Buddhadasa.org

คติธรรมของท่านพุทธทาส ตอนที่ ๓ — หมวดว่าด้วย นิพพาน — จุดปลายทางของชีวิต

คติธรรมของท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คติธรรมของท่านพุทธทาส (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.191 คติธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ หมวดว่าด้วย นิพพาน - จุดปลายทางของชีวิต

น.192 ศุภพัสดุ เรื่องพระนิพพาน เป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะพูด ให้จบหรือให้เข้าใจกันได้ด้วยคำพูดเพียงสองสาม คำ. ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาทบทวนไปมา ด้วย การคิดค้นหาความเข้าใจ ตีความ และเทียบ- เคียง หยั่งให้รู้ถึงความหมายของศัพท์และประ- โยค ไปโดยลำดับจริงๆ ไม่ศึกษาอย่างสะเพร่า ลวก ๆ หรืออ่านข้ามไป ทั้งที่ไม่เข้าใจ, จึงจะ ค่อย ๆ หยั่งเห็นพระนิพพานอย่างชัดเจนเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดฉันทะในการที่จะบรรลุพระนิพพาน แรงกล้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ จนกว่าจะถุถึงได้จริงๆ ด้วยการปฏิบัติธรรมทางใจ ฯ. [1] พระนิพพาน ไม่ใช่เป็นจิต, ไม่ใช่เป็นเจต- สิก หรือสิ่งที่เกิดกับจิต โดยอาศัยจิตนั้น, ไม่

น.193 ๑๘๔ คติธรรม ใช่มีรูปร่างเป็นก้อนเป็นตัว อันเป็นประเภทรูป ธรรม, ไม่ใช่บ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว หรือ ดวงโลก โลกใดโลกหนึ่ง ; และยิ่งกว่านั้นพระ นิพพานไม่ใช่สิ่งที่มีความเกิดขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่มี ความดับลงไป หรือทั้งเกิดและดับ สลับกันไป ในตัว ฯ. [2] พระนิพพาน เป็นสภาวะธรรมชาติชนิดหนึ่ง และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ไม่ต้องตั้งต้น " การ มี" ของตนขึ้น. เหมือนสิ่งอื่น แต่ก็มีอยู่ได้ ตลอดไป และไม่รู้จักดับสูญ เพราะไม่มีเวลา ดับหรือแม้แต่แปรปรวน ฯ. [3] สิ่งทั้งหลายอื่น ซึ่งมี ๆ กันอยู่ นอกจากพระ นิพพานแล้ว, แรกที่สุด มันจักต้องมี " การ

น.194 เกิดขึ้น " มันจึงจะ “ มีอยู่ " ได้ ขณะมี อยู่นั้น มันต้องแปรไป ๆ ในท่ามกลาง และต้อง ดับไปในที่สุด แม้ระยะเวลาแต่เกิดถึงดับ จะช้า นานสักเพียงไรก็ตาม ฯ. [4] ดวงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่าได้เกิดมีขึ้นมานาน และเกิดก่อนสิ่งใดในสากลจักรวาล ทั้งยังจะมี ยืนยาวกระทั่งโลกทั้งหลายกลายเป็นอื่นไปแล้ว ก็ ตาม, มันก็ต้องกลายเป็นไม่มีไปสักวันหนึ่ง, แม้ดิน น้ำ ไฟหรือความร้อน ลมหรืออากาศ ก็เช่นกัน : จักต้องถึงสมัยหนึ่ง ที่มันจะไม่มีอยู่. เพราะสิ่งเหล่านี้มี " การเกิดขึ้น " และเกิดขึ้น มา . เป็นขึ้นมาได้ โดยต้องอาศัยสิ่งอื่น มีสิ่งอื่น

น.195 ๑๘๖ คติธรรม ประกอบขึ้นปรุงขึ้น ฯ. [5] สิ่งที่เรียกว่า " พระนิพพาน ” นั้น ไม่มี " การเกิดขึ้น ” ดังนั้นจึงไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นช่วย ให้เกิดขึ้น, เมื่อตัวเองมีของตัวเองได้ มันจิ่ง ไม่รู้จักดับ, และจักมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มีที่สุด ไม่มีเบื้องต้นและท่ามกลางและเบื้องปลาย, ไม่ เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน, ทั้งนี้ก็เพราะ "ความ มีอยู่ " แห่งพระนิพพานนั้น แปลกจาก ความมี อยู่ของสิ่งอื่น อย่างสุดที่กำหนดมากล่าวได้ ฯ.[6] พระนิพพาน มีอยู่ตลอดกาลอันไม่มีที่สุด และมีอยู่ เป็นของคู่เคียงกับกาลเวลาอันไม่มีที่ สิ้นสุด. หากว่ากาล หรือเวลา จะเป็นสิ่งที่

น.196 สิ้นสุดลงในวันหนึ่งได้ พระนิพพานก็ยังหาสิ้นสุด ไปกับตัวเวลานั้นไม่ ฯ. [7] พระนิพพาน เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสเตรียมพร้อม อยู่เสมอ สำหรับที่จะพบกันเข้าดับดวงจิตของเรา ทุกๆคน. หากแต่ว่าดวงจิตของเราตามธรรมดา มีอะไรบางอย่างเข้าเคลือบหุ้มเสีย ไม่เปิดโอกาส ให้พบกันได้กับพระนิพพานเท่านั้น, พระนิพพาน จึงไม่ปรากฏแก่เรา ว่ามีอยู่ที่ไหน ทั้ง ๆ ที่พระ นิพพานมีในที่ทั่วไป ยิ่งเสียกว่าอากาศ ซึ่งกล่าว กันว่ามีทั่วไปเสียอีก ฯ. [8] เราไม่อาจกำหนดหรือเคยพบกับพระนิพพาน ก็เลยคิดไปว่าพระนิพพานมิได้มีอยู่ ดังที่กล่าว

น.197 ข้าใจเป็นการกล่าวอย่างเล่นสำนวนสนุก ๆ ไป. คนตาบอดมาแต่กำเนิด ย่อมไม่รู้เรื่องแสงสว่าง หรือสีขาวแดง ทั้งที่มันมีอยู่ถึงตัว หรืออยู่รอบ ๆ ตัว. ผู้บอดด้วยอวิชชา มีอวิชชาห่อหุ้มดวง จิต ก็ไม่รู้เรื่องพระนิพพานทั้งที่มีอยู่รอบตัว ไม่ อาจคาดคะเนพระนิพพานได้ จนกว่าเขาจะหาย " บอด" ฉันใด ก็ฉันนั้น ฯ. [9] คนเรา เกิดโผล่ออกมาจากท้องมารดาสู่โลก นี้ “บอด" มาก่อนเหมือนกันหมดทุกคน จึงไม่ อาจรู้เรื่องพระนิพพานได้ตั้งแต่แรกเกิด เหมือน กับผู้ที่ตาเนื้อบอดมาแต่กำเนิด ไม่อาจรู้จักแสง หรือสี เช่นเดียวกัน ฯ. [10]

น.198 บอดตา ไม่อาจรักษาได้ แต่บอดใจ หรือ บอดต่อพระนิพพานนั้น อาจรักษาได้. ผู้ที่บอด ตา แต่ถ้าเขาหายบอดใจ เขาก็ประเสริฐกว่าผู้ ที่แม้ไม่บอดตา แต่บอดใจ ฯ. [11] แสงแห่งพระนิพพาน ส่องเข้าไปถึงได้ กระ- ทั้งในที่ที่แสงสว่างทุกชนิดในโลกส่องเข้าไปไม่ถึง. ดวงจิตของคนตาบอด อาจพบกับพระนิพพาน ได้ ไม่ยากไปกว่าดวงจิตของคนตาดี ฯ. [12] คนที่ตาดี ยังเห็นแสงเห็นสีอยู่ ก็ต้องไม่ยอม เชื่อหรือสำนึกว่าตาของตนบอด. ตาข้างนอก ของเขาแย่งเวลาทำงานเสียหมด ตาข้างในจึงไม่ มีโอกาสทำงาน, แม้แต่จะรู้สึกว่าตาข้างในของ

น.199 ๑๙๐ คติธรรม ตัวยังบอดอยู่ ก็ทั้งยาก ; และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็ คือ อาจไม่รู้สึกด้วยซ้ำไป ว่าตนมีตาข้างในอยู่ อีกดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงสำคัญที่สุดด้วย ๆ. แม้คนเราจะแก้ปัญหาชีวิตอันยุ่งเหยิง ซึ่ง เป็นวิสัยส่วนของตานอก ได้หมดจดสิ้นเชิงแล้ว แต่เขาก็ยังต้องพบกับความยุ่งยากใจอยู่อีก และ เขาไม่ทราบว่า นั่นมันเป็น "วิสัยส่วนของตา ใน " ; เมื่อไม่ทราบ ก็แก้ไขปัญหายุ่งยากนั้น ไม่ได้. ทำให้ว้าวุ่น โทษนั้นโทษนี้, เดาอย่าง นั้นอย่างนี้ไป ไม่อาจพบกับความสุขอันแท้จริง เข้าได้เลย ฯ 14

น.200 การแก้ปัญหายุ่งยากของชีวิตที่เป็นชั้นใน อัน เป็น " วิสัยส่วนของตาใน " ไม่สำเร็จนั้น ก็ เพราะแก้มันไม่ถูก คือไม่ได้ใช้ตาในแก้ ; ที่ไม่ ใช้ เพราะตาในยังบอด ; ที่ยังบอด เพราะตา ยังไม่ได้รักษา ; ที่ยังไม่ได้รักษา ก็เพราะตนยัง ไม่เคยรู้เลยว่าตาในยังมีอยู่อีกดวงหนึ่ง - เป็นตา สำหรับเห็นพระนิพพาน หรือความสุขอันเยือกเย็น แท้จริงของชีวิต ฯ. [15] ใจของเราบอดเพราะอวิชชา คือความโง่หลงยิ่ง กว่าโง่หลง ของเราเอง นั่นเอง. เปรียบเหมือน เปลือกฟองไข่ที่หุ้มตัวลูกไก่ในไข่ไว้ หรือเหมือน กะลามะพร้าวที่ครอบเอาสัตว์ตัวน้อยๆซึ่งเกิดภาย ใต้กะลานั้นไว้, แม้แสงสว่างมีอยู่ทั่วไปมันก็ไม่

น.201 ๑๕๒ คติธรรม อาจส่องเข้าไปถึงสิ่งนั้นได้. จิตที่ถูกอวิชชาเป็น ผ้าห่อหุ้ม ก็ไม่อาจสัมผัสกับพระนิพพาน อันมี ซ้อนอยู่ อย่างละเอียด ยิ่งกว่าละเอียด ในที่ทั่วไป ตลอดถึงที่ที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง ฉันใดก็ ฉันนั้น ฯ. [16] เมื่อใดเปลือกฟองไข่ หรือกะลามะพร้าวที่ หุ้มครอบ อยู่นั้น ได้ ถูกเพิก ออก หรือทำลายลง, แสงสว่างก็จะสาดส่องถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน ทั้งที่ไม่ ต้องมีใครขอร้องอ้อนวอน หรือบังคับขู่เข็ญแต่ อย่างใด ฉันใด ; ฝ้าของใจ กล่าวคืออวิชชา อุปาทาน ตัณหา อันเป็นฝ้าทั้งหนาและบาง ทั้ง ชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน ถูกลอกออก ด้วยการ ปฏิบัติธรรมแล้ว เมื่อนั้น แสงหรือรสแห่งพระ

น.202 นิพพาน ก็เข้าสัมผัสกันกับจิตได้ ฉันนั้น ฯ.[17] เมื่อจิตที่บริสุทธิ์แล้ว มีโอกาสสัมผัสพระ นิพพานได้อย่างนี้ เราจึงเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่ม- แจ้งทันที ว่า พระนิพพาน ไม่ใช่จิต, ไม่ใช่ เจตสิกอันเกิดอยู่กับจิต, ไม่ใช่รูปธรรม, ไม่ ใช่โลกบ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว, ไม่ใช่อยู่ ในเรา, ไม่ใช่เกิดจากเรา, ไม่ใช่อะไรปรุง ขึ้นทำขึ้น. พระนิพพาน เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามา สัมผัสดวงใจเรา ในเมื่อเราได้ดำเนินการปฏิบัติ ธรรมถึงที่สุด เท่านั้นเอง ฯ. [18] พระนิพพาน เป็นสภาพชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็น "สิ่งที่มี อยู่ในตัวเอง" อย่าง น่ามหัศจรรย์,

น.203 ป็นสภาพซึ่งแม้จะพูดว่ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ก็ยัง น้อยไป, พูดว่า อยู่คู่กับสิ่งทั้งปวง ก็ยังน้อย ไป, เพราะเป็นสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้น โดยตัว เอง จนตลอดอนันตกาล. เราจึงกล่าวได้แต่ เพียงว่า พระนิพพาน คือ อมตธรรม หรือสิ่งที่ ไม่มีการตาย ฯ. [19] จิตพบกันเข้ากับอมตธรรมได้จริง ในเมื่อจิต นั้นบริสุทธิ์ถึงที่สุด, แต่จิตเอง หาใช่อมตธรรม ไม่. พระนิพพานจึงคือสิ่งที่มีอยู่สำหรับให้จิตพบ แล้วจิตนั้นจะได้รับความบริสุทธิ์สะอาดอย่างสุด ยอด, ความสว่างอย่างสุดยอด และความเยือก- เย็น เป็นสุข ถึงยอดสุดได้ เพราะเหตุนั้น ๆ. [20]

น.204 ทุกคน ควรพยายามทำจิตของตนให้พบกัน กับอมตธรรมเสีย ก่อนแต่จะตายลงไป. ถ้า มัวปล่อยให้จิตท่องเที่ยวไปด้วยความบอดของมัน ไปตามเดิม มันก็จะเที่ยวไปด้วยอาการอันซ้ำซาก เช่นกับที่เคยเที่ยว มาแล้ว ไม่รู้กี่แสนชาติ ใน วัฏฏสงสารอันยืดยาวนี้ ฯ. [21] การเกิดแล้วตาย - เกิดแล้วตาย ซ้ำแล้วซ้ำ เล่า ทั้งในระหว่างเกิดตายก็เต็มไปด้วยความกด ทับ วุ่นวาย นั้นมันจะดีอะไร, เพราะมันเป็น ไปเองตามประสาความมืดบอด เช่นเดียวกับการ ล้มลุกคลุกคลาน ของคนตาบอด ซึ่ง ปราศจาก ไม้เท้าและผู้จูง. ฯ. [22]

น.205 ๑๙๖ คติธรรม การลืมตา และพบกับแสงสว่าง กล่าวคือ พระนิพพานนั้นมันเป็นยอดสุดของความสุข, เป็น ความหยุดจบลง ของความอยากความปรารถนา, เป็นความหมดสิ้นของความสงสัยในสิ่งที่อยากจะ รู้. เป็นยอดสุดของความรู้ของทุก ๆ โลก ทุก ๆ สมัย และทุก ๆ คน. เพราะฉะนั้น เพียงเท่า นี้ ก็แสดงให้เห็นได้บ้างแล้วว่าพระนิพพาน คือ จุดปลายทางของชีวิตทุกชีวิต ฯ. [23] ทุกคนต้องถึงพระนิพพาน ทุกคนต้องสุถึง พระนิพพานไม่วันใดก็วันหนึ่ง, ทั้ง ๆ ที่ในบัดนี้ จะเป็นคนโง่หรือคนฉลาดก็ตาม. ทุกคนจะจบ การเดินทางของเขาลงในชาติที่บรรลุพระนิพพาน,

น.206 ในชาติที่ตาภายในของเขาหายบอด ; เพราะทุก คนมีที่สุด แห่งส่งสารวัฏของตน ๆ เว้นแต่จะช้า หรือเร็วเท่านั้น ฯ. [24] ทุกคน ถูกธรรมชาติฝ่ายสูง ค่อย ๆ พยุงขึ้น เรื่อย ๆ จนถึงที่สูงสุดเข้าสักวันหนึ่ง จะช้าหรือ เร็ว ย่อมแล้วแต่ความหนักมากหนักน้อยของเขา เอง, มันเป็นน้ำหนักแห่งความโง่หรือกิเลส หรือ อีกอย่างหนึ่งคือ แล้วแต่ความบอดมากหรือบอด น้อยของเขานั้นเอง ฯ. [25] ทุกคน แม้ในบางคราวจะกลับมีการกลับตก ต่ำบ้าง ทางกายหรือทางจิตในขณะที่ท่องเที่ยว ไปในวัฏฏ สงสาร, แต่ตาตรางที่แสดงงบยอด

น.207 หญ่ของเขาจักต้องเลื่อนสูงขึ้น ๆ เสมอ, แม้ เขาจะเคยดิ่ง ลงสู่อเวจี ครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้ง แล้ว ก็ตาม ฯ. [26] ทุกคน ย่อมไปตามคติและผลกรรมของตน เองนั้น ก็จริงอยู่ แต่ที่เขาเกิดครั้งหนึ่ง ๆ นั้น มัน เป็นการศึกษาของเขาทุกครั้ง. แม้ในบางชาติ เขาจะเป็นเด็กดื้อ แต่ในภายหลังหรือชาติหลังๆ เขาย่อมเช็ด ทั้งที่ตามธรรมดาเขารู้สึกราวกะว่า ชาติก่อน ๆ ที่เขาเคยเกิดมาแล้วนั้น ไม่มีอะไรติด ต่อสืบเนื่องกันเลย ฯ. [27] ตามแนวแห่งพุทธศาสนา คือกฎแห่งปัจจัย ๒๔ ประการ หรือปฏิจจสมุปบาท ก็ตาม, ตาม

น.208 กฎวิวัฒนาการของ ดารฺวิน ก็ตาม, แม้ที่สุด แต่ตาม ที่เขา สังเกต เอาง่าย ๆ ทั่วไป ว่าโลกนี้ ค่อยๆ เลื่อนสู่ระดับสูงขึ้น ๆ ไม่ทางฝ่ายรูปธรรม ก็ต้องฝ่ายจิต, อย่างนี้ก็ตาม ทั้งหมดนี้ ย่อม แสดงว่าสัญชาตญาณ ที่เป็นภายในรวมทั้งสิ่งส่ง- เสริมภายนอก ล้วนแต่จะดึงไป ในฝ่ายดีขึ้น ๆ ทั้ง นั้น เพราะตัณหาของปวงสัตว์เป็นเช่นนั้น ฯ. [28] โลกนี้ทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายจิต ย่อมวิวัฒน์สูงขึ้น, ที่จะหยุดนิ่ง หรือตกต่ำลงเป็นไม่มี. เมื่อใดโลก พากันหนักไปในทางฝ่ายรูป ก็จะถึงจุดปลายทาง ของฝ่ายรูปดังเช่นวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน กำ- ลังก้าวพรวด ๆ ไป, และเมื่อใดโลกพากันหนักไป

น.209 นทางฝ่ายจิต ก็จะพากันลุถึงจุดปลายทางฝ่ายจิต เช่นเดียวกับยุคแห่งพระอรหันต์ที่ผ่านพ้นมาฯ. [29] แม้บัดนี้ โลกจะเป็นเด็กคือ ดันทุรัง พากัน เห่เอียงไปทางฝ่ายรูป - ทุ่มเทความนิยมเห่อเหิม ไปทางวัตถุ อย่างไรเสีย เมื่อเช็ดฟืนเข้า ก็ย่อม หมุนกลับไปสู่ฝ่ายจิตเอง. และในยุคนั้นแหละ จะมี สัตว์ จำนวนมาก จำนวนหนึ่ง พากันหลุดพ้น ออก ไป จากโลกได้ ทุกคราว ที่โลก หมุน มาสู่ ราคีนี้ ฯ. [30] ถ้าจะรวบเค้าความที่ใหญ่ที่สุด ให้สั้นที่สุด แล้ว เราจะกล่าวได้พร้อมทั้งเหตุผลว่า สัญชาต กายสิทธิ์ ของสัตว์โลก ทั้งมวล ย่อมหมุนไปหา

น.210 ฝ่ายดี ไม่ฝ่ายรูปก็ฝ่ายจิต ในสองอย่างนี้เท่านั้น. เมื่อทุกคนมีอำนาจ " กายสิทธิ์ ” อันนี้อยู่ในตัว, มันก็เป็นการแน่นอนว่าจะต้องถูกดึงดูดเข้าหา สถานะที่ถึงหรือพบกับพระนิพพาน ฯ. [31] ทุกคนเมื่อได้ออกโรง เป็นตัวละครโลก ใน ฉากที่เขาทะเยอทะยานกระล้มกระเหลี่ย ใคร่จะ แสดง, ครั้นซ้ำซากเข้า ก็เบื่อโลก ซึ่งเรียก ว่ามี "นิพพิทา" เข้าสักวันหนึ่ง. ในวันนั้น แหละ, เมื่อหน่าย ก็คลายความกอดรัดยึดถือ, เมื่อไม่ยึดถือ ก็หลุดพ้นจากเปลือกหุ้ม และพระ นิพพานก็เข้าสัมผัสกับจิตของเขาได้ขณะนั้น ทันที ฯ. [32]

น.211 ๒๐๒ คติธรรม เรารู้จักเรื่องราว ความเป็นมาในการ แสดง ละครโลก ของเราได้ ด้วยสายตาสั้น ๆ แค่ชาติ เดี๋ยวนี้ จึงจับเค้าเงื่อนและอาการของความอยาก ความเบื่อ ที่มีสายสัมพันธ์อันยืดยาวหลายร้อย ชาติที่ผ่านมาแล้วนั้นไม่ได้ ถ้าหากเรามีสายตา ยาว มองเห็นได้ข้ามชาติแล้ว เราก็ต้องฉลาดมาก กว่านี้ หลายเท่านัก ฯ. [33] คนเราสมัยนี้ แม้จะเคยเห็นเด็กบางคน พอ เกิดมาถึง ก็เบื่อกาม มีโลภ โกรธ หลง น้อย กว่าธรรมดา, เราก็หาเข้าใจไปในทำนองว่าเป็น ผลของชาติก่อน ๆ ของเขาไม่. มิหนำซ้ำ ยัง เห็นไปว่าเด็กคนนั้นมีมันสมองไม่สมประกอบเสีย

น.212 อีก ฯ. [31] คนโดยมาก ไม่สมัครที่จะสนใจคิดนึกในสิ่ง ที่เป็นผลเหลืออยู่ หลังจากตนได้เวียนว่ายมาแล้ว หลายต่อหลายชาตินั้น, ซ้ำยังไม่อยากสร้างสาย ตาชนิดนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะไม่รู้จักบ้าง เพราะ กลัวว่าโลกนี้จะหมดรสชาติที่หอมหวนรื่นรมย์ บ้าง, แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่แม้ปล่อยให้เป็นไป เช่นนั้นแหละ ก็ตกอยู่ในจำพวกที่ถูกพัดพาไปหา พระนิพพานดุจเดียวกัน, เพราะไม่มีอะไรจะมา มีอำนาจยิ่งไปกว่าผลกรรม อันปรุงสัญชาตญาณ และไม่มีอะไร จะยิ่งไปกว่าความ จริงอันไม่รู้จัก แปรผันนั้นเลย ฯ. [35]

น.213 ๒๐๔ คติธรรม ถ้าจะมีใครเกิดคิดว่า ก็เมื่อเราทุกคนแน่นอน ว่าต้องถึงพระนิพพานวันยังค่ำแล้ว เราจะต้องไป ขวนขวายปฏิบัติธรรมให้เหนื่อยยากทำไม, สู้เอา แต่หาความสนุกสนานทางโลกเรื่อย ๆ ไป จนกว่า จะถึงกำหนดที่ถึงเข้าเอง จะมิดีกว่าหรือ จะมีเป็น การ ฉลาดกว่า หรือ ดังนี้ ก็ควร จะคิดให้รอบ- คอบเสียให้ดี ๆ ก่อนที่จะลง ความเห็นชั้นเดียว ตื่น ๆ เช่นนั้น ๆ. [36] เป็นเรื่องแน่นอนและเป็นจริงอยู่ ที่ทุก ๆ คน กำลังเป็นไปตามวิถีชีวิตของตน ๆ อยู่เอง แล้ว โดยไม่ต้องตั้งปัญหาหรือคิดไปว่า เราควร ชวนกันดำเนินไปในรูปปล่อยตัวกันอีก, เพราะ

น.214 เราเอง ไม่รู้สึกต่างหาก จึงกลับมา ตั้งปัญหา หรือคิดว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทับลงไปอีก เรา ยังตาบอดยังกำลังปล่อยให้เรื่อยไปตามใจเราอยู่ แล้วตลอดสายเส้นทางที่ผ่านมา ฯ. [37] ตามธรรมดา คนเราสมัครทำอะไรลงไป ก็ไม่มี อะไรที่มีอำนาจบันดาลให้ทำ มากไปกว่า “ความ รู้สึก” หรือ “ความเห็นแจ้ง” ภายในจิตเรา เองสำหรับในขณะนั้นๆ สมัยนั้นๆ. ระดับจิต ใจ หรือความรู้สึกนี้เอง มันบังคับควบคุมให้เรา ดำเนินไปๆ ในรูปนั้นๆ อย่างเต็มเปี่ยมอยู่เองแล้ว. การที่จะ มาทำตาม ความคิดแนวใหม่นั้นอีก จึง ไม่เป็นการแปลกกว่า หรือฉลาดกว่า แต่อย่าง

น.215 ดเลย. นอกจากจะช่วยทำให้แชเชือนยิ่งไป กว่าธรรมดา หรือตามที่ควรเป็นเสียอีก. ฯ.[38] ถ้าหากว่ามีผู้วิเศษคนหนึ่ง อาจบันดาลให้เรา ถูกฉลากกินแบ่งรางวัลจำนวนล้าน ๆ ได้ ตามแต่ ทางฝ่ายเราประสงค์จะให้ถูก เมื่อไร เช่นนี้ เรา ควรจะรีบขอร้องให้ท่านผู้วิเศษนั้นช่วยบันดาลเพื่อ ให้ถูกในพรุ่งนี้ หรือต่อเมื่ออีกสัก ๕๐ ชาติล่วง ไปแล้ว, ข้อนี้ทุกคนก็ต้องตอบว่าย่อมขอให้ถูก พรุ่งนี้ หรือให้เร็วกว่านั้นอีก. ทั้งนี้เพราะว่า เรารู้จักมองเห็นคุณค่ายิ่งใหญ่ของจำนวนเงินก้อน มหึมานั้น อยู่ชัดๆ ฯ. [39]

น.216 สิ่งใด ที่เรา “อยาก” มากที่สุด ก็คือ สิ่งที่เราเข้าใจและรู้จักในสิ่งนั้น (แม้จะเป็นการ เข้าใจ รู้จักที่ถูกต้อง หรือผิดก็ตาม) ว่ามันดี มันประเสริฐหรืออร่อยที่สุด นั่นเอง. คนตา บอด มองไม่เห็นแสงแห่งพระนิพพาน จะเกณฑ์ ให้ปรารถนาพระนิพพานได้อย่างไร, แม้จะทำ ความตั้งใจเอาเองว่าจะปรารถนา ก็จะสามารถ เห็นคุณค่าของ “การลุถึงพระนิพพาน” ว่ามี ค่าสูงสุดกว่าสิ่งอื่นใด ได้อย่างไร ฯ. [40] ถ้าคนเรารู้จักและเข้าใจพระนิพพาน มาก และแจ่มแจ้งเท่า ๆ กับที่เคยรู้จักและเข้าใจในค่า ของน้ำเงินจำนวนล้านๆ นั่นแล้ว เขาก็จะต้องรีบ

น.217 ๒๐๘ คติธรรม ขอให้ท่านผู้วิเศษบันดาล เพื่อลุถึงพระนิพพานใน นาทีนี้ วินาทีนี้ ทีเดียว, แม้จะถูกผัดพรุ่งนี้ ก็ ยังไม่พอใจ ฯ. [41] พุทธบริษัทจำนวนมาก มีความอยากไป นิพพาน ต้องการพระนิพพานทั้งที่ยังไม่ทราบว่า พระนิพพานคืออะไร หรือมีความรู้บ้าง ก็น้อย เกินไป รู้เพียงสักว่าเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทุก ๆ คนเขาพากันว่าดีที่สุดเท่านั้น ทั้งนี้ก็ เพราะเขาไม่สามารถเข้าใจในพระนิพพานอันมีนัย ลี้ลับ แม้จะหยั่งรู้จักโดย อนุมาน หรืออุปมาน ก็ไม่อาจมีได้ง่ายๆ เลย ฯ. [42]

น.218 สำหรับพุทธบริษัทที่ยังไม่รู้จักพระนิพพาน แต่ปรารถนามุ่งหน้าสู่พระนิพพานนั้น จะต้องมี นิพพานตามทรรศนะของตน ๆ ไปก่อน ซึ่งอาจ เป็นพระนิพพานที่มีลักษณะและรูปร่างเป็นตัวตน และมีอะไร ๆ ให้ตนได้อาศัยยึดถือไปพลาง ๆ ก่อน. เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นการ ดีกว่าที่จะไม่ มีอะไร มีแต่วาง ๆ จับ ๆ อยู่แต่ในสิ่งที่คนสงสัย และเต็มไปด้วยความว้าเหว่ หรือความ หวาดกลัว อันเป็นทุกข์ และในที่สุดก็จะตายเปล่า ๆ. [43] พุทธ บริษัท ที่ไม่ ประมาท ย่อมถือ เอาพระ นิพพาน ของตน ๆ ไปก่อน แล้วแต่กำลังความ แจ่มแจ้งในความหมาย ของความดับทุกข์ และ

น.219 ๒๑๐ คติธรรม พร้อมที่จะเลื่อนขั้นให้แจ่มแจ้งลึกซึ้งในพระ นิพพานให้ถูกตรงยิ่งขึ้น ๆ ไป เช่นหมั่นบำเพ็ญ ประโยชน์ โลกนี้ แล้วขึ้นถึงประโยชน์ โลกอื่น และในที่สุด ค่อยก้าว คืบหน้า ถึงประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน. มิเช่นนั้นแล้ว จักทำให้การ เดินทางกลับช้าไปอีก ฯ. [44] พระนิพพาน เป็นจุดปลายทางของทุกคน เป็น เครื่อง ดึงดูดให้ทุกคน เข้าหาสถานะ แห่งพระนิพ- พานอยู่เสมอ ทั้งสัญชาตญาณของทุกคน ก็ อยากเป็นอิสระ อยากหลุดออกไปให้พ้น อยู่เสมอ ด้วย, แต่ถูกอำนาจแทรกแซงบางอย่าง เช่น ผลกรรมเป็นต้น คอยเหนี่ยวออกนอกทางอยู่

น.220 เสมอเหมือนกัน, ทั้งนี้เพราะตนเป็นผู้ตาบอด ไม่รู้จักทำความปลอดภัยให้แก่ตัวเอง หรือให้ แก่การเดินทางของตน นั้นเอง ฯ. [45] กาย เปรียบเหมือนลำเรือ, ใจ เปรียบ เหมือนนายเรือ, สังสารวัฏ เปรียบเหมือนทะเล หลวง, โลกนั้นโลกนี้ ที่เราไปผุดเกิดวนเวียน นั้น เปรียบเหมือนท่าเรือสำหรับทำการค้าขาย, ผลบุญ ผลบาป ในชาติหนึ่ง ๆ ในโลกหนึ่ง ๆ คือกำไรขาดทุนในการค้าของนายเรือ ตามท่าเรือ แต่ละแห่งที่ผ่านไป, การได้ลุถึง " เกาะ " แห่ง หนึ่ง ซึ่งนายเรือนั้นพอใจ ถึงกับหยุดการ ท่องเที่ยวไปในทะเลอย่างเด็ดขาด นั่นคือพระ

น.221 ๒๑๒ คติธรรม นิพพาน ฯ. [46] เราทุกคนคือเรือรวมทั้งนายเรือ. เมื่อเรา หรือโลกพากันสาละวนแต่เรื่องรูปหรือลำเรือ จน ลืมใจหรือนายเรือ, นายเรือก็จะตายเสียก่อนที่ จะนำเรือไปพบเกาะที่มุ่งหมาย. แต่ถ้าสนใจใน นายเรือหรือจิต จนลืมลำเรือเสียทีเดียว เรือก็ จะเปื่อยพังทำลายลงเสีย ก่อนที่นายเรือจะได้ใช้ อาศัยไปถึงเกาะที่เป็นจุดหมายปลายทาง. เพราะ ฉะนั้น พระพุทธองค์ จึงทรงสอนให้ ดำเนิน สาย กลาง อันเป็นสายแห่งปัญญา ไม่ประมาทไปใน ฝ่ายตึงหรือฝ่ายหย่อน ฯ. [47]

น.222 ตามที่เป็นจริงนั้น “ตัวเรา" ไม่มี ที่รู้สึก เอาเอง ว่ามี ก็คือ เบญจขันธ์ หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า " กายกับจิต " หรือเรือกับนายเรือ เท่า นั้น, นายเรือ ก็ไม่ใช่เรา, เพราะแม้มันจะได้ ถึงเกาะ คือพระนิพพานนั้นหรือไม่ก็ตาม มันยัง คงไม่อยู่ในอำนาจ ของใคร รังแต่จะ แตกดับไป เป็นธรรมดาของมันเท่านั้น ฯ. [48] เกาะ หรือพระนิพพาน ที่นายเรือหรือจิตลุ ถึงนั้นเล่า ก็สักว่าเป็นเกาะหรือพระนิพพานของ ตัวสิ่งนั้นเอง รับรู้กับใครไม่ได้, เพราะฉะนั้น จึงจะถือว่าเป็นเราไม่ได้. เหมือนแสงสว่าง คือถ้าเราเปิดหน้าต่าง มันก็สาดส่องเข้ามาให้เรา

น.223 ๒๑๔ คติธรรม บีดเสีย ก็มืดอีก, แต่แสงสว่างนั้น ก็คงเป็น แสงสว่างอยู่นั้นเอง ฯ. [49] สิ่งใดควรถือว่าเป็นตัวตน สิ่งนั้นนอกจากจะ ต้องไม่รู้จักแตกดับ ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นแล้ว, ยัง จะต้องอยู่ในบังคับและรับรู้อะไรกันได้. นี่ เมื่อมีแต่สิ่งทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นไปตามเรื่อง ของต้นเหตุของตัวมันเอง หรือไม่อยู่ในอำนาจ ของใครและรับรู้อะไรแก่ใครไม่ได้ดังนี้ มันก็ไม่ มีตัวตนแม้กระทั้งพระนิพพาน. ถ้าขึ้นมี เพราะ อำนาจความรู้สึกบางชนิด นั้นก็หาใช่ตัวตนอันแท้ จริงไม่ ยังเป็นฝักฝ่ายแห่งอวิชชาอยู่ดี ฯ. [50]

น.224 เบญจขันธ์ คือกายกับใจ กลุ่มใด ยังมี อวิชชาอยู่ เบญจขันธ์กลุ่มนั้นก็มีอุปาทานอันเป็น เหตุให้ยึดถือตัวเองว่าเรา เราเป็นเรา ฉันเป็น ฉัน ฯลฯ เป็นต้น " เรา " จึงคงอาศัยมีอยู่ ได้ แต่ในกลุ่มเบญจขันธ์ที่ยังมีอุปาทานเท่านั้น. เบญจขันธ์ชนิดที่ยังมีอุปาทานนี้ ยังสัมผัสไม่ได้ กับพระนิพพานจึงต้องเต็มไปด้วยทุกข์ กลิ้ง เกลือก กระเด็นกระดอนไปในวัฏฏสงสาร อัน สูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ระเกะระกะไปด้วย สิ่งเสียบแทงเผาลน ฯ. [51] เบญจพันธ์ใด ภายหลังจากได้ช่วยตัวมันเอง ด้วยการ ปฏิบัติธรรม เป็นเบญจขันธ์ที่อวิชชา

น.225 ๒๑๖ คติธรรม และอุปทานตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกว่า " เรา" ในเบญจขันธ์นั้น. เบญจขันธ์นั้นจึง เหมาะพอ สำหรับการ สัมผัสกันเข้ากับพระนิพ- พาน, มันจึงได้รับรส คือความเยือกเย็นแสนที่ จะเย็น ของพระนิพพาน จนกว่า เบญจขันธ์ กลุ่ม นั้นเอง จะแตกดับไป อย่างไม่เหลือเชื่ออะไรไว้ สำหรับ การเกิดอีก ตามธรรมดา ของความเป็น สังขารของมัน ฯ. [52] การปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " อริยมรรคมีองค์แปด " นั้น เป็นตัวทางให้ถึง พระนิพพาน. เราท่านทุกคน ขณะนี้จะยังอยู่ ห่างไกลต่อพระนิพพานเพียงใดนั้น ยากที่ผู้อื่นจะ

น.226 รู้แทนกันได้ นอกจากตัวเราเอง . เหตุนี้ท่าน จึงกล่าวไว้อย่างน่า จับใจ ว่า "ธรรมทั้งหลาย กระทั่งถึงพระนิพพานเป็นที่สุด นั้น เป็น " สันทิฏ ฐิโก” คือของใคร ใครเห็น " ดังนี้. สำหรับ ในที่นี้ สามารถเพียงแต่ขอยืนยันว่า ทุกคนมีจุด หมายปลายทาง อยู่ที่พระนิพพานเท่านั้น ฯ.[53] - 0 -

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต