น.138 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! อานิสงส์ของการถึงธรรมที่ปัจเจกชนจะพึงได้รับ อัน จะพึงนำมากล่าวเป็นข้อสุดท้ายนั้น ได้แก่ความสิ้นไปแห่ง กรรม ดังจะได้วินิจฉัยกันในวันนี้ในฐานะที่เป็นอานิสงส์ที่ น่าสนใจที่สุด เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจว่า คนไทยเราเป็นพวก ที่มีวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาสูงสุด คือวัฒนธรรมของเรา
น.139 นื่องด้วยพุทธศาสนายิ่งกว่าอย่างอื่น และเป็นพุทธศาสนา ชั้นสูงสุดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องนิพพาน ดังนั้นจึง มีคำกล่าวติดปากชาวบ้านทั่วไปในลักษณะที่แสดงว่า ผู้กล่าว มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนิพพานนั้น หรืออย่างน้อยก็มีผู้มี ความรู้สูงสุด เป็น ครูบา อาจารย์ และ อยู่ใกล้ชิด กับ ชาว บ้าน คอยแนะนำชาวบ้านเกี่ยวกับธรรมะอันสูงสุดแม้จะยังปฏิบัติ ไม่ได้ ก็ยังต้องการให้รู้ไว้เป็นพื้นฐาน ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นความรู้ประจำบ้านประจำเรือนทีเดียว ซึ่งจะขอยกตัว อย่างมาให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน เช่นบทกล่อมลูกของชาว บ้านทางภาคใต้อันมีมาแต่โบราณ ที่กล่าวถึงมะพร้าวต้นเดียว กลางทะเลขี้ผึ้งอันอยู่ในที่ ๆ ฝนก็ตกไม่ถึงฟ้าก็ร้องไปไม่ถึง รวมอยู่ในบทกล่อมลูกที่แม่จะใช้กล่อมลูก หรือเด็กหญิงเล็กๆ จะร้องเพื่อกล่อมน้องที่เล็กกว่า คนเดี๋ยวนี้เสียอีกที่จะไม่สนใจ ว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่คนครั้งกระโน้นย่อมเข้าใจได้ดีว่ามัน เป็นเรื่องสูงสุด เป็นการกล่าวถึงสิ่งสูงสุดอันหนึ่ง แม้จะเป็น เพียงสิ่งสำหรับหวัง ก็ยังดีกว่าที่จะไม่รู้หรือไม่ได้ยินได้ฟัง เสียเลย สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจากจะ
น.140 เป็นเรื่องของฝั่งนอกคือ นิพพาน ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ที่ไม่มีกิเลสที่กรรมตามไปไม่ถึง ที่ความเกิด ความแก่ ความตายตามไปไม่ถึง ดังที่ในบทเพลงกล่าวว่า ฝนก็ตกไม่ถึง ฟ้าก็ร้องไม่ถึงนั่นเอง เมื่อบรรพบุรุษของเราคุ้นเคยกันอยู่กับหลักธรรมในขั้นนี้ จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอะไรในการที่เราได้ยินจนชินหูกับคำที่คนเหล่านั้น หรือคนที่รับวัฒนธรรมสืบเนื่องมาจากคนเหล่านั้นกล่าวกันเสมอ ๆ อย่างติดปากว่า สิ้นกรรม หรือสิ้นกรรมเสียที ขอให้ไปเป็นสุข ๆ เถิด คำว่า สิ้นกรรม ในที่นี้มีความหมายลึกซึ้งถึงที่สุด อาจจะเข้าใจไม่ได้สำหรับคนสมัยนี้ แม้ที่โตแล้ว โดยไม่ต้องกล่าวถึงลูกเด็ก ๆ ซึ่งเข้าใจคำนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติต่างศาสนา แต่มันก็เป็นคำธรรมดา ๆ ที่ใช้กันอยู่เป็นธรรมดาสามัญสำหรับบรรพบุรุษของเรา และท่านเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ดี ซึ่งคนสมัยนี้นำมากล่าวทั้งที่ไม่รู้ความหมายอะไร กล่าวว่า สิ้นกรรม อย่างนี้ก็เป็นการกล่าวตามธรรมเนียมบ้าง เป็นการพลั้งปากออกไปเพราะความเคยชินสืบ ๆ กันมาบ้าง จนกลายเป็นเรื่องวัฒนธรรมหรือเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีไป คงทิ้งไว้ให้แต่ร่องรอยที่แสดงว่า
น.141 บรรพบุรุษของเราเคยมีความรู้สูง มีจิตใจสูงหรือมีวัฒนธรรมสูงเป็นต้น ครั้นตกมาถึงสมัยนี้จะหาคนสักคนหนึ่งที่สนใจคำเช่นคำอุทานที่พลั้งปากว่า พุทโธ่ เป็นต้นนี้ มันมีความหมายอย่างไร หรือมีรกรากมาอย่างไรก็แสนยากที่จะหาได้การพลั้งปากเมื่อตกใจหรือกลัวว่า พุทโธ่ นี้ ย่อมมีความหมายว่า เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมาก็ ระลึก ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งแรกก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด ข้อนี้จะเป็นวัฒนธรรมที่ดีมากหรือดีน้อย สูงมากหรือสูงน้อย เพียงไรก็ลองคิดดูเองเถิด ! ข้อสำคัญในที่นี้ ต้องการจะให้มองเห็นว่าบรรพบุรุษของเราเคยใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนิพพานนั้นอย่างไร ครั้นตกมาถึงลูกหลานสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ควรจะเล็งถึงข้อที่ว่ากำลังนับถือศาสนากันอย่างละเมอ ๆ อย่างไร ถึงกับไม่รู้ความหมายของคำว่า สิ้นกรรม เป็นต้น ที่คนมักจะกล่าวในเมื่อเห็นใครสิ้นใจลง คำว่า สิ้นกรรม นั้นไม่ได้หมายถึงการตาย แต่ได้หมายถึงอะไรอย่างหนึ่งซึ่งยิ่งไปกว่าความตายมากนัก คือ หมายถึงการที่ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป การที่จะต้องเป็นไปตามกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือ
น.142 กรรมชั่วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าสนุกเลยเพราะไม่เป็นอิสระ แก่ตัว คือต้องเป็นไปตามกรรมนั่นเอง สิ้นกรรมก็คือหมด พืชสำหรับจะไปเกิดใหม่ คือจะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ต่อไปเป็นการถึงธรรมในขั้นสุดท้ายของมนุษย์เรา ครั้นเรามา พิจารณดูคนสมัยนี้สักคนหนึ่ง ที่เขา กำลัง นั่งดูคนเจ็บสิ้นใจลง ไป แล้วก็ร้องว่าสิ้นกรรมกันที่ ดูคล้าย ๆ กับว่าเขาก็อนุโมทนา ด้วยอย่างยิ่งในการที่บุคคลผู้นั้นได้สิ้นกรรมไป แต่แล้วเราก็ สงสัยอยู่ว่า คนผู้กล่าวเช่นนั้นต้องการจะสิ้นกรรมในลักษณะ นั้นด้วยหรือเปล่า หรือเป็นการกล่าวตามธรรมเนียมเป็น การอวดผู้อื่นว่าตนรู้ธรรมเนียมดังนี้เป็นต้นไปเสียแล้ว ซึ่ง เป็นลักษณะของการตกต่ำในทางธรรมที่สุด ของลูกหลานของ บรรพบุรุษที่เคยถึงธรรมมาแล้วอย่างสูง เกี่ยวกับความ หมายของคำว่าสิ้นกรรมนี้เป็นสิ่งที่ยากที่ใคร ๆ จะเข้าใจได้ใน เมื่อเขาไม่รู้เสียเลยว่า กรรม นั้นคืออะไรโดยแท้จริง เมื่อ ไม่เข้าใจใน ความหมาย ก็ยาก ที่จะพอใจในอานิสงส์ ของการ สิ้นกรรมนี้ได้ พุทธบริษัทเราควรจะมีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องกรรม จนถึงกับมีความเคารพหรือพอใจในความสิ้น กรรมอย่างแท้จริง จึงจะไม่เสียหลายในการที่เป็นพุทธบริษัท
น.143 มื่อกล่าวโดยสรุปแล้วย่อมกล่าวได้ว่า กรรมคือ กระแสแห่ง การไหลเวียนชนิด หนึ่งซึ่งรวม อยู่ในตัวสิ่งที่เรา เรียกกันว่าชีวิต ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ก็เป็นตัว ชีวิตเสียเอง ที่ว่ากระแสแห่งความไหลเวียนในที่นี้ ก็หมาย ถึงการไหลเวียนของความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกระทำตามความอยาก ทำทางกาย ก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม เมื่อมีกรรม หรือการ กระทำอย่างนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนรูปเป็นปฏิกิริยาหรือผลของ กรรมซึ่งเรียกว่า วิบาก ขึ้นมาในทันทีทันใดนั่นเอง โดยไม่ต้อง เนื่องด้วยสิ่งอื่น หรือผลอย่างอื่นที่จะเกิดตามมาทีหลัง หรือที่ เนื่องกันอยู่กับกรณีนั้น ๆ ซึ่งที่แท้ไม่ควรถือว่าเป็นผลโดย ตรงของกรรมนั้น ๆ ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ในรูปที่ว่า พออยาก ชั่วก็ทำชั่วเสร็จ พอทำชั่วเสร็จ ก็กลายเป็นคนชั่วเสร็จมีผล สมบูรณ์แล้วในการเป็นคนชั่วในที่นั้นเอง ส่วนที่จะถูกลงโทษ หรือไปตกนรกเป็นต้นนั้น เป็นเพียงเรื่องแตกแขนงออกไป หรือเป็นเพียงสิ่งที่เนื่องกันอยู่เท่านั้นและมันก็ไม่แน่นอนว่า มันจะเป็นไปในรูปไหน ส่วนผลที่ว่าเขาเป็นคนชั่วไปแล้ว นั้นเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด และถือว่าถึงที่สุดแล้วตั้งแต่ขณะ
น.144 นั้น แม้ในการทำดีก็เหมือนกันเป็นไปในทำนองเดียวกันแท้ หากแต่ว่าอยู่ในรูปที่เราถือว่าตรงกันข้าม ที่นี้ถ้าการทำหรือการพูดนั้นเนื่องกันอยู่กับสังคม ปฏิกิริยาต่าง ๆ ก็มีมากกว่ากว้างขวางกว่ายิ่งขึ้นไปอีก คือกลายเป็นสังคมที่คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว หรือ คิดดี ทำดี พูดดี แล้วแต่กรณีที่จะเป็นไป ความไหลเวียนนั้นเป็นไปในรูปที่วกวนไปมาเป็นวงกลมที่คล้องกันเป็นห้วง ๆ เหมือนสายโซ่ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเมื่ออยากชั่วทำชั่ว และได้รับผลของความชั่วแล้ว ก็มีการคิดชั่วหรืออยากชั่วต่อไปอีก เวียนไปในรูปอื่น ๆ แปลก ๆ กัน จึงมีการทำชั่วในรูปอื่นและได้รับผลชั่วในรูปอื่น ถ้าสติปัญญาเกิดขึ้นมา ก็เปลี่ยนไปในรูปการกระทำที่ดี เป็นไปในแนวหรือสายที่ดีจนกว่ากิเลสหรือความหลงจะเกิดแทรกแซงขึ้นมาอีก แล้วก็หมุนไปในกระแสแห่งการทำชั่วอีก และเป็นไปในลักษณะเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีหยุดจนกว่าจะสิ้นกรรมจริงๆ ซึ่งจะต้องอาศัยการกระทำอีกชนิดหนึ่งต่างหาก ซึ่งถึงกับต้องบัญญัติว่าเป็นกรรมที่ไม่ดี ไม่ชั่ว หรือกลายเป็นกรรมที่สามขึ้นมา ซึ่งได้แก่การปฏิบัติเพื่อหมดกิเลสตัณหา หรืออุปาทานซึ่งเรียกว่านิพพานนั่นเอง ดังนั้นการสิ้นกรรมกับนิพพานจึงเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ความที่ต้องเป็นไป
น.145 ตามกรรมนั้น หมายถึงแต่กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้น วนเวียนไปตามกรรมดีกรรมชั่วไม่มีที่สิ้นสุดนี้เรียกว่า วัฏฏสงสาร เป็นสิ่งที่ยากที่ใคร ๆ จะเอาชนะได้ เหมือนกับการถูกจับตัวโยนลงไปในน้ำวน แล้วให้หาทางช่วยตัวเอง แม้มันจะตายแล้วตายอีกสักกี่ครั้งกี่หน ก็หาใช่การสิ้นกรรมไม่ การสิ้นกรรมหมายถึงการ ออกมาเสียได้จาก วัฏฏสงสารหรือ น้ำวน อันใหญ่หลวงนั้น หรือบางทีก็เรียกว่าทำลายวัฏฏสงสารเสียได้ด้วยการทำให้กรรมเก่าสิ้นไปและกรรมใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น จึงจะเป็นการถึงธรรมในขั้นที่เรียกว่านิพพาน การที่จะทำลายกรรมเก่าให้สั้นไป และไม่มีทางที่จะให้กรรมใหม่เกิดขึ้นได้นั้น เป็นสิ่งที่จะมีได้จากการรู้การเข้าใจ และการรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องอันเกี่ยวกับกรรมนั้นเอง เราจะต้องมองดูย้อนลงไปให้เห็นว่าการกระทำนั้นมีมูลมาจากความอยากจะกระทำ ความอยากนั้นเป็นตัวเจตนาให้กระทำ ตัวเจตนานั้นเองเป็นหัวใจของกรรมสำหรับการที่จะไปทำกรรมต่อไปอีก ก็คือมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจนไม่เกิดความอยากทั้งปวง ซึ่งเป็นการอยากด้วยอำนาจของความไม่รู้ เป็นการอยากด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้เป็นเพียงความประสงค์
น.146 หรือความต้องการของสติปัญญาที่ไม่มีกิเลสตัณหาอันเป็นเหตุ ให้ยึดมั่นถือมั่น ปุถุชนคนธรรมดาย่อมมีเจตนาเสมอ เพราะ มีความอยากด้วยตัณหาอุปาทานหรืออวิชชาอยู่เสมอ การ กระทำของเขาจึงเป็นกรรมไปหมด ส่วนพระอรหันต์มอง เห็นสิ่งทั้งปวงในฐานะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ไม่มีอวิชชา ที่จะโง่หรือหลงใหลในสิ่งใด ไม่มีตัณหาที่จะอยากในสิ่งใด ๆ ไม่มีอุปาทานที่จะยึดมั่นในสิ่งใด ๆ เพราะความรู้แจ้งต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็นอย่างไรเช่น ว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็น เพียงมายา หรือเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าเจตนาจึงไม่เกิด เจตนาจึงไม่มี การกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของท่านจึงไม่เป็นกรรม แม้จะ กระทำอยู่อย่างไรก็ไม่เป็นกรรมไปได้แม้ว่าจะเป็นไปได้ถึงกับ ว่า กระทำอยู่ในลักษณะที่น่าหวาดเสียว หรือไม่น่าไว้วางใจ อย่างยิ่ง ก็ไม่เป็นกรรมไปได้ เหตุผลมีอยู่อย่างเดียวตรงที่ไม่ มีเจตนาเท่านั้น ที่ไม่มีเจตนาก็มีเหตุผลอย่างเดียวกันคือการ มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา หรือน่าปรารถนา คือไม่เกิดความอยากในรูปลักษณะใด ๆ หมด การกระทำจึงไม่ต้องอาศัยเจตนา เป็นได้อย่างมาก
น.147 พียงกิริยาคือไม่เป็นกรรม นี้คือหนทางที่จะทำไม่ให้กรรม ใหม่เกิดขึ้น แม้แต่คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์และกำลังปฏิบัติ เพื่อความเป็นพระอรหันต์ เจตนาไม่มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรรมก็ไม่มี เจตนาไม่มี ก็เพราะความรู้แจ้งต่อสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวง ถึงที่สุดโดยนัย ดังกล่าวแล้วซึ่งความรู้แจ้งนั้นได้ ทำให้ไม่ ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของ ๆ ตนเป็นผู้ว่าง จากความรู้สึกว่ามีตัวมีตนที่เป็นเหตุให้อยากอย่างนั้นอย่างนี้ เอาเข้ามาเพื่อตน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของการสิ้นกรรมอย่าง แท้จริงโดยที่ร่างกายไม่ต้องแตกทำลายลงไป คือสิ้นกรรมได้ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับการทำกรรมเก่าให้สิ้นไปนั้นเป็นสิ่งที่ มีอยู่หรือเกิดขึ้น พร้อมกันกับการทำให้กรรมใหม่เกิดขึ้นไม่ได้ ข้อนี้หมายความว่าถ้าทำให้กรรมใหม่เกิดขึ้นไม่ได้จริง ๆ เมื่อ ใดกรรมเก่าก็สิ้นสุดลงไปพร้อมกันเมื่อนั้น ข้อนี้เล็งถึงใจ ความสำคัญคือการหมดอุปาทาน ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนหรือว่าของตนนั่นเอง เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทาน หรือไม่มีอุปาทานแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำกรรมใหม่ได้อีก ต่อไป คือทำกรรมก็ไม่เป็นกรรม พร้อมกันนั้นก็ไม่มีตัว มีตนที่จะเป็นเจ้าของกรรมเก่า จิตสลัดกรรมเก่าออกไปได้
น.148 พร้อมกับการสลัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนั่นเอง กรรม จะยังคงเป็นกรรมอยู่ได้ ก็เพราะจิตยังยึดมั่นถือมั่นว่ากรรม เป็นของตน เพราะเขายังมีตัวมีตนที่จะเป็นเจ้าของกรรมนั้น ครั้นเมื่อจิตถึงธรรมในลักษณะที่รู้แจ้งแทงตลอด จน ทำลาย อุปาทานเสียได้แล้ว สิ่งที่เคยยึดมั่นเป็นกรรมของตนก็สลาย ไป ไม่เหลืออยู่เป็นกรรมเก่าสำหรับจิตนั้นอีกต่อไป นี้คือ ความที่กรรมเก่าสิ้นไปสำหรับจิตนั้น ส่วนที่ ตนได้ไปทำ อะไรหรือเนื่องกันเข้าไว้กับสังคมนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่าง หาก เช่น สังคมจะไม่ยอมรับรู้ในความสิ้นกรรมของบุคคลนั้น นั่นมันเป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งแล้วแต่สังคมจะเข้าใจหรือกระทำ ไปอย่างไร ? ถ้าสมมติว่าเคยทำกรรมชั่วมาก่อน แล้วมาถูก สังคมจับไปแล่เนื้อเถือหนังอย่างไร หรือว่าถ้าเป็นกรรมดีจะ ถูกสังคมจับไปยกย่องบูชาสรรเสริญอย่างไร ทั้งสองอย่างนั้น หามีผลแก่จิตใจที่หลุดพ้นแล้วหรือสิ้นกรรมแล้วไม่ โดยเสมอ กันทั้งสองอย่างทีเดียว ร่างกายจะถูกทำให้เจ็บปวดหรือจะ ถูกทะนุถนอมประคับประคองอย่างไร ก็มีผลเป็นเพียงปฏิ กิริยาภายนอกที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายล้วน ๆ เท่านั้น ไม่ใช่เป็น ผลกรรมหรือวิบากของกรรมที่เกิดขึ้นแก่จิตที่หลุดพ้นแล้วจาก
น.149 ความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง นี้เป็นเรื่องของการสิ้น ไปแห่งกรรมเก่าและเป็นเรื่องของปัจเจกชนผู้นั้นเพียงผู้เดียว มีขึ้นพร้อมกันกับที่เขาทำให้กรรมใหม่สิ้นสุด จึงเป็นที่สิ้น กรรมโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องเป็นไปตามกรรมอีกต่อไป เรียกว่าเป็นจิตที่ลุถึงนิพพาน หรือความพ้น หรือความเป็น อิสระ หรือความดับทุกข์ซึ่งแล้วแต่จะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่ ความหมายที่สำคัญที่สุดก็คือ สิ้นสุดแห่งความทุกข์โดยไม่มี ส่วนเหลือ ซึ่งเราเรียกโดยสมมติในที่นี้ว่า ธรรมทำให้ผู้นั้น อยู่เหนือกรรม เหนือการเวียนว่ายไปตามกรรมเป็นที่สุดที่ จบของวัฏฏสงสารเป็นการลุถึงนิพพานคือความไม่ตาย เพราะ ไม่มีคนที่จะตาย หรือจะทำกรรม หรือจะเป็นไปตามกรรม อีกต่อไปดังนี้ นี้คืออานิสงส์ของการถึงธรรม ที่ทำให้เรา เอาชนะกรรม อยู่เหนือกรรมหรือไม่ต้องเป็นไปตาม กรรมนับว่าเป็นอานิสงส์ขั้นสูงสุด ดังนี้.
Buddhadasa