น.10 สารบาญ หน้า หมวดว่าด้วย อาหารใจ ๑ หมวดว่าด้วย ความสงบ ๔๕ หมวดว่าด้วย นิพพาน — จุดปลายทาง ของชีวิต ๑๘๓ หมวดว่าด้วย ชีวิตกับนิพพาน ๒๑๙ หมวดว่าด้วย ความน่าอัศจรรย์บาง ประการของนิพพาน ๒๗๙
น.11 อารัมภบท โลกในอนาคต นับวันแต่จะเป็นไปในทางที่ มนุษย์เราจักต้องมีธรรมะเป็นเครื่องพยุงใจ มาก ขึ้นกว่าที่แล้ว ๆ มา มิฉะนั้นแล้ว จักระส่ำระสาย เหมือนคนที่กำลังขาดอาหาร. หากต้องเสีย ชีวิตลง ก็จะเป็นการตายที่น่าตำหนิหรือน่าสมเพช มากเกินไป ฯ. เมื่อเราไม่อาจแก้ไขตัวโลกเอง เพราะมัน เนื่องกับคนหมู่มาก มันเหลือความสามารถของ เรา, เราก็ยังมีทางที่จะแก้ไขในด้านใน คือ หมุนมาจัดการกับตัวเราเองเป็นส่วนตัว ซึ่งเรา
น.12 [ ข ] สามารถจะแก้ไขจัดทำเองได้โดยอิสระ เพราะไม่ ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น และจะเป็นไปได้ถึงที่สุดเด็ด ขาด ลำพังเราเอง ฯ. การรู้จักให้ "อาหารใจ" แก่จิตใจของเรา จนเกิดความสะอาด สว่าง และสงบเป็นที่ปลอด ภัยแก่ตัวเอง ที่จะอยู่ไปเช่นในโลกทุกวันนี้ จึง เป็นสิ่งที่นับได้ว่า เป็นกุศล หรือความฉลาด แก่ เราอย่างใหญ่หลวง และทั้งจักเป็นของถูกต้อง เสมอไปทุกกรณี ฯ ท่านผู้ใด มีความรู้สึกอยู่ว่า ธรรมะที่เป็น อาหารใจ ยังเป็นของสำคัญต่อชีวิต ยิ่งไปกว่า
น.13 [ ค ] อาหารทางกายอยู่เพียงใดแล้ว, โลกนี้ก็จักยัง ไม่เป็นของร้อนสำหรับท่านผู้นั้น และทั้งหวังได้ว่า ผู้นั้นจะสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ อย่างสดชื่น แม้ทุก ๆ กรณี ที่โลกจะเปลี่ยนแปลง หรือมีอัน เป็นไป ฯ. ธรรมบรรยาย ที่ยังเป็นเพียงคำสั่งสอนอยู่ นั้น ยังไม่สามารถช่วยผู้ใดให้ได้รับผลอันสูงสุด ของธรรมะได้. ถ้าเมื่อใด คำสั่งสอนเหล่า นั้น มีผู้เห็นด้วยและพากันปฏิบัติตาม, เมื่อนั้น คำสั่งสอนจะกลายรูปเป็นองค์พระธรรม ชนิดที่ สามารถคุ้มครองผู้ปฏิบัตินั้นให้พ้นจากอันตราย
น.14 [ง] ที่เบียดเบียนจิตได้ เหมือนร่มใหญ่ ๆ ช่วยคุ้ม ฝนให้ในฤดูฝน ฉะนั้น ๆ. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้พากันใช้ ธรรมะให้ เป็นอาหารใจ เหมือนกับที่ใช้ ข้าวปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ เป็นอาหารกายกันอยู่ทุกคน. ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ๆ สืบไป ตลอดกาลนาน ฯ.
น.15 คติธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ หมวดว่าด้วย อาหารใจ
น.16 ศุภมัสดุ ความอิ่มเอิบด้วยอารมณ์ ทางรูปเสียง กลิ่น รสสัมผัสนั้น เป็นอาหารฝ่ายโลก, ส่วนความ อิ่มเอิบด้วยปีติ ปราโมทย์ อันเกิดจากความที่ใจ สงบจาก อารมณ์รบกวนนั้น เป็น อาหาร ฝ่าย ธรรม ฯ. [1] อุดมคติของชีวิต คือความถึงที่สุดแห่งอารย- ธรรม ทั้งฝ่ายโลก และฝ่ายธรรม. เพราะ- ฉะนั้น ชีวิตย่อมต้องการอาหารทั้งฝ่ายโลกและฝ่าย ธรรม. ถ้ามีเพียงอย่างเดียว ชีวิตนั้นก็มีความ เป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียวหรือซีกเดียว ฯ. [2] เราหาความสำราญให้แก่กายของเราได้ ไม่
น.17 สู้ยากนัก แต่หาความ สำราญให้แก่ใจนั้น ยาก เหลือเกิน. ความสำราญกาย เห็นได้ง่าย รู้ จัก ง่าย ; ความสำราญใจนั้นตรงกันข้ามทุก อย่าง. แม้อย่างนั้น ก็ไม่มีใครเชื่อเช่นนี้ ก็ คนนัก เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อกายสำราญแล้ว ใจก็ สำราญเอง, ไม่มีความสำราญที่ไหนอีก ฯ. [3] ความสำราญทางกายหรือฝ่ายโลกนั้น ต้อง “ดื่ม" หรือต้อง "กิน" อยู่เสมอ จึงจะสำราญ. แต่ที่แท้ มันเป็นเพียงการระงับ หรือกลบ- เกลื่อนความหิวไว้ ทุกคราวที่หิวเท่านั้น. ส่วน ความสำราญฝ่ายใจ หรือฝ่ายธรรมนั้น ไม่ต้อง "ดื่ม" ไม่ต้อง "กิน" ก็สำราญอยู่เอง เพราะมัน ไม่มีความหิว, ไม่ต้องดื่ม-กิน เพื่อแก้หิว ฯ. [4]
น.18 อาหารใจ ๕ พวกที่นิยมความสำราญกายในทางโลก กล่าวว่า "ใจอยู่ในกาย" ; แต่พวกนิยมความ สำราญใจในทางธรรมกล่าวว่า "กายอยู่ในใจ" พวกแรก รู้จักโลกเพียงซีกเดียว, พวกหลัง อยู่ ในโลกนานพอ จนรู้จักโลกดีทั้งสองซีก ฯ. [5] ขณะเมื่อพวกที่ชอบสำราญกายกำลังปรน- เปรอให้เหยื่อแก่ความหิวของเขา อย่างเต็มที่อยู่ นั้น พวกที่ชอบสำราญใจ กำลังเอาชนะความ หิว ของเขาได้ ด้วยการบังคับอินทรีย์ จนมัน ดับสงบสนิทอยู่ภายใต้อำนาจเขาเอง ฯ. [6] พวกแรก เข้าใจเอาคุณภาพของการให้ "สิ่ง สนองความอยาก" แก่ความหิวของตน ว่าเป็น
น.19 ๖ คติธรรม ความสำราญ, พวกหลังเอาคุณภาพของการที่ ยิ่งไม่ต้องให้ "สิ่งสนองความอยาก" เท่าใดยิ่งดี ว่าเป็นความ สำราญ. พวกหนึ่ง ยิ่งแพ้ตัณหา มากเท่าใดยิ่งดี, อีกพวกหนึ่ง ยิ่งชนะมากเท่า ใดยิ่งดี ฯ. [7] พวกที่ชอบสำราญกาย ย่อมยอมแพ้ตัณหา อยู่เองแล้วโดยไม่รู้สึกตัว, ทำเอง และชักชวน ลูกหลานให้หาความสำราญกายอย่างเดียว เพราะ ไม่รู้จักสิ่งอื่น นอกจากนั้น ฯ. [8] พวกที่ตั้งหน้าแต่จะหาอะไรมาให้ได้ตามที่ อยากนั้น ครั้นได้เครื่องสำราญกายมา ใจก็ยัง ไม่สงบสุข เพราะมันยังอยากของแปลกของใหม่ ราคา
น.20 อาหารใจ ๗ อยู่เสมอไป, คือได้เพียงความสำราญกายชั่ว แล่น เหมือนกินข้าวมื้อหนึ่งก็สงบหิวไปได้ชั่วมื้อ หนึ่ง ฯ [9] พวกที่หลงความสำราญกาย เมื่อความหม่น หมองใจเกิดขึ้น ก็มีแต่ซัดเอาว่าตนเป็นคนมี กรรมหรือโชคร้าย ไม่เหมือนคนอื่นเซา. เมื่อ ต้องเจ็บป่วยตามธรรมดาของสังขาร ก็น้อยใจ โชคของตัว อย่างหาที่เปรียบมิได้. ยิ่งเมื่อ แสวงโชคโดยทางใดก็ไม่ได้เสียเลยแล้ว ก็ เหมาเห็นไปว่าในโลกนี้ ไม่มีความยุติธรรม มี แต่ความดุร้าย ๆ. [10] คนที่ปล่อยตัวให้หม่นหมองไป เพราะมัวเมา
น.21 ๘ คติธรรม วัตถุ ในที่สุด ก็ต้องมอบตัวให้แก่ธรรมชาติฝ่าย- ต่ำ ประกอบกรรมชนิดที่โลกไม่พึงปรารถนา ต่อ สู้สิ่งที่ตนเรียกว่าโชคชะตาไปเรื่อย ๆ. อย่าง- ดีที่สุด ที่คนพวก นี้จะทำได้ ก็เพียง แต่เป็นผู้ทน ระทมทุกข์ อยู่ ด้วย การ แข่งด่า โชค ชะตา ของ ตนเองเท่านั้น ฯ. [11] ในสโมสรหรือสมาคมของพวกที่แสวงกันแต่ ความสำราญทางกาย ซึ่งกำลังร่าเริงกันอยู่นั้น พวกเทพยดาย่อมรู้ดี ว่าเป็นการ เล่นละครย้อม สีหน้าก็มี หลงละเมอทำ ๆ ไป ทั้งที่ตัวเองหลอก ตัวเองให้เห็นว่าเก๋ว่าสุข ก็มาก ฯ. [12] บางคนต้องร้องไห้และหัวเราะ สลับกันทุก
น.22 อาหารใจ ๙ วันๆ วันละหลายครั้ง : จิตใจฟูขึ้นและเหี่ยว ห่อลง. ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามที่กระเป๋าพองขึ้น หรือยุบลง หรือตามแต่จะได้เหยื่อ ที่ถูกใจและ ไม่ถูกใจ ฯ [13] ใจของพวกนี้ ยังเหลือ อยู่นิดเดียวเสมอ เท่าที่เขารู้สึก, จึงทำให้เขาเข้าใจว่า "ใจอยู่ ในกาย” คือแล้วแต่กาย หรือสำคัญอยู่ที่กาย ; เพราะต้องต่อเมื่อเขาได้ความสำราญกายเต็มที่ แล้วต่างหาก ใจของเขาจึงจะเป็นอย่างที่เขาถือ ว่า "เป็นสุข" ฯ. [14] แม้บางคราว คนพวกนี้จะเอ่ยถึงความสำ- ราญใจกันบ้าง ก็เป็นเพียงการหลงคู่เอาความ
น.23 สำราญฝ่ายกายขึ้นมาแทนเท่านั้น. คำว่า "สำราญใจ" ของเขา เป็นคนละอย่างจากความ สำราญในฝ่ายใจอันแท้จริง : จะสำราญใจได้ อย่างไร ในเมื่อใจถูกทำให้พองขึ้น — ยุบลง พองขึ้น—ยุบลง อยู่เสมอ. ความพองขึ้นก็ ตาม ยุบลงก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งทรมานใจให้เหน็ด- เหนื่อย เท่ากัน, เพียงแต่ เป็นรูปร่าง ที่ต่างกัน เท่านั้น ฯ. [15] สำหรับผู้นิยมทางฝ่ายสำราญกายนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ และความเพลิดเพลินทำให้ใจ พองเบ่ง, เสื่อม ลาภ เสื่อม ยศ ถูกสับประ- บาท และหาความเพลินมิได้ ทำให้ใจยุบเหี่ยว,
น.24 แต่ทั้งสองอย่างนี้ ทำความหวั่นไหวโยกโคลงหนัก อกหนักใจให้แก่จิตใจเท่ากัน ฯ. [16] เมื่อเขาได้สมใจอยาก เขาก็ได้ความหวั่นไหว ! เมื่อไม่ได้ ก็ได้ความหวั่นไหว ! เมื่อมืดมนท์ หนักเข้าก็แน่ใจลงเสียว่า ความอร่อยหรือขณะที่ อร่อยนั้นแหละเป็น “พระนิพพาน" ของชีวิต. แต่ ที่จริงเขาผู้นั้น ยังไม่ได้ถอยห่างออกมาจากกอง- ทุกข์ แม้แต่นิดเดียว. มันเป็นเพียงความสำคัญ ผิด ที่จะมัดตรึงตัวเอง ให้ติดจมอยู่กับบ่อโคลน นั้น ตลอดเวลาเท่านั้น ฯ. - [17] ผู้ที่มีดวงตาแห่งปัญญา จงพิจารณาสืบไป เถิด ว่าการ สำราญทางฝ่ายโลกหรือเรียกอีก
น.25 ๑๒ คติธรรม อย่างหนึ่งว่าฝ่ายกายหรือวัตถุนั้น คืออะไร. และ เมื่อได้หมกมุ่นมัวแต่แสวงอาหารให้แก่กายท่า เดี๋ยวแล้ว จะเป็นอย่างไร. ถ้ารู้จักความสุข เฉพาะในด้านนี้ด้านเดียวแล้ว มันเป็นการรู้จัก โลกเพียงซีกเดียวอย่างไร ฯ. [18] ยิ่งกว่านั้น คนที่รู้จักโลกแต่เพียงซีกหนึ่ง เช่นนี้ หาอาจทำอารมณ์เช่นความมีลาภเป็นอาทิ นี้ ให้เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกหรือความ เจริญใจแก่เขาได้ เช่นเดียวกับผู้ที่เข้าใจโลกดี ทั้งสองซีกไม่, เพราะต้องตกเป็นทาสของความ มัวเมารื้อไม่สร่าง หลงบูชามันให้เป็นสิ่งสูงสุด แต่สิ่งเดียวอยู่เสมอ ฯ. [19]
น.26 ผู้ที่รู้จักโลกดีแล้วนั้น ย่อมบูชาความสำราญ ทางธรรม หรือทางฝ่ายใจอันแท้จริง เป็นสิ่ง สำคัญ ; และถือเอาส่วนกายหรือวัตถุ เป็นเพียง เครื่องอำนวยความสะดวกในฐานะเป็นคนรับใช้ สำหรับคอยรับใช้ในการแสวงหาความสำราญ ทางฝ่ายจิตเท่านั้น ฯ. [20] ผู้ที่รู้จักโลกดีทั้งสองด้าน ย่อมมีอุดมคติว่า "กาย อยู่ในใจ" คือแล้วแต่ใจ, กายเป็นของ นิดเดียว และยังจำต้องอาศัยใจ, ซึ่งทรงอำนาจ สิทธิ์ขาด ทั้งมีคุณภาพที่ สูงสุดอยู่ทุก ๆ ประการ และทุก ๆ เวลา. แสวงหาอาหาร ให้ ดวง ใจดีกว่า ๆ. [21]
น.27 ๑๔ คติธรรม ความเจริญงอกงามทางฝ่ายใจ นั้น ยังไป ได้ไกลอีกมากมายนัก, กว่าจะถึงพระนิพพาน เมื่อไร นั่นแหละ จึงจะหมดขีดขั้นของทางไป; และเมื่อดูถึงนั้นแล้ว ก็ยังเป็นอุดมสันติสุข อยู่ ตลอดอนันตกาลอีกด้วย ฯ [22] ความเจริญทางกายนั้น ไม่มีทางไปอีกต่อ ไป, มันสูงสุดได้ เพียงแค่ความอิ่มหมีพีมันด้วย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและด้วยอารมณ์ ทางใจบางอย่าง เช่นความทะนงในยศศักดิ์เป็น- ต้นเท่านั้น ฯ. [23] ไม่มีใครเคยทำให้เกิดความอิ่มความพอใน เรื่องทางโลกิยวิสัยนี้ได้เลย แม้ในอดีต ในปัจจุบัน
น.28 และอนาคต เพราะว่าทางฝ่ายนี้ต้องการ "ความ ไม่รู้จักพอ" นั่นเอง เป็นเชื้อเพลิงอันสำคัญแห่ง ความสำราญ. ถ้าพอเสียเมื่อใดก็หมดสำราญ ! ใครจะขวนขวายอย่างไร ก็ไม่อาจได้ผลสูงไป กว่า "การสยบ ซบซึ่ม อยู่ท่ามกลางกองเพลิง แห่งการถูกปลุกเร้าของตัณหา" ซึ่งเมื่อใดม่อย หรี่ลง ก็จำต้องหาเชื้อเพลิงมาเพิ่มให้ใหม่อีก และไม่มีเวลาที่จะรู้จักอิ่มรู้จักพอ ๆ. [24] การแสวงหาอาหารทางฝ่ายใจ เพื่อดวงใจ เป็นสิ่งที่มีค่า น่าทำกว่า เป็นศิลปะกว่า เป็นอุดม- คติที่สูงกว่า ทำยากหรือน่าสรรเสริญกว่า หอม หวนกว่า เยือกเย็นกว่า ฯลฯ กว่าการแสวง ทางฝ่ายกายเพื่อกาย โดยทุก ๆ ปริยาย ฯ. [25]
น.29 ความสำราญทางฝ่ายกาย เป็นต้น เหตุแห่งสงคราม, การแสวงความสำราญทาง ฝ่ายจิต เป็นเหตุแห่งสันติภาพ. ถ้าโลกยังบูชา ลัทธิวัตถุนิยม มัวแสวงแต่ความสำราญทางกาย อย่างเดียว อยู่เพียงใด ก็ไม่มีหวังในสันติภาพ แม้จะเปิดสภาสันนิบาตชาติเพื่อสันติภาพขึ้นอีกสัก ๑๐ สันนิบาต ก็ตาม ฯ. [26] นักวัตถุนิยม เห็นกาย เป็นใหญ่ ย่อมเสียสละ ได้ทุกอย่าง เพื่อให้กายหรือโลกของตนอิ่มหมีพี- มัน. ส่วนนักจิตนิยม เห็นแก่จิตเป็นใหญ่ ย่อม เสียสละได้ทุกอย่างเหมือนกัน เพื่อแลกเอาความ สงบเยือกเย็นของจิต ฯ. [27]
น.30 ผู้แสวงความสำราญ ทางกายนั้น การแสวง ของเขาจำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องกระทบกับผู้อื่น เพราะความสำราญกายนี้ เป็นของต้องเนื่องด้วย การเสียสละของผู้อื่น หรือการสนับสนุน ของสิ่ง อื่น ที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ. เมื่อความเห็น แก่ตัวมีอยู่ ก็ต้องมีการกระทบกัน เป็น ธรรมดา ฯ. [28] การสงคราม ก็คือ การปะทะของคนหลาย คนที่ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัว เพื่อความ สำราญ ทางโลกิยวิสัยนั้นเอง. สงครามโลก นั้นก็เป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของคนหลายชาติ รวมกันเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกันเลย ฯ. [29]
น.31 หาความสุขทางฝ่ายจิตนั้น จะไม่ กระทบกระทั่งใครเลยแม้แต่น้อย เพราะเหตุว่ามี อะไร ๆ ให้แสวงอยู่ในตนผู้เดียวเสร็จ ไม่ต้อง เนื่องด้วยผู้อื่น และมีแต่จะเสียสละให้ผู้อื่น ฯ. [30] การกระทบกระทั่งระหว่างบุคคล หรือแม้ การกระทบกระทั่งระหว่างส่วนรวม ซึ่งเรียกว่า การสงครามก็ตาม ไม่สามารถเกิดจากผู้แสวง สุขทางจิต เช่นเดียวกับที่ไฟ ไม่สามารถเกิดจาก ความเย็น ฯ. [31] การแสวงอาหารทางฝ่ายกาย ง่ายหรือตื้น และเป็นต้นเหตุแห่งสงคราม, การแสวงอาหาร
น.32 ทางฝ่ายใจ ยากหรือลึก และเป็นต้นเหตุแห่งสันติ- ภาพ. แต่กระนั้น มนุษย์ในโลกนี้ ส่วนมากก็ ปล่อยตนไปตามสัญชาตญาณ หรือธรรมดาฝ่าย ต่ำมากเกินไป จนเห็นมีแต่ผู้ถือลัทธิวัตถุนิยมกัน เกลื่อนโลก ฯ [32] ยิ่งนานเข้าเพียงใด วิธีการแสวงหาอาหาร ทางใจก็ยิ่งลบเลือน หายไปจากความทรงจำและ ความเอาใจใส่ของมนุษย์มากขึ้นเพียงนั้น, ในที่- สุด ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในมันสมองของมนุษย์ นอกจากความเป็นทาสกาม หรือความเห็นแก่ ตัว นั่นแหละ คือสมัยที่ไฟประดับกัลป์จะ ล้างโลก ฯ. [33]
น.33 ๒๐ คติธรรม ผู้แสวงสุขทางใจในโลกนี้ มีอยู่เพียงกี่คน ก็ตาม ก็เป็นเหมือนลูกตุ้ม ที่คอยถ่วงโลกไว้ มิให้หมุนไปถึงยุคมิคสัญญี พินาศด้วยไฟประลัย- กัลป์ เร็วเกินไปเพียงนั้น ฯ [34] พวกแสวงสุขทางฝ่ายจิต ควรจะพูดกับพวก อื่นได้โดยชอบธรรมว่า "เรายอมรับว่าเป็นลูกตุ้ม จริง แต่ว่าเป็นลูกตุ้มที่ถ่วงมิให้พวกท่านวิ่งเข้าไป สู่กองไฟเร็วเกินไป. ถ้าพวกข้าพเจ้าจะพลอย เป็นอย่างท่านไปเสียด้วย, เชื่อแน่ว่าโลกคงจะ แตก ดับเร็ว กว่าที่ พวกข้าพเจ้าจะแยกเป็นอยู่ เช่นนี้ ฯ. [35]
น.34 พระพุทธองค์ทรงเป็นนายกแห่งสมาคมผู้แสวง สุขทางใจ เพียงพระองค์เดียว และสมัยเดียว ก็ ชื่อว่าเป็นโลกนาถ — ที่พึ่งของโลกหลายสมัย, เพราะว่าอิทธิพลแห่ง ธรรมะที่พระองค์ทรงเปิด- เผยไว้ในโลกนั้น ได้ถ่วงโลกไว้ มิให้หมุนไปหา ความแตกดับ จนแม้ที่สุด แต่คนที่ไม่เคยได้ยิน ชื่อของพระองค์ ก็ยังพลอยมีส่วนรับผลนั้น ด้วย ฯ. [36] เมื่อโลกละทิ้งการแสวงอาหารทางใจ มารับ เอาอาหารทางกายมากขึ้น เช่นทุกวันนี้ พระพุทธ- องค์ก็ทรงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะโลกเป็นฝ่ายที่ทิ้ง หลักการของพระองค์เสียเอง ฯ. [ 37]
น.35 ๒๒ คติธรรม ตราบใดพุทธบริษัททุกคน ยังภักดีต่อการ แสวงหาความสุขทางใจกันอยู่ นับว่าตระกูลของ พระองค์ยังไม่ขาดทายาทเสียทีเดียว และจะยัง เป็นเหมือนลูก ตุ้มน้อย ๆ ที่เหลืออยู่เพื่อความ ปลอยภัยของตัวมันเอง และเพื่อโลกด้วย, แม้ ขณะที่พวกอื่น เขาอาจกำลังจงเกลียดจงชั่งพวก นี้อยู่ ฯ [38] พุทธบริษัทต้องถือว่า กายอยู่ในใจ, อาหาร ใจ สำคัญยิ่งกว่าอาหารทางกาย และยังคงภักดี ต่อลัทธิแสวงสุขทางใจอยู่เสมอ. การเป็น พุทธบริษัทแต่ปากหรือพิธีนั้น ไม่ทำให้เป็นพุทธ- บริษัทได้เลย. พุทธบริษัทที่แท้ จะกลายเป็น
น.36 นักนิยมวัตถุหรือถือลัทธิหลงชาติ เพราะเห็นแก่ วัตถุไปไม่ได้ ฯ. [39] พุทธบริษัทที่ขวาง ๆ รี ๆ นั้น ยิ่งจะร้ายไป กว่าผู้ที่มีได้เป็นพุทธบริษัท ! เมื่อเกิดมิคสัญญี พุทธบริษัทที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้เหลืออยู่. แม้นี้ ก็เป็นอานิสงส์แห่งการนิยมอาหาร ทาง ใจ ฯ. [40] โลกกับธรรม จะเป็นอันเดียวกันไม่ได้ โดย ที่โลกเป็นฝ่ายนิยมวัตถุ, ธรรม เป็นฝ่ายนิยม "ความเป็นอิสระเหนือวัตถุ" ; และความเป็นอิสระ เหนือวัตถุนี้เอง คือ อาหารของดวงใจ ฯ. [41]
น.37 ยต้องการอาหารทางฝ่ายโลก, ใจต้อง การอาหารฝ่ายธรรม. ผู้ที่เห็นใจเป็นใหญ่หรือ เป็นที่อิงอาศัยของกาย ย่อมแสวงหาอาหารให้ กาย เพียงสักว่าให้มันเป็นอยู่ได้ ( ยาปนมัตต์ ) เท่านั้น. เวลานอกนั้นใช้เพื่อแสวงอาหารแก่ ใจอย่างเดียว ฯ. [42] อันความเป็นอิสระเหนือวัตถุนั้น เห็นได้ยาก ตรงที่ตามธรรมดาก็ไม่มีใครนึกว่าตนได้ตกเป็น ทาสของวัตถุแต่อย่างใด. ใคร ๆ ก็กำลังหา วัตถุ มากิน มาใช้ มาประดับเกียรติยศของตน และบำเรอคนที่ตนรัก และถือว่าทำอย่างนั้น ตน ได้เป็นนาย มีอิสระเหนือวัตถุอยู่แล้ว. ส่วน
น.38 ความหม่นหมองใจที่เกิดขึ้นมากมายหลายประ- การ นั้น หามีใครคิดไม่ ว่านั้นเป็นอิทธิพลของ วัตถุ ที่มันกำลังครอบงำย่ำยีตนเล่นตามพอใจ ของมัน ฯ [43] ดวงใจ ได้เสียความสงบเย็นที่ควรจะได้ ไป จนหมด ก็เพราะความโง่เง่าของเจ้าของเอง ที่ ไปหลงบูชาวัตถุ จนทำให้กลายเป็นของมีพิษสง ขึ้นมา ดวงใจที่สงบเย็นแท้จริง ก็ไม่อาจพัก ตัวเจริญงอกงามขึ้นมา, เพราะ ขาดการบำรุง ด้วยอาหาร โดยที่เจ้าของไม่เคยคิด ว่ามันต้อง การอาหารเป็นพิเศษ ยิ่งกว่ากาย ฯ. [44]
น.39 ๒๖ คติธรรม สัญชาตญาณฝ่ายต่ำทั้งหลาย ชวนกันขึ้นไป นั่งบัลลังก์บัญชาการ เต็มที่ ออกคำสั่งทับถม ความต้องการของดวงใจที่เป็นไปอย่างปกติแท้ จริงดังเดิม หรือที่เรียกว่า เป็นธรรมชาติฝ่ายสูง ที่เป็นชั้น ปรมัตถธรรม จนทำให้ดวงใจชนิดที่ กล่าวนี้ไม่ปรากฏ. เขาจึงเฝ้าสาละวนแต่จะ แสวงอาหาร ตาม อำนาจความรู้สึก ฝ่ายต่ำ หรือที่ เรียกในที่นี้ว่า "กาย" อยู่ร่ำไป ฯ. [45] เมื่อใจขาดอาหาร แม้แต่ที่เป็นเบื้องต้นเสีย เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมไม่งอกงามพอที่จะแจ่มใส ส่อง แสง ให้ผู้ นั้น มองเห็น และถือเอาอุดมคติแห่ง ความสุขทางใจได้. ชีวิตก็เป็นของมืดมนท์ต้อง
น.40 ร้องไห้ ทั้งที่ไม่รู้เห็นว่ามีอะไรมาทำเอา ฯ. [46] เด็ก ๆ ที่เกิดมา ไม่อาจสำนึกได้เองในปริยาย เช่นว่านี้. การศึกษาธรรมะเท่านั้น ที่จะช่วย ได้ในเบื้องต้น. การศึกษาจนรู้ธรรมะทาง ฝ่ายหลักวิชา เป็นอาหารของดวงใจในชั้นแรก. ขั้นกลางคือการย่อยหลักวิชานั้น ๆ ออกด้วยมัน- สมองของตนเอง. ครั้นได้ความโปร่งใจ ความ เยือกเย็นอะไรมา นั่นเป็นอาหารขั้นปลาย. เมื่อ ได้ส่งเสริมให้เจริญจนสามารถทำพระนิพพานให้ ปรากฏ จึงจะนับว่าถึงที่สุด ฯ. [47] ปริยัติธรรมในส่วนหลักวิชานั้น ช่วยสะกิด ใจให้รู้สึกในเบื้องต้นว่าเรามีกายสองซีก คือซีก
น.41 ๒๘ คติธรรม รูปกายและธรรมกาย. รูปกาย เจริญได้ด้วย การมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นด้วย ปัจจัยเช่นข้าวปลาอาหาร. ส่วนธรรมกายนั้น มีกายวาจาใจที่สุจริตผ่องใส เป็นที่ตั้งที่ปรากฏ มีผลของความสุจริตอิสระเป็นอาหาร ที่จะบำรุง ให้เติบโตสืบไป ฯ. [48] ปริยัติธรรม ยังทำให้เรารู้สึกสืบไปเป็น ลำดับว่า ถ้าบำรุงกันแต่รูปกายอย่างเดียว มันก็ จะอ้วนดีแต่ซีกเดียว, อีกซีกหนึ่งซึ่งเป็นซีกใน จะยังคงเหี่ยวแห้งอยู่. ผลที่ได้ ก็คือร่างกายที่ สมบูรณ์ แต่ใจเต็มไปด้วยความหม่นหมอง และผ่ายผอม ฯ. [49]
น.42 คนเราเมื่อยังเด็ก ความหม่นหมองมีปรากฏ นัก เพราะมีผู้เลี้ยงดูให้และกายก็ยังมิได้ขยายตัว เต็มที่ จนสามารถรับความรู้สึกสุดขีดได้ทุก ๆ อินทรีย์ (คือเต็มที่ทั้ง ทางหู ทางตา ฯลฯ ทาง ใจ). ครั้นเมื่อกายเจริญเต็มที่เช้า ความ หม่นหมองก็เกิดมากขึ้น เพราะขาดดุลยภาพ กล่าวคือทางรูปกายโตใหญ่ขึ้น แต่ทางธรรม. ก๋วยไม่เจริญขึ้น ให้เสมอคู่เคียงกัน ฯ. [50] โดยสรุป ปริยัติธรรมช่วยให้เราทราบว่าเรา จะต้องประพฤติธรรมเช่นนั้นเช่นนี้’ เพื่อธรรม- กายของเรา, มิฉะนั้นเราจะตายด้านไปซีกหนึ่ง. เมื่อเรารู้ปริยัติธรรมพอควรแล้ว เราก็ได้อาหาร
น.43 ๓๐ คติธรรม ของดวงใจในส่วนหลักวิชา และเป็นพื้นฐานของ การปฏิบัติ. สัมมาทิฏฐิ หรือ รุ่งอรุณ ได้ ปรากฏแก่เราแล้วในระยะเริ่มแรก ฯ. [51] ปฏิบัติธรรม คือตัวการปฏิบัตินั้น ได้แก่การ บังคับอินทรีย์เพื่อเอาชนะอินทรีย์. ชนะได้เท่า- ใด ความเยือกเย็นพร้อมทั้งความรู้แจ้ง ก็เกิดขึ้น เท่านั้น, ความเยือกเย็นเกิดจากความที่อินทรีย์ สงบรำงับลง, ความเห็นแจ้งความจริงในตัวเอง ปรากฏ เพราะไม่ถูกม่านแห่งความกลัดกลุ้มของ อินทรีย์ปิดบังเช่นแต่ก่อน ฯ. [52] วิธีเอาชนะอินทรีย์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ได้แก่การบังคับตัวเองให้งดเว้นจากสิ่งชั่ว. บัง-
น.44 คับตัวเองให้ทำแต่สิ่งที่ดีเข้าแทน และต่อจากนั้น พยายามหาวิธีชำระจิตให้เป็นอิสระจากต้นเหตุ แห่งความหม่นหมอง ทั้งที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ๆ และที่นอนนิ่งเงียบ ๆ อยู่ในสันดานอันเป็นเหมือน เชื้อที่ก่อเกิดของมัน ฯ [53] กล่าวอีกอย่างหนึ่ง วิธีเอาชนะอินทรีย์ ได้ แก่การบังคับกายและวาจาให้อยู่ในอำนาจ เรียก ว่า ศีล, บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า สมาธิ, และใช้จิตที่อยู่ในอำนาจแล้ว คิดค้นหา ความจริงที่ยากที่ลึก จนปรากฏแจ่มแจ้งเรียกว่า ปัญญา กล่าวคือ ปัญญาชนิดที่สามารถควบคุม อินทรีย์ให้เป็นไปแต่ในทางถูกอย่างเดียว ฯ. [54]
น.45 ๓๒ คติธรรม การบังคับหรือควบคุมอินทรีย์ ทำให้ดวงใจ ได้รับความสะบักสะบอมน้อยลง ; วัตถุหรืออา- รมณ์ทั้งหลายมีพิษสงน้อยเข้า หรือหมดไป เพราะค่าที่เราสามารถบังคับตัวเองไว้ในภาวะที่ จะไม่หลงใหลไปตาม ทั้งในทางชอบและทาง ชัง. เมื่อใจเราได้รับความพักผ่อนอย่างผาสุก เนื่องจากการบังคับอินทรีย์ของเราเช่นนี้แล้วชื่อว่า เราได้อาหารของดวงใจในส่วนการปฏิบัติ อันเป็น อุปกรณ์ให้ได้รับอาหารชั้นสูงสุดสืบไป ฯ. [55] ปฏิเวธธรรม หรือธรรมในส่วนการรู้แจ้ง แทงตลอดในสิ่งที่เคยหลงใหล ไม่รู้เท่าทันมาก่อน เป็นความรู้ชนิดที่จะตัดรากความหม่นหมองของ
น.46 ดวงใจเสียโดยประการทั้งปวง เช่นความสงสัย ความเข้าใจผิด หลงรัก หลงชัง ฟุ้งซ่าน ฯลฯ แล้วทำความโปร่งใจ เยือกเย็นใจ ให้เกิดขึ้นใน ระดับสูงสุด ฯ. [56] ปริยัติธรรม เป็นเพียงการรู้ อย่างคาดคะเน ด้วยเหตุผลล่วงหน้าไปก่อน, ส่วนปฏิเวธธรรม เป็นผลที่ปรากฏแก่ใจ สมจริงตามที่เรียนรู้ทาง หลักวิชาปริยัติ เป็นการแทงตลอดม่านอวิชชา คือความโง่หลง ซึ่งข้อนี้เป็น ของเฉพาะตัว อย่างยิ่ง ฯ [57] น่าอัศจรรย์มาก ที่คนบ้าคลั่งอาจรักษาโรค ของตนเองด้วยการยอมฟังวิธีรักษามาจากผู้อื่น
น.47 ๓๔ คติธรรม แล้วเฝ้ารักษาตัวเอง พิจารณาตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนหายได้ในที่สุด ! [58] ผู้ที่รู้ว่าตนกำลังติดขัดในปัญหาชีวิต คือ ความที่ชีวิตถูกกดถ่วงด้วยความหม่นหมองอยู่ เสมอ ตั้งแต่ชนิดที่หยาบที่สุด จนถึงละเอียด ที่สุด นั้น อาจผ่านปัญหานั้น ๆ ไปได้ โดยการ พยายามคิดค้นเอาเองบ้าง ไต่ถามท่านผู้รู้มาคิด- ค้นบ้าง, เมื่อค้นพบต้นเงื่อนถูกต้อง ก็ผ่าน ปัญหาทั้งหมดนั้นไปได้ ได้รับความแจ่มแจ้งเบา โปร่ง ปรากภูกับใจเอง เป็นความสุข ฯ. [59] ผลอันจัดเป็นอาหารของดวงใจในส่วนปฏิเวธ คือความสุขที่เกิดจากความพอใจในการที่สาง
น.48 ปัญหาที่ยาก ๆ ได้สำเร็จเป็นความรู้แจ้งนั้น ก็เป็น อีกขั้นหนึ่ง เป็นของพิเศษเกินกว่าวิสัยนักการ ค้า หรือผู้นิยมวัตถุจะเห็น ว่านั้นเป็นความสุข ไปได้ ฯ. [60] ศิลปินที่แท้จริง ย่อมหาความสุขได้จากความ พอใจตัวเองในการที่ทำสิ่งอันยาก ๆ สำเร็จ มิได้ พอใจในเงินหรือรางวัลที่ได้รับ ซึ่งเป็นวิสัยของ นักการค้า. ศิลปินแห่งการสางปัญหาชีวิตอัน ยุ่งยาก ก็ทำนองเดียวกัน ฯ. [61] ผลอันเป็นอาหารของดวงใจในส่วนปฏิเวธ ซึ่งเมื่อได้แทงตลอดปัญหาทั้งปวงในชีวิต ถึงที่สุด ไม่มีอะไรเหลือจริง ๆ ก็คือการพบกันเข้ากับพระ-
น.49 ๓๖ คติธรรม นิพพาน. และหากเป็นการแทงตลอดทั้งขีด ระยะหนึ่ง ๆ ข้างต้น ๆ นั่นก็คือมรรคผลขั้นหนึ่ง ๆ นั่นเอง ฯ. [62] เมื่อใจได้อาหารเป็นลำดับมา จนลุถึงพระนิพ- พานคือการดับกิเลสสิ้นเชิงแล้ว ต่อจากนั้น ก็เป็น ใจที่มีรสของพระนิพพานเป็นอาหาร. ศานติ เป็นรสของพระนิพพาน ! และใจ มีศานตินั้น เป็นอาหาร ! [63] ศานติ หมายถึงความเยือกเย็นอันเกิดจาก การที่จิตลุถึงพระนิพพาน หรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพแห่งความว่างโปร่งเป็นอิสระเหนือ สิ่งทั้งหลาย, – เหนือรูปธรรมนามธรรม –
น.50 เหนือกฎแห่งรูปธรรมและนามทั้งหมด, และเป็น สิ่งที่ใคร ๆ จะบัญญัติกฎเกณฑ์อะไรให้ไม่ได้ เลย เว้นแต่เป็นการบัญญัติอย่างสมมติ ๆ กัน ไปที่ ฯ [64] เมื่อเราอาบน้ำ เราได้รับความเย็นของน้ำ หรือรู้สึกเย็นเพราะน้ำ, เมื่อใจสุถึงพระนิพพาน มันย่อมเยือกเย็นเพราะความเย็นของพระนิพพาน นั่นเอง. ความเยือกเย็นอันนี้ เป็นยอดอาหาร ชั้นพิเศษของดวงใจ ฯ. [65] ความหม่นหมองต่าง ๆ ของดวงใจนั้น ถูก สลัดทิ้งเสียได้หมดแล้ว ตั้งแต่ได้รับอาหารชั้น ปฏิเวธชั้นสูง, มาบัดนี้ ยังได้รับความเยือกเย็น
น.51 ๓๘ คติธรรม ของพระนิพพานเข้าอีก จึงเป็นการยากที่จะกล่าว ให้เป็นที่เข้าใจกันอย่างทั่วไป ว่ารสชาติอย่างนี้ ในขณะเช่นนี้ จะเป็นอย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่แม้ อยากพูดให้ฟัง ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ฯ. [66] อย่าว่าแต่รสชาติของพระนิพพานเลย แม้ เพียงแต่รสของวิเวก หรือรสสมาธิขั้นต้น ๆ ก็เป็น ของยากที่จะอธิบายว่ามีรสเป็นอย่างไรเสียแล้ว เพราะเป็นรสที่ต้องจัดว่าเป็นรสแปลกใหม่อีกรส หนึ่ง จากบรรดารสทั้งหลาย ที่คนธรรมดาเคยรู้ รสกันมาในวงแห่งโลกิยารมณ์ ฯ. [ 67] สำหรับคนที่ไม่เคยกินของหวานเลย ใคร ๆ ก็ ไม่อาจที่จะอธิบายให้ทราบได้ว่ารสหวาน นั้นเป็น
น.52 อย่างไร คงได้แต่ว่า "หวาน - หวาน" อยู่อย่าง เดิม. นี่เองคือความเป็นปัจจัตตัง หรือความ ที่อธิบายให้ชัดไม่ได้ในเรื่องรส. รสของพระ- นิพพาน ก็ทำนองเดียวกัน เป็นแต่ยิ่งอธิบายยาก ขึ้นไปกว่าเรื่องรสตามธรรมดานั้น หลายเท่า นัก, แม้แต่ในทางที่จะเปรียบเทียบหรือคาด- คะเน ฯ. [68] คนที่ไม่เคยลิ้มรสหวานเลย ก็ไม่ควรจะดื้อ เถียงว่ารสหวานไม่มีในโลก, และทางที่ดีที่สุด เขาควรใช้ความพยายามจนหาน้ำตาลมาชิมดูได้ ด้วยตนเองก็จะรู้ว่า หวาน - หวานนั้น เป็นอย่าง ไร ฉันใด, ผู้ที่ยังไม่สุถึงนิพพาน ก็ไม่ควรปฏิ-
น.53 ๔๐ คติธรรม เสธรสของพระนิพพาน แต่ควรตะเกียกตะกาย จนได้ ชิมรสของพระนิพพานด้วยตนเอง ฉัน นั้น ๆ. [69] น้ำ กับ บก ต่อติดกันอยู่ ห่างกันชั่วแต่เพียง เส้นริมน้ำเส้นเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ปลาก็ไม่อาจรู้ หรือแม้แต่คาดคะเนว่า บกเป็นเช่นไรได้เลย. พระนิพพานเป็นฝั่งเกาะที่รอดพ้น แต่น้อยคนนัก จะว่ายออกไปถึงเกาะนั้น ดุจพวกนกที่ติดบ่วง แล้ว น้อยตัวนัก จะหลุดไปไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ ของนายพราน ฉันใดก็ฉันนั้น ๆ. [70] ผู้ตกโลก หรือจมโลก ก็คือผู้ที่รู้จักแต่โลก หรือกามคุณ ซึ่งเรียกในที่นี้ว่า อาหารกาย หรือ
น.54 โลกิยะนั่นเอง. เมื่อรู้จักแต่อย่างเดียว เสีย เช่นนี้ ก็มักจะไม่ยอมเชื่อว่าบก หรือโลกุตตระ นั้น มีอยู่ ณ ที่ใดอีก เช่นเดียวกับปลา ฯ. [11] การที่จะเดินทางไปสู่บกนั้น ผู้เดินต้องกิน อาหารของดวงใจดังกล่าวแล้วเป็นลำดับ. การ ที่ไม่ค่อยมีใครในบัดนี้สนใจในเรื่องอาหารของ ดวงใจ ก็เพราะไม่เคยคิดว่ามี "บก” หรือคิดที่ จะเดินทางไปสู่ "บก" กันนั้นเอง ฯ. [12] อาหารของดวงใจมีหลายชั้น มีรสชาติต่างๆ กัน. เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่ง ๆ ย่อมจะมีผู้ แสวงและกำลังเสพอยู่ในชั้นต่าง ๆ เป็นธรรมดา, ดังเราจะเห็นได้ แม้ในโลกนี้ว่า บางคนหาได้ตก
น.55 ๔๒ คติธรรม โลก เต็มที่ หรือจม มิด เหมือน กับ บาง คน ไม่ ฯ [73] ถ้าจะสมมุติภาพชิ้น ณ ที่ริมฝั่งทะเล จะเห็น บางพวกตกน้ำ จมมิดอยู่, บางพวกชูศีร์ษะร่อน ขึ้นเหนือน้ำได้ มองดูรอบ ๆ สังเกตหาฝั่งบกอยู่, บางพวกมองเห็นฝั่งแล้ว, บางพวกกำลังว่ายมุ่ง เข้าฝั่ง, บางพวกใกล้ฝั่งเข้ามามากแล้ว, บาง พวกถึงที่ตื้นยืนถึงเดินตะคุ่ม ๆ เข้ามาแล้ว, บาง พวกเดินท่องน้ำเพียงแค่เข่าเข้ามาแล้ว, บาง พวกนั่งพักอย่างสบาย หรือเที่ยวไปอย่างอิสระ บนบก ! เราเอง จะอยู่ในจำพวกไหน ย่อมไม่มี ใครรู้ได้ เท่าตัวเราเอง ฯ. [74]
น.56 ตลอดเวลาที่มนุษย์ ยังคงได้รับรสของพระ- พุทธวจนะอยู่เพียงใด คงจะมีสักพวกหนึ่ง โดย เฉพาะก็คือพวกที่มีอาหารกายสมบูรณ์ จนอึด- อัดเพราะความซ้ำซาก และหมดทางไป ในเบื้อง สูงเข้าแล้ว ; เกิดมีความสนใจในคุณภาพอันสูง สุดของโลกุตตราหาร หยิบเอาลัทธิมโนนิยม ขึ้นมาพิจารณาดูตัวบ้างเป็นแน่, เพราะยังมี ทางไปได้สูงอีกมากนัก ฯ [75] - 0 -
Buddhadasa