น.150 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! ในวันนี้อยากจะชักชวนให้พิจารณากันโดยสรุปถึง อานิสงส์ต่าง ๆ ของการถึงธรรมดังที่กล่าวแล้ว เพื่อให้ เห็นชัดแจ้งว่า คนเรามีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่าธรรม อย่างไร หรือมีความจำเป็นอย่างไรที่เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียก ว่าธรรม และเข้าถึงธรรมให้ได้ในที่สุด เท่าที่กล่าวมาแล้ว
น.151 อย่างยืดยาวถึงอานิสงส์ของการถึงธรรมนั้น คนทั่วไป อาจจะรู้สึกว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่สิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือแก่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ประกาศธรรมมากเกินไปเสียแล้ว แต่ตามที่เป็นจริงนั้นยังไม่เป็นการมากเกินไป และมิได้เป็น การมุ่งหมายที่จะโฆษณาชวนเชื่อทำนองที่จะขายสินค้าอะไร สักอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลคล้ายๆ กัน คือข้อ ที่เมื่อใครจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง เขาจะต้องรู้เสียก่อนว่าจะ ซื้อไปทำไม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนไหนที่เขาต้องการ ไม่มี ใครต้องการซื้อสิ่งที่เขาไม่รู้สึกว่ามีประโยชน์อะไร แต่สำหรับ ธรรมนี้ยิ่งไปกว่านั้น ตรงข้อที่ว่าเขาอาจจะไม่รู้ว่าธรรมะนี้ มีประโยชน์อะไรเสียเลยก็ได้ และไม่ยอมคิดว่าจะมีประโยชน์ อะไรก็ได้ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เกินกว่า ที่จะเรียกว่าประโยชน์และจำเป็นเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่าจำเป็น หากแต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และเป็นเรื่องทางจิต ทาง วิญญาณไปเสียทั้งนั้น คนทั่วไปรู้เรื่องและเอาใจใส่ แต่เรื่อง ทางเนื้อหนังหรือที่เรียกว่าทางวัตถุ ดังนั้นจึงมีความเป็นคน กันแต่ในทางฝ่ายเนื้อหนัง ส่วนเรื่องทางจิตทางวิญญาณนั้น
น.152 มีความเป็นคนกันน้อยเกินไป เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรม นี่เอง ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนกับการพยายามโฆษณาขายสิ่ง ที่เขาไม่รู้จักหรือไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เขาได้ ซึ่ง ที่แท้ไม่ควรจะถูกหาว่าเป็นการโฆษณาขายหรือโฆษณาชวน เชื่อเลย แต่เป็นสิ่งที่ยัดเยียดให้ด้วยความเมตตากรุณาโดยแท้ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของทุก ๆ ศาสนา แต่อย่างไรก็ดีเมื่อ ตกมาถึงสมัยนี้ เราก็หลีกหนีสิ่งที่เรียกว่าการโฆษณาไปไม่ได้ คล้าย ๆ กับว่ามนุษย์สมัยนี้มีนิสัยตกเป็นทาสของการโฆษณา ไปหมดแล้ว จนกระทั่งอะไร ๆ ก็ต้องโฆษณา ทำให้เกิด ความเคยชินเป็นนิสัยในการที่จะนั่งรอ นอนรอ คอยให้มี คนมาโฆษณาให้ฟัง แล้วจะได้เลือกเอาตามที่ตนรู้สึกว่าควร จะมีหรือควรจะได้ ดังนั้นเราจึงมีการโฆษณาแม้ในทาง เผยแผ่ธรรมะมากยิ่งขึ้นทุกที และคำโฆษณาทั่วไปนั้นแทนที่ จะบอกว่า สิ่งนี้คืออะไรโดยละเอียดหรือแจ้งชัดเสียก่อน ก็ต้องข้ามไปบอกว่าสิ่งนี้ดีอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรเสีย ก่อนเสมอไป เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ใช่นักศึกษาที่จะอยากรู้ นั่นรู้นี่ว่าเป็นอะไร แต่ว่าคนแทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นคน เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ของตัว เขาจึงต้องการแต่ที่จะ
น.153 รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อย่างไรแก่ตัวเขาเองโดยตรงเท่านั้น ไม่ต้องการที่จะรู้ว่า โดยธรรมชาติมันคืออะไร และโดยทั่วไปมันคืออะไร ลักษณะดังที่กล่าวนี้เป็นอุปสรรคของการถึงธรรมอยู่ไม่น้อย เพราะว่าการที่จะบอกให้รู้ว่าสิ่งนี้ดีอย่างไรนั้น เป็นการยากกว่าที่จะบอกว่าสิ่งนี้คืออะไรมากมายนัก แต่แล้วก็ต้องพยายามบอกไปในทางที่จะให้เห็นว่าดีอย่างไรอยู่นั้นเอง เพื่อจะปลูกฝังความสนใจในเบื้องต้น แล้วจะได้ติดตามไปถึงความรู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันคืออะไร หรือจะเข้าถึง หรือจะได้มาโดยวิธีใด นี่แหละคือข้อที่การเผยแผ่ธรรมแก่คน ทั่วไปมีความยากลำบากกว่าการที่จะเผยแผ่ให้แก่นักศึกษา การบรรยายธรรมของเรา จึงได้เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นประโยชน์หรืออานิสงส์ แม้ที่คนทั่วไปจะพึงได้รับและแม้ในเรื่องการประกอบกิจการงานในหน้าที่ แม้ที่เป็นชั้นอย่างโลก ๆ ที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่โอกาสหรือธรรมชาติของธรรม เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นมีอานิสงส์หรือมีประโยชน์มากมายกว้าง
น.154 ขวางเหลือที่จะกล่าวได้นั่นเอง ถ้าจะตั้งปัญหาอย่างสรุปสั้น ๆ ว่าทำไมคนจึงต้องศึกษาธรรมดังนี้แล้ว พวกที่เป็นผู้รู้หรือเป็นบัณฑิตในทางธรรม ย่อมตอบว่า เพราะว่ามนุษย์เรามีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่ในเลือดในเนื้อ จึงทนการไม่ศึกษาไม่ได้ เหมือนกับที่เราจะไม่กินอาหารไม่ได้ แต่ว่านี่เป็นคำตอบของนักศึกษาหรือที่เป็นผู้รู้ ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่ยอมรับ เพราะยังมองเห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเองน้อยเกินไปนั่นเอง จึงไม่มองเห็นความจริงในข้อที่ว่า มนุษย์ที่แท้จริงมีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่แล้ว ในเนื้อในตัวแต่ถ้าเราจะมองหรือจะสังเกตดูกันให้ละเอียด อย่างน้อยเราจะมองเห็นได้ว่า คนทุกคนมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นทั้งนั้น ต้องการจะได้ยินได้ฟังสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ ทั้งนั้น แต่พื้นภูมิแห่งจิตใจของเขายังต่ำอยู่ จึงเร่หาไปในทางได้ยิน ได้ฟังเรื่องต่ำ ๆ แล้วจึงค่อยเลื่อนระดับสูงขึ้นที่หลัง ถ้าเหตุการณ์เป็นไปได้ถึงกับว่าไม่ให้ได้ยินได้ฟังเรื่องอะไรเสียเลยแล้ว คงจะกลัดกลุ้มและวิกลจริตกันหมด เพราะเหตุที่ไม่ได้รับอะไรตรงตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้อย่างครบถ้วนนั่นเอง นี่คือข้อ
น.155 เท็จจริงที่ว่าทุกคนมีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาอยู่ในตัว ถ้า ไม่ได้รับการศึกษาก็กระวนกระวาย เหมือนกับร่างกาย ขาดอาหารหรือขาดธาตุที่จำเป็นแก่ร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นขอให้ยอมรับในข้อแรกว่า เราศึกษาเพราะความที่เรา มีธาตุแห่งความเป็นนักศึกษาก็แล้วกัน จะได้เป็นการยอม รับสถานะแห่งความเป็นมนุษย์ของตนให้ถูกต้องเสียชั้นหนึ่ง ก่อน ข้อเท็จจริงข้อถัดไปที่จะต้องสนใจก็คือ คนทุกคน กำลังต้องการและดิ้นรน ที่จะปรับปรุงตนเองอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่อยไป จนมีความรู้สึกพอใจของตนเองอย่างหนึ่ง ๆ หรือ คราวหนึ่ง ๆ อยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นก็ทนอยู่ไม่ได้ ย่อมมีความกระวนกระวายหรือหาความสงบสุขไม่ได้ แม้แต่ สัตว์เช่นสุนัขเป็นต้น ก็ยังลองขยับไปนอนตรงโน้นไปนอน ตรงนี้ ที่นั่นที่นี่เรื่อยไปจนกว่าจะได้รับความพอใจ หรือได้ ที่ ๆ นอนที่สบายที่สุด นี่กล่าวได้ว่าเป็นนิสัยดั้งเดิมหรือเป็น สัญชาตญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว เมื่อมนุษย์มีความ คิดนึกรู้สึกสูงกว่าสัตว์อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ ก็จำเป็น ที่จะต้องมีความรู้ที่สูงหรือที่เหมาะกับความต้องการข้อนี้ของ
น.156 มนุษย์แล้วในที่สุดมันก็ไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากหน ทางของ ธรรมที่จะช่วยให้มนุษย์ปรับปรุงหรือขยับ ขยายตัวเองไปใน ทางที่จะให้ได้รับความพอใจที่ควรพอใจจริง ๆ ถ้าผิดไปจาก ทางของธรรมแล้ว ก็จะกลายเป็นการเดินเข้ารกเข้าพง ทำ ความทุกข์ยากลำบากให้เกิดขึ้น แทนที่จะได้รับความผาสุก ดังนั้นควรจะถือว่า ธรรมะนี้มีไว้สำหรับต้อนรับนิสัยอยู่นึ่ง ไม่ได้ของมนุษย์ เพื่อมนุษย์จะได้เคลื่อนไหวไปในทางที่ถูก สมกับความหมายของคำว่ามนุษย์นั่นเอง ธรรมในลักษณะ เช่นนี้ตรงกับความหมายของคำว่าทางหรือทางเดินของมนุษย์ ที่จะทำให้ประสบความพอใจไปได้ทุกขั้น ทุกตอน จนกว่าจะถึง ขั้นสูงสุด ถ้าจะพิจารณาดูถึงความมุ่งหมายดั้งเดิมของคน ในยุคโบราณ ที่ได้ให้กำเนิดแก่คำพูดว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ขึ้นมา หรือยุคแรกที่สุดที่คนจะรู้จักหรือพอใจในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น เขาถือกันว่า ธรรมะ เป็นสิ่งที่ทำให้คนผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์ จนถึงกับมีคำกล่าวไว้ชัดชัดตั้งแต่ยุค โบราณโน้นว่า "การกินก็ดี การนอนก็ดี การขี้ขลาดหนีภัย ก็ดี การประกอบในเมถุนธรรมก็ดี สี่อย่างนี้มีได้เสมอกัน
น.157 ในระหว่างคนกับสัตว์ ธรรมะเท่านั้นที่ทำความผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ปราศจากธรรมะแล้วคนก็เสมอกันกับสัตว์" ดังนี้เป็นต้น ความรู้สึกเช่นนี้มีมาแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล และเป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไปในทุกลัทธิและทุกศาสนา และอาจจะกล่าวได้ว่าแม้ว่าแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ทีเดียว ดังนั้นคำว่า ธรรม ในลักษณะที่กล่าวนี้จึงหมายถึงเครื่องทำความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ เมื่อเป็นดังนี้ก็ลองคิดดูเถิดว่า คนที่ไม่รู้จักธรรม ไม่สนใจในธรรม ไม่มีธรรมนั้น จะมีความเป็นคนได้ตามแบบไหนกันมันก็จะมีเรื่องแต่กิน ๆ นอน ๆ หรือเรื่องอะไร ๆ ทำนองนั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมของสัตว์มากกว่าที่จะเป็นธรรมของคน และการกล่าวเช่นนี้เขาไม่ถือกันว่าเป็นการขู่ให้ซื้อสินค้าของพระศาสดาผู้ประกาศธรรม แต่เป็นการชี้บอกถึงข้อเท็จจริงที่ควรสนใจอย่างยิ่งข้อหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่หวังจะได้อะไรจากธรรมชาติให้มากกว่าสัตว์ ล้วนพากันสมัครใจและสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม ทั้งนี้เพื่อความรู้และเพื่อการปฏิบัติด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการกิน การนอน เป็นต้น
น.158 พวกนี้เลยกลายเป็นพวกที่ถือหลักว่าการประกอบอาชีพนี้เพื่อมีชีวิตอยู่ และการมีชีวิตอยู่นี้ เพื่อการถึงธรรมให้ได้ในที่สุด ตรงกันข้ามกับพวกที่ถือว่าเกิดมาเพื่อได้กินได้นอนหรือได้อะไร ๆ ทำนองนั้นให้มากที่สุด และสนุกสนานที่สุดและสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นไม่มีความหมายเลย หรือถ้าจะมีบ้างก็เพื่อใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราได้กินได้นอนสบายหรือได้อะไร ๆ ในทำนองนั้นเต็มตามที่เราต้องการ เขาถือว่าคุณค่าหรือความหมายของธรรมมีเพียงเท่านี้ เป็นเรื่องที่กลับกันอยู่อย่างตรงกันข้ามเราควรจะอยู่ในพวกไหนเป็นสิ่งที่เราต้องคิดดู จะได้รู้จักเลือกเอาธรรมะในลักษณะที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แล้วเราก็จะเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ตามแบบของเรา ไม่ใช่ตามแบบของพวกวัตถุนิยมดังที่กล่าวแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากมาก เนื่องจากมีการงานมาก และปัญหายุ่งยากหรือการงานนี้ มีอยู่ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตใจ ฝ่ายร่างกายก็มีอย่างมากมาย ฝ่ายจิตใจก็มีอย่างลึกซึ้ง เมื่อรวมความมากมายกับความลึกซึ้งเข้าด้วยกันแล้ว ลองพิจารณาดูเถิดว่า
น.159 สมรรถภาพของเรามีเพียงพอที่จะสะสางปัญหาเหล่านั้นได้ตามลำพังตัวเองแท้ ๆ หรือไม่ นี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องพึ่งพาการศึกษา และโดยเฉพาะการศึกษาธรรมะให้มันเพียงพอกับปัญหาที่มากมายและลึกซึ้ง มิฉะนั้นแล้ว ตัวมันเองนั่นแหละจะฆ่าตัวมันเองหรือจะทำอะไร ๆ อย่างผิด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ได้รับผลเป็นความตายหรือความทุกข์ความวิกลจริต ความเจ็บไข้ได้ป่วย ดังนี้เป็นต้นเราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้ว่าโลกสมัยนี้มีความเจ็บป่วยในทางจิตใจ หรือมีความต่ำทรามในทางจิตใจมากน้อยเพียงไร ความหวาดกลัวความกลัดกลุ้ม ความวิตกกังวลและอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ที่ทำให้มนุษย์สมัยนี้ต้องใช้ยานอนหลับหรือยาระงับประสาท ในลักษณะที่คนสมัยโบราณไม่เคยใช้กันเลย นั่นย่อมเป็นการพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่า มนุษย์ที่ไร้ธรรมะ หรือ มีธรรมะแต่เพียงปากว่าเหล่านั้นได้ชักใยพันตัวเองเข้าแล้วอย่างไร เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้าไม่มีความสามารถในการทำงานมาก มันก็ไม่ควรจะเรียกว่ามนุษย์ แต่ถ้ามีการงานมากแล้วยิ่งมีความทุกข์มาก มันก็ยิ่งไม่ควรที่จะเรียกว่ามนุษย์ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นทางออก
น.160 จึงมีอยู่ทางเดียวคือ มีธรรมเป็นคู่มือหรือเป็นเครื่องมือ สำหรับฟัฝ่าการงาน ทั้งหลายอันแสน จะมากมายและลึกซึ้งนั้นให้ลุล่วงไปด้วยความสนุกสนานเท่านั้นเอง เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ปัญหาทางสุขภาพของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นว่า เมื่อมนุษย์มีการงานมากมายทั้งทางกายและทางจิตเช่นนี้แล้ว มนุษย์จะมีสุขภาพเพียงพอที่จะทนไหวหรือสู้ไหวได้อย่างไร. เกี่ยวกับข้อนี้ถ้าผู้ใดมองเห็นตัวจริงตัวแท้ของธรรมมาตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ย่อมจะตอบคำถามนี้ได้ด้วยตนเองว่าธรรมนั่นแหละจะเป็นพื้นฐานที่ดีของสุขภาพได้ทั้งทางกายและทางจิต ธรรมไม่อาจจะเป็นตัวสุขภาพเองก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นเครื่องมือหรือถึงกับเป็นพื้นฐานของสุขภาพได้อย่างเต็มที่เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้น ได้ช่วยให้เกิดปกติภาวะแก่ส่วนลึกของจิตใจหรือที่เราจะเรียกกันใน ที่นี้ว่าวิญญาณได้แก่พื้นฐานของความเชื่อ ความคิดเห็น ความเข้าใจความแน่ใจเป็นต้น เมื่อหลักพื้นฐานของจิตใจเป็นไปในทางถูกต้องไม่ผิดปกติ ไม่ฝืนธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกกันว่าจิตก็อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งหมายถึงความเป็นสมาธิอยู่เองตามธรรมชาติ มี
น.161 ลักษณะบริสุทธิ์เข้มแข็งและว่องไว ควรแก่การงานเป็นจิตที่เรียกว่ามีสุขภาพอย่างยิ่งและมีสมรรถภาพอย่างยิ่งด้วย. เมื่อจิตมีสุขภาพดี ร่างกายนั้นก็มีสุขภาพดี ยิ่งไปเสียกว่าร่างกายที่ได้รับการบำรุงบำเรอทางอาหารหรือทางหยูกทางยาไปเสียอีก. สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องพิสูจน์กันอย่างมากมายอีกเรื่องหนึ่งจึงขอยกเว้นเสียไม่กล่าวในที่นี้ ในที่นี้ขอยืนยันแต่ในข้อที่ว่าสุขภาพทางจิตดีแล้ว สุขภาพทางกายก็ดีตาม อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องหรือปัญหาทางสุขภาพ ก็ยังเป็นเรื่องของธรรมะอยู่นั่นเอง จะเป็นเรื่องทางอาหาร ทางพลานามัย หรืออย่างอื่นจะไม่เกี่ยวกับธรรมะไม่ได้. จากการวิจัยทั่วโลกได้พบความจริงข้อหนึ่งแล้วว่าโดยแท้จริงนั้น คนเราสนใจเรื่องสุขภาพของตนเองเป็นเรื่องแรก และเหมือน ๆ กันไปหมดทั้งโลก และก็ไม่เคยมีใครเคยทราบหรือเคยคิดฝันว่า สุขภาพนั้นมีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" หรือปัญหาสุขภาพนั้นจะต้องแก้ด้วยธรรม ยิ่งกว่าที่จะแก้ด้วยเรื่องทางวัตถุ. เราจะเอาชนะปัญหาสุขภาพอย่าง
น.162 แท้จริงไม่ได้ จนกว่าเราจะมีความรู้เรื่องธรรม พอสมสัดส่วนกันเสียก่อน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของเหตุผลที่แสดงว่าทำไมคนเราจึงต้องศึกษาธรรม หรือว่าวิชาธรรมเป็นวิชาที่คนเราจำเป็นจะต้องศึกษา อย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ จนถึงกับอาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมเป็นคู่กับคน คนเป็นคู่กับธรรม โดยไม่อาจจะแยกกันได้เลย.
Buddhadasa