Buddhadasa.org

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ตอนที่ ๑๕ — ธรรมแก้ปัญหาสังคมยุคปัจจุบัน

คนถึงธรรม ธรรมถึงคน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คนถึงธรรม ธรรมถึงคน (๓๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.189 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในการบรรยายครั้งที่ ๑๕ นี้ จะได้กล่าวถึงประโยชน์ ของการถึงธรรม ที่เนื่องกับปัญหาทางสังคมแห่งยุคปัจจุบัน เป็นการแสดงประโยชน์ของการถึงธรรมครั้งสุดท้าย ทั้งใน ส่วนที่จะได้แก่ปัจเจกชนและแก่สังคมรวมกันไป ซึ่งนับว่าเป็น การเพียงพอแล้ว สำหรับการแสดงถึงประโยชน์หรืออานิสงส์

น.190 ของการถึงธรรม หลังจากนี้ก็จะได้กล่าวถึงวิธีการถึงธรรม สืบไป เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้า จะแจงโดยรายละเอียดแล้ว ก็มีมากเกินไปจนเหลือที่จะแจก แจงไหว แต่ถ้าจะสรุปเอาแต่ใจความที่สำคัญและที่เราอาจจะ แก้ไขได้โดยอาศัยบารมีของธรรมนั้น อยากจะระบุพอเป็น ตัวอย่างสักสามประการเท่านั้น ก็จะเป็นการเพียงพอสำหรับ การเข้าใจในปัญหาทั้งหมดและแก้ปัญหาทั้งหมดได้ด้วย ที่ว่ามีเพียงสามประการเท่านั้นก็คือ เราขาดคนมี ธรรมสำหรับปฏิบัติงานของสังคมนี้อย่างหนึ่ง เราทำการ สังคมกันด้วยจิตวิทยามากเกินไป แทนที่จะสังคมกันด้วย ธรรมนี้อย่างหนึ่ง เรานำหมู่คณะไปด้วยจิตวิทยามากเกินไป แทนที่จะนำหมู่คณะไปด้วยธรรมนี้อีกอย่างหนึ่ง รวมกันเป็น สามอย่างดังนี้. สำหรับปัญหาข้อที่ว่า เราขาดคนดีสำหรับปฏิบัติงาน นั้น หมายความว่า โลกเราสมัยนี้เจริญด้วยวิชาความรู้ มี การศึกษาค้นคว้าที่ก้าวหน้ารวดเร็วอย่างกับลมพัด เราค้น

น.191 พบแผนการณ์หรือโครงการณ์ที่ดีเป็นอันมาก ในการที่จะจัด โลกให้ประสบสันติสุข หรือแม้แต่จะจัดบ้านเมืองให้มีสันติสุข หรือมีแผนการณ์ที่จะดำเนินกิจการสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ที่ล้วนแต่นับว่าดีหรือวิเศษด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วการปฏิบัติ ไปตามแผนการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือทำได้อย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นอย่างมาก และโดยทั่วไปนั้นเป็นเรื่องหน้าไหว้ หลังหลอกไปเสียแทบทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องมอบ หมายเป็นช่วง ๆ กันเป็นลำดับไปด้วยแล้วก็ยิ่งประสบความ ล้มเหลวมากยิ่งขึ้นตามส่วน หรือมีอาการที่เรียกว่า หน้าไหว้ หลังหลอกมากขึ้นตามส่วน ต่างคนต่างก็ทำพอสักว่าให้แล้ว ๆ ไป ต่างคนต่างก็ปกปิดความบกพร่องของตนเสีย แล้วก็ส่ง มอบให้ผู้อื่นเป็นทอด ๆ ไป ทุกคนล้วนแต่เป็นคนทำดีทำชอบ ไปทั้งนั้น แต่งานที่แท้จริงนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการ ความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ต้องมีใครรับ ผิดชอบ เพราะทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในสถานะอย่างเดียวกัน และทุกคนมีข้อแก้ตัวหรือคำแถลงการณ์ อย่างเพียบพร้อม ด้วยกันทั้งนั้น งานที่ทำตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาสงสาร

น.192 แล้วยังเปิดโอกาสให้มีการทำทุจริตนานาประการ อย่างที่ เรียกว่า มือใครยาวก็สาวเอา เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องผิด เรื่อง ถูก เรื่องบุญ เรื่องบาป เป็นต้นนั้น ไม่ต้องคำนึงถึง แม้ที่สุด แต่เกียรติยศของสุภาพบุรุษที่แท้จริง ก็ไม่ต้องคำนึงถึง สังคม นี้จึงกลายเป็นสังคมมืด คือล้วนแต่มีอะไร ๆ ที่ต้องปกปิด เปิดเผยไม่ได้ ไม่กล้าท้าให้เทวดาฟ้าดินพิสูจน์หรือสอบสวน ทั้งนี้มีมูลมาจากสิ่งเพียงสิ่งเดียว คือสังคมของเราขาดคนดีที่ จะปฏิบัติหน้าที่การงาน จึงเป็นสังคมที่ร่ำรวยแต่ด้วยโครง- การณ์ หรือแผนการณ์ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นการเอาเปรียบ กันหรือคดโกงกัน ผลงานที่แท้จริงจึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรืออยู่ ในสภาพที่น่าเวทนาสงสารดังกล่าวแล้ว ถ้าหากว่าคนเราตั้ง อยู่ในธรรม ซึ่งมีความหมายถึงการเคารพตัวเอง ซื่อตรงต่อ เกียรติยศของตัวเองหรือของมนุษย์แล้ว การปฏิบัติงานใน หน้าที่ต่าง ๆ ทุกระบอบทุกสาขากลับมีผลเป็นที่น่าชื่นใจยิ่ง กว่านี้อีกมากมายหลายเท่านัก จะเป็นในหมู่บ้านก็ตาม ใน จังหวัดก็ตามในประเทศหรือทั่วทั้งโลกก็ตาม ย่อมตกอยู่ใน

น.193 สภาพเช่นเดียวกัน หากแต่ว่าบางแห่งหรือบางคราวเป็น มากหรือเป็นน้อยเท่านั้น แต่เมื่อสรุปความแล้วอาจจะกล่าวได้ว่า สังคมมนุษย์ กำลังพิการในทางฝ่ายจิตใจ ทำให้หาคนที่ดีปฏิบัติหน้าที่ ของตนอย่างสุจริตและสมบูรณ์ได้โดยยาก ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่าจะมีสมัยไหนหรือถิ่นไหน ที่มีการปฏิบัติหน้าที่ ของตนเรียบร้อยกันดี เราก็จะค้นพบทันทีว่า ในที่นั้น มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม นี้หาได้โดยง่าย เดี๋ยวนี้เรายังค้นไม่พบว่า ใครจะเป็นเจ้าของโลกนี้ หรือจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเจริญหรือความเสื่อมของ โลกนี้ หรือของมุมโลกส่วนหนึ่ง ๆ หรือแม้แต่ของประเทศ หนึ่งๆ ก็ตาม ที่เป็นการถาวรและรับผิดชอบกันจริง ๆ ดังนั้น เราจึงไม่รู้จะไปโทษใครที่ไหน เพราะทุกคนล้วนแต่มีข้อแก้ ตัวด้วยกันทั้งนั้น ในการที่จะต้องรับผิดชอบอะไร ๆ แม้ที่อยู่ ในความรับผิดชอบของตนจริง ๆ ต่างคนจึงต่างปฏิบัติงานไป โดยไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นเหตุให้ไม่มีใครอยากจะเป็นคนดี

น.194 แล้วยังก่อให้เกิดความนิยมเป็นคนเอาแต่ได้กันยิ่งขึ้นทุกที สังคมโลกจึงกลายเป็นสังคมที่เอาแต่ได้กันไปทั้งหมดทั่วทุกหัว ระแหง แล้วในที่สุดก็ต้องรับบาปร่วมกัน ไม่มีใครปลีกตัว ออกไปได้ ในข้อที่จะไม่ต้องรับความลำบากร่วมกันแม้ว่าผู้นั้น หรือฝ่ายนั้น จะเป็นฝ่ายที่กอบโกยเอาไว้ได้มากที่สุด ใน ผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสังคม เดี๋ยวนี้สิ่งที่น่าสงสารที่สุด ก็คือการที่มนุษย์ร่ำรวย ด้วยแผนการณ์และโครงการณ์ แต่ยิ่งขาดคนดีที่จะประพฤติ ปฏิบัติงานนั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปยิ่งขึ้นทุกที ๆ เราจะ ต้องรอคอยไปจนกว่าเมื่อไร ธ ร ร ม จะกลับมาสู่ความนิยม ของสังคมมนุษย์อีกเท่านั้นเอง สำหรับปัญหาที่ว่า บัดนี้เรามีการสังคมกันด้วยจิต วิทยามากเกินไป โดยไม่อาศัยธรรมนั้นหมายความว่า เรา กำลังนิยมวิชาจิตวิทยา ชนิดที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป คราวหนึ่ง ๆ มากยิ่งขึ้นทุกที เพื่อให้ทันกันกับความต้องการ อันร้อนรนของคนเราในสมัยนี้ โดยที่ลืมไปว่าจิตวิทยาชนิด นี้ เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการของกิเลสตัณหา

น.195 ไม่ใช่เกิดมาจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยบริสุทธิ์ เมื่อโลก ถูกกิเลสตัณหาครอบงำมากขึ้น ๆ โดยนัยหรือโดยลักษณะ ดังที่กล่าวแล้วคนก็ต้องการจิตวิทยาชนิดนี้กันมากขึ้น มีการ ค้นคว้าการเรียนการสอนกันมากขึ้น และกำลังเร่งรีบให้มัน มากขึ้นอย่างไม่มีขีดสุด โดยหวังว่าถ้าใครใช้จิตวิทยาเก่ง คน นั้นก็จักได้เปรียบผู้อื่น หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนสำเร็จ แต่ ส่วนที่มันจะไปเกิดความเสียหายขึ้นแก่ใครอีกทางหนึ่งนั้น ไม่ ต้องรับผิดชอบ เพราะทุกคนมัวเมาแต่ในเรื่องเอาแต่ได้ เข้าว่า หรือขอให้ได้ไปที่ก่อนก็แล้วกันด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น การคบหาสมาคมของคนเหล่านั้น ซึ่งมีต่อ กันและกัน ก็คือการหลอกลวงซึ่งกันและกันชนิดหนึ่งนั่นเอง ไม่มีส่วนใดเป็นธรรมหรือเจือด้วยธรรม มีแต่เรื่องของกิเลส ตัณหาไปทั้งหมด นี่แหละคือผลของการที่คบกัน อยู่ด้วยกัน หรือเข้า กันได้ โดยอำนาจของจิตวิทยา แต่ไม่ประกอบด้วยธรรมเสีย เลย ถ้าเปรียบเทียบกันดูกับความหลอกลวงของภูตผีปีศาจ แล้ว ความหลอกลวงของมนุษย์ด้วยกันในลักษณะที่กล่าวนี้

น.196 น่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ แต่เราก็ยังหลงบูชาจิตวิทยาชนิดนี้ อยู่นั่นเอง เพราะเรากำลังตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาอย่าง ไม่มีสร่าง มนุษย์จึงมีความพิการในทางสังคม คือมีชีวิตอยู่ ด้วยกันในท่ามกลางแห่งความหลอกลวงทางจิตวิทยา โดยที่ ไม่หันหน้าเข้าหาธรรม หรือพึ่งธรรมเลย แม้ว่าจะมองให้แคบเข้ามาถึงกรณีของความรักเป็น ส่วนตัวบุคคล ที่จะพึงมีต่อกันและกัน มันก็ยังมีลักษณะที่ คล้ายกัน คือมีการใช้จิตวิทยาเป็นเครื่องมือเสาะหาความรัก แทนที่จะใช้ธรรมเป็นเครื่องมือเสาะหาความรัก ดังนั้นมัน จึงมีอาการเหมือนกับการใช้เวทมนต์คาถาไปเสียทั้งหมด คือ การหลอกลวงกันเล่นชั่วคราวเท่านั้นเอง จิตใจของมนุษย์ จึงได้ระส่ำระสายรวนเรไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน ที่จะ ทำความอุ่นใจหรือแน่ใจแก่ตัวเองได้ กำลังหวังพึ่งแต่สิ่งที่ เป็นเพียงมายาไปเสียทั้งนั้นเป็นจิตใจที่เลื่อนลอย เป็นความ หวังที่เลื่อนลอย ไม่มีใครเป็นที่พึ่งแก่ใครอย่างแท้จริงได้ เพราะอำนาจที่ได้ใช้จิตวิทยาชนิดนั้นมากเกินไป จนกระทั่ง กลายเป็นยาเสพติดไปเสียแล้ว

น.197 ขอให้กลับตัวกันเสียใหม่ มีความรู้สึกกันเสีย ใหม่ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติว่าเราสมาคมกัน รักใคร่กัน หรือเข้ากันได้ ด้วยธรรมดีกว่าด้วยจิตวิทยา แม้ ว่าธรรมในบางแง่จะเป็นจิตวิทยาอยู่ในตัวมันเอง แต่ก็เป็นจิต วิทยาอีกประเภทหนึ่ง คือเป็นจิตวิทยาที่ไม่อิงอาศัยกิเลส ตัณหา แต่อิงธรรม มุ่งที่จะให้มากกว่ามุ่งที่จะรับ มุ่งที่จะ สละให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น มากกว่าที่จะกอบโกยเอามาเป็น ประโยชน์ของตัว มันแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกันไปเสีย ทั้งนั้น ดังนั้นเราควรจะถือหลักว่า สังคมกันด้วยธรรม ดีกว่า สังคมกันด้วยจิตวิทยา ส่วนปัญหาที่ว่าบัดนี้เรานำหมู่คณะไปด้วยจิตวิทยา มากเกินไปกว่าที่จะนำกันไปด้วยธรรมนั้น ก็มีความหมาย คล้าย ๆ กันกับความหมายของปัญหาที่กล่าวแล้วข้างต้น การ อยู่กันเป็นหมู่มาก ก็ย่อมมีผู้นำหมู่ซึ่งเป็นธรรมดาของธรรม ชาติ การเป็นผู้นำของหมู่นั้นมีทางมาได้เป็นสองสถานคือถูก สมมติหรือถูกรับเลือกขึ้นมาด้วยความสมัครใจของคนทั้งปวง นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็ใช้อำนาจบังคับเอา ให้ยอมรับ เอาเป็นหัวหน้าหมู่และกำลังมีอยู่ในโลกนี้ด้วยกันทั้งสองอย่าง

น.198 และทั้งสองพวกนั้นก็ได้ใช้จิตวิทยากันมากเกินไป ไม่อิงอาศัย ธรรมและแทบจะไม่รู้จักธรรมเอาเสียเลย เพราะอำนาจความ เพลิดเพลินหรือมัวเมาในประโยชน์ที่จะพึงได้ จากการเป็นหัว- หน้าหมู่ การนำหมู่นำคณะของโลกปัจจุบัน จึงคล้ายกับเป็น การหลอกลวงอีกชนิดหนึ่ง ของบุคคลผู้หวังจะได้ประโยชน์ อะไร จากการเป็นหัวหน้าทีมหรือหัวหน้าหมู่นั่นเอง ไม่ เหมือนกับการที่พ่อ แม่นำ ลูกนำหลาน หรือพระ ศาสดานำหมู่ สาวก ซึ่งเป็นการกระทำด้วยอำนาจความรู้สึกเมตตากรุณาที่ บริสุทธิ์ หรือเป็นไปตามทางธรรม ไม่ใช่เป็นการพร้อม เพรียงกันประกอบกิจการงานสักอย่างหนึ่ง เพื่อดึงดูดเอา ประโยชน์ของพวกอื่นหรือฝ่ายอื่นมาเป็นของตัว ซึ่งไม่มีทาง ที่จะประกอบไปด้วยธรรมได้แต่อย่างใด ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ เป็นเรื่องของกิเลสตัณหามากเกินไป เราจักเว้นเสียไม่ต้อง พิจารณากันก็ได้ ทีนี้เราลองมาพิจารณากันดูถึงการนำหมู่ ที่ตั้งใจ กระทำด้วยเจตนาดี เราก็ยังเห็นว่า ยังมีทางที่จะเผลอตัว ไปหลงพึ่งอำนาจของจิตวิทยา มากกว่าที่จะอาศัยบารมีของ

น.199 ธรรมอยู่มากเหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้องไม่ประมาทหรือต้อง ระมัดระวังให้มากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะไม่ให้ตกไปเป็นเหยื่อ ของจิตวิทยา ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่กิเลสตัณหาพร้อมอยู่เสมอ ยากที่จะระวังได้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี มิใช่ว่าเราจะไม่อาศัยจิตวิทยาเสีย เลย หากแต่ว่าต้องอาศัยจิตวิทยาที่เป็นธรรม ที่อิงธรรม มี รากฐานอยู่ที่ธรรม ซึ่งที่แท้หาควรจะเรียกว่าจิตวิทยาไม่ ใน เมื่อนำมาเทียบกันกับความหมายของคำว่า จิตวิทยา แห่งยุคนี้ ซึ่งเหมาะสมที่จะเติมคำว่า มิจฉา เข้าข้างหน้า ให้กลายเป็น มิจฉาจิตวิทยาไปดูจะเหมาะกว่า เพราะเพ่งเล็งแต่ประโยชน์ ทางวัตถุ เป็นอานิสงส์ไปเสียทั้งนั้น ถ้าจะจัดจิตวิทยาชนิดนี้ ว่าเป็นสติปัญญา ก็เป็นสติปัญญาชนิดที่เรียกในภาษาบาลีว่า เ ฉ โ ก มากกว่าที่จะเรียกว่า ญ า ณ หรือว่า ปั ญ ญ า หรือ เป็นสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์และถูกต้อง ที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ ได้จริง ๆ ไม่หลอกลวง ดังนั้นเราควรจะถือเป็นหลักกันเสียใหม่ว่า นำหมู่ คณะไปด้วยธรรม ดีกว่านำไปด้วยจิตวิทยา โดยทำนองเดียว

น.200 กันกับเรื่องที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ควรทำโลกนี้ให้ กลายเป็นโลกของจิตวิทยา แต่จงช่วยกันทำให้เป็นโลกของ ธรรมที่บริสุทธิ์เสียก่อน แล้วจิตวิทยาก็จะเข้ามารับใช้เป็นบ่าว ที่ซื่อสัตย์ได้เองในภายหลัง เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ควรจะจับใจความให้ได้ว่า สังคมของเราไม่มีคนดีปฏิบัติงานตามแผนการที่วางไว้ก็ดี เราคบกันและจูงนำกันด้วยจิตวิทยามากเกินไปก็ดี ล้วนแต่ เป็นโทษที่เกิดมาจากการขาดธรรม ไม่สนใจในธรรมเพราะไป หลงผลที่ได้สด ๆ ร้อน ๆ จากอำนาจของจิตวิทยานั่นเอง ไม่ ยึดเอาสิ่งที่แท้จริงและถาวรเป็นที่พึ่ง แต่ไปยึดเอาสิ่งที่กิเลส- ตัณหา ใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาเป็นที่พึ่ง และได้แก่จิตวิทยาชนิดที่กิเลสตัณหาลูบคลำมาแทนที่ของจิต- วิทยาที่เกิดมาจากสติปัญญาอันบริสุทธิ์ ดังนั้นเราจึงตกเป็น สมุนของกิเลสตัณหา เป็นสังคมที่มีกิเลสตัณหาเป็นผู้ปกครอง และมีแต่จะใช้จิตวิทยาเป็นอุบายสำหรับการปกครองแต่อย่าง เดียวเท่านั้น

น.201 จึงถือว่าเป็นสังคมที่พิการแล้วในทางจิตใจโดย สมบูรณ์ ในเมื่อกล่าวโดยการถือเอาธรรมะเป็นหลัก เท่าที่ พุทธบริษัทเราจะยอมรับได้ เราควรจะรีบช่วยกันทำการ ปฏิวัติในข้อนี้ ให้สังคมนี้กลายเป็นสังคมที่มี ธ ร ร ม ปกครอง หรือมี ธ ร ร ม เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเสียโดยเร็วเถิด ธรรมะจะ แก้ปัญหาทางสังคมแห่งยุคปัจจุบันได้โดยแน่นอน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต