น.163 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงตัวอย่างแห่ง เหตุผลที่ว่า ทำไมคนจึงต้องศึกษาธรรมหรือว่าต้องเข้าถึง ธรรมก็ตาม และทั้งหมดนั้นได้ กล่าวไปตามที่มองเห็นได้ ด้วยตา คือตามที่ทุกคนก็เห็น ๆ กันอยู่ แม้จะมองกันในด้าน นอก แต่ก็ยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งนิยมเรียกกันว่า การมอง
น.164 ในด้านใน หรือมองในด้านลึก ไม่เป็นที่เปิดเผยแก่คนทั่วไป. อย่างแรกที่เป็นด้านนอกนั้นเรียกว่า Exoteric อย่างหลังที่ เป็นด้านในนั้นเรียกว่า Esoteric ซึ่งฟังดูรู้สึกว่า เป็นไปใน ทำนองขลังหรือศักดิ์สิทธิ์กว่า และอาจจะยอมรับได้แต่บาง คนหรือบางพวก. สำหรับในกรณีที่เกี่ยวกับการถึงธรรมนี้ เมื่อถามว่า ทำไมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องถึงธรรม พวก Esoteric ก็จะ ตอบว่า เพราะคนเราเกิดมาจากธาตุแห่งธรรม หรือ ธรรม ธาตุ แล้วมันต้องการจะกลับไปรวมกับธรรมอย่างเดิม จึงมี การดิ้นรนอยู่ทุกวิถีทางโดยไม่รู้สึกตัว เพื่อจะกลับไปสู่สภาพ เดิมให้ได้. ถ้าหากกลับไปไม่ได้ในชาตินี้ ก็จะมีการสืบพันธุ์ หรือต่ออายุตัวมันเองไว้เรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ ไปเสีย แล้วก็ดิ้นรนไปเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จในการถึงธรรม หรือการกลับไปสู่สภาวะเดิมของตน. การสืบพันธุ์ ของคน เรามีความเกี่ยวเนื่องกับการถึงธรรมในลักษณะอย่างนี้ และ เรียกว่าเป็นการถึงธรรมของคน.
น.165 การกล่าวอย่างนี้ฟังดูแล้วคล้ายกับเรื่อง อาตมัน ของ พวกพราหมณ์ที่กล่าวว่า มีอาตมันเป็นตัวตนส่วนน้อยแยก ออกมาจากตัวตนส่วนใหญ่ ซึ่งเรียกว่า ปรมาตมัน และดิ้น รนท่องเที่ยวไปจนกว่าจะเกิดความเบื่อหน่ายหรือความรู้แจ้ง แล้วก็กลับเข้าแหล่งเดิมฉันใดก็ฉันนั้น. ลักษณะที่พ้องกัน อย่างนี้ไม่ควรจะเห็นเป็นของแปลก เพราะว่าเรื่องหรือคำก็ ตาม ย่อมใช้แทนกันได้และเหมือน ๆ กัน ส่วนความหมาย หรือคำอธิบายนั้นต่างกันมาก จนถึงกับเป็นคนละเรื่องเอา ทีเดียว. ตัวอย่างเช่น คำว่า "นิพพาน” ก็เป็นคำที่ใช้กันอยู่ ทั่วไปแทบจะทุกลัทธิ แต่มีคำอธิบายต่างกัน หรือหมายถึง สภาพที่แตกต่างกัน ต่างกันจนถึงกับเรียกว่าตรงกันข้ามก็ยังมี. ตัวอย่างเช่น ลัทธิ บาง ลัทธิ ถือเอาความเต็มเปี่ยมทางกาม- คุณเป็นนิพพาน เช่น ลัทธิโลกายตะ เป็นต้น ส่วนพุทธศาสนา ถือเอาความดับกิเลสหรืออุปาทานเสียได้โดยสิ้นเชิงว่าเป็น นิพพาน เป็นคนละเรื่องกันทีเดียวดังนี้ ทั้ง ๆ ที่มีชื่อเรียก เหมือน ๆ กันว่า นิพพาน ! นิพพาน ! ซึ่งความหมายตาม
น.166 ธรรมดาเล็งถึงความสงบเย็น แต่แล้วก็เล็งถึงความสงบเย็นคนละอย่างดังนี้เป็นต้น ครั้นมาถึงเรื่องที่เรากำลังกล่าวกันอยู่นี้ มันก็มีลักษณะอาการคล้ายกัน ในการที่จะพูดว่าคนมาจากธรรมแล้วจะกลับไปรวมกับ ธ ร ร ม ทำนองเดียวกับที่เขาว่า อ า ต มั น ออกมาจาก ป ร ม า ต มั น แล้วจะกลับไปรวมกับ ปรมาตมัน ในที่สุดฉันนั้น. แต่คำกล่าวของเราในที่นี้มีความหมายเป็นอย่างอื่น คืออย่างน้อยที่สุดก็มิได้หมายความว่า เป็นตัวเป็นตนดังเช่น อาตมัน เรากล่าวว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมาบ้าง ก็เป็นเพียงการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน เพื่อให้เป็นภาษาชาวบ้านตามธรรมดาพูดกันเท่านั้นจึงได้พูด ว่ามีคนและคนออกมาจาก ธรรม หรือเกิดมาจากธรรมก็ตาม. โดยเนื้อแท้นั้นต้องการจะกล่าวว่า ทั้ง คน และ ธรรม เป็นเพียงธรรมชาติด้วยกันเท่านั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ และมันก็มีธรรมชาติส่วนใหญ่และส่วนย่อยและเป็นไปตามกฎที่ว่า ส่วนย่อยย่อมต้องการที่จะกลับไปรวมกันกับส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ย่อมดึงดูดส่วนย่อยให้เข้ารวมกัน ดังนั้น
น.167 ถ้าหากมันเป็นธรรมด้วยกัน ย่อมมีความต้องการที่จะรวมกันและอันนี้เองเราเรียกโดยสมมติว่า ความดิ้นรนของคนที่ดิ้นรนเพื่อจะรวมกับ ธ ร ร ม ตามธรรมชาติเดิม. เมื่อถือเอาตามหลักของภาษี บาลีแล้วเรื่องมันก็ง่ายขึ้นอีกเป็นอันมาก ข้อนี้หมายความว่า คำว่า "ธรรม" เป็นชื่อของสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นธาตุเดิมที่ยังไม่มีอะไรปรุงแต่ง หรือว่าจะเป็นของใหม่ที่ปรุงแต่งกันอยู่เรื่อยก็ตาม จะมีฝ่ายละกี่อย่าง กี่ร้อยอย่าง กี่พันอย่าง กี่แสนอย่างก็ตาม ทุกอย่างล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม” ทั้งนั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกบัญญัติทีหลังว่าเป็นพวกดี เป็นพวกชั่ว หรือเป็นพวกที่ไม่อาจจะกล่าวว่าดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนแต่เป็น "ธรรม" เสมอกันหมด ดังนั้นคำว่า "ธรรม" ในกรณีอย่างนี้จึงมีความหมายตรงกันกับคำในภาษาไทยเราว่า "ธรรมชาติ" นั่นเอง ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ หากแต่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ธรรมชาติฝ่ายที่มีการปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเรื่อย นี้อย่างหนึ่ง และธรรมชาติฝ่ายที่
น.168 ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเลย นี้อีกอย่างหนึ่ง. แม้จะกล่าวแต่เพียงเท่านี้ ทุกคนก็จะมองเห็นได้เองว่า ภาวะอย่างไหนเป็นภาวะดั้งเดิม และภาวะอย่างไหนเป็นภาวะใหม่ ๆ อย่างที่เรียกว่าใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ที่นี้ ก็มีทางที่จะต้องคิดต่อไปว่า "ธรรมชาติ" ฝ่ายที่มีการปรุงแต่งและไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเรื่อยนั้น มันจะปรุงแต่งและไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนกัน หรือว่ามันจะไปหยุดไปจบลงที่ตรงไหนหรือว่ามีอะไรที่ไหนจะช่วยให้มันหยุดหรือจบการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนั้นเสียได้ไป ๆ มา ๆ ทุกคนก็พอจะเดาได้ว่าถ้ามันจะหยุดหรือมันจะจบกันเสียที มันก็ต้องไปกลายเป็นหรือไปรวมกันกับธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่งหรือไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนข้อที่ว่ามันจะไปรวมกันได้อย่างไรนั้น นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง สำหรับปัญหาของเราในที่นี้มีอยู่ว่า ก็คนเรานี้จัดเป็นธรรมชาติฝ่ายไหน คือเป็นธรรมชาติฝ่ายที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง คำตอบมีอยู่ว่า ถ้ายังมีความรู้สึกว่า คนอยู่เพียงใดก็ยังเป็นธ ร ร ม ช า ติ ฝ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่
น.169 เพียงนั้น ถ้าคนหมดความรู้สึกว่า คน ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวเองว่า คน โดยแท้จริงขึ้นมาเมื่อใด ก็กลายสภาพเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อนั้น อาการอย่างนี้แหละที่เราเรียกว่าการถึงธรรม ซึ่งหมายถึงการถึงธรรมชาติดั้งเดิมอันเป็นฝ่ายที่ไม่มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง และเรากล่าวอย่างสมมติสั้น ๆ ว่า "คนถึงธรรม ธรรมถึงคน" คนถึงธรรมกลายเป็นธรรมและรวมตัวเป็นอันเดียวกับธรรม คงเหลืออยู่แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงสิ่งเดียวดังนี้ เมื่อเป็นดังนั้นสมมติฐานที่กล่าวข้างต้นว่า คนมาจากธรรมหรือธรรมธาตุ แล้วต้องการจะกลับไปรวมกับธรรมตามเดิมนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นได้ หรือถึงกับพอจะพิสูจน์ได้ ถ้าหากว่าเรามีการศึกษากันจริง ๆ และเป็นไปตามเกณฑ์ของฝ่าย นามธรรม หรือที่เราเรียกกันเสมอ ๆ ว่าฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณ และเราอาจจะเข้าใจได้ในที่สุดว่า การไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนั้น มันต้องไปสุดไปจบสิ้นลงที่การไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง
น.170 ซึ่งฟังดูแล้วคล้ายกับว่าเป็นการกล่าวอย่างกำปั้นทุบดิน แต่แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะกล่าวเป็นอย่างอื่น เราจึงต้องกล่าวเช่นนั้น เช่นเดียวกับที่เราจะต้องกล่าวว่า เรากินเพื่อให้อิ่มแล้วจะได้หยุดกิน หรือว่าเราเดินเพื่อให้มันถึงแล้วจะได้หยุดเดิน หรือว่าเราเกิด ๆ ตาย ๆ อยู่นี้ ก็เพื่อให้ถึงที่หยุดเกิดหยุดตาย ดังนั้น การเคลื่อนไหวหรือการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง มันล้วนแต่เป็นไปเพื่อหยุด ซึ่งจะต้องหยุดได้ในวันใดวันหนึ่ง ทีนี้ปัญหาของเราควรจะถูกจำกัดให้แคบเข้ามาจนเหลืออยู่แต่เพียงว่า จิตของคนเรานี้ควรจะจัดให้มันถึงอยู่กับธรรมชาติที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอดี หรือว่าเราจะจัดให้มันถึงอยู่กับธรรมชาติที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเลยดี ถ้าเราไม่มีความรู้ที่จะจัดมันก็ต้องคง อยู่กับสภาพที่ไหลเวียน เปลี่ยนแปลงเรื่อยเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรามีความรู้ในการจัดอย่างถูกต้องและอย่างสมบูรณ์ เราก็อาจจะจัดให้มันเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงได้ เป็นการหยุดเดินหยุดวิ่งกันเสียที เพราะได้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นความมุ่งหมาย
น.171 ของมันแล้ว ซึ่งเราเรียกโดยสมมติในที่นี้ว่า "การถึงธรรม" หรือคนกลับไปสู่สภาพเดิมได้ คือเข้ารวมกับธรรมตามเดิมได้ ถ้ายังไม่มีอาการที่เข้ารวมกับ ธรรม ตามเดิมได้อยู่เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นวัฏฏสงสาร หรือการทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงนั้น บัดนี้เป็นการออกมาได้จากวัฏฏสงสาร หรือทำลายวัฏฏสงสารเสียได้แล้ว เกี่ยวกับข้อนี้อย่าได้หลงเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องที่จะมีหรือจะถึงหลังจากที่ตายแล้ว ซึ่งหมายถึงการตายชนิดที่นำใส่โลงแล้วพาไปเผาหรือไปฝัง แต่มันหมายความว่าทุกอย่างต้องเป็นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่เอง การถึงธรรมหรือการกลับเข้าสู่สภาพเดิมนั้น ต้องมีต้องเป็นในความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นี้ และเขาจะเป็นผู้รู้ได้ด้วยตนเอง หากแต่ว่าเรามีความจำเป็น ที่จะต้องแบ่งลักษณะอาการเหล่านี้ออกเป็นสองประเภท คือ ถ้าญาณ หรือความรู้นั้นถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด การถึงธรรมของคนนั้นก็เป็นไปอย่างถาวรจนตลอดชีวิต แต่ถ้า ญาณ หรือความรู้นั้นไม่ถูกต้องและสมบูรณ์หรือยังไม่ถึงที่สุด การถึงธรรมนั้นก็เป็นอย่างชั่วคราว หรือ
น.172 บางทีก็เป็นอย่างเอกเทศ ซึ่งล้วนแต่ยังไม่เป็นการถาวร คือยังกลับไปกลับมาได้ ดังเราจะเห็นได้จากการที่จิตของเราเองในบางคราว มีอาการสงบระงับราวกับว่าไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์เลย แล้วในบางโอกาสก็กลับมีอาการแห่งกิเลสหรือความทุกข์อีก ยังไม่จัดว่าเป็นการถึงธรรมที่แท้จริง คือมีอาการกลับไปกลับมา เพราะไม่ถึงธรรมที่แท้จริง ถึงได้เพียงบางส่วน ในลักษณะหรืออาการที่ทำให้กิเลสไม่ปรากฏเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุให้หลงเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ แต่อย่างไรก็ดีเราย่อมเห็นได้แล้วว่า การถึง ธรรม ทั้งสองประเภทนี้ ล้วนแต่เป็นไปได้หรือต้องเป็นไปในชีวิตปัจจุบันทันตาเห็นนี้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับชีวิตหลังจากตายแล้วหรือเข้าโลงไปแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำให้เนื่องกันกับ ชีวิต หลังจากที่ตายแล้ว แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เนื่องกันอยู่กับชีวิตในปัจจุบันทันตาเห็นนี้ และให้เสร็จสิ้นไปในชีวิตนี้ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จึงจะถูกกันกับเรื่องของธรรมซึ่งเป็นของจริง และเป็นของประเสริฐถึงขนาดที่เรียกว่า ต้องได้กันเดี๋ยวนี้หรือยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแล้วก็
น.173 จะกลายเป็นเรื่องงมงายไปโดยไม่รู้สึกตัว มีแต่จะยิ่งเหินห่างจากการถึงธรรมไปเท่านั้น ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงคำที่กล่าวอย่างสมมติฐานข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า คนมีธาตุแห่งธรรมอยู่ในเนื้อในตัวของคนเพราะว่าคนออกมาจากธรรม ถ้ายังไม่ได้กลับไปรวมกับ ธรรม ตามเดิมอยู่เพียงใด ก็ยังต้องมีความกระวนกระวายเหมือนคนคอแห้งกระหายน้ำ อยากจะได้กินน้ำอยู่เพียงนั้น หาความสงบสุขไม่ได้เลย ได้กินน้ำนิดหนึ่งก็แก้ความกระหายไปได้ครั้งหนึ่ง จนกว่าเมื่อไรจะได้เปลี่ยนไปสู่สภาพที่ไม่กระหายน้ำอีกต่อไป เช่นที่เรียกว่าได้กินน้ำอมฤตหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งที่แท้ก็หมายถึงการถึงธรรมอย่างสมบูรณ์นั่นเอง ย่อมจะดีกว่าการจิบกินน้ำธรรมดาเล่น ๆ อยู่เรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สมมติฐานอันนี้ ไม่ได้กล่าวขึ้นเพื่อให้คนค้นหาความจริงตามที่กล่าวนั้น แม้ว่าความจริงก็เป็นอย่างนั้น โดยทั่วไปแล้วกล่าวเพื่อให้คนมีหวัง หรือมีกำลังใจ มีความเชื่อ มีความแน่ใจในการที่จะพยายามถึงธรรมให้จนได้ ครั้นถึงธรรมได้แล้วปัญหาที่ว่า สมมติฐานอันนั้นจะจริงหรือไม่จริงมันก็หมดไปเอง
น.174 การที่เราต้องกล่าวอย่างสมมติฐานเช่นนั้น มันเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า ทำอย่างไรเสีย คนก็ยังเข้าถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ หรือแม้แต่ของสมมติ ฐานนั้นก็ยังไม่ได้ ขืนมัวพิสูจน์ความจริงในลักษณะเช่นนี้อยู่ เขาก็ตายเปล่า เพื่อไม่ให้คนตายเปล่าในการค้นหาความจริง จึงมีการบัญญัติสมมติฐานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และตั้ง รากฐานอยู่บนความจริงอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องหลอกลวงแก่กัน และกัน หากแต่จะกล่าวได้เพียงเป็นสมมติฐาน และทั้งอยู่ใน รูปของการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน หรือที่เรียกว่า โลกิย โวหาร หรือ Conventional Mode of Speaking เราจึง ต้องพูดว่า คนเกิดมาจากธรรมแล้วจะกลับไปรวมกันกับธรรม อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราวกับว่าเป็นกฎตายตัวของพระ เป็นเจ้า ซึ่งที่แท้แล้วก็เป็นเพียงกฎของ ธรรมชาติ ที่จะ ต้องเป็นไปในรูปนั้น และทั้งยังจะต้องกล่าวในลักษณะเช่น นั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่คนทั่วไป ซึ่งมีความรู้สึกคิดนึก อย่างนี้ มีการศึกษาอย่างนี้ มีวัฒนธรรมอย่างนี้ ซึ่งจะ ทำให้เข้ารูปกันได้กับ ธรรมชาติ ซึ่งมีกฎเกณฑ์อย่างนี้
น.175 แล้วคนก็เข้าถึงสิ่งสูงสุดที่คนควร จะเข้าถึงได้ด้วย อาการอย่าง นี้ แล้วกล้าท้าให้ใครพิสูจน์ว่า มันยังมีอะไรที่ไหนที่ประเสริฐ ไปกว่านี้ที่มนุษย์เราควรจะเข้าถึงให้ได้เสียก่อนแต่จะตาย และ ยังแถมกล้าท้าให้พิสูจน์ในข้อที่ว่า ยังมีวิธีการอย่างอื่นอย่าง ไหนอีกที่ดีกว่านี้ ในการที่จะช่วยให้คนเข้าถึงธรรมได้ ด้วย อาการที่เป็นสุขสนุกสนานไม่มีความลังเลหรือหวาดกลัวเป็น ต้น แต่ประการใดเลย ในที่สุดปัญหาก็เหลืออยู่แต่เพียงว่า คนที่ไม่ประสี ประสาต่อเรื่องของธรรมนั้น จะต้องจัดว่าเป็นคนโง่สักเท่าไร ในเมื่อกล่าวตามหลักอันนี้ สิ่งที่เรียกว่าธรรมก็คือตัวเขาเอง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นต้นตอที่มาแห่งตัวเขาเอง คนกำลัง เป็นเพียงธรรม ประเภทที่มีปัจจัยปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยน แปลงเรื่อย เป็นดังนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงธรรมประเภท ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ซึ่ง เรียกว่าเป็นการถึงธรรมที่แท้จริง คือธรรมประเภทเดิมแท้ ที่ควรแก่นามว่าธรรมอย่างแท้จริง เป็นการสมดุลย์ชนิดที่ไม่ ก่อให้เกิดการดิ้นรน หรือการผลักดันอย่างใดขึ้นในจิตใจอีก
น.176 ต่อไป ซึ่งจัดเป็นความหมายของความสงบอย่างแท้จริงที่ เรียกว่า นิพพาน ถ้ายังไม่ได้ตามความต้องการอยู่เพียงใด จักไม่มีการ สมดุลย์ได้ และจักมีการดิ้นรนเรื่อยไปไม่มีหยุด และจะ ต้องมีการสืบพันธุ์ ไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อการถึงธรรมนั้น ซึ่งเป็น อนาคต ที่ยาวนานเกินไป แต่ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้อง เป็นอย่างนั้น อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ นี่แหละคือ การทนทรมานของมนุษย์ อันเป็นการทนทรมานไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องมาจากการไม่ถึงธรรมนั่นเอง ดังนั้น การถึงธรรมนับ ว่าจำเป็นแก่มนุษย์อย่างยิ่งเพราะเหตุนี้.
Buddhadasa