนี้ ในขณะที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัม- โพธิญาณ. แต่แม้กระนั้น พุทธบริษัททั่วไปก็ยังถือว่าเป็น ปาฏิหาริย์ที่ต้องแปลความหมายจากภาษาคนเป็นภาษาธรรม อีกนั่นเอง เช่น คนตาบอดแลเห็นได้ นั้น ความหมายว่า มนุษย์ตาบอดเพราะมีอวิชชา, พอพระพุทธองค์ตรัสรู้ขึ้นใน โลกนี้ ก็หมายความว่ามนุษย์อย่างน้อยคนหนึ่ง คือพระองค์ เอง ทำลายอวิชชาเสียได้ กลายจากตาบอดเป็นตาดี, แล้ว พระองค์ ได้ทรงสั่งสอนให้คนอีกเป็นอันมาก หายจากตาบอด ด้วยอำนาจอวิชชานั้น จนกล่าวได้ว่า ทำโลกนี้ให้หายจากตา บอด คือมองเห็นทางรอด หรือความดับทุกข์นั่นเอง. ที่ ว่า คนหูหนวกหายจากหูหนวก นั้น หมายความว่าก่อน หน้านี้ เขาฟังอะไรไม่รู้เรื่องอันเกี่ยวกับความดับทุกข์หรือ นิพพาน พอพระองค์ตรัสรู้ขึ้นมา สามารถ สั่งสอนให้เข้า ใจได้ นั่นเอง. คนง่อยเดินได้ หมายความว่ามนุษย์ตาม
น.505 ๑๔๐ ธรรมดาเดินข้ามจากความทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ไม่ได้ เดี๋ยว นี้เขา เดินได้เพราะการนำของพระองค์. คนใบ้พูดได้ หมายความว่ามนุษย์พูดเรื่องความทุกข์หรือนิพพานไม่เป็น เดี๋ยวนี้พูดเป็น. ลูกแกะ ลูกเนื้อ เล่นกับเสือหรือราชสีห์ ได้นั้นหมายความว่า ธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น ทำให้เกิด เมตตากรุณากัน จนกระทั่งคนแข็งแรงไม่เบียดเบียนคนอ่อน แอ ดังนี้เป็นต้น. คำพูดเหล่านั้น ต้องแปลความหมายเป็น ภาษาธรรมเสียก่อน สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์จึงจะเป็นปาฏิหาริย์ คือน่าอัศจรรย์สูงสุดจริง ๆ. ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูเถิด ว่าการรักษาคนตาบอดให้หายสักคนหนึ่งกับ การทำคนที่มี อวิชชาให้หมดอวิชชา นั้น อันไหนเป็นปาฏิหาริย์กว่ากัน ? อันไหนน่าอัศจรรย์กว่ากัน ? อันไหนทำยากกว่ากัน ? เพราะ เหตุอันนี้เอง ในพุทธศาสนาจึงนิยม อนุสาสนียปาฏิหาริย์ คือ การทำคนให้เข้าถึงอมตธรรม ว่าเป็น ปาฏิหาริย์ที่แท้ จริง ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ใด ๆ. แม้ว่าเราจะสามารถทำคน ตายให้กลับเป็นขึ้นมาได้ แต่ถ้าเขายังโง่เท่าเดิม ยังเป็นทุกข์ เท่าเดิม แล้วการกระทำนั้นจะมีประโยชน์อะไร. ดังนั้น ปาฏิหาริย์ชนิดที่ว่า ทำคนตายให้กลายเป็นคนเป็นขึ้นมานั้น
น.506 ๑๔๑ มีความหมายอันแท้จริงคือ ทำคนที่ตายเพราะกินผลไม้ต้นที่ อาดามกินเข้าไป ให้กลับเป็น คือให้เข้าถึงแผ่นดินพระเจ้าได้ นั่นเอง , ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คำกล่าวในไบเบิลที่ว่าพระเยซูคริสต์ ทำคนที่ตายให้เป็นได้นั้น ควรจะมีความหมายอย่างนี้, หาก แต่การกระทำเช่นนี้ มีค่าหรือหมายลึกเกินไป พวกฟาริซาย หรือข้าศึกของพระองค์ ไม่อาจจะเข้าใจได้ จึงไม่เชื่อพระองค์ และทำการกำจัดพระองค์เสีย. ปาฏิหาริย์ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่ กล่าวได้ว่าเป็นหมันต่อพวกฟาริซาย พระองค์จึงไม่ทรง ประสงค์จะแสดงปาฏิหาริย์แก่คนพวกนี้อีก เพราะทำให้เขาไม่ เชื่อพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก ๗) เท่า ดังคำตรัสของพระองค์ว่า " เมื่อผีถูกขับออกมาจากคนคนนั้นแล้ว มันก็เที่ยวไป ตามที่ แห้งแล้งต่าง ๆ เพื่อหาที่พักอาศัยแต่ก็ไม่ได้, ดังนั้นมันจึงพูด ว่ากลับไปที่เรือนของคนที่เราเพิ่งออกมา, เมื่อไปถึงเรือนนั้น มันได้พบว่า เรือนว่างสะอาดเป็นระเบียบดี มันจึงไปพาผีอื่น ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่ามันมาอีกเจ็ดผี แล้วเข้าสิงอยู่ในเรือนนั้น. ดังนั้นสภาพของคนคนนั้นในตอนนี้ ก็กลับเลวร้ายลงไปยิ่งกว่า ตอนแรกเสียอีก " - (มัดธาย ๑๒/ ๔๓-๔๕). พระองค์
น.507 ๑๔๒ ทรงรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำปาฏิหาริย์กะคนที่ไม่เชื่อ พระองค์, มิหนำซ้ำจะกล่าวหาพระองค์ว่าขับผีออกได้เพราะ ฤทธิ์ของนายผี ดังที่กล่าวไว้ในมัดขาย ๑๒/๒๔ ยิ่งขึ้นไปอีก เท่านั้นเอง. จากข้อความในมัดธาย ๑๒/๔๑ และ ๑๖/๔ ทำให้ เราทราบได้ว่า บรรดาปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ของพระเยซู ทั้งหมด นั้น. ปาฏิหาริย์คือการที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว สามวันสามคืนก็กลับคืนชีพใหม่ นี้เป็นปาฏิหาริย์สูงสุดกว่า ปาฏิหาริย์ใด. แม้ปาฏิหาริย์ข้อนี้ ก็ยังต้องแปลความหมาย จากภาษาคนเช่นนั้น ไปสู่ภาษาธรรมอยู่นั่นเอง. ข้อนี้ หมายความว่าเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว "สามวัน สามคืน" ซึ่งอาจจะเล็งถึงกาลเวลาสมัยหนึ่ง ซึ่งจะเป็นสามปี หรือสามสิบปี หรือสามร้อยปีล่วงมา คำสั่งสอนของพระองค์ จะรุ่งเรืองขึ้นในโลกและครองโลก ซึ่งมีความหมายตรงกับ คำว่า ฟื้นคืนชีพขึ้นมา; เช่นเดียวกับ พุทธศาสนาเพิ่ง จะรุ่งเรืองเด่นขึ้นมา ก็ต่อเมื่อถึงศตวรรษที่สามหลังจาก ปรินิพพาน คือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงนับถือและ เผยแผ่พุทธศาสนานั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งควรจะนึกถึงข้อ
น.508 ๑๔๓ ความในหนังสือชั้นหลังที่กล่าวว่า ถึงเวลาหนึ่งพระอัฏฐิธาตุ ของพระพุทธองค์ที่มีอยู่ในโลก จะรวมตัวกันเข้าเป็นพระ- พุทธองค์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะทรงแสดงธรรม อันรุ่งเรืองยิ่งกว่าคราวที่แล้วมา แล้วจึงนิพพานโดยแท้จริง ข้อนี้ชวนให้คิดว่า ความคิดที่ว่าพระศาสดาซึ่งดับขันธ์แล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกนั้น เป็น คติที่มีต้นตอมาจากอิน- เดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ด้วยซ้ำไป และเป็นสิ่งที่ต้องตี ความหมายในภาษาธรรม เช่นเดียวกับ "นิทานโบราณของโลก เฮบราย" นั้นเหมือนกัน ; หรือว่าใครจะยืมของใครมา เป็น สิ่งที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป. สรุปความว่า สิ่งที่เรียก ปาฏิหาริย์นั้น ในศาสนาพุทธก็ตาม ในศาสนาคริสต์ก็ ตาม ที่มีข้อความอันกล่าวไว้อย่างภาษาคน สำหรับ เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ยังมีความรู้สึกอย่างเด็ก ๆ นั้น เป็น สิ่งที่ต้องตีความหมายออกเป็นภาษาธรรมเสมอไป. ขึ้น เชื่อตรงตามตัวอักษรแล้ว จะต้องโง่ลงไปอีกเจ็ดเท่าตัว ราวกะว่าผีเข้าสิงเพิ่มขึ้นอีกเจ็ดผีนั่นเอง. ทีนี้มาถึงเรื่อง สาวกทรยศ. เรื่องสาวกทรยศนี้ มีด้วยกันทั้งแก่พระเยซูคริสต์ และแก่พระพุทธองค์กล่าวคือ กล่าวคือ ยูดาสอิสคาริออต และพระเทวทัตต์นั่นเอง.
น.509 ๑๔๔ สิ่งที่แปลกประหลาด ก็คือ พระเยซูคริสต์ก็ทรง ทราบดีว่ายูดาสจะทำเช่นนั้น ดังที่เราทราบได้จาก โยฮัน ๗/ ๖๔ -๗๐ พระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีว่า พระเทวทัตต์จะต้อง ทำเช่นนั้น ดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถาชาดกมากมายหลายสิบ แห่ง. แต่แล้วทำไมพระศาสดาทั้งสอง จึงยอมรับคนสองคน นี้เข้ามาเป็นสาวกของพระองค์ ? สำหรับยูคาสนั้น ปรากฏว่า พระเยซูทรงเลือกเขาเองด้วยซ้ำไป, ทำไมจึงทรงทำอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอธิบายกันตามแบบภาษาธรรมอีกนั่นเอง. คำตอบอาจจะรวม ๆ กันไปได้ว่า เป็นเพราะเป็น ความ ประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพื่อให้สิ่งที่เรียก ว่า "การไถ่มนุษย์จากบาป" (redemption) เป็นไปได้สำเร็จ ตามความประสงค์ของพระเจ้า, หรือเป็น การกรุณาแก่คน ชั่วอย่างสูงสุดทั้งที่รู้อยู่, ดังนี้เป็นต้น. แต่สำหรับพระ พุทธองค์นั้น อาจจะทรงถือว่าเป็น เรื่องที่ต้องเป็นไปตาม กรรมของพระเทวทัตต์เอง, หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็น เรื่องธรรมดา ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษสำหรับ ผู้หลุดพ้นแล้วจากอุปาทาน จึงทรงปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป ตามกฎของมันเอง. ไม่มีการทรยศ ไม่มีการไม่ทรยศ สำหรับ
น.510 ๑๔๕ พระองค์, หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีความหมายสำหรับพระองค์ ผู้ไม่ประสงค์อะไรจากใคร, ไม่มีการได้การเสีย, การอยู่หรือ การตาย อีกต่อไป. ถ้าจะมองกันในแง่ของการไถ่บาป ก็ พอจะมองเห็นได้บ้างว่า การรับคนที่โลกเรียกว่าคนทรยศเข้า มาเพื่อเบียดเบียนพระองค์เองนั้น เป็น สิ่งหนึ่งที่ทำให้คน ทั้งปวงเกิดความสนใจในธรรมของพระองค์เป็นพิเศษ และบูชาการเสียสละของพระองค์, เป็นผลดีแก่คนเหล่านั้น ในการที่จะเข้าถึงธรรมด้วยเหมือนกัน. และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ จะต้องเป็นที่ยอมรับกันว่า การทรยศของสาวกคน นั้น เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งพระศาสดาทุกๆ พระองค์จะต้อง เผชิญ หาใช่เฉพาะแต่พระเยซูคริสต์และพระพุทธองค์แต่ เพียงสองพระองค์ไม่. ปัญหาเหลืออยู่แต่เพียงว่า ผลแห่ง การทรยศนั้น จะแตกต่างมากน้อยกว่ากันอย่างไรเท่านั้น และ ย่อมจะขึ้นอยู่กับมติของมหาชนที่นั่นส่วนหนึ่งด้วย. ค. พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นบุตรพระเจ้า. ผู้ ที่ไม่ยอมเชื่อหรือนับถือพระเยซูคริสต์ ย่อมสบประมาทพระ- องค์ว่าเป็นบุตรที่ไม่มีบิดา. แต่ในมัดธาย์ ๑/๒๐ มีข้อ ความกล่าวว่า "เมื่อโยเสฟ กำลังไตร่ตรองอยู่นั้น ทูตของ
น.511 ๑๔๖ พระเจ้าได้ปรากฏแก่เขาในความฝัน และบอกเขาว่า โยเสฟ ผู้บุตรแห่งดาวิด, ท่านอย่ากลัวในการที่จะรับมาเรียภรรยาท่าน, เพราะว่าบุตรที่ปฏิสนธิในครรภ์ของมาเรียแล้วนั้น เป็นบุตร แห่งวิญญาณบริสุทธิ์. มาเรียจะคลอดบุตรเป็นขาย และ ท่านจงขนานนามนั้นว่า เยซูสเพราะว่าท่านจะช่วยคนทั้งปวง ให้พ้นจากบาปของเขา." ข้อนี้หมายความว่า พระเยซูคริสต์ เป็นบุตรของพระเจ้า, ในเมื่อกล่าวอย่างภาษาคน, สำหรับพระพุทธองค์ก็มีเรื่องราวที่แสดงว่าเป็นบุตรพระเจ้า ในทำนองนี้ ปรากฏอยู่ในหินสลักพุทธประวัติยุค พ.ศ. ๔๐๐ เศษ เช่นหินสลักภารหุตเป็นต้น ที่กล่าวว่า มีช้างเผือกลง มาจากสวรรค์วนรอบพระกายพระนางมหามายาสามรอบแล้ว เข้าไปในอุทร และตั้งปฏิสนธิพระสิทธัตถกุมารในเวลานั้น อันเป็นเวลาที่พระมารดากำลังอยู่ในอุโบสถศีลไม่ข้องแวะด้วย ผู้ชายและบรรทมหลับทรงพระสุบิน. ข้อความนี้มาปรากฏ อยู่ในหนังสือรุ่นต่อมา เช่นคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์เป็นต้น มี ข้อความตรงกัน. นี่แสดงให้เห็นว่า คติที่ว่าพระศาสดาที่ สำคัญ ๆ จะต้องเป็นบุตรพระเจ้า, ไม่ใช่บุตรมนุษย์นั้น, มีในอินเดียแล้วตั้งแต่ก่อนการกำเนิดของพระคริสต์ตั้ง
น.512 ๑๔๗ ๑-๒ ศตวรรษ, ดังนั้นการที่พระเยซูคริสต์จะถือกำเนิดจาก พระเจ้าอีกองค์หนึ่งนั้น ย่อมไม่เป็นของแปลกสำหรับพุทธ- บริษัท และทั้งยังจะถือว่าคติหรือลัทธิเช่นนี้มีแล้วในอินเดีย ในฐานะเป็นต้นตอด้วยซ้ำไป. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่าเราจะ ถือเอาตามตัวหนังสือเช่นนั้น, หรือว่าเราจะต้องตีความใน ภาษาธรรมกันเสียก่อนว่าอย่างไรเท่านั้นเอง. นี่เรียกว่า ความเป็นบุตรพระเจ้าอย่างภาษาคน. สำหรับ ความเป็นบุตรพระเจ้าในภาษาธรรม ซึ่ง ตีความหมายออกไปจากภาษาคนนั้นมีได้หลายอย่าง เช่นว่า พระเยซูคริสต์เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ที่แยกออกมา เป็นคราว ๆ เพื่อช่วยสั่งสอนโลกเช่นเดียวกับศาสดาพยากรณ์ องค์อื่น ๆ ตามยุคตามสมัยไป. สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" นั้น ไม่ใช่รูปธรรมนามธรรม ไม่มีเนื้อตัว ไม่มีปากหรือเสียงจะพูด อย่างที่เราพูดกัน, แต่สามารถบันดาลให้เกิดมีเนื้อมีตัว มีปาก มีเสียงที่จะพูด โดยทางบุคคลที่ถือกันว่าเป็นบุตรของพระองค์ เพราะเขาพูดสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จะให้พูด. คติมหา- ยานในฝ่ายพระพุทธศาสนา บัญญัติขึ้นไว้ว่า มี พระพุทธ- เจ้าชั้น "อาทิพุทธ" อยู่องค์หนึ่ง มีลักษณะเป็นอนันตกาล
น.513 ๑๔๘ หรืออนันตชีพทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้สำหรับพระเจ้า. จาก พระพุทธเจ้าองค์นี้ มีพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นมนุษย์ใน ประวัติศาสตร์ เช่นพระโคตมพุทธ หรือพระเยซูเป็นต้น แยกตัวออกมาเป็นยุคเป็นคราว แล้วแต่เหตุการณ์จะเป็นไป. นี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่อง ทำนองเดียว กันแท้. ถ้าท่านทั้งหลาย ยอมรับว่า พระเจ้านั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งคลอดออกมาจาก ธรรม รวมทั้งผู้ที่จะเป็นพระศาสดาด้วย. ผิดกันอยู่ก็แต่ว่า ส่วนมากนั้นไม่พูด หรือไม่แสดงสิ่งที่ "ธรรม" ต้องการให้ แสดงในฐานะเป็นสิ่งดับทุกข์, แต่กลับไปแสดงสิ่งที่เป็นทุกข์ หรือเป็นบาปกันเสียหมด จึงไม่ได้นามว่าบุตรพระเจ้า. จะ เป็นบุตรพระเจ้าได้ ก็เฉพาะแต่ผู้ที่สามารถแสดงสิ่งที่ทำมนุษย์ ให้เข้าถึง "ธรรม" นั้นเท่านั้นเอง. บุตรพระเจ้า ในภาษาคนก็ดี ในภาษาธรรมก็ดี, เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในหมู่พุทธบริษัท โดยไม่มีข้อรังเกียจแต่ ประการใด. (ง) พระเยซูคริสต์ในฐานะที่เป็นพระเจ้าเสีย เอง. มีข้อความในไบเบิล ส่วน New Testament นั่นเอง
น.514 ๑๔๙ ที่แสดงร่องรอยให้เห็นว่า พระเยซูก็มีทูตสวรรค์ และมี แผ่นดินสวรรค์. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า คำว่าพระเยซูในกรณี เช่นนี้ เล็งถึงพระเจ้าโดยตรง, เพราะว่าเราอาจจะกล่าว ได้ว่า ในองค์พระเยซูนั้น มีสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า, เราอาจ จะไล่ขึ้นไปตามลำดับโดยภาษาคนว่า ในร่างกายของพระเยซู มีวิญญาณที่มาจากพระเจ้า, ในวิญญาณนั้นมีคุณสมบัติแสดง ลักษณะ หรือ qualification faculty ของพระเจ้าอยู่ โดยแน่นอน ดังนั้นเมื่อเราจะระบุหรือชี้องค์พระเจ้า เราจะชี้ที่ร่างกาย หรือที่วิญญาณ หรือที่ "สิ่ง" ซึ่งมีอยู่ในวิญญาณนั้น หรือ เป็นคุณสมบัติของวิญญาณนั้นกันดีเล่า ? พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่ เห็นเรา แม้ว่าเขาจะจับมุมจีวรของเราถืออยู่" -(อิติ. ขุ. ๒๔/๓๐๐). ข้อนี้หมายความว่า ผู้ที่เห็นพระองค์นั้น คือผู้ที่ เห็นธรรมอันมีอยู่ในใจของพระองค์, มิใช่เห็นที่ร่างกาย หรือ ใจของพระองค์, แต่เห็นที่ สิ่ง ที่มีอยู่ในใจ, สิ่งที่มีอยู่ในใจ นั่นเอง คือ "ธรรม" หรือพระเจ้า. ดังนั้น สิ่งนั้นจะเป็น บุตรของพระเจ้า หรืออะไรของพระเจ้าไม่ได้อีกแล้ว นอกจาก จะเป็นพระเจ้าเสียเอง. พุทธะก็คือ "ธรรม" ; "ธรรม"
Buddhadasa