น.227 คติธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ หมวดว่าด้วย ชีวิต กับ นิพพาน
น.228 ศุภมัสดุ การมองชีวิต ตามแนวที่มันเป็นจริงโดยเฉพาะ เท่านั้นที่จะทำคนเราให้ดูถึง "สภาพอันเป็น ความหลุดรอดจากปวงทุกข์ - สำหรับชีวิต" คือ นิพพานได้ ฯ. [1] ชีวิต หรือ ความเป็นอยู่ ของคนเรานั้น เมื่อมองในฐานะที่เป็นความจริงแล้ว ก็คือ "ดวง ไฟ" ชนิดหนึ่ง ที่กำลังลุกโพลงอยู่. และชั่ว ขณะที่กำลังลุกโพลงอยู่ เหมือนกับดวงไฟตาม ธรรมดาทั่วไปนั้น เหมือนกัน ฯ. [2] "ดวงไฟ " กล่าวคือ ชีวิต หรือความที่ เรายังเป็น ๆ อยู่ในขณะนี้ มันเป็นเพียงความไหล
น.229 วียน ของนามธรรม คือจิต และการเคลื่อนไหว ไปตามของส่วนที่เป็นร่างกายอันประกอบขึ้นด้วย วัตถุธาตุส่วนย่อย ๆ นานาชนิดเท่านั้น ฯ. [3] ตาม นัยะแห่งปรมัตถธรรม การชี้ตัวชีวิต ตรงไปยังภวังคจิตนั้น เป็นการตรงตัวแท้ เพราะ ภวังคจิตนั้น คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป - เกิด ขึ้นตั้งอยู่ดับไป-เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ฯลฯ ของ นามธรรมชนิดหนึ่ง อย่างถี่ยิบ จนเรารู้สึกว่ามัน มีก้อนเดียว ดวงเดียว โชติช่วงอยู่ ฯ. [4] ดวงชีวิตของคนเรา ที่กำลังลุกโพลงอยู่ ก็ คือจิต. ตัวจิตเฉย ๆ หรือภวังคจิตนั้น ลุกโพลง อยู่อย่างเงียบ ๆ สม่ำเสมอในภายใน ไม่รู้จักหยุด
น.230 ตลอดเวลาที่เรายังไม่ตาย แม้ในเวลาหลับ หรือ สลบไป ก็ยังลุกไหลไปเช่นนั้น ฯ. [5] ไฟธรรมดา ก็ตาม ความโชติช่วง ลุกสว่าง ตรงไส้ในหลอดไฟฟ้า ก็ตาม ภวังคจิต หรือดวง ชีวิตก็ตาม เป็นพวกสังขตธรรม คือเป็นสิ่งที่ สำเร็จขึ้นจากสิ่งอื่นหลายสิ่งประกอบกัน มันจึง มีอยู่หรือโพลงอยู่ อย่างที่เป็นของลวงตาด้วยกัน ทั้งนั้น ฯ. [6] จิต ทำการคิดนึกรู้สึกได้ เพราะเกิดจากมี กำลังงานอันใดอันหนึ่งเข้ามาแทรงแซงความไหล อย่างสม่ำเสมอเรียบ ๆ ของภวังคจิตนั้น. กำลัง งาน หรืออาวัชชนจิต ที่เข้ามาตัดชั่วคราวนั่น
น.231 อง คือที่เราเรียกกันว่าความคิด หรือความรู้สึก ของจิต ฯ. [7] เมื่อภวังคจิตถูกกระชากให้แปรรูปไปตามควร แก่กำลังงานรายนั้น ๆ คราวหนึ่ง ๆ แล้ว ก็จะ กลับคืน สภาพเดิม คือกลับมาไหลเป็นระเบียบ สม่ำเสมอต่อไปอีก และจะเป็นอยู่อย่างนั้น จน กว่าจะถูกกระชากครั้งใหม่ แม้ว่ากำลังงานที่มา ทำการกระชากนั้น จะส่งทยอยกันถี่ยิบติดต่อกัน นานสักเท่าไร พอขาดตอนไปเมื่อใดก็จะกลับมา ไหลและเป็นไปอย่างปกติต่อไปใหม่ ฯ. [8] กำลังงาน หรือที่เรียกชื่อว่า อาวัชชนจิต เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นในจิต เช่น
น.232 นี้ มันจึง ไม่ใช่ ตัวจิต หรือตัว ชีวิตอัน แท้จริง. ตัวชีวิตที่โพลงอยู่ หรือตัวภวังคจิตนั้นเอง เป็น ตัวที่ถูกโพลง หรือไหลเวียน อยู่ในตัวเองอย่างไม่ ขาดสาย จนตลอดชาติ ฯ. [9] หากไม่มีภวังคจิต หรือตัวชีวิตนี้แล้ว ความ คิด หรือความรู้สึก ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มี อะไรจะเป็นตัวถูกกระชาก ให้แปรรูปไป, เมื่อ ความคิดนึกไม่มี การเคลื่อนไหวของกายและ วาจา ก็มีไม่ได้ นั่น คือการไม่มีชีวิต ฯ. [10] การไหลอย่างสม่ำเสมออันเป็นตัวภวังคจิต เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่ติดเครื่องเตรียมพร้อม อยู่ เหลือแต่ จะมีการ ผลักดัน บังคับ หรือเข้า
น.233 กียร์ต่อเอากำลังเครื่องยนต์ไปใช้เท่านั้น. หาก มีการกระชากภาวะที่ไหลตามปกติของจิตเมื่อใด นั้นก็เหมือนการ ต่อนำ กำลัง เครื่องยนต์ ไปหมุน เพลาหมุนล้อ ใช้งานต่าง ๆ นั้นเอง ฯ. [11 ดวงชีวิต จะลุกเป็นดวงขึ้นได้ ก็เหมือนกอ ไฟทั่ว ๆ ไป คือต้องมีการจุดหรือผู้จุด. อวิชชา ความมืดบอด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นผู้จุด ให้ดวงชีวิตนี้ ลุกโพลงขึ้น ๆ. [12 อวิชชา ที่เป็นผู้จุดให้ไฟ คือดวงชีวิตลุก โพลงขึ้นนี้ เป็นการขาดความรู้ ความไม่มีความ รู้ ความไม่อาจจะรู้ ชนิดที่เป็น อย่างเดียวกัน หรือทำนองเดียวกัน กับอวิชชารายที่ทำให้ต้อ
น.234 มีการไหลเวียนไม่รู้จักจบจักสิ้นในปรมาณูหนึ่ง ๆ นั้นเหมือนกัน ฯ. [13] คนธรรมดาปุถุชน ซึ่งเป็นดวงใจ ดวงหนึ่ง ๆ นั้น ถึงแม้จะมีความรู้ ก็มีแต่ความรู้ที่ผิด จึง ได้หมุนเวียน เพราะว่าที่ไม่มีความรู้อย่างถูกต้อง หรือมีความรู้ที่ผิด ๆ นั้น ก็เป็นอวิชชาเหมือนกัน คือมีผลเท่ากัน เป็นอันเดียวกันนั่นเอง ฯ. [14] ไฟที่จะลุกได้ ต้องมีเชื้อ สำหรับจะได้จุดให้ ลุกขึ้น ดวงชีวิตจะถูกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่านาม ธาตุ เป็นเชื่อให้อวิชชาทำการจุด. นามธาตุ นี้ คือธรรมชาติที่เป็นปรากฏการณ์ ชนิดหนึ่ง เมื่อยังไม่ถูกจุด มันก็คงยังไม่สุกโพลงเป็น " ดวง
น.235 ๒๒๘ คติธรรม ไฟชีวิต" ขึ้น ฯ. [15] นามธาตุ และรูปธาตุ เป็นสิ่งที่มาจาก "อภิ- สังขาร " หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "สังขาร " และ สังขาร อันนี้ มาจาก อวิชชาอีกเหมือนกัน. ความไม่รู้กล่าวคืออวิ ชชาให้เกิดสังขารหรือ อำนาจ พิเศษ อัน หนึ่ง อันมีปฏิกิริยาสามารถให้ เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น, ในที่นี้สิ่งที่ผลิตออกมานั้น คือนาม ธาตุกับรูปธาตุ, โดยเฉพาะนามธาตุนั้น นับว่ายังเป็นชั้นที่ยังดิบหรือหลับอยู่ อวิชชาต้อง ทำการ จุดอีก ทอดหนึ่ง จึงจะลุกโพลง เป็นดวง ชีวิตขึ้น ฯ. [16]
น.236 เมื่อ นาม ธาตุ มีขึ้น แล้ว รูปธาตุ มีขึ้น แล้ว อวิชชาก็จุดนามธาตุหน่วยหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง ให้ ลุกโพลงเป็นดวงชีวิตขึ้น ซึ่งมีรูปธาตุอันละเอียด ประณีตที่สุด เป็นที่ตั้งอาศัย เหมือนพื้นแผ่นดิน เป็นที่ตั้งของกองไฟฉะนั้น ๆ. [17] กองไฟจะลุกได้ ต้องมีสิ่งเกื้อกูลช่วยเหลือ เช่นอากาศเป็นต้น ดวงไฟชีวิต ก็มีผลกรรมบาง อย่างช่วยสนับสนุน. ผลกรรมนี้ คือปฏิกิริยา ที่เป็น ผลเกิด ออก จากการ เคลื่อนไหว เปลี่ยนตัว แปรสภาพของดวงไฟชีวิตนั้น ในขณะที่ผ่านไปๆ เป็นระยะ ๆ นั่นเอง ฯ. [18]
น.237 ๒๓๐ คติธรรม กองไฟที่จุดแล้ว จะถูกโพลงเรื่อยไป ต้อง มีการคอยเลี้ยง หรือผู้เลี้ยง, ดวงไฟชีวิต มีผู้ เลี้ยง คือตัณหาสาม ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากอวิชชา อีกนั่นเอง, คือทำหน้าที่รับมอบจากอวิชชาผู้จุด มาเป็นผู้ดูแลเลี้ยงกองไฟสืบไป ๆ. [19] ดวงชีวิต ซึ่งถูก จุดขึ้น จากนาม ธาตุ โดย อวิชชา นี้ เมื่อมีตัณหาทั้งสามประการ ทำการ หล่อเลี้ยงสืบเอาไว้ มันก็โพลงลุกอยู่ได้ โดยที่ ตัณหาเหล่านั้น เพิ่มเชื้อฟืนใหม่ ๆ และแปลก ๆ กัน ให้มันเสมอ ฯ. [20] ชีวิตของคนเรา มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นเครื่องโหม ดวงไฟให้โพลงเป็นพิเศษ เป็น
น.238 คราว ๆ เช่นเดียวกับเอาน้ำมันสาดใส่กองไฟ. ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ทำ ให้ม่อยหรี่ลงเป็นคราว ๆ เช่นเดียวกับเอาน้ำพรม ลงที่กองไฟ ฯ. [21] การลุกโพลงใหญ่โต แล้วก็ม่อยหรี่ สลับ กันไปเรื่อย ๆ ของดวงไฟแห่งชีวิตนี้ ย่อมมีและ เป็นไปอย่างไม่สิ้นสุด เพราะมันแล้วแต่ตัณหาที่ มีอยู่นั้น, และ แทนที่จะให้เกิดความรู้สึกเบื่อ กลับเป็นการ ทำให้เกิดรสชาติเป็นของใหม่ อยู่ เสมอ ไม่ทำให้ เบื่อหน่ายได้ ด้วยอำนาจการ สับเปลี่ยน ต่อเติมเพิ่มเอาไว้นั่นเอง, ไฟชีวิต ซึ่งดับลงไม่ได้ ตลอดเวลา ที่มีตัณหาเป็นผู้คอย
น.239 ๒๓๒ คติธรรม หล่อเลี้ยงอยู่ ฯ. [22] ดวงไฟคือชีวิตนี้ บางคราวต้องเปลี่ยนที่ตั้ง อาศัยคือรูปกายเพราะรูปกายอันเก่า ไม่สามารถ เป็นที่ตั้งอาศัยต่อไป ก็จำต้องมีการโยกย้าย, ใน ระหว่างโยกย้ายนี้ เปลวโพลง ของชีวิตย่อมไม่ ปรากฏ จนกว่าจะโยกย้ายเสร็จ คือชุมนุมพร้อม กันเป็นกองใหม่ขึ้น. นี้ คื อที่เราเรียกกันว่า การตายของมนุษย์ ฯ. [23] ที่คนเราเรียกกันว่า การตาย นั้น หาใช่ การดับสนิทของดวงไฟแห่งชีวิตไม่, เพราะนาม ธาตุยังเหลืออยู่เป็นเชื้อไฟ สำหรับจะได้จุดเป็น กองใหม่ในที่อื่น, ตัณหา ซึ่งกลายตัว มาจาก
น.240 อวิชชา ' และได้ทำหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงไฟมาแต่ชาติ ก่อนนั้น ก็ยังจะกลับตัวเป็นอวิชชา รับหน้าที่จุด ให้ลุกเป็นเปลวขึ้นใหม่ และต่อจากนั้น จะเป็น ผู้หล่อเลี้ยง เฝ้าดูกองไฟ อย่างเดียวกันกับที่เป็น มาแล้วทุก ๆ ชาติ นั้นอีก ฯ. [24] การเปลี่ยนที่ตั้ง หรือย้ายที่ ให้มีการจุดและ ลุกโพลงขึ้นอีก ในคราวหนึ่ง ๆ นั้น ย่อมจะเป็น ไปอย่างนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่อย ๆ ไป. ตลอด เวลาที่ยังไม่ถูกทำลายเพียงใด เชื้อไฟ ผู้จุด ผู้ บำรุงเลี้ยง และสิ่งสนับสนุนก็ ยังสัมพันธ์กันอยู่ และลุกโพลงเรื่อย ๆ ไปตามเรื่องราวและโอกาส ของมัน. ระหว่างนี้โพลงครั้งหนึ่ง เราเรียก
น.241 ๒๓๔ คติธรรม ว่าชาติหนึ่งโดยสมมติ ฯ. [25] การจุดโพลง และเป็นไป - จุดโพลงแล้ว เป็น ไป แต่ละครั้งอันเรียกว่าชาติที่หนึ่ง ที่สอง ที่ สาม ที่สี๋ ฯลฯ นี้ การโพลงของมัน หาเหมือน กันไม่ ย่อมแปรรูปไปต่างๆ กัน ซึ่งตามธรรมดา มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น ฯ. [26] การโพลงครั้งนี้ กับครั้งต่อไป หรือที่เรียก ว่าชาตินี้ กับชาติหน้า ของคนเรา ไม่เหมือนกัน และจะดีขึ้น ๆ นั้น เพราะว่าอวิชชา ตัณหา และ ผลกรรม ที่สัมพันธ์กันอยู่กับดวงไฟแห่งชีวิตได้ แปรเปลี่ยน เช่นกลายเป็นมีความรู้ขึ้น อยาก น้อยลงหรือเปลี่ยนรูปไปในทางบริสุทธิ์ขึ้น, ผล
น.242 กรรมก็เปลี่ยนไปตามการกระทำของอวิชชา ตัณหานั้น ๆ ; เมื่อคราวที่ต้องมีการจุดกองไฟ ย้ายที่แห่งใหม่ นามรูปครั้งใหม่ ก็ย่อมแปลก ไปตาม จึงไม่เหมือน กับการจุดให้ ลุกโพลงขึ้น เมื่อครั้งก่อน ๆ ฯ. [27] นามรูป อวิชชา ตัณหา ผลกรรม ยังจับ กลุ่มกันได้อยู่เพียงใด การโพลงขึ้นครั้งใหม่ หรือที่เรียกว่า ชาติใหม่ ก็ยังคงมีอยู่ เพียงนั้น, เมื่อใดอวิชชาแห่งนามรูปสายใดได้ดับลงสนิท นั่นแหละ จะเป็นอวสานของนามรูปสายนั้นเอง ซึ่งเราเรียกกันว่านิพพาน ฯ. [28]
น.243 ๒๓๖ คติธรรม ชีวิตนี้ เป็นเพียงความโพลงแห่งความประ- ชุมพร้อมของ อวิชชา นามรูป ตัณหา กรรม เหล่านี้ เท่านั้น. การ แตกแยก กัน ชั่วคราว หรือย้ายไปช่วยกันปรับปรุงสำนักงานสำหรับ โพลงกันใหม่นั้น เราเรียกว่าการตาย ซึ่งเป็น การงบยอดบัญชีรับจ่ายของการโพลงคราวหนึ่ง ไปในตัวด้วย อันเราเรียกว่า การรับผลบุญผล กรรมในชาติหน้า ตามที่ทำไว้ในชาตินี้ ฯ. [29] ผลบุญผลกรรม ติดไปชาติหน้าได้ ก็เนื่อง จากมันอยู่ที่การเปลี่ยนตัวของอวิชชาหรือตัณหา และการกระทำตามอำนาจอวิชชา หรือตัณหานั้น เอง. เมื่อโพลงหรือเกิดขึ้นมาชาติหนึ่ง ย่อม
น.244 ได้กระทบกระทั่งกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็น ฟืนโหมให้ จนตลอดชาติ, จากการสัมผัสและ เสวยผลอันเกี่ยวกับอารมณ์ เหล่านั้นนั่นเอง ทำ ให้เกิด การ เข็ดหลาบ ความกลัว ความอาย ความรู้ ความรอบรู้ เพิ่มขึ้นตามส่วน นั่นหมาย ถึงว่าอวิชชาเบาบางลง ตัณหา เปลี่ยนไปตาม ความฉลาดที่เกิดขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยไปในทาง ที่ดีขึ้นสูงขึ้น ฯ. [30] การศึกษา ชนิดที่เป็นการจับเค้าเงื่อนขึ้นจาก ภายใน ในตัวชีวิตเองได้เกิดมีเพิ่มขึ้นทุกๆ ชาติ หลายแสนชาติ หรือหลายแสนครั้งแห่งการ โพลง อันเราเรียกกันว่า การท่องเที่ยวใน
น.245 ๒๓๘ คติธรรม สงสารวัฏ ฯ. [31] แม้สัตว์เดรฉาน ก็มีการเพิ่มการศึกษา คือ รับผลบุญผลกรรมของตน ๆ ไปตลอดสาย มัน จึงฉลาดขึ้นทุก ๆ ชาติที่มันเกิด, การโพลงขึ้น ใหม่ครั้งหลัง ๆ ย่อมดีกว่าเก่า มันจึงค่อย ๆ ดีขึ้น จนเป็นคนได้ ในที่สุด เมื่อเป็นคนแล้ว ก็ ค่อยสูง ๆ ขึ้นไป จนนิพพาน ได้ในที่สุด เหมือน กัน ฯ. [32] การเกิดใหม่ในกำเนิดที่ต่าง ๆ กัน เช่นเกิด ในท้องคนท้องสัตว์นั้น เพราะเป็นกฎธรรมชาติ ที่ว่าสิ่งทั้งปวง ย่อมรู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับตัวมัน ได้เสมอ ไป คือ มัน เป็น ฝีมือ ความบันดาลของ
น.246 ธรรมชาตินั่นเอง. นามรูปซึ่งมีความดีความ เลวระดับหนึ่ง ก็จะเลือกก่อปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ ของมารดาที่เหมาะสมกับมัน ฯ. [33] แม้คนเราเกิดในตระกูล ที่สูงได้ ซึ่งนับว่ามี บุญ ก็ยังอาจเป็นคนโง่ คนบอด คนหนวก ได้ เพราะอำนาจบันดาลในนามรูปอันหนึ่ง ๆ นั้น มี อยู่หลายแผนก คือ แผนกที่เพียงแต่ให้เกิดขึ้นก็ มี แผนกบำรุงต่อไปก็มี แผนกส่งเสริมอันอื่น ๆ ก็มี ตัดทอนหรือทำลายเสียทีเดียวก็มี, ในพุทธ- ศาสนามิได้มีหลักตายตัว ว่าสัตว์ต้องเป็นไปตาม อำนาจกรรมอย่างเดียว อำนาจอติพลวเหตุภาย นอก ก็อาจแทรกแซงได้ ซึ่งจัดเป็นกรรมเหมือน
น.247 ๒๔๐ คติธรรม กัน แต่เป็นพวกอุปกรณ์ ฯ. [34] การดับสนิทของดวงชีวิต ในระยะแรก ก็ คือการที่อวิชชา ตัณหา กรรม ถูกทำลายลง หมดด้วย อำนาจ อริยมรรค ญาณอัน สูงสุด ยัง เหลืออยู่ แต่ซาก คือนามรูป ซึ่งดับ เย็นสนิทแล้ว นี้เรียกว่าหมดเชื้อหมดเปลว หมดความร้อน ตรงกับการลุถึง นิพพาน ของพระอรหันต์ ขีณาสพี ที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นเอง ฯ. [35] ในการที่ดวงชีวิต ได้ดับลงสนิทแล้ว แต่ก็ยัง เหลือซาก คือองค์พระอรหันต์ที่ยังเป็น ๆ อยู่นั้น ก็เพราะว่า ชีวิตที่เป็นการ โพลงของนามรูป คือ ภวังคจิต เป็นอย่างหนึ่งต่างหาก, พระอรหันต์
น.248 ไม่มี ความลุกโพลงของนามรูป หรือภวังคจิตนี้ เลย ฯ. [36] การที่พระอรหันต์ท่านยังคงหิวระหาย ยังดู รูปรู้จัก ฟังเสียงได้ยิน เป็นต้นนั้น เพราะงาน เป็นของซากเถ้าถ่านที่เหลืออยู่ และยังคงทำงาน นี้ไปได้ ไม่ต้องอาศัยกำลังหนุนหรือกำลังดัน ที่ เป็นความโพลงของชีวิต ฯ. [37] เรือที่แล่นมาโดยเร็ว แม้ยกพายเสีย ก็ยัง มีซากของกำลังงานเหลืออยู่ ; พระอรหันต์ ได้ แล่นจี๋มาในวัฏฏสงสาร เป็นอเนก ชาติแล้ว มี ความเคยชินอย่างยิ่งมาแล้ว แม้คราวที่หมด ความลุกโพลงแล้วด้วยอำนาจอรหัตตมรรค ซึ่ง
น.249 ปรียบเหมือนยกพายแล้ว, ซากคือนามรูปที่ยัง เหลืออยู่อย่างเย็นสนิทแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีก ฯ. [38] การรับประทาน การเห็นรูป ฟังเสียง ฯลฯ และแม้ การทำคุณ ประโยชน์ แก่สัตว์โลก เช่น เที่ยวสั่งสอนเป็นต้น ของพระอรหันต์นั้น แม้จะ ดูคล้ายกับการกระทำ ของคนธรรมดา มากก็จริง แต่มันแตกต่างกันลิบ ในการที่ไม่มีเจตนา ไม่มี ความโพลงอันใดที่เหลืออยู่สำหรับให้อยาก ด้วย ความรู้สึก ว่านั่น มันเป็น หน้าที่ ; ท่านอยู่เหนือ ความมีหน้าที่เสียแล้ว และไม่แปลกกันเลย ใน ระหว่าง ที่ท่านได้ฉัน หรือไม่ได้ฉันอาหาร ,
น.250 ระหว่างการดับหรือไม่ดับของเบญจขันธ์ ฯ.[39] พระอรหันต์ ท่านดับเย็นสนิท เพราะอวิชชา ดับ ความรู้สึกว่าตนหรือชีวิตก็ดับ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมือวิชชาเป็นต้นตอก็หมดไป ดับไป โดย ไม่มีเหลือแท้จริง, ส่วนร่างกายของท่าน ที่แม้ จะยังเหลือ เป็นซากอยู่ ก็หมดเหตุหมดปัจจัยที่ เป็นภายใน (เช่นอวิชชาตัณหา) แต่ปัจจัยภาย นอก เช่นข้าวปลาอาหาร ยังมีแวดล้อมอยู่ และ มันจะยังคงเป็นกายอยู่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาที่ไม่ อาจแวดล้อมได้ตามกาลเวลาและตามธรรมชาติ คือการแตกทำลายแห่งกายนั้นเอง ฯ. [40]
น.251 รือที่ยกพายแล้ว ยังแล่นไปด้วยแรงที่เหลือ มาก่อน ตามแต่จะได้, ครั้นหมดแรงนั้นแล้ว ก็ จะต้อง หยุดลงเอง แม้ยังมีน้ำให้แล่นไปได้อยู่ นี้ฉันใด, ร่างกายของพระอรหันต์ก็ฉันนั้น ; เมื่อ ใด "กำลังงาน" ชนิดที่มีเหลือ หมดลง ถึง แม้ข้าวปลาอาหารยังคงมีอยู่ กายของท่านก็ต้อง แตกดับ หรือหยุดสนิท ลงถึงความแยกสลายเป็น ธาตุหรือเป็นธรรมชาติไปตามเรื่องของกาย เช่นเดียวกับกายของคนอื่น ๆ . [41] ดวงชีวิต ลุกโพลงขึ้นมาได้ และจะโพลง อยู่ไปเป็นชาติ ๆ ตลอดสายสังสารวัฏ จนกว่าถึง ที่สุดคือรู้จักต้องการความรอดพ้น หรือกล่าวอีก
น.252 อย่างหนึ่ง ก็คือต้องการนิพพาน. แต่การ นิพพานที่ชีวิตต้องการนั้น ก็คือ ความ ดับ สนิท ของชีวิตดวงนั้นเสียเอง, ฉะนั้น จึงกล่าวได้ ว่า ชีวิต มีความดับของชีวิต เป็นที่มุ่งหมาย ที่ต้องการนั่นเอง ฯ. [42] ตามสัญชาตญาณของปวงสัตว์ หรือที่เรียก ว่าชีวิตนั้น ย่อมรู้สึกว่า ตัวเอง เป็นตัวตน เสมอ จึงต้องการที่จะได้ ต้องการที่จะมี ต้องการที่ จะเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่เสมอ จนความ ต้องการอันนี้แหละ กลายเป็นตัวเอง หรือคือ ตัวมันเองไป. มัน จึง ลุกเป็น " ดวงไฟแห่ง ชีวิต " อยู่ได้ ในตัวมันเอง ด้วย ตัวมันเอง
น.253 พื่อตัวมันเอง ฯ. [43] ดวงชีวิตนี้ คือกลุ่มแห่งความอยาก ความ ทำตามที่อยาก และความเสวยผลที่ทำได้ ตาม ที่ อยาก อันจะเป็นเหตุให้อยากอย่างอื่น ซ้ำอีกต่อ ไปใหม่. ของทั้งสามอย่างนี้ ยังจับกลุ่มกัน ติด อยู่เพียงใดแล้ว, ไฟคือชีวิต ก็จักลุก โพลง ๆ อยู่ได้ และหมุนตัวเรื่อย ๆ ไป อยู่ เพียงนั้น ๆ. [44] ตัวชีวิต ถ้าว่าตามความจริงกันแล้ว คือ ตัวความไม่เป็นอิสระ ความดิ้นรนไปอย่างหลับ- ตา ความต้องวิ่งก่อนไปไม่มีเวลาหยุดนิ่ง ความ
น.254 จำใจ จำต้อง แสดง ละคร แห่ง ชีวิต อยู่เสมอ, เพราะตัวที่ต้องทำหน้าที่ อย่างนั้น นั่นแหละ คือ ตัวมันเอง; เพราะฉะนั้น ตัวที่มีอยู่จริง ๆ นั้น ก็คือความทุกข์ นอกจากความทุกข์แล้ว หามี อะไรเป็นตัวอยู่ไม่ ฯ. [45] ตัวชีวิต คือตัวความลุกโพลง ๆ ของกลุ่ม กลุ่มนั้น. ตัวความลุกนั้นๆ ก็คือตัวความทุกข์ หรือตัวความทนทรมาน ไม่มีอิสระหรือรอดพ้น. ฉะนั้น ตัวความสุข หรือความรอดพ้น จึงคือ ตัวความหยุดลุกโพลง ๆ นั้นเสีย ฯ. [46] ตัวความลุกโพลง ๆ ที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือ ตัวความรู้สึกที่ลุกอยู่ว่า "ตัวเรา " " นี่แหละ
น.255 ๒๔๘ คติธรรม คือตัวเรา " "นี่แหละของเรา " "ตัวเราจะ เอาอย่างนั้น - จะเอาอย่างนี้," รวมความว่า ตัวเรา ก็คือ "ตัวความลุกแห่งความทุกข์ ใน ตัวมัน เอง อยู่ โพลง ๆ " นั้นเอง ไม่มี เรา อื่น นอกจากนี้ คือมีแต่ก้อนที่ลุกโพลงอย่างปั่นป่วน อยู่ก้อนหนึ่ง และในก้อนนั้น มีความรู้สึกตัวเอง ว่า อัต ตา - อัต ตา หรือ ตัวเรา - ตัวเรา เท่านั้น ฯ. [47] เมื่อปรากฏว่ามีแต่ความรู้สึกว่า " ตัวเรา " อยู่ในตัวเองชั่วเวลาที่ลุกโพลง ๆ เท่านั้น ไม่มี ตัวอื่นใดนอกจากนี้ มีแต่กลุ่ม ธรรมชาติ ที่จับ กลุ่มรวมตัวลุกขึ้นชั่วขณะอย่างนี้แล้ว. ใคร
น.256 เล่าจะเป็นตัวหลุดพ้น หรือเป็นตัวเจ้าทุกข์ ที่ ขอร้องพ้นทุกข์ ? ใครมาจากไหนเล่า ที่จะเป็น ตัวลุนิพพาน ฯ. [48] ที่แท้ สิ่งที่จะมีได้ ก็แต่เพียงสองสิ่งเท่านั้น คือกลุ่มทุกข์ที่ลุกโพลง ๆ อยู่กับความดับสนิทไป แห่งกลุ่ม ๆ นั้น เท่านั้นเอง ไม่มีตัวคนผู้ทุกข์ หรือตัวคนผู้ทำการดับทุกข์เลย, ส่วนที่เรารู้สึก กันว่ามีอยู่ในเวลานี้ นั้นคือตัวกลุ่มทุกข์ที่ลุกโพลง อยู่ต่างหาก ฯ. [49] ความลุกโพลง ๆ ของดวงชีวิต คือตัวความ รู้สึกนี้เอง เมื่อความรู้สึกมีหลายอย่าง นั่นก็คือ
น.257 ลุกก็มีหลายอย่าง. เมื่อรวมตัวกันเข้า เป็นก้อนหรือกลุ่มแห่งความลุก มันก็คงลุกอยู่ได้ และชั่วเวลา หรือตลอดเวลา ที่ความรู้สึกซึ่ง เป็น ความ หลง อัน นั้น ทำ การ หล่อ เลี้ยง เอา ไว้ ฯ. [50] กลุ่มชีวิตนี้ มันไม่มีตัวตนมาตั้งแต่ ต้น มือ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เป็นเพียงจิตทำหน้าที่รู้สึก สิ่งต่าง ๆ ตามแต่ที่มากระทบมัน และเป็นเพียง ของที่มีชั่วขณะ ๆ แต่ถี่ยิบจนติดกัน มีความรู้สึก หรือสำคัญตัวเองว่าเป็น ‘ตัวตน’ เป็นของประ จำพร้อมกันไปในตัว จึงเป็นตัวความทุกข์เสีย เองเสร็จ ฯ. [51]
น.258 ความจริง ผู้เป็นเจ้าทุกข์หามีไม่ มีแต่กลุ่ม ก้อนแห่งความทุกข์ เท่าที่รู้สึก ว่ามีเพราะ เผอิญมีสิ่ง ๆ หนึ่ง ในกลุ่มนั้น มีความรู้สึกได้ และออกรับเอาว่าตัวเองเป็นตัว ทั้งๆ ที่ตัวก็เป็น ของที่ลุกโพลงชั่วขณะเหมือนกัน ฯ. [52] ตามจริงแล้ว หามีตัว ผู้ทุกข์ไม่ แต่เรา ยอมให้ว่ามี ก็โดยถือเอาตามความรู้สึกของสิ่ง ที่รู้สึกได้สิ่งนั้น อันรวมอยู่ในกลุ่มก้อนนี้ ทำนอง เดียวกัน เรา ยอม ให้ ว่า มีผู้อยากพ้น ทุกข์ ภายหลังจากที่มันเองรู้สึกสำนึกว่าเป็น ทุกข์ ฯ. [53]
น.259 รู้สึก ที่หลงรู้สึกว่าเป็นตน แล้ว ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ก็รวบถือว่าเกิดขึ้น แก่ตน จนกระทั่งอยากจะออกไปให้พ้นจากทุกข์นั้น มัน หารู้ไม่ว่าการที่จะพ้นทุกข์ได้ ก็คือ " การฆ่าตัว เอง " เสีย คือหมายถึงการดับความรู้สึกว่าตัว ฅน ซึ่งเป็นตัวชีวิตที่ลุกโพลง ๆ นั้นเอง ฯ. [54] การที่ชี้ให้ดับตัวเองนั้น แท้จริงตัวเองไม่มี อยู่แล้ว แต่เมื่อมามีความรู้สึก ขึ้นยึดถือว่าตัว เองมี มันจึงเกิดมีตัวเองขึ้น. การดับตัวเอง จึงคือการดับความสำคัญผิด อันนั้น เท่านั้น และ ต้องให้เป็น หน้าที่ของตัวผู้ที่รู้สึกว่ามีตัวตน นั้นแหละ เป็นผู้ดับ ฯ. [55]
น.260 ก็เมื่อสิ่งที่รู้หรือสำคัญเอา สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตนนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเสียเอง คือเป็นแต่ตัวความโพลง เช่นเดียวกัน อย่างนี้ แล้ว, ความรู้สึกที่อยากจะดับทุกข์ หรือตัวผู้ ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้น ก็ไม่เป็นอะไรอื่นไปได้อีก นอกจากจะเป็นตัวชีวิต หรือตัว ความโพลง อย่าง เดียวกันอีกนั่นเอง ฯ. [56] เมื่อใด "ตัวรู้สึก" ตัวนี้ รู้แจ้งเห็นจริง ว่าตัวมันเองไม่มี เมื่อนั้นตัว มันเอง จะดับลง และนั่นแหละ คือที่สุดแห่งความทุกข์ มันมี ที่สุดแห่งความทุกข์ หรือถึงที่สุดแห่งความทุกข์ ได้ โดยไม่ต้องมีผู้ถึง ด้วยประการฉะนี้ ฯ. [57]
น.261 อะไร ๆ ก็ตาม หากเป็นส่วน อยู่ใน กลุ่ม ที่ ลุกโพลงขึ้นเป็นตัวชีวิตแล้ว ย่อมเป็นเพียงของ ที่ลุก โพลง ๆ ด้วย อำนาจ เหตุ ปัจจัย ปรุงแต่ง ทั้งนั้น, ซึ่งตามความจริงแล้วเราไม่อาจเรียก มันได้ ว่าเป็นตัวตนเลย, แต่มันเกิดเรียกเป็น ตัวตนขึ้นในตัวมันเอง และมันในที่นี้ ก็คือเรา ท่านทั้งหลาย ที่ยังกำลังสำคัญตัวเป็นตัว และ ต้องการความพ้นทุกข์อยู่ในบัดนี้ ทุกๆ คน นี่แหละ ฯ. [58] ความดับสนิทของความทุกข์ จะมีได้ ก็โดย ดับตัวผู้ที่ต้องการจะดับทุกข์นั้นเสีย เพราะว่าตัว ความทุกข์กับตัวผู้ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้น เป็นตัว
น.262 นา ๒๕๕ เดียวกัน, ไม่มีบุคคลผู้ทุกข์หรือผู้อยากพ้นทุกข์ ที่แท้จริง เพราะนั้นคือตัวเดียวกัน กับตัว ความ ทุกข์, และตัวผู้พ้น ทุกข์ที่แท้จริง ก็ไม่มี เพราะนั้นเป็นตัวเดียวกันกับตัวความสลายตัวเอง ของความทุกข์ เท่านั้น ฯ. [59] รวมทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น มีแต่ตัวทุกข์ กับตัว ความทุกข์ที่ดับสลายลงไปอย่างสนิทเท่านั้น ส่วน ตัวบุคคลที่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้นั้น เป็นเพียง "ตัวความหลงใหล ” ที่รวมอยู่ในตัวทุกข์ ใน ฐานะเป็นตัวทุกข์เสียเองด้วยส่วนหนึ่ง. และ "ตัวความหลงใหล" ตัวนี้เอง ที่ได้สร้างตัวเอง ให้เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา ฯ. [60]
น.263 ๒๕๖ คติธรรม ความดับทุกข์จะมีได้ ก็ต่อเมื่อดับตัวความ อยาก หรือ ผู้อยากจะ พ้น ทุกข์เสียได้ เท่านั้น เพราะว่าตัวผู้นั้นเอง เป็นตัวทุกข์ โดยไม่ต้องมี อัตตา ไม่ต้องมีบุคคล ฯ. [61] เมื่อใดความลุกโพลงของชีวิต โดยเฉพาะ คือภวังคจิต อันประกอบด้วยฐานที่ตั้งแห่งอวิช- ชา ตัณหา อุปาทาน และผลกรรม มาดับเย็น ไปด้วยกัน ด้วยอำนาจอรหัตตมรรคญาณแล้ว, เมื่อนั้นก็ยังเหลือแต่ซากเถ้าถ่านคือกาย และตัว ความรู้สึกบางอย่าง ของ กาย ชนิดที่ มิใช่ เป็นตัว ความลุกโพลง ๆ เป็นกิเลส ฯ. [62]
น.264 เมื่อกล่าวตามโวหารธรรมดา ก็คือบุคคลผู้ บรรลุพระอรหันต์แล้ว แต่ยังไม่ตายนี่เอง คือผู้ ที่ยังเหลือแต่เถ้าถ่านไม่มีไฟที่ลุก แต่ดับเย็นสนิท แล้ว. ผู้ที่ "ดับ" แล้วอย่างนี้ คือพระอรหันต์, ผู้ที่เริ่มดับลงบ้างแล้ว คือพระอริยบุคคลขั้นต้นๆ คือ พระโสดา บัน สกทาคามี และ อนาคามี, ส่วนผู้ที่กำลังลุกโพลง ๆ อยู่ คือปุถุชน ทั้งปวง ฯ. [63] ฟังดู ก็อาจเป็นที่ประหลาดใจ แต่ความ จริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ กล่าว คือความดับ ทุกข์ คือการดับชีวิตเสีย และการดับชีวิตชนิด นี้ ไม่ต้องมีการตาย, เพราะตัวชีวิตที่แท้จริง
น.265 ๒๕๘ คติธรรม ย่อมหมายถึงตัว ความโพลง ขึ้น และโพลง อยู่ ของกลุ่มทุกข์. ในโลกนี้ นอกจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ถูกโพลงอยู่อย่างนี้แล้ว ไม่มีอะไรอีก ฯ. [64] ความโพลงขึ้นนั้น ต้องเป็นความโพลงแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมี อวิชชา เป็น ผู้จุด และมีตัณหา เป็นผู้เลี้ยงไฟ คือดวงชีวิตนั้น : มันจุดให้ลุกอยู่โพลง ๆ เช่น เดียว กับเรา จุดไฟ ธรรมดาให้ลุกโพลง อยู่ ซึ่ง เต็มไปด้วย ความ ร้อน. ไฟชีวิต ก็เหมือนกัน ร้อนที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิน ที่กาย และที่ใจ ฯ. [65] ตามธรรมดา ไฟที่กำลังโพลง เราหาความ เย็นมิได้ ฉันใด, ชีวิตที่กำลังโพลง ๆ ก็หา
น.266 ความเย็น มิได้ ฉันนั้น. ฉะนั้น จึงเป็น อัน กล่าวได้สั้น ๆ ว่า ชีวิตคือความทุกข์ มันเป็น อันเดียวกันแท้ ฯ. [66] "ความดับเย็นแห่งชีวิต ก็คือ ความดับแห่ง ความทุกข์, ส่วนความรู้สึก ของ กาย ที่เหลือ เป็นซากอยู่ จะได้รู้สึกรสแห่งความ บรม สุขใน การที่ได้ดับเย็นแล้วนี้ ตลอดเวลาที่มันยังไม่แตก ดับ และเป็นได้ในชาติทันตาเห็นนี้เอง ฯ. [67] ไฟทุกข์ หรือไฟชีวิต ที่เป็นตัวลูกโพลงขึ้น นั้น เป็นสิ่งที่ดับได้ และจะดับได้อย่าง สนิท ทั้งนี้เพราะว่า ตัวความดับเป็นสิ่งที่มีอยู่เอง มี
น.267 ยู่โดยความ เป็น ประธาน ตลอด กาละ และ เทศะ อันไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นของ "ใหม่" หรือเป็น " ปัจจุบัน ” อยู่เสมอ ตลอดอนันตกาล. ตัว ทุกข์ หรือตัวชีวิตต่างหาก เป็นเพียงสิ่งที่จรมา ปรากฏเป็นครั้งคราว ฯ. [68] เมื่อจะกล่าวให้ถูกตรงแล้ว ตัวอวิชชาหรือ ความไม่รู้นั้นเอง จับ กลุ่มกันเข้าแล้วจุดตัวเอง ให้ลุกเป็นดวงไฟหรือดวงชีวิตนี้ ซึ่ง ที่แท้ ก็คือ ดวงทุกข์. ดวงทุกข์นี้มีธรรมดาแห่งความทุกข์ ทรมานในตัวเอง เมื่อความทุกข์สอนให้จนเข็ด- หลาบ หรือฉลาดขึ้นในตัวมันเอง กลายเป็น วิชชาขึ้น จึงได้รู้จักดับความทุกข์ หรือดับตัวเอง
น.268 เช่นเดียวกับที่อวิชชารู้จักจุดตัวเองขึ้น ในตอนต้น นั้นเหมือนกัน ฯ. [69] ตัวความว่างอย่างยิ่ง หรือตัวความดับทุกข์ ไม่มีทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่เองมาก่อนแล้ว ดวง ชีวิตหรือดวงทุกข์ต่างหาก เป็นตัวจรมาปรากฏ ขึ้น-มาตั้งอยู่-แล้วมาสลายตัวดับไปอีก, ส่วน ตัวความว่าง ก็ยังคง มีอยู่ อย่าง เดิม ตลอด เวลา ฯ. [70] เมื่อตัวชีวิต หรือตัวทุกข์ ที่จรมาใหม่ ทำ การสลายตัวดับลงไปนั้น ดูคล้ายกับว่าได้สร้าง ความดับทุกข์ขึ้นใหม่ และทั้งเมื่อดับครั้งใหม่นี้
น.269 ๒๖๒ คติธรรม ตัวความดับก็เข้ารวมกับความดับอันเก่าที่มีอยู่ทั่ว ไป เลยทำให้เกิดเป็นการกล่าวอย่างบุคลาธิษ- ฐานว่า เราเข้า นิพพาน เข้า รวม ใน นิพพาน หรือเข้ารวมกับพระเป็นเจ้า หรืออาตุมันเข้ารวม กับปรมาตฺมัน ฯ. [71] สมมติว่าถ้าโลกนี้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหมด รวมทั้งสสารอื่น ๆ ทั้งหมด เช่นอากาศ ไอน้ำเป็นต้น ทั้งสากลจักรวาลนี้ เกิดดับสลาย หรือดับสนิท กันไป หมด ด้วยเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วอะไร จะเหลืออยู่, เรา ก็จะพบว่าความว่างเหลืออยู่ ฯ. [72]
น.270 ความว่างนี้ มีอยู่ก่อน หรือเพิ่งมี ? ถ้าตอบ เร็ว ๆ หรือชั้นเดียว ก็ต้องว่าเพิ่งมี เพราะก่อน หน้านี้ สิ่งเหล่านี้มันอยู่ มันไม่ว่าง. แต่ถ้า คิดทบทวนหรือหลายชั้นลงไป ก่อนแต่สิ่งเหล่านี้ จะมีขึ้นเล่า มันก็ต้อง คือความไม่มีอะไรนั้นเอง มันต้อง ไม่มีอะไร อยู่ก่อน แล้วจึง มีอะไรขึ้นมา ได้ แล้วจึงกลับไม่มีได้อีกในครั้งใหม่ ฯ. [73] ทุกคน ก็พอจะเห็นได้ว่า ฝ่ายไหนเป็นของ ถาวร ฝ่ายไหนเป็นของชั่วคราว ; " ความมี " เป็นของชั่วคราว ส่วน "ความไม่มี" อะไร นั้น เป็นของถาวรอยู่ตลอดไป, แต่ว่าในขณะที่ เกิด "ความมี ” ขึ้นมาแทรกแซงนั้น " ความ
น.271 ๒๖๔ คติธรรม ไม่มี " ได้หลบตัวซ่อนอยู่หลังฉากแห่งความมี นั่นเอง ฯ. [74] " ความไม่มี ” ที่ซ้อนอยู่กับ " ความมี " นี้ เป็นตัวเดียว กันตลอดสาย อนันตกาล ไม่รู้จัก เกิด ไม่รู้จักดับกับใคร และเป็นของปัจจุบันอยู่ เรื่อย ไม่มีอดีต อนาคต กะใครเป็น ฯ. [75] เราลองบัด ดวงอาทิตย์ ทั้งเสียที่หรือ ความ มืดซึ่งเป็นตัว "ปัจจุบัน" จะปรากฏตัวทันที ไม่จำต้อง สร้างความมืด ชิ้น. ความมืดไม่ ปรากฏตัว ชั่วเวลาที่มีดวงอาทิตย์หรือแสงสว่าง ปรากฏอยู่เท่านั้น แต่มันก็ยังคงมีอยู่ซ้อนอยู่ที่นั้น
น.272 ตลอดเวลา ฯ. [76] “ตัวปัจจุบันนธรรม" ที่เป็นฝ่ายวัตถุ ก็ สามารถรู้ได้ทางอายตนะธรรมดา, ส่วนฝ่ายที่ ไม่มีวัตถุ มีแต่ปรมัตถธรรมอันละเอียด เป็นสิ่ง ที่เราไม่อาจสัมผัสมันได้ด้วยอายตนะ นอกจาก จะสัมผัสได้ด้วยปัญญาอย่างเดียว แต่ก็มีทำนอง คล้ายกัน ฯ. [77] ตัวปัจจุบันนธรรม หรือตัวความว่างไม่มี อะไรอย่างยิ่ง อันเป็นสภาพที่ดับสนิทแห่งความ ทุกข์นั้น มันมีอยู่ทุกเมื่อ รอเราอยู่ทุกเมื่อ สด. ชื่นอยู่ ทุกเมื่อ .. มันไม่ต้อง ตั้งตัวหรือมีตัวอยู่ แต่ก็มีพร้อมอยู่ เพื่อดวงชีวิตนี้ทุกเมื่อ มันเป็น
น.273 มตธรรม เป็นอนันตภาพ คือสิ่งที่ มีอยู่ทุกเมื่อ และ เป็น อสังขตธรรม คือสิ่งที่ อะไรจะไปแตะ ต้องจัดการอะไรกับมันไม่ได้ ฯ. [78] เมื่อใดดวงชีวิตหรือกลุ่มก้อนแห่งไฟทุกข์ไฟ กิเลส มาดับ ลง เพราะ อำนาจ กิเลส คลาย ตัว เพราะ เข็ด หลาบ และเกิด ความรู้ขึ้น จนดวง ชีวิตดับลงได้, สภาพอันศักดิ์สิทธิ์หรือกายสิทธิ์ นี้ ก็ปรากฏ แก่ความรู้สึก ของกาย ที่เหลือเป็น ซาก อยู่ จนกว่ามันจะสลายไปอีกเป็นสิ่ง สุดท้าย ฯ. [79] การดับของจิต หรือดวงชีวิตนี้ เป็นฝ่ายที่ ไม่ใช่วิสัยแห่งวัตถุ ส่วนการดับ หรือการสลาย
น.274 ของกาย เป็นเรื่องของฝ่ายวัตถุ. การดับแห่ง ความทุกข์ หรือไฟ กิเลสนั้น ก็เป็นไป ในกายนี้ ตั้งอาศัยในกายนี้ มีอยู่ในกายนี้ เช่นเดียวกัน กับตัวทุกข์หรือตัวชีวิต ฯ. [80] พระพุทธองค์ ตรัสไว้ เด็ดขาด แล้วว่า ทุกข์ กับ ความดับทุกข์ นั้น พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ ในกายอันยาววาหนึ่ง ซึ่งมีพร้อมทั้งจิตใจนี่เอง. ทุกข์อยู่ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั้น เกิดที่ไหนต้อง ดับที่นั่น. ขึ้นทางไหน ต้องลงทางนั้น ๆ. [81] นิพพาน หรือความดับทุกข์ มีอยู่พร้อมแล้ว สำหรับชีวิตทุก ๆ ชีวิต, เช่นเดียวกับความดับ
น.275 ๒๖๘ คติธรรม รอ อยู่ พร้อม แล้ว สำหรับตะเกียง ทุก ๆ ดวง. แต่เพราะชีวิตยังมืดมน ยังไม่รู้จักความดับอัน นี้ จึงเพลินอยู่ในการโพลง เพราะได้เชื้อใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่เสมอ มันจึงดับลงไม่ได้. เมื่อ ชีวิตกล่าวคือ กลุ่มแห่งไฟกิเลส และไฟทุกข์ ยัง ดับลงไม่ได้ นั้น ย่อมหมายถึงความที่ทุกข์ดับลง ไม่ได้ นั่นเอง ฯ. [82] ความดับ มีรออยู่เสมอ แต่ความทุกข์ไม่เข้า หามันเอง. ไฟชีวิตที่มัวเพลินอยู่กับเชื้อใหม่ ๆ เสมอ มีแต่จะลุกฮือกระพือขึ้น ไม่มีแม้แต่ โอกาสที่จะหรี่ลง เพื่อบรรเทา ความร้อน สำหรับ เป็นช่องให้ได้หยั่งคิดหยั่งทราบ ถึงตัวเองว่าตัว
น.276 เอง คืออะไร - ตัวเอง เกิดมาอย่างไร และอยู่เพื่อ อะไร ด้วยอาการอย่างไร และในที่สุดจะต้อง เป็นอย่างไร เหล่านี้ ไม่รู้ทั้งนั้น. ทั้งนี้เพราะ ชีวิตได้ติด "รสของโลก " อยู่ ฯ. [83] โลก คือชุมนุม แห่งชีวิต. ชีวิตหนึ่ง ๆ ย่อมมีชีวิตมากด้วยกัน เป็นเพื่อนและสัมพันธ์กัน, และ เรียก ชีวิต เหล่านั้นที่ นอกไปจากตัวเอง ว่า " โลก " . [84] ในการสัมพันธ์กัน ในระหว่างชีวิตด้วยกันนั้น ย่อมเกิด รส ขึ้น ต่าง ๆ และ เรียกว่า "รสของ โลก ” ในที่นี้, ชีวิตติดรสของโลกนี้เอง จึงไม่ อยากอย่างใดหมด นอกจากดื่มรสชนิดที่มันพอใจ
น.277 ๒๓๐ คติธรรม เท่านั้น แล้วไฉนจะรู้ถึงความดับเย็นได้ ฯ. [85] ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้ เป็นสะพาน หรือ ทางเดิน ที่ชีวิตนี้จะสัมผัสและติดในชีวิตอื่น หรือ โลก. แต่ก็ เป็น หนทาง ที่จะ ให้เข็ดหลาบ หรือทำให้เกิด วิชชา ความรู้ขึ้น พร้อมกันไปใน ตัว และในที่สุด ถึงกับเกิดความเบื่อหน่าย จน แสวงหาความดับหรือความหลุดพ้นได้ ฯ. [86] ในที่สุด ชีวิตก็โผเข้าหาความดับสนิท ด้วย ความพอใจจริง ๆ เช่นเดียวกับเด็กน้อย ผวาเข้า หาอ้อมอก มารดา ฉะนั้น และนั่น จะมีได้ก็ต่อ เมื่อ ชีวิตรู้จักโลก อย่าง ถูกต้องเสียก่อน การรู้ จักโลก ก็คือการรู้จักตัวเองนั้นเอง ฯ. [87]
น.278 การรู้จักโลก ด้วยการรู้จักสิ่งอื่น นอกไป จากตัวเอง คือ มอง แต่ สิ่งที่นอกตัวเองนั้น จะ ทำให้รู้จักโลกได้ แต่ในแง่ของวัตถุ ไม่อาจทำ ให้เรารู้ตามแง่ หรือตามแนวแห่งวิสัยเหนือวัตถุ คือโลกุดตระ ในฐานะเป็นทางแห่งความดับทุกข์ ได้ ฯ. [88] การรู้จักโลก ในแง่แห่งวัตถุนั้น ทำให้เรา ติด หรือเพลิน อยู่ใน รสของโลกยิ่งขึ้น ไม่รู้จัก สร่าง ส่วนการ รู้จักโลกให้สูงกว่าเรื่องวัตถุไว้ คือตามแนวที่เป็นโลกุตตรวิสัยนั้น ทำให้ไม่ติด แต่จะ หลุด จากโลก เข้าถึง ความดับแห่งความ ทุกข์ได้โดยเร็ว ฯ [89]
น.279 ๒๗๒ คติธรรม การรู้จักโลกอย่างแท้จริงและสิ้นเชิงนั้น จะ เป็นผลให้อยู่ในโลกนี้อย่างเป็นอิสระจากโลก ซึ่ง เรียกว่าโลกุตตระ. เพราะฉะนั้น เราจำต้อง ศึกษาชีวิต ในด้านที่ไม่ใช่เป็นวิสัย ของวัตถุนี้ ซึ่งในที่สุด เราจะได้พบและเข้าถึงตัว "ปัจจุบันน- ธรรม " ที่กำลังรอเรา อยู่ทุกเมื่อ ตลอดเวลา นั้น ๆ. [90] คนเรา อาจศึกษาและรู้จักชีวิตได้ ตามแง่ อื่นอีก หลายแง่ เช่นตามแง่แห่ง อักษรศาสตร์ เราจะรู้จักชีวิต ตามที่คำแปลของศัพท์ ว่าชีวิต คือความเป็นอยู่ ยังไม่ตาย เท่านั้นเอง ซึ่งจะ ช่วยเราได้น้อยเหลือเกิน อย่างมาก ก็ช่วยให้เรา
น.280 รู้จักขวนขวายมากขึ้นเท่านั้น ๆ. [91] ตามแง่แห่งชีววิทยา จะบอกเราว่า ชีวิตนี้ คือความที่เยื่อโปรโตปลาสมุ ยังสดชื่น งอกงาม อยู่ ในตัวเซลล์ทุกตัว ซึ่งกำลังประกอบกันเป็น ร่างกายของเรา. นี่จะช่วยได้ก็แต่เพียงทำให้ เรารู้จักเลือกอาหาร และวิธีรับประทานให้เป็น ประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดที่จะมากได้ หรือ สามารถ บำบัดโรค และบำรุง อนามัย ได้ถูก วิธี เท่านั้น ฯ. [92] ตามแง่ แห่งมนุษย์ วิทยา หรือ สังคม วิทยา เรารู้จักชีวิตในฐานะ เป็นสิ่งที่ จะต้องดำรงตนอยู่ ได้ โดยเนื่องกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น รอบ ๆ ตัวเรา
น.281 ๒๗๔ คติธรรม ซึ่ง จะช่วยให้เรา สามารถ ปฏิบัติ ต่อ ประชาคม หรือต่อ มนุษยชาติได้ ถูกต้อง มีความ สะดวก สบายเท่านั้น ฯ. [93] การรู้จักชีวิต แม้จะ มีแง่ให้ ศึกษา และรู้จัก มากมาย ถ้าหากเป็นไปแต่ในฝ่ายโลกิยะแล้ว จะ ไม่ทำให้เราเข้าถึงความดับทุกข์ได้หมดจดสิ้นเชิง แม้เราจะต้องการ. ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นได้ ว่า สำหรับผู้ที่ต้องการความเยือกเย็นอันแท้จริง สำหรับชีวิตแล้ว จะต้องขวนขวายศึกษาตามแง่ แห่งปรมัตถธรรม. ฯ. [94] ตาม ธรรมดา แม้เราจะยังไม่สามารถละ โลกิยวิสัย ไปได้ในบัดนี้ ก็ไม่ใช่ว่า เราไม่ควรที่
น.282 " ฟังหูไว้หู " ต่อเสียงแห่งปรมัตถธรรมเอาเสีย ที่เดียว. ทั้งนี้ เพราะว่า "ปัจจุบันนธรรม " อันนั้น กำลังรอเราอยู่ทุกเมื่อ เช่นเดียว กับโชค ลาภ กำลัง รอ คน ฉลาด และ ขยัน อยู่ ฉะนั้น ฯ [95] หาก ว่า นักศึกษา บางคน รู้สึกอยู่ว่า การ ศึกษาตามแนวแห่งโลกิยะทางนี้ หมดรส, เพราะ ล้วนแต่ เป็นไปในแนวแห่งความต้องวิ่งว่อนแห่ง จิตใจเหมือน ๆ กันไปหมดแล้ว ก็ไม่มีอะไร ดีไป กว่าที่ เขาเอง จะเหลียว มาจับ การศึกษา ตามแง่ แห่งปรมัตถธรรมนี้ ขึ้นพิจารณาดูบ้าง ฯ. [96]
น.283 ๒๗๖ คติธรรม ในชั่วชีวิตนี้ นี่เอง เราอาจศึกษาเรื่องชีวิต ของเราให้จบได้ กระทั่งถึงฝั่ง โลกุตตรภูมิ ถ้า หาก ว่าเราได้ประคอง ชีวิตนี้ และการศึกษา เรื่อง ชีวิต ของเราไว้ อย่าง ถูกต้อง และไม่ ประมาท ฯ. [97] เราทั้งหลาย ย่อมพบความจริงอันใหม่ด้วย กันทุกคนแล้วว่า ชีวิตนี้ มีที่สิ้นสุด มีที่มุ่งหมาย เป็นอดุมคติ คือ ความปราศจาก ทุกข์โดยหมด จดสิ้นเชิงแท้จริง. ยังอยู่ ก็แต่ว่าเราจะเลือก เอา อย่างไหนเท่านั้น ; จะรีบ ไปเพราะ น่าเบื่อ หรือจะอยู่ก่อน เพราะแสนจะเพลินเพลินดี ๆ.[98]
น.284 ในโลกิยวิสัย มีให้ ก็แต่ความ ลุกโพลง ๆ ส่วนโลกุตตรวิสัย มีให้ก็แต่ความเยือกเย็นแสน จะเย็น โดยไม่ต้องรดน้ำ, เปรียบดังไฟ ให้ แต่ความร้อน น้ำให้แต่ความเย็น ฉันใดก็ฉัน นั้น. แต่การที่จะยังคงลุกโพลง ๆ อยู่ แล้ว ยังต้องการให้เยือกเย็นแท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้ ฯ. [99] " ปัจจุบันนธรรม ” ซึ่งเป็นตัวความหยุด ลุกโพลง ๆ นั้นมีอยู่ทุกเมื่อ และส่งเสียงก้อง ตลอด จักรวาล อยู่เสมอ ว่า " ดูก่อน ชีวิตทั้ง หลาย ! ท่านทั้งหลาย อยากจะดับเย็นสนิท หรือ อยากลุกโพลง ๆ อยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ ? หรือว่า
น.285 ๒๗๘ คติธรรม ท่านยังรับเป็นเพียงหน่วยชีวิต ที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ว่าเหมือนกับดวงไฟที่กำลังมีอะไรหนุนให้ลุกโพลง อยู่ กระนั้นหรือ ? " [100] -0-
Buddhadasa