น.177 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายภาคที่แล้วมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการ แสดงถึงอานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ แต่มีข้อที่ควรจะสังเกตให้เห็นว่าอานิสงส์ทุกอย่างที่กล่าวมา แล้วนั้น แม้ว่าจะเป็น อานิสงส์ ที่จะพึงมีแก่ปัจเจกชน แต่ ก็ย่อมเป็น อานิสงส์ ที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมพร้อมกันไปในตัว
น.178 เพราะใคร ๆ ก็ย่อมจะมองเห็นได้ด้วยตนเองว่า ถ้าทุกคนใน โลกเป็นคนดีแล้ว สังคมโลกทั้งโลกก็จะเป็นสังคมที่ดี ดังนั้น ตามหลักของพุทธศาสนาจึงถือเอาประโยชน์ส่วนบุคคลเป็น เบื้องหน้า ที่จะต้องได้รับก่อนประโยชน์ของสังคม ถึงกับ มีการแนะให้รีบบำเพ็ญประโยชน์ตนอย่างเร่งรีบ โดยวาง ประโยชน์ผู้อื่นไว้ข้าง ๆ ไปทีก่อน หรือถึงกับถือเป็นหลักว่า ไม่ยอมให้ประโยชน์ตนเสียไป เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก ถ้าฟังไม่ดีแล้วก็จะเข้าใจผิดไปว่า พุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่สอนเข้าข้างตัวหรือเห็นแก่ตัว ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ความเข้าใจให้ถูกต้องกันเสียก่อน โดยอาศัยข้อเท็จจริงดังที่ กล่าวแล้ว ทีนี้ถ้าจะมองดูต่อไปอีกก็ย่อมจะเห็นว่า หลักพุทธ- ศาสนาที่วางไว้เพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์สังคมก็ ยังมี ที่กล่าวไว้ตรง ๆ ก็มี กล่าวโดยปริยายคือโดยอ้อมก็มี แต่สำหรับในกรณีที่ "คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน" นี้ ขอ ให้ทำความเข้าใจเอาเองว่ามีประโยชน์ ทางสังคมอย่างใดอย่าง หนึ่งแฝงอยู่ด้วย ถ้าพิจารณาดูโดยเที่ยงธรรมแล้ว ก็จะเห็นว่าคนที่ถึง ธรรมแล้วนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นภัยแก่ผู้ใด และยิ่งไปกว่านั้น
น.179 ก็คือการเคลื่อนไหวของเขาทุกกระเบียดนิ้ว จะเป็นประโยชน์แก่สังคมมากยิ่งไปกว่าที่คนธรรมดาสามัญตั้งใจจะกระทำต่อกันและกันเสียอีก ดังนั้นเราจึงถือว่า ไม่สู้จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงประโยชน์ของสังคมหรือทางสังคม เพราะเป็นเรื่องที่แฝงอยู่ในประโยชน์อันแท้จริงของปัจเจกชน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ที่สุดแต่การถึงธรรมในระดับสูงสุด ที่มีผลทำให้อยู่เหนืออำนาจของเวลา เหนือความตาย เหนือกรรม เป็นต้นนั้นก็ลองพิจารณาดูให้ดีเถิด ย่อมจะเห็นว่า เป็นเรื่องที่มีประโยชน์เนื่องมาถึงสังคมอย่างยิ่ง หรืออย่างสูงสุดด้วยเสมอไป เพราะว่าบุคคลที่ลุถึงธรรมในขั้นสูงสุดเช่นนั้น จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่กระตุ้นหรือเครื่องจรรโลงใจที่ดีให้สังคมดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม เป็นเหมือนดวงประทีปที่เป็นจุดหมายปลายทาง ที่มนุษย์จะต้องเดินไปให้ถึง แม้ว่าจะถึงในบัดนี้ยังไม่ได้ ข้อนี้จะเป็นเครื่องประดับประคองจิตใจไม่ให้เขวออกนอกทาง แต่ให้ค่อย ๆ เดินไปตามทางด้วยความพากเพียรและอดทน จนกว่าจะถึงที่สุดจุดหมายปลายทางกับเขาด้วยคนหนึ่ง
น.180 ดังนั้นตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นก็ดีย่อมมีหลักเกณฑ์ที่ตรงเป็นอันเดียวกันข้อหนึ่งว่าสมณะที่แท้จริงนั้น เพียงแต่มีอยู่ในโลกก็พอแล้ว ข้อนี้หมายความว่า เพียงแต่มีสมณะอยู่ในโลกไม่ต้องไปพูดจาติดต่ออะไรกันเป็นต้น ก็ยังเป็นการเพียงพอแล้ว หมายความว่าเป็นหลักยึดหน่วงทางจิตใจของมหาชน หรือมีอำนาจยึดหน่วงจิตใจของมหาชน ให้คงอยู่ในร่องในรอยของธรรมอยู่เสมอไป และถ้าจะกล่าวอย่างรองลงมาคือให้เห็นได้ง่ายขึ้นก็มีคำกล่าวว่า เพียงแต่ได้เห็นสมณะก็เป็นการเพียงพอแล้ว ข้อนี้ก็หมายความว่า แม้ไม่ต้องพูดจาอะไรกัน เพียงแต่เห็นด้วยตาก็ยังจะถูกบุคคลิกภาพของสมณะนั้น ครอบงำจิตใจของมหาชน และยึดหน่วงจิตใจของมหาชนไว้ในร่องในรอยของธรรมะได้ คำกล่าวอย่างนี้เป็นที่รับรองกันทั่วไปในสมัยพุทธกาล แต่ตกมาถึงสมัยนี้ จะกลายเป็นหมันไปหรืออย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตเป็นอย่างยิ่ง แต่อยากจะขอยืนยันว่า ถึงอย่างไรเสียก็ยังมีส่วนแห่งความเป็นอย่างนั้นอยู่ไม่น้อย
น.181 เหมือนกัน หรือถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้เพียงส่วนน้อย ส่วน น้อยนั้นก็ยังมีประโยชน์ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่มากยิ่งไปกว่า ส่วนมากของการกระทำที่กระทำกันไปในโลก ซึ่งหาสมณะ ไม่ได้เลย สมณะในที่นี้เราหมายถึงคนที่ถึงธรรมอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงสมณะในเครื่องแบบเป็นต้น จึงขอสรุปความว่า อานิสงส์ต่าง ๆ มากมายหลาย ประการของการถึงธรรม ที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับนั้น ย่อม เป็นอานิสงส์ที่สังคมย่อมจะได้รับพร้อมกันไปในตัว บางอย่าง ก็เร้นลับ บางอย่างก็ไม่เร้นลับ พอจะมองเห็นได้ โดยนัย ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง สำหรับการบรรยายครั้งที่ ๑๔ นี้ จักถือโอกาสกล่าว ถึงอานิสงส์ ที่สังคมจะพึงได้รับเป็นพิเศษ คือเกี่ยวกับ สถานการณ์ในปัจจุบันของโลกเรา ซึ่งใคร ๆ ก็ทราบดีว่า ล้วนแต่เป็นวิกฤตการณ์ถาวร มีความระส่ำระสายยืดเยื้อไม่ ขาดสาย สร้างสันติภาพกันอย่างไร ๆ ก็ไม่เคยสำเร็จ ทั้งนี้ เป็นเพราะมีความเหินห่างจากธรรม หรือจากการถึงธรรม
น.182 มาก จนถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าธรรมเป็นอย่างไร เหลือธรรม หรือความเป็นธรรมอยู่ในโลก สักแต่ว่าเป็นเพียงคำพูด มี อาการเหมือนกับเล่นตลกต่อธรรมอยู่เสมอ คำว่า "ธรรม" มีความหมายคล้าย ๆ กับคำว่าพระ เป็นเจ้า หรือคำอื่น ๆ ที่คล้ายกัน คนไม่น่าจะเล่นตลกกับ ธรรม หรือกับพระเป็นเจ้า เพราะมันจะกลายเป็นเชือดคอ ตนเอง ไม่มีผลอะไรอื่นมากไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเวทนาสงสาร ที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นไม่รู้สึกถึงการที่ตนเล่นตลกกับพระเป็น เจ้า กลับจะรู้สึกไปเสียว่า ตนยังเคารพพระเป็นเจ้าอยู่อย่าง เคร่งครัด มีพิธีรีตองอะไร ก็เอ่ยถึงพระเป็นเจ้าอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นต้น แต่ภายในจิตใจที่แท้จริงนั้นเขาเป็นผู้ที่มืด มนต่อพระเจ้า มืดมนต่อธรรม อย่างที่จะกล่าวได้ว่าไม่ ประสีประสาเอาเสียทีเดียว ดังนั้นพระเป็นเจ้าจึงไม่ช่วยโลก ธรรมจึงไม่ช่วยโลกทั้งที่โลกได้พร่ำบ่นถึงธรรม หรือพระเป็น เจ้าอยู่ไม่ขาดปาก เขาใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติ ไปแต่ในทางที่จะได้ประโยชน์อย่างวัตถุ จนหมดเวลาที่มีอยู่ จะมีเวลามาพูดถึงธรรมหรือถึงพระเป็นเจ้าบ้าง ก็สักแต่ว่า
น.183 ตามธรรมเนียมเท่านั้น ไม่มีใครสนใจเรื่องธรรม หรือค้น คว้าเรื่องธรรมมากเท่ากับค้นคว้าทางวัตถุ สังคมโลกจึงเป็นสังคมที่มีความพิการทางจิตใจโดยสิ้น เชิง ไม่รู้จักตัวเองไม่รู้จักความทุกข์ที่แท้จริง จึงได้หลงหลับ ตาสร้างความทุกข์ขึ้นมาด้วยสำคัญผิดว่า นั่นเป็นการกระทำ ที่ถูกแล้ว เหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเราหรือ สำหรับพวกเรา แล้วต่างคนหรือต่างฝ่ายก็ต่างแข่งขันกัน กระทำเช่นนั้น เพราะเข้าใจผิดไปถึงกับว่า จะมัวถือธรรม หรือถือพระเป็นเจ้าตามแบบเดิมอยู่ไม่ได้ จะตกเป็นฝ่ายเสีย เปรียบพวกอื่นบ้าง จะล้าหลังในความเจริญหรือการอยู่ดีกินดี ของตนบ้าง จึงได้พลอยเฮกันไปทั้งโลก ไปในทางที่จะตกเป็น ทาสของวัตถุยิ่งขึ้น เป็นการหลับหูหลับตาต่อธรรมหรือต่อ พระเป็นเจ้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า แม้ว่าทุกคนจะพร่ำ พูดถึงสันติภาพกันมากมายเพียงไร หรือแม้กระทั่งได้มีการ กระทำ ในทางที่เรียกว่า ส่งเสริมสันติภาพกันให้มากมาย เพียงไร แล้วสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพนั้นจะปรากฏขึ้นได้อย่างไร?
น.184 นี่แหละคือโทษของการที่หันหลังให้แก่ธรรม หรือเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่า การสร้างสันติภาพให้แก่โลกนั้น ต้องมาสร้างด้วยการถึงธรรมอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นเป็นไม่มี คนในโลกมีความคิดกันว่า เขาจะแก้ปัญหาของโลกได้ ด้วยการแก้ทางเศรษฐกิจบ้าง ทางการเมืองบ้าง ทางการทหารบ้าง หรือแม้ที่สุดแต่ด้วยทางการโฆษณาชวนเชื่อแต่แล้วทุกคนจงมองดูด้วยจิตใจที่เป็นธรรมเถิดว่า มันแก้ได้อย่างไรและเพียงไร และแม้ในอนาคตกาลอันนานไกลข้างหน้า ซึ่งยอมให้ใช้เวลาอันยาวนาน แต่ถ้ามีการแก้ไขกันในทำนองนี้ ก็มีหวังว่าจะสำเร็จได้ที่ตรงไหน แม้กระนั้นก็ยังไม่มีใครเฉลียวใจ ในสิ่งที่ตนหวังว่าจะเอาเป็นที่พึ่งว่า มันเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่าในการสร้างสันติภาพโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว ดังนั้นสังคมโลกจึงตกอยู่ใน ฐานะหลอกลวงตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าตัวกำลังหลอกลวงตัวเองแม้แต่ประการใด ยังไปหลงยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่สร้างวิกฤตการณ์ถาวรของโลกอยู่เรื่อยไป มันก็ยิ่งกลายเป็นการทำให้ปัญหาของโลกนี้เป็นปัญหาที่
น.185 ใหญ่หลวงและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งโลกนี้ต้องวินาศไป โดยที่แท้จริงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้นเลย นี่แหละคือข้อที่โลกนี้จะได้วินาศไป เพราะการไม่ถึงธรรม เพราะไม่มีความรู้สึกตัว เกี่ยวกับการถึงธรรมแต่ประการใดเลย น่าเสียดายวิชาความรู้ กำลังงาน กำลังใจหรือความบากบั่นอดกลั้นอดทนของโลก ที่ได้ใช้ไปในทางผิด ๆ ที่ได้กลับกลายมาเป็นเครื่องทำลายโลกเสียเอง ในขั้นสุดท้ายดังนี้ นี่แหละคือผลของการที่โลกไม่ถึงธรรม เพราะว่าปัจเจกชนแต่ละคน ๆ เป็นผู้ไม่ถึงธรรมดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าคนส่วนมากในโลกเป็นผู้ถึงธรรม หรือเสียงข้างมากในโลกเป็นเสียงของธรรม แม้แต่ในระดับต้น ๆ ต่ำ ๆ เท่านั้น ปรากฏการณ์ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นผิดจากเดี๋ยวนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย คือแทนที่โลกจะตกเป็นทาสของวัตถุ เรื่องก็จะกลับกลายเป็นว่า โลกเป็นนายเหนือวัตถุซึ่งหมายถึงมนุษย์ในโลกมีจิตใจสูงหรือมีความเจริญทางจิตใจ จนไม่อาจจะตกลงไปเป็นทาสของวัตถุได้นั่นเอง ความเป็นมนุษย์ของมนุษย์จึงยังคงสะอาด และสดใส
น.186 ใกล้ต่อความเต็มเปี่ยมหรือสมบูรณ์ และมีแต่จะก้าวหน้าไป ในทางที่สมบูรณ์ จนทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกของพระอริย- เจ้าขึ้นมา แล้วมนุษย์เราจะมีความเป็นอยู่อย่างผาสุกสัก เท่าไรก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ อาจจะคำนวณดูได้โดยไม่ยากนัก นั่น แหละคือสิ่งที่เราควรจะเรียกกันว่า ภาวะแห่งสันติภาพอัน ถาวรอันเป็นสิ่งซึ่งมนุษย์พร่ำบ่นถึงกัน อยู่ไม่ขาดปากทั้งในที่ ประชุมและทั้งในที่ส่วนตัว แต่แล้วก็ไม่เคยได้รับแม้แต่กลิ่น ไอของสันติภาพ ความเข้าใจผิด หรือการมองไปยังสิ่งที่ผิดของคนใน โลกสมัยนี้ ก็คือข้อที่ว่า สันติภาพต้องมาจากการที่ผู้อื่นไม่มา เบียดเบียนเรา เขารอคอยและหวังอยู่แต่ว่าอย่าให้ผู้อื่นมา เบียดเบียนเรา เขาไม่เคยสำนึกถึงข้อที่เขากำลังเบียดเบียน ตัวเอง จนมีความวิกลวิการในทางจิตใจ แล้วทำอะไรออกไป ในทางที่จะเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้สึกตัวเลย แล้วต่างฝ่าย ต่างก็ระแวงกันยิ่งขึ้น ๆ ในที่สุดก็นำไปสู่การเบียดเบียนซึ่ง กันและกัน
น.187 ดังนั้นขอให้เข้าใจตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า การ เบียดเบียนของผู้อื่นนั้น ย่อมตั้งต้นอยู่ที่การเบียดเบียนตน ของตนมาก่อนแล้วด้วยกันทั้งนั้น นิสัยสันดานก็ไม่สะอาด จิตใจและความรู้สึกคิดนึกก็ไม่สะอาด การกระทำก็ไม่สะอาด การพูดจาก็ไม่สะอาด เพราะเกลือกกลั้วไปด้วยสิ่งที่เรียก ว่ากิเลส ซึ่งเป็นของสกปรกที่พึ่งเกิดใหม่ ๆ ไม่ใช่ธรรมชาติ เดิมแท้ของธรรมหรือแม้แต่ของร่างกายและของจิตใจเอง อาการที่เป็นอยู่อย่างนี้นี่แหละ ขอให้เข้าใจอย่างชัดแจ้งเถิดว่า นั่นแหละเป็นการเบียดเบียนตนเอง มิได้หมายถึงการที่ตน ต้องชกต่อยทุบตีตัวเองแต่ประการใด แต่มันกลายเป็นการ พะเน้าพะนอตามใจตัวเอง ให้ตัวเองได้กินเหยื่อตามที่ต้อง การเต็มที่ และนั่นแหละคือการเบียดเบียนตัวเองโดยแท้ และเป็นตัวเหตุตัวการที่จะดึงการเบียดเบียนของผู้อื่นมาสู่ตน จนต่างฝ่ายต่างระแวงกัน แล้วก็เบียดเบียนกันหรือพร้อมที่จะ เบียดเบียนกันอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุให้โลกนี้นอนตาไม่หลับ และเป็นสังคมที่มีความพิการทางจิตใจพร้อมกันไป ดังที่กล่าว แล้ว แล้วก็มัวแก้ปัญหาของโลกด้วยระบอบเศรษฐกิจบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้างเป็นต้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่าง
น.188 ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดได้อย่างไร อย่างที่น่าเวทนาสงสารที่สุด ทั้ง หมดนี้คือโทษของการที่ไม่ถึงธรรม หรือธรรมไม่ถึงคน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ต้องกล่าว ถึงปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งที่แท้เป็นเรื่องเล็กน้อย ถึงแม้ปัญหา ที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ กล่าวคือ เรื่องการสร้างสันติภาพอัน ถาวรขึ้นในโลกก็ตาม ก็ยังต้องอาศัยเพียงสิ่ง ๆ เดียวกันคือ การที่ คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน โดยไม่ต้องไปนึกถึงสิ่ง อื่น ๆ หรือนึกถึงที่พึ่งอย่างอื่น เพียงแต่คนในโลกมีการถึง ธรรมกันให้มีจำนวนเพียงพอเท่านั้น โลกนี้ก็จะประสบสันติ- ภาพอันถาวรได้ ไม่ต้องมีการเหน็ดเหนื่อยและทนทรมาน มากเหมือนที่โลกกำลังได้รับกันอยู่ในทุกวันนี้ เราก็ยัง สามารถสร้างสันติภาพอันถาวรให้แก่โลกได้ นับว่าภาวะแห่งการถึงธรรมนี้ ย่อมเป็น อานิสงส์ อย่างเอกแก่สังคมมนุษย์ทั้งโลกด้วย และไม่มีทางที่จะหลีก เลี่ยงเป็นอย่างอื่นแต่ประการใด รวมความว่า การถึงธรรม นั้นย่อมแก้ปัญหาได้ทั่วสากลโลก ดังนี้.
Buddhadasa