น.57 คติธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ หมวดว่าด้วย ความสงบ
น.58 ศุภมัสดุ. พระพุทธภาษิตที่ว่า "นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุข อื่นนอกจากความสงบไม่มี " นั่นแหละเป็นหลัก ที่สั้นที่สุด แต่อมความหมายไว้มากที่สุด, และ เป็นหลักที่ใช้ได้ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ตั้ง แต่เบื้องต่ำที่สุดจนถึงเบื้องสูงที่สุด ใช้ได้ทั้ง ฆราวาส และบรรพชิตทั้งทางคดีโลก และคดี ธรรม ฯ. [1] ความสงบนั้น ตามนัยแห่งพยัญชนะ หมาย ถึงความที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเดือดพลุ่งขึ้นมา ได้ ยุบเย็นลงไป : ความเดือดพลุ่งสมมติเป็นฝ่าย ทุกข์ เพราะร้อน, ความยุบเย็นลงไปสมมติ
น.59 ป็นฝ่ายสุข เพราะเย็น. แต่ตามนัยแห่งความ หมายทางจิตใจนั้น ความสงบหมายถึงความจาง และความดับ แห่งตัณหาความดิ้นรนร่านในใจ ของคนเรา ฯ [2] คนทุกคนซึ่งมีความอยากความปรารถนา ก็ หา "สิ่งสนองความอยาก" มาป้อนให้ความ อยากของตนยุบหายไปเป็น "ความสงบ " แต่นี่ เป็นความสงบอย่างเทียมทางฝ่ายโลก ซึ่ง เป็นของชั่วคราว. ส่วนความสงบที่แท้ทาง ฝ่ายธรรมนั้น แทนที่จะหา " สิ่งสนองความ อยาก " มาป้อนให้ เรากลับหาวิธีใดวิธีหนึ่ง มาทำลายหรือตัดรากของ "ความอยาก" นั้น เสีย ฯ. [3]
น.60 ความสงบ ๔๙ ความสงบทางฝ่ายธรรม จัดเป็นความสงบที่ แท้, ตรงกันข้ามจากความสงบอย่างเทียมทาง ฝ่ายโลก. ความสงบที่แท้ ย่อมให้ความสุข ที่แท้. ความสงบที่เทียม ก็ต้องให้ความสุข ที่เทียมเป็นธรรมดา ฯ. [4] ความสงบสองชนิดนี้ เปรียบได้กับเมื่อคน เรามีอาการปวดท้อง ซึ่งนับว่าเป็นความทุกข์ โพลงขึ้นมา ก็ทำให้สงบลง ไปด้วยการรับประ- ทานยาร้อนระงับความปวดได้ เป็นการหาย ปวดท้องอย่างเทียม ซึ่งไม่ช้าจักปวดใหม่. แต่ ถ้าใช้ยาระบายของเสียออก หรือตัดต้นเหตุของ การปวดท้องเสียให้เด็ดขาด การหายปวดท้อง
น.61 ๕๐ คติธรรม นั้น ก็เป็นอย่างแท้ ๆ [5] มีผู้เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องทางโลก ๆ แล้ว ย่อม ไม่มีความสงบหรือความสุขอันเกิดแต่ความสงบ. นั่นเป็นเพราะมองข้ามความสงบอย่างเทียมไป เสีย. ดูเถิด นายที่ดุร้าย ได้ตบตีบ่าวสมใจ แล้ว ก็พอใจเป็นสุขหายโมโห. ความร้อน ของเขาระงับลงได้ เป็นความสงบ แต่เป็นอย่าง เทียม ; ความสุขของเขา จึงเป็นสุขอย่างเทียม และน่าสมเพช ฯ. [6] ใจความสำคัญมีอยู่ว่า ขึ้นชื่อว่าความพอใจ หรือความสุขแล้ว ไม่ว่าชนิดใดระดับใด ย่อม มาจากความสงบชนิดใดชนิดหนึ่งทั้งนั้น ถ้า
น.62 ความสงบเป็นชนิดแท้ ความสุขก็พลอยแท้ไป ตาม, ถ้าเป็นความสงบเทียม ความสุขนั้นก็ เป็นที่น่าสงสาร. ด้วยเหตุนี้จึงขอยืนยันตาม พระพุทธภาษิตนั้นอีกว่า " สุขอื่นนอกจากความ สงบแล้ว เป็นไม่มี " ฯ. [7] ทำไมสุขอื่น นอกจากความสงบ จึงไม่มี ? เพราะมีความจริงอันเด็ดขาดสั้น ๆ ว่า สิ่งอื่นไม่ สามารถกลบทับ, ไม่สามารถข่ม, หรือไม่ สามารถตัดรากแห่งความอยาก ความปรารถนา ของจิตได้ จึงไม่สามารถทำให้เกิดรส ชนิดที่ คนเราสมมติเรียกกันว่า "ความสุข" ขึ้น มาได้ ฯ [8]
น.63 มื่อพิจารณากันถึงอาการ ก็จะเห็นได้ว่า สิ่ง ที่ไม่สงบหรือลุกโพลงนั้น จะต้องไหลลุกและเผา ไหม้เรื่อยไป จนกว่ามันจะซาลงและสงบ. ส่วน สิ่งที่สงบ ย่อมมีอาการตรงข้าม เช่นน้ำที่สงบ ย่อมไม่ไหลไม่กะเพื่อม ลมที่สงบย่อมไม่พัดไป ไฟที่สงบย่อมไม่ลุก ดินที่สงบย่อมไม่มีการเผา- ไหม้ ไม่ยุบไม่พอง ฯ. [9] อาการที่ไหลไป เป็นต้นนั้น เป็น “ ความ ต้องการ ” ของธรรมชาตินั้น ๆ แม้จะเป็นสิ่งที่ ไม่มีชีวิตจิตใจ มันก็ยังเป็นความต้องการของ กฎธรรมชาติชนิดหนึ่ง ๆ อยู่ในตัวมันเอง ฉะนั้น มันจึงหยุดไหลไม่ได้. ถ้าหยุดไหลได้เท่าใด ก็เป็นความสงบเกิดขึ้นเท่านั้น. ส่วนที่ยังต้อง
น.64 ไหลไปเพียงใด ก็เป็นความไม่สงบ ซึ่งเป็น ลักษณะแห่งความทุกข์เพียงนั้น ๆ. [10] ความไม่สงบหรือความหวั่นไหวในอาทิตย จักรวาลนี้ คือความที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายต้อง ต้านทานความตึ๋งดูดของดวงอาทิตย์ จนกระทั่ง ต้องหมุนไปรอบ ๆ ดวง อาทิตย์ เกิดมีความ ไหลอย่างสับสนอลหม่าน อยู่ในทุก ๆ ปรมาณูที่ ประกอบกันขึ้นเป็นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ทั้ง หลาย, จึงหาความสงบมิได้ แม้ในส่วนที่เพียง เป็นวัตถุไร้ชีวิตวิญญาณนั้น ๆ ฯ. [11] ในฝ่ายนามธรรมหรือจิตใจ ก็ทำนองเดียว กัน คือนามรูปของชีวิตทุกกลุ่ม ถูก "ความสงบ"
น.65 ๕๔ คติธรรม ดูดเข้าหาศูนย์กลางแห่งความสงบ ตกอยู่ภายใต้ อำนาจ ความดึงดูด ของ ความสงบ. เมื่อ ในตัวมันยังมีกิเลสเป็นเครื่องต้านทาน ก็ไม่ ยอมวิ่งเข้าสู่ความสงบ จึงต้องวิ่งว่อนไปมา เป็น ความหวั่นไหววุ่นวายเกิดขึ้น จนกว่ามันจะตก ลงสู่ธรรมเป็นที่สงบแห่งนามรูปทั้งปวง ฯ. [12] หากมองดูโดยปฎิโลมจากอีกทางหนึ่ง คือ มองไปจากสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังดิ้นรนหวั่นไหวอยู่ใน บัดนี้ เราจะเห็นว่า การดิ้นรนของธรรมชาติทุก อย่างที่กำลังดิ้นรนอยู่นั้น มันดิ้นรนเพื่อไปสู่ความ สงบในที่สุด, มิใช่ดิ้นรนเพื่ออย่างอื่นในที่สุด. แต่ตลอดเวลาที่ยังไม่ลุถึงความสงบ มันก็ต้อง
น.66 ดิ้นเพื่อให้สุถึงความสงบอยู่ร่ำไป ฯ. [13] การดิ้นรนของคนเรา ในด้านการบ้านการ- เมือง ก็เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง. แม้ แต่ลัทธิใหม่ ๆ ที่ฝืนเกิดขึ้นในโลกเป็นลัทธิซ้ายสุด หรือขวาสุด ลัทธิไหน ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นมาได้ก็ เพราะเนื่องจาก "ความไม่สงบ" แบบใดแบบ หนึ่ง เป็นมูลเหตุ เป็นการดิ้นรนเพื่อสร้างความ สงบแบบอื่นอีกแบบหนึ่ง ในเมื่อแบบอื่น ไม่ เหมาะแก่ถิ่นหนึ่ง ๆ ในสมัยหนึ่ง ๆ ในความจำเป็น อย่างหนึ่ง ๆ ฯ. [14] การสงคราม ก็คือการดิ้นรนของแต่ละประ- เทศเพื่อหาทางออกไปสู่ความสงบแบบหนึ่ง ๆ ตาม
น.67 ๕๖ คติธรรม อุดมคติหรือตามความจำเป็นของตน ๆ. การ เศรษฐกิจของชาติหรือของส่วนเอกชนก็ตาม เป็นการดิ้นรนเพื่อดุลยภาพชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ นัยหนึ่ง ก็คือดิ้นรนเพื่อความสงบทางด้านปัจ- จัยเครื่องยังชีวิตนั่นเอง ฯ. [15] การดิ้นรนทุกชนิดของคนแต่ละคน ก็เพื่อ ความสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังเราจะเห็นได้ว่า การกินการนอน ก็เป็นการดิ้นรนเพื่อรำงับความ หิวระหายหรือความเหน็ดเหนื่อย ของสัญชาต- ญาณ ที่ต้องการ ขยายตัว งอกงามออกไปนั่นเอง. การบริโภคกาม ก็คือการดิ้นรนโดยไม่รู้สึกตัว เพื่อหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาหยุด “ความต้องการ ”
น.68 ของ จิตใจ ส่วน หนึ่ง ๆ หรือ ของ "ความต้อง การ" ของสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธ์ล้วน ๆ ก็ตาม ฯ. [16] การแต่งกาย ทั้งที่แต่งเพื่อความงามและแต่ง เพื่อความมีระเบียบ ก็คือความดิ้นรนไปสู่ความ สมประสงค์ของสัญชาตญาณ แห่งการอยากอวด ความงามหรืออวดความมีระเบียบ ดังเช่นที่แม้ แต่สัตว์เช่นนกและไก่ ก็ทำเป็น. ดังนั้น จึง เป็นการดิ้นรนเพื่อความสงบรำงับชนิดหนึ่งอีกนั่น เอง ฯ, [17] การศึกษา คือการดิ้นรนเพื่อสมประสงค์ของ สัญชาตญาณแห่งการอยากรู้อยากเห็น ซึ่งติดมา
น.69 ๕๘ คติธรรม แต่กำเนิด และลุกลามยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ. แม้ที่ สุด แต่การได้ตีเขา ค่าเขา จนสมแค้น นั่นก็คือ การดิ้นรนเพื่อความสงบ โดยการระบายความ- ร้อน หรือโทสะออกไปนั่นเอง. การดิ้นรนทุก อย่าง จึงเป็นการดิ้นรนเพื่อความสงบโดยส่วน เดียว ฯ. [18] การดิ้นรนของสัตว์และพืช ก็ทำนองเดียวกับ ของมนุษย์ : การแสวงหาอาหาร การกินอาหาร การเจริญเติบโตของมันก็ดี ล้วนแต่เป็นการดิ้น- รนโดยที่มันไม่รู้สึกตัว ว่าเพื่อไปสู่ความสงบ. แม้ สัตว์หรือพืชนั้น ๆ จะรู้จักแต่เพียงความต้องการ อาหาร เพื่อความงอกงามของมันเองก็ตาม ความ
น.70 งอกงามของมัน ก็งอกไปเพื่อความหยุดงอก - ไม่ต้องงอก อันเป็นความสงบที่มันเองไม่อาจจะ รู้จัก อยู่นั่นเอง ฯ. [19] มนุษย์เราเอง ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกกันเลย ว่า เรากินเพื่อจะไม่ต้องกิน หรือกินเพื่อจะได้หยุด กิน แต่ไปรู้สึกกันอย่างมาก ว่ากินเพื่อความ เอร็ดอร่อยถูกอกถูกใจเสียอย่างเดียว. เหตุนั้น เอง ความดิ้นรนเรื่องกิน จึงเลยขอบเขต จนเป็น การลืมตัว หาความสงบมิได้ และกลายเป็นทาง มาแห่งความไม่สงบโดยประการทั้งปวง ฯ. [20] ธรรมชาติที่มีขนาดยังไม่ถึงสัตว์และพืช เช่น แร่ธาตุต่างๆ ตลอดถึง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ก็
น.71 ๖๐ คติธรรม ล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์อันเกิดขึ้นจากการดิ้นรน ของธรรมชาติเองทั้งนั้น. หากไม่มีการดิ้นรน อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นปัจจัย สำคัญอยู่ในนั้นแล้ว จักไม่มีปรากฏการณ์อันใดแสดงออกมาเป็นนั่น เป็นนี่ให้ปรากฏแก่ตาเราได้เลย ฯ. [21] ความดิ้นรนของสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นกรวด- ทรายเป็นต้น มีขึ้นได้เพราะความที่มันตกอยู่ภายใต้ อำนาจแห่งกฎของเวลา กล่าวคือกฎแห่งความที่ สิ่งทั้งปวงจักต้องไหลไป ด้วยความเปลี่ยนแปลง อันเราวัดได้ด้วยลักษณะหนึ่ง ๆ ของมันที่กำลัง แปรไป ฯ. [22]
น.72 แม้ความดิ้นรนของตัวกาลเวลาเองนั้นเล่า ก็ เป็นการดิ้นรนออกไปหา " ความสงบของกาล เวลา " กล่าวคือ ความอยู่นอกกฎ ของกาลเวลา อันจัดเป็นฝ่ายอสังขตะหรือนิพพาน. ฉะนั้น ธรรมชาติทุกอย่าง ที่ตกอยู่ใต้อำนาจกฎของ เวลาหรือความต้องเปลี่ยนแปลง จึงได้ดิ้นรนหา ทางออกไปสู่ “ ความไม่ต้องดิ้นรนหรือเปลี่ยน- แปลง " กล่าวคือ อสังขตะหรือนิพพานนั้นอีก เหมือนกัน ; ซึ่งมันจะพบได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่อง ที่ต้องศึกษากันเป็นพิเศษ ฯ. [23] โดยสรุปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างดิ้นรนไปหา ความสงบ. ถ้ายังไม่ได้ไม่ถึงอยู่เพียงใด สิ่ง
น.73 ที่เรียกกันว่าความสุข ก็ยังไม่มี ไม่ว่าจะเป็นความ สุขอย่างแท้หรืออย่างเทียม. การดิ้นรนทุก อย่างและทุกคราว ของมนุษย์ สัตว์ พืช และแม้ ของธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เพื่อ จะรำงับ “ ความต้องการ ” ชนิดใดชนิดหนึ่ง เสมอไป ฯ. [24] ความต้องการของสิ่งที่ไม่มีชีวิต ก็เหมือนกัน กับความต้องการของสิ่งที่มีชีวิต ต่างกันก็แต่ว่า ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตนั้น มันไม่มีอะไรจะรู้สึก "ความ ต้องการ" ของมันเท่านั้น. ทั้งนี้เพราะว่า ตัว “ ความต้องการ ” นั้น เป็นแต่ปฏิกิริยาอันหนึ่ง ซึ่งเป็นผลเกิดมา จากเหตุอื่น ๆ ที่ผลักใส่ปรุงแต่ง ทยอยกันอยู่หลายชั้น ๆ. [25]
น.74 สสารหรือวัตถุธาตุทุกชนิด ย่อมมีพลังงาน อยู่ในตัวมันเองไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จึงมีความ เปลี่ยนแปลงในตัวมันเองได้. อำนาจที่ทำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือความไม่สงบ นั้นเอง คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ ความต้องการ ” ใน ระยะแรกฟักตัว. ฉะนั้น สิ่งทุกสิ่ง สามารถมี “ ความต้องการ ” ได้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ ถือกันว่ามีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ตาม จะต่างกันก็ แต่ระดับ ฯ. [26] รูปร่างแห่ง “ ความต้องการ ” จะมีอย่างไร ย่อมแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาเป็นปัจจัยแวดล้อมให้เกิด การเปลี่ยนแปลง. เช่น “ ความต้องการ ” จะไปจากที่นี่ ย่อมเกิดขึ้นจากการ ถูกกระทบกระ-
น.75 ทั่ง จนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยน แปลงไปสู่สภาพอื่น ถ้าสิ่งที่ถูกกระทบนั้นเป็น ชั้นที่มีชีวิตจิตใจ ก็สามารถมากขึ้นไป ถึงการ คิดนึกในการไปเสียในที่อื่น. แม้แต่ต้นไม้ เมื่อ ถูกบังแสงแดด ก็สามารถสร้างเซลเป็นกิ่ง เป็น ใบให้งอกยื่นออกไป ทางที่ไม่ถูกบังแสงแดด ซึ่ง นับว่าเป็นความต้องการของมันนั่นเอง ฯ. [27] ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไม่มีชีวิต ก็มี " ความ ต้องการ " ที่มีรูปจางลงไปกว่าของพืชและสัตว์ เพราะเหตุที่ชีวิตของมันยังต่ำเกินไป จนเราไม่ เรียกกันว่าชีวิต. มันเป็นชีวิตที่ยังหลับอยู่ แต่ มันก็ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งการที่จะถูกผลักดันหรือ
น.76 ปรุงแต่ง และมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นเป็นรูปร่าง ว่า มันจะต้องเป็นไปอย่างนั้น เป็นไปอย่างนี้ ซึ่งถ้า มันมีความรู้สึก. นั่นก็คือ “ความต้องการ” ของมัน ฯ- [28] ทุก ๆ สิ่ง ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอันหนึ่ง คือ อำนาจแห่งการปรุงแต่งหรือผลักดันแล้ว เราจะ เห็นได้ว่าสิ่งนั้น ๆ ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ย่อม ต้องได้รับปฏิกิริยาอันถูกสมมติเรียกว่า "ความ ต้องการ" นี้ ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้นมันจึง ดิ้นรนอย่างเดียวกัน คือดิ้นรนไปหาความหยุด ถูกปรุงแต่ง หรือหยุดถูกผลักดันอย่างเดียว กัน ฯ. [29]
น.77 ทุก ๆ สิ่ง จะต้องเปลี่ยนไป ๆ หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า "วิวัฒนาการ" เรื่อยไป จนกว่า จะถึงแดนที่ให้หยุดได้ ไม่มีการดิ้นรนอีกต่อไป ซึ่งเรียกตามโวหารธรรมว่า "นิพพาน" -แดน เป็นที่หยุดดิ้นรน หรือเป็นที่เข้าไปสงบของสิ่งที่ มีปัจจัยปรุงแต่งผลักดัน ทั้งปวง ฯ. [30] ในระหว่างที่สิ่งทั้งหลาย กำลังดิ้นรน วนเวียน อยู่อย่างไม่รู้จบนี้ ก็เท่ากับมัน "เดินทาง" ไป สู่ความหยุด หรือความสงบ หรือนิพพาน ซึ่งเป็น ความสงบอันแท้จริง. ในระหว่างทาง ที่มัน ยังมีความรู้น้อยเกินไป จะมีพบบ้างเรื่อย ๆ ก็แต่ ความสงบชนิดเทียม ซึ่งให้ความสุขอย่างเทียม.
น.78 ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่าธรรมชาติที่เป็นความรู้แจ้งได้ ค่อย ๆ เกิดมีขึ้นในสัตว์หรือสังขารนั้น ๆ มากน้อย เพียงใด ฯ. [31] ขณะที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง หากได้พบ ความสงบที่ยังเป็นของเทียม ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ พบความสงบเสียเลย และเป็นความจำเป็นของ การเดินทางที่จะต้องมีความสงบเป็นเครื่องหล่อ- เลี้ยงไปพลาง. แม้จะเป็น ความสงบอย่าง เทียมหรืออย่างไหนก็ตาม ก็ยังนับว่าจำเป็นที่จะ ต้องมี และก็เรียกว่าความสงบทั้งนั้น, เช่น เดียวกับเงินทอง เพชรพลอย ที่ทำเทียมขึ้น เราก็ ยังเรียกว่าเงินทอง เพชรพลอย อยู่นั้นเอง ฯ. [32]
น.79 ๖๘ คติธรรม คนเราสมมติสิ่งต่าง ๆ ตามความยึดถือของ ตน. คำว่า " สงบอก - สงบใจ " ของคน บางคน มีความหมายเพียงไม่ถูกลูกเด็ก ๆ เข้ามา กลุ้มรุมรบกวน ก็ได้. เพราะเขารู้จักความ- สงบเพียงเท่านั้น. แม้กระนั้น ก็ยังดี ที่มันเป็น เครื่องหล่อเลี้ยงให้ชีวิตหน่วยนั้นดิ้นรนไปได้ ต่อ- ไป จนกว่าจะพบความสงบที่สูงขึ้น ๆ ฯ. [33] มักจะมีผู้เข้าใจคำว่า " สงบ " ผิดไปมาก จนหมายเอาว่าเป็นความเกียจคร้านหรืออยู่นิ่ง ๆ. แต่ที่จริงความสงบ หมายถึงมีอะไรมาดับความ ต้องการที่ร้อนระอุอยู่นั้นเสีย. ความสงบนั้น อาจมองพบได้ในความ เป็นไปของมนุษย์เรา ๆ นี่
น.80 เอง ว่าเท่าที่เป็นอยู่ทุกวัน ๆ นี้ เราทุกคนล้วนแต่ อาศัยความสงบ เป็นปัจจัยสำคัญ ของการครอง- ชีวิตให้อยู่ไปได้ หรือแม้ที่สุดแต่เพื่อทำกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ฯ. [34] ความสงบนั้น ช่วยให้เราทำหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ทำให้ขี้เกียจเหลวไหล. ดังเช่นนักเรียน แม้อยากจะสอบไล่ได้สักเพียงใด ก็ต้องสงบความ อยากของตนเพื่อให้เล่าเรียนไปได้เรื่อย ๆ ด้วย ความสงบ มิใช่อยากด้วยความร้อนระอุ. ความ มานะอยากจะสอบไล่ได้ เกิดขึ้นรุนแรงเดือด- พล่านพักหนึ่ง แต่แล้วเขาจะสอบไล่ให้ได้จริง ๆ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาเรียน เรียนโดยลืมทุกอย่าง
น.81 ๗๐ คติธรรม เสียชั่วคราว ซึ่งแม้ตัวความทะเยอทะยานที่จะ สอบเอาให้ได้นั้นก็ต้องกดให้อยู่นิ่ง ๆ ไว้ชั่วคราว เหมือนกัน แล้วเรียนไป ด้วยความสงบเต็มที่. นี่ ก็คือความสงบแบบหนึ่ง ในหลายแบบหลายชั้น ซึ่งทุก ๆ ชั้น ก็ล้วน แต่ทำให้นอนหลับได้คราว หนึ่ง ๆ ทั้งนั้น ฯ. [35] คนเราทั่วไป ต้องระงับความร่านอยากไว้ที ก่อน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลอันน่าชื่นใจทั้งนั้น : ชาว- นาต้องรอผลแห่งการทำนาของตนด้วยความสงบ มิใช่ว่าหว่านลงไปเช้านี้ แล้วเย็นนี้จะเกี่ยวได้. ใน นิคมสร้างตนเอง กว่าจะสร้างตนเองสำเร็จ ก็ ต้องใช้ความสงบหลายร้อยครั้ง. ข้าราชการ
น.82 เจ้าหน้าที่ ล้วนแต่ต้องสงบใจทำงานไป จนกว่า จะถึงวันเงินเดือนออกหรือเลื่อนตำแหน่ง. พระ เณรก็ต้องสงบใจจากการเป็นห่วงในโลกิยารมณ์ ทำกิจของบรรพชิต ฯ. [36 ] ความสงบชนิดที่ช่วยให้คนเราทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตนได้นั้น เป็นความสงบที่เอียงไปข้างความ สงบชนิดแท้จริง แม้ยังไม่ใช่ชั้นแท้จริงอันเด็ด- ขาด. เนื่องจากเป็นความสงบที่ยังต้องมีการ กดไว้หรือข่มไว้ และสงบอยู่ได้ชั่วเวลาที่ยังมี การข่ม ฯ. [37] ความสงบในฝ่ายธรรม ซึ่งเป็นไปเพื่อทำลาย ตัว " ความอยาก" นั้น แบ่งได้เป็น ๒ ชั้น คือ
น.83 ๗๒ คติธรรม ขั้นที่ข่มมันไว้ด้วยกำลังใจ ที่เรียกตามทางฝ่าย- ศาสนาว่า "สมถภาวนา ", และขั้นต่อไปหรือ ขั้นสุดนั้น ตัดรากมันเสียด้วยการทำลายความเข้า ใจผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิด “ ความอยาก " นั้นๆ เสีย ซึ่งเรียก ตามโวหาร ศาสนาว่า "ทำลาย อวิชชา", อันจัดเป็น "วิปัสนาภาวนา" ฯ [38] ความสงบอันเกิดจากสมถะก็ตาม จากวิปัส. นาก็ตามเป็นความสงบประเภทที่แท้จริง, หรือ อย่างน้อยก็สงเคราะห์เข้าในฝ่ายแท้จริง ซึ่งถ้ามี มากเท่าใด ก็เป็นผลดีเท่านั้น และในเบื้องต้น ๆ ก็จำต้องได้อาศัยความสงบชนิดที่ข่มมันไว้นี้เอง เป็นกำลังก้าวไปหาความสงบขั้นสูงสุด และเด็ด-
น.84 ขาด ฯ. [39] ความสงบเป็นของจำเป็นประจำวัน ที่เราจะ ต้องมี - ต้องใช้ เราจึงจะยังคงเป็นคนอยู่ได้ หรือ เป็นต่อไปได้, ทุก ๆ คราวที่เราได้รับความ เพลิดเพลิน หรือทำการงานสำเร็จได้รับความพอ- ใจ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า นั่นแหละเป็นสิ่งที่ได้ เกิดมาจาก ความสงบ ถ้าไม่ อย่างแท้ ก็อย่าง. เทียม ฯ. [40] มนุษย์เราส่วนมากรู้จักความสงบผิดความ จริงไปมากทั้งๆ ที่คำ ๆ นี้ ก็เป็นคำที่มนุษย์ตั้งขึ้น ใช้กันเอง. พอเอ่ยชื่อว่า "ความสงบ - ความ สงบ” ขึ้นมาในสมัยนี้บางคนถึงกับชะงักและถอย
น.85 ๗๔ คติธรรม หลัง โดยกลัวไปว่าความสงบนั้นจะทำให้เขาเหิน- ห่างจากความสนุกสนานเพลิดเพลินต่างๆ เสียสิ้น แล้วไปอยู่เป็นมุนีในป่า. แต่ถ้าถามถึงความ เป็นจริงในใจ เขาก็ต้องตอบว่าชอบความสงบ เหมือนกัน และเคยพูดถึงรสชาติความสงบกัน เสมอ ๆ ๆ. [41] บุคคลที่ขลาดและไม่พยายามรู้ความหมายอัน แท้จริงของความสงบ ย่อมไม่รู้จักก้าวหน้าจาก ความสงบชั้นต่ำๆ ที่เขาได้อาศัยมี ๆ ใช้ ๆ อยู่นี้ ให้ก้าวไปยังความสงบชั้นสูงตามลำดับๆ ได้เลย, คงสอบไล่ “ หลัก สูตร การ เป็นคน ” ตกซ้ำ แล้วซ้ำอีกอยู่นั่นเอง. ทั้งๆ ที่ทุกวันๆ เขาก็
น.86 ตั้งอยู่ในความพอใจหรือความเพลิดเพลินอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความสงบชั้นปลอมเทียมหรือ ชั้นที่เป็น เบื้องต้น อยู่แล้ว. แทนที่เขาควรจะ ศึกษาและเขยิบเลื่อนขึ้นไปชั้นสูง กลับหยุดหรือ วนเวียนอยู่ในขั้นต้น ๆ. นี่เป็นผลแห่งความ เข้าใจผิดในคำว่า “ความสงบ" นั้นอีกต่อ หนึ่ง ฯ [42] เรายังมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ ข้อที่ไม่เคยเข้าใจว่ามนุษย์และสัตว์ มี " ความ ใคร่จะสงบ " เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง เหมือน กันหรือพร้อมกันกับสัญชาตญาณอื่น ๆ และบาง ทีจะเป็นสัญชาตญาณอันหัวหน้าด้วยซ้ำไป. แม้
น.87 ๗๖ คติธรรม มนุษย์จะมีสัญชาตญาณอันนี้อยู่ แต่ก็หาได้ส่ง เสริมหรือแก้ไขให้เจริญงอกงามเหมือนสัญชาต- ญาณอันอื่น ๆ ไม่. ยิ่งกว่านั้น ยังจะไม่ค่อย ได้นำมาใช้ หรือไม่รู้จักใช้ด้วยซ้ำไป นอกจาก ที่ความจำเป็นบังคับ ฯ. [43] ในบางครั้ง ทำไมเราไม่ชอบให้ใครมา รบกวนเรา โดยที่เราอยากนั่งคนเดียวของเรา เงียบๆ แต่บางครั้ง ทำไมเราก็ไม่อยากอยู่ นิ่ง ๆ อยากทำนั่นทำนี่. ข้อควร สงสัยจึงมีว่า อันไหนแน่เป็นความต้องการของสัญชาตญาณ. แต่ถ้าพิจารณาดูสัตว์ ซึ่งไม่มีการแก้ไขเปลี่ยน- แปลงจิตใจเหมือนมนุษย์ คือยังคงเป็นไปตาม
น.88 ธรรมชาติแท้ ๆ อยู่แล้ว, เราจะเห็นว่ามันต้อง การความสงบ มากกว่า ต้องการความวุ่นวาย. ต้องการอยู่นิ่ง ๆ มากกว่าวิ่งไปวิ่งมา, ต้องการ กินเพื่ออิ่ม มากกว่าเพื่อเล่นสนุก ๆ อร่อย ๆ ; และถ้าไม่มีความจำเป็นอื่นใดบังคับให้ต้องทำโน่น ทำนี่แล้วมันไม่อยากจะมีการเคลื่อนไหว ฯ. [44] สัตว์นานาชนิด เมื่อความจำเป็นเนื่องจาก การบังคับ ของสัญชาตญาณอื่น ๆ เช่นสัญชาติ- ญาณ แห่งการต้องการอาหารมาบำรุงและขยาย ตัวเป็นต้น หมดไปแล้ว สัญชาตญาณ แห่งการ ใคร่จะสงบ ก็ปรากฏแทนที่ ซึ่งเหมือนกับว่ามัน เป็นสัญชาตญาณ ทุนเดิมอยู่ในสันดานของมันมา
น.89 ๗๘ คติธรรม แต่อย่างเดียว ฯ [45] มนุษย์และสัตว์ มี "ความใคร่จะสงบ" เป็น พื้นฐานของจิตอยู่ตลอดกาล : พอความต้องการ ชนิดอื่น ๆ มีสิ่งมาสนองความอยากจนจืดชืดหรือ ระงับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็แล่นลงสู่พื้นฐาน เดิมคือความสงบ เช่นเดียวกับแมลงมุมมีเวลา สำหรับ นอนอยู่ตรงใจกลางรัง ของ มัน มาก กว่า เวลาที่มันวิ่งไปตามชายรังเพื่อจับสัตว์ ฯ. [46]. จิตของมนุษย์เรา เมื่อผุดขึ้นทำหน้าที่คิดนึก หรือรู้สึกอะไรเสร็จสิ้นแล้ว ก็ตกลงสู่พื้นฐาน เดิมคือภวังค์ อยู่เป็นปกติ, และแม้เมื่อมันจะ ทำหน้าที่คิดจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ก็
น.90 ต้องตกพื้นฐานเดิมเสียก่อนเหมือนกัน จึงเปลี่ยน ไปได้. เราอาจกล่าวได้ว่าเมื่อนับรวมการตก สู่ภวังค์ครั้งเล็กครั้งน้อย ทุกๆ ครั้งรวมทั้งเวลา หลับเข้าด้วยกันแล้ว วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เวลาที่ อยู่ในภวังค์จะมากกว่าเวลาที่ขึ้นจากภวังค์. [47] สำหรับสัตว์ที่มีความเป็นอยู่ของมันเอง หาก ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว เวลาที่จิตสงบ หรืออยู่ในภวังค์ ย่อมมากกว่าเวลาที่ขึ้นมาทำกิจ ต่าง ๆ มากนัก. นี้ทำให้เห็นว่า การที่มันตกลง สู่ความสงบทุก ๆ คราว ที่มีโอกาสนั้น เป็นความ ต้องการของสัญชาตญาณ เพราะเหตุที่มัน " ลุก ไปทำงาน" ก็เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้นฯ. [48]
น.91 ๘๐ คติธรรม การที่คนเราทำงานมากกว่าสัตว์ ก็เพราะ มนุษย์ได้สร้าง วิธีขยายกำลังของความคิดนึกให้ กว้างออกไปกว่าสัตว์นั่นเอง และมีมูลมาจาก ตัณหานานาประการ ซึ่งเป็นฝักฝ่ายของความไม่ สงบอีกต่อหนึ่ง ฯ. [49] สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายมีสัญชาตญาณเป็น๒ฝ่าย คือสัญชาตญาณฝ่ายที่ใคร่ความสงบโดยตรง กับ สัญชาตญาณฝ่ายไม่ประสงค์ความสงบ. แต่ เมื่อพิจารณาดูอย่างประณีตอีกครั้งหนึ่งแล้ว ฝ่าย ไม่สงบหรือฝ่ายความดิ้นรนต่าง ๆ นั้น ก็ปรากฏ ว่าเป็น การคืนมาหาความสงบอีกเองนั้น, แม้ มัน จะเป็น ความ สงบ อย่าง เทียม หรือ อย่าง แท้
น.92 ก็ตาม ฯ. [50] สัญชาตญาณชิ้นใหญ่หรือชั้นหัวหน้าของจิต ก็คือการใคร่หรือการแส่หาความสงบ (ซึ่งถ้าไม่ ทางตรงก็ทางอ้อม). ส่วนสัญชาตญาณอื่นๆ ที่มีลักษณะต่าง ๆ กันนั้น เป็นเพียงการใคร่ความ สงบทางอ้อม คือเพื่อจะสงบ ความใคร่ของมัน มันจึงดิ้นรนหา และไปยุติลงคราวหนึ่ง ๆ ด้วยการ สงบ "ความอยาก" นั้นได้เป็นคราว ๆ ฯ. [51] เมื่อเป็นเรื่องที่ปรากฏชัดแล้วว่า สัญชาติ- ญาณฝ่ายที่มีลักษณะไม่สงบทุก ๆ อย่าง ล้วน แต่หมุนมาหาความสงบ มีความสงบเป็นที่มุ่ง หมายสุดท้าย ดังนี้แล้ว, ตัว "ความสงบ "
น.93 จึงเป็นของที่มีอยู่ก่อนแล้ว : "ความไม่สงบ" หรือความดิ้นรน เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจ ที่เหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าแซกแซงปรุง แต่งชั่วครั้งคราว เป็นคราว ๆ และแล้วในที่สุด ก็จะเข้าสู่ภาวะที่สงบ หรือเข้าสู่ภาวะที่เหตุปัจจัย อะไรจะปรุงแต่งต่อไปอีกไม่ได้ ซึ่งเป็นนิพพาน - ความสงบอันเด็ดขาดแท้จริง ฯ. [52] ที่ว่า " จิตนี้มันตกไปในกาม มีกามเป็นที่ นอนจม ดิ้นรนแต่จะลงสู่กาม เหมือนปลาที่เขา โยนขึ้นบก คืนจะลงสู่น้ำเสมอ " ดังนี้นั้น ก็ยัง เห็นได้ว่ามันดิ้นลงสู่ความสงบชนิดเทียม เพราะ “ ความต้องการ ” อันนั้น เกิดมาจากความโง่
น.94 หรือฝ่ายอวิชชา. ถ้าฉลาดขึ้นเมื่อใด ก็จักดิ้น หาความสงบที่แท้มากขึ้น ๆ เมื่อนั้น ๆ. [53] คนเรานี้เมื่อความเข้าใจผิดที่ทำให้กลัวความ สงบ หมดไปแล้ว กล่าวคือมามองเห็นและเข้า ใจเสียใหม่ ว่าความเอะอะ วุ่นวายทั้งหลายนั้น คืออาการที่ มันแส่ ไปหาความ สงบของ สัญชาต- ญาณ ดังนี้แล้ว, ก็ไม่เป็นการยากอะไรเลย ที่ จะเข้าใจและพอใจ ในความสงบ ซึ่งคล้อยตาม ความ ต้อง การ ของ สัญชาตญาณ อยู่ ก่อน แล้ว. เรื่องของความสงบ จึงกลายเป็นเรื่อง ที่ไม่ยาก หรืออยู่นอกเหนือวิสัย ที่จะศึกษา ที่จะทำได้ และ ที่จะมีความสุขด้วยตนเอง ๆ. [54]
น.95 ๘๔ คติธรรม ความสงบ เป็นตัว "ความสุข" ได้จริง และแน่นอน ก็เพราะมันตรงตามต้องการของ สัญชาตญาณ : ทำให้ “ ความต้องการ ” หรือ ความกระวนกระวายของจิตดับหายไป. หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะความสงบ มันตรง กับ “ ความต้องการของธรรมชาติที่แท้จริง " นั่นเอง ฯ. [55] สิ่งทุกสิ่ง เมื่อไม่มีอะไรมาผลักดัน มันจะอยู่ นิ่ง. สำหรับคนเรา ถ้าความโง่ ความอยาก ความยึดถือ หรือผลของกรรมไม่มาผลักดัน เรา จะอยู่นิ่ง ๆ เองตามธรรมชาติหรือมิเช่นนั้น ก็จะ ดับสนิทไม่มีเชื้ออันเป็นเหตุให้เวียนเกิดเวียนตาย
น.96 เหลืออยู่เลย. สัตว์ก็เหมือนกับคน. พืชก็ คล้ายกัน เป็นแต่ต่ำลงไปกว่านั้น. ธรรมชาติ ล้วน ๆ ที่ไร้ชีวิตจิตใจ ยิ่งเห็นได้ง่ายว่า ถ้าไม่มี อะไรไปรบกวนแล้วมันจะอยู่เฉย ๆ : ถ้าไม่มีพายุ พัดมา น้ำก็จะไม่มีคลื่น ต้นไม้ก็จะไม่หักโค่น ฯลฯ ทุกสิ่งจะสงบเงียบเป็นความเยือกเย็น ฯ.[56] ถ้าพิจารณากันในแง่การทรงตัวเพื่อตั้งอยู่, เราจะเห็นได้ว่า "ความสงบ " เป็นการสมดุลย์ ไม่ต้องมีการทรงตัว มันก็ยืน หรือตั้งตัวอยู่ได้ เอง. สิ่งที่ไม่สมดุลย์จะต้องมีการหมุนหรือ แล่นไปเอียงไป อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการ ทรงตัวเลี้ยงตัวให้ตั้งอยู่ได้, ฉะนั้นจึงเป็นภาวะ
น.97 ๘๖ คติธรรม หนักและวุ่นวาย. สิ่งที่ไม่สงบหรือยังไม่มีการ สมดุลย์อยู่ในตัวเอง จึงเป็นทุกข์. เมื่อใดมี การ สมดุลย์ เมื่อนั้น ภาระ หนักแห่งการทรงตัว ย่อมไม่มี มีแต่ความเงียบเบา สบาย นั่นก็คือ " ความสงบ " ฯ. [57] ตัว "ความดี" "ความจริง " และ “ ความยุติธรรม” ก็เป็นตัวสมดุลย์ชนิดหนึ่ง ๆ ตั้งอยู่ได้โดยไม่ต้องมีอะไรช่วยพยุง เพราะเหตุ ว่า แท้ที่จริงสิ่งทั้งสามนี้ ก็คือตัว "ความสงบ" แบบหนึ่งนั่นเอง. ถ้าไม่สมดุลย์หรือสงบ อยู่ เพียงใด ก็ยังจะเป็น " ความดี" "ความจริง" “ ความยุติธรรม" ขึ้นมาไม่ได้, แม้จะถูก
น.98 สมมติ ก็เป็นแต่เพียงในนาม ฯ. [58] ความสมดุลย์ หรือความสงบ เป็นความสุข อยู่ในตัว เพราะเหตุว่า มันเป็นภาวะ ของการที่ ความวุ่นวายหรือความทุกข์หมดเกลี้ยงไป เช่น เดียวกับเมื่อไม่มีมูลฝอยรกรุงรังที่นั่น ก็สะอาด เกลี้ยงเกลาเอง โดยมิต้องสร้างความเกลี้ยงขึ้น มาใหม่ ฯ. [59] ความไม่สมดุลย์ หรือความไม่สงบนั้น ต้อง เป็นทุกข์ เพราะจะต้องมีอะไรช่วยถ่วงช่วยค้ำ เพราะมันคอยแต่จะล้มอยู่เสมอ เหมือนเด็กเพิ่ง สอนยืนสอนเดิน จักต้องมีการเอียงไปเอียงมา ด้วยอำนาจของความที่ไม่สมดุลย์นั้นเอง ฯ. [60]
น.99 จิตที่มีความอยากในทางกามอย่างใดอย่าง หนึ่งอยู่ เมื่อยังไม่ได้สมอยาก ก็ไม่มีการทรงตัว ต้องเอียงไปทางที่ยังขาด, จึงเป็นความวุ่นวาย หรือทุกข์. ครั้นได้มาก็มีการสมดุลย์ได้ชั่ว ขณะหนึ่ง จึงสงบไปขณะหนึ่ง เป็นความสุขหรือ พอใจชั่วขณะหนึ่ง, แต่เพราะเหตุที่ความสงบ หรือการสมดุลย์ชนิดนั้นยังเป็นชนิดเทียม ไม่เท่า ใดก็เกิดความอยากอย่างใหม่ขึ้นมาอีก และจะ วนเวียนกันอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ฯ. [61] การที่ได้อะไรมากลบเกลื่อนความอยากนั้น แม้จะเป็นการทำให้สมดุลย์ชั่วคราว ถึงกระนั้น เราก็ยังเห็นได้ว่า “ความสงบ" เป็นสิ่งที่มีได้
น.100 ในขณะที่สมดุลย์ และความสุข ก็ย่อมมีด้วย ใน ขณะ นั้น, แต่จะเป็นความสงบแท้หรือเทียม สุขแท้หรือสุขเทียมย่อมแล้วแต่กรณี. "ความ อยาก" ได้ลดลงไปเท่าใด ความสมดุลย์ก็ใกล้เข้า มาเท่านั้น ความสงบก็ใกล้เข้ามาเท่านั้น ฯ. [62] เมื่อพิจารณากันอีกด้านหนึ่ง เราจะพบว่า " ความสงบ” คือที่สุดจบของสิ่งทั้งปวง. สิ่ง ทั้งปวงย่อมไปสุดจบที่ " ความสงบ" (ซึ่งใน ที่นี้หมายถึงความสงบอย่างแท้). สิ่งใดก็ตาม เมื่อมันเดินทางไป ยังไม่ถึงปลายทาง "ที่สุด จบ " มันก็ยังต้องเดินทางอยู่นั่นเอง, หรือเมื่อ ยังค้นหา "ที่สุดจบ" ของมันไม่พบ มันก็ยัง
น.101 ๙๐ คติธรรม ต้องวนเวียนไปมา อยู่นั้นเอง. ความที่มันหยุด ไม่ได้นั้น คือ "ความทุกข์ ". ความที่มันหยุด ได้ คือ " ความสุข" หรือ " ความสงบ" ของมัน ฯ. [63] " ความตาย" ของคนเราตามธรรมดา ยัง ไม่ใช่ " ความสงบ" ความตายยังเป็นเพียง การวิ่งไปวิ่งมาตอนหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกับ กลางวันและกลางคืน แม้จะดูว่าต่างกัน แต่ก็ เป็นการล่วงไป ๆ ของเวลาด้วยกัน อย่างไม่มีผิด กันเลย. จะพูดว่ากลางวัน ต่างตรงข้ามกับ กลางคืนย่อมไม่ได้ เพราะชั่วโมงของกลางวันก็ ตาม กลางคืนก็ตาม ย่อมล่วงไปรวดเร็วอย่าง
น.102 เดียวกัน. " ความตาย" ซึ่งเปรียบเสมือน เวลากลางคืนของการเวียนว่ายตายเกิด จึงยังมิ ใช่ " ความสงบ” หรือการหยุดเลย ฯ. [64] การที่จะให้เข้าใจดี ในข้อที่ว่ากลางวันกับ กลางคืนไม่ต่างกันหรือ "ความตาย" เป็นแต่ เพียงฉาก หนึ่งแห่งการเดินทาง วนเวียน นั้น เรา ต้องนึกข้ามไปถึง "สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่นอก อำนาจของกาลเวลา หรืออยู่นอกวง ของการ หมุนเวียน คือไม่มีตาย ไม่มีเกิด. ในที่นั้นไม่มี เวลา เพราะเวลาไม่อาจล่วงไป ๆ ในที่นั้น ฯ.[65] บทบาลีมีอยู่ว่า " อนิจฺจา วต สงฺขารา ฯลฯ เตสํ วูปสโม สุโข - สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง
น.103 ๙๒ คติธรรม มีการเกิดขึ้นและการเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้น เกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมดับ. ความเข้าไปสงบรำงับ ของสังขารเหล่านั้น เป็นความสุข" ดังนี้. โดย มากมักจะเข้าใจกันว่า " การตาย" นั้นเอง คือ “ ความสงบ รำงับของ สังขาร " ที่แท้จริง " การตาย" ซึ่งมีปรากฏในขณะนั้น เป็นเพียง การดับ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของความไม่เที่ยงเท่า นั้น, เพราะว่าสังขารอันนั้นยังต้องหมุนต่อ ๆ ไป ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง. ส่วน "ความสงบ รำงับของสังขาร " นั้น สามารถมีอยู่เองโดยไม่ ต้องเกี่ยวกับเวลา ฉะนั้นมันจึงอาจมีอยู่ได้ ทั้งที่ คนยังเป็น ๆ อยู่ คือยังไม่มีตาย หรือแม้คนจะตาย ไปแล้ว. ฯ. [66]
น.104 สิ่งใด ที่ยังอยู่ใต้อำนาจของกาลเวลา สิ่งนั้น จะมีการจบสิ้น ยังไม่ได้. " การตาย" ของ คนธรรมดา ยังเกี่ยวเนื่องแน่นแฟ้นอยู่กับเวลา จึงยังไม่ใช่ตัว " ความสงบรำงับของสังขาร ” ในแดนอันเป็นที่สงบรำงับของสังขาร : เป็นได้ แต่เพียง "การตาย" ที่มีอยู่ที่ป่าช้า ซึ่งเป็นเพียง ระยะหนึ่งของการเดินทางของวิญญาณ. เมื่อใด วิญญาณนั้น ๆ ไปจนถึงที่สุดจบของมันและสงบ รำงับได้จริง จึงจะมีความสุขจริงๆ ถ้าสงบรำงับ เล่น ๆ เช่นการตาย ก็เป็นความสุขเล่น ๆ ฯ.[67] เมื่อการไปจนถึงที่สุด เป็นการออกไปจาก ข้อผูกมัด ดังเช่นสังขารที่เข้าถึงความสงบ ย่อม
น.105 ๙๔ คติธรรม พ้นจากข้อผูกมัดที่ว่าจะต้องเกิดต้องตาย, อย่าง นี้แล้ว, "ความสงบ" ก็ต้องเป็น " ความ สุข " เพราะข้อพิสูจน์ง่าย ๆ ว่า "ความสงบ" ก็คือการไป จนถึงที่สุด พ้นจากข้อ ผูกมัดแล้ว นั่น เอง ฯ. [68] “ ความสงบ" เป็นทฤษฎีทั่วไปของ พระ พุทธศาสนา กล่าวคือ ในส่วนปริยัติพุทธบริษัท เรียนเรื่องสงบกายวาจาใจ, ในส่วนปริบัติก็คือ การทำจริง ๆ พุทธบริษัททำหรือพยายามปฏิบัติ เพื่อสงบกายวาจาใจ, ในส่วนปฏิเวธ คือการ ได้รับ ผล ของงานใน ขั้น สุดท้าย ก็ หมายถึง พุทธบริษัทได้รับผล คือความสงบเย็นของวาจา
น.106 ใจ ฯ. [69] สงบกาย สงบวาจา สงบใจ ที่เป็นผลมา แต่ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ นี้ เป็นความสงบ ฝ่ายแท้ คือเป็นการชุดเกลาความอยาก, มิใช่ หา " สิ่งสนองความอยาก " มาป้อนให้สงบไป ชั่วครั้ง คราว ซึ่ง นั้น เป็นเพียง ความสงบฝ่าย เทียม ฯ. [70] " ความสงบ " เป็นลักษณะ สังเกต เฉพาะ ของพุทธศาสนา. การกระทำ การพูด การ คิดใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากมิได้เป็นไปเพื่อความสงบ แล้ว พึงรู้ไว้ว่านั้นมิใช่ระบอบธรรมวินัยของ พุทธศาสนา ฯ. [71]
น.107 ๙๖ คติธรรม คำว่า “ ความสงบ" ย่อมคาบเกี่ยวไปถึง "ความรู้แจ้ง" "ความบริสุทธิ์" และ "ความ สุข" อยู่ในตัวมันเองแล้ว. ด้วยเหตุที่ว่า มี ความสงบเมื่อใด ย่อมมีความรู้แจ้งสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง, มีความสงบเมื่อใด ย่อม มีความบริสุทธิ์สะอาด เพราะถ้ายังไม่บริสุทธิ์ก็ สงบลงไม่ได้, มีความสงบเมื่อใด ย่อมหมาย ถึงมีความสุข เพราะไม่มีการวุ่นวาย ทั้งไม่มี การเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น รวมอยู่ใน นั้นเสร็จ ฯ. [72] " หลัก " แห่งพุทธศาสนานั้น มีต่าง ๆ เช่น หลักอริยสัจเป็นต้น แต่ทำไมจึงกล่าวว่า "ความ
น.108 สงบ" เป็น "หลัก" อันหนึ่งด้วย ? ทั้งนี้ เพราะว่า หลักความสงบ ก็เป็นอันเดียวกันกับ หลักอริยสัจนั่นเอง ต่างกันสักว่าชื่อ. ทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นฝ่ายลุกขึ้นโพลง ๆ เพราะ อำนาจอวิชชาเป็นมูลเหตุอันต้นที่สุด ; นิโรธ ความดับสนิทของทุกข์ กับหนทางหรือวิธีที่จะให้ ถึงความดับทุกข์อันเรียกว่า “ มรรคมีองค์แปด" นั้นก็คือ " ความสงบ" และ "ทางของความ สงบ " นั่นเอง ฯ. [73] " สงบ" คำเดียวเท่านั้นคือใจความ ของ พุทธศาสนา. พุทธศาสนา ก็คือความจริงเรื่อง “ ความสงบ" , เป็น หลัก วิทยา ศาสตร์ เรื่อง
น.109 ๙๘ คติธรรม " ความสงบ" ของทุกๆ สิ่งที่วิ่งว่อนไปมาใน สกลจักรวาล, เป็นเรื่องที่สอนให้เราสามารถ นำเอาสกลจักรวาลทั้งปวงมาไว้ในกำมือ และ ไม่ทำความยุ่งยากอันใดให้แก่เราสืบไป ถ้าหาก เราสามารถเข้าถึง " ความสงบ" นั้นได้ จริง ๆ. [74] " ความสงบ" คือตัวมหาอำนาจอันมหึมา ที่แฝงตัวคุ้มครองโลกอยู่เบื้องหลัง แห่งความวุ่น วายนานาประการของโลก. การที่โลกนี้จะลุก เป็น ไฟ ขึ้น มาเป็น คราว ๆ นั้น ที่แท้ ก็มิใช่เหตุ- การณ์ร้ายแรงอย่างใดนัก เพราะว่าเมื่อเปรียบ- เทียบถึงสกลจักรวาลทั้งสิ้นแล้ว โลกก็เป็นของ
น.110 นิดเดียว ราวหยิบมือหนึ่งเท่านั้น ฯ. [75] เมื่อมนุษย์ไม่รู้จักตัว " ความสงบ" ซึ่งควร สมมติเป็นอัตตาตัวใหญ่ ของสกล จักรวาลก็พา กันเห็นว่าโลกนี้เป็นของใหญ่โตอยู่เอง และพลอย เห็นเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ในโลกเป็นของใหญ่โตไป ด้วย ซึ่งที่จริง ไม่ได้หนึ่งในล้านของสากลจักร - วาลส่วนที่สงบดีอยู่. เสียงดังของการระเบิดใน. การสงครามทั้งหมด ไม่ดังเท่า "เสียงของความ สงบ " ซึ่งมนุษย์มักจะไม่ค่อยได้ยิน ฯ. [76] ถ้าใคร จับตัวความสงบซึ่งสมมติในที่นี้ว่า อัตตาตัวใหญ่ของโลกได้ ก็จะได้ยิน " เสียง ของความสงบ " อันไม่มีเสียงใดดังเท่า นั้นทัน
น.111 ๑๐๐ คติธรรม ที่. เมื่อจับไม่ได้ ก็ไม่รู้สึกว่ามีอยู่ เช่นเดียว กับการรับคลื่นวิทยุ ที่ขณะยังรับไม่ได้ ก็ไม่ได้ ยิน คล้ายๆ ว่ามันไม่มี ทั้งๆ ที่มันแผ่กระจายอยู่ ทั่วไปและแผ่อยู่ตลอดเวลา ฯ. [77] ถ้าจะ กล่าวให้มีตัวมีตน กันแล้ว ควร ชี้ ความมีตัวตนไปยังตัว "ความสงบ" ซึ่งเป็น ตัวมหาอำนาจครองโลกหรือสกลจักรวาล, เป็น ตัวซึ่งแผ่ซ่านเป็นตัว ๆ เดียวกันไปทั่วหมด, เป็น ตัว ๆ เดียวกันซึ่งอาจพบได้ในที่ทุก ๆ แห่ง ในสิ่ง ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ เวลา ในเมื่อมีดวงตาชนิดที่จะ มองเห็นมันได้ และจะเห็นว่ามันมีอยู่ที่เบื้องหลัง ความวุ่นวายในที่นั้น ๆ นั้นเอง ฯ. [78]
น.112 รสของสิ่งใด ๆ ก็ตาม ไม่มีรสอื่นที่สูง หรือ มีรสดีไปกว่า "รสของความสงบ " หรือรสที่ เกิดจาก " ความสงบ" แต่เนื่องจากคนเราไม่ เคยพบตัว "ความสงบ " จึงไม่เคยชิมและไม่ ทราบว่าเป็นรสเลิศกว่าสิ่งใด ๆ. [79] เมื่อคนที่จมแน่นอยู่ในโลก พากันพูดถึงความ สงบนั้น เขาพูดด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับจะต้อง กินยารุยาถ่ายที่มีรสขมขื่น. แม้จะพูดถึงกันอยู่ เสมอ ก็ไม่สามารถชิมรสล่วงหน้าของ " ความ สงบ " ได้ หรือแม้แต่คาดคะเนถูก ว่ามันจักมี รสอย่างไร ฯ. [80 ]
น.113 ๑๐๒ คติธรรม รสอร่อยของ รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส อันใดอันหนึ่งซึ่งโลกถือกันว่าเลิศที่สุดนั้น เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบแม้ กับ รส ที่เกิดจาก ความซาบซ่านในทางธรรม ที่เกิดขึ้นเป็นครั้ง คราวก็สู้กันไม่ได้เสียแล้ว อย่าว่าแต่จะนำเข้าไป เปรียบกับรสที่เกิดแต่ “ความสงบ " อันสูงสุด แท้จริงนั้นเลย ฯ. [81] เมื่อตัวความสงบ ซึ่งควรเรียกมันว่า "อัต- ตาใหญ่ " ของทุก ๆ สิ่งปรากฏแก่ใจของใคร ก็ตาม เขาจะต้องรู้สึกว่าเขาได้ยินเสียงที่ดังที่สุด ได้เห็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด กว้างที่สุด และพบสิ่งที่มี รสเลิศที่สุด. ทุกคนไป ฯ. [82]
น.114 ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูทีหรือว่า เสียงที่ ดังที่สุดในโลกนี้ เช่นเสียงระเบิดของภูเขาไฟที่ ร้ายแรงที่สุด ก็ยังมิได้ยินกันทั่วโลก ซึ่งเป็นเพียง ส่วน น้อย ส่วน หนึ่ง ของ สากล จักร วาล : แต่ "เสียงของความสงบ" นั้น ดังก้องทั่วสากลจักร- วาลทุก ๆ จักรวาล และดังอยู่ตลอดเวลา ฯ. [83] "เสียงของความสงบ" เป็นเสียงที่ร้อง ตะโกนให้ทราบถึง ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นของไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เป็นเสียงที่ร้อง ตะโกนให้ทราบถึงความโง่ เขลาเต่าตุ่นของผู้ที่มี ความตื่น งง หลงใหลในโลก. และเป็นเสียงที่ ร้องตะโกนให้ทราบถึงความที่นิพพานหรือความ
น.115 ๑๐๔ คติธรรม สงบนั้น มีอยู่ทั่วไปสำหรับทุก ๆ คน และมีอยู่ที่ นี้แล้ว ฯ. [84] ผู้ใดเพิกถอนโลกิยารมณ์ อัน เป็นเหมือนฝ้า บังหูบังตาของตนออกเสียได้ ด้วยการมองเห็น โลกในด้านในตามที่เป็นจริงเมื่อใด, เมื่อนั้นเขาจะ ได้ยิน "เสียงของความสงบ" และจะทราบได้ว่า มันดังก้องเป็นเสียงอันเดียวกันอยู่ ตลอดสากล จักรวาลอย่างไร เป็นรสที่เลิศกว่ารสทั้งปวง อย่างไร ฯ. [85] จิตใจของมนุษย์เรา ถ้าไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ, ไม่มีความกลัว, ทั้งความ แก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นของไร้ความหมาย
น.116 แล้วจะมีอะไรอีกเล่า ที่เป็นความบันเทิงเริงรื่น ยิ่งไปกว่านี้ ฯ. [86] "ความสงบ " เป็นสิ่งที่เราอาจหาพบได้ใน ทุกๆ สิ่งทุก ๆ สถานที่ ทุก ๆ เวลา ถ้าหากว่าเรา มองดูสิ่งนั้น ๆ ในด้านใน. "ความสงบ" ที่ เราพบได้ในสิ่งต่าง ๆ ทุกสิ่งนั้น นั้นเป็นเสมือน แกนหรือโครง เป็นที่เกาะจับของโลกิยธรรม หรือสังขาร ทั้งหลาย ( คือร่างกายจิตใจและ อารมณ์ต่าง ๆ ). เมื่อเพิกถอนโลกิยธรรม หรือสังขารเหล่านั้นออกไปเสียให้หมดสิ้น สิ่งที่ เหลืออยู่ ก็คือ "ความสงบ " ฯ. [87]
น.117 ๑๐๖ คติธรรม ถ้าใคร อยากจะมีอัตตา ตัวตนของตนกันบ้าง ก็จงมีที่ " ความสงบ " อันไม่รู้จักดับสูญนั้น เถิด. อย่าไปมีในส่วนที่เป็นร่างกายหรือจิตใจ แต่อย่างหนึ่งอย่างใดเลย. การที่มีอัตตาที่ตัว " ความสงบ" ยังจะมีหวังที่จะพบ หรือเข้าถึง หรืออย่างน้อย ก็ได้ยินเสียงอันดังก้องของ " อัต ตาตัวใหญ่ของสกลจักรวาล " กล่าวคือความ สงบอันแท้จริงนั้น “ ได้โดยง่าย, ดีกว่าที่จะมีตัว ตนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นหัว เป็นหู อย่างนั้นอย่างนี้ ในที่อื่น ๆ. [88] การพบตัว "ความสงบ” เท่ากับเป็นการ พบแก่นหรือแกนของทุก ๆ สิ่ง รวมทั้งตัวเราเอง
น.118 และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา. ความวุ่นวายต่าง ๆ เป็นเพียงผิวเปลือกหรือกะพี้ ซึ่งหาความจริงอัน ใดไม่ได้ ไม่มีความแน่นอน ฯ. [89] ทำไมจึงกล่าวว่า " ความสงบ " เป็นตัว มหาอำนาจที่คุ้มครองสกลจักรวาล ? นี้ ก็ด้วย เหตุว่าไม่มีอะไรทรงอำนาจมากเหมือนสิ่งนี้. มัน เป็นสิ่งที่สิ่งซึมอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง, มันเป็นสิ่งที่ น้ำไหลท่วมไม่ได้ ไฟไหม้ไม่ได้ ลมพัดให้เหี่ยว- แห้งไม่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มี อะไร ผ่าตัด หรือ ทำให้เปลี่ยนแปลง อย่างใดได้. มันเป็นสิ่งที่ทุกคนจำต้องรับเอา ทุกคนจำต้อง อาศัย. มันเป็น สิ่งที่ ดังก้อง อยู่ในที่ ทั่วไปใน
น.119 ๑๐๘ คติธรรม อนันตจักรวาล, มันเป็นสิ่งที่แม้สิ่งใดจะวุ่นวาย ยุ่งเหยิงเพียงใดก็ตาม ครั้นเข้าไปถึงแดนนั้นแล้ว จะต้องดับสนิทลง ฯ. [90] ไม่สมัยใดก็สมัยหนึ่ง สากลจักรวาลรวมทั้ง " พระเป็นเจ้าผู้เป็นผู้สร้าง" ด้วย จะต้องดับ ไป, แต่ "มหาอำนาจ " คือ "ความสงบ " นั้น จะคงยังเหลืออยู่. มันเป็นสิ่งที่ไม่มีการ เกิดขึ้นและการดับ ฉะนั้นจึงเป็น "อนันตกาล" หรือ "อนันตชีพ ” ฯ. [91] ท่านทั้งหลายจงอย่าหันหลังให้ "ความ สงบ" จงเปิดเครื่องรับของท่านขึ้นฟังเสียงของ
น.120 " ความสงบ" มันเป็นโน๊ตเพลงอันไพเราะ ดัง ก้องอยู่ไม่ขาดระยะในที่ทั่วไป ท่านจงอาศัย เครื่องมือในการรับเสียงนี้ อันพระพุทธองค์ทรง ประทานไว้ กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเถิด ฯ. [92] ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นวิถีที่จะนำไปสู่ความ สงบอันสูงสุด และพร้อม กันนั้น มันก็เป็นความ สงบ ขั้นต่ำ ๆ พร้อม กันไปในตัว เป็น เสบียง เครื่อง หล่อเลี้ยงไปใน ระหว่างทางเป็นลำดับ ๆ ด้วย ฯ. [93] ศีล คือปกติภาพดั้งเดิมของกายวาจา ที่ยัง ไม่เป็นไปตามอำนาจกิเลส. ศีล แสดงรูป
น.121 ๑๑๐ คติธรรม ของมันให้ปรากฏอยู่ได้ด้วยเจตนาที่จะรักษาปกติ ภาพดังเดิมอันบริสุทธิ์ ของ บุคคลผู้ตั้งใจระมัด ระวัง จนกระทั่งมันเป็นของอยู่ตัว แม้ตอนหลัง ๆ จะไม่ค่อยระวัง ก็ไม่เปลี่ยนเป็นอื่น อันเรียกว่า เขามีศีลจริง ๆ แล้ว ๆ. [94] การล่วงศีล หรือทุศีล ก็คือการลุกโพลงขึ้น ของกิเลสทำลายความสงบดั้งเดิมแล้วทะลุออก มาทางกายวาจา. เมื่อยังมีศีล ก็หมายถึงกาย วาจายังสงบอยู่ได้ตามปกติเดิม. นี้จัดว่าเป็น " ความสงบ " ชั้นหนึ่งได้ในเบื้องต้น, ตลอด เวลาที่เจตนาระมัดระวังนั้นยังเป็นไปด้วยดี, หรือ เคยชินจนไม่ต้องระวังแล้ว ฯ. [95]
น.122 คนเรา ควรพยายาม ทำตนให้มี ศีลชนิดที่เคย ชินจนเป็นปกติในสันดาน จึงจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับ " ความสงบ" จากศีล ได้เต็มที่ มิฉะนั้น จะยัง ไม่ได้รับความสะดวก และพอใจ. เปรียบเหมือนเด็กที่เพิ่งเรียนหนังสือ ยังต้องท่อง บ่นกันลืมอยู่เสมอ อย่างนี้ จะเรียกว่ารู้หนังสือยัง ไม่ได้ เพราะ ยังไม่ได้รับ ความสะดวก สบาย เหมือน คนที่เขารู้หนังสือดีแล้ว ไม่ต้องมัวมา ผันสระพยัญชนะเหมือนเด็กแรกเรียน ฯ. [96] ถ้าบุคคลใดมีศีลโดยปกติในสันดาน ไม่มี บกพร่อง, เป็นศีลชนิดที่พระอริยเจ้าชื่นชมพอ. ใจแล้ว ก็ชื่อว่าบุคคลนั้นได้ " ความสงบ" อัน
น.123 ๑๑๒ คติธรรม แท้จริงในขั้นต้น. เขามีโอกาสก้าวขึ้นสู่ขั้นต่อ- ไปคือสมาธิได้ง่าย เพราะเมื่อกายวาจาสงบดี ไม่มีโทษรบกวนแล้ว ใจก็สงบได้ง่าย ฯ. [97] สมาธิ คือปกติภาพ ของจิตใน ส่วนที่ ไม่มี ความรู้สึกอันชั่วร้ายเกิดขึ้นรบกวน, ยังคงแจ่ม- ใสเหมาะ แก่การ ศึกษาพิจารณา อรรถธรรมอัน ลึกซึ้งอยู่เสมอ และสงบเยือกเย็นเป็นความผาสุก ของจิต เป็นการชิมรสของ "ความสงบอันแท้ จริง" ล่วงหน้า ไป กลาง ในปัจจุบันทัน ตา เห็น ฯ. [98] นิวรณ์หรือความชั่วร้ายอันเป็นความรู้สึก ภายในใจ ก็หมายเอาความลุกโพลงขึ้นของกิเลส
น.124 เหมือนกัน แต่หมายถึงกิเลสชนิดที่ไม่ถึงกับทะลุ ออกมาทางกายวาจา เพียงแต่กรุ่นหรือปั่นป่วน ไปในทางกามารมณ์, กรุ่นไปในทางพยาบาท, มึนชาไปด้วยความง่วงซึม, โยก โคลงไปด้วย ความฟุ้งและความเบื่อ, และมืดมัวอยู่ด้วยความ ลังเลไม่มีอะไรแน่นอนในภายในใจ ฯ. [99] ความรู้สึกอันชั่วร้าย ที่เรียกว่านิวรณ์นั้น ย่อมรบกวนจิตใจให้หมดสุข จึงจำเป็นที่จะต้อง มีวิธีอันแยบคาย สำหรับควบคุมใจไว้ให้อยู่ใน อำนาจ ; เป็นวิธีบังคับกันตรง ๆ ก็มี, เป็นอุบาย ประคับประคองให้มันพอใจในทางสงบก็มี, ที่ เป็นขั้นสูง ถึงกับสงบความรู้สึกคิดนึกทั้งปวง จน
น.125 ๑๑๔ คติธรรม ดูคล้ายกับว่าตายแล้วก็มี ฯ [100] ใจความของการทำจิตให้เป็นสมาธิ มีอยู่ สั้น ๆ ว่า ในขั้นแรกพรากจิตออกมาเสียจากการ ดิ้นไปตามความพอใจของมันเอง ซึ่งมักจะดิ้น ไปในฝ่ายชั่วร้ายเป็นธรรมดานั้น ให้มาเกาะอยู่ ที่อารมณ์อันใหม่ อันไม่เป็นที่ตั้งของความชั่ว- ร้าย คืออารมณ์ของสมาธินั่นเอง. ตัวอย่าง เช่นการเจริญอานาปานสติ ก็ให้เกาะอยู่ที่ลม หายใจ จนมันเกาะแน่วอยู่ได้ แล้วค่อยๆ ผ่อน ความรู้สึกในการเกาะนั้น ให้น้อยลง ๆ จนเงียบ สนิทไปเป็นชั้น ๆ เป็นต้น ฯ . [101]
น.126 เมื่อกระทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้แล้ว กิเลส ขนาดกลาง คือความชั่วร้ายทางจิตชนิดที่ไม่ถึง กับทะลุออกมาทางกายวาจา ก็เป็นอันรำงับไป โดยสิ้นเชิง ; แต่ว่า "กิเลสชั้นละเอียด" หรือ " เชื้อของกิเลส " นั้น ยังคงซ่อนอยู่ในส่วนลึก ซึ่งจะต้องทำลายเสียอีกชั้นหนึ่ง ด้วยอำนาจวิปัส นา ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัญญาหรือญาณ จึงจะได้พบความสงบอันสูงสุดได้รับผลชั้นเด็ดขาด ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ฯ. [102] ปัญญาหรือวิปัสนา คือเห็นแจ้งสิ่งทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง หรือได้ยินเสียงของความสงบ เป็นความเห็นแจ้งที่เกิดขึ้นได้ เฉพาะต่อเมื่อจิต
น.127 ๑๑๖ คติธรรม เป็นสมาธิเท่านั้น. การเห็นแจ้งนี้บังคับเอาไม่ ได้. จะทำได้แต่เพียงประคองสมาธิไว้ให้ดี ตลอดเวลาในลักษณะที่อำนวยแก่ การพิจารณา สิ่งทั้งปวงอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ จนกว่าเมื่อใด ความเห็นแจ้งจะปรากฏขึ้นเท่านั้น ฯ. [103] ความเห็น แจ้งที่ ปรากฏ ขึ้น ถึง ขีด สุด นั้น สามารถทำลายอวิชชาคือความหลงอันเป็นเชื้อ ของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ให้หมดสิ้นไปได้, กิเลสจึงไม่อาจเกิดขึ้นอีกแม้แต่อย่างใด. ต่อ นั้นไป ศีลก็จะมีอยู่ในตัวเอง สมาธิก็อยู่ในตัว เองเป็นปกติและเด็ดขาด, ความสงบ จึงกลาย เป็นสิ่งที่ปรากฏแก่ผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา ฯ. [104]
น.128 ความเห็นแจ้ง ย่อมเป็นเสมือนแสงอันแรง กล้า ที่สามารถส่องลึกลงไปทำลายเชื้ออันละเอียด ของกิเลสทั้งปวง ในส่วนลึกที่สุดของสันดาน คือพื้นส่วนลึกที่สุดของจิตอันเป็นที่นอน แอบแฝง ของเชื้อกิเลสเหล่านั้น. มันทำลายกันในตัวเอง ดุจเดียวกับเมื่อแสงสว่างเข้ามา ความมืดก็หาย ไป ฉันใดก็ฉันนั้น ฯ. [105] ความสงบอันจะได้รับในชั้นเห็นแจ้งอย่างเด็ด- ขาดนี้ จะมีเป็นอย่างไรนั้น ย่อมลึกซึ้งเหลือที่จะ พรรณนา. นักศึกษาผู้รักเหตุผล ควรจะพิจาร- ณาดูย้อนไปจากโทษที่เกิดมาจากกิเลสชั้นละเอียด ที่นอนเป็นเชื้ออยู่ในสันดาน นั้น ๆ แล้วคำนวณดู
น.129 ๑๑๘ คติธรรม ในข้อที่ว่าถ้าหากว่า โทษนั้นสงบไปสิ้นเชิงแล้ว มันจะเป็นความสงบ ที่แสนจะสงบสักเพียงใด ก็ พอจะเข้าใจได้กว้าง ๆ โดยทั่วไป ฯ. [106] สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายนี้เที่ยงแท้เป็น ของตน ก่อให้เกิดความไม่สงบอย่างที่เห็นได้ไม่ ยาก. การร้องไห้ ความรัก ความเกลียด ความหึงหวง ความโกรธ ฯลฯ เหล่านี้ล้วน แต่มีมูลมาจากความเห็นว่ากายนี้เป็นของตน ซึ่ง ทำให้พลอยรวบเอาของที่เนื่องกับกายของตน มา เป็นของ ๆ ตนไปด้วยอีกต่อหนึ่ง ฯ. [107] ร่างกาย นี้ประกอบด้วย วัตถุธาตุต่าง ๆ ซึ่ง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่ตัวตนอันเป็นแก่น
น.130 สารสำคัญอะไรนัก, แต่ความรู้สึกของคนผู้เป็น เจ้าของไม่อย่างนั้นกลายเป็นรู้ สึกว่ากายนี้แหละ เป็นตนเอาเสียทีเดียว. เช่นเมื่องูกัดนิ้วเท้าของ เรา แทนที่จะรู้สึกว่างูกัดเพียงนิ้วเท้าของเรา กลับ ไปรู้สึกว่างูกัดเราและเราจะตายแล้ว ฯ. [108] ในบรรดาความหลงเที่ยวเอานั้นเอานี่ มาเป็น ตน หลายต่อหลายอย่างด้วยกันนั้น ท่านยกเอา ความที่เข้าไปเห็นว่า " กาย" เป็น " ตน” นี้ ขึ้นเป็นข้อแรก, เพราะ " กาย" เป็นสิ่งที่ ความหลงของคนเราจะต้องคว้าหยิบขึ้นมาเป็น "ตน ” ก่อนสิ่งอื่น, คือก่อนที่จะคว้าเอาจิตใจ หรือธรรม ขึ้นมาเป็นตัวตน. ท่านจัดไว้เป็น
น.131 ๑๒๐ คติธรรม กิเลสชั้นละเอียดข้อแรกที่สุด ก็สมแล้ว “. [109] วิจิกิจฉา คือความลังเลของจิต ไม่แน่ว่า อะไรเป็นอย่างไรแน่ ? ชีวิตนี้คืออะไร ? ตนจะ เอาอะไร อย่างไร เท่าไรจากชีวิตนี้ ? พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ดีแน่หรือ ? งานหรือสิ่งที่ตน กำลังทำอยู่ในบัดนี้ดีแน่หรือ จะสำเร็จได้หรือ ? ตายเสียเป็นสุขกว่าอยู่หรือ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ ล้วนแต่ มืดมัวสลัวไปหมด เวลาหนึ่งเห็นอย่าง หนึ่ง อีกเวลาหนึ่งเห็นอย่างหนึ่ง ฯ. [110] วิจิกิจฉาอาจก่อความไม่สงบ คือเผาลนรบ- กวนจิตใจจนทำให้ถึงกับสงสัยได้ว่าความดีนั้น
น.132 เป็นสิ่งที่ดีแน่ละหรือ ความชั่วนั้นเป็นสิ่งชั่วแน่ละ หรือ เช่นนี้ได้เรื่อยไป ไม่สิ้นสุด, กระทั่งสงสัย ในการทำกรรม และการรับผลกรรมของตน ก็ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนความสงสัยไม่รู้จัก หมดสิ้น, เป็นความปั่นป่วนชนิดที่อาจทำให้ไม่ ได้รับความพอใจ ในการกิน การนอน การได้ ลาภและการได้อย่างอื่น ๆ อย่างเต็มที่ หรือถึงกับ ไม่ได้รับเลย ก็ได้ ถ้าหากว่าความลังเลนั้น ๆ ได้ รับสิ่ง แวด ล้อมกระตุ้นให้เป็นไปอย่างแรงกล้า. ความเป็นมนุษย์ของเราขาดผลกำไรไป เพราะ เหตุ ที่ไม่ได้ รับผลซึ่ง ที่แท้ ควรจะได้รับ เพราะ โทษคือวิจิกิจฉานี้ ฯ. [111]
น.133 ๑๒๒ คติธรรม สีลัพพตปรามาส คือความยึดถือศีลและวัตร ในทำนองที่ผิดความหมายเดิม หรือความหมาย ที่ถูกต้อง. ข้อนี้หมายถึงการที่เข้าใจผิดในข้อ ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง จนถึงกับทำสิ่งนั้นซึ่งมี ความมุ่งหมายเป็นอย่างหนึ่ง ให้กลายเป็นอย่าง อื่นไป จนผิดความประสงค์ที่แท้จริง ถึงกับทำ สิ่งนั้นให้กลายเป็นของมีมลทินหรือถึงกับต่ำทราม ไป ; และยังหมายถึงการยึดถือในพิธีรีตองอย่าง เปลือก ๆ ผิว ๆ หรือที่เป็นไปอย่างโง่เขลางมงาย ทุกชนิด ฯ. [112] ความหลงใหลในสิ่งที่ลึกลับอัศจรรย์ที่เข้าใจ ไม่ได้ มากกว่าที่จะนิยมชมชอบในสิ่งที่เปิดเผย
น.134 ชัดเจนเข้าใจได้ นี้ก็ทำให้เกิดการ ลูบคลำผิด ๆ ขึ้นได้, เช่นศีลวัตรข้อปฏิบัติต่าง ๆในพระศาสนา ซึ่งที่แท้ก็มีเพื่อการขูดเกลากิเลส หาความสงบ สุข กลับยึดถือไปว่าเป็นเครื่องมือที่จะทำผู้นั้นให้ กลายเป็นผู้วิเศษ มีอำนาจกายสิทธิ์อย่างใดอย่าง หนึ่ง เหนือคนธรรมดาจนถึงกับปฏิบัติด้วยความ ลุ่มหลง ฯ. [113] พระพุทธรูปซึ่งสร้างขึ้นบูชาตามความ มุ่ง- หมายเดิม ก็เพียงเพื่อเป็นอนุสาวรีย์เครื่องเตือนใจ ให้เกิดกุศลจิต เป็นความระลึกความเสื่อมใสใน พระผู้มีพระภาคเจ้า, ครั้นต่อมาความหลงอันเป็น สมบัติเดิมในใจของผู้นิยมของอัศจรรย์ ก็ทำพระ-
น.135 พุทธรูป นั้นให้ กลายเป็น ของ ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับ อ้อนวอน ขอสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตนปรารถนา หรือ ตาม แต่ที่ ตนจะ สมมติ ให้พระพุทธ รูป นั้น ๆ มี อานุภาพอย่างใด เช่นกลายเป็น พระเครื่องราง เป็นต้น ฯ. [114] ความหลงที่มีชื่อว่า " สีลัพพตปรามาส " นี้ นำความเสียหายมาให้อย่างใหญ่หลวง โดย ไม่รู้สึกตัว ก็คือ นอกจากจะลูบคลำสิ่ง บริสุทธิ์ ให้กลายเป็นของสกปรกไปแล้ว ยังทำให้มนุษย์ ถอยหลังไกล จากความ เป็นสัตว์ ผู้อยู่ใน อำนาจ แห่งเหตุผลไปเป็น สัตว์ที่ไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุ ผลมากเข้าเท่านั้น ๆ. [115]
น.136 การยึดถือบุคคล, พิธี, หรือวัตถุสิ่งหนึ่ง สิ่งใดให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ด้วยอำนาจความขี้- ขลาดของตนนั้น มีมาแล้วตั้งแต่สมัยมนุษย์ป่า- เถื่อน และมีมากระทั่งถึงพุทธกาล. พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงบัญญัติความรู้สึกอันต่ำข้อนี้ ให้ เป็นความโง่เขลาชนิดหนึ่ง ในบรรดาความโง่ เขลาชนิดต้น ๆ ที่พระอริยบุคคลขั้นต้นที่สุด คือ พระโสดาบันจะพึ่งละเสีย ฯ. [116] พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ถือเอาความดี ที่ตน กระทำนั่นเอง เป็นเครื่องรางสำหรับเป็นเครื่อง อุ่นใจ - ปลอบใจให้กล้าหาญ ซึ่งเป็นเครื่องราง อันสูงสุดและแท้จริงไม่ต้องเอาความขลังเข้ามา
น.137 ๑๒๖ คติธรรม ช่วย ก็เป็นเครื่องรางที่ทำหน้าที่ของมันได้จริง และแน่นอน ฯ [117] ธรรมซึ่ง เป็นเครื่องราง ได้ศักดิ์สิทธิ์กว่าสิ่ง ใดหมด ก็คือความเชื่อตัวเอง และเคารพตัวเอง ในการที่มีความดีอยู่ในตัว ความสัตย์ซื่อต่อ หน้าที่ ความรักชาติ รักสกุล เหล่านี้เป็นต้น เป็นธรรมะหรือองค์พระธรรม ที่เป็นเครื่องราง อันแท้จริง. ผู้มีจิตใจสูง พอสมควร จะมอง เห็นได้โดยทั่วไป ไม่ต้องมีการปลุกเสกชิ้นวัตถุ อย่างใด อย่างหนึ่ง ขึ้นยึดถือ ซึ่งเป็น ของ งม- งาย ง่อนแง่น คลอนแคลน และหลอกลวงตัวเอง ยิ่งนัก ฯ. [118]
น.138 เมื่อยังไม่สามารถใช้ "ของจริง" ให้เป็น "เครื่องรางจริง" อยู่เพียงใด ก็ยังเรียกว่า "อริยชน" หรือ "อารยชน" ไม่ได้อยู่ เพียงนั้น. ผู้นั้นยังไม่มี " ความจริง" ยัง ไม่มี "ความสงบ " เพราะยังมืดมัวต่อเหตุผล มืดมัวต่อแนวทางที่จะนำไปสู่ขั้นสูงของจิต ยัง ไม่รู้จักต้นกระแสที่จะไหลไปสู่ความสุข หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นผู้มีการตั้งอยู่ในเหตุผลน้อย เกินไป จนน่าอันตรายแก่สังคม คืออาจชักจูง กันทำสิ่งที่น่าสงสารตัวเอง เป็นความไม่สงบชนิด ที่ไม่รู้สึกตัวอย่างยิ่ง ฯ. [119] พระอริยบุคคลแม้ชั้นต้นที่สุด คือพระโสดา- บัน ย่อมละการยึดถือลูบคลำผิด ๆ ได้เด็ดขาด,
น.139 ๑๒๘ คติธรรม ไม่มีการถือที่พึ่งอันเท็จเทียม เช่นถือต้นไม้ศักดิ์- สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ วัตถุเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ นอกจากเครื่องรางคือ "ธรรม" อย่าง เดียว. ส่วนพระอริยบุคคลชั้นสูง คือพระ อรหันต์นั้น ท่านพ้นจากการตายเสียแล้ว ด้วย อำนาจ "อมตธรรม” ที่ท่านบรรลุ เป็นอัน ไม่มีปัญหายุ่งยากอันใด ที่เกี่ยวกับความยึดถือ หรือลูบคลำเลย ฯ. [120] อนุสัยหรือโทษ ที่เป็นตะกอนนอนขุ่นอยู่ใน สันดานทั้งสามอย่างในขั้นแรกที่กล่าวนี้ เป็นสิ่ง ที่พระโสดาบันจะต้องละเด็ดขาดมาแล้ว ในขณะ ที่บรรลุถึงภูมิธรรมชั้นนั้น. ท่านได้พบรุ่งอรุณ
น.140 อันแจ่มใสของพระนิพพาน เป็นรุ่งอรุณที่แสดง ว่าพระนิพพานจักตามมาโดยลำดับอย่างแน่แท้. ในบรรดาพระอริยบุคคลซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่พวกนั้น ท่านเป็นพวกแรก คือพวกที่เริ่มย่างลงสู่กระแส หรือเกลียวอันจะนำไปยังบรมสันติ หรือความ สงบอย่างยิ่ง ฯ. [121] กามราคะ ความยินดีในกาม ข้อนี้หมาย เพียงความเยื่อใยในกามอันเป็นเชื้อที่มักจะเหลืออยู่ ไม่ขาดสายและละได้แสนยาก. พระอริยบุคคล ประเภท ที่หนึ่ง และ ที่สอง ละไม่ขาด คงละได้ เฉพาะส่วนที่ค่อนข้างหยาบ. การละส่วนที่ ละเอียดหรือจะละได้ขาดเชื้อนั้น เป็นหน้าที่ของ
น.141 ระอริยบุคคลประเภทที่สาม ฯ. [122] คำว่า "กาม" หมายถึง ความใคร่ หรือ ความยินดีในรส ของอารมณ์ที่ตรงกับความใคร่ ของจิต. ความใคร่ในทางกาม ใช่ว่าจะหมาย ถึงเฉพาะที่ใคร่เพราะกำหนัดปฏิพัธ ด้วยความ หลงใหลอย่างเดียวก็หาไม่ แต่หมายครอบไปถึง ความใคร่ที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วน ๆ เช่นความ ใคร่ ของสัญชาตญาณ แห่งการสืบพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งมีได้กระทั่งแม้แก่พวกพืช ฯ. [123] ปฏิฆะ ความหงุดหงิดคับแคบใจ หมายถึง ความรู้สึก จำพวกความโกรธหรือความไม่พอใจ
น.142 ที่ยังเหลืออยู่แผ่ว ๆ พอทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง ขุ่น บ้าง, อาจมีอยู่ในภายใน ไม่มีใครทราบ หรือ แม้แต่ตัวเอง บางทีก็ไม่ทราบว่านี่อะไรมันเหลือ อยู่เป็นความรำคาญ ๆ. [124] รูปราคะ ความยินดีพอใจในความสงบชนิด ที่มีรูปธรรม อย่างใด อย่างหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับกาม เป็นที่ตั้ง. ข้อนั้นได้แก่สิ่งที่สูงกว่ากามคุณขึ้น ไป คือรสของความสุขอันเกิดจากญานหรือสมาธิ ชนิดที่มีอารมณ์ เป็นวัตถุ อย่างใด อย่างหนึ่งใน บรรดารูปฌานทั้งหลาย. รสของความสงัด จากกาม แห้งสนิทจากกามนั้นก็เป็นรสที่ให้ความ สุขชนิดที่อาจติดอกติดใจได้ สำหรับท่านที่มีใจสูง
น.143 ๑๓๒ คติธรรม เห็นปานนั้น คือท่านอาจยินดีในรสชาติขั้นนี้ จน หลงติดได้เท่ากับที่คน ธรรมดา หลงติด ในกาม เหมือนกัน ฯ. [125] อรูปราคะ ความยินดีหรือพอใจในความสงบ ชนิดที่มีอรูปธรรมเป็นที่ตั้ง คือเมื่อพระอริยบุคคล ท่านละความติดในรูปฌานได้แล้ว อาจไปติดใจใน อรูปฌาน ซึ่งเป็นของประณีตสุขุมกว่าขึ้นไปอีก ก็ได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องละเสียด้วยดุจกัน ฯ. [126] มานะ ความสำคัญตนและคนอื่นว่าเป็นอย่าง นั้นอย่างนี้จนถึงกับให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นว่า เลวกว่ากัน เสมอกัน หรือดีกว่ากัน, แล้วเกิด ความรู้สึกบางอย่างสืบไปอีก. มานะในที่นี้
น.144 หมายกว้างกว่าดื้อกระด้าง ซึ่งความคือกระด้าง ก็เป็นมานะชนิดหนึ่ง อันเกิดมาแต่ความรู้สึกว่า เราเลวกว่าเขา เสมอเขา หรือดีกว่าเขาอย่าง ใดอย่างหนึ่งเสมอ ฯ. [127] มานะ อาจมีรูปเป็นความกระด้าง ความ น้อยใจเสียใจหรืออย่างอื่น ๆ ก็ได้อีกหลายประการ ล้วนแต่ทำความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ทั้งแก่ตนและ ผู้อื่น. ที่เป็นอย่างละเอียดที่สุด ไม่แสดงออก มาถึงภายนอกให้ผู้อื่นรู้ ก็ยังเป็นความหนักแก่ ตัวเอง ที่ตนจะต้องแบกธารความรู้สึกที่เป็นการ จัดตัวเองให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ แล้วพูมใจ หรือน้อยใจก็ตาม, หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็น
น.145 ๑๓๔ คติธรรม ห่วงความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของตัว ฯ. [128] อุทธัจจะ เชื้อของความรู้สึกที่ทำให้เกิด ความตื่นเต้นหรือคิดเพลินไปในเรื่องราวหรือในอา- รมณ์บางอย่างที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้น หรือฟุ้ง- ซ่าน เช่นการตื่นเต้นฟุ้งซ่านในผลของงานหรือ ในความดีที่ตนทำสำเร็จเป็นต้น ย่อมเป็นสิ่งยาก ที่จะห้าม. ในบางคราว ทั้งที่เราไม่อยากคิด ต่อไป มันก็ยังหยุดคิดไม่ได้ หลับแล้วก็ยังอด ฝันถึงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำความวุ่นวายให้ เป็นธรรมดาจนกล่าวได้ว่า ไม่มีการพักผ่อนที่แท้ จริงเลย ฯ. [129]
น.146 อวิชชา ความเขลาที่เป็นเชื้อนอนในสันดาน เป็นเหตุให้ไม่รู้สิ่งควรรู้ หรือให้รู้ ผิดตรงข้าม จากที่ควรรู้, ทำให้เกิดอาการที่เรียก " เส้น ผมบังภูเขา " หรือ " แสงสว่างบังลูกตา " มองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น ; โดยเฉพาะหมาย ถึงความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ความ ดับทุกข์ อันเด็ดขาด. "ความไม่รู้ " ตัวเดียวนี่เอง เป็นมูลเหตุให้เกิด ความเห็นผิดอย่างอื่น ๆ จึงเป็นเสมือนรากเง่า ของกิเลสอื่น ๆ ทั้งสิ้น ฯ. [130] เมื่อทำลายอวิชชาได้สิ้นเชิงแล้ว กิเลสอื่น ย่อมเป็นอันว่าถูกทำลายแล้วด้วย. แต่เมื่อ กิเลสอื่นถูกทำลายอวิชชาอาจยังไม่ถูกทำลายก็
น.147 ๑๓๖ คติธรรม ได้. เช่นเดียวกับการทำลายต้นไม้ ถ้าเพียง แต่ใบหรือกิ่งถูกทำลาย รากเง่าอาจไม่ถูกทำลาย และยังไม่ตายก็ได้. ถ้ารากเง่าถูกทำลาย แม้ ใบกิ่งไม่ถูกทำลาย มันก็พลอยตายไปด้วยกัน หมด ฯ. [131] เมื่ออบรมปัญญาให้แก่กล้าถึงที่สุดแล้ว ย่อม สามารถตัดสังโยชน์ทั้งสิบมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น เสียได้. ฉะนั้นปัญญาจึงเป็นเครื่องปราบปราม อันเด็ดขาด. รองจากปัญญาลงไปก็คือสมาธิ. รองจากสมาธิลงไปก็คือศีล. ศีลเปรียบเหมือน เครื่องกลบเกลื่อน, สมาธิเหมือนเครื่องข่ม, และปัญญาคือเครื่องตัดรากเด็ดขาด ฯ. [132 ]
น.148 การปราบวัชพืช เช่นหญ้าคาอันรกรุงรังและ เป็นโทษแก่สวนอาจมีวิธีที่จะปราบหนักเบากว่า กันเป็นชั้น ๆ ก็ได้ เช่นวิธีที่เบาที่สุด ก็ได้แก่การ ถากถาง มันจะราบเตี๋ยนไปชั่วคราว รากที่ยัง เหลืออยู่ภายใต้ จะงอกขึ้นมาอีกในไม่ช้า ถ้าไม่ ถากถางซ้ำอีกอยู่เรื่อย ๆ. นี่ พอจะเปรียบกัน ได้กับ " ความสงบ" ที่ได้รับในขั้นศีล ฯ. [133] การปราบวัชพืชวิธีที่สอง ได้แก่การเอาแผ่น หินหรือแผ่นกระดานทับไว้มันจะราบเดียนไปชั่วที่ แผ่นหินนั้นยังทับอยู่. ดูเรียบร้อยเพราะมีแผ่น หินปูก็จริงแต่เมื่อยกของทับนั้นขึ้นเสีย ไม่ช้ามัน จะกลับงอกขึ้นอีก และต้องกดทับต่อไปอีก. นี้
น.149 ๑๓๘ คติธรรม พอจะเปรียบกันได้กับ " ความสงบ” ที่ได้รับ ในขั้นสมาธิ ฯ. [134] วิธีปราบวัชพืชอันสุดท้ายคือการขุดราก ของ มันขึ้นมา แล้วสุมไฟเผาให้เป็นขี้เถ้าละลายลง ในแม่น้ำให้สูญสิ้นไป ก็จะหมดจดเด็ดขาด และ เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ นี่ เปรียบกันได้กับ การกำจัดและการได้รับ "ความสงบ" ในชั้น ปัญญาอันเป็นความสงบที่ถึงที่สุด ฯ. [135] ถ้า "ความสงบ" ที่เกิดขึ้นเป็นความสงบชั้น สูง ความสุขหรือความพอใจก็จะเป็นขั้นสูง ซึ่ง เป็นคนละชั้นกับความพอใจของคนธรรมดา หรือ
น.150 ๑๓๙ คนธรรมดาอาจไม่พอใจความสงบชั้นนั้นก็ได้ ; แต่ก็ยังมีความสงบขั้นต่ำที่พอเหมาะกับภูมิแห่ง จิตใจหรือต่ำลงไปกระทั่งถึง " ความสงบ " ชั้น เทียม. ถึงกระนั้นก็ดีเราย่อมพบ " ใจความ " อันน่าอัศจรรย์อยู่นั่นเอง คือว่า “ ความสุขหรือ ความพอใจ ที่เกิดมาจากสิ่งอื่น นอกจากความ สงบนั้นย่อมไม่มี " ฯ. [136] ตามนัยแห่งพุทธปรัชญายังมีอรรถที่ลึกซึ้ง- เป็นรสอร่อยแก่การศึกษา และแก่ความรู้แจ้งยิ่ง ขึ้นไป เป็นความจริงอีกชั้นหนึ่ง คือสิ่งที่เราเรียก กันว่า "ความสุข " นั้น มันเป็นของไม่มีตัว จริง เป็นคำที่สมมติขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขแท้หรือสุข
น.151 ๑๔๐ คติธรรม เทียม ไม่ว่าสุขเกิดแต่โลกิยารมณ์ หรือสุขเกิด แต่ธรรมก็ตาม เพราะว่าตามความเป็นจริง มัน มีแต่ความทุกข์ที่โพลงขึ้น กับความสงบลง ๆ ของความทุกข์เท่านั้น ฯ. [137] พระพุทธองค์ ทรงเปิดเผย แก่โลก เพียงแต่ เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น. เช่น ที่ทรงแสดงไว้ในรูปของอริยสัจสี่ ซึ่งมีแต่ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางที่จะเข้า ถึงความดับทุกข์. ไม่มีที่ทรงเอ่ยถึงความสุข เว้นแต่ในที่ซึ่งแสดงด้วยโลกิยโวหาร เพื่อให้ง่าย แก่การฟังของชาวโลกหรือเมื่อพูดกันด้วยสำนวน ธรรมดาเช่น นิพพานํ ปรมํ สุขํ เท่านั้น ฯ.[138]
น.152 ๑๔๑ ความสงบ ภาษา ของ มนุษย์ มีคำเรียกสิ่งที่ตนชอบ ว่า " ความสุข " ให้เป็นคู่ กันกับคำว่า " ความ ทุกข์ " ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้ความ จริง โดยเฉพาะมีเพียงอันเดียวโดด คือ "ที่สุด ทุกข์ " ซึ่งหมายความว่าทุกข์ทั้งมวลจะต้องดับ ลงที่นั่น, จึงมีโวหารพูด ๒ ชนิด คือโลกิยโวหาร ใช้เรียก " ที่สุดทุกข์" นั้นว่า "ความสุข" และ โลกุตตรโวหารเช่นในอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ซึ่งไม่มีเอ่ยถึงคำว่า "สุข" เลย ฯ.[139] หากผู้ใดเข้าใจความจริงในเรื่องของ " ที่ สุดทุกข์ ” นี้ดี เราก็จะรู้จักสิ่งที่เราหลงเรียกกัน ว่า "ความสุข " นั้นได้ดียิ่งขึ้น และจะทราบ
น.153 ๑๔๒ คติธรรม ชัดว่าพระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบหรือทรงตรัสรู้ อะไร. และยังจะทำให้ทราบได้อีกอย่างหนึ่ง ด้วย ว่าของคู่ ๆ คือ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว เย็น- ร้อน ฯลฯ เหล่านี้ มีอยู่แต่ในโลกิยโวหารคือ ภาษาโลกเท่านั้น ไม่มีในโลกุตตรโวหาร ฯ.[140] พระพุทธองค์ ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ก็ แสดงเรื่อง "ทุกข์" อย่างเดียว ; แสดงว่า " ทุกข์ " มีขึ้น และมากขึ้น ๆ ได้อย่างไร, แล้ว “ ทุกข์ ” นั้นน้อยลง ๆ จนถึง ที่สุดทุกข์" ได้อย่างไร. แม้จะทรงชักชวนใครมาประพฤติ พรหมจรรย์ในศาสนานี้ พระองค์ก็ตรัสว่า "จง มาประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์กันเถิด "
น.154 ดังนี้ หามีที่ทรงชักชวนให้มาทำความสุขกันไม่ เลย ฯ. [141] เมื่อมองดูตามแง่ของพุทธศาสนาแล้ว จะ เห็นว่า "สุข" เป็นสิ่งสมมติ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ รู้จัก และกล่าวขวัญถึงกันมากที่สุดในหมู่มนุษย์ คำว่า "สุข" เป็นคำที่สมมติให้แก่สิ่งที่ไม่มี ตัวจริงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. ยิ่งกว่านั้น แม้จะมองดู ด้วยแง่ของวิทยาศาสตร์หรือหลักของเหตุผลทั่ว ไปเราก็ยังพบว่าเป็นคำสมมติเหมือนกัน ฯ.[142] ตัวอย่างเกี่ยวกับอุณหภูมิ, มนุษย์เจ้าของ คำพูด ถือเอามาตรฐานความรู้สึกของมนุษย์เอง เป็นเครื่องสมมติ จึงมีร้อน - มีเย็น ตาม
น.155 ๑๔๔ คติธรรม ความจริงควรจะมีอย่างเดียวเป็นแต่ว่ามันร้อน มากหรือน้อยเท่าไรเท่านั้น จึงจะเป็นคำพูดที่ถูก ต้องตามความจริงหรือตายตัว และใช้ได้ทั่วไป ไม่ จำกัด เวลา และ สถานที่หรืออื่น ๆ. ทาง วิทยาศาสตร์จึงเรียกในกรณีที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ ว่า ร้อนเท่านั้น - เท่านี้ กระทั้งร้อน 0 องศา เป็นต้น, ไม่อาจว่าเย็นเท่านั้นเท่านี้พร้อมไปด้วย กันทั้งสองอย่างได้ ฯ. [143] ในกรณีที่เกี่ยวกับความจริงเรื่องทุกข์ พุทธ- ปรัชญา ยังมี ความหมาย ที่ลึกซึ้ง ไปกว่าที่วิทยา- ศาสตร์ไม่มีคำว่า “เย็น" ใช้กับเรื่องอุณหภูมิ, กล่าวคือ ไม่ได้มีคำว่า "สุข" สำหรับใช้เรียก
น.156 ความทุกข์ที่น้อยลง ๆ นั้นเสียทีเดียว เพราะถือ ว่าการที่ต้องเป็นสัตว์ เป็นสังขารอยู่นั้น ยังเป็น ความทุกข์อยู่, แม้มันจะเบาบางลงสักเท่าไร ก็ ยังเรียกว่าทุกข์ขนาดเท่านั้น ๆ อยู่นั้นเอง. เมื่อ ทุกข์หมด ก็เรียกว่า " ที่สุดทุกข์ " เพียงนั้น เป็นอย่างยิ่งและไม่ต้องมีอะไรอีก ๆ. [144] คำพูดที่ว่า "สุข - สุข” นั้น คือคำที่สมมติ ให้แก่อาการตอนต้น ๆ ของการที่ทุกข์เบาบางลง ตอนใดตอนหนึ่ง ตามความพอใจของผู้สมมติ. มันอาจ แตกต่าง กันเป็นฟ้าและดินก็ได้ สำหรับ "สุข " ของคนหนึ่ง กับของอีกคนหนึ่ง, เช่น คนหนึ่งเห็นเป็นการเดือดร้อนหรือเห็นเป็นทุกข์อยู่
น.157 ๑๔๖ คติธรรม ในเมื่อต้องทำอะไรชนิด ที่ต้องแบกเกียรติยศ ตัวเอง, แต่อีกคนหนึ่งอาจเห็นเป็น "สุข" ไป ก็ได้ ฯ. [145] เมื่อ จะกล่าว ให้ ถูกตรง และ ชัดเจน อย่าง ปรมัตถโวหารแล้ว ท่านบัญญัติกันที่ "ทุกข์" และความลดลง ๆ ของทุกข์โดยลำดับ จนกว่า จะถึง " ทุกข์ " ๐ คือ "ที่สุดทุกข์ " . อา- การต่าง ๆ ในระหว่างนั้น ใครจะสมมติว่า "สุข" หรืออะไรก็แล้วแต่จะพอใจ ฯ. [146] การที่มนุษย์เราเรียกกันว่า "สุข - สุข " นั้น หมายเอาที่ความสงบของความทุกข์ชนิดใด ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอย่างแท้ หรืออย่างเทียมก็
น.158 ได้. ครั้นเมื่อหมดทุกข์ ก็แปลว่าอยู่เหนือทุกข์ เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีการยึดอะไรว่าเป็นอะไร. การที่ยังยึดถือว่าอย่างไรอยู่นั้นยังไม่ใช่ที่สุดทุกข์ ยังคงเป็นทุกข์ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าจะมอง เห็นยากเพียงใดก็ตาม ฯ. [147] สิ่งที่เรียกว่า "สุข - สุข" นั้น เรายังพบ ความจริงอีกว่า มันต้องมีทุกข์มาเป็นพื้นฐาน สำหรับจะได้คุขึ้นเป็น “ ความไม่สงบ " เสีย ก่อน, และแล้วสิ่งที่คุนั้นได้สงบไป ซึ่งจะสงบ เด็ดขาดหรือไม่เด็ดขาดก็ตาม, อาการที่คนเรา สมมติชื่อให้ว่า " ความสุข " ก็เกิดขึ้น. เช่น ถ้าไม่มีอะไรยั่วให้เกิดความรักหรือความอยาก
น.159 ๑๔๘ คติธรรม เสียก่อน การได้สมรักหรือสมอยาก ก็มีไม่ได้ ความสุขเพราะสิ่งนั้นเลยมีไม่ได้, ซึ่งที่แท้เป็น ของหลอกลวงเต็มที่ ฯ. [148] เมื่อพิจารณาเห็นว่าสิ่งที่เรียกกันว่า "สุข" นั้น ที่แท้ ก็คือการ ถ่วงให้สมดุลย์กับความทุกข์ หรือความหลงใหลของเราในการที่ไปสร้างความ พร่อง หรือความ เอียงเอนไปทางใด ทาง หนึ่งเอา เอง สำหรับจะได้หลอกตัวเองว่า "สุข" ใน เมื่อได้สิ่งนั้นมาถ่วงให้แก่ตัณหาของตัว, ดังนี้ แล้ว ; เราก็จะเห็นได้โดยประจักษ์ว่า "สุข " นั้น ก็คือการหลอกตัวเอง เท่านั้น [149]
น.160 ข้อที่ว่า "ต้องมีทุกข์มาเป็นพื้นฐานสำหรับ ให้คนเราหาความสุข หรือทำนาหาความสุขบน ความทุกข์ " นั้น เป็น ของ ที่เห็น กันได้ ทั่วไป. แม้มติฝ่ายคริสเตียนก็ถือกันว่ามีบาปดั้งเดิมของ มนุษย์ สำหรับ ให้ทำความดีไถ่ถอน บาป หา " ความสุข " โดยการทำตามคำสอน ของพระ เป็นเจ้า. ในฝ่ายพุทธศาสนาก็ถือว่า ชาติ ชรา มรณะ หรือทุกข์ทั้งสิ้นนี้ มีมาจากอวิชชา และ อวิชชานั้น มีได้ด้วยอวิชชาเอง ซึ่งยอมรับรอง ว่าเป็นบาป ดั้งเดิม ของชีวิต ทุก ๆ ชีวิตมาแล้ว เหมือนกัน โดยถือว่าถ้าไม่มีอวิชชาเข้าปรุงแต่ง แล้ว สัตว์ในโลกนี้จะมีขึ้นมาไม่ได้ ฯ. [150]
น.161 ๑๕๐ คติธรรม บรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ พอมี ขึ้นมาแล้ว ก็มีบาปติดมาเสร็จ คือต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย พร้อมกับความทุกข์อย่างอื่น ๆ มี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของสำหรับเผาลนตัว เองมาพร้อม, ครั้นได้รับผลคือความทุกข์ ก็หา วิธีบำบัดไปตามแต่ที่จำเป็น หรือตามแต่จะสา- มารถคิดออก. ฉะนั้นการบำบัดทุกข์สิ้นไปได้ เท่าใด จะมาถือว่า "สุข " เกิดขึ้นเท่านั้นเท่า นี้ได้อย่างไร เพราะที่จริงเป็นแต่ทุกข์ลดน้อยลง ไปบ้างเท่านั้น ฯ. [151] ข้อที่ ความทุกข์ อันเป็นสิ่งที่มี อยู่ก่อนแล้วได้ มาสงบไป ๆ นั้น เป็นเพียงการได้ลดโทษ ไม่ใช่
น.162 การได้รางวัล มันจึงไม่ใช่ความสุขอยู่ในตัว เป็น เพียงความสุขชนิดที่โวหารโลกเรียกกัน ทั้งเป็น การตกอยู่ภายใต้โมหะคือความหลง ฯ. [152] ตามทางธรรม เห็นว่าการยอมตนอยู่ภายใต้ ความเร่าร้อนของความกำหนัดยินดีใน อารมณ์ที่ ชวนกำหนัดนั้น เป็นความทุกข์. แต่ความรู้สึก ของสัตว์โลกที่ยังไม่รู้จักกิเลสอันนี้ ย่อมพอใจ และเห็นเป็นความสุขไปเอง, ความสุขจึงเกิดมี ขึ้นในโลกได้ และมีคำนามสำหรับเรียกดาษดื่น ยิ่งไปกว่าความทุกข์เสียอีก ฯ. [153] ความทุกข์เป็นของมีอยู่แท้ แต่ไม่ค่อยมีใคร เรียกหาหรือกล่าวขวัญถึงกันนัก กลับเรียกร้อง
น.163 หาเฉพาะความสุข ซึ่งไม่ใช่ของมีอยู่จริง เป็น เพียงมายาที่เข้า ๆ ออก ๆ ตามแต่ใครจะมีความ คิดสูงต่ำหรือตามแต่ใครจะตกอยู่ภายใต้อำนาจ กิเลสมากน้อยเพียงใดเท่านั้น ฯ. [154] ด้วยเหตุที่ " ความสุข " เป็นนามศัพท์ที่ มีอิทธิพลเหนือจิตใจของสัตว์ มากกว่าคำว่า " ความทุกข์ " มากนัก จึงในการ พูดกับชาว โลกเพื่อแนะข้อปฏิบัติธรรมให้ ก็ต้องพลอยใช้ คำว่า “ความสุข ” ไปตามด้วย, เพราะสัตว์ นั้น ๆ ไม่เคยนึกว่าคนมีทุกข์อยู่ในตนเป็นพื้นฐาน สำหรับจะได้รับไถ่ถอนออกไปเสีย, มิหนำซ้ำยัง สำคัญว่าตนกำลังจะมีสุข. ดูเอาเถิดสิ่ง ๆ เดี๋ยว
น.164 กัน กลับให้ชื่อต่างกันอย่างตรงข้าม ทั้งนี้ก็เพราะ ความที่รู้จักสิ่งนั้นคนละแง่ ละมุมนั้นเอง ฯ.[155] เมื่อสิ่งที่เราหลงเรียกกันว่า "ความสุข -ความสุข ” นั้นเป็นเพียงการกลมเกลื่อนทุกข์ หรืออย่างดีที่สุด ก็เป็นการไถ่โทษบาปของตัว เอง ดังนี้แล้ว สุขนั้นก็ย่อมไม่มีจริง, เป็นเพียง มายา คือต้องมีความทุกข์อันร้ายกาจมาเป็นพื้น- ฐาน หรือทดรองเป็นต้นทุนให้เสียก่อน จึงค่อย ทำการปลดเปลื้องมันออก แล้วเรียกส่วนที่ปลด- เปลื้องออกได้บ้างนั้น ว่าเป็นรางวัลหรือความสุข อันตนได้รับเป็นกำไรของชีวิต. พิจารณาดูให้ ดีเถิด , จะรู้สึกว่าเป็นที่น่าเวทนาสงสารตัวเองเป็น
น.165 ๑๕๔ คติธรรม ที่ยิ่ง คือเท่ากับเราจะต้องเฉือนขาของตนเองให้ เป็นแผลเสียก่อน เพื่อจะได้รักษาแผลนั้น แล้ว ดีใจมีความสุข ว่าเราหายจากแผล มีโชคดี มาก ฯ. [156] ความไพเราะของดนตรีและความงามของ ศิลปะต่าง ๆ นั้น ไม่เป็นที่ต้องการแก่จิตใจของ คนธรรมดา ผู้ยังไม่มีแผลของ "ความอยาก" อันเกิดขึ้น เพราะไป ลงทุนศึกษา จนยึดถือ ว่า ดนตรี หรือศิลปะนั้น ๆ มีความไพเราะและความ งามอย่างไร. ชาวไร่ชาวนาที่ไร้แผลอันนี้ ถูก หาว่าเป็นคนป่าเถื่อนยังไม่เจริญ ซึ่งที่จริงนั้น เขาเป็นเพียงผู้ที่ไม่ต้องรักษาแผลที่เขาจะเฉือนทำ
น.166 มันขึ้นเองเท่านั้น ฯ. [157] ก็เมื่อความสุขนั้น เป็นเพียงรางวัลที่ได้รับ จากการที่ตนหลงทำให้เป็นแผล แล้วรักษาเอา เอง และรางวัลนั้น ก็คือการที่ ตนได้หายนั่นเอง ดังนี้แล้ว จะเห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ว่าสุขนั้น มิได้เป็นของสมมติ ; ฉะนั้นคำว่า “ ความสุข” จึงเป็น เพียงคำพูด ของ สัตว์ โลกที่ยัง เต็มไปด้วย ตัณหาอุปทาน และเป็นโวหารพูดที่ตายตัวของ โลก กระทั่งแม้ท่านผู้พ้นจากสมมติแล้ว ก็จำ ต้องพลอยผสมโรง ใช้คำสมมติคำนี้ด้วย ใ นเมื่อ จะพูดกับชาวโลกหรือพูดตามภาษาโลก ฯ. [158]
น.167 ลักของ พระพุทธ ศาสนา มีอยู่ อย่างชัดเจน แล้วว่า " ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป, นอกจากทุกข์แล้วในโลกนี้หา มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปไม่" แต่โลกุตตร- โวหาร เช่นนี้ ย่อมจะ ฟังยาก สำหรับผู้ที่ กำลัง มัวแต่จะเฉือนแผลขึ้น รักษาเอง โดยไม่รู้สึก ตัว ฯ. [159] การที่ทำตัวเองให้เป็นแผลโดยไม่รู้สึก อย่าง เช่นอุตริลงทุนศึกษาหรือยึดถือไปตามเขา ว่านั้น คือความงามความไพเราะของศิลปะชั้นสูง หรือ ปล่อยตนหลง เข้าไปกำหนัดรัก ด้วยความยึดถือ แน่นแฟ้น ในสิ่งที่ตนรัก เหล่านี้ จะโทษใครก็
น.168 ไม่ถนัด แม้จะติว่าเป็นความผิดของผู้นั้นเอง ก็ไม่ ถนัด นอกจาก จะปล่อย ให้เป็นบาปกรรมของ มนุษย์ ที่ได้เกิดขึ้นมาจากอวิชชาปรุงแต่ง ฯ. [160] เพราะมีอวิชชาเป็นแดนเกิดนั่นเอง คนจึงไม่ รู้สึกเมื่อจะเฉือนตนให้เป็นแผลทุกครั้งไป. แม้ ในเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญที่สุด ขนาดต้องใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องรักษาแผลนั้น ก็ เช่นเดียวกัน. ตัว “ อวิชชา" ของผู้นั้นนั่น เอง ที่ทำทุกข์โทษต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นเรื่อยไป จน กว่าผู้นั้นจะรู้สึกได้ ว่าผู้ที่คลอดตนมานั้นเอง คือ ตัวข้าศึกร้ายกาจของตน แล้วจัดการทำลายมัน เสีย ฯ. [161]
น.169 มื่อจะใช้คำพูดที่ลึกซึ้งกินใจให้พอ ๆ กัน ใน ข้อที่จะต้องทำลายแดนเกิดเสียนี้ ท่านกล่าวว่า " ให้ฆ่าบิดามารดาของตนเสีย!" หรือที่ข้าพเจ้า กำลังจะพูดในที่นี้ว่า " ให้หดมือที่จะเฉือนแผล ให้แก่ตนนั้นเสีย" เมื่อหดมือเสียได้แล้ว ก็จะ ไม่มีความวุ่นวายใดเกิดขึ้นอีกต่อไป และถึง "ที่ สุดทุกข์ " กันเพียงนั้น เพราะว่า การหดมือได้ นั้นก็คือ การทำลายอวิชชา ซึ่งเป็นรากเง่า ของสิ่ง ทั้งปวงอันเป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์เสียได้เด็ดขาด นั่นเอง ฯ. [162] ที่เรียกกันว่า "สุข-สุข" นั้น แท้จริง เป็นของที่หลงสมมติกันขึ้น เพราะความเข้าใจ
น.170 ผิด หรือโดยเจาะจงก็เพราะอำนาจอวิชชา ซึ่ง ทุกขณะ ตัวอวิชชาได้เป็น " ผู้สร้าง" และ ตามครอบครองอยู่ ตลอดเวลาเท่าที่เรายังมิได้รู้ จักมันและทำลายมันเสีย. นี่นับว่าเป็นข้อที่น่า- ประหลาด ฯ. [163] ข้อที่น่าประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก จากที่ว่าสุข เป็นเพียงของที่สมมติขึ้นนั้น ก็คือคนเรายังเกิด ไปสมมติ " ความสุข" ผิดที่ ผิดจากที่ที่ควร สมมติอีกด้วย. เช่นความสุขที่เกิดจากได้อะไร สมปรารถนา แทนที่จะกล่าวว่าการได้สม ปรารถนานั้นเป็น "ความสุข " กลับไปกล่าวว่า ตัววัตถุที่ได้นั้น เป็นตัว " ความสุข" ฯ. [164]
น.171 ๑๖๐ คติธรรม " ความสุข " ที่สมมติผิดที่ ที่เห็นได้ชัด ๆ ก็เช่น เมื่อพูดว่า " นิพพาน เป็นสุข อย่างยิ่ง ". ข้อนี้ใคร ๆ ย่อมเห็นได้แล้วว่านิพพานนั้นอยู่เหนือ การเป็นสุขเป็น ทุกข์. จิตที่ได้ประสพพระ นิพพานต่างหาก เป็นตัวได้รับ " ความสุข " . การที่จิตได้รับความรู้สึกอย่างหนึ่ง ในเมื่อประ- สพกับนิพพานต่างหาก เป็นการได้สุขของจิตเอง. และตัวความรู้สึกหรือรส ที่ได้จากการประสพ กับนิพพานนั่นเอง คือตัว " ความสุข " , หาใช่ ตัวนิพพานเป็นสุขไม่ ฯ. [165] โวหารสามัญที่เรามักพูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เช่น พูดว่า " กรุงเทพ ฯ สนุก " ดังนี้ เราย่อมเห็น
น.172 ได้ว่าสมมติ "ความสนุก " ผิดที่เสียแล้ว. ที่ จริงจิตที่พอใจในกรุงเทพฯ ต่างหาก ที่รู้สึกสนุก, ความรู้สึกของจิตที่พอใจ ต่างหาก เป็น " ความ สนุก " . กรุงเทพฯ เป็นเพียงที่ที่ให้เกิดความ สนุกแก่จิตของผู้ที่พอใจเท่านั้น แต่อาจเป็นทุกข์ หรือยัดเยียดขยะแขยงแก่อีกคนหนึ่งก็ได้ ฯ. [166] โวหาร พูด ของชาวโลก ย่อม โยกไปได้ตาม อำนาจของความที่มัวแต่จะหลงเพลิดเพลิน จน มองไม่เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง จึงเกิดการ สมมติผิดที่ ขึ้นในโวหารของโลก จนกระทั่ง กลายเป็น " ของธรรมดา" ไป. ในกรณี ทั่วไปซึ่งไม่ต้องพิจารณา โดยแยบคาย ก็ไม่
น.173 ป็นของสำคัญ แต่สำหรับกรณีแห่งการถอนตัว ออกจากทุกข์ ย่อมต้องอาศัยการพิจารณาโดย แยบคายอย่างยิ่ง จึงควรฝึกหัดพิจารณาอย่าง ละเอียดไว้บ้าง ฯ. [167] ในอุทาหรณ์คำว่า “ กรุงเทพฯ สนุก" เรา ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการสมมติผิดที่ ฉันใด, ใน ข้อว่า “พระนิพพานเป็นสุข " ก็เป็นการสมมติ ผิดที่ ฉันนั้น. ทั้งนี้ก็เพราะ "สุข" เป็น ของไม่มีจริง มีเพียงที่สมมติให้แก่ความสงบ ของความทุกข์เป็นชั้น ๆ ไปเท่านั้น ฯ. [168] เมื่อ "สุข" เป็นของสมมติ ไม่มีตัวจริง แล้ว การสมมติผิดที่ ก็เป็น "ของธรรมดา "
น.174 ของสิ่งที่สมมติทั้งหลายไปด้วย ซึ่งเมื่อใด เรา เห็นประจักษ์ ในความจริงข้อนี้แล้ว ก็จะไม่มี การยึดถือ. แทนที่จะยึดถือว่าศีลเป็นสุข ก็จะ เห็นตามที่เป็นจริงว่า ศีลเป็นเครื่องให้เกิดความ สงบจากโทษทางกายและวาจาและเราเรียก " รส" ที่ได้จากความสงบนั้น ๆ ว่า " ความ สุข ” ซึ่งเป็นการสมมติให้แก่การที่ความทุกข์มา น้อยลงไป คือดับไปส่วนหนึ่ง ๆ นั่นเอง ฯ. [169] แทนที่จะยึดถือว่าสมาธิเป็นสุข ก็จะเห็นตาม ที่เป็นจริงว่าสมาธิ เป็นเพียงเครื่องมือให้เกิด ความสงบทางจิต และเรียกรส ที่ได้รับจากความ สงบนั้น ว่า " ความสุข" ซึ่งเป็นคำที่สมมติ
น.175 แก่การที่ความทุกข์ได้ดับน้อยลงไปอีกส่วน หนึ่ง ฯ. [170] แทนที่จะยึดปัญญาหรือ วิปัสนา ว่าเป็น " ความสุข " จะเห็นตามที่เป็นจริงว่าเป็นเพียง เครื่องมือตัดรากเชื้อกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในสันดาน ให้ขาดสูญ ไม่ให้กำเริบขึ้นอีกเป็นอย่างๆไปหรือ สิ้นเชิงทุกอย่าง จนได้รับความสงบอย่างเด็ดขาด, แล้วเรียกรสที่จิตได้รับจากความสงบอันนี้ ว่า เป็นความสุขอย่างยิ่ง ซึ่งเป็น คำที่ สมมติให้แก่ " ที่สุดจบของความทุกข์ " นั้นเอง ฯ. [171] ทางฝ่ายความสงบเทียมหรือสุขเทียมก็อย่าง เดียวกัน, แทนที่จะยึดถือว่าลาภ ยศ สรร-
น.176 เสริญ เป็นตัว "ความสุข". ก็จะเห็นตามที่ เป็นจริงว่า มันเป็นเพียง " สิ่งที่สนองความ อยาก ” ของผู้อยากได้ เพื่อให้ "ความอยาก" นั้น ๆ ระงับสงบไปเป็นครั้งคราวเท่านั้น และเรา หลงเรียกความไม่ดิ้นรนของตัณหา เพราะมันได้ รับความพอใจชั่วคราวนั้น ว่าเป็น "ความสุข" ต่างหาก ฯ. [172] การได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้เกิดความ สงบอย่างเทียมเป็นการชั่วคราว ไม่ช้ามันก็กลับ กำเริบขึ้นอีก เหมือนกับเอาเหยื่อไปจ้างเสื้อให้ หยุดทำร้าย ซึ่งเป็นไปได้เพียงชั่วคราว, มันจึง เป็นสุขเทียม, เป็นความเท็จสองชั้น คือเป็น
น.177 ๑๖๖ คติธรรม ของสมมติชั้นหนึ่งแล้ว ยังเป็นของชั่วคราวอีก ด้วย ฯ. [173] แม้ความพอใจหลงใหลในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ของสัตว์ที่ติดใจในกาม คุณ ก็ทำนองเดียวกันกับลาภ ยศ สรรเสริญ. กามคุณที่ได้รับนั้น ๆ เป็นเพียงเครื่องช่วยให้ตัณ- หาหยุดดิ้นรนไปชั่วคราว เพราะมี " สิ่งสนอง ความพอใจ" มากลบเกลื่อนไว้จนกว่ามันจะ เปลี่ยนไปเป็นความดิ้นรนในรูปอื่นหรือครั้งอื่น ต่อไปอีก ฯ. [174] ถ้าจะกล่าวด้วยถ้อยคำอันจำกัดในเรื่องความ สงบ ก็จะกล่าวได้ว่า "ความสงบ" ใดยัง
น.178 กลับคุขึ้นมาเผาไหม้ได้ใหม่แม้เพียงเล็กน้อยหรือ โดยอ้อมเพียงไรก็ตาม ยังไม่เรียกได้ว่ามันเป็น “ความสงบ " ที่แท้จริง และทุกข์ดับไปอย่าง เด็ดขาด. มันเป็นเพียงความสงบอย่างเทียม หรือสงบอย่างพรางตาชนิดหนึ่งเท่านั้น ฯ. [175] การได้ตามใจตัวไปเสียทุกอย่าง ในส่วน อารมณ์ ที่ตน ปรารถนา ทางตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสเหล่านี้ แม้จะเป็นการได้อะไรมา กลบเกลื่อน ""ความอยาก ” หรือป้อน " ความ อยาก" พอที่จะไม่ให้รู้สึกเร่าร้อนได้ก็จริง แต่ ในที่สุดก็ฉิบหาย นับว่าเป็นความสุขที่เท็จเทียม ที่สุด หาใช่ "ความสงบ" ไม่. เมื่อมีอยู่
น.179 นที่ใด พึ่งรู้จักว่า นั้นเป็นเพียงการได้ตามใจ ตัว ฯ. [176] การ ฟุ่มเฟือย คือการมีสิ่งสวยงามสะดวก สบายเกินกว่าที่จะพึ่งมี มันอาจทำความพอใจให้ ในตอนแรก ๆ ขณะที่ตนยังไม่เคยผ่าน ปรากฏให้ รู้สึกคล้ายกับว่า เป็นแดนสวรรค์ในโลกนี้. ใจ คงไม่ดิ้นรนอยู่ชั่วขณะที่ยังไม่เบื่อ ราวกะว่ามัน จะไม่มีความต้องการอันใดอีก แต่ในที่สุด ก็ กลายเป็นของเกะกะรำคาญ จนอยากจะพ้นไปเสีย ดังที่เจ้าชายสิทธัตถะเคยผ่านมาแล้ว. แม้นี้ก็ ไม่ใช่ความสงบ. มีในที่ใด พึ่งรู้ว่า นั้นเป็น เพียงความฟุ่มเฟือย ซึ่งให้ได้แต่ความสงบอย่าง
น.180 เทียม ฯ. [177] ความเพลิน หรือ นันทิ คือความติดใจพอใจ ในรสที่ถูกกับอารมณ์อย่างแรงกล้า อย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งแม้มีเพียงอย่างเดียวก็ได้, เป็น การแวดวงให้กระแสของตัณหาไหลเชี่ยว เป็น เกลี่ยวแน่วไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาธิของ กาม. นี้ก็หาใช่ความสงบอันแท้จริงไม่ มีขึ้น เมื่อใด พึ่งรู้ว่านั้นเป็นแต่ความเพลิน ฯ. [178] ความสบาย หรือ สัปปายะ คือการได้อะไร พอ เหมาะ ๆ กับความต้องการที่ไม่มีมากเกิน ขอบขีดไปนัก เช่นได้การกินอยู่การสมาคม หรือ สิ่งแวดล้อมที่พอเหมาะกับตน ทำความสะดวกใจ
น.181 อย่างมาก. นี่ก็ยังไม่ใช่ตัว "ความสงบ" แท้ เป็นเพียงความสบาย ที่อาจใช้เป็นอุปกรณ์ หาความสงบที่สูงขึ้นไป. มีขึ้น ก็พึ่งรู้จักว่าเป็น เพียงความสบาย ฯ. [179] ความสุข หมายถึงความที่ได้รับความพอใจ จากการทำความดีสำเร็จเป็นอย่าง ๆ ไป, รู้สึก พุมใจด้วย เกียรติ ที่เป็น น้ำพัก น้ำแรงของตน, ปกครองครอบครัวผู้คนได้เรียบร้อยสมหมาย เหล่านี้ อาจเป็นเครื่องมือสำหรับศึกษาในด้าน จิตใจ เพื่อค้นหาความสงบอย่างสูงได้ง่ายเข้า. แต่ก็ยัง ไม่ใช่ความสงบตามความหมายของ ธรรม, จะเป็นความสงบได้ก็เฉพาะเพียงฝ่ายโลก
น.182 และเฉพาะตัว ฯ. [180] ศีล คือสงบโทษทางกายวาจาได้สิ้นเชิง เพราะการปฏิบัติตามระบอบอย่างใดอย่างหนึ่ง. นี่เป็นเหตุให้สงบใจอันแท้จริงเป็นขั้นเริ่มแรก. แต่ตัว "ศีล " เอง เป็นความสงบเพียงเอก- เทส ยังไม่ใช่สงบถึงที่สุด ฯ. [181] สมาธิ สงบโทษหรือความรู้สึกชั่วร้ายชนิดที่ กลุ่มรุมจิตได้ทุกชนิด ด้วยการทำตาม "สมาธิ- วิธี " ระบอบใดระบอบหนึ่ง. นี่เป็นเหตุให้เกิด ปัญญา ที่สามารถ สงบเชื้อของ กิเลสที่นอนใน สันดาน. แต่ตัว " สมาธิ" เองแม้เป็นความ สงบแท้ก็ยังเป็น " ความสงบ" โดยเอกกาลคือ
น.183 ๑๗๒ คติธรรม เฉพาะกาล ยังไม่ใช่สงบเด็ดขาดถึงที่สุด ฯ.[182] ปัญญา เป็นความรู้แจ้งหรือแสงสว่างที่ส่อง ลงไปยังส่วนลึกของสันดาน เพื่อกำจัดเชื้อกิเลส ที่ตกตะกอนอยู่ในที่นั้นให้หมดสิ้นไป เพื่อว่าจัก เกิดความรู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ส่งขึ้น มาจากภายใน. ความโง่หลงย่อมสงบไป ใน ขั้นนี้, แต่ถ้ายังไม่เด็ดขาด ความสงบนั้นก็ยัง ไม่ถึงที่สุด จึงเป็นเครื่องมือของความสงบอย่าง เอกที่ใกล้ต่อความสำเร็จ หรือหวังความสำเร็จ ได้ ( โดยจะก้าวไปโดยลำดับ ๆ สำหรับจะพิจาร- ณาได้อย่างละเอียด ๆ ต่อไป ) ฯ. [183]
น.184 ความหน่าย หรือ นิพทิทา . เมื่อเห็นสิ่งทั้ง หลายตามที่เป็นจริง ด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว ย่อมหมายความว่าได้เห็นความที่สิ่งทั้งปวงในโลก เป็นเพียงมายา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงเกิดความระอา ไม่อยากทะเยอทะยานในการ ได้อะไร อีกต่อไป แต่ นี่ ก็เป็น เพียง นิพพิทา - ความหน่าย ซึ่งยังไม่ถึงความสงบเด็ดขาดฯ [184] ความสำรอกสิ่งย้อมจิต หรือ วิราคะ . เมื่อ หน่ายในโลกิยารมณ์แล้ว, ความย้อมติดในโลก เหมือนสีที่ย้อมติดกับผ้า ก็สำรอกออก ละลาย ออก. แต่นี่ ก็เป็นเพียงความจางออกของการ ย้อมใจในอารมณ์ ยังไม่ใช่ตัวความสงบเด็ดขาด
น.185 ๑๗๔ คติธรรม มีขึ้น ก็พึ่งรู้ว่ายังเริ่มเป็นเพียงวิราคะ ฯ. [185] ความหลุดพ้น หรือ วิมุตติ. เมื่อไม่ย้อม ติด ก็หลุดออกได้จากโลก คือจากกามภพ 'จาก รูปภพและจากอรูปภพ. ไม่มีความจำเป็นที่จะ ต้องหมุนไปกับโลก หรือหมุนไปในภพต่าง ๆ อีกต่อไป, แต่ก็ยังเป็นเพียงความรอดออกมา ได้ใหม่ๆ ฯ. [186] ความบริสุทธิ์ หรือสุทธิ์. เมื่อหลุดออก มาได้ ก็เป็นอิสระแก่ตัว มีความบริสุทธิ์จากสิ่ง ท่วมทับ ผูกมัด เย็บย้อม เผาลน เสียบแทง ทั้งที่เป็นเหตุ และเป็นผล ทั้งที่เป็นคุณ และเป็น โทษ ทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาปทุกๆ ประการ ,
น.186 ซึ่งต่อจากนั้น ก็คือความสงบอันแท้จริง ฯ.[187] ความสงบ หรือ สันติ. เพราะบริสุทธิ์จาก สิ่งเศร้าหมองที่เคยพัวพันดังกล่าวมา ก็สงบจาก จากปวงทุกข์ สงบจากกิเลสพร้อมทั้งเชื้อ ไม่มี การ หมุนของ วัฏฏสงสาร , กรรมเก่า ยกเลิก, กรรมใหม่ก็ไม่มี, ความ ต้องเกิดใหม่ก็ไม่มี, หน้าที่อันจะพึงทำต่อไปอีกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ ไม่มี, ไม่มีการอยากได้ ไม่มีการอยากเป็น อยากรู้ ไม่มีความสงสัยกระหายจะรู้แจ้งในสิ่ง ใด ๆ. ไม่มีข้อผูกมัดหรือบังคับว่า ต่อไปนี้จะ ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ใครรักไม่ได้ เกลียด ไม่ได้ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ใครตามพบ ฯลฯ
น.187 ๑๗๖ คติธรรม และเป็นความสงบเงียบ เพราะไม่มีการกระทำ, ไม่มีการ ถูก กระทำ, ไม่มี การไปการมาหรือ แม้การ หยุดอยู่ เหล่านี้ คือความหมายของ คำว่า "สงบ" ในที่นี้ ซึ่งเป็นความสงบอัน เด็ดขาด ฯ. [188] บรมสันติ หรือ นิพพานธาตุ หมายถึงภาวะ แห่งความสงบของ "ความสงบ " เอง ซึ่งสมมติ ให้เป็น " อัตตาใหญ่ของสากลจักรวาล" คือ ว่าเมื่อกวาดสากลจักรวาลนี้ทั้งหมด ออกไปทิ้ง เสีย พร้อมทั้งเหตุพร้อมทั้งปัจจัยของมัน พร้อม ทั้ง “พระเป็นเจ้า ” ผู้สร้างและมูลเหตุที่ทำให้ พระเป็นเจ้าต้องสร้าง เหล่านี้ ออกไปหมดแล้ว
น.188 ไม่มีส่วนเหลือทั้งฝ่ายรูปธรรมและฝ่ายนามธรรม คือทั้งรูปธาตุ มโนธาตุหรือวิญญาณธาตุ ; สิ่ง อะไรยังคงเหลืออยู่ นั่นแหละ คือ "ป่าช้า" ของ สังขารทั้งหลาย-เป็นที่เข้าไปสงบของสังขาร ทั้งปวง ฯ [189] บรมสันติ หรือนิพพานธาตุนี้ ทรงตัวมันเอง อยู่ได้ โดยไม่ต้องมีอะไรมาสร้าง, ไม่ต้องมี อะไรช่วยหรือปรุงแต่ง, เป็นตัวอนันตชีพซึ่งไม่ ต้องมีการเกิด การดับ หรือการตาย ไม่ต้องมี การมาหรือการไปในตัวมันเอง. แต่ยังคงมีตัว มันเองอยู่ได้โดยไม่ต้องมีการทรงตัว หรือมี " การเป็น" ชนิดที่เป็นความไหลเวียน ซึ่งเป็น
น.189 ๑๗๘ คติธรรม การแบกตัวเองหรือแบกความมี - ความเป็น ของ ตัวเองไว้ ดังเช่นที่สรรพสังขารทั้งหลายมีๆเป็นๆ กันอยู่. ฉะนั้นนิพพานธาตุ จึงเป็นความสงบ เงียบจากความคับแคบ วุ่นวายและความทุกข์ ทั้งหลายโดยเด็ดขาด ฯ . [190] เมื่อจิตดวงใด ได้เข้าถึงบรมสันตินั้นแล้ว ย่อมรู้สึกในความสุขอันไม่เคยพบมาก่อน และ ย่อมรู้ว่าสูงสุดเด็ดขาดเพียงเท่านั้นเอง ; เป็นอัน กล่าวไว้ว่า จิตนั้นได้ออกไปพ้นจากโลก หรือ สิ่งทั้งปวงได้แล้ว โดยที่เมื่อได้รู้จัก " สิ่ง " สิ่ง เดี๋ยวนี้แล้ว ความไม่เที่ยงผันแปร และความ เป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวงไม่อาจครอบงำจิตนั้นได้
น.190 อีกต่อไป จึงกล่าวได้ว่าเขาผู้นั้นได้เดินทางไปถึง ที่สุดจบหรือสุดสิ้น ของความทุกข์แล้ว ฯ. [191] สรุปความว่า สุขอื่น นอกไปจากความสงบ แล้ว เป็นไม่มี. ถ้าความสงบเป็นอย่างเทียม ความสุขนั้นก็เทียม. ถ้าความสงบเป็นอย่างแท้ ความสุขก็แท้. สงบมากก็สุขมาก, สงบน้อย ก็สุขน้อย. และนี่ เป็นกฎตายตัวของธรรม ชาติ ทั้งฝ่ายรูปฝ่ายนาม ฯ. [192] -0-
Buddhadasa