Buddhadasa.org

คติธรรมของท่านพุทธทาส ตอนที่ ๕ — หมวดว่าด้วย ความน่าอัศจรรย์บางประการของนิพพาน

คติธรรมของท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คติธรรมของท่านพุทธทาส (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.286 คติธรรม ของท่านพุทธทาสภิกขุ หมวดว่าด้วย ความน่าอัศจรรย์บางประการ ของนิพพาน

น.287 ศุภมัสดุ การนำเรื่องพระนิพพานมาปรารภเพื่อให้เกิด ความรู้ความเข้าใจและให้เลื่อมใสในสิ่งประเสริฐ สุด อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรง ประทาน ไว้ สำหรับโลกในฐานะ เป็นยอดของ สิ่งอื่นใด ใน บรรดาสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานไว้ทั้งมวล นั้น คนโดยมากมักมีความเห็นไปในทำนองว่า เป็น สิ่งเหลือวิสัย ก็มี หรือถึงกับว่า นิพพานไม่เกี่ยว ข้องกับมนุษย์ทั่วไปเลย ก็มี ฯ. [1] ถ้าหากว่า มาคำนึงถึงพระพุทธภาษิต หรือ แนวทางอันหนึ่ง ที่พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างมีพระ ประสงค์อันลึกซึ้ง ที่ว่า "พรหมจรรย์ของพระ

น.288 ๒๘๒ คติธรรม ผู้มีพระภาคเจ้า มีความลุ่มลาดเอียงเทไปสู่พระ นิพพาน" ดังนี้แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึก ขึ้นมาได้บ้างว่า ทำอย่างไรเสีย บุคคลผู้ประพฤติ พรหม จรรย์ จะต้องถูก ความลุ่มลาด เอียงเทไป สู่ พระนิพพาน นั้น ผลักไส ให้ไป สู่พระนิพพาน จนได้ ฯ. [2] ผืนแผ่นดินที่มีความลุ่มลาดเอียงเทไปสู่มหา- สมุทรย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำ แน่นอนที่จะไหลลงสู่ มหาสมุทร ฉันใด. คนที่ตกมาสู่กระแสพรหม- จรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในฐานะเป็นพุทธ บริษัท จะเป็นโดยเชื้อกำเนิดของบรรพบุรุษ หรือ โดยการประพฤติกระทำของตนเอง โดยเฉพาะใน

น.289 ปัจจุบันนี้ ก็ตาม ย่อม จะเป็น การ แน่นอนที่จะไหลไปสู่พระนิพพาน ฉันใดก็ฉันนั้น ฯ. [ 3 ] ถ้าคนเรารู้สึกตัวว่าตนถูกความลุ่มลาดเอียงเทคอยบังคับผลักไสไปสู่พระนิพพาน จะเป็นคราวละเล็กละน้อยหรือคราวละมาก หรือแม้จะมีการถอยหน้าถอยหลังในบางครั้งบ้างก็ตาม, แต่ก็แน่นอน ที่จะเข้าไปใกล้ พระนิพพานอย่างเดียวกันทุกคนไม่ช้าก็เร็ว ดังนี้แล้ว ก็พอที่จะให้เกิดความเข้าใจในเบื้องต้น จนมีความกล้าเชื่อกล้าคิดว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่คู่กันมากับคน ฯ. [ 4 ] พระนิพพาน เป็นสิ่งที่คู่ กันมากับคน อย่างไร , เราควรจะย้อนไปพิจารณาเรื่องความเป็นมาแห่ง

น.290 นวความคิดนึกในทางปรัชญาของโลกทั่วไป คือนับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักคิด ในการแสวงสุขสูงขึ้นมาจากที่ อาศัยวัตถุ ได้เริ่มรู้จักปรารถนาสิ่งที่สูงกว่า ดีกว่าในทางฝ่ายจิตใจ และได้พยายามคิดค้นไม่น้อยไปกว่า การคิดค้นเพื่อหาความสำราญในด้านวัตถุ. และในที่สุด ก็ได้พบสูงขึ้นมาโดยลำดับ ๆ , ต่างศาสดาต่างก็บัญญัติ "สิ่งสุดยอดที่ตนค้นพบนั้นว่าเป็น "ความรอดพ้น" ด้วยกันทั้งนั้น ฯ. [ 5 ] จุดมุ่งหมาย สุดท้าย ของทุก ๆ ศาสนา ในปัจจุบันนี้มี " สิ่งสุดยอด " ของศาสนาเรียกกันว่า "ความรอดพ้น " เหมือนกันหมด, แม้

น.291 จะมี ชื่อเรียก โดยพยัญชนะ เป็น อย่างอื่น บ้างในบางครั้ง แต่ สำหรับ ความหมาย แล้ว ย่อมเล็งถึง “ความ รอดพ้น จากปวง ทุกข์" ด้วยกันทั้งนั้น ฯ. [ 6 ] พุทธศาสนา มี "ความรอดพ้น" เรียกโดยชื่อว่า "วิมุติ ” คือ ความพันวิเศษบ้าง, เรียก “‘นิพพาน" คือ ความที่สามารถดับสนิทไปได้ไม่มีส่วนเหลือบ้าง, เรียก "นิสสรณะ " กล่าวคือ การก้าวออกไปเสียได้บ้าง. แม้ในศาสนาอื่น ก็มี “ ความรอดพ้น " ที่มุ่งหมายไปในทำนองเดียวกัน ต่างกันแต่ชื่อเรียก ฯ. [ 7 ]

น.292 ต่ละศาสนา แม้จะมีหลักแสดงเหตุผล หรือชี้แนวทางปฏิบัติเพื่อไปสู่ " ความรอดพ้น " ไว้แตกต่างกันบ้าง ก็ล้วนแต่แสดงอ้างว่า เพื่อให้ถึง “ความรอดพ้น " เป็นจุดที่มุ่งหมายอยู่นั่นเอง - กล่าวคือความรอดพ้นจากทุกข์ หรือ รอดพ้นจากสิ่งอันตนไม่ปรารถนา , ความทุกข์หรือสิ่งที่ตนไม่ปรารถนานั้นจะหยาบหรือละเอียดเพียงใด ก็ย่อมแล้วแต่ปัญญาของตนจะมองเห็น , เมื่อมองเห็นหรือรู้จักขนาดไหน ก็สอนให้หลุดรอดไปสำหรับความทุกข์ขนาดนั้น ๆ ฯ. [ 8 ] มติ ของ พวกพราหมณ์ เวทานตะ ก็ได้แสดงแนวแห่ง "ความรอดพ้น" ไว้โดยนัยที่ไม่แตก

น.293 ต่างจาก พุทธศาสนา ไปเท่าใดนัก. แม้เขาจะได้บัญญัติสิ่งที่มุ่งหมายสุดท้ายนั้นว่า "อาตมัน" ก็ยังแสดง ลักษณะ คล้ายคลึง กันพระนิพพานเป็นอันมาก จะผิดกันก็เป็นส่วนน้อย กล่าวคือ มติ-เวทานตะ แยกถือ " ความรอดพ้น " ขึ้นเป็นตัวเป็นตน ส่วนในฝ่ายพุทธศาสนาได้ปฏิเสธตัวตนเสียโดยสิ้นเชิง ฯ. [ 9 ] มติ ของ ศาสนาอิสลาม ในชั้นปรัชญา โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ของ พวกซูพิสต์ เราก็ยังจะพบคำที่ พ้องกันกับมติเวทานตะ เป็นบทสั้น ๆ ว่า " อันนาล ฮัค ฮัคตูอี " ซึ่งมีใจความว่า " เราก็เป็นพรหม แม้พวกท่านทั้งหลายก็เป็นพรหม "

น.294 ๒๘๘ คติธรรม หมายความว่า ทุกคนมีอาตมันที่ไม่รู้จักเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันหมด กล่าวคือ "ความรอดพ้น " ของอาตมันนั่นเอง เป็นเราเป็นท่านคนหนึ่ง ๆ ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าแล้ว ก็ได้แก่สภาพซึ่งเป็น ความ รอดพ้น จากอำนาจ ของธรรมชาติฝ่าย ที่มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เรียกในพุทธศาสนา ว่า "วิสังขาร " นั่นเอง ฯ. [ 10 ] มติของ นิกาย ปรัชญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุก ๆ นิกายทุก ๆ แขนง กระทั่ง ปรัชญา ที่เกี่ยวกับการเมือง ก็ยังพบอยู่นั้นเองว่า ปรัชญาทุกแขนงมีอุดมคติ มุ่งตรงไป ยังความ รอดพ้น จากสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. ความ

น.295 คิด ของ มนุษย์ ปรากฏ อยู่ที่ อุดมคติ ของ นิกายปรัชญาต่าง ๆ มีสูงต่ำกว่ากันอยู่เป็นลดหลั่น จากต่ำแล้วค่อย ๆ สูงขึ้นมาโดยลำดับ ๆ เหมือนเนินเขาที่สูงซับซ้อนกันขึ้นมาจนกระทั่งถึงยอดเขา ฯ. [ 11 ] มติปรัชญา ที่มุ่งจะให้ รอดพ้นไป จากทุกข์นี้ในชั้นต้น ๆ ก็เป็น " ความรอดพ้น " ในระดับต่ำ ๆ ชั้นง่าย ๆ น่าเอ็นดู เป็นความรอดพ้นในด้านวัตถุร่างกายหรือโลกิยะมากกว่าโลกุตตระแล้วค่อย ๆ สูงและใกล้มาทางโลกุตตระมากยิ่งขึ้น กระทั่งมติเรื่องอาตมันของเวทานตะ และในที่สุดก็มาถึง "ความรอดพ้น " " ของพุทธศาสนาเรา " อันมีชื่อว่า " นิพพาน " ฯ. [ 12 ]

น.296 ๒๙๐ คติธรรม ถ้าเราพิจารณาดู " ความรอดพ้น " ที่ค่อยสูงขึ้นมานั้น โดยละเอียด ก็ย่อมจะเห็นได้ชัดว่า " ความร้อน " เป็นสิ่งแนบชิดอยู่กับความต้องการ ของ สัตว์ โลก ไม่ว่า มนุษย์ หรือเดรัจฉาน. สัตว์ก็ต้องการ รอดพ้นจากสิ่งที่มันไม่ชอบ เช่นเดียวกับมนุษย์ต้องการ. จนเชื่อได้ว่า การต้องการ ที่จะรอด นี้เป็น สัญชาตญาณ ของ ปวงสัตว์ , เป็นมูลฐานแห่งสัญชาตญาณอื่น ๆ ที่เป็นไปเพื่อ จะเอาชีวิตให้รอด หรือเป็นไปเพื่อให้คงมีตัวของตัวอยู่. ฉะนั้น " ความรอดพ้น "จึงอยู่ใกล้ชิดกับความต้องการของสัตว์อย่างชีวิตจิตใจที่เดียว ฯ. [ 13 ]

น.297 เมื่อสัตว์ได้วิวัฒน์สูงขึ้น เจริญในทางความคิดและสติปัญญา และสูงขึ้นเรื่อย จนกระทั่งถึงมนุษย์ จนกระทั่งถึงพุทธบริษัทขึ้นในโลกซึ่งระดับความคิดก็ยิ่งสูงขึ้น. "ความรอดพ้น" ที่สัตว์ชั้นนี้รู้จัก และปรารถนาจึงพลอยสูงขึ้นตามอย่างได้สัดได้ส่วนกัน. ดังนั้น พระนิพพาน จึงเป็นเสมือนสิ่งซึ่งคอยดักขวางทางอยู่ในเบื้องหน้าของสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าวันหนึ่งข้างหน้า สัตว์นั้น ๆ จะมีใจสูงจนถึงรู้จักปรารถนา "ความรอดพ้น" ชั้นสูงสุดนั้นได้ ด้วยเหตุว่าชีวิตนี้เป็นบทเรียนอยู่ในตัว ทั้งกลางวันและกลางคืนแล้ว ฯ. [ 14 ]

น.298 ๒๙๒ คติธรรม มนุษย์เราเมื่อได้ปล่อยให้ความคิดที่จะเอาตัว รอดลอยไปใน กระแส ของเหตุผล ด้วยอำนาจ แห่ง การ รักตัวของตัวแล้ว อย่างไรเสียความคิด ของ " คนที่คิดเป็น " จะต้องแล่น ตรงไปยัง พระนิพพานอยู่เอง. เพราะความสูงของจิตใจ มีทางเดียวนี้เท่านั้น , ทางอื่นจะปิดต้นสำหรับจิต ใจที่ตั้งอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลโดยแท้. อาศัย เหตุ อันเป็น กฎธรรมชาติ อันนี้เอง พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า จึงได้ตรัส ข้อที่ว่า " พรหมจรรย์ใน ศาสนาของพระองค์ มีความลุ่มลาดเอียงเทไปสู่ พระนิพพาน ฯ. [15]

น.299 ความที่พระนิพพานเป็นสิ่งที่คอยดักขวางทาง สัตว์ทั้งหลายอยู่ข้างหน้าเช่นนี้ นับว่าเป็นลักษณะ ที่ น่า อัศจรรย์ อย่าง หนึ่ง ของ พระ นิพพาน เอง. และยังนับได้ว่า เป็นโชคลาภ อันสูงสุดของสัตว์ ทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง. ฉะนั้น การที่จะจับ เอา ปัญหา อันเกี่ยวกับ พระนิพพาน ขึ้นมาวินิจฉัย กันให้จริงจัง จึงเป็น สิ่งที่นับว่าเหมาะสมไม่ผิด กาละเทศะ ฯ. [ 16 ] พระนิพพานเป็นสิ่งที่คู่กันมากับคน จึงอยาก จะยืนยันว่า การศึกษาเรื่องพระนิพพาน ควรจัด ไว้ในฐานะเป็นสังคมวิทยาแขนงหนึ่ง. การพูด การคิด การพิจารณา และการปรึกษากันถึง

น.300 รื่อง อันเกี่ยวกับ พระนิพพานควรจะเป็นสิ่งถูกนำ มากระทำกันเป็นชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับที่ เราพากัน กระทำต่อ สังคมวิทยาแขนงอื่น ๆ เช่น วิชาการเมือง การเศรษฐกิจ ด้วย ฯ. [ 17 ] ตลอดเวลา ที่จิตของ มนุษย์ยังรู้จักเศร้าโศก ได้ มนุษย์ก็ควร รู้จักหยูกยา ที่อาจแก้ความโศก นั้นๆ ได้บ้างตามที่ควร เช่นเดียวกับที่เมื่อท้องของ มนุษย์ยังรู้จักหิว มนุษย์ก็ต้องรู้จักประกอบอา- ชีพ ฉันใดก็ฉันนั้น. ด้วยเหตุนี้ จึงใคร่จะขอร้อง ต่อท่านพุทธบริษัททั้งปวงว่า ขอได้กรุณาพิจาร- ณา เรื่อง พระนิพพาน ในฐานะ เป็น สังคมวิทยา , ที่น่าสนใจ และช่วยกัน ลูบคลำให้มาก ๆ ให้

น.301 มากเท่า กับ ความ ที่พระนิพพาน เป็น สิ่งสำคัญ สุดยอด ฯ. [ 18 ] พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง เป็น อุดมบุรุษ จึง สามารถ ที่จะ ขุดค้น และ เปิดเผย อุดม ธรรม และอุดมธรรมอันนั้นก็คือ " ความรอดพ้นอันสูง สุด " ที่เราพากันเรียกว่า " พระนิพพาน " นั่นเอง ซึ่ง เป็น อุดมธรรม ขั้นสุดท้าย แห่ง การค้นคว้า สูงสุด ของ มนุษยชาติ ไม่มีอื่น จะยิ่งไป กว่า ฯ. [ 19 ] การ แสดงการ เปิดเผย เรื่องพระนิพพาน ของ พระ ผู้มี พระภาคเจ้า นั้น มีหลัก มีแนว ครบถ้วน บริบูรณ์ทุกประการ มีความงามทั้งในเบื้องต้น

น.302 ๒๙๖ คติธรรม ทั้งในท่ามกลาง และในขั้นสุด หรืออาจจะ กล่าวได้ว่า มีความงาม น่าจับใจ ทั้งใน ส่วน ทฤษฎี ทั้งในส่วนปฏิบัติ และในส่วนผลสุดท้าย อันจะพึงได้จากการปฏิบัติ ฯ. [20] การ ลง มือ กระทำใน ส่วนปฏิบัติ แม้จะ สามารถทำให้เราได้ทราบถึงความงาม หรือความน่า อัศจรรย์ของพระนิพพานได้ดีกว่าอย่างอื่นก็จริง แต่ ถึงกระนั้น เราก็จำต้องพิจารณาพร้อมๆกันไป ทั้งในส่วนที่ยังเป็นทฤษฎี และในส่วนที่เป็น ผล บางประการ เท่าที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ตามสมควร, ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความน่าอัศจรรย์ ของพระนิพพาน ทั้งในด้านทฤษฎี ด้านปฏิบัติ

น.303 และด้านผลพิเศษอันเกิดจาก การ ปฏิบัติ พร้อมไป ในตัวคราวเดียวกัน ฯ. [ 21 ] สิ่งแรกที่น่านึกน่าคิดที่สุด ก็คือคำที่ได้ยิน ได้ฟังกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า พระนิพพานเป็นอัพยา- กฤต คือแปล เป็นโวหาร ภาษาไทย ล้วน ๆ ว่า พระนิพพานเป็น สิ่งที่ กล่าว ไม่ได้ ว่า เป็น อะไร. เพื่อให้เข้าใจความข้อนี้ได้ โดยไม่ลำบาก มาก นัก เราควรจะได้ศึกษาพิจารณา มาจากฝ่ายที่ ตรงกันข้าม กล่าวคือ ฝ่ายที่เราอาจกล่าวได้ ด้วย ภาษา ชาวโลก ของเรา ว่า มันเป็น อะไร อย่างไรนั่นเอง ฯ. [ 22 ]

น.304 ๒๙๘ คติธรรม ในฝ่ายโลก หรือ " ฝ่าย ที่อาจ กล่าวได้ ว่า เป็นอะไร" นั้น มีหลักอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราอาจกล่าวเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้เสมอ เช่น ที่เรามีชื่อสำหรับเรียกสิ่งนั้น ๆ แล้ว ยังอาจกล่าว แบ่งว่า นั่นเป็นสิ่งที่ดี นี่เป็นสิ่งที่ชั่ว, เป็น ฝ่ายทุกข์ ฝ่ายสุข, เป็นฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ฯลฯ ได้อีก. . ไม่ว่าสิ่งใด เราอาจแยกประเภท กล่าว เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรืออย่างใด อย่างหนึ่ง ได้ เสมอ ฯ. [23] คนเราพอใจเรียก และ แบ่ง พวกให้แก่สิ่ง ต่าง ๆ โดยมากที่สุด แบ่งเป็น ฝ่ายดี และ ฝ่ายชั่ว. เราอาจกล่าวสิ่งต่าง ๆ ว่า ถ้าไม่เป็นฝ่าย ดี ก็

น.305 ฝ่ายชั่วเท่านั้น และทุกอย่างต้องจัดเข้าได้ในฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งเสมอ : สิ่งที่ดีมีหลักเกณฑ์ว่า ต้อง เป็นสิ่งที่บัณฑิตหรือผู้มีความคิด พากันสรรเสริญ ใครประพฤติ ปฏิบัติเข้าแล้ว นำมา ซึ่ง ผล คือ ความสุข. สิ่งที่ชั่ว ตรงกันข้ามโดยประการ ทั้งปวง ผู้รู้ไม่สรรเสริญ ทำ แล้ว นำมาซึ่ง ทุกข์ ฯ. [24] สิ่งบางสิ่งแม้จะวินิจฉัยยาก ที่จะให้เข้าเป็น สิ่งดีหรือชั่ว. ซึ่งในบางแห่ง ท่านถึงกับจัดให้ เป็น "สิ่งที่ยังไม่ถึงขีดดีขีดชั่ว" นั้นก็ตาม, นั่น ถ้าเราสังเกตให้ดี ก็จะพบได้ว่า เรายังอาจที่จะ จัดสิ่ง ๆ อันเป็นของมีอยู่ในโลกนี้ให้ลงกันได้ว่า

น.306 ป็นดีหรือชั่ว ได้อยู่นั่นเอง, โดยอาศัยหลัก แห่งอภิธรรม ที่มีอยู่ว่า "สิ่งใด มีมูล อัน เดียว กับสิ่งที่ดี สิ่งนั้นจัดไว้เป็นฝ่ายดี ; สิ่งใดมีมูล อันเดียวกับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งนั้นก็จัดไว้ เป็นฝ่ายที่ ไม่ดี" ฯ. [25] สิ่งบางสิ่ง แม้ว่าในขณะนี้โลกยังไม่ได้ให้ ความหมายอันชัดเจนว่า มันเป็น สิ่งที่ดี หรือชั่ว เราก็อาจใช้หลักที่เด็ดขาดที่สุดอันหนึ่ง กล่าวคือ “ หลักของฝ่ายธรรมะ " มาตัดสิน ชี้ ลงไปได้ หลักนั้นมีว่า "สังขารเหล่าใดใส่ความทุกข์ให้แก่ สัตว์ มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นมูล สังขาร เหล่านั้น โลกบัญญัติว่า ไม่ดี. สังขารเหล่าใด

น.307 ไม่ใส่ทุกข์ให้แก่สัตว์ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เป็น มูล สังขารเหล่านั้น โลก บัญญัติ ว่า ดี ฯ. [26] สิ่งทุกสิ่ง บรรดามีในโลกนี้ เราอาจแบ่ง จัดให้เป็นฝ่ายดีและชั่ว ภายในสองอย่างนี้ ไม่ มีอย่างที่สามที่ไหนอีก โดยถือเกณฑ์ที่สั้นที่สุด อีกหลักหนึ่งว่า "สิ่งใด เป็นผลสืบเนื่องมาแต่ อวิชชา สิ่งนั้นไม่ดี, ไม่ว่า มันจะเป็นสิ่งมีชีวิต จิตใจหรือไร้ชีวิตจิตใจก็ตาม. สิ่งใด เป็นผล สืบเนื่องมาแต่วิชชา สิ่งนั้นดี " ฯ. [27] สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นวิสัยโลก หรือมนุษย์รู้จักดี นั้น อาจที่จะแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ สิ่งที่ดี

น.308 ๓๐๒ คติธรรม และไม่ดี หรืออย่างน้อยที่สุด ก็อาจสงเคราะห์ ได้ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยยึดหลักที่ว่า มันเป็น ผลสืบเนื่องมาแต่เหตุอะไร. ยก เสีย แต่ พระ- นิพพานอันเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุ เป็นสิ่งเหนือโลก ไม่ อาจกล่าวแยกเป็นฝ่ายไหน ทั้งดีทั้งชั่ว จึงต้อง กล่าวว่า เป็นอัพยากฤต คือ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอะไร ฯ. [28] ข้อที่พระนิพพาน เป็นสิ่งที่ไม่อาจกล่าวได้ว่า เป็นอะไรนี้ ควรจะพินิจพิจารณากันโดยละเอียด. อาจ มีคน แย้ง ว่า เมื่อ เสียง มี นาม ศัพท์ เรียก " นิพพาน " ดังนี้แล้ว ก็ควรกล่าวได้ว่า เป็น พระนิพพาน น่ะซิ จะมัวไปคิดว่า กล่าวอะไร

น.309 ความว่าอัศจรรย์ของนิพพาน ๓๐๓ ไม่ได้ ไปทำไม, ดังนี้. ข้อนี้เองเป็นข้อที่มี นัยเร้นลับ เป็นข้อที่ทำให้บุคคลรู้จักพระนิพพาน สักแต่ว่าตามความหมายของเสียง และเป็นเหตุ ที่ทำให้ไม่อาจรู้จักพระนิพพาน ในฐานะพระนิพ- พานเป็นสิ่งที่เหนือหรือนอกไปจากฝ่ายที่ดี และชั่ว ทั้งสองประเภท ฯ. [29] บางคนอาจแย้งว่า "พระนิพพาน เป็น สิ่ง สืบเนื่องมาจาก วิชชา หรือปัญญา ควรจะจัด พระนิพพานไว้เป็นฝ่ายดีซิ." ข้อนี้เป็นเพราะ เข้าใจ "ความเป็นเหตุเป็นผล" อันเกี่ยวกับ พระนิพพานนั้น ผิดไปจากความจริง. พระ- นิพพานไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ ไม่ใช่สิ่งที่อะไร

น.310 ๓๐๔ คติธรรม ปรุงแต่งขึ้นมา เพราะฉะนั้น พระนิพพาน จึงไม่ใช่ "ตัวผล" ของสิ่งใด ๆ. ข้อที่เราอาศัยวิชชา แล้วรู้จักนิพพานได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า วิชชาได้สร้างพระนิพพานขึ้นมา ฯ. [ 30 ] พระนิพพานเป็นสิ่งที่มีอยู่เองแล้ว ในฐานะที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น. พระนิพพานอยู่นอกเหนือภาวะที่อะไรจะปรุงแต่งหรือสร้างได้ ผิดจากสิ่งที่เรียกว่า ดีหรือความดี อันเป็น ของที่ต้องมีอะไรปรุงแต่งขึ้นชั่วคราว และเป็นเพียงสังขารชนิดหนึ่ง หรือประเภทหนึ่งเท่านั้น มีอันเป็นไปตามอำนาจเหตุปัจจัยเรื่อย ๆ ไป ฯ. [ 31 ]

น.311 วิชชา เป็นเหตุได้ก็แต่ เพียง ทำ ให้ ใจ ลุ ถึงพระนิพพาน คือรู้พระนิพพานจนเกิดรสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในใจตัวเองเท่านั้น และรสนั้นก็ไม่ใช่รสของพระนิพพาน แต่พอที่จะกล่าวได้ว่า รสนั้นเป็นผลโดยตรงของวิชชา ไม่ใช่พระนิพพานเป็นผลของวิชชา แม้ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม. เช่นเดียวกับตาเราเห็นดวงอาทิตย์ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ได้รับประโยชน์บางอย่าง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่า ดวงอาทิตย์เป็น " ตัวผล " เกิดจากมีตาของเราไปเห็นเข้า ฯ. [ 32 ] สภาพอันหนึ่ง เป็นอยู่ได้เอง ซึ่งเราสมมติเรียก กัน โดย ชื่อ เป็นต่าง ๆ ไม่เฉพาะ แต่ คำว่า

น.312 ๓๐๖ คติธรรม " นิพพาน " คำเดียว ทั้งนี้ก็เพราะสภาพอันนั้นเป็นของยากที่จะกล่าวลงไปได้ว่าอะไรนั่นเอง จึงจนปัญญาไม่รู้จะเรียกนามตรง ๆ ลงไปว่าอะไรทั้งนั้น. เท่าที่ สมมติเรียก เป็นชื่อ มากมายก็ล้วนสมมติตามที่เรามองในแง่ไหน เท่านั้น เช่นในแง่ลักษณะ เราเรียก "สัพพสังขารสมถะ–เป็นที่สำหรับระงับของสังขารทั้งปวง," ในแง่คุณสมบัติ เราเรียก " วิราคะ - ไม่ย้อมติด ," ในแง่ กิริยา อาการ เราเรียก "นิพพาน - ดับสนิท " อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่สมมติเรียกทั้งนั้น ฯ. [ 33 ]

น.313 ชื่อต่าง ๆ ที่ใช้เรียกสิ่งที่เราหมายเอาตัวพระ นิพพาน นั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นผู้ บัญญัติขึ้นเองก็ตาม ก็ยังเป็นคำที่ พระองค์ทรง สมมติขึ้นเพื่อใช้ พูดจา กับชาวโลก เพื่อให้ชาว โลกที่เป็น สาวกพอที่ จะเข้าใจพระนิพพานได้บ้าง ในเบื้องต้นเท่านั้น. มิเช่นนั้นแล้ว "สภาพที่ ตามจริง เราไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไร" นั้น จะไม่เกิดประโยชน์ อะไรแก่ผู้อื่นเสียเลย, แม้ ว่า พระองค์จะค้นพบมาแล้ว และกำลังซึมซาบ ชัดแจ้งอยู่ ฯ. [34] พระ สาวก ของ พระผู้มีพระภาค ครั้น เกิด ความเชื่อในเบื้องต้น ด้วยอาศัยการได้ยินได้ฟัง

น.314 รื่องพระนิพพาน โดย พระองค์ ทรง สมมติชื่อ ประกอบการอธิบายนั้นแล้ว ก็ปฏิบัติตาม เมื่อ ปฏิบัติ ก็สามารถรู้จัก สภาพ อันนั้น มากยิ่งขึ้น. เมื่อรู้ได้มากเท่าใด ก็ยิ่งปฏิบัติสูงขึ้น แรงขึ้น เป็นลำดับ จนรู้จักพระนิพพานได้เองว่า เป็นอะ- ไร และแล้วก็จนปัญญาอย่างเดียวกันอีก ใน การที่จะกล่าวกับชาวโลกว่า พระนิพพานนั้นเป็น อะไรแน่ ฯ. [35] ด้วย ความ ยาก หรือ ความ ลึก ของ สิ่งที่ตรง ข้ามกับโลกนี้ โลกจึงยังขาดคำ ๆ หนึ่ง ที่เป็น ภาษาสำหรับใช้เรียก และไม่สามารถที่จะไปให้ ชื่อแก่สภาพ ที่พ้นโลก ขึ้นไป ลิบลับ, - สภาพที่

น.315 ความคิดดี ความ ชั่วตาม ขึ้นไป ไม่ถึง, - สภาพ ที่ความสุข ความทุกข์ตามขึ้นไปไม่ถึง นั้นได้. ได้แต่ขอเรียกกันไปที่ อย่างสมมติ ๆ ว่า "พระ นิพพาน ” เท่านั้น. แม้คำที่ว่า " พ้นขึ้นไป, ตาม ขึ้นไป ไม่ถึง " ในที่นี้ก็เหมือนกัน ยืมมา ใช้อย่างขอไปที. ความเป็นโลกุตตระหรือพ้น โลกนั้น มิใช่อยู่สูงขึ้นไปทางเหนือศีร์ษะ, แต่ เป็นของ นอกโลก, หลุด เป็น อิสระ จากโลกีย- ธรรม, พ้นวิสัยโลกเท่านั้น ฯ. [36] สิ่งที่เราเรียกว่า ความดีความชั่วนั้น เรามี ความคิดนึกกันทั่ว ๆ ไปว่า มันต้องตรงข้ามซึ่ง กันและกันอย่าง ขาวกับดำ. แต่หากพิจารณา

น.316 ๓๑๐ คติธรรม ดูในแง่อันลึก ขนาดที่จะเข้าใจ นิพพานได้แล้วเรา กลับจะเห็นได้ว่า มันไม่ได้แตกต่างกันเลย, แม้ ดำกับขาว ก็จะไม่แตกต่างกัน ในเมื่อได้มองดู ด้วย สายตา ขนาดที่ อาจ มองเห็น พระนิพพาน ได้ ฯ. [37] ถ้าเราจะนี่กว่า กลางวันตรงข้ามกับกลางคืน แล้ว ก็จะผิดมาก เพราะ กลางวันและกลางคืน ล้วนแต่ต่างก็เป็นเพียง " เวลา " อย่างเดียวกัน เป็นกาลเวลาที่ล่วงไปอย่างเดียวกัน ทำให้สังขาร ทั้งปวงชราไปด้วยอาการ อย่างเดียวกัน ฯ. [38] มนุษย์ในโลก ถูก ธรรมดา ตบตา จึ่ง ได้หลง ไป. ด้วยเหตุ ที่ดวงอาทิตย์ มิได้ส่องแสงลงสู่

น.317 พื้นผิวโลกทั่วถึงหมดในคราวเดียว สัตว์ที่อยู่ส่วน ใดส่วนหนึ่ง ของผิวโลก มีความรู้สึกสัมผัสถูก กักขัง อยู่ในเขต จำกัด จึงรู้แจ้งเพียง เท่าที่ตน สามารถรู้สึกได้จึงเกิดเห็นว่า เป็นกลางวันกลาง คืนขึ้น ทั้งมีแสงแดดเป็นเครื่องช่วยห้อมล้อมให้ ยึดถือ ว่าแตกต่าง กันจริง ๆ จนยืนยันว่า กลางคืน ตรงข้ามกับกลางวันอย่างขาวกับดำ. แต่ความ จริงที่ ถูกต้อง จะปรากฏแก่ใจ พวกมนุษย์ นั้นเอง ถ้าหากเขาได้หลุดลอยออกไปจากโลกนี้ ไปยืน อยู่ในที่ที่จะทำให้เขาสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ กับโลกทำกิริยาอาการต่อกันได้แล้ว ความรู้สึก ที่ยึดว่า กลางคืน ตรงข้ามกับ กลางวัน ก็จะถูก ขว้างทิ้งไปจากจิตใจของผู้นั้นทันที ฯ. [39]

น.318 มื่อใด เราสามารถ หลุดลอย ออกไปจากอำ- นาจของความดีความชั่ว ที่โลกพากันยึดถืออยู่ แล้วไป หยุดยืนดู ความดี ความชั่ว ที่กำลังป่วนอยู่ กับโลก มาจากที่ที่ความดีความชั่วตามไปไม่ถึง. เมื่อนั้นเราจะเห็นความดี ความ ชั่วในโลก นี้เป็น เพียงสังขาร อย่างเดียวกัน, เป็นของหลอกๆเป็น ของ สมมติ เป็น ของ เปื่อย เน่า อย่างเดียวกัน, เป็น ของ ต่างก็ พากันวิ่งแข่งกันไปสู่ความเปลี่ยน แปลงด้วยอำนาจกาลเวลาอย่างเดียวกัน, เป็น โลกียธรรมด้วยกัน, เป็นของมีเหตุมีปัจจัยปรุง และเป็นไปตามอำนาจแห่ง เหตุปัจจัยนั้น ๆ โดย ไม่แตกต่างกันเลย ฯ. [40]

น.319 คนเรา จะเห็น ความดี ผิดกับความชั่วได้ก็ต่อ เมื่อมองดู ด้วยความรู้สึก ที่ยังยึดถือ หรือเพราะ จิตใจนั้น ยังถูก กักขัง อยู่ภายใต้ ความยึดถือ, ยังเป็น จิตใจที่อยู่ในระดับต่ำ พอที่จะ ฟู ขึ้นหรือ แฟบลง ด้วยอำนาจแห่งโลกธรรม กล่าวคือยัง ไม่รู้จักสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่พัน อยู่เหนือไปจากนั้น หรือที่ตรงข้ามกับความดีความชั่วนั้น ฯ. [41] ความดีและความชั่วเป็นของหนัก มีการกด หน่วงจิตใจเท่ากัน แม้จะอยู่ในรูปลักษณะที่ต่าง กัน. ต่อเมื่อพ้นอำนาจของสิ่งที่เป็นโลกียธรรม เหล่านั้น แล้วเท่านั้น ดวงจิตจึงจะไม่ต้องแบก ของหนักอีกต่อไป ฯ. [42]

น.320 ๓๑๔ คติธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนอันสัตว์ควรยึดถือ ถึงกระ- นั้นคนเราถ้าปัญญา หรือความรู้ยังตกอยู่ในชอบ- เขตอันจำกัด คืออำนาจของความสุข และความ ทุกข์ ยังคอย จำกัดเขตครอบงำใจเราอยู่, ก็ ยังต้อง มีความรู้สึก เป็นทำนองเดียวกับ ที่รู้สึกว่า กลางวันตรงข้ามกลางคืนอยู่นั้นเอง ฯ. [43] เมื่อเรามีความรู้สึกจดจ่ออยู่เพียงที่เวทนาอัน เกิดขึ้น ก็ย่อมรู้สึกไปในทำนองว่า ความทุกข์ นั้นต้องทน ส่วน ความสุข เบาสบาย ไม่ต้องทน. แต่ถ้าจะพิจารณาดูโดย ละเอียดแล้ว สิ่งที่เรา เรียกกันว่า " ความสุข" ก็มีอาการชนิดที่เรียก

น.321 ว่า "ต้องทน" เหมือนกัน แต่เป็นการทนอีก อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการเช่นเดียวกับ การกิน เหล้า หวาน อันเบื่อ เมาให้โทษโดย ไม่รู้สึกตัวอยู่ เสมอ. ข้อนี้เองเป็นมูลเหตุให้เกิดความเข้าใจ ผิด โดยเห็นเป็นข้อแตกต่างตรงกันข้าม ซึ่ง เมื่อความเข้าใจผิดชนิดนี้ ยังคงมี อยู่เพียงใดแล้ว ก็เป็นการสุดวิสัย ที่จะ เอาชนะ ความ ทุกข์ ทั้งปวง โดยเด็ดขาดได้ ฯ. [44] ความสุขชนิดใด ที่ยังเป็นไปอย่างวิสัยโลก คืออาศัยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้เกิด เวทนา ชนิดที่ เป็นความอร่อยอยู่แล้ว ความสุข ชนิดนั้น เราอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทนเช่น เดียว กันกับ ความทุกข์ เป็น แต่ มีอะไร มาคอย

น.322 ๓๑๖ คติธรรม หลอกเราไว้ให้สมัครทน โดยไม่รู้สึกตัวเท่านั้น. ครั้น เรา มามอง ดูให้ละเอียดถี่ถ้วนเข้า ก็จะอด สงสารตัวเองไม่ได้ พร้อมกับนึกเอือมระอาโดย แท้ ฯ. [45] ถ้าหากจะแปลคำว่า "ทุกข์ " เสียใหม่ว่า “ ของที่ต้องทน " หรือ "ต้อง หนัก อก หนัก ใจ" ดังนี้แล้ว ความสุข ความทุกข์ก็จะเป็น อย่างเดียวกันเท่านั้น. ผิดกันอยู่นิดหนึ่งที่ความ ทุกข์ มันพูด อะไรตรง ๆ อย่างคน สัตย์ซื่อ ส่วน ความสุขเป็นคนลับลมคมใน ฯ. [46] คำว่า "ทุกข์" หากจะใช้ความหมายรัดกุม ใกล้มากที่สุด ควรจะแปลให้มีความหมายเด็ด-

น.323 ขาดลงไปว่า "สิ่งซึ่งเมื่อดูให้ ลึกแล้ว น่าอิด หนาระอาใจ น่าเกลียดชัง มากกว่า น่าสนิทสนม ด้วย" ซึ่งเมื่อแปลออกมาเช่นนี้แล้ว เวทนา ทั้งปวง ไม่ว่าทุกข์เวทนา หรือสุขเวทนา หรือ อทุกข์ขมสุขเวทนาก็ตาม ย่อมเป็นความทุกข์ไป หมด เพราะน่าอิดหนาระอาใจในความไม่เที่ยง – เปลี่ยนแปลง – เป็น มายาหลอก ลวง ของ มัน เสมอกันหมด ฯ. [47] เมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิง สิ่งทั้งหลายทั้งที่มนุษย์ รู้จักและไม่รู้จัก มีเพียงสองประเภทเท่านั้น คือ ประเภทที่เป็นโลก และประเภทที่พ้นไปจากโลก. สิ่งที่เป็นโลก หรือวิสัยนั้น สรุปได้ ด้วยคำเพียง

น.324 ๓๑๘ คติธรรม สองคำคือดีและชั่ว. สิ่งที่ดีและชั่ว รวมกัน เรียกว่าโลก, ว่าโลกียะ หรือฝักฝ่ายโลก เพราะ ว่าความดีความชั่วมีแต่ในโลกนี้ หรือ หาพบแต่ ในโลกนี้เท่านั้น เมื่อพ้นไปจากโลกนี้ ซึ่งเรียก ว่าโลกุตตระแล้ว จะไม่มีความดีความชั่วเหลือ อยู่เลยเป็นอันขาด เพราะในโลกกุตตรภูมิ ไม่ มีฐานที่ตั้ง ไม่มีสิ่งรองรับสำหรับความดีความ ชั่ว คือ ไม่มีความยึดถือในความดีความชั่ว โดย ความ เป็น สิ่งที่ น่าปรารถนา และไม่ น่าปรารถนา มันจึงเป็นที่ดับ ที่ละลายของสังขาร ทุก ๆ ประการ ฯ. [48]

น.325 ความดี ความชั่ว เป็นสังขาร คือเป็นสิ่ง ที่มี อะไร ปรุงแต่ง ขึ้นชั่วคราว. สิ่งที่ มาปรุงแต่ง นั้น ก็ล้วนแต่เป็นสังขารด้วยกัน ปรุงทยอยกัน ขึ้นมาเป็นลำดับ ๆ รึงรัดทรงตัวกันอยู่ได้ชั่วเวลา ที่มีความอยากความต้องการ. ในโลกุตตร- ภูมิไม่มีความต้องการ เพราะได้ มองเห็นความ เหลวแหลกหลอกลวงของความดีความชั่วนั้นเสีย แล้ว, สังขารเหล่านี้จึงต้องแตกละลายเมื่อเข้า ไปถึง เขตนั้น ความ ยุ่งยาก จึงไม่มี มีแต่ความ สงบ ฯ. [49] ในโลกนี้ ชอบใจสิ่งใดก็ถือกันว่าดี ว่าสุข หรือยกขึ้นถึงชั้นประเสริฐ, ไม่ชอบใจสิ่งใด

น.326 ๓๒๐ คติธรรม ก็ประณามว่าเป็นทุกข์ ไม่มีค่า ไม่มีราคา ทั้ง ๆ ที่ความดีและความชั่ว ล้วน แต่เป็น ของ มายา อ่อนแอ ไร้ตัวตนด้วยกันทั้งสองอย่าง. เมื่อ เป็นดังนี้ ย่อมจะเห็นได้ว่า ความคิดหรือความรู้ กระทั่งความต้องการของผู้มีจิตใจจมอยู่ในโลกีย- ภูมินั้น ได้ถูกจำกัดเขตไว้ในกรอบวงอันแคบที่สุด เพียงไร ฯ. [50] คนเราเมื่อรู้เห็นสิ่งต่างๆแต่ในวงแคบ ก็ย่อม ถูกโมหะหรืออวิชชาทำให้เข้าใจผิดเอาได้มาก ๆ หรือผิดทั้งหมด เลยก็เดียว ซึ่ง ถ้าหาก ปัญญา ของ เขาไม่ ถูก กัก ขัง อยู่ในวง อัน จำกัด เช่นนั้น แล้ว ก็คงจะรู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่ว ผิดหรือชอบ

น.327 สุขหรือทุกข์ ได้ถูกต้องยิ่งกว่านั้น ๆ. [51] ผู้ใดรู้จักโลกนี้ได้ทั้งหมด โดยความเป็นของ อย่างเดียวกัน ก็อาจข้ามไปรู้จักสิ่งที่ตรงกันข้าม กับโลกนี้ คือโลกุตตระได้ด้วย. ไม่มัวงมหา สิ่งตรงกันข้ามอยู่แต่ในโลกนี้ด้านเดียว ซึ่งจะหา ไม่พบ, แล้วหลงผิดจนสร้างกรงแห่งความดี ความชั่ว ขึ้นกักขังตัวเอง ฯ. [52] ผู้ที่รู้จักแต่โลก ยังไม่รู้จัก "สิ่งที่พ้นไปจาก โลก" ย่อมนึกและรู้สึกแบ่งโลกนี้ ออกเป็น สองฝ่าย ให้เป็นตรงข้ามกัน คือฝ่ายดี-ฝ่ายชั่ว แล้วทึกทัก เอา ว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษา

น.328 ๓๒๒ คติธรรม ค้นคว้า ให้สูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว ๆ. [53] ความรู้ของคนเหล่าใด ถูกปล่อยออกไปให้ กว้างขวาง จนไม่มีอะไรมา จำกัด เขต เขา ก็ สามารถที่จะรู้ ข้ามไปเสียจากโลกนี้ เพราะไม่ มีอะไรแปลก, ข้ามไปรู้ โลกุตตระ หรือ โลกุตตรภูมิเพิ่มเข้ามาอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นได้ ดังนี้ สิ่งซึ่งเคยเป็นคู่เทียบโดยความเป็นของตรง กันข้ามในความรู้สึกของผู้นั้น ก็จะไม่ หยุด อยู่ เพียงแค่ความดี กับความชั่ว สุขกับทุกข์ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นโลกียธรรมด้วยกัน, แต่ ความรู้ ของเขาจะแล่น เลยไป จับเอา คู่เทียบ ของความ แปลกตรง กันข้าม ระหว่าง โลก กับ โลกุตตระ

น.329 ได้โดยแน่นอน เพราะ ว่าเป็น ของแตกต่างชนิด ตรงกันข้ามจริง ๆ ฯ. [54] สิ่งที่เป็นโลกุตตระนั้น แตกต่างตรงกันข้าม จากโลก โดยประการทั้งปวง หรือเป็นฝ่ายที่ ภาษาของโลก ไม่มีสำหรับเรียกว่าอะไรนั้นเอง ด้วยเหตุที่ภาษาที่โลกบัญญัติขึ้นใช้ บัญญัติใช้ กับสิ่งต่าง ๆ ตามที่โลกรู้จัก คือ เข้าใจ ความ- หมายของสิ่งเหล่านั้นดี. เมื่อโลกไม่รู้จัก สิ่ง ที่พ้นไปจากโลก ก็ย่อมไม่รู้ความหมายอันแท้จริง ของโลกุตตระนั้น จึงไม่ได้บัญญัติชื่อ ๆ นี้ขึ้นหรือ ถึงกับไม่เคยทราบว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยซ้ำไป นี้ ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่โลก ไม่รู้จัก โลกุต ตระ หรือ

น.330 ๓๒๔ คติธรรม นิพพาน ฯ [55] พระนิพพาน เป็น ความ พ้นไปจาก ทุก ๆ สิ่ง เป็นขั้นที่ ความรู้สึกของจิตใจ หมดความสามารถ หมดปัญญาที่จะเรียกว่าเป็นอะไรได้ เพราะถ้าจะ เรียกว่า "สุข" หรือ "ยอดสุข" ตามความหมาย โลกก็ผิดอย่างยิ่ง และเป็นการนึกเดาเอามากกว่า. ที่พระพุทธภาษิตมีว่า "นิพพานํ ปรมํ สุชํ -นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง " นั้น เพราะพระพุทธ- องค์ยืมเอาภาษาของโลกมาใช้ โดยเหตุที่ว่าใน ฝ่ายโลกุตตระไม่มี ภาษา ที่ มนุษย์ บัญญัติขึ้น ใช้ เกี่ยวกับการนี้ ๆ. [56]

น.331 โยคีผู้ที่กำลังซึมซาบในพระนิพพานอยู่ ก็ ปรากฏว่า บรรยายสิ่งที่ตนกำลังซึมซาบนั้นเป็น คำพูดออกมาไม่ได้, ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้ค้นคว้า จนได้พบ และรู้สึกใน " สิ่ง" สิ่งนั้นด้วยใจตน. ด้วยเหตุที่ " สิ่ง" สิ่งนั้น โลกไม่เคยรู้จักและ เรียกไม่ได้ว่าชื่ออะไรแน่ พระโยคีก็เลยจำนนต่อ ภาษาที่จะใช้เรียก "สิ่ง " สิ่งนั้นเหมือนกัน จึง เป็นเหตุให้ต้องยืมภาษาโลก คำที่มี ๆ กัน อยู่ ก่อน เลือกให้มีความหมายใกล้เคียง กัน มา ใช้ อย่าง ขอไปที่ ฯ. [57] คำว่า “นิพพาน - นิพพาน ” ซึ่ง ที่แท้ เป็น นามศัพท์ ของ การ ดับ ที่ ดับสงบเย็นลงไป เช่น เทียนดับ ไฟดับ เป็นต้น ก็ถูกยิ้มมาเป็นชื่อของ

น.332 ภาพอันหนึ่ง ซึ่ง พระโยคีเพิ่งค้นพบ กล่าวคือ สภาพที่พวกเราหมายถึง "พระนิพพาน " กันใน บัดนี้นั่นเอง. ทั้งนี้ เพื่อให้พอเป็นเค้าเงื่อนให้ โลกหรือผู้ ฟัง สืบสาว ความหมาย ที่แท้จริงไปได้ เพราะโลกก็พอจะรู้จักความร้อน หรือความทุกข์ อยู่บ้างแล้ว ฯ. [58] ฝ่ายโลกล้วน ๆ ของเรานี้เอง เราก็ย่อมเห็น อยู่แล้วว่า เมื่อมีทฤษฎีหรือมติอันใดที่เพิ่งค้นพบ ใหม่ ๆ. ศัพท์หรือชื่อที่จะใช้เรียกสิ่งนั้น ๆ ใน เรื่องนั้น หรือเรียกชื่อตัวทฤษฎี อันนั้นเอง ก็ ปรากฏว่ายังไม่มี, ยังต้องขอยืมศัพท์หรือชื่อ ที่มีอยู่ก่อน ๆ มาประดิษฐ์รูปขึ้นใหม่ หรือบางที

น.333 ก็ใช้ชื่อนั้นซ้ำกันเลยที่เดียว โดยบัญญัติความ- หมายให้ใหม่. นี้เราจะเห็นได้ว่า ฝ่ายโลกียะ ยังอัตคัดขาดแคลนคำพูดถึงเพียงนี้. ในกรณีที่ เป็นฝ่ายโลกุตตระ อันเป็นฝ่ายเหนือโลก ที่ยัง ไม่เคยไป ทั้ง ผิดตรงกัน ข้าม โดย ประการ ทั้งปวงด้วยแล้ว ก็ย่อมอัตคัดภาษาคำพูดเพียงใด และ ถึง กับไม่มี เอา เสีย ทีเดียว ด้วย ประการ ฉะนี้ ฯ. [59] พระพุทธภาษิตทั้งหลาย ที่ปรารภหรือบ่งถึง โลกุตตระ แม้จะมี ชื่อ คล้ายไป ทางภาษาโลก แต่สำหรับด้านความหมายแล้ว ผิด กัน มากนัก เช่น คำว่า “นิพพาน" ภาษาโลกในอินเดียสมัย

น.334 ๓๒๘ คติธรรม พุทธกาล หมายถึงไฟดับ หรือความร้อนอย่าง- ใดอย่างหนึ่งดับ แม้ข้าวที่คดจากหม้อ ปล่อยให้ เย็นลง ก็ใช้คำว่า นิพพาน. แต่นิพพานใน ภาษาโลกุตตระนั้น ลองคิดดูทีหรือว่า อะไรดับ. ถ้าผู้ใดคิดได้ ผู้นั้นจะมองเห็นสืบไปว่า ได้ฝืน เอาคำว่า "ดับ" นี้ มาใช้อย่างไม่ค่อยถูกตรง ความหมายแท้เพียงไร ฯ. [60] ข้อที่จำใจฝืนกล่าวว่า “พระนิพพาน เป็นสุข อย่างยิ่ง" นั้น แท้ที่จริงประโยค ๆ นี้ มีความ หมายอันอื่นซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเราต้องค้นให้พบเสีย ก่อน. ถ้าฟังดูตรง ๆ ตามตัวหนังสือ ก็ต้อง เข้าใจว่า ตัวนิพพานนั้นเอง เป็นตัวสุขอย่างยิ่ง.

น.335 แต่ความหมายอันแท้จริงแล้ว ใจของผู้ที่ซึมซาบ ต่อพระนิพพานต่างหาก เป็นตัวสุข ฯ. [61] พระนิพพานพ้นจากการที่จะกล่าว ว่าสุข หรือ ทุกข์ หรือเป็นอะไร. ถ้า กล่าวให้ ชัดก็คือ พระนิพพานไม่เป็น สุข หรือ เป็น อะไร นั่น เอง. ประโยคที่ว่า “ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง " นั้น เมื่อจะกล่าวให้ถูก และตามความจริง โดยถูก หลักไวยากรณ์ด้วยแล้ว ควรกล่าวว่า "ใจที่ลุ ถึงนิพพานแล้วเป็นสุขอย่างยิ่ง" การที่กล่าวสั้นๆ ว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ก็เพื่อให้สะดุดใจ ผู้ฟังยิ่งกว่า หรือเพราะว่าความหมายที่เต็ม อาจ ผุดขึ้นเองในใจของผู้ฟังสมัยนั้นก็ได้ ฯ. [62]

น.336 ๓๓๐ คติธรรม การที่ว่านิพพานเป็นสุขนั้น, คำว่า "สุข" นี้ ที่จริงเป็นของคู่กับทุกข์ ซึ่งยังเป็น สังขาร หลอกลวงอยู่ ทำไมจึงยกขึ้นมาให้มีค่าควรกับ นิพพาน ? ข้อนี้เป็นเพราะเราไม่มีคำอื่นใดที่จะ นำมาใช้ให้ดีกว่านี้ได้, ถ้าจะกล่าวว่านิพพาน เป็นทุกข์ ก็ยิ่งไม่ถูกใหญ่, ถ้าข้ามไปกล่าว ว่า พระนิพพานไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ คือพ้นไป จากนั้น อย่างนี้ก็ไม่ใช่วิสัยที่คนในเบื้องต้นจะพึง ฟัง หรือฟังแล้วเข้าใจ หรือฟังแล้วให้เกิดความ สนใจพระนิพพาน ฯ. [63] สัตว์โลกย่อมพอใจในฝ่ายความสุข เกลียด กลัวความทุกข์ อยากได้รับความ พอ อก พอใจ

น.337 ละจากสิ่งไม่พอใจหรือความทุกข์เสีย. ฉะนั้น จึงยกเอาความสุขขึ้น มา กล่าว เพื่อทำให้เกิด ความสนใจได้มากกว่า และสามารถเข้าใจเป็น ลำดับ ขึ้นไปโดย ง่ายดาย. ใน ประโยค ที่ว่า นิพพานเป็นสุขนั้น ควรถือว่า เป็นความมุ่งหมาย อันหนึ่งทีเดียว ที่กล่าวเพื่อจูงผู้ฟังเข้าไปหานิพ- พาน โดยไม่ให้มีการหลีกเลี่ยง แต่ให้สมัครใจ ด้วยตนเอง โดยวาดระดับความสุขชั้นนิพพานไว้ ให้สูงสุดยอดนั้นเอง ฯ. [64] ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของคนเรา เมื่อได้ ฟังคำว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งหรือยอดสุข นั้น ย่อมแตกต่างกันไกลจากความรู้สึกในความ

น.338 สุขของผู้ที่ลุถึงพระ นิพพาน จริง ๆ. เพราะ ผู้ เพียงแต่ฟังในชั้นแรกก็ เปรียบเทียบความสุขเอา ตามแนวของโลกียะ ตามที่ตนเคยรู้จักมาก่อน เท่านั้น. และที่ยากยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือว่า ความสุขในใจของโยคีผู้ลุถึงนิพพานนั้น เป็นสุข ที่เกิดมาจากการลุถึง นิพพาน หา ใช่ ความสุข คือตัวนิพพานเสียเองไม่. ตัวนิพพาน เองเป็น สิ่งที่ยากที่จะชี้ตัวยิ่งนัก ฯ. [65] การที่จะรู้จักพระนิพพานให้แจ้งชัด ตรงกับ ตัวจริงนั้น ทางใดไม่ดีไปกว่ารอไว้รู้จักและเข้า ใจพระนิพพานว่า เป็นความสุข หรือ ความทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ หรือเป็นอื่นไปจาก

น.339 นั้นอีก ต่อเมื่อจิตใจของ ตนได้ลุ ถึงพระนิพพาน เข้าจริง ๆ แล้วเท่านั้น เพราะการ เปรียบเทียบ ทางอื่นนั้น มิอาจถึงที่สุดได้ ฯ. [66] ความที่ภาษาของโลกไม่พอเพื่อจะกล่าวพระ- นิพพาน หรือความที่พระนิพพานเป็นสิ่งที่จะกล่าว ว่าอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้นี้ เอง จึงเป็นความ น่าอัศจรรย์ อันหนึ่ง ของพระ- นิพพาน ที่น่าชวนให้ทุกคนค้นคว้าให้ละเอียดยิ่ง ขึ้นไปในเรื่องนี้ ฯ. [67] ทางที่จะทำให้เข้าใจพระนิพพานได้ถูกต้องอีก ทางหนึ่ง คือ ทางโวหารปฏิเสธ ที่

น.340 นิพพานโดยความ เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกับ อะไรสักอย่างเดียว ในบรรดาสิ่งทั้งหลายเท่าที่ โลกรู้จักแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ซึ่ง ตรัสรู้พระนิพพานอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ยังทรง ต้องใช้โวหาร ปฏิเสธชนิดนี้ เป็นเครื่องแสดง พระนิพพาน ฯ. [68] ความที่พระนิพพานไม่เหมือนกับอะไรเสียเลย นี้มีมาในพุทธภาษิตอุทาน ซึ่งถอดเป็น ไทยว่า "สิ่ง ๆ นั้นมีอยู่แน่ ภิกษุทั้งหลาย, ซึ่งในสิ่ง นั้น ๆ ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่อากาสานัญ จายตนะ ไม่ใช่ วิญญา ณัญ- จายตนะ ไม่ใช่ อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่

น.341 เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่ โลกอื่น ไม่ใช่ดวงจันทร์ ไม่ใช่ดวงอาทิตย์. ภิกษุทั้งหลาย, ตถาคตไม่กล่าวสิ่งนั้น ว่าเป็น การมา การไป การหยุดอยู่ การเคลื่อนจากภพ นี้ หรือการเกิดใหม่, สิ่ง ๆ นั้นไม่หยุดอยู่ ไม่ เวียนไป ไม่มีอารมณ์เลย, สิ่งนั้นแหละ คือ ที่สุดของความทุกข์ " ฯ. [69] จากพุทธภาษิตอุทานนี้ หมายความว่า พระ องค์ได้ ทรงปฏิเสธ ทุก ๆ อย่างทั้งฝ่ายรูปธรรม และนามธรรม แม้ที่เป็นภูมิธรรมสูงสุดของสมัย นั้น กล่าวคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ พระ องค์ ก็ทรง ปฏิเสธ ด้วย. เป็นอันว่า ได้ทรง

น.342 สิ่งทั้งปวงหมดทุกสิ่ง กระทั่งเหลือแต่สิ่งๆ เดียวโดด ซึ่งทรงเล็งถึงพระนิพพาน อันเป็น ธรรมอย่างเดียว ที่ไม่เหมือนกับอะไรอื่น ฯ. [70] โวหาร ปฏิเสธ ไม่ใช่โวหารเล่นสำนวน หรือ แกล้งพูดโยกโย้ แต่เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งในบางกรณีต้องนำมาใช้ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ ใหม่ และ แปลก จากสิ่ง อื่นใด บรรดาที่รู้กันมา ก่อนแล้ว. เหมือนเรื่องปลาไม่รู้เรื่องบก เมื่อ คุยกับเต่าที่นำเอาเรื่องบนบก มาเล่าให้ฟัง ก็ถาม เต่าว่า เหมือนกับสิ่งนั้นหรือ สิ่งนี้หรือ ตามที่ ตนเคยรู้จัก มีอยู่แต่ในน้ำ ได้รับคำตอบจากเต่า ล้วนแต่เป็นคำปฏิเสธทั้งนั้น. นี่ก็เพราะบกไม่

น.343 มีอะไรเหมือนกับน้ำนั้นเอง. เมื่อปฏิเสธสิ่งใน น้ำทุก ๆ สิ่งเสียแล้ว สิ่งที่ยังเหลือก็คือบก. แต่ ผู้ฟังจะสามารถรู้จักได้หรือไม่นั้น เป็นอีกปัญหา หนึ่ง ฯ. [71] พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงสิ่ง ๆ หนึ่ง ด้วย โวหารที่ปฏิเสธสิ่งอื่น ๆ เท่าที่ คนเรารู้จักกันอยู่ แล้ว ทุก ๆ สิ่งเสีย เพราะไม่มีโวหาร ที่จะเรียก สิ่งนั้นตรง ๆ โดยเฉพาะ และในที่สุด พระองค์ ได้ทรง เรียกสิ่ง ๆ นั้น ด้วย คำที่ ถูกต้อง หรือ สมควรยิ่งกว่าคำอื่นโดยใกล้กับความจริงที่สุดว่า "อนฺโต ทุกขสฺส - ที่สุดของความทุกข์ " แทน ที่จะเรียกว่า มันเป็น ยอดสุข หรืออื่น ๆ ซึ่งไม่

น.344 ๓๓๘ คติธรรม ถูกแท้ ฯ. [72] เมื่อใด พระผู้มีพระภาคทรงต้องการเรียก สิ่ง ๆ นั้น ให้ตรงไปตรงมา ไม่มีสมมติเจือปน เลยแล้ว พระองค์จะทรงเรียกว่า "ที่สุดของ ความทุกข์ " เสมอ. คำอื่น ๆ ที่เป็นคำสมมติ เพื่อล่อใจผู้ฟังนั้น ทรงใช้ต่อเมื่อมุ่งหมายจะจูง ใจเขา หรือใช้ต่อเมื่อเป็นคำที่ใช้กันดื่นไปแล้ว, เช่นคำว่า “นิพพาน" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในหมู่นักบวชสมัยนั้น ๆ. [73] ด้วยพระพุทธภาษิตที่ว่า "สังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง ทั้ง สังขารและมิใช่ สังขาร เป็น อนัตตา" เราจึง

น.345 สามารถ กล่าวได้ว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ หรือฝ่าย โลกียะนี้ เป็นทุกข์. เพราะความจริงมีอยู่ว่า สุขก็เป็นสังขาร ทุกข์ก็เป็นสังขาร, ดีก็เป็นสัง- ขาร ชั่วก็เป็นสังขาร คือเป็นของที่มีอะไรทำขึ้น สร้างขึ้นชั่วคราวทั้งนั้น. ฉะนั้น พระองค์จึง ทรงตรัสถึงนิพพาน อย่างให้ตรงไปตรงมา อย่าง คำในภาษาวิทยาศาสตร์ คือ "ที่สุดของความ ทุกข์" เท่านั้น. ไม่ได้กล่าวถึงความสุข ที่ สัตว์คอยจ้องกันอยู่เลย ฯ. [74] ของที่เราถือกันว่าดีหรือสุขนั้นแหละ จะยิ่ง ร้ายกว่าชั่วหรือทุกข์ไปเสียอีก. เพราะเป็นฝ่าย ที่ทำให้คนหลงติด ถอนตัวออกมายาก. คน

น.346 ราติดโลก หลุดออกไปสู่ฝั่งโลกุตตระไม่ได้ ก็ เพราะติดของดี ๆ ในโลกนั้นเอง. ของดี ๆ นั้น จึงเป็นทั้งทุกข์และทั้งพรางตา ฉาบด้วยรส ที่ทำคนให้หลงใหลไม่เหมือนกับของชั่ว ที่เป็นสิ่ง เปิดเผยและตรงไปตรงมา ๆ. [75] เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าของสองอย่าง คือของดีของชั่ว หรือความดีความชั่วแล้ว โลก นี้ก็ไม่มีอะไร นอกไปจากทุกข์อย่างเดียว ดัง หลัก ที่มีอยู่ว่า ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ฯลฯ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ ซึ่งมีใจความตรง ๆ ว่า "ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์อย่าง เดียวเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่

น.347 ดับไป นอกจากทุกข์แล้วในโลกนี้ หามีอะไร เกิดขึ้นไม่ หามีอะไรดับไปไม่" ซึ่งเป็นความ จริงอันเด็ดขาด ฯ. [76] สิ่งที่มีการเกิดได้ สิ่งนั้นดับได้ในที่สุด และ เปลี่ยนรูปอยู่เรื่อย ๆ ในท่ามกลาง, คือระหว่าง ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะดับ ไม่มีระยะที่คงที่ถาวร แม้ แต่ขณะจิตเดียว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเหลว สิ่งแข็ง มีชีวิตวิญญาณหรือไม่มีก็ตาม แม้ที่สุดแต่ที่เป็น นามธรรมล้วน เช่น ตัวความคิดและอารมณ์ที่ เลื่อนลอยอยู่ในจิตใจ ของสัตว์ ก็เป็น เช่นเดียว กัน คือ เกิดขึ้น แปรไป และดับลง วนเวียน กันอยู่ ฯ. [77]

น.348 มื่อพิจารณาดูสิ่งทุก ๆ สิ่ง ที่เกิดขึ้น ปรากฏ อยู่ และดับไปทุกอย่างแล้ว จะเห็นว่า ล้วนแต่ เป็นตัวสังขาร ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ คือ พิจาร- ณาดูแล้ว น่าอิดหนาระอาใจ เป็นที่สุดไปทั้งนั้น พระพุทธองค์จึงกล้ายืนยันว่า นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไรเกิดขึ้นไม่ ฯ. [78] เมื่อสิ่งที่เป็นฝ่ายเกิด มีแต่ทุกข์ ไม่มีอะไร อื่น ดังนี้แล้ว ฝ่าย ที่ดับ ก็มี แต่ ทุกข์ นั้นเองอีก. สิ่งที่เราให้ชื่อว่า "สุข" ก็มีเกิดขึ้น-ดับไป อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สุขนั้นก็ตัวทุกข์นั่นเอง, เป็นทุกข์ ที่มีอะไร เคลือบไว้ อย่างสนิท จนชาวโลก รู้สึก ด้วยความคิดและความรู้อย่างโลก ๆ ของเขาว่า

น.349 เป็น ความสุข และ ตรงกัน ข้าม กับความทุกข์. ฉะนั้นควรระวังให้ดี ทุกข์ - ทุกข์นั้น หลายประ- เภทนัก มีทั้งที่เคลือบไว้ด้วยสิ่งที่เปรียบกันได้กับ น้ำตาล ซึ่งแม้ตัวน้ำตาลนั่นเอง มันก็เป็นขุม ทุกข์อยู่ด้วย ฯ. [79] โลกนี้ หรือ ธรรมชาติทั้งปวง ได้แก่สิ่งที่ เป็นสังขารเท่านั้น นอกเหนือไปมิได้มี, หากจะ หาสิ่งที่ตรงกันข้าม หรือนอกเหนือไปจากสังขาร ก็ จำเป็น ต้อง หา ที่ นอก โลก หรือ โลกุตตระ. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่า สิ่งที่เรา อาจจะหาได้ โดยผ่านทะลุไปในโลก หรือโดย อาศัยโลก เป็น บทเรียน ( ทั้ง ๆ ที่ตัวเราเอง ผู้

น.350 ๓๔๔ คติธรรม ศึกษาและโลกสำหรับทำการศึกษานั้น ก็เป็น เพียงตัวมายา หรือสังขารอย่างหนึ่งเท่านั้น ) นั่น ก็มีแต่ทุกข์อย่างหนึ่งกับปลายสุด อันเป็นที่จบ สิ้นของทุกข์ คือ " ที่สุดทุกข์ " อีกอย่างหนึ่ง เท่านั้น ฯ. [80] ตัวเราเองเป็นเพียงสังขารหรือมายาอันหนึ่ง มีความหลงของตัวเป็นเหตุให้บัญญัตินี้ นั่น โน้น ในโลกขึ้นยึดถือ เอาตามความเข้าใจของตน และทุก ๆ คนก็ตกอยู่ในลักษณะเดียวกัน. ที นี้ ถ้าเมื่อใดเราสามารถที่จะมองเห็น ความผิด ความเท็จ ที่ตนหลงบัญญัติและยึดถือนั้นได้ ก็ จะพบว่า ตัวเองไม่มี. เมื่อตัวเองไม่มี ใคร

น.351 เล่าจะเป็นผู้ต้องการความสุข. เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว สิ่งที่มีขึ้นอย่างหลอก ๆ ดับไปเองอย่างเป็น กฎธรรมดานั้น ก็คือ ตัวทุกข์เท่านั้น ๆ. [81] เมื่อสัตว์ยังเห็นแก่ตัว ก็ต้องการการออกไป จากทุกข์ หรือสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา ครั้นรู้ว่าไม่ มีตัว ก็ไม่ต้องการอะไร และ นั่นคือ ที่สุดของ ความทุกข์. เป็น การยืนยันความ จริง ที่ว่า “ตัวทุกข์นั้นมีอยู่แท้, แต่ตัวผู้เป็นทุกข์หามีไม่ " ด้วยประการฉะนี้ ฯ. [82] สัตว์ที่มีความรู้สึกว่า มีตัวยังต้องการอะไร อยู่นั้น เขาจะได้พบได้เห็นแต่ความทุกข์เท่านั้น ที่มีมาและสิ้นไป. แต่เขาเข้าใจผิด หลงเอา

น.352 วามทุกข์ ประเภท หนึ่ง คือ ประเภท ที่มี อะไร เคลือบย้อมไว้ อย่างที่ตรงกับความต้องการของ กิเลส นั้น มา เป็น ความสุข และเลย ยึดถือเอา หลักอันนี้ขึ้นยืนยันเสมอว่า สุขต้องเป็นคู่กับทุกข์ เรื่อยไป ฯ. [83] บุคคลใดยึดถือเอาสุข ให้เป็นคู่กับทุกข์แล้ว แม้เขา จะ มองเห็น สุขบางอย่าง ที่เขาเคย พอใจ มากลายเป็นทุกข์ไป เพราะมันเป็นของมายาอยู่ บ่อย ๆ เขา ก็ยัง หวัง ที่จะ หาพบ ความสุข ตาม อุดมคติของตนในโลกหน้า หรือโลกที่เขายังไม่ รู้จัก อีกต่อไปไม่สิ้นสุด ฯ [84]

น.353 บุคคล ที่มี แต่จ้องหาในสุข ทั้งเขาก็ยอมรับ ว่า เวลานี้เขายังไม่มองเห็นหรือแม้แต่นึกฝันไป ได้ เขาก็ยังตั้งความหวังไว้อย่างนั้น. ถ้าใคร มา บอกว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้ สอนเรื่องความสุข ทรงสอนแต่เรื่องความทุกข์ กับความดับหมดสิ้น ของ ความทุกข์ เท่านั้น ดังนี้แล้ว เขาก็จะหาว่า ไม่จริง ฯ. [85] บุคคลที่ต้องการ และเพ่งหาแต่ ความสุขด้วย ความ ยึดถือ ว่าจะเป็น เครื่องแก้ความทุกข์ได้นั้น ถ้าเราบอกเขาว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวคนที่ กำลังต้องการ ความสุข อย่างนั้น อย่างนี้ อยู่ใน เวลานี้นั้น เป็นเพียงมายา ไม่มีตัวจริง. เขา

น.354 ก็จะเห็นว่า นี่คงจำมาผิด. และถ้าบอกว่า ตัว มายา นั่นเองแหละ เป็นตัวทุกข์เสียเองด้วย ถ้า ต้องการให้ทุกข์ดับ ก็มีแต่ทางเดียว คือดับตัว มายา หรือ สังขาร ที่เต็มไปด้วย อวิชชา นั้นเสีย ทุกข์ก็จะสิ้นไป ดังนี้แล้ว บุคคล ผู้นั้น คงจะ ตอบทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นฉันไม่ต้องการความสิ้น- ทุกข์ของ ท่านแล้ว ท่านจง ไปสอน คนอื่น เถิด. ดังนี้ ฯ. [86] ถ้าหากว่าบุคคลใด ไม่เป็นเด็กดื้อ ย่อมมอง จนได้พบว่าแท้จริงบรรดาสิ่งที่เกิด ๆ มี ๆ อยู่ใน โลก หรือที่เป็นตัวโลกเองในบัดนี้นั้น นอกจาก ตัวทุกข์อย่างเดียวแล้ว สิ่งอื่นไม่มีเอาเสียจริงๆ.

น.355 และที่สุดของทุกข์นั้น ก็คือที่สุดของโลกนั่นเอง ซึ่งพระพุทธองค์ได้บัญญัติรวมไว้ ในร่างกายนี้ พร้อมเสร็จ สำหรับให้ค้นคว้า. นิพพานนั้น คือ ที่สุดของความทุกข์ และอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ เอง แม้นี้ก็เป็นความน่าอัศจรรย์อันหนึ่งของพระ นิพพานด้วย กล่าวคือ ความที่พระนิพพานเป็น สิ่งที่อาจหาได้ในที่ทั่วไปนั้นเอง ฯ. [87] เรามีวิธีที่ จะเข้าใจพระนิพพานโดยอาศัย จับ หลักมาจากโวหารคู่ ได้อีกทางหนึ่ง เพราะว่า โวหารที่ว่า ทุกอย่างเป็นของคู่กัน นั้นเป็นโว- หารโลกแท้เป็นชั้นสมมติ. ในฝ่ายโลกุตตระ มีแต่โวหารเดี่ยว ทุกอย่างมีเดี่ยว คือ เป็นความ

น.356 ๓๕๐ คติธรรม จริงที่กล่าวตรง ๆ. ถ้าจะเข้าใจโวหารเดี่ยว หรือนิพพานให้ได้ โดยลำดับ ๆ ก็ต้องจับหลักมา จากโวหารคู่ทางโลกนั้น ๆ. [88] โวหารเดี่ยว หรือ โวหารโลกุตตระ ถือ ว่าไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์อย่างเดียว ทุกข์นั้น ๆ น้อย · เข้า ๆ จนกระทั่งเหลือ ๔ เหลือ ๓ เหลือ ๒ เหลือ ๑ กระทั่งเป็นทุกข์ ๐, นั้นคือที่สุดของทุกข์. หา ได้ถือว่ามีสุข ที่ไหนอีกไม่ เพราะตามความเป็น จริง สุขเป็นสิ่งที่ไม่มี ฯ. [89] ตัวเราหรือสิ่งที่กำลังมีอยู่นี้ เป็นเพียงสังขาร อันหนึ่งที่กำลังหลอกตัวเองให้ยึดถือว่าตนของตน

น.357 มี และตนต้องการความสุข. ครั้นสังขารกลุ่ม นั้นเกิดรู้จักตัวเองขึ้นมา คือมีความรู้สึกเกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้รู้จักสังขารทั้งหลายตามที่เป็นจริง เมื่อรู้ก็เกิดความไม่ยึดถือ ทั้งไม่ปรารถนาความ สุขอะไรที่ไหนอีก ปรารถนาอยู่ก็แต่อยากจะดับ ตัวสังขารตัวนั้นเอง ซึ่งเป็นตัวทุกข์แท้ ๆ นั้นเพื่อ ไม่ให้มี สังขาร ส่วนใด เหลืออยู่ สำหรับจะทน ทุกข์อีกต่อไป ฯ. [90] ตัวเราหรือตัวที่มีอยู่นี้ ไม่มีอะไร เป็นเพียง กลุ่มสังขารหรือตัวทุกข์, สังขารยังอยู่ก็ต้อง ทุกข์ร่ำไป ไม่มีทางที่จะ แก้ไขให้เป็น อย่างอื่น. แม้จะทำให้รู้สึก เพลิดเพลิน สนุกสนานได้ ในบาง

น.358 ราว ก็เป็นของหลอก ๆ และชั่วคราว. แม้ ที่สุด ความสุขอันเกิดจากความสงบ ก็ชั่วเวลา ที่ ร่างกาย รู้ว่ามีความสุขบ้างเท่านั้นเอง. ฉะนั้น จึงทำให้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย พอใจในความดับ สนิทมากกว่าที่จะยังคงอยู่ไปในความสุข แม้ที่ ประณีตชนิดนั้นไปตลอดกัลป์. อะไรที่ยังอยู่ หรือยังคงอยู่ ไม่ว่าในเวลานี้หรือเวลาไหนจำต้อง เป็นทุกข์ คือมีภาระหนัก หรือเป็นของหนัก ทั้งนั้น ฯ. [91] เมื่อกล่าวกันจริง ๆ ตรง ๆ ตามแบบแห่ง วิทยาศาสตร์ โดยเพิกถอนสมมติชั้นหยาบ ๆ เสีย จึงกล่าวว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ เสมอ ๆ และเมื่อถึงที่สุดทุกข์แล้ว ก็ดับสนิทไป หมดเรื่องแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีอะไร

น.359 เป็นร่องรอยเหลือ แม้ใครเกิดจะมาสมมติภาพ แห่งการดับสนิทไม่มีอะไรเหลือนี้ให้กลับเป็นความ สุข ขึ้นมาอีกก็ตามที แต่ความจริงเป็นเพียงที่สุด ของความทุกข์หรือความดับสนิทแห่งสังขาร กลุ่ม หนึ่งเท่านั้น ฯ. [92] โวหารโลกหรือโวหารคู่ ถือว่ามีร้อนมีเย็น มีสุขมีทุกข์ มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป ฯลฯ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นคู่ไปทั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงคำนึงถึงโวหารคู่ ในขั้นแรก ๆ เหมือนกัน แต่ในขั้นความจริงอันสูงสุดแล้ว ก็ตรัสไปทาง โวหารเดี่ยว เช่น อริยสัจสี่ ตรัสเรื่องทุกข์กับ มูลเหตุของทุกข์ และเรื่องความดับสนิทของทุกข์

น.360 กับวิธีที่จะดับมันอย่างไร เป็นอาทิ ฯ. [93] หลักที่ใช้กันทั่วไปในเวลานี้มีว่า "ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ฯลฯ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรฺซฺฌติ - ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์นั้นตั้งอยู่ และ ทุกข์นั้นเปลี่ยนไป นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไร เกิด หามีอะไรดับไม่" ข้อนี้รวมความว่า สิ่ง ที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ในโลกนี้ทั้งหมด มีแต่ทุกข์ อย่างเดียว ; นอกโลกไป ไม่มีความเกิดความดับ มีแต่ที่สุดของทุกข์อย่างเดียว. ความจริงที่ เด็ดขาดจึงไม่มีเรื่องอะไรอื่น นอกจากเรื่องเกี่ยว กับทุกข์เท่านั้น ฯ. [94]

น.361 ในโลก อันเป็นทุกข์อย่างเดียว นี่แหละ สัตว์ ที่ยังเขลาเพราะอวิชชามองเห็นทุกข์ในส่วนที่เป็น ความเพลิดเพลิน ว่าเป็น "ความสุข" ไปเสีย, มองเห็นสิ่งที่ร้อนน้อย ว่าเป็น “เย็น" ไปเสีย, มองบาปชนิดที่งดงาม มีคนติดกันมาก ๆ ว่าเป็น "บุญ" ไปเสีย, และยึดถือสิ่งที่ตนชอบมากๆ ทั้งที่สิ่งนั้นเป็น มายา และทำความหนักอกหนักใจ ให้แก่ผู้ยึดถืออย่างเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ว่าเป็น "ของ ดี" ไปเสีย. แท้ที่จริงแล้ว สิ่งทุกสิ่งเหล่า นั้น ไม่ว่าดีหรือชั่ว ไม่ว่าบุญหรือบาป ฯลฯ ล้วนเป็นเพียงสังขาร อันเป็นทุกข์เสมอกันหมด ไม่ยกเว้นสิ่งใด ฯ. [95]

น.362 ๓๕๖ คติธรรม โดยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ของเป็นคู่ ๆ ได้ เกิดขึ้นในโลก หรือ มีอยู่แต่ในโวหารโลกได้ อย่างไร. ส่วนความจริงหรือโลกุตตรโวหาร นั้น หมายถึงของเดี่ยว ไม่มองเห็นอะไร โดย ความเป็นของคู่อย่างไร. และพระนิพพานซึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ท่านกล่าวว่า "เอตํ สนฺตํ, เอตํ ปณีตํ - สิ่งนั้นละเอียดนัก ประณีตนัก" นั้น มีความจริงเพียงไร. นี่ก็ เป็นความน่าอัศจรรย์ ทั้งใน ส่วน ทฤษฎี และส่วน ปฏิบัติ พร้อมกัน อยู่ใน พระนิพพานโดย ครบถ้วน แล้ว ฯ. [96]

น.363 ในส่วนทฤษฎี ถือว่า นิพพานพ้นไปจากทุกๆ สิ่ง เหนือทุก ๆ สิ่ง ที่เป็นคู่ ; ในส่วนปฏิบัติ คือ ข้อที่กล่าวถึงการจะลุถึงนิพพาน ก็ต้องดำเนิน ก้าวข้ามไปหรือละเสีย ในสิ่ง ที่เป็นของ คุ่ทุก ๆ อย่างในโลกนี้ คือ ข้ามขึ้นไปให้พ้นทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาป ทั้งสุขและทุกข์ ฯลฯ ทั้งหวาน และขม - อันเป็นสภาพที่เร้นลับยากที่คนธรรมดา จะคาดคะเนถึง จะหยั่งทราบได้ก็แต่ผู้ที่ลุถึงเข้า แล้วจริง ๆ เท่านั้น เพราะเหตุที่เป็นสภาพอยู่นอก เหนือความรู้สึกทั่วไปของโลกนั้นเอง ฯ. [97] เมื่อเราผู้เป็นพุทธบริษัท มีสิ่งที่ดี ที่ประเสริฐ เป็นชิ้นเอก ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาวัด

น.364 ๓๕๘ คติธรรม จับ เป็นการเทียมบ่าเทียมไหล่กันได้ดังนี้ ความ พากพูมใจ ในการ ที่เรา ได้เข้ามาเป็น บริษัท ของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เกิดมากมูนขึ้นเป็นธรรมดา และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเคารพ นับถือตัวเองว่า ตนเป็น พุทธ บริษัท อันแท้จริง เพราะเหตุที่ตนรู้จักจุดมุ่งหมายของการเป็นพุทธ- บริษัท ฯ. [98] แม้ว่าในบัดนี้ เรายังไม่สามารถลุถึงพระนิพ- พานนั้นได้ โดยมองเห็นประจักษ์ชัดอยู่ว่า ยัง ถูกรัดรึงไว้ ด้วย ของ บาง สิ่ง บาง อย่าง ยังไม่ สามารถจะสลัดออกไปให้พ้นได้ในบัดนี้ แต่อย่าง น้อยที่สุด ก็ยังมีความแน่ใจว่า ตนหลีกพระนิพ-

น.365 พานไม่พ้น เพราะความอัศจรรย์ของพระ นิพพาน กล่าวคือ มีความลุ่มลาดเอียงเทอันหนึ่ง คอย บังคับผลักใสให้ไปทางนั้นอยู่เสมอนั่นเอง ฯ. [99] แม้ว่า อวิชชา และโมหะ ของสัตว์ จะเป็น เครื่องเหนี่ยวรั้งต้านทานสัตว์ ให้ออกนอกลู่นอก ทางได้ในบางครั้งบางคราว แต่เมื่อมีความคิด อันเกิดขึ้นจากการที่ตนกลิ้งไปนอกลู่นอกทาง ซ้ำ ซากจำเจอยู่บ่อย ๆ ก็ย่อมให้ผลกระท้อนในทาง ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อขึ้นได้ ไม่เร็ว ก็ช้า ฯ [100]

น.366 การศึกษา เรื่องนิพพาน หรือเรื่องเกี่ยวกับ นิพพานเป็นสิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นของสำคัญ ควร ทำให้มีกันทั่ว ๆ ไป แม้กระทั่งแก่เด็ก ๆ. เด็ก พุทธบริษัทควรมีความคิดนึก ผิดจากเด็กที่มิใช่ พุทธบริษัท คือ เขาควรจะนึกหรือถือหลักในใจ ว่า สิ่งที่ประเสริฐสุด คือความหลุดพ้น. หรือ ว่า ความ หลุดพ้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ดีที่สุด ก็ได้ ฯ. [101] เด็กพุทธบริษัท แม้จะยังไม่อาจได้ชัดเจนว่า หลุดพ้นจากอะไร หรืออย่างไร เพียงไหนก็ควรจะ ให้รู้ว่า หลุดพ้นจากทุกข์ หรือ สิ่งที่ตัวไม่ชอบไป พลางก่อน แล้วจะค่อยรู้สูงขึ้นไปเอง. เมื่อเด็ก ค่อยโตขึ้น ความรู้สึกก็ค่อยสูงขึ้นมา รู้จักเกลียด

น.367 สิ่งที่เลวอย่างที่ผู้ใหญ่ค่อย ๆ รู้จัก, คือสิ่งที่แม้ จะเลวน้อย ก็รู้สึกเกลียด อย่าง ประณีต ยิ่งขึ้น. ความรู้สึก แห่งจิตใจของเด็กนั้น ก็ย่อมจะรู้จัก ความหลุดพ้น ที่สูงขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่ง รู้จัก ความหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวงได้ ในเมื่อได้ ผ่านโลกมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ฯ. [102] การที่ให้เด็กถือหลักมั่นไว้ในใจว่า "สิ่งประ- เสริฐที่สุดได้แก่ความหลุดพ้น" นี้ จะทำให้เด็ก มีจิตใจเป็นผู้ใหญ่ได้เร็ว เป็นพุทธบริษัทที่ก้าว หน้าอย่างรวดเร็ว รู้จักจัดตัวเองและผู้อื่นหรือสิ่ง อื่นที่เกี่ยวข้องกับตนให้มีแนว หรือระเบียบเป็นไป

น.368 ๓๖๒ คติธรรม ในทางสงบสุข ฯ. [103] อันความหลุดพ้นนั้น จะมีความหมายแปร ไปอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะมุ่งไปในทางความ รอด พ้น จากความ บีบ คั้น ของ ทุกข์ กล่าวคือ มุ่ง ตรง ไปยัง นิพพาน อย่างเดียว. ฉะ- นั้นการตั้งปรารถนานิพพาน จึงเป็นสิ่งที่คล้อย ตามกฎธรรมชาติ ของจิตใจ และเป็น ธรรมดา ยิ่งนัก ที่จะทำให้ก้าวหน้า ไปทีละน้อย ๆ ได้เอง จนกระทั่งสูงสุดในฝ่ายโลกียะแล้ว ก็ข้ามไปโล- กุดตระได้ โดยไม่มีการฝืนธรรมดาเลย ฯ.[104] เมื่อ พุทธบริษัทไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ มี ความรู้สึกที่หน่วงเอานิพพาน กล่าวคือ ความ

น.369 รอดพ้นจากสภาพที่บีบคั้นเป็นอารมณ์ หรือเอา เป็นที่มุ่งหมายอยู่ในใจ อยู่เพียงใดแล้ว ก็จะได้ รับผลเป็นที่พอใจเกินค่า ที่เสียสละ เพราะทำให้ ก้าวหน้าในทางจิต ฯ. [105] ความยุ่งยากทั้งหลายในโลกนี้ เกิดมาจาก การที่สัตว์โลก ละเลยไม่ เอาใจใส่ ต่อการ ปฏิบัติ เพื่อความรอดพ้น ที่มีแนวแล่นตรงไปยัง นิพพาน เพราะค่าที่ไม่รู้จักว่า นิพพาน คืออะไร นั่นเอง. ครั้นได้ยินคำ "นิพพาน - นิพพาน” เป็นเสียงพูด ซ้ำซาก ด้วยความไม่เข้าใจ หนักเข้า, หรือ ได้ยินพูดกัน อยู่ในวัดวาอาราม เลยเกิดเห็นเป็น ของครึ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ไปเสีย ผลที่

น.370 ๓๖๔ คติธรรม สุดจึงไม่รู้จักตั้งปณิธานในการประพฤติ กระทำ ของตน หรือของหมู่คณะ ให้มุ่งไปยังความ สงบสุขได้ ฯ. [106] พุทธบริษัทที่แท้ ไม่ใช่เป็นพวกหลับหูหลับตา มุ่งหาประโยชน์เฉพาะตนแคบ ๆ ส่วนเดียว แต่ เป็นพวกที่สนใจในการศึกษา และใช้เวลาหรือ ความคิด ในทางที่จะให้ได้รับประโยชน์จากการ เกิดมาเป็นมนุษย์ มากที่สุดที่จะมากได้ ฯ. [107] เมื่อคนอื่น พากันยุ่งยากลำบาก ด้วยเรื่อง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง, พวกพุทธบริษัทเรียบร้อย ราบรื่นทุกอย่าง ทั้งความดีและความชั่ว ไม่ สามารถรบกวนความสงบของพุทธบริษัท จึงทำ

น.371 ให้หายใจ อยู่ได้ ด้วย ลม อัน บริสุทธิ์ ตลอด เวลา ฯ. [108] คนที่ทำความดีไว้มาก แล้วตาย เขาสรร- เสริญว่า ตายดีที่สุด. คนที่ตายมีสติ หรือ ระลึกได้แต่ ความดีไปเสียทั้งนั้น เมื่อตนจะตาย ทำให้ตายอย่างกล้าหาญ กล้าเผชิญหน้ากับความ ตาย คนเขาก็สรรเสริญ ว่าเป็นคนตายที่ดีที่สุด. ข้อนี้เราเองหรือใครก็ตาม ต้องยอมรับรองว่า นั่นเป็นสิ่งดีที่สุด. แต่พุทธบริษัทควรจะไปได้ ไกล หรือสูงกว่านั้นยิ่งขึ้นไปอีก คือเมื่อเขาพา กันเตรียมตัว เพื่อจะตายให้ดีในที่สุด ยุ่งยาก อยู่ด้วย การ แก้ไข ปัญหาต่าง ๆ นานา ประการ.

น.372 ๓๖๖ คติธรรม พวก พุทธบริษัท กลับเตรียมตัวที่จะไม่ตาย คือ ตาย กะ เขา ไม่เป็น อยู่ เหนือ ความ ตาย เสีย แล้ว ฯ. [109] แม้ขณะนี้ ในที่นี้ เราพุทธบริษัทก็ไม่มีความ ตาย เราจักไม่มีความตายในอนาคต, เป็น ผู้รู้อมตธรรม เพราะได้ ถอนเอา สิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา" ออกไปเสียแล้ว "จากความรู้สึกของ จิตใจ. และที่พุทธบริษัทเราทำดังนี้ได้ ก็ โดย อาศัยความรู้ ที่ได้มา จากการที่มัน รู้จัก พระ นิพพานนั่นเอง เป็นสมุฎฐานของความรู้อื่น ๆ ที่ จะทำให้รู้จักโลกทั้งปวง โดยประจักษ์ชัด ว่า อะไรเป็นอะไร เพื่ออะไร โดยอะไร ดังนี้ๆ. [110]

น.373 ความที่รู้จักพระนิพพาน ย่อมหมายถึงความ รู้จักโลก โดยทุกแง่ทุกมุม คือรู้จักเหตุปัจจัย ของโลก ความสิ้นเหตุสั้นปัจจัยของโลกนั้นด้วย, จนหายตื่น หายหลง หายงง ในโลก- โลกซึ่ง กลุ้มไปด้วยกลิ่นไอของความ ดีความชั่ว เท่านั้น. พุทธบริษัทจึงไม่มีภาระยุ่งยาก แม้ที่สุดแต่ที่จะ เตรียมตัวเพื่อตาย ให้ดีที่สุด งดงามที่สุด. แต่ จะมีความ งดงาม ที่สูง สุดยอด อยู่ที่ความ ไม่ตาย หรือตาย ไม่เป็นเท่านั้น ฯ. [111] ใครก็ตาม ถ้ารู้จักพระนิพพานแจ่มใสอยู่ใน จิตเพียงใดแล้ว ความรู้สึกว่า ตาย หรือ จะต้อง ตาย จะไม่สามารถเข้ามาสู่จิตใจของความรู้อัน

น.374 ๓๖๘ คติธรรม แจ่มใสนั้นได้. จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า พระ- นิพพานหรือแดนพระนิพพานนั้น ความตายตาม เข้าไปไม่ได้ ความทุกข์เข้าไปไม่ได้ เพราะสิ่ง เหล่านี้ เป็นสังขารหรือเป็นโลก ส่วนนิพพานเป็น วิสังขาร หรือพ้นโลก. ทั้งสองสิ่งคือ สังขาร วิสังขาร จะอยู่ร่วมกันไม่ได้. เช่นเดียวกับ ก้อนน้ำแข็ง ไม่สามารถลงไป ลอยอยู่ใน หม้อน้ำ เดือด หรืออีกอย่างหนึ่ง น้ำไม่สามารถเดือดอยู่ ในถังน้ำแข็ง ฉะนั้น ฯ. [112] อวิชชา หรือ โมหะ-ความไม่รู้หรือรู้ผิด ได้ ทำให้เกิดมีอะไรต่ออะไรขึ้นได้ก็แต่ในโลก กล่าว คือ นับแต่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง แล้วก็

น.375 กระทำให้เกิดความสำคัญผิด ว่ามีสัตว์ มีบุคคล ตัวตนขึ้นมา. เมื่อมีการยึดถือเป็นตัวตนขึ้น ก็มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามขึ้นมา แล้วก็เป็นทุกข์ เป็นห่วง เพราะเหตุนั้นเป็นธรรมดา ฯ. [113] อวิชชา หรือ โมหะ เข้าไปในขอบเขตของ นิพพานไม่ได้ จะดับละลายหายไป เสียตั้งแต่ แรก ที่นิพพานจะปรากฏขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ในนิพพาน หรือในจิตใจ ที่รู้นิพพานเต็มเปี่ยม จึงไม่มีความรู้สึกว่า "ตัวเรา" หรือว่า มีตัวตน สำหรับเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ไม่มีใครตาย ไม่ มีใครเกิดใหม่. จิตที่รู้จักนิพพาน จึงเป็น จิตที่ไม่รู้จักกับความตาย. ความตายจึงคง

น.376 ๓๗๐ คติธรรม เหลือเป็น สมบัติ ของโลกอยู่ ฝ่ายเดียว ไม่มีใน โลกุตตระ หรือที่พ้นโลก นั้นเลย ฯ. [114] พุทธบริษัท มีอะไรที่ดีกว่าก็ตรงที่ตายกะใคร ไม่เป็นนี่เอง. พุทธบริษัทไม่ยุ่งยากเกี่ยวกับ การจัดภาระ ที่จะต้องตาย ซึ่งเป็นของกดทับ จิตใจ ทำให้เป็นห่วงกังวล ทั้งในด้านความกลัว ความรัก ความอาลัย เหมือนเขาอื่นทั้งหลาย, แต่กลับตรงข้ามกันโดยประการทั้งปวง. โดย อาศัยหลักสั้น ๆ นี้ เราพบได้ว่า "ความตาย" นั้นอยู่กับโลก เป็นสมบัติของโลก, "ความไม่ ตาย" นั้นอยู่กับโลกุตตระ ฯ. [115]

น.377 พุทธบริษัทเรา จักไม่เป็นผู้เข้าใจ "ความ รอดพ้น" หรือ นิพพาน ผิดพลาดไปจากความ มุ่งหมายอันแท้จริงโดยเด็ดขาด เรามีการศึกษา มีการพยายามทุก ๆ ประการ ล้วนแต่มีที่ยึด หน่วง มีเหตุผลเป็นเครื่องประดับประคอง ไม่ ใช่ศึกษา หรือ ปฏิบัติโดย กระทำ งม ๆ ไปตาม ทฤษฎีหรือมติ ที่เห็นกันว่า อยู่ในฐานะเป็นวิชา แปลก ๆ ใหม่ ๆ อันหนึ่งในตำราเท่านั้น. ด้วย เหตุนี้ พุทธบริษัท จึงสามารถ ยึดหน่วง นิพพาน เป็นอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง ฯ. [116] ความยุ่งยากทั้งหลายในโลกนี้ เกิดมาจาก ความเข้าใจผิดของโลกเองโดยเฉพาะก็คือได้เข้า

น.378 ๓๗๒ คติธรรม ใจคำว่า "ความรอดพ้น" ผิดไปจากความจริง. จึงเป็น เหตุให้มนุษย์ หลงใช้เวลา ทั้งหมดเท่าที่มี ไปในทางก่อความยุ่งยากโกลาหล ซึ่งเป็นการ เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น นับแต่ระหว่างบุคคล ต่อบุคคล กระทั่งหมู่คณะที่ใหญ่โต ที่เรียกว่า มหาสงคราม ฯ. [117] ความยุ่งยาก ระส่ำระสาย ในโลกนี้ทั้งหมด เมื่อมองดูด้วยปัญญา หรือความรู้ ของมนุษย์ เหล่านั้นเอง จะเป็นว่าสับสนวนเวียน น่าเวียน หัว เพราะเขาไม่ทราบได้ ว่ามันมีมูลมาอย่างไร กลับเห็นความยุ่งยากระส่ำระสายเหล่านี้ เป็นของ แตกต่างกันเป็นหลายประการ มีมูลเหตุก็แตกต่าง

น.379 กันสับสนกันไปหมด ฯ. [118] การที่ไม่รู้ได้ว่า ความยุ่งยากทั้งมวล. มีมูล มาจากอะไรนั้นเอง ในที่สุดมนุษย์เหล่านั้น ก็ เวียนหัวเอาจริงๆ โดยความรู้สึกที่ ยุ่งไปหมด ว่าทุกข์ทั้งหลายนั้น ช่างมี มากมาย หลายแขนง หลายเหตุ หลายแบบ จนสะสางไม่ไหว แก้ไข ไม่ได้. จึงเป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกที่อยาก ใช้อำนาจเป็นธรรม และสะสมกำลังสำหรับสู้รบ กันเข้าไว้ ฯ. [119] แท้จริง ความทุกข์ยากในโลกนี้ ก็คือบาป กรรม หรือผลวิบากอันเกิดขึ้นแก่มนุษย์เหล่านั้น อย่างสาสมกันแล้ว กับที่เขาได้เข้าใจความหมาย

น.380 อง "ความรอดพ้น" อย่างผิด ๆ. หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งก็คือ เข้าใจนิพพานไปอย่างผิดถนัด โดยเห็นเป็นของน่ารังเกียจนั้นเอง ฯ. [120] หากมนุษย์ จะได้พากัน มองดู ความทุกข์ ยาก เหล่านี้ ด้วยปัญญาหรือความรู้ ของพวกพุทธ- บริษัท มาเสียตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ก็จะพบแต่ ความราบรื่นสงบเย็น และเขาเองจะพบได้ง่าย ๆ ว่า สิ่งยุ่งยากระส่ำระสายเหล่านี้ แม้จะมีมาก มายหลายสิบหลายร้อยแขนง เพียงใด แท้ที่จริง มีมูลเหตุอันเดียว หรือ เรื่องเดียวเท่านั้น คือ เรื่อง ไม่รู้จักความรอดพ้น หรือ นิพพาน นั่น เอง ฯ. [121]

น.381 มนุษย์ที่ไม่รู้จักโลก ตามที่เป็นจริง ก็อาจ ไม่รู้จัก ความรอดพ้นที่แท้จริงของโลกได้ ตัว อย่างเช่น คนที่ไม่รู้จักโลก ก็พากันยึดติดใน ความดีความชั่วมากเกินไป จนเป็นเหตุให้ยกตน ข่มท่าน หรือตัดรอนคนอื่น ที่ตนกลัวไปว่าจะดี กว่าตน ฯ. [122] คนที่อยากเป็นเจ้าโลก ก็เนื่อง จาก ไม่รู้จัก โลกอันเป็นมายานั่นเอง กลายเป็นผู้ที่จะกวนโลก ให้วุ่นวายไปเสียด้วย. ถ้ารู้จักโลกดี ควรจะ รู้จักความสงบของโลก พอที่จะทำให้โลกสงบ ได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องอยากเป็นเจ้าโลก อัน แสนที่จะเป็นมายานั้น ฯ. [123]

น.382 ขึ้นชื่อ ว่าโลก แล้ว ทำอย่างไรเสีย ก็ต้อง วุ่นวาย เพราะตัว ความ หมุนเวียน วุ่นวาย นั้น เอง คือตัวโลก. อย่างที่ท่านกล่าวว่า โลก คือความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึง ต้องมีความวุ่นวายอยู่เสมอ จึงจะเป็นโลกสมชื่อ และมนุษย์เหล่านั้น ควรจะยินดีรับ เอาความ วุ่นวายเหล่านั้นเข้าไว้เป็นสมบัติของตนๆ ๆ.[124] ฝ่ายตรงข้าม ที่เราเรียกว่า สันติภาพ นั้น จะมีได้ก็ต่อเมื่อพ้นไปจากโลกแห่งความโกลาหล นั้นเสียก่อน หรือกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้น ก็กล่าวได้ ว่า สันติภาพ จะมีต่อเมื่อโลกพ้นจากความเป็น โลกไปแล้ว ถ้าจะขึ้นให้มีสันติภาพในโลก ก็มี

น.383 ได้แต่สันติภาพจอมปลอม เท่านั้น ฯ. [125] สันติภาพจอมปลอม คือ สันติภาพ ที่หมาย ถึงการเตรียมตัวเพื่อรบใหญ่ หรือหยุดพักเหนื่อย กันชั่วคราว แล้วเตรียมตัว ใหม่. สำหรับ สันติภาพขณะเตรียมรบใหญ่นั้น ถ้ายิ่งหน่วงไว้ ได้นาน ไว้ได้ถาวร คือยืดยาวไปได้เพียงใด ก็ยิ่ง จะมีการรบใหญ่ตามมาเบื้องหลังเพียงนั้นๆ.[126] การเตรียม เพื่อสันติภาพ ของโลก, ถ้า หากว่าสันติภาพนั้น มีความหมาย อย่างโลก ๆ แล้ว, ก็คือ การเตรียมเพื่อโกลาหล วุ่นวาย อย่าง ใหญ่โต นั่นเอง. ยิ่งเมื่อ เอ่ยถึง คำว่า

น.384 ๓๗๘ คติธรรม " สันติภาพถาวร " ด้วยแล้ว เราจะยิ่งรู้สึกว่า เป็นคำที่ แกล้งยืมมาใช้ อย่างผืนความหมาย เพราะนอกจากสภาพแห่งนิพพานแล้ว ไม่มีอะไร ที่เป็นสันติภาพถาวรเลย [127] ถ้าหากมนุษย์จะเห็นแก่สันติภาพ อย่างแท้- จริง มิใช่สันติภาพหลอกตัวเองกันจริง ๆ แล้ว ทำอย่างไรเสียมนุษย์ก็จะต้องได้พบปะ และยอม เอามติเรื่องโลกุตตระ หรือนิพพาน เข้าไว้เป็น มิ่งขวัญของโลกเป็นแน่แท้ ฯ. [128] มนุษย์ที่อ้างตัวเองว่า จะเป็นผู้สร้างสันติภาพ นั้น อย่างน้อยควรจะมองให้เห็นว่า .ถ้าจะเดิน

น.385 กันแต่ในแนวของโลกียะ คือตามวิสัยของโลก โดยลำพังแล้ว เป็นอันไม่มีวันได้พบกับสันติภาพ เลย. เพราะวิสัยโลกนั้น มีกิเลส เป็นเครื่อง หนุนหลังสันติภาพจึงหาไม่ได้จากฝ่ายโลกียะโดย เด็ดขาด ฯ. [129] โลกจะพบสันติภาพได้บ้าง ก็ต่อเมื่อโลกยอม เสียสละสันดานแห่งความเป็นโลกของตนเสียบ้าง โดยพากันยกตนขึ้นสู่ ภูมิโลกุตตระให้พอ สมส่วน กัน จนในโลกนี้มีพระอริยเจ้าชั้นต่ำ ๆ มากพอ ที่จะประคับประคองโลก ยังไม่จำเป็นต้องถึงขั้น สูง เป็นพระอรหันต์ ก็ได้ ฯ. [130]

น.386 การสละ สันดาน ความเป็นโลก เสียบ้าง นั้น มนุษย์จะมีโอกาสศึกษาหาความเข้าใจ ให้แจ่ม แจ้งในขั้นต้น ๆ เพื่อโลกจะได้มีความโกลาหล น้อยลงบ้าง, สันติภาพจะได้แสดงแววอันแท้จริง ปรากฏออกมาบ้าง, แล้วมนุษย์ก็จะได้ หยุด หลอกตัวเองในการที่รักความจริง ยิ่งกว่า ความ เท็จเทียม หรือสิ่งที่เป็นมายามากขึ้น ๆ ฯ.[131] เรื่องของ นิพพาน อันเป็นตัว ประมุข หรือ ประธานของสันติภาพนั้น มนุษย์โลกควรจัดให้ เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ตามหน้ากระดาษ ที่ใช้ไป . ในการพิมพ์โฆษณาทั่ว ๆ ไป ในฐานะที่ พระนิพ- พาน เป็นหลัก วิชา ต้อง ศึกษาประจำ วัน ของ

น.387 ทุก ๆ คน ฯ. [132] เรื่องนิพพาน ก็คือเรื่องของความ รอดพ้น อันเป็นสิ่งอนุโลมสมคล้อยกันอยู่กับความต้องการ แห่ง สัญ ชาต ญาณ ของ สัตว์ ทั้ง หลาย อยู่ แล้ว. เป็นเรื่องที่มีความหมายมากพอที่จะให้ยึดหรือหด ให้เข้ากับ ความหมาย ของการ กระทำ ประจำวัน ของมนุษย์ได้ แทบทุกชั้นทุกวัย และทุกลักษณะ ของการงาน ที่เป็นไปเพื่อ เอาตัวรอด จาก ทุกข์ ฯ. [133] อันความหมายของ "ความรอดพ้น" ตาม แนวแห่งนิพพานนั้น ย่อมมีความหมายอันค่อย ๆ

น.388 ๓๘๒ คติธรรม สูงขึ้นมาตามลำดับแห่งความสูงของจิตใจ ซึ่งใน ขั้นต้น อาจหมายถึงรอดพ้นจากความบีบคั้นของ ความยากจนชัดสน จนกระทั่งสูงถึงความบีบคั้น ของกิเลสชนิดละเอียด ฯ. [134] การกระทำเพื่อให้รอด ทุก ๆ ประการ ไม่ว่า เป็นความรอดพ้นจากภัยอะไร ถ้าไม่ใช่เป็นการ กระทำที่ฝืนให้ รอดไป เฉพาะหน้า แต่กลับเพิ่ม ทุกข์ใหญ่ให้ภายหลังแล้ว เรียกได้ว่า เป็นความ รอดพ้นตามแนวนิพพานได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถใช้แนวแห่งนิพพาน เป็นอนุสรณ์ เครื่องคำนึง หรือศึกษาประจำวันได้เป็นอย่างดี

น.389 และดีกว่าอย่างอื่น เพราะแนวนี้ทำใจให้สูง และ อดทน เป็นนักกีฬา ชนิดที่ไม่มีความเป็นนักกีฬา ไหนจะสู้ได้ ฯ. [135] ในบรรดาการพิมพ์โฆษณา ที่เราเชื่อกันว่า เป็นการโฆษณาเพื่อ ช่วยกัน สร้าง สันติภาพ นั้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นว่ากระดาษและเรี่ยวแรง ที่เสียไปในการลงทุนพิมพ์โฆษณา หรือ แสดง ด้วยปากนั้น หมดเปลืองไปมากมาย อย่างน่า เสียดายยิ่ง. โดยเหตุที่ไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ ควรจะได้ ถ้าหากเราจะใช้กระดาษ หรือ เรี่ยวแรงนั้น ๆ ไปในทางที่ถูกต้อง คือถูกต้อง

น.390 กับธรรมชาติแห่งจิตใจของมนุษย์ในส่วนลึกหรือ ให้สมคล้อยกับ ความต้องการของ สัญชาตญาณ แล้ว จะได้รับผลเป็นที่พอใจยิ่ง หลักที่กล่าวนั้น ก็คือ การพิมพ์ก็ดี การแสดงด้วยปากก็ดี ที่ เป็นไป เพื่อแนะนำให้รู้จัก ความรอดพ้นใน ชั้นสูง โดยจับเงื่อนไปจาก ความรอดพ้นขั้นต่ำ ๆ จน ในที่สุด รู้จักจับฉวยเอานิพพานได้เอง โดยไม่ รู้สึกตัว. แล้วโลกนี้ ในขณะนี้ ก็จะงดงาม น่าดูยิ่งกว่า ที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้มากนักฯ. [136] -0- พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๑๑/๙๘

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต